บ้านวังส้มซ่า จ.พิษณุโลก ชวนชิม ข้าวห่อใบบัวรสเด็ดเมนูเพื่อสุขภาพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/598363

บ้านวังส้มซ่า จ.พิษณุโลก ชวนชิม  ข้าวห่อใบบัวรสเด็ดเมนูเพื่อสุขภาพ

บ้านวังส้มซ่า จ.พิษณุโลก ชวนชิม ข้าวห่อใบบัวรสเด็ดเมนูเพื่อสุขภาพ

วันจันทร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  ที่ศูนย์เรียนรู้บ้านวังส้มซ่า บ้านวังส้มซ่า อ.เมือง จ.พิษณุโลก  นางเผอิญ พงษ์สีชมพู อายุ 75 ปี ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านวังส้มซ่า พร้อมด้วยสมาชิก ได้โชว์ในการทำเมนูข้าวห่อใบบัว ซึ่งเป็นเมนูเด็ดให้แก่ผู้ที่มาเยี่ยมชมบ้านวังส้มซ่า  จะสามารถรับประทานได้ และขณะนี้กำลังเปิดเป็นพรีออเดอร์ให้กับผู้ที่สนใจ

นางเผอิญ พงษ์สีชมพู ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านวังส้มซ่า กล่าวว่า ชุมชนบ้านวังส้มซ่า เป็นชุมชนเก่าแก่ และมีต้นส้มซ่า เป็นต้นไม้ประจำถิ่นในหมู่บ้าน ชาวบ้านจึงได้นำประโยชน์ของส้มซ่ามาผลิตเป็นอาหารและแปรรูปต่างๆมากมาย ซึ่ง ข้าวห่อใบบัว ก็ถือว่าเป็นเมนูที่ที่บ้านวังส้มซ่า ถือว่ามีคุณค่าทางโภชนาการสูง จึงได้จัดเตรียมไว้หากประชาชนที่มาเที่ยวชมบ้านวังส้มซ่า ได้รับประทานกันอีกเมนู  ซึ่งข้าวห่อใบบัว รับประทานแล้วมีประโยชน์แก่ร่างกาย ทั้งนี้ในเรื่องของรสชาติก็ไม่ได้จัดจ้านอะไรมากนักไม่ต่างจากข้าวผัดทั่วไปแต่ที่ต่างก็คือ ดีต่อสุขภาพ เพราะว่า สรรพคุณ ของใบบัวที่ใช้ห่อนั้น  เมื่อนำมานึ่งสารที่อยู่ในใบบัวดีต่อระบบของหัวใจ ช่วยบำรุงได้เป็นอย่างดีอีกด้วย นอกจากนี้ ยังมีเครื่องเคียงที่รับประทานแล้วจะไม่ให้ข้าวห่อใบบัวแก้เลี่ยน ได้ ที่ทางศูนย์การเรียนรู้ จัดไว้นั้นจะต้องคำนึงถึงแคลอรี่ที่เรารับประทาน

นอกจากนี้ศูนย์เรียนรู้บ้านวังส้มซ่ายังมีอาหารว่าง เมนูเปิดปาก เป็น ม้าฮ้อและเครื่องดื่มที่ใช้น้ำส้มซ่าเป็นส่วนผสมด้วย อาทิ กาแฟส้มซ่าสีสันสดใส จะประกอบไปด้วยน้ำมะม่วงหาวมะนาวโห่ที่ผสมกับน้ำเชื่อมไว้ ลงเป็นชั้นล่างในแก้วอีกด้วย เมนูเหล่านี้เป็นเอกลักษณ์ของชาวชุมชนที่ช่วยกันรักษาเอาไว้ไม่ให้เลื่อนหายไป นอกจากนี้ ผลส้มซ่า และใบส้มซ่า ยังถูกต่อยอดไปทำผลิตภัณฑ์ได้หลายอย่าง ที่สบู่ ครีมทาผิว สมุนไพร และอีกมากมาย หากผู้ใดต้องการชิมข้าวห่อใบบัว ที่ศูนย์เรียนรู้บ้านวังส้มซ่าแห่งนี้  ก็สามารถสอบถามได้ที่หมายเลขโทรศัพท์  08-6929-1745 ซึ่งทางศูนย์การเรียนรู้บ้านวังส้มซ่า ก็จะเปิดรับเป็นพรีออเดอร์ เพื่อให้ประชาชนได้รับประทานได้เช่นกัน ส่วนราคานั้นทางศูนย์การเรียนรู้บ้านวังส้มซ่า ได้กำหนดไว้เซตละ 120 บาทเท่านั้น

สกู๊ปพิเศษ : ‘จระเข้’ ห่วงใยระดมฉีดซิโนฟาร์มให้พนง.และคนในชุมชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/598366

สกู๊ปพิเศษ : ‘จระเข้’ห่วงใยระดมฉีดซิโนฟาร์มให้พนง.และคนในชุมชน

สกู๊ปพิเศษ : ‘จระเข้’ห่วงใยระดมฉีดซิโนฟาร์มให้พนง.และคนในชุมชน

วันจันทร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในขณะนี้ได้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างในสังคมไทย การที่จะช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นได้นั้น ประชาชนจำเป็นจะต้องได้รับการฉีดวัคซีน ซึ่งหลายหน่วยงานได้มีการจัดซื้อวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้กับพนักงานเพื่อป้องกันความปลอดภัยขององค์กร รวมถึงเป็นการแบ่งเบาภาระภาครัฐ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด

นายศุภพงษ์ เพชรสุทธิ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้นำในการผลิตและจำหน่ายสินค้านวัตกรรม เพื่องานก่อสร้าง ซ่อมแซม และตกแต่ง กล่าวว่า บริษัทตระหนักถึงสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ที่เกิดขึ้น ซึ่งความปลอดภัยและสุขภาพของพนักงานทุกคนเป็นสิ่งสำคัญ บริษัทจึงได้จัดซื้อวัคซีนทางเลือก “ซิโนฟาร์ม” กว่า 3 ล้านบาท เพื่อฉีดให้กับพนักงาน สมาชิกในครอบครัวทุกคน ทั้งที่สำนักงานใหญ่และโรงงาน จ.สระบุรี เป็นการเร่งสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้กับพนักงาน รวมถึงบริษัทยังได้ฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้กับประชาชนในชุมชนที่อยู่ใกล้เคียงกับโรงงาน จ.สระบุรี เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนให้กับคนในสังคม ซึ่งมีผู้ได้รับการฉีดวัคซีนในครั้งนี้กว่า 1,300 คน

ทั้งนี้ การที่บริษัทให้ความช่วยเหลือประชาชนโดยรอบโรงงาน ถือเป็นปณิธานที่จระเข้ ยึดถือมาโดยตลอดตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัท ที่ต้องการแบ่งปันและตอบแทนคืนสู่สังคม ซึ่งทุกปีที่ผ่านมาบริษัทจะจัดกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมให้เกิดการแบ่งปันที่ยั่งยืน โดยเฉพาะในปีนี้ที่จระเข้ ครบรอบ30 ปี จึงได้ร่วมกับมูลนิธิกระจกเงา จัดโครงการ “ห้องน้ำสร้างสุข”เชิญชวนลูกค้าร่วมบริจาคเงินผ่านช่องทางออนไลน์ จัดสร้างห้องน้ำให้กับชาวบ้าน ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และเด็กในชุมชนชาติพันธุ์ จังหวัดเชียงราย ที่ห่างไกลความเจริญ โดยบริษัท ได้มอบเคมีภัณฑ์ก่อสร้าง พร้อมทั้งสนับสนุนเงินทุนตั้งต้นครึ่งหนึ่งของโครงการ เพื่อจัดสร้างห้องน้ำ จำนวน 30 หลัง ซึ่งมียอดบริจาคเงินเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 1,155,000 บาท

“ปัจจัยสำคัญที่ทำให้จระเข้ยั่งยืนมาถึง 30 ปี คือการให้ความสำคัญกับพนักงาน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่างๆ บริษัทจึงมุ่งมั่น ที่จะสนับสนุนความยั่งยืนในการช่วยเหลือและตอบแทนสังคมผ่านกิจกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง และสิ่งสำคัญที่สุด คือการส่งมอบเคมีภัณฑ์ก่อสร้างที่ดีต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เพื่อทำให้คุณภาพชีวิตของลูกค้าดียิ่งขึ้น ภายใต้แนวคิดจระเข้ สร้างสรรค์ความสุข เพื่อคุณและทุกคนในครอบครัว” นายศุภพงษ์ กล่าวในที่สุด

ชายคาพระพิรุณ : 30 สิงหาคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/598364

ชายคาพระพิรุณ : 30 สิงหาคม 2564

วันจันทร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

จากกรณีที่มีชาวประมงได้เสนอให้กรมประมงลดขั้นตอนในการขอรับหนังสือรับรองเพื่อประกอบการยื่นขอรับใบอนุญาตใช้เรือประมง เนื่องจากมีขั้นตอนในการดำเนินการหลายขั้นตอน และต้องใช้ระยะเวลานานทำให้เกิดความล่าช้า และมีข้อเสนอแนะให้ภาครัฐมีหน่วยงานกลางที่สามารถรับคำร้องและคำขออนุญาตต่างๆ ที่เกี่ยวกับการทำการประมงได้ในจุดเดียว และขอให้ลดจำนวนเอกสารที่ซ้ำซ้อนโดยพิจารณาเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐนั้น ได้รับการเปิดเผยจาก นายบัญชา สุขแก้ว รองอธิบดีกรมประมง ว่า จากกรณีดังกล่าว นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง ได้สั่งการให้เร่งดำเนินการในการแก้ไขปัญหาให้พี่น้องชาวประมงโดยด่วน เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่
พี่น้องชาวประมง ในกระบวนการต่างๆ ของการยื่นขอรับใบอนุญาตใช้เรือประมง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งหมายให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินการในภารกิจต่างๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่พี่น้องเกษตรกรและชาวประมง

โดยล่าสุด เมื่อกลางเดือนสิงหาคม 2564 ที่ผ่านมากรมประมงและกรมเจ้าท่าได้ร่วมกันหารือถึงแนวทางในการดำเนินการเพื่อลดขั้นตอนการขอรับหนังสือรับรองเพื่อประกอบการยื่นขอออกใบอนุญาตใช้เรือประมง ซึ่งเดิมกำหนดให้ชาวประมงต้องมายื่นคำขอกับกรมประมงเมื่อได้หนังสือรับรองแล้วก็นำไปยื่นขอต่อใบอนุญาตใช้เรือกับกรมเจ้าท่า ส่งผลให้ชาวประมงจะต้องติดต่อไปมาระหว่าง 2 หน่วยงานเกิดความยุ่งยาก และสร้างภาระแก่ชาวประมง โดยได้ข้อยุติร่วมกันในการลดภาระของชาวประมง ซึ่งมีเรือจำนวนกว่า 60,000 ลำในปัจจุบัน โดยปรับเปลี่ยนขั้นตอนใหม่ให้ชาวประมงสามารถยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตใช้เรือ ณ หน่วยงานกรมเจ้าท่าเพียงจุดเดียว เมื่อกรมเจ้าท่าได้รับคำร้องแล้วจะจัดส่งข้อมูลผ่านระบบสารสนเทศของทั้ง 2 หน่วยงานโดยอัตโนมัติ ภายใต้กรอบการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพเช่นเดิม ทั้งนี้ กระบวนการดังกล่าวอยู่ระหว่างการร่วมกันพัฒนาระบบเพื่อให้สามารถรองรับหลักการตามที่ได้เห็นชอบร่วมกัน ซึ่งคาดว่าจะเปิดใช้ระบบได้ช่วงต้นเดือนตุลาคม 2564 นี้

รองอธิบดีกรมประมง เชื่อมั่นว่า หากเริ่มดำเนินการใช้ระบบฯ จะสามารถอำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องชาวประมงเป็นอย่างมาก และกรมประมงยังคงมุ่งมั่นที่จะปรับลดขั้นตอนในกระบวนงานอื่นๆ เพื่ออำนวยความสะดวกในการให้บริการแก่ชาวประมงต่อไป นอกจากนี้ วิธีการที่ปรับเปลี่ยน ยังเป็นวิธีที่สอดคล้องกับสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทย ที่ต้องลดการเคลื่อนที่ เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้ออีกด้วย

ขุนเกษตรา

เร่งขยายคลองลอยเขื่อนผาจุกสร้างความมั่นคงเรื่องน้ำ แก้ภัยแล้ง 22 หมู่บ้าน จ.สุโขทัย-อุตรดิตถ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/598365

เร่งขยายคลองลอยเขื่อนผาจุกสร้างความมั่นคงเรื่องน้ำ แก้ภัยแล้ง22หมู่บ้านจ.สุโขทัย-อุตรดิตถ์

วันจันทร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมชลประทานเผยผลศึกษาความเหมาะสมขยายคลองลอยจากเขื่อนผาจุก สามารถสร้างความมั่นคงเรื่องน้ำ แก้ปัญหาภัยแล้งได้ถึง 22 หมู่บ้านในเขต 3 อำเภอของสุโขทัยและอุตรดิตถ์ยืนยันกว่า 5,500 ครัวเรือนได้รับประโยชน์ มั่นใจเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2566

นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานได้ดำเนินโครงการศึกษาความเหมาะสมการขยายคลองลอยจากเขื่อนผาจุก-ศรีสัชนาลัย-สวรรคโลก จ.อุตรดิตถ์ เพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำในเขตจ.อุตรดิตถ์ และสุโขทัย โดยเฉพาะในลุ่มน้ำคลองด่านแม่คำมัน และลุ่มน้ำคลองยม ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ อ.ศรีสัชนาลัย อ.ศรีนคร จ.สุโขทัย และบางส่วนของ อ.ตรอน จ.อุตรดิตถ์ ที่ไม่มีแม่น้ำไหลผ่าน ราษฎรต้องอาศัยน้ำฝนในการทำเกษตรและดำเนินชีวิต ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำซ้ำซากในช่วงฤดูแล้งและฝนทิ้งช่วง ไม่มีความมั่นคงเรื่องน้ำเพื่อการเกษตรและเพื่อการอุปโภค-บริโภค ส่งผลโดยตรงต่อการใช้ประโยชน์ที่ดินและผลผลิตด้านการเกษตรมาอย่างต่อเนื่อง

“ผลการศึกษาความเหมาะสมการขยายคลองลอยดังกล่าว ซึ่งครอบคลุมในทุกๆด้านทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐศาสตร์ รวมทั้งยังได้ลงพื้นที่ร่วมหารือกับผู้นำชุมชน กลุ่มเกษตรกร กลุ่มผู้ใช้น้ำ เพื่อรับข้อมูลที่สะท้อนสภาพความเป็นจริงของพื้นที่ พบว่า รูปแบบ
การพัฒนาที่เหมาะสมในการแก้ไขปัญหาที่สุดคือ การส่งน้ำจากเขื่อนผาจุกที่มีศักยภาพบริหารจัดการน้ำถึง 848 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.)ต่อปี ผ่านคลองลอยดาดคอนกรีตจำนวน 4 ล้านลบ.ม.ต่อปีไปยังพื้นที่ๆ ประสบปัญหาโดยตรง” นายเฉลิมเกียรติกล่าว

ทั้งนี้ในการส่งน้ำจากเขื่อนผาจุกจะส่งผ่านคลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งขวาโดยการสร้างคลองลอยดาดคอนกรีตจำนวน 3 สายได้แก่ MC1 MC2 และ MC3 ความยาวรวมประมาณ 90 กิโลเมตร พร้อมสถานีสูบน้ำจากคลองส่งน้ำสายใหญ่ อาคารประกอบ และระบบกระจายน้ำ เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จจะมีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 35,017 ไร่ ครอบคลุม 22 หมู่บ้าน 5 ตำบลได้แก่ ต.ดงคู่ ต.ท่าชัย ต.ป่างิ้ว อ.ศรีสัชนาลัย ต.นครเดิฐ อ.ศรีนคร จ.สุโขทัย และ ต.ข่อยสูง อ.ตรอน จ.อุตรดิตถ์ ซึ่งจะทำให้ประชาชนในพื้นที่มีหลักประกันความมั่นคงเรื่องน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค เพื่อการเกษตร โดยเฉพาะในฤดูแล้งจะสามารถปลูกพืชฤดูแล้งได้กว่า 13,000 ไร่ รวมทั้งยังช่วยให้เกษตรกรสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการปลูกพืชเป็นพืชที่สร้างรายได้เพิ่มขึ้น เช่น ปลูกผักบุ้งพันธุ์เมล็ดเพื่อการส่งออก ปลูกผลไม้เศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็นทุเรียน ลองกอง มังคุด เงาะ เป็นต้นรวมทั้งยังจะทำให้มีน้ำเพียงพอสำหรับการปศุสัตว์ ประมง และท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังจะมีการก่อสร้างถนนเลียบสองฝั่งคลองเพื่อใช้เป็นเส้นทางสัญจร ขนส่งสินค้าอันจะเป็นการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจแนวเขตที่จะดำเนินโครงการในเบื้องต้นพบพื้นที่ได้รับผลกระทบจำนวน 1,840 ไร่ ซึ่งกรมชลประทานได้เตรียมงบประมาณเพื่อชดเชยประมาณ 150 ล้านบาท คาดว่าสามารถเริ่มงานก่อสร้างได้ในปี 2566 ใช้ระยะเวลาก่อสร้าง 5 ปี ใช้งบประมาณก่อสร้างประมาณ 474 ล้านบาท

“การขยายคลองลอยจากเขื่อนผาจุกดังกล่าว จะสามารถบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนอันเกิดจากภัยแล้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะเดียวกันจะช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิตให้ภาคการเกษตรและภาคอื่นๆ กระจายรายได้โดยตรงสู่ราษฎร ยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นในที่สุด โดยมีราษฎรได้รับประโยชน์ประมาณ 5,500 ครัวเรือน ซึ่งเป็นการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัดในพื้นที่ได้อย่างคุ้มค่า” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวย้ำในตอนท้าย

กรมชลประทานเกาะติดสถานการณ์น้ำ พร้อมเร่งช่วยเหลือพื้นที่น้ำท่วม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/598425

กรมชลประทานเกาะติดสถานการณ์น้ำ พร้อมเร่งช่วยเหลือพื้นที่น้ำท่วม

กรมชลประทานเกาะติดสถานการณ์น้ำ พร้อมเร่งช่วยเหลือพื้นที่น้ำท่วม

วันอาทิตย์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 22.02 น.

กรมชลประทานเกาะติดสถานการณ์น้ำ พร้อมเร่งช่วยเหลือพื้นที่น้ำท่วม เผยขณะนี้มีอ่างขนาดใหญ่มีปริมาณน้ำค่อนข้างมาก 15 แห่ง ขนาดกลาง 41 แห่ง คุมเข้มการบริหารจัดการน้ำ ตาม Rule Curve เพื่อลดผลกระทบ

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2564 นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้กรมชลประทานติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด และให้ดำเนินการตามมาตรการรับมือฤดูฝน 10 มาตรการของรัฐบาล เพื่อลดผลกระทบไม่ให้ไปซ้ำเติมประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)

ทั้งนี้ จากการติดตามสภาพภูมิอากาศของศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) พบว่าในเดือนกันยายน 2564 นี้ พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศไทย ยังคงมีฝนตกชุกหนาแน่นเกือบทั่วไปเฉลี่ยร้อยละ 60 – 80 ของพื้นที่ โดยล่าสุดอิทธิ พลของร่องมรสุมตะวันตกเฉียงใต้มีกําลังแรงขึ้น ประกอบกับหย่อมความกดอากาศต่ำ ปกคลุมประเทศลาวและเวียดนามตอนบน ทำให้ประเทศไทยเริ่มมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง โดยเฉพาะในพื้นท่ีภาคตะวันออก บริเวณ จ.ปราจีนบุรี โดยได้สั่งการให้สำนักงานชลประทานที่ 9 สำนักเครื่องจักรกล และโครงการชลประทานปราจีนบุรี ติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำล้นตลิ่งของแม่น้ำปราจีนบุรี โดยให้จัดส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปประจำในพื้นที่เสี่ยง ดำเนินการแก้ไขสถานการณ์โดยเร็ว เพื่อลดผลกระทบจากสถานการณ์น้ำที่อาจจะล้นตลิ่ง

นอกจากนี้ ให้เตรียมความพร้อมของเครื่องจักร เครื่องมือ รถแบคโฮ รถขุด รถเทรลเลอร์ เครื่องสูบน้ําเคลื่อนที่ เครื่องผลักดันน้ําในพื้นที่เสี่ยงสามารถนำไปช่วยเหลือได้ทันที รวมทั้งกําจัดสิ่งกีดขวางทางน้ํา และมอบเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด ส่วนในพื้นที่อื่นๆ ที่มีความเสี่ยงท่ีจะเกิดภัยน้ำท่วมก็ให้ดำเนินการในลักษณะเดียวกัน  และให้รายงานสถานการณ์และผลการดำเนินงานให้ผู้บริหาร ตลอดจนประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบทันที

สำหรับสถานการณ์น้ำ ในอ่างเก็บน้ำทั้งขนาดกลางและขนาดใหญ่มีน้ำไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นจากฝนที่ตกในช่วงนี้ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 3 กันยายน 2564 กรมอุตุนิยมวิทยา ได้คาดหมายว่า ร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยมีกำลังปานกลาง ทำให้บริเวณดังกล่าวยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง กับมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง  โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2564 ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดใหญ่ทั่วประเทศ 447 แห่ง มีจำนวน 39,035 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็น 51% ของปริมาณการเก็บกัก เป็นปริมาณน้ำที่ใช้การได้ 15,105 ล้าน ลบ.ม.หรือ 29% สามารถรับน้ำได้อีก 37,032 ล้าน ลบ.ม.

อย่างไรก็ตาม เพื่อป้องกันและลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น กรมชลประทานได้สั่งการให้เฝ้าระวังและบริหารจัดการน้ำโดยเกณฑ์กักเก็บน้ำของอ่าง (Rule Curve) อย่างใกล้ชิด พร้อมให้มีการติดตามสถานการณ์และคาดการณ์น้ำในอ่างโดยใช้ Dynamic Operation Curve (DOC) โดยเฉพาะอ่างฯ ขนาดใหญ่ที่มีปริมาณน้ำมากกว่า 51% ของปริมาณการเก็บกัก ซึ่งขณะนี้มีจำนวน 15 แห่ง ได้แก่ อ่างฯ จุฬาภรณ์ 56% อ่างฯ ลำตะคอง 61% อ่างฯ มูลบน 63% อ่างฯ ลำแซะ 56% อ่างฯ ลำนางรอง 56% อ่างฯสิรินธร 63% อ่างฯ ศรีนครินทร์ 69% อ่างฯ วชิราลงกรณ 69% อ่างฯ ขุนด่านปราการชล 67% อ่างฯ หนองปลาไหล 68% อ่างฯ ประแสร์ 71% อ่างฯ นฤบดินทรจินดา 63% อ่างฯ แก่งกระจาน 61% อ่างฯ ปราณบุรี 53% และอ่างฯ รัชชประภา 65% และอ่างฯขนาดกลางที่มีปริมาณน้ำมากกว่า 80% ของปริมาณการเก็บกักซึ่งขณะนี้มีจำนวน 41 แห่ง โดยการระบายน้ำจะไม่กระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำ นอกจากนี้ ยังได้มีการตรวจสอบความมั่นคง แข็งแรงของอ่างฯ ทุกแห่ง

ส่วนพื้นที่ที่เกิดน้ำท่วมขังในขณะนี้ กรมชลประทานได้บูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการแก้ไขแล้ว ไม่ว่าจะเป็น ที่ อ.แกลง จ.ระยอง ได้เปิด ปตร.คลองโพล้ เพื่อเร่งระบายน้ำออกสู่ทะเล ตลาดเจริญสุข อ.เมืองจันทบุรี ได้เปิด ปตร.คลองภักดีรำไพ ในแม่น้ำจันทบุรี เพื่อเร่งให้คลองน้ำใสระบายลงแม่น้ำจันทบุรีได้มากขึ้น เป็นต้น คาดว่าหากไม่มีฝนตกหนักลงมาซ้ำเติมสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติในเร็วๆ นี้

มทร.ธัญบุรีประกาศเลื่อนปิดโรงพยาบาลสนาม ใช้ 2 แห่งรองรับสถานการณ์การระบาดโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/597797

มทร.ธัญบุรีประกาศเลื่อนปิดโรงพยาบาลสนาม ใช้2แห่งรองรับสถานการณ์การระบาดโควิด-19

วันศุกร์ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นทำให้มหาวิทยาลัยจำเป็นต้องเลื่อนการปิดโรงพยาบาลสนาม (สำรอง) ที่เปิดอยู่ 2 แห่ง คือภายในโรงยิมเนเซียมของมหาวิทยาลัย และอาคารของ มทร.ธัญบุรี ศูนย์ปราจีนบุรี ออกไปอีกเป็นครั้งที่สอง จากเดิมที่ต้องปิดปลายเดือนสิงหาคมนี้เพื่อช่วยเหลือภาครัฐและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

สำหรับโรงพยาบาลสนามภายในโรงยิมเนเซียม มทร.ธัญบุรี เดิมรองรับเฉพาะผู้ป่วยสีเขียว แต่ปัจจุบันได้เปิดรับผู้ป่วยสีเหลืองเพิ่มขึ้นเป็น 50:50 โดยผู้ป่วยสีเขียวจะเข้าสู่ Home Isolation การกักตัวที่บ้าน และCommunity Isolation การกักตัวในชุมชนแทน ซึ่งโรงพยาบาลสนามแห่งนี้ ได้มีการขยายเตียงจาก 100 เตียงเป็น 140 เตียง ส่วนที่ศูนย์ปราจีนบุรีนั้น เมื่อช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา เพียง 5-15 คนแต่จากสถานการณ์การแพร่ระบาดเพิ่มขึ้นถึง 255 คน โดยศูนย์ฯแห่งนี้สามารถรองรับผู้ป่วยได้ 300 คน

“สถานการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นหน้าที่ที่ทุกคนจะต้องช่วยเหลือกัน โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยเป็นสถานศึกษาที่มีความใกล้ชิดกับชุมชน ดังนั้นต้องพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม ในส่วนการบริหารจัดการภายในโรงพยาบาลสนามทั้งสองแห่ง มหาวิทยาลัยทำหน้าที่อำนวยความสะดวกเรื่องสถานที่เท่านั้น แต่การบริหารจัดการในด้านต่างๆ จะเป็นหน้าที่ของภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในส่วนของขยะติดเชื้อนั้น เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจะเป็นผู้ดูแล และจัดการอย่างเป็นระบบ ดังนั้นประชาชนที่อยู่ใกล้เคียงมหาวิทยาลัยขอให้มั่นใจในเรื่องความปลอดภัย” อธิการบดี มทร.ธัญบุรี กล่าวในที่สุด

สกู๊ปพิเศษ : เปิด 3 โครงการแก้น้ำท่วม/น้ำแล้งลำปาง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/597798

สกู๊ปพิเศษ : เปิด 3 โครงการแก้น้ำท่วม/น้ำแล้งลำปาง

สกู๊ปพิเศษ : เปิด 3 โครงการแก้น้ำท่วม/น้ำแล้งลำปาง

วันศุกร์ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ฤดูฝนเข้ามาแล้ว หลายหน่วยงาน ของรัฐ ได้วางแผนแก้ไขปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง รวมทั้ง กรมชลประทาน ที่ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องก่อนหน้านี้

ล่าสุด ได้ศึกษาความเหมาะสมการปรับปรุงโครงการชลประทานขนาดกลางในเขตจังหวัดลำปาง“คัดเลือก 3 โครงการสำคัญนำร่อง หวังเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ และแก้ไขปัญหาทั้งน้ำท่วมและภัยแล้งให้กับพี่น้องชาวลำปาง

โดยนายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่าโครงการชลประทานขนาดกลางในเขตจังหวัดลำปาง ได้ดำเนินการก่อสร้างและบริหารจัดการน้ำในพื้นที่มาตั้งแต่ปี 2514 มาแล้ว ทำให้อาคารหัวงานระบบชลประทาน และระบบระบายน้ำมีสภาพชำรุดทรุดโทรม ประกอบกับความต้องการใช้น้ำเพื่อการเกษตรกรรมและภาคส่วนอื่นๆเปลี่ยนแปลงไป จึงจำเป็นต้องศึกษาความเหมาะสมเพื่อพิจารณาปรับปรุงโครงการชลประทานขนาดกลางให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ด้วยการรวบรวมข้อมูลพื้นฐานปัจจุบัน ตลอดจนความคิดเห็นที่มีต่อการพัฒนาโครงการ นำไปเป็นข้อมูลประกอบการจัดทำ “แผนหลักการปรับปรุงโครงการชลประทานขนาดกลาง” และ “คัดเลือกโครงการเพื่อนำมาศึกษาความเหมาะสมปรับปรุงโครงการ” รวมไปถึงศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากการพัฒนาและปรับปรุงโครงการด้วย

สำหรับการดำเนินงานได้แบ่งแผนงานเป็น 4 กลุ่มคือ 1. แผนงานซ่อมแซม ที่สามารถดำเนินการได้ทันทีตามแบบเดิม 2. แผนงานปรับปรุงที่ต้องวิเคราะห์ สำรวจและออกแบบ 3. แผนงานศึกษาความเหมาะสม ที่ต้องศึกษาความเหมาะสมของโครงการทั้งด้านวิศวกรรม สิ่งแวดล้อม สังคมและเศรษฐศาสตร์ และออกแบบรายละเอียดโครงการก่อนการดำเนินการก่อสร้าง และ 4. แผนงานบริหารจัดการน้ำ ที่จะทำให้เกิดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำ รวมทั้งการใช้งานและบำรุงรักษาระบบชลประทาน โดยได้คัดเลือก 3 โครงการ จากโครงการชลประทานขนาดกลาง 30 โครงการ เพื่อนำมาศึกษาความเหมาะสมปรับปรุงโครงการ ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์โดยรวมในพื้นที่ลุ่มน้ำมากที่สุด ดังนี้

1.โครงการอ่างเก็บน้ำแม่ทะ บ้านผาลาด ต.พระบาท อ.เมือง อายุโครงการ 50 ปี ความจุเก็บกัก 2.54 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่ชลประทาน 10,000 ไร่ มีแผนการปรับปรุงโดยการวางแนวท่อจากอ่างฯไปยังปากเหมืองของฝายทั้ง 7 แห่ง พร้อมขุดลอกอ่างเก็บน้ำก่อสร้างฝายดักตะกอนบริเวณพื้นที่เหนืออ่างเก็บน้ำ ปรับปรุงลดการรั่วซึมเขื่อน เพื่อเพิ่มระดับเก็บกักน้ำ การปรับปรุงอาคารและระบบควบคุมการเปิด-ปิดประตูน้ำ การปรับปรุงและติดตั้งเครื่องมือตรวจวัดพฤติกรรมเขื่อนพร้อมระบบรับ-ส่งข้อมูลอัตโนมัติ รวมถึงติดตั้งระบบโทรมาตร และจัดทำคู่มือการบริหารจัดการน้ำ

2.โครงการอ่างเก็บน้ำแม่ทาน บ้านแม่กัวะ ต.แม่กัวะ อ.สบปราบ อายุโครงการ 36 ปี ความจุเก็บกัก14.90 ล้าน ลบ.ม. โครงการอ่างเก็บน้ำแม่ทานมีขนาดใหญ่ที่สุดในอำเภอสบปราบ พื้นที่ชลประทาน 12,000 ไร่ได้วางแผนปรับปรุงเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ ด้วยการขุดลอกอ่างเก็บน้ำ ก่อสร้างฝายดักตะกอนบริเวณพื้นที่เหนืออ่างเก็บน้ำ ปรับปรุงรถการรั่วซึมเขื่อน ปรับปรุงสันเขื่อน ปรับปรุงอาคารและระบบควบคุมการเปิด-ปิดประตูน้ำ ปรับปรุงและติดตั้งเครื่องมือวัดพฤติกรรมเขื่อนพร้อมระบบรับ-ส่งข้อมูลอัตโนมัติ รวมถึงติดตั้งระบบโทรมาตร และจัดทำคู่มือการบริหารจัดการน้ำ ส่วนการปรับปรุงระบบชลประทานและการเพิ่มน้ำต้นทุน อ่างเก็บน้ำแม่ทาน จะปรับปรุงคลองส่งน้ำฝั่งซ้าย พร้อมอาคารประกอบ และเพิ่มน้ำต้นทุน โดยการสูบน้ำจาก “แม่น้ำวัง” ไปเติมอ่างเก็บน้ำแม่ทาน ในช่วงเดือน ส.ค.-ต.ค.

3. โครงการอ่างเก็บน้ำแม่อาบ บ้านปากกอง ต.นาโป่ง อ.เถิน อายุโครงการ 36 ปี ความจุเก็บกัก 7.50 ล้าน ลบ.ม. เป็นโครงการอ่างเก็บน้ำขนาดกลางแห่งเดียวในอำเภอเถิน แต่ระบบส่งน้ำยังไม่ครอบคลุมพื้นที่รับประโยชน์ อีกทั้งระบบส่งน้ำรวมถึงฝายต่าง ๆ ชำรุด ทำให้ไม่สามารถทำการเพาะปลูกได้เต็มพื้นที่ ได้วางแผนปรับปรุงโครงการอ่างเก็บน้ำแม่อาบ ประกอบด้วย การขุดลอกอ่างเก็บน้ำ ก่อสร้างฝายดักตะกอนบริเวณพื้นที่เหนืออ่างเก็บน้ำ ศึกษาการเพิ่มระดับเก็บกักของอ่างเก็บน้ำปรับปรุงอาคารและระบบควบคุมการเปิด-ปิดประตูน้ำ ปรับปรุงและติดตั้งเครื่องมือตรวจวัดพฤติกรรมเขื่อน พร้อมระบบรับ-ส่งข้อมูลอัตโนมัติ ติดตั้งระบบโทรมาตร และจัดทำคู่มือการบริหารจัดการน้ำ ส่วนการปรับปรุงระบบชลประทาน คือ วางท่อส่งน้ำจากอ่างเก็บน้ำแม่อาบ ไปปากเหมืองของฝายทุกแห่ง

ทั้งนี้ โครงการศึกษาความเหมาะสมการปรับปรุงโครงการชลประทานขนาดกลางในเขตจังหวัดลำปาง ได้ดำเนินการระหว่างวันที่ 8 มิ.ย. 2563–31 ส.ค. 2564 ผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับคือ เขื่อนมีความมั่นคงมากขึ้น อ่างเก็บน้ำสามารถเก็บกักน้ำได้มากขึ้น มีระบบตรวจสอบความมั่นคงของเขื่อนทำให้สามารถติดตามตรวจวัดและเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำ รวมทั้งใช้ประกอบการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทันต่อสถานการณ์ทั้งอุทกภัยและภัยแล้ง

ขณะที่การปรับปรุงระบบส่งน้ำ จะทำให้การส่งน้ำมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ลดการสูญเสียน้ำและระยะเวลาการส่งน้ำไปยังพื้นที่เพาะปลูก ทำให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปอย่างเต็มศักยภาพ ทั่วถึงและเป็นธรรม

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : รับมือฝนหนักท้ายฤดู..ต้องไม่ซ้ำเติมปชช. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/597801

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : รับมือฝนหนักท้ายฤดู..ต้องไม่ซ้ำเติมปชช.

วันศุกร์ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมอุตุนิยมวิทยา ได้พยากรณ์ภูมิอากาศของประเทศในเดืิอนกันยายน 2564นี้ ว่า พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศไทยยังคงมีฝนตกชุกหนาแน่นเกือบทั่วไปเฉลี่ยร้อยละ 60–80 ของพื้นที่ และตกหนักมากในบางพื้นที่ อาจจะก่อให้เกิดสภาวะน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก รวมทั้งน้ำล้นตลิ่งได้

ขณะที่สถานการณ์น้ำในปัจจุบัน มีปริมาณน้ำในแหล่งกักเก็บน้ำทั่วประเทศ 41,088 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 50 ของปริมาณการกักเก็บ โดยเป็นปริมาณน้ำในแหล่งน้ำขนาดใหญ่ 36,555 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ51 ของปริมาณการกักเก็บ สามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 41,000 ล้าน ลบ.ม.

เป็นที่น่าเป็นห่วงว่า หากไม่มีการเตรียมความพร้อมรับมือ สถานการณ์ฝนตกหนักจะซ้ำเติมประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)แน่นอน ซึ่งล่าสุด ณ วันที่ 25สิงหาคม 2564 มียอดผู้ติดเชื้อใหม่ยังอยู่ในระดับสูงคือ 18,417 คน และยอดสะสมกว่า 1.07 ล้านคน

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) กล่าวว่า เพื่อลดผลกระทบจากปัญหาอุทกภัยที่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงปลายฤดูฝน และเพื่อไม่ให้เป็นการซ้ำเติมประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 พลเอกประวิตรวงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ได้เน้นย้ำให้หน่วยงานทุกด้านน้ำที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการตาม 10 มาตรการรับมือฤดูฝนของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตามจากการติดตามผลการดำเนินงานตาม 10 มาตรการดังกล่าวก็น่าจะอุ่นใจได้ระดับหนึ่ง เนื่องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่วนใหญ่สามารถดำเนินการตาม
เป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นการคาดการณ์ชี้เป้าพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมและฝนน้อยกว่าค่าปกติ การบริหารจัดการน้ำพื้นที่ลุ่มต่ำเพื่อรองรับน้ำหลาก ขณะนี้ได้ดำเนินเสร็จเรียบร้อยแล้ว เช่นเดียวกับการปรับปรุงเกณฑ์การบริหารจัดการน้ำในแหล่งน้ำขนาดใหญ่ได้ดำเนินการไปแล้ว 36 แห่ง ขนาดกลาง 415 แห่ง และเขื่อนระบายน้ำ
42 แห่ง

ส่วนการซ่อมแซมปรับปรุงอาคารชลศาสตร์และระบบระบายน้ำให้พร้อมใช้งานนั้น อาคารชลศาสตร์ได้ดำเนินการไปแล้ว 2,312 แห่ง คิดเป็น 99% และสถานีโทรมาตร 4,209 แห่งคิดเป็น 89% คาดว่าจะสามารถดำเนินการได้ครบทุกแห่งในเร็วๆ นี้ ในขณะที่การปรับปรุงและแก้ไขสิ่งกีดขวางทางน้ำ ได้ดำเนินการไปแล้ว 400 แห่ง จากทั้งหมด 625 แห่ง คิดเป็น 44% การขุดลอกคูคลองและกำจัดผักตบชวา ขณะนี้สามารถดำเนินการได้กว่า 3.78 ล้านตัน การเตรียมความพร้อมและวางแผนเครื่องจักรเครื่องมือประจำพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมและฝนน้อยกว่าค่าปกติ ได้เตรียมเครื่องมือเครื่องจักรแล้ว 40,604 เครื่อง และมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานและปรับปรุงวิธีการส่งน้ำ ขณะนี้ได้มีการขุดเจาะน้ำบาดาลแล้ว 2,498 บ่อ เติมน้ำใต้ดิน 998 แห่ง พร้อมทั้งได้วางแผนที่จะลดการสูญเสียน้ำลงอย่างน้อย 5%

สำหรับมาตรการสร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเตรียมความพร้อม ได้มีการสร้างเครือข่าย 20 กระทรวง เพื่อขยายผลการรับรู้จากส่วนกลางสู่ท้องถิ่น และให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลอย่างทั่วถึงมีการจัดทำเว็บไซต์ “ศูนย์ข้อมูลทรัพยากรน้ำระดัจังหวัด” http://pwrc.thaiwater.net/ ซึ่งจะมีข้อมูลสถานการณ์น้ำฝน พายุ ปริมาณน้ำในแหล่งน้ำต่าง ๆ เพื่อใช้ในการเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์น้ำในภาวะปกติและภาวะวิกฤติ ในพื้นที่ทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศโดยคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัด หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับท้องถิ่นสามารถนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้เพื่อแจ้งเตือนประชาชนได้ล่วงหน้าอย่างน้อย 7 วัน ส่วนมาตรการสุดท้ายคือ การติดตามประเมินผลและปรับมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ภัย
นั้น ขณะนี้ได้มีการเชื่อมโยง 7 เครือข่ายหลัก เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลเรียบร้อยแล้ว

นอกจากนี้ สทนช. ยังได้พัฒนาระบบฐานข้อมูลได้แสดงผลผ่านเว็บไซต์ National Thai Water.onwr.go.th พร้อมแอปพลิเคชั่นบนมือถือ เพื่อเป็นเครื่องมือสำหรับหน่วยงานและประชาชน ในการติดตามสถานการณ์น้ำ วิเคราะห์คาดการณ์สภาพภูมิอากาศและสถานการณ์น้ำ และเป็นข้อมูลสำหรับสนับสนุนการสั่งการการบริหารจัดการน้ำมีประสิทธิภาพและทันต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอีกด้วย

มีความพร้อมอย่างนี้…คงจะพอสู้กับฝนหนักท้ายฤดูได้นะครับ


รัฐศักดิ์ พลสิงห์

รายงานพิเศษ : หมอดินอาสาเมืองยโสธรพลิกฟื้นดินคุณภาพต่ำ ทำเกษตรอินทรีย์ผสมผสาน-ปลูกกินเหลือขายลดค่าใช้จ่ายสร้างรายได้ต่อเนื่อง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/597800

รายงานพิเศษ : หมอดินอาสาเมืองยโสธรพลิกฟื้นดินคุณภาพต่ำ  ทำเกษตรอินทรีย์ผสมผสาน-ปลูกกินเหลือขายลดค่าใช้จ่ายสร้างรายได้ต่อเนื่อง

รายงานพิเศษ : หมอดินอาสาเมืองยโสธรพลิกฟื้นดินคุณภาพต่ำ ทำเกษตรอินทรีย์ผสมผสาน-ปลูกกินเหลือขายลดค่าใช้จ่ายสร้างรายได้ต่อเนื่อง

วันศุกร์ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2548 เป็นต้นมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ในทุกมิติ ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเกษตรอินทรีย์ การอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้แก่เกษตรกร การสนับสนุนช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรในการปรับปรุงบำรุงดินให้ดีขึ้น เพื่อให้สามารถทำการผลิตระบบเกษตรอินทรีย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการพัฒนากลุ่มเกษตรกรให้เข้าสู่การรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ด้วยระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม (PGS) ที่มีกรมพัฒนาที่ดินเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อน ซึ่งผลจากการดำเนินงาน ได้ก่อให้เกิดการรวมกลุ่มของเกษตรกรอย่างเข้มแข็ง เกิดความร่วมมือการมีส่วนร่วมในการช่วยกันดูแลรักษาทรัพยากรดินเพื่อให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ สามารถเพาะปลูกได้อย่างยั่งยืนเต็มศักยภาพ ได้ผลผลิตสินค้าอินทรีย์ที่ได้มาตรฐาน มีคุณภาพและมีความปลอดภัยต่อชีวิตทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งภายในและภายนอกประเทศ

นายสำรอง อำพนพงษ์ หมอดินอาสาประจำตำบลสามัคคี อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร เป็นผู้ได้รับรางวัลหมอดินอาสาดีเด่น กรมพัฒนาที่ดิน ประจำปี 2564 และเป็นเกษตรกรอีกคนหนึ่งที่เข้าสู่การทำเกษตรอินทรีย์ระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม (PGS) จนประสบความสำเร็จ ลดรายจ่าย สร้างรายได้ต่อเนื่อง เปิดเผยว่า เดิมที่มีอาชีพทำนาเพียงอย่างเดียว แต่ประสบปัญหาเรื่องของคุณภาพดิน เนื่องจากเป็นชุดดินจักราช (Ckr) กลุ่มชุดดินที่ 40 พบปัญหา คือ ดินเป็นกรด เนื้อดินค่อนข้าง
เป็นดินทราย มีปัญหาการชะล้างพังทลายของหน้าดิน ความอุดมสมบูรณ์ต่ำ พืชที่ปลูกมีโอกาสเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำได้ง่าย การทำนาในช่วงแรกจึงทำให้ได้ผลผลิตน้อยมาก ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน แต่หลังจากได้มีโอกาสเข้ารับการฝึกอบรมจากกรมพัฒนาที่ดินและหน่วยงานต่างๆในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมทั้งการศึกษาดูงานแปลงเกษตรที่ประสบความสำเร็จจากหลายๆ พื้นที่ จึงได้ปรับเปลี่ยนพื้นที่ทำนามาทำเกษตรผสมผสาน โดยแบ่งพื้นที่ 31 ไร่ เป็นนาข้าว 18 ไร่ ปลูกข้าวข้าวเหนียวพันธุ์ กข.6 และข้าวขาวมะลิ 105 ปลูกพืชผสมผสาน จำนวน 5 ไร่ ซึ่งจะมีทั้ง ไม้ผล เช่น มะม่วง กล้วยน้ำว้า ปลูกพืชผักสวนครัว ส่วนใหญ่เป็นผักท้องถิ่นเช่น ผักปังบัวบก ผักชี มะเขือ มะนาว ตะไคร้ ผักหวานป่า ปลูกไม้ตัดดอก เช่น ดาวเรือง เยอบีร่า เป็นต้น ปลูกอ้อยคั้นน้ำ 2 ไร่ เลี้ยงสัตว์ 1 ไร่ สระน้ำ 4 ไร่ สำหรับสำรองน้ำไว้ใช้ในแปลงเกษตร และเลี้ยงปลา เลี้ยงกบ และเป็นที่อยู่อาศัย 1 ไร่ โดยกรมพัฒนาที่ดินได้แนะนำให้แก้ไขปัญหาสภาพดิน ด้วยการใช้โดโลไมท์ ปรับปรุงบำรุงดิน ปลูกพืชปุ๋ยสด เช่น ปอเทืองถั่วพร้า แล้วไถกลบ และปรับรูปแบบแปลงนาให้ใหญ่ขึ้น ทำคันนาตามแบบการอนุรักษ์ดินและน้ำของกรมพัฒนาที่ดิน ด้วยการปลูกหญ้าแฝกเพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของดินส่วนการจัดการดินในการปลูกไม้ผลและไม้ยืนต้น จะใช้ปุ๋ยหมักจากสารเร่งซุปเปอร์พด.1 ในการเตรียมหลุมเพาะปลูก ใช้น้ำหมักชีวภาพจากสารเร่งซุปเปอร์พด.2 ฉีดพ่นต้นไม้ผลในระยะเจริญเติบโต และระยะที่ไม้ผลกำลังติดดอกและใช้เศษฟางข้าวคลุมโคนต้น เพื่อรักษาความชื้นในดิน การจัดการดินในแปลงปลูกข้าว จะปรับปรุงบำรุงดินด้วยการใช้ปุ๋ยหมักในการเตรียมดินก่อนการเพาะปลูก และใช้น้ำหมักจากสารเร่งซุปเปอร์ พด.7 ในการไล่เพลี้ยและแมลงที่รบกวนในแปลงปลูกข้าว และไถกลบตอซังหลังการเก็บเกี่ยวข้าวแทนการเผาตอซัง

นายสำรอง บอกอีกว่า หลักการทำเกษตรผสมผสานของตน คือปลูกหลายสิ่งที่อยากกิน ทำหลายๆ สิ่งที่เราต้องการ เพื่อจะได้ลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน และสร้างรายได้ วางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างเต็มที่ โดยทั้งหมดจะเป็นการปลูกแบบอินทรีย์ ไม่มีการใช้สารเคมี หรือปุ๋ยเคมีในการผลิต เพื่อความปลอดภัยของตัวเราเองและผู้บริโภค ผลผลิตที่ได้ส่วนหนึ่งไว้บริโภคในครัวเรือน เหลือจึงนำไปจำหน่ายในตลาดท้องถิ่นและจำหน่ายที่หน้าสวน ทำให้มีรายได้เฉลี่ย 10,000-15,000 บาทต่อเดือน จากการทำเกษตรอินทรีย์และมีการปรับปรุงบำรุงดินมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ตามลำดับ และยังได้รับคัดเลือกจากกรมพัฒนาที่ดิน ให้พื้นที่ทำการเกษตรของตนเองเป็นศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดินเมื่อปี พ.ศ. 2555

“เกษตรกรที่ต้องการทำเกษตรอินทรีย์ จะต้องมีใจรักและมีความอดทน ไม่หวังผลเพียงแค่ระยะสั้นเพราะเกษตรอินทรีย์ต้องใช้เวลาในการปรับเปลี่ยน ลด ละ เลิกใช้สารเคมีทุกชนิดในแปลงเกษตร รวมถึงต้องปลูกพืชสร้างแนวกันชนเพื่อป้องกันละอองเคมีจากแปลงข้างๆ เข้าสู่แปลงเกษตรของเรา เพื่อความสมบูรณ์ทางชีวภาพในระบบนิเวศและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมให้เป็นไปตามสมดุลของธรรมชาติให้มากที่สุด ซึ่งอาจจะใช้เวลา 1-2 ปี จึงจะเป็นอินทรีย์ได้ 100% แต่สิ่งที่ได้คือ คุณภาพดิน สภาพแวดล้อมในแปลงเกษตรจะค่อยๆ อุดมสมบูรณ์ มีอินทรียวัตถุเพิ่มขึ้น ต้นทุนการผลิตจะลดลง ในขณะที่ตัวเราเองก็จะมีสุขภาพที่ดีขึ้น และที่สำคัญจะได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ ปลอดภัย เป็นที่ต้องการของผู้บริโภค ความตั้งใจต่อจากนี้ไป คือต้องการเผยแพร่สิ่งเหล่านี้ ให้เยาวชน คนรุ่นใหม่และเกษตรกรทั่วไป นำไปปรับใช้ตามความเหมาะสมในพื้นที่ของตนเอง ให้เห็นความสำคัญของการพัฒนาและการปรับปรุงบำรุงดิน เพราะเมื่อดินดี ก็จะนำไปสู่การทำเกษตรที่ยั่งยืน” นายสำรอง กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับเกษตรกรที่ต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อเว็บไซต์กรมพัฒนาที่ดิน ไอคอนการรับรองเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม (https://www.ldd.go.th/Web_PGS/index.html) หรือ โทร.0-2579-4194 สายด่วน 1760

อ.สามร้อยยอดเปิดเวทีรับฟังตัดต้นสนยักษ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/597570

อ.สามร้อยยอดเปิดเวทีรับฟังตัดต้นสนยักษ์

วันพฤหัสบดี ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพิชัย พวงสุวรรณ รองปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) สามร้อยยอด อ.สามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยถึงกรณีมีประชาชนร้องเรียนปัญหาการตัดต้นสนเก่าแก่ริมหาดสามร้อยยอด พื้นที่หมู่ 4 หมู่ 5 ตามแนวความยาวถนนเลียบหาด 6 กิโลเมตร (กม.) ใกล้ศูนย์ ปภ.เขต 4 เพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์ โดยก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2564 ได้เปิดรับฟังความเห็นจากประชาชนที่รีสอร์ทแห่งหนึ่งซึ่งเสียงส่วนใหญ่ไม่คัดค้านหลังแจ้งเหตุผลให้ทราบว่าที่ผ่านมามีปัญหาต้นสนขนาดใหญ่อายุเก่าแก่ไม่น้อยกว่า 30 ปี ล้มทับสถานประกอบการ บ้านเรือนร้านค้าบริเวณใกล้เคียงหน้าชายหาดเสียหายขณะเกิดลมมรสุมพัดจากทะเล ประกอบกับไม่สามารถสัญจรไป-มาได้โดยสะดวก

“ขณะนี้มีปัญหาจากประชาชนบางส่วนตั้งข้อสังเกตการทำโครงการ และบางส่วนที่เคยสนับสนุนอาจจะไม่เห็นด้วยในบางประเด็น ขอเรียนว่า อบต.พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนอีกครั้งในวันที่ 27 สิงหาคม 2564 เวลา 09.30 น. พร้อมชี้แจงทำความเข้าใจทุกฝ่ายตามแนวทางการแก้ไขปัญหาต้นสนในพื้นที่สาธารณะชายหาด หลังจากตัดต้นสนแถวแรกในระยะห่างจากแนวถนน 1 เมตรเพื่อขยายผิวการจราจรให้กว้างมากขึ้น ขณะนี้ตัดต้นสนไปแล้ว 70 ต้น ระยะทาง 4 กม.เหลืออีก 2 กม.ก่อนตัดอีก 20 ต้นจะต้องรับฟังเสียงจากชาวบ้าน สำหรับพื้นที่ที่ตัดต้นสนออกแล้วจะปลูกต้นสนทะเล ต้นมะพร้าวขนาดสูง 2 เมตร ราคาต้นละ 1,500 บาท ทดแทนให้ โดยผู้รับเหมาตัดต้นสนจะนำไม้สนไปแปรรูปมูลค่าประมาณ 7 หมื่นบาท จากนั้น อบต.จะนำงบดังกล่าวไปจัดซื้อมะพร้าวปลูกทดแทน นายพิชัย กล่าว