สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ‘บิ๊กป้อม’ซ้อมรับมือน้ำท่วมเพชรบุรี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/599394

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ‘บิ๊กป้อม’ซ้อมรับมือน้ำท่วมเพชรบุรี

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ‘บิ๊กป้อม’ซ้อมรับมือน้ำท่วมเพชรบุรี

วันศุกร์ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในครั้งนี้ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ไม่มีรายชื่อที่ถูกอภิปราย ด้วยเพราะผลงานเข้าตาฝ่ายค้าน โดยเฉพาะผลงานการแก้ไขปัญหาด้านทรัพยากรน้ำหรือเปล่าไม่รู้….?

แม้บางครั้งจะไม่ได้ลงพื้นที่เอง แต่ก็สั่งการและมอบหมายตัวแทนโดยเฉพาะ ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ที่กำลังจะเกษียนอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน 2564 นี้ ลงพื้นที่ขับเคลื่อนการแก้ปัญหาเรื่องน้ำ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม น้ำท่วมแล้ง คุณภาพน้ำ อยู่ตลอดเวลา

ล่าสุดเมื่อวันก่อน ดร.สมเกียรติ พร้อมคณะได้ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการเตรียมความพร้อมรับมือน้ำหลากในพื้นที่ จ.เพชรบุรีบริเวณคลองระบายน้ำ D9 ต.ท่าคอย อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี

“รัฐบาลให้ความสำคัญในการบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำเพชรบุรี เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก โดยเฉพาะ จ.เพชรบุรี ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมหนักในช่วงปี 2559 – 2561 ซึ่งรัฐบาลได้สนับสนุนแผนงานโครงการแก้ไขปัญหาในพื้นที่เร่งด่วน ภายใต้โครงการบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำเพชรบุรีตอนล่างอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่ใช้แนวทางระบายน้ำออกทะเลอ่าวไทยให้เร็วที่สุด” เลขาธิการ สทนช.กล่าว

จากการดำเนินแผนงานโครงการแก้ไขปัญหาในพื้นที่เร่งด่วนดังกล่าว ทำให้ฤดูฝนในปี 2563 ที่ผ่านมาตัวเมืองเพชรบุรีไม่ได้รับกระทบจากน้ำท่วมแต่อย่างใด โดยได้บริหารจัดการน้ำผ่านคลองระบายน้ำ D9 ที่เป็นส่วนหนึ่งของโครงการบรรเทาอุทกภัยพื้นที่ลุ่มน้ำเพชรบุรีตอนล่างฯ ลงสู่อ่าวไทยโดยตรง สามารถตัดมวลน้ำบางส่วนจากคลองชลประทานสาย 3 และหน่วงน้ำหน้าเขื่อนเพชรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ พลเอกประวิตร ยังสั่งการให้ ดร.สมเกียรติตรวจความพร้อมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินงานตาม 10 มาตรการของรัฐบาลในการรับมือสถานการณ์ฝนตกหนัก โดยเฉพาะหากมีพายุจรเข้ามาในพื้นที่ ซึ่งคาดว่าในเดือนกันยายนจะมีปริมาณฝนตกเพิ่มมากขึ้น

โดยได้เร่งให้แก้ไขปัญหาสิ่งกีดขวางทางน้ำ เตรียมพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ และสร้างความเข้าใจกลุ่มผู้ใช้น้ำ ผู้นำท้องถิ่น เพื่อแจ้งเตือน เฝ้าระวัง สถานการณ์น้ำล่วงหน้า ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นได้

ทั้งนี้ ลุ่มน้ำเพชรบุรีมีแหล่งน้ำเก็บกักน้ำขนาดใหญ่ 2 แห่ง ได้แก่ เขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ปัจจุบันมีปริมาณน้ำเก็บกักรวม 434 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็น 61% ของความจุ ยังสามารถรองรับน้ำได้อีกประมาณ 276 ล้านลบ.ม. และเขื่อนปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ปริมาณน้ำ 208 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 53% ของความจุ ยังสามารถรองรับน้ำได้อีกมากกว่า 180 ล้านลบ.ม.

“สทนช.จะเร่งรัดแผนงานโครงการปรับปรุงคลองระบายน้ำ D1 และคลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งขวา RMC1 พร้อมอาคารประกอบ ซึ่งช่วยเพิ่มการระบายน้ำลงสู่อ่าวไทยรวมทั้งสิ้น550 ลบ.ม./วินาที นอกเหนือจากการใช้คลอง D9 เพียงเส้นทางเดียวที่อาจมีข้อจำกัดไม่สามารถระบายน้ำได้ทันเมื่อมีปริมาณน้ำมาก ซึ่งกรมชลประทานมีแผนดำเนินการในปี 2566-2569 ขณะนี้อยู่ระหว่างการสำรวจออกแบบ” เลขาธิการ สทนช.กล่าว

ถ้าหากสามารถดำเนินการก่อสร้างคลอง D1 ได้ ก็จะแก้ไขปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากของจ.เพชรบุรี ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตามการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก จ.เพชรบุรี ได้อย่างยั่งยืนนั้น ได้มีการศึกษาการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์และแผนหลักการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ พบว่า นอกจากการดำเนินงานตามแผนงานที่กล่าวมาแล้ว ยังจะต้องดำเนินมาตรกรอื่นๆ ด้วย เช่น เพิ่มความจุและปรับปรุงอาคารระบายน้ำล้นเขื่อนแก่งกระจาน เพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ประจันต์ เพิ่มช่องทางระบายน้ำเพื่อผันน้ำจากแม่น้ำเพชรบุรีลงสู่ทะเล ปรับปรุงสิ่งกีดขวางทางน้ำ ติดตั้งสถานีอัตโนมัติวัดน้ำฝนและน้ำท่าในพื้นที่ต้นน้ำใช้มาตรการผังเมือง เป็นต้น

“บิ๊กป้อม” แม้จะพูดน้อย อายุมาก แต่ต้องยอมรับน้ำ ขยันทำงาน บ่อยครั้งที่ลงพื้นที่เพื่อเร่งขับเคลื่อนงานโครงการต่างๆ ด้วยตนเอง ถ้าติดภารกิจก็จะให้เลขาธิการ สทนช.ลงพื้นที่แทน เพื่อให้แก้ไขปัญหาทรัพยากรน้ำเกิดผลเป็นรูปธรรม…..ไม่ได้เชียร์นะครับ แต่ผลงานเป็นเครื่องพิสูจน์

รัฐศักดิ์ พลสิงห์

รายงานพิเศษ : สสก.5 สงขลา ดันผลิตสินค้าเกษตรสู่มาตรฐาน GAP #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/599396

รายงานพิเศษ : สสก.5 สงขลา ดันผลิตสินค้าเกษตรสู่มาตรฐาน GAP

รายงานพิเศษ : สสก.5 สงขลา ดันผลิตสินค้าเกษตรสู่มาตรฐาน GAP

วันศุกร์ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร โดย สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา ได้มีการดำเนินงานร่วมกับกรมวิชาการเกษตร ตามคำสั่งคณะทำงานความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมการเกษตรและกรมวิชาการเกษตร ระดับเขต ประกอบด้วย สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 7 และ 8 สำนักงานเกษตรจังหวัด 14 จังหวัดภาคใต้ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรจังหวัด 15 ศูนย์ และศูนย์ปฏิบัติการของกรมส่งเสริมการเกษตร 8 ศูนย์ โดยมีการประชุมหารือวางแผนการทำงานร่วมกัน ในปีงบประมาณ 2564 จำนวน 3 ครั้ง โดยได้ประชุมสรุปผลการดำเนินงานปี 2564 ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยมีการดำเนินงานตามความร่วมมือใน 4 ประเด็น คือ

1) ความร่วมมือในการรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร GAP และเกษตรอินทรีย์ 2) การวิจัยในพื้นที่แบบ On Farm Research ให้ดำเนินการในพื้นที่เดียวกับเป้าหมายการส่งเสริมเกษตรเชิงพื้นที่ของกรมส่งเสริมการเกษตร 3) การถ่ายทอดเทคโนโลยี นวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งกรมวิชาการเกษตรได้ศึกษาวิจัย และสามารถนำมาส่งเสริมให้กับเกษตรกรได้ และ 4) การแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรในพื้นที่

นายสุพิท จิตรภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า ปัจจุบันข้อจำกัดทางด้านการค้าระหว่างประเทศในการส่งผลผลิตทางการเกษตรไปจำหน่าย มีข้อบังคับว่าด้วยสินค้าทางการเกษตรต้องผ่านมาตรฐานการรับรองที่เป็นสากล ดังนั้นสินค้าทางการเกษตรจึงควรมีมาตรฐานการรับรองที่เป็นสากล เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับเกษตรกร GAP (Good Agricultural Practice) หรือการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีเป็นแนวทางในการทำการเกษตร เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพดี และปลอดภัยตามมาตรฐานที่กำหนด GAP จึงเป็นมาตรฐานที่ครอบคลุมการผลิตสินค้าเกษตรครบวงจร ช่วยยกระดับผลผลิตขึ้นห้าง เป็นใบเบิกทางส่งออกคู่ค้าสำคัญทั้งจีน สหรัฐ และสหภาพยุโรป ซึ่งในการประชุมคณะทำงานฯ ด้านความร่วมมือในการรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร GAP และเกษตรอินทรีย์ นั้น แม้ว่า มาตรฐาน GAP จะดำเนินการออกใบรับรองโดยกรมวิชาการเกษตร แต่ในทางปฏิบัติเกษตรต้องการข้อมูล ความรู้ และความเข้าใจในการปฏิบัติ เพื่อผลิตสินค้าเกษตรให้ได้ตามข้อกำหนดมาตรฐาน GAP โดยกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นหน่วยงานที่เป็นแกนหลักในการพัฒนาเกษตรกรให้เข้าสู่ระบบมาตรฐาน GAP โดยใช้กลไกของอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน เกษตรกรผู้นำ ประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร เกษตรกรกลุ่มแปลงใหญ่ ร่วมเป็น GAP อาสา ซึ่งได้ผ่านการอบรมจาก มกอช. ช่วยแนะนำส่งเสริมให้ความรู้เกษตรกรให้ปฏิบัติตามข้อกำหนด GAP และมีนักวิชาการส่งเสริมการเกษตรประจำตำบล เป็นพี่เลี้ยง ร่วมกันตรวจประเมินแปลงเบื้องต้น ก่อนนำส่งข้อมูลให้กรมวิชาการเกษตรดำเนินการตรวจรับรอง

นายสุพิท จิตรภักดี ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า สินค้าเกษตรที่เร่งดำเนินการเนื่องจากมีการส่งออกที่สำคัญในภาคใต้ คือ ไม้ผลซึ่งปลูกกันในระบบแปลงใหญ่ เพราะเป็นเชิงบังคับ ส่งผลให้สวนผลไม้ในภาคใต้ประมาณ 90%ผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP แล้ว คงเหลืออีกเพียงไม่กี่แห่งที่ยังไม่ผ่านการรับรอง GAPซึ่งกำลังเร่งรณรงค์ ขณะที่ผู้ประกอบการล้งทุเรียนในภาคใต้จะมีศูนย์รวบรวมผลผลิตใหญ่อยู่ที่จังหวัดชุมพร และล้งมังคุด มีแหล่งรวบรวมผลผลิตใหญ่อยู่ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ผ่านการรับรองมาตรฐาน GMP แล้วดังนั้นการส่งออกผลไม้โดยเฉพาะทุเรียนและมังคุดในภาคใต้จึงไม่น่าวิตกกังวลเรื่องการตรวจพบแมลงศัตรูพืชและสารตกค้างต่างๆ เกินค่ามาตรฐาน ในส่วนปี 2564 กรมวิชาการเกษตรได้ตรวจรับรองแปลงไม้ผลตามความร่วมมือ (MOU) ไปแล้ว 3,098 ราย 3,412 แปลง และได้มีการดำเนินการรับรองเพิ่มเติมจากเป้าหมายอีก 2,179 ราย 2,429 แปลง รวมพื้นที่ 11,698 ไร่ สำหรับปี 2565 ทราบว่ากรมวิชาการเกษตรเพิ่มเป้าหมายการตรวจรับรอง GAP ทั่วประเทศเป็น 150,000 แปลง

นอกจากความร่วมมือด้านการรับรองแหล่งผลิตพืชแล้ว ยังได้มีการร่วมมือกันในการนำงานวิจัยของกรมวิชาการเกษตรมาขยายผลในพื้นที่ เพื่อแก้ปัญหาหรือเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของเกษตรกรในพื้นที่ โดยเฉพาะการนำแหนแดงมาใช้ในการลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิตในพืชผัก และการใช้เป็นส่วนผสมของอาหารสัตว์ สำนักงานเกษตรจังหวัดในภาคใต้ได้นำงานวิจัยเรื่องการใช้
แหนแดงมาเป็นฐานเรียนรู้ในศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และขยายผลไปยังเกษตรกรในพื้นที่ ทั้งที่เป็นแปลงเรียนรู้และเกษตรกรทั่วไป เช่น จังหวัดสงขลาได้นำไปส่งเสริมให้กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกผักปลอดภัยอำเภอคลองหอยโข่งใช้ในการผลิตผักแบบยกแคร่ ทำให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนในการใช้ปุ๋ยได้ จังหวัดนราธิวาสได้มีการส่งเสริมการเลี้ยงแหนแดงในฟาร์มตัวอย่าง เพื่อเป็นจุดเรียนรู้ของเกษตรกรในพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีการดำเนินงานร่วมกันในการจัดตั้งศูนย์ชีวภัณฑ์ชุมชน (ศชช.) โดยมีการจัดตั้งในพื้นที่อำเภอสิงหนคร และอำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา โดยมีการบูรณาการร่วมกันระหว่างสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 8 ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสงขลา ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชจังหวัดสงขลา สำนักงานเกษตรอำเภอสิงหนคร และสำนักงานเกษตรอำเภอสทิงพระ ซึ่งเกษตรกรในพื้นที่พึงพอใจต่อการตั้งศูนย์ชีวภัณฑ์ชุมชน เนื่องจากในพื้นที่เกษตรกรมีการผลิตผักปลอดภัยไม่มีการใช้สารเคมี จึงมักพบปัญหาการทำลายพืชผักของศัตรูพืช การมีศูนย์ชีวภัณฑ์ตั้งอยู๋ในพื้นที่จึงทำให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงการใช้สารชีวภัณฑ์ต่างๆ ได้มากขึ้น คณะทำงานความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมการเกษตรและกรมวิชาเกษตรจึงเห็นควรให้มีการขยายผลศูนย์ภัณฑ์ชุมชนไปยังพื้นที่จังหวัดพัทลุง จำนวน 7 จุด เพื่อเป็นการแก้ปัญหาการผลิตพืชให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ต่อไป นายสุพิท กล่าวทิ้งท้าย

สกู๊ปพิเศษ : มฟล. ขับเคลื่อนแนวคิดปกป้องธรรมชาติด้วยวัฒนธรรม โครงการพัฒนาระบบนิเวศ มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/599157

สกู๊ปพิเศษ :  มฟล. ขับเคลื่อนแนวคิดปกป้องธรรมชาติด้วยวัฒนธรรม โครงการพัฒนาระบบนิเวศ มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : มฟล. ขับเคลื่อนแนวคิดปกป้องธรรมชาติด้วยวัฒนธรรม โครงการพัฒนาระบบนิเวศ มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ดำเนินกิจกรรมการปกป้องธรรมชาติอย่างยั่งยืนด้วยวัฒนธรรม โดยการต่อยอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม สู่ผลิตภัณฑ์ชุมชนเมืองเก่าเชียงแสนและน่าน เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ในโครงการพัฒนาระบบนิเวศ มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (EPISG)  

โครงการพัฒนาระบบนิเวศเพื่อการปกป้องแหล่งท่องเที่ยว และมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เพื่อความยั่งยืนตามเกณฑ์ Global Sustainable Tourism Council (GSTC) ดำเนินงานภายใต้งบประมาณแผ่นดินปี พ.ศ. 2564 ในส่วนบูรณาการการท่องเที่ยวพื้นที่เมืองเก่า 2 แห่ง ได้แก่ เมืองเชียงแสน จ.เชียงราย และเมืองเก่าน่าน จ.น่าน

มีวัตถุประสงค์เพื่อการปกป้องแหล่งท่องเที่ยวทั้งทางธรรมชาติและวัฒนธรรม โดยจัดระบบความสัมพันธ์เชิงนิเวศระหว่างวัฒนธรรมกับธรรมชาติในรูปแบบมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ตามเกณฑ์ Intangible Cultural Heritage (ICH) ของ UNESCO เพื่อพัฒนาการผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงกับการปกป้องธรรมชาติ

“กระบวนการทำงานของเรา เริ่มจากทีมนักวิชาการการเข้าไปเก็บข้อมูลมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ตามแนวทางของยูเนสโก 200 รายการ มรดกวัฒนธรรมเหล่านี้จะต้องเป็นภูมิปัญญาที่มีความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติกับวัฒนธรรม โดยมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิคัดสรรให้เหลือ 50 รายการ นำมาประชุมเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมกับชุมชน โดยมีนักออกแบบมาร่วมกันเชื่อมโยงแนวคิดว่า จากความลับในมรดกภูมิปัญญาที่รักษาธรรมชาติให้ยั่งยืนนั้น สามารถเป็นผลิตภัณฑ์ใดเพื่อให้คนมีส่วนร่วมในการรักษาธรรมชาติได้บ้าง แล้วคัดเลือกให้เหลือ 20 รายการเพื่อนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบ

โครงการนี้จะเชื่อมโยงระบบนิเวศของความรู้ไปสู่การปกป้องธรรมชาติอย่างยั่งยืน  เมื่อคนใช้ผลิตภัณฑ์จะสามารถเชื่อมโยงไปได้ว่า ธรรมชาติยังดีอยู่และมีคนกำลังปกป้องธรรมชาติไว้ด้วยภูมิปัญญาของเจ้าของวัฒนธรรม การใช้หรือการอุดหนุนผลิตภัณฑ์จึงเท่ากับการช่วยรักษา”

ผศ.ดร.พลวัฒ ประพัฒน์ทอง หัวหน้าโครงการฯ กล่าวถึงที่มาและกระบวนการทำงาน “มรดกภูมิปัญญา เปรียบเสมือนอาวุธลับในการปกป้องธรรมชาติมาอย่างยาวนาน  หน้าที่ของเรา คือ การนำภูมิปัญญาอันประกอบไปด้วย นิทาน ตำนาน วิถีชีวิตความเชื่อ ของ 2 เมืองเก่า น่าน และ เชียงแสน มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ (ประเภทสินค้าและบริการ) ต้นแบบ นอกจากจะต้องมีดีไซน์ ร่วมสมัยแล้ว ยังสามารถเชื่อมโยงได้ว่า ธรรมชาติยังดีอยู่และมีคนกำลังปกป้องธรรมชาติด้วยภูมิปัญญาของเจ้าของวัฒนธรรม โดยที่ผู้สนับสนุนผลิตภัณฑ์ก็เท่ากับว่ามีส่วนร่วมในการรักษาธรรมชาติและภูมิปัญญาไปพร้อมกัน”  

ในส่วนของการดำเนินงานนั้นนักวิจัยได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูล จัดอบรม แลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกับชุมชนต่างๆ ในเมืองเก่าเชียงแสน และน่าน โดยผลงานที่ได้รับการคัดเลือกอยู่ระหว่างจัดทำผลิตภัณฑ์ต้นแบบ และขั้นตอนการจดลิขสิทธิ์ทางปัญญา

ประกอบไปด้วยผลิตภัณฑ์ประเภทสินค้า ได้แก่ ผ้าไหมลวดลายใหม่จากชุมชนบ้านสันธาตุเชียงแสนที่สื่อถึงความงดงามของแม่น้ำกกในแต่ละช่วงเวลา ผ้าพิมพ์ลายใบสักจากวัดป่าสัก
วัดสำคัญของเมืองเก่าเชียงแสน ผ้าทอลายผลึกเกลือ เครื่องสำอางจากไกของดีเมืองน่าน รวมทั้งผลิตภัณฑ์ด้านบริการ ได้แก่ การแสดงร่วมสมัยสำหรับทั้ง2 เมืองที่ได้กูรูทางดนตรี อาจารย์ บรูซ แกสตัน ให้เกียรติประพันธ์ดนตรี เป็นต้น

ทั้งนี้ในส่วนของผลิตภัณฑ์ที่ได้คัดเลือกทั้ง 20 รายการ ทางมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงจะประกาศให้ทราบ ในลำดับต่อไป หลังจากมีการจดลิขสิทธิ์เป็นที่เรียบร้อย คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนกันยายน

ผู้สนใจสามารถติดตามชมผลงานออกแบบผลิตภัณฑ์ต้นแบบ แนวทางการทำงาน และทำความรู้จักกับภูมิปัญญาของในชุมชนเมืองเก่าเชียงแสน จ.เชียงราย เช่น ชุมชนบ้านสันธาตุแหล่งผลิตผ้าไหมที่ใหญ่ที่สุดในเชียงราย ชุมชนบ้านห้วยกว๊านกับผ้าปักของชนเผ่าเมี่ยน (เย้า) เจ้าของตำนานลายผ้าสุนัขมังกร คติความเชื่อของคนน่านที่เชื่อมโยงระหว่าง นาค น้ำ (คน)น่าน รวมไปถึงเรื่องของผลึกเกลือใครจะเชื่อว่าเมื่อนำรูปทรงมาดีไซน์เป็นลายผ้าแล้วจะน่าตื่นเต้นเพียงใด

ติดตามชมกัน ได้ทาง เพจเฟซบุ๊ค“เชื่อม รัด มัด ร้อย” www.facebook.com/EPISG.MF

กยท.เดินหน้าถ่ายทอดเทคโนฯงานวิจัย ติดอาวุธเพิ่มศักยภาพเอกชนช่วยเกษตรกร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/598887

กยท.เดินหน้าถ่ายทอดเทคโนฯงานวิจัย ติดอาวุธเพิ่มศักยภาพเอกชนช่วยเกษตรกร

วันพุธ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กยท.จับมือผู้นำเข้าแผ่นใยสังเคราะห์รายใหญ่ ลงนาม MOU ถ่ายทอดเทคโนโลยีงานวิจัยน้ำยางคอมพาวนด์ สำหรับนำไปเคลือบบนแผ่นใยสังเคราะห์เข้าสู่กระบวนการผลิต ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มศักยภาพให้ทั้งภาคเอกชนและเกษตร และช่วยกระตุ้นการใช้น้ำยางในประเทศ สร้างเสถียรภาพให้ยางพารา

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ กยท.ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ(MOU) กับ บริษัท เท็กเซ็ท จำกัด ในการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ ภายใต้ “โครงการนำผลงานวิจัยการทำแผ่นกั้นน้ำที่ทำจากแผ่นใยสังเคราะห์ขยายผลสู่ผู้ประกอบการ” โดยการนำเทคโนโลยีการผลิตน้ำยางคอมพาวนด์ สำหรับนำไปเคลือบบนแผ่นใยสังเคราะห์เข้าสู่กระบวนการผลิตในเชิงพาณิชย์อุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตและการแข่งขัน

ทั้งนี้ บริษัท เท็กเซ็ท จำกัด เป็นบริษัทผู้นำเข้าแผ่นใยสังเคราะห์(Geotextile)รายใหญ่ของประเทศไทย เพื่อใช้ในงานวิศวกรรมและสิ่งแวดล้อม เช่น การสร้างเขื่อนการป้องกันชายฝั่งทะเล เขื่อนกักกั้นน้ำตามแหล่งน้ำธรรมชาติ การปรับภูมิทัศน์ การทำถนน เป็นต้น ในขณะที่ กยท. มีผลงานวิจัยเทคโนโลยีการผลิตน้ำยางคอมพาวนด์และการเคลือบน้ำยางคอมพาวนด์บนแผ่นใยสังเคราะห์ หากถ่ายทอดเทคโนโลยีดังกล่าวให้ภาคเอกชนที่มีศักยภาพนำไปพัฒนาต่อขยายผลในเชิงอุตสาหกรรมจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งภาคเอกชน และภาคการเกษตรเป็นอย่างยิ่ง

“โดยในส่วนของภาคเอกชนนั้น จะทำให้สามารถผลิตแผ่นใยสังเคราะห์ ที่มีคุณภาพ มีความทนทาน ไม่ฉีกขาดง่าย ช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน ในขณะที่ภาคการเกษตรที่ใช้แผ่นใยสังเคราะห์ในหลากหลายกิจกรรม เช่น ปูพื้นรองบ่อเลี้ยงสัตว์ ทำบ่อน้ำ ทำฝาย สร้างแหล่งกักเก็บน้ำ เป็นต้น ได้ใช้แผ่นใยสังเคราะห์ที่มีคุณภาพรับน้ำหนักแรงดันน้ำได้มากขึ้น ยิึดอายุการใช้งาน ซึ่งช่วยลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรโดยตรง และที่สำคัญยังเป็นการส่งเสริมการใช้ยางพาราในประเทศ โดยผลงานวิจัยการเคลือบน้ำยางคอมพาวนด์บนแผ่นใยสังเคราะห์ในเบื้องต้นได้ผลว่า จะใช้น้ำยางธรรมชาติ 1 กิโลกรัมต่อพื้นผิว 1 ตารางเมตรยกตัวอย่าง การปูพื้นผิวอ่างเก็บน้ำขนาดมาตรฐาน 3,500 ตารางเมตร จะใช้ยางธรรมชาติประมาณ 3.5 ตัน เป็นต้น ซึ่งจะช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับยางพาราอีกด้วย” นายณกรณ์กล่าว

ผู้ว่าการ กยท.กล่าวต่อว่า กยท.มีนโยบายสนับสนุนนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ได้จากการวิจัยยางพารามาอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นงานวิจัยที่จะสามารถช่วยลดต้นทุนการผลิต เพิ่มความได้เปรียบให้สถาบันเกษตรกร ผู้ประกอบการให้นำไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์ได้ ในขณะเดียวกันยังช่วยเพิ่มปริมาณการใช้ยาง สร้างเสถียรภาพด้านราคาและเพิ่มมูลค่าให้ยางพารา ผลงานวิจัยที่ถูกนำออกไปใช้อย่างเป็นรูปธรรมจึงมีส่วนช่วยสร้างความมั่นคงให้อุตสาหกรรมยางในประเทศได้อย่างดี

“กยท.ยังคงศึกษาค้นคว้าวิจัยเชิงพาณิชย์เพื่อพัฒนารูปแบบการใช้ยางพาราไทยให้ได้ในหลากหลายวงการ เช่น ในงานก่อสร้าง งานวิศวกรรม อุปกรณ์การแพทย์ เป็นต้น เพื่อนำนวัตกรรมที่เราได้ออกไปช่วยสร้างรายได้ ช่วยยกระดับคุณภาพการใช้ชีวิต เพื่อจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมต่อไป เกษตรกร สถาบันเกษตรกร ผู้ประกอบการใดสนใจ ติดต่อได้ที่ฝ่ายอุตสาหกรรมยาง การยางแห่งประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2940-5712” นายณกรณ์ กล่าว

ด้านนายสันติ สวัสดิศานต์ กรรมการบริษัท เท็กเซ็ท จำกัด กล่าวว่า การที่ กยท.ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีงานวิจัยในครั้งนี้ ทำให้เกิดการผสมผสานการระหว่างน้ำยางพาราและแผ่นใยสังเคราะห์ ภายใต้ชื่อผลิตภัณฑ์ว่า Rubber Seal Geotextile หรือ RST ซึ่งมีคุณสมบัติเหนียว ทน ยืดหยุ่นกว่าของเดิมอย่างแน่นอน ช่วยประหยัดน้ำ ประหยัดเงินให้กับผู้ที่ทำงานในภาคเกษตร ช่วยแก้ปัญหาน้ำขาดแคลน ประหยัดค่าใช้จ่ายให้งานวิศวกรรม งานชลประทาน ขณะนี้ผลิตภัณฑ์ RST อยู่ระหว่างกระบวนการทดสอบการผลิต คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จพร้อมออกสู่ตลาดภายในระยะเวลา 1-2 ปีนี้ โดยในเบื้องต้นคาดว่าภาคการเกษตรจะใช้ RST ราว 10,000 ตารางเมตรต่อปี

ทต.เกล็ดแก้วเปิดจุดคัดกรองโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/598886

ทต.เกล็ดแก้วเปิดจุดคัดกรองโควิด

วันพุธ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานจากศาลาประชาคม ชุมชนหมู่ที่ 7 อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี นายกิตติพงษ์กิติคุณ นายอำเภอสัตหีบ มาเป็นประธานในพิธีเปิดจุดบริการ คัดกรองโควิด-19 และ Local Quarantine one STOP SERVICE เทศบาลตำบลเกล็ดแก้ว รองรับผู้ป่วยโควิด-19โดยมี นายยศวัฒน์ ภูวรัตน์เลิศคุณ นายกเทศมนตรีตำบลเกล็ดแก้ว พร้อมคณะผู้บริหาร สมาชิกสภาเจ้าหน้าที่อาสาสมัครสาธารณสุข และในส่วนที่เกี่ยวข้อง ร่วมต้อนรับ พร้อมเยี่ยมชมความพร้อมของจุดบริการ คัดกรองโควิด-19 

สำหรับจุดบริการ คัดกรองโควิด-19และ Local Quarantine one STOPSEVICE เทศบาลตำบลเกล็ดแก้ววัตถุประสงค์  เป็นการแบ่งเบาภาระของหมอ และลดการรอของประชาชน ซึ่งจุดบริการแห่งนี้ หลังจากที่ประชาชน ได้รับการตรวจหาเชื้อโควิด แบบ ATK รอผลตรวจ 15 นาที เมื่อผลออกมาเป็นบวก จะดำเนินการตรวจ RT-PCR เพื่อส่งผลตรวจให้โรงพยาบาล ตรวจยืนยันผลอีกครั้งหนึ่ง ในระหว่างรอผลตรวจ นั้นทางเราจะให้ประชาชนผู้ป่วยพักรักษาตัว ชั่วคราวที่ ศูนย์ Local Quarantine one STOP SERVICE เทศบาลตำบลเกล็ดแก้ว ซึ่งมีทั้งหมด 14 เตียง แยกชาย หญิง และมอบกล่องยา ที่จัดเตรียมไว้ เพื่อให้ผู้ป่วยใช้รักษาในเบื้องต้น อีกทั้งยังเป็นการแยกตัวออกจากครอบครัว ชุมชน โดยที่ไม่ต้องเดินทางกลับบ้าน เป็นการป้องการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19

รายงานพิเศษ : สสก.5 สงขลา ขับเคลื่อนเครือข่ายทุเรียนภาคใต้ ตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนกลไกระดับพื้นที่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/598891

รายงานพิเศษ : สสก.5 สงขลา ขับเคลื่อนเครือข่ายทุเรียนภาคใต้ ตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนกลไกระดับพื้นที่

รายงานพิเศษ : สสก.5 สงขลา ขับเคลื่อนเครือข่ายทุเรียนภาคใต้ ตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนกลไกระดับพื้นที่

วันพุธ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสุพิท จิตรภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 (สสก.5) จังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า “ทุเรียน” เป็นผลไม้เศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย ซึ่งสถานการณ์ตลาดทุเรียนในอาเซียนช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา (2554-2563) อินโดนีเซีย ครองแชมป์การผลิตทุเรียนมากที่สุดของโลกตามด้วยไทยมาเลเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ คาดว่าในช่วง 5 ปีข้างหน้า (2564-2568) ปริมาณการส่งออกทุเรียนไทยจะนำหน้าอินโดนีเซีย ตามมาด้วย มาเลเซีย และเวียดนาม แต่พบว่าปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อทุเรียนไทย ได้แก่

1. จีนอนุญาตให้นำเข้าทุเรียนจากประเทศอื่น 2. ไทยขาดระบบตรวจสอบย้อนกลับ 3. ปัญหาทุเรียนอ่อน และเครื่องมือในการตรวจ 4. จีนมีความเข้มงวดในการตรวจสินค้ามากขึ้น 5. มีการสวมสิทธิ์ทุเรียนจากประเทศเพื่อนบ้าน และ 6. ตลาดทุเรียนในประเทศถูกควบคุมโดยกลุ่มล้ง

ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรผู้ผลิตและแปรรูปทุเรียนในอนาคต และกรมส่งเสริมการเกษตรได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงได้มีนโยบายการส่งเสริมการเกษตรในรูปแบบระบบส่งเสริมเกษตรแบบใหญ่ เป็นการดำเนินงานที่เน้นการรวมกลุ่มของเกษตรกรรายย่อยในพื้นที่ วางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ตามนโยบายการตลาดนำการผลิต สร้างเสถียรภาพของราคาสินค้าเกษตร ได้อย่างมั่นคงในอนาคตตามแผนปฏิรูปการเกษตร

ดังนั้น จึงจัดทำโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทุเรียนให้มีคุณภาพเพื่อการค้า (Quick Win ปี 2564) เพื่อพัฒนาความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรผู้ผลิตและแปรรูปทุเรียน เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการควบคุมคุณภาพทุเรียนเพื่อการค้า สร้างมูลค่าเพิ่ม ของทุเรียนผลสดและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากทุเรียนให้ตรงกับความต้องการของตลาดและส่งเสริมการบริโภคทุเรียนคุณภาพ และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากทุเรียน สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา ในฐานะเป็นหน่วยงานที่มีภารกิจหลักในการส่งเสริมและพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพและได้มาตรฐาน ทำให้เกษตรกรมีความเข้มแข็งและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อีกทั้งยังเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนการบริหารจัดการผลผลิตไม้ผลของภาคใต้ให้มีเสถียรภาพ จึงได้จัดทำกิจกรรมอบรมพัฒนาศักยภาพเกษตรกร SF และ YSF ให้เป็นผู้ประกอบการด้านการเกษตรเบื้องต้น เพื่อพัฒนาความเข้มแข็งด้านธุรกิจเกษตรให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรผู้ผลิตและแปรรูปทุเรียน อีกทั้งยังเชื่อมโยงเครือข่ายเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนในพื้นที่ภาคใต้

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2564 นายสุพิท จิตรภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา เป็นประธานการสัมมนาเชิงปฏิบัติการพัฒนาความเข้มแข็งเครือข่ายแปลงใหญ่ทุเรียนภาคใต้ออนไลน์ ณ ห้องประชุมสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา และสำนักงานเกษตรจังหวัด 14 จังหวัดภาคใต้ โดยมีบุคคลเป้าหมาย
เป็นเกษตรกรจากแปลงใหญ่ทุเรียน 14 จังหวัดภาคใต้ เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรจากสำนักงานเกษตรจังหวัด เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้การบริหารกลุ่มในเรื่องเงินทุนแก่สมาชิก ข้อมูลปัญหาของกลุ่มและของเกษตรกร ข้อมูลสถานการการผลิตคาดว่าทุเรียนในฤดูเหลือน้อยแล้ว ส่วนทุเรียนนอกฤดูจะเริ่มเก็บเกี่ยวได้ช่วงกลางเดือนธันวาคมเป็นต้นไป และร่วมหารือประเด็นปุ๋ยเคมีราคาสูงขึ้นมาก ซึ่งเป็นไปตามกลไกราคาตลาด จึงแก้ไขปัญหาโดยเสนอให้เกษตรกรแปลงใหญ่ได้เข้าร่วมโครงการปุ๋ยของกระทรวงพาณิชย์และใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินเพื่อลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยได้ และหาแนวทางการจำหน่ายแบบออนไลน์ให้ประสบผลสำเร็จ

นายสุพิท จิตรภักดี ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ใน 14 จังหวัดภาคใต้ มีแปลงใหญ่ทุเรียนจำนวน 111 แปลง จังหวัดยะลา มีจำนวนมากที่สุด 29 แปลง รองลงมาได้แก่ จังหวัดชุมพร 24 แปลง และจังหวัดนครศรีธรรมราชและจังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดละจำนวน 10 แปลง ทั้งนี้ สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5

จังหวัดสงขลา ได้ผลักดันให้จัดตั้งคณะทำงานเครือข่ายแปลงใหญ่ทุเรียนภาคใต้ เพื่อขับเคลื่อนให้แปลงใหญ่ทุเรียนผลิตทุเรียนภาคใต้มีประสิทธิภาพการบริหารจัดการควบคุมคุณภาพทุเรียนเพื่อการค้า สร้างมูลค่าเพิ่ม ของทุเรียนผลสดและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากทุเรียนให้ตรงกับความต้องการของตลาด

ลุยเกษตรสุดเขตไทย : น้ำท่วมใหญ่กับการจัดการน้ำในเขื่อนของกรมชลประทาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/598889

ลุยเกษตรสุดเขตไทย : น้ำท่วมใหญ่กับการจัดการน้ำในเขื่อนของกรมชลประทาน

วันพุธ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

มาพบกันอีกครั้งครับ “ลุยเกษตรสุดเขตไทย”ช่วงนี้อยู่ระหว่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หนึ่งในผู้ถูกอภิปรายมีดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์รวมอยู่ด้วยคอยติดตามสถานการณ์กันว่าผลโหวตจะเป็นเช่นไร

ฉบับที่แล้ว “หนุ่มยูโร” ได้เตือนว่าจะเกิดสภาวะน้ำท่วมใหญ่ใน 34 จังหวัดรวมทั้งกรุงเทพมหานครด้วย เริ่มมาก็ จ.สมุทรปราการ อ.บางพลี อ.เมือง แถวนิคมอุตสาหกรรมบางปูโดนท่วมหนัก รถยนต์รถจักรยานยนต์จมน้ำหลายร้อยคัน ส่วนบ้านเรือนที่อยู่ริมคลองสำโรง แถววัดบางพลีใหญ่ใน มวลน้ำเอ่อท่วมบ้านเรือน สร้างความเดือดร้อนไปตามๆ กัน

ที่หนักไม่แพ้กันก็คือจ.ปราจีนบุรี น้ำเอ่อมาจากเขาใหญ่ไหลลงสู่แม่น้ำปราจีนบุรี ทำให้น้ำท่วมหลายอำเภอ เช่นที่อ.กบินทร์บุรี อ.ศรีมโหสถ อ.ศรีมหาโพธิ อ.ประจันตาคาม ลามไปถึงจ.ชลบุรี เมืองพัทยา และจ.ระยอง ส่วนทางภาคเหนือก็โดนหนักหลายจังหวัดปีนี้ครบรอบ 10 ปี น้ำท่วมใหญ่ภาคกลางและกรุงเทพฯ เมื่อปี 2554 ต่างได้รับความเดือดร้อนกันทั่วหน้าหลายหน่วยงานต่างย้ำเตือนให้เฝ้าระวัง

หันไปดูในส่วนของกรมชลประทานเริ่มปรับแผนบริหารจัดการน้ำ รับมือสภาพอากาศผันผวนเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเร่งเก็บกักน้ำให้ได้มากที่สุด ลดความเสี่ยงผลผลิตการเกษตรเสียหาย และป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่เฝ้าระวัง

นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน แจ้งหลังการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าจากการสำรวจปริมาณน้ำปัจจุบัน อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 39,013 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 51 ของความจุอ่างฯรวมกัน เป็นน้ำใช้การได้ 14,985 ล้าน ลบ.ม. สามารถรับน้ำได้อีกรวม 37,302 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา(เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 8,305 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 33 ของความจุอ่างฯรวมกัน เป็นน้ำใช้การได้ 1,609 ล้าน ลบ.ม. ในขณะที่ทั้งประเทศมีการทำนาปีไปแล้วรวม 13.96 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 83 ของแผนฯ เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา เพาะปลูกไปแล้ว 6.47 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 81 ของแผนฯ

ถึงแม้จะมีฝนตกหนักในสัปดาห์ที่แล้ว แต่ภาพรวมปริมาณน้ำต้นทุนทั้งประเทศยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำ เนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา จำเป็นต้องปรับการระบายน้ำจาก 4 เขื่อนหลักให้อยู่ในเกณฑ์ต่ำสุด เพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ในการอุปโภค-บริโภคและรักษาระบบนิเวศ ยกเว้นเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน ที่ยังคงทำการระบายอยู่ที่ 4.32 ล้านต่อวัน เพื่อช่วยเสริมการระบายน้ำจากเขื่อนสิริกิติ์ เนื่องจากที่สถานีวัดน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาที่ C.2 อำเภอเมือง จ.นครสวรรค์ ยังคงมีปริมาณน้ำไหลผ่านในเกณฑ์น้อย

ผู้บริหารกรมชลประทานยังได้สั่งการไปยังโครงการชลประทานทั่วประเทศ ให้บริหารจัดการน้ำด้วยความประณีต เน้นเก็บกักน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคเป็นหลัก ที่สำคัญให้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชาสัมพันธ์ข้อมูลสถานการณ์น้ำในพื้นที่ ให้ทุกภาคส่วนได้รับทราบอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างการรับรู้แก่ประชาชนอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะพื้นที่ที่เก็บเกี่ยวข้าวนาปีเสร็จแล้ว ขอความร่วมมือให้งดการทำนาต่อเนื่อง เพื่อลดความเสี่ยงผลผลิตเสียหาย จากน้ำแล้งและน้ำท่วมอีกด้วย

จากปรากฏการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 สมัยที่ “นายกฯปู”น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร บริหารประเทศต่างให้สัมภาษณ์ทุกวี่ทุกวันว่า “เอาอยู่” แล้วเป็นไงละครับ น้ำกลับท่วมหลายจังหวัด กว่าเศรษฐกิจจะฟื้นเล่นเอาเหนื่อย หลายฝ่ายมองกันว่า “เป็นน้ำการเมือง” ของอีกฝั่ง ถึงจะเป็นน้ำอะไรก็ขออย่าให้เกิดเลย “หนุ่มยูโร”เจอประสบการณ์โดยตรงยังเข็ดไม่หาย

ช่วงที่ฝนตกหนักและเกิดน้ำท่วมหลายจังหวัด อยู่ในช่วงอภิปรายไม่ไว้วางใจ มีม็อบชุมนุมหลายพื้นที่ ขออย่าให้เกิดน้ำการเมืองขึ้นมาอีกเลย คนที่เดือดร้อนคือประชาชน เคราะห์ซ้ำกรรมซัดชาวบ้านอีก ที่ผ่านมาเจอปัญหาโรคโควิดระบาด ยังโงหัวไม่ขึ้นเลยครับ

‘หนุ่มยูโร’

กรมชลฯเกาะติดสถานการณ์ฝนตกหนัก สั่งคุมเข้มการบริหารจัดการน้ำลดผลกระทบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/598888

กรมชลฯเกาะติดสถานการณ์ฝนตกหนัก สั่งคุมเข้มการบริหารจัดการน้ำลดผลกระทบ

วันพุธ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมชลประทานเกาะติดสถานการณ์น้ำสั่งติดตามเฝ้าระวัง ปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาล ไม่ให้ซ้ำเติม COVID-19 พร้อมเร่งช่วยเหลือพื้นที่น้ำท่วม เผยขณะนี้มีอ่างฯขนาดใหญ่มีปริมาณน้ำค่อนข้างมาก 15 แห่ง ขนาดกลาง 41 แห่ง คุมเข้มการบริหารจัดการน้ำตาม Rule Curve เพื่อลดผลกระทบ

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ(กอนช.) นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้กรมชลประทานติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดและให้ดำเนินการตามมาตรการรับมือฤดูฝน 10 มาตรการของรัฐบาล เพื่อลดผลกระทบไม่ให้ไปซ้ำเติมประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ซึ่งขณะนี้กรมชลประทานได้ดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้จากการติดตามสภาพภูมิอากาศของศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ(SWOC) พบว่าในเดือนกันยายน 2564 นี้ พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศไทยยังคงมีฝนตกชุกหนาแน่นเกือบทั่วไปเฉลี่ยร้อยละ 60-80 ของพื้นที่ โดยล่าสุดอิทธิพลของร่องมรสุมตะวันตกเฉียงใต้มีกําลังแรงขึ้น ประกอบกับหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมประเทศลาวและเวียดนามตอนบน ทำให้ประเทศไทยเริ่มมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออก บริเวณ จ.ปราจีนบุรี ซึ่งได้สั่งการให้สำนักงานชลประทานที่ 9 สำนักเครื่องจักรกลและโครงการชลประทาน ปราจีนบุรี ติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำล้นตลิ่งของแม่น้ำปราจีนบุรี โดยให้จัดส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปประจำในพื้นที่เสี่ยง ดำเนินการแก้ไขสถานการณ์โดยเร็ว เพื่อลดผลกระทบจากสถานการณ์น้ำที่อาจจะล้นตลิ่ง

นอกจากนี้ให้เตรียมความพร้อมของเครื่องจักร เครื่องมือ รถแบ๊กโฮ รถขุด รถเทรลเลอร์เครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ เครื่องผลักดันน้ำในพื้นที่เสี่ยงสามารถนำไปช่วยเหลือได้ทันที รวมทั้งกําจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ และมอบเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดส่วนในพื้นที่อื่นๆ ที่มีความเสี่ยงท่ี่จะเกิดภัยน้ำท่วมก็ให้ดำเนินการในลักษณะเดียวกัน และให้รายงานสถานการณ์และผลการดำเนินงานให้ผู้บริหารตลอดจนประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบทันที

สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำทั้งขนาดกลางและขนาดใหญ่มีน้ำไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นจากฝนที่ตกในช่วงนี้ ทั้งนี้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 3 กันยายน 2564 กรมอุตุนิยมวิทยา ได้คาดหมายว่า ร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยมีกำลังปานกลาง ทำให้บริเวณดังกล่าวยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง กับมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งโดยล่าสุดเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2564 ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดใหญ่ทั่วประเทศ447 แห่ง มีจำนวน 39,035 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็น 51% ของปริมาณการเก็บกัก เป็นปริมาณน้ำที่ใช้การได้ 15,105 ล้าน ลบ.ม.หรือ 29% สามารถรับน้ำได้อีก 37,032 ล้าน ลบ.ม.

อย่างไรก็ตามเพื่อป้องกันและลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น กรมชลประทานได้สั่งการให้เฝ้าระวังและบริหารจัดการน้ำโดยเกณฑ์กักเก็บน้ำของอ่าง (Rule Curve) อย่างใกล้ชิด พร้อมให้มีการติดตามสถานการณ์และคาดการณ์น้ำในอ่างโดยใช้ Dynamic Operation Curve (DOC) โดยเฉพาะอ่างฯขนาดใหญ่ที่มีปริมาณน้ำมากกว่า 51% ของปริมาณการเก็บกัก ซึ่งขณะนี้มีจำนวน 15 แห่ง ได้แก่ อ่างฯจุฬาภรณ์ 56%  อ่างฯลำตะคอง 61% อ่างฯมูลบน 63% อ่างฯลำแชะ 56% อ่างฯลำนางรอง 56% อ่างฯสิรินธร 63% อ่างฯศรีนครินทร์ 69% อ่างฯวชิราลงกรณ 69% อ่างฯขุนด่านปราการชล67% อ่างฯหนองปลาไหล 68% อ่างฯประแสร์ 71% อ่างฯนฤบดินทรจินดา 63% อ่างฯแก่งกระจาน 61% อ่างฯปราณบุรี 53% และอ่างฯรัชชประภา 65%  และอ่างฯขนาดกลางที่มีปริมาณน้ำมากกว่า 80% ของปริมาณการเก็บกักซึ่งขณะนี้มีจำนวน 41 แห่ง โดยการระบายน้ำจะไม่กระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำ นอกจากนี้ยังได้มีการตรวจสอบความมั่นคง แข็งแรงของอ่างฯทุกแห่ง

สำหรับพื้นที่ที่เกิดน้ำท่วมขังในขณะนี้กรมชลประทานได้บูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการแก้ไขแล้ว ไม่ว่าจะเป็นที่ อ.แกลง จ.ระยอง ได้เปิด ปตร.คลองโพล้เพื่อเร่งระบายน้ำออกสู่ทะเล ที่ตลาดเจริญสุข อ.เมืองจันทบุรี ได้เปิด ปตร.คลองภักดีรำไพ ในแม่น้ำจันทบุรี เพื่อเร่งให้คลองน้ำใสระบายลงแม่น้ำจันทบุรีได้มากขึ้น เป็นต้น คาดว่า หากไม่มีฝนตกหนักลงมาซ้ำเติมสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติอย่างแน่นอน

กสส.ปั้นเครือข่ายสหกรณ์เป็นตลาดสินค้าเกษตรตัวจริง กระจายผลผลิตเกรดพรีเมียมถึงมือผู้บริโภค #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/598648

กสส.ปั้นเครือข่ายสหกรณ์เป็นตลาดสินค้าเกษตรตัวจริง กระจายผลผลิตเกรดพรีเมียมถึงมือผู้บริโภค

วันอังคาร ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้เตรียมสนับสนุนสหกรณ์การเกษตร พัฒนาและยกระดับทำธุรกิจค้าขายสินค้าเกษตรระดับพรีเมียม เพื่อนำผลผลิตการเกษตรจากสมาชิกสหกรณ์หรือเกษตรกรทั่วไป ในพื้นที่ต่างๆ คัดเกรดคุณภาพมาบริการและจำหน่ายสู่ผู้บริโภค นอกเหนือจากธุรกิจปกติที่สหกรณ์รวบรวมผลผลิตและส่งจำหน่ายให้กับคู่ค้าประจำ ทั้งห้างโมเดินเทรดและพ่อค้าเอกชนเท่านั้น ซึ่งกรมจะผลักดันให้สหกรณ์ยกระดับเป็น ตลาดสินค้าเกษตรเกรดพรีเมียม เป็นตลาดทางเลือกสำหรับให้ประชาชนทั่วไป สามารถเข้าซื้อสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพและมีความเชื่อมั่นในการสั่งซื้อสินค้าจากสหกรณ์ โดยเฉพาะในยุคการค้าออนไลน์ที่ผู้ซื้อสามารถเข้าสั่งซื้อสินค้าได้ ทางอินเตอร์เนต คาดว่าแนวทางนี้จะช่วยส่งเสริมให้สหกรณ์การเกษตรเป็นตลาดสินค้าเกษตรกรคุณภาพที่แท้จริง สามารถคัดสรรสินค้าตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำตอบสนองผู้บริโภคซึ่งมีความต้องการสินค้าคุณภาพด้วยเช่นกัน

“ผมหวังว่าสหกรณ์จะเป็นตลาดสินค้าเกษตรพรีเมียม ตลาดใหม่ และต้องดีกว่าทุกตลาดเพราะเป็นความร่วมมือของสหกรณ์และสมาชิกที่ต้องช่วยกันนำเสนอของดีให้กับผู้บริโภคที่ต้องได้ทานของดีเกรดส่งออก จากเดิมที่ประชาชนทั่วไปมักจะได้บริโภคสินค้าเกรดรอง จนมีคำพูดที่ว่าคนไทยไม่ได้กินของดี ของเกรดส่งออกหากินยาก เป็นต้น จึงหวังว่าจะให้สหกรณ์มาทำหน้าที่เหล่านี้คือแสวงหาของดีมาป้อนตลาด ซึ่งเดิมทีสหกรณ์การเกษตรเราได้มีการซื้อขายสินค้าเกษตรระหว่างกันในเครือข่ายสหกรณ์ หรือเป็นการแลกเปลี่ยนสินค้า เพื่อช่วยเหลือเพื่อนสมาชิกในช่วงฤดูผลไม้ ราคาตกต่ำ เป็นประจำเกือบทุกปี แต่นั่นเป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ผมเห็นว่าจากประสบการณ์เหล่านั้น เรายกระดับมาทำเป็นธุรกิจปกติของสหกรณ์เลยจะดีกว่า สหกรณ์การเกษตรควรเข้าสู่การทำธุรกิจการค้าสินค้าเกษตรระดับพรีเมียมได้แล้ว ภายใต้การสนับสนุนของกรมส่งเสริมสหกรณ์ สินค้าเป้าหมายเบื้องต้น เช่น ข้าว พืชผัก ผลไม้ เช่น มังคุด เงาะ ทุเรียนหรือสินค้าเกษตรที่ผู้บริโภคสนใจจะสั่งซื้อจากสหกรณ์ทั่วประเทศ โดยกรมมีตัวอย่างสหกรณ์ที่ประสบความสำเร็จ เช่น สหกรณ์การเกษตรพรหมคีรี จำกัด จังหวัดนครศรีธรรมราช สหกรณ์การเกษตรเมืองสุราษฎร์ธานี จำกัด และสหกรณ์การเกษตรบ้านนาสาร จำกัด จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่สามารถยกระดับการขายมังคุด เงาะ คัดเกรดคุณภาพ ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ จนเป็นที่ยอมรับในระดับประเทศ และในปีที่ผ่านมาสหกรณ์การเกษตรสามารถรวบรวมผลไม้ได้กว่า 30,000 ตัน มูลค่ากว่า 789 ล้านบาท”นายวิศิษฐ์ กล่าว

รายงานพิเศษ : สศท.2 ชู ‘สมุนไพร’ สินค้าFuture Crop สร้างรายได้โอกาสโตช่วงโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/598651

รายงานพิเศษ : สศท.2ชู‘สมุนไพร’สินค้าFuture Crop  สร้างรายได้โอกาสโตช่วงโควิด-19

รายงานพิเศษ : สศท.2ชู‘สมุนไพร’สินค้าFuture Crop สร้างรายได้โอกาสโตช่วงโควิด-19

วันอังคาร ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.นายประเสริฐศักดิ์ แสงสัทธา ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 พิษณุโลก (สศท.2) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงผลการศึกษาแนวทางบริหารจัดการสินค้าทางเลือกที่มีอนาคต (Future Crop) ในเขตพื้นที่รับผิดชอบ 6 จังหวัด (พิษณุโลก สุโขทัย ตาก อุตรดิตถ์ แพร่ น่าน) ภายใต้โครงการบริหารจัดการการผลิตสินค้าเกษตรตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-Map) ซึ่งพบว่า “สมุนไพร” เป็นสินค้าทางเลือกที่น่าสนใจ สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ เนื่องจากเป็นพืชที่มีอายุสั้น ใช้พื้นที่เพาะปลูกน้อย ประกอบกับมีแหล่งรับซื้อในพื้นที่ตลาดมีความต้องการผลผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศซึ่งเป็นตลาดสำคัญ ได้แก่ เมียนมา มาเลเซีย อินโดนีเซีย สปป.ลาวและญี่ปุ่น 

จากผลการศึกษาเบื้องต้น พบว่า ปัจจุบันเกษตรกรมีการเพาะปลูกสมุนไพรหลากหลายชนิด ซึ่งสมุนไพรที่น่าสนใจและสามารถสร้างกำไรให้เกษตรกร คือ ลูกยอ ดอกอัญชัน ตะไคร้ใบ และขมิ้นชัน โดยแหล่งผลิตกระจายอยู่ในพื้นที่ ทั้ง 6 จังหวัด พบมากที่สุดในจังหวัดพิษณุโลกและจังหวัดตาก เกษตรกรมีการปลูกแบบรายเดียวและรวมกลุ่มผลิต ลักษณะการปลูกแบบสวนเกษตรผสมผสาน มีเนื้อที่ปลูกไม่เกิน 1 ไร่/ครัวเรือน สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ตลอดทั้งปี และที่สำคัญผลผลิตส่วนใหญ่ผ่านการรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรปลอดภัย (GAP) เพื่อนำไปเป็นวัตถุดิบแปรรูปผลิตภัณฑ์ ส่งจำหน่ายให้กับโรงพยาบาลพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อใช้สำหรับกลุ่มผู้ป่วยที่รับบริการด้วยการแพทย์ผสมผสาน นอกจากนี้ ยังจำหน่ายผ่านบริษัท ห้างสรรพสินค้า และร้านค้าทั่วไป รวมไปถึงการส่งออกตลาดต่างประเทศ

หากจำแนกต้นทุนการผลิตและผลตอบแทน ของสินค้าสมุนไพร ทั้ง 4 ชนิดพบว่า ลูกยอ ต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 40,781 บาท/ไร่/ปี ผลผลิตเฉลี่ย 33,000 กิโลกรัม/ไร่/ปี ราคาขาย 7 บาท/กิโลกรัม ผลตอบแทนเฉลี่ย 231,000 บาท/ไร่/ปี ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 190,219 บาท/ไร่/ปี ดอกอัญชัน ต้นทุนการผลิต 48,805 บาท/ไร่/ปีผลผลิตเฉลี่ย 904 กิโลกรัม/ไร่/ปี ราคาขาย252.50 บาท/กิโลกรัม ผลตอบแทนเฉลี่ย 228,260 บาท/ไร่/ปี ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 179,455 บาท/ไร่/ปี ตะไคร้ใบต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 25,759 บาท/ไร่/ปี ผลผลิตเฉลี่ย 25,585 กิโลกรัม/ไร่/ปี ราคาขาย 2.23 บาท/กิโลกรัม ผลตอบแทนเฉลี่ย 57,054 บาท/ไร่/ปี ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 31,295 บาท/ไร่ขมิ้นชัน ต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 35,196 บาท/ไร่/ปี ผลผลิตเฉลี่ย 3,700 กิโลกรัม/ไร่/ปี ราคาขาย 13 บาท/กิโลกรัม ผลตอบแทนเฉลี่ย 48,100 บาท/ไร่/ปี ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 12,904 บาท/ไร่

ด้านสถานการณ์การตลาดของสมุนไพร ทั้ง 4 ชนิด พบว่า ผลผลิตส่วนใหญ่ร้อยละ 90 จำหน่ายให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ส่วนอีกร้อยละ 10 จำหน่ายให้กับผู้ประกอบการรับซื้อในท้องถิ่น โดยกลุ่มวิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการจะนำผลผลิตไปแปรรูปเบื้องต้น ก่อนส่งขายต่อไปยังผู้รับซื้อตลาดปลายทางเพื่อเข้าสู่กระบวนการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ อาทิ ยารักษาโรค น้ำมันหอมระเหย เครื่องเทศผลิตภัณฑ์เพื่อความงาม และเครื่องดื่ม วางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้า Top Supermarket รวมถึงจำหน่ายผ่านทางออนไลน์ อาทิ Facebook LazadaShopee

นายประเสริฐศักดิ์ แสงสัทธา 

ผู้อำนวยการ สศท.2 กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันปริมาณผลผลิตพืชสมุนไพรหลายชนิดยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ประกอบกับสถานการณ์ของโรคโควิด-19 ทำให้ผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพและเลือกทานอาหารที่มีสรรพคุณเสริมภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้น ดังนั้น เกษตรกรและผู้ประกอบการควรศึกษาข้อกำหนดต่างๆ รวมถึงให้ความสำคัญ เรื่องคุณภาพและมาตรฐานของสินค้า ตลอดจนภาครัฐต้องขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาพืชสมุนไพรด้วยภูมิปัญญาพื้นบ้านอย่างจริงจังโดยเฉพาะการส่งเสริมให้สมุนไพรเป็นพืชเศรษฐกิจทางเลือกใหม่ที่มีศักยภาพสำหรับปรับเปลี่ยนการผลิตสินค้าเกษตรในพื้นที่ไม่เหมาะสม ซึ่งจะสร้างรายได้เพิ่มและอาชีพเสริมให้แก่เกษตรกรได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป ทั้งนี้ สศท.2 จะมีการจัด focus group เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ ภายในเดือนกันยายน 2564 และจะได้นำข้อคิดเห็นจากการประชุมไปพิจารณาจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อไป สำหรับผลการศึกษาดังกล่าว สามารถนำไปเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาจัดทำแผนงานโครงการสนับสนุนส่งเสริมการพัฒนาเพื่อยกระดับพืชสมุนไพรของไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล สามารถขยายตลาดส่งออกให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าในทางเศรษฐกิจในระยะยาว หากท่านใดสนใจข้อมูลเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ สศท.2 โทร. 0-5532-2658 หรือ อีเมล zone2@oae.go.th