สสก.1 จ.ชัยนาท โชว์ของดี ‘ตาลโตนดห้วยกรด’ พร้อมเปิดเส้นทางท่องเที่ยวเกษตร ชมต้นกินตาลสุดอร่อย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/596928

สสก.1 จ.ชัยนาท โชว์ของดี ‘ตาลโตนดห้วยกรด’ พร้อมเปิดเส้นทางท่องเที่ยวเกษตร ชมต้นกินตาลสุดอร่อย

สสก.1 จ.ชัยนาท โชว์ของดี ‘ตาลโตนดห้วยกรด’ พร้อมเปิดเส้นทางท่องเที่ยวเกษตร ชมต้นกินตาลสุดอร่อย

วันจันทร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 14.32 น.

สสก.1 จ.ชัยนาท เดินหน้าชูธงเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น โชว์ของดี ตาลโตนดห้วยกรด ตั้งแต่ปลูกถึงการใช้ประโยชน์ พร้อมเปิดเส้นทางท่องเที่ยวเชิงเกษตรนั่งรถชมต้นตาล กินอาหารคาวหวานจากผลตาล และน้ำตาลสดสุดอร่อย

นายวีระชัย เข็มวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท (สสก.1)  เปิดเผยว่า เพื่อสนองนโยบายการพัฒนาภาคเกษตรตามแผนยุทธศาสตร์ชาติของรัฐบาล ในประเด็นการเกษตร  แผนย่อยเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น ดังนั้นภายใต้นโยบายการส่งเสริมการเกษตรเชิงรุก Chai Nat (Zone 1) Agro Model ตามยุทธศาสตร์เชิงรุกแบบมีเป้าหมายของ สสก. 1 จ.ชัยนาท ที่ดำเนินการในพื้นที่รับผิดชอบทั้ง 9 จังหวัดของภาคกลาง  จึงให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการนำอัตลักษณ์พื้นถิ่นและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาผลิต สินค้า รวมถึงผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่มีมูลค่าเพิ่ม เพื่อเป็นสินค้าเกษตรชนิดใหม่ที่รองรับความต้องการของตลาดยุคใหม่ รวมถึงเป็นส่งเสริมการประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาและเทคโนโลยีการพัฒนากระบวนการผลิตและบรรจุภัณฑ์ พัฒนาคุณภาพให้ได้รับการรับรองมาตรฐาน ตลอดจนส่งเสริมการขึ้นทะเบียนรับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ตลอดจน ส่งเสริมแบรนด์และสร้างเรื่องราวของสินค้าให้เป็นที่รู้จักและยอมรับ

“ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับตาลโตนดของตำบลห้วยกรด อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท ถือเป็นอีกหนึ่งเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่นที่มีความโดดเด่น และควรค่าแก่การอนุรักษ์ด้วยเป็นแหล่งปลูกต้นตาลใหญ่แห่งหนึ่งของจังหวัดชัยนาท และชาวบ้านตำบลห้วยกรดทั้ง 17  หมู่บ้าน ได้ใช้ประโยชน์จากต้นตาลโตนดในการเลี้ยงชีวิตสืบเนื่องกันต่อมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน รวมเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 100 ปี ที่สำคัญยังได้รับการยอมรับในด้านรสชาติที่มีความหอมหวานของน้ำตาลโตนด ดั่งปรากฏในคำขวัญของตำบลแห่งนี้ว่า “ภาษาถิ่นสืบสาน ตาลโตนดลือเลื่อง พระเครื่องอาคมขลัง ตลาดกลางข้าวและพืชไร่ มรดกไทยรำมะนา ตลาดค้าสุกร”

ผู้อำนวยการ สสก.1 จ.ชัยนาท กล่าวต่อไปว่า การใช้ประโยชน์จากต้นตาลตั้งแต่รากจนถึงยอด ถือเป็นภูมิปัญญาที่ได้รับการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์สืบทอดกันมา เช่น การนำต้นตาลมาสร้างที่อยู่อาศัย การใช้ผลผลิตเป็นส่วนประกอบของอาหาร เช่น ต้มปลาร้าหัวตาล แกงหัวตาล ยำหัวตาลปลาย่าง และขนมหวาน เช่น ลอนตาลเชื่อม ลอนตาลลอยแก้ว เป็นต้น และที่โดดเด่นมาก คือ การทำน้ำตาลโตนดที่ยังคงอนุรักษ์และสืบทอดเทคนิคการผลิตแบบโบราณ ทำให้ได้น้ำตาลโตนดที่มีหวานจับใจ

“ดังนั้น สสก.1 จ.ชัยนาท ร่วมกับสำนักงานเกษตรจังหวัดชัยนาท และสำนักงานเกษตรอำเภอสรรคบุรี ดำเนินการส่งเสริมและสนับสนุนเพื่อให้เกิดการพัฒนาทั้งด้านของการเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับประชาชนทั่วไปที่สนใจ และด้านท่องเที่ยวเชิงเกษตร และได้เกิดผลสำเร็จตามเป้าหมาย โดยมีนายวิชาญ  จุ้ยแจ้ง ปราชญ์ชาวบ้านตำบลห้วยกรด ผู้มีประสบการณ์เกี่ยวกับการปลูกต้นตาลมาอย่างยาวนาน เป็นประธานศูนย์ ฯ และเป็นวิทยากรในการถ่ายทอดองค์ความรู้ต่าง ๆ”

“นอกจากนี้ยังได้จัดให้มีกิจกรรมต่างๆ เพื่อการอนุรักษ์พัฒนาการทำน้ำตาลโตนด รวมถึงการถ่ายทอดองค์ความรู้ไปยังเยาวชนรุ่นใหม่ และการพัฒนายกระดับกลุ่มอาชีพให้มีมาตรฐานและต่อยอดขยายผลอาชีพ โดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง “พอกิน พออยู่ พอประมาณ ด้วยภูมิปัญญาของชุมชน” พร้อมทั้งจัดกิจกรรมปลูกต้นตาลโตนดขึ้นเป็นประจำทุกปี ทำให้กล่าวได้ว่า วันนี้ตำบลห้วยกรด มีความพร้อมเปิดรับผู้สนใจให้เข้ามาศึกษาเรียนรู้และท่องเที่ยว เช่น การขับรถชมเที่ยวดงต้นตาล พร้อมแวะทานน้ำตาลโตนดห้วยกรด และอื่นๆ ที่จะสร้างความประทับใจให้กับทุกคนอย่างแน่นอนสำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์เรียนรู้อนุรักษ์ตาลโตนดตำบลห้วยกรด อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท โทรศัพท์ 08-1703-1916” นายวีระชัย กล่าวในที่สุด

กฟก.มอบโคแม่พันธุ์-เวชภัณฑ์ยาป้องกันโรคลัมปีสกิน ให้แก่เกษตรกรเชียงราย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/596926

กฟก.มอบโคแม่พันธุ์-เวชภัณฑ์ยาป้องกันโรคลัมปีสกิน ให้แก่เกษตรกรเชียงราย

กฟก.มอบโคแม่พันธุ์-เวชภัณฑ์ยาป้องกันโรคลัมปีสกิน ให้แก่เกษตรกรเชียงราย

วันจันทร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 14.28 น.

23 สิงหาคม 2564 นายนิยม สุวรรณประภา หัวหน้าสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรสาขา จังหวัดเชียงราย (กฟก.) นายสุพล ปานพาน ปศุสัตว์อำเภอเวียงเชียงรุ้ง และนายบุญธรรม เครือสาร อนุกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรจังหวัดเชียงราย ได้ร่วมมอบโคแม่พันธุ์ ตามโครงการฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ขององค์กรเกษตรกร จังหวัดเชียงราย เป็นเงินกู้ยืมปลอดดอกเบี้ย จำนวนเงิน665,000 บาท ให้แก่กลุ่มเกษตรกร กลุ่มทำไร่บ้านใหม่ร่องหวาย โดยมอบโคแม่พันธุ์ จำนวน 19 ตัว มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการฯ จำนวน 19 ราย ณ บ้านใหม่ร่องหวาย หมู่ที่ 11 ต.ดงมหาวัน อ.เวียงเชียงรุ้ง จ.เชียงราย

“ทั้งนี้ นายสัตวแพทย์พืชผล น้อยนาฝาย ปศุสัตว์จังหวัดเชียงราย ได้มอบหมายให้ ปศุสัตว์อำเภอเวียงเชียงรุ้ง และทีมงานสำนักงานปศุสัตว์อำเภอ มอบเวชภัณฑ์ยา และดำเนินการให้คำแนะนำและสร้างการรับรู้เกี่ยวกับการป้องกันโรคลัมปี สกิน (Lumpy Skin Disease) มาตรการการเคลื่อนย้ายสัตว์ การตรวจโรคแท้งติดต่อ การฉีดวัคซีน และการทำเบอร์หูหมายเลขประจำตัวสัตว์ เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในระหว่างการดำเนินงานตามโครงการฯ” นายนิยม กล่าว.

แพทย์แนะผู้ป่วยหัวใจกำเริบเฉียบพลัน มีอาการต้องเร่งนำตัวพบแพทย์ทันที ชี้ได้รับการรักษาล่าช้าอาจเสียชีวิตได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/596812

แพทย์แนะผู้ป่วยหัวใจกำเริบเฉียบพลัน มีอาการต้องเร่งนำตัวพบแพทย์ทันที ชี้ได้รับการรักษาล่าช้าอาจเสียชีวิตได้

วันจันทร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า โรคหัวใจกำเริบเฉียบพลัน (Heart attack) เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการเสียชีวิตในผู้ใหญ่ ซึ่งพบได้บ่อยตั้งแต่อายุ 40 ปีขึ้นไป สาเหตุอาจเกิดได้จากกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ที่มีสาเหตุจากหลอดเลือดหัวใจตีบหรืออุดตันชนิดเฉียบพลันส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการเจ็บหน้าอกบริเวณซีกซ้ายอาจจะมีร้าวไปที่แขนซ้ายหรือร้าวไปที่กราม ร่วมกับมีอาการเหงื่อออก มือเท้าเย็น วิงเวียน จะเป็นลม หมดแรง คลื่นไส้อาเจียน หายใจไม่อิ่ม ซึ่งผู้ป่วยที่เสียชีวิตก่อนถึงโรงพยาบาล สาเหตุส่วนใหญ่เป็นผลมาจากหัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะชนิดร้ายแรง ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่ทำให้เกิดโรคหัวใจกำเริบเฉียบพลัน คือ การสูบบุหรี่ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงไขมันในเลือดสูง ภาวะอ้วนลงพุง การบริโภคอาหารที่มีไขมันทรานส์ แต่อย่างไรก็ดีอาการหัวใจกำเริบเฉียบพลันอาจเกิดขึ้นในผู้ป่วยที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงดังที่กล่าวมา

นายแพทย์เอนก กนกศิลป์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก กล่าวเพิ่มเติมว่า โรคหัวใจกำเริบเฉียบพลันสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกสถานที่ และทุกเวลา เช่น ขณะออกกำลังกายหรือแม้กระทั่ง นอนหลับพักผ่อน เกิดจากมีภาวะหลอดเลือดแดงแข็งและหนาตัว จากการมีคราบไขมัน (Plaque) และเมื่อเกิดการปริแตกของผนังด้านในหลอดเลือดบริเวณนั้น ทำให้มีลิ่มเลือดมาจับตัวเป็นก้อน จนเกิดการอุดกั้นของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ ทำให้กล้ามเนื้อขาดเลือดจนกล้ามเนื้อหัวใจตาย อาจทำให้ผู้ป่วยมีอาการเจ็บแน่นหน้าอก และถ้ามีการเต้นหัวใจผิดจังหวะของหัวใจห้องล่างชนิดร้ายแรง (VT/VF) ส่งผลให้ผู้ป่วยเสียชีวิตฉับพลันได้

ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการแต่ยังรู้สึกตัวดีต้องรีบมาโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด ส่วนในกรณีที่ผู้ป่วยหมดสติ ผู้ที่เห็นเหตุการณ์ซึ่งหน้าจะต้องมีความรู้เรื่องการกู้ชีพขั้นพื้นฐาน (CPR) และรู้จักการใช้เครื่องกระตุกหัวใจ (AED) ก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาล ในปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขมีระบบการแพทย์ฉุกเฉินที่เรียกว่าระบบช่องทางด่วน (fast track) โดยติดต่อหมายเลข 1669 เพื่อนำส่งตัวผู้ป่วยเข้ารับการรักษาเบื้องต้นและส่งต่อไปยังโรงพยาบาลที่มีศักยภาพสูงกว่า ผู้ป่วยที่เป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันจากหลอดเลือดหัวใจอุดตันที่มีคลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติชนิด ST elevation จะต้องได้รับการรักษาทันที ด้วยการให้ยาละลายลิ่มเลือดหรือการสวนหัวใจ เพื่อเปิดหลอดเลือด ซึ่งมีระยะเวลาที่เป็นนาทีทอง (golden period) 120 นาทีในการเปิดหลอดเลือดเลือดหัวใจ เพื่อลดอัตราการเสียชีวิต

สกู๊ปพิเศษ : ชป.เดินหน้าขยายคลองลอยจากเขื่อนผาจุก แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำให้ชาวอุตรดิตถ์-สุโขทัย อย่างยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/596816

สกู๊ปพิเศษ : ชป.เดินหน้าขยายคลองลอยจากเขื่อนผาจุก  แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำให้ชาวอุตรดิตถ์-สุโขทัย อย่างยั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : ชป.เดินหน้าขยายคลองลอยจากเขื่อนผาจุก แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำให้ชาวอุตรดิตถ์-สุโขทัย อย่างยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียร์วัฒน์ รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ กรมชลประทาน ร่วมแถลงข่าวชี้แจง โครงการศึกษาความเหมาะสมการขยายคลองลอยจากเขื่อนผาจุก-ศรีสัชนาลัย-สวรรคโลก จังหวัดอุตรดิตถ์ เพื่อสรุปรายละเอียดผลการศึกษาโครงการ แนวทางการแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำของจังหวัดอุตรดิตถ์และจังหวัดสุโขทัย พร้อมตอบข้อซักถามในประเด็นต่างๆที่เกี่ยวข้อง ผ่านระบบ Facebook Live กรมชลประทาน

นายเฉลิมเกียรติกล่าวว่า ตามที่ กรมชลประทาน ได้ทำการศึกษาโครงการพัฒนาลุ่มน้ำน่าน มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2510 โดยได้วางแผนพัฒนาลุ่มน้ำน่านลักษณะโครงการประกอบด้วยการก่อสร้างเขื่อนสิริกิติ์อเนกประสงค์เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำ และเป็นแหล่งเก็บกักน้ำเพื่อการเกษตรกรรม โดยการส่งน้ำให้พื้นที่ลุ่มน้ำน่านตอนล่าง ตั้งแต่ท้ายน้ำของเขื่อนสิริกิติ์

ซึ่งคณะรัฐมนตรีอนุมัติได้อนุมัติให้กรมชลประทานดำเนินการโครงการเขื่อนทดน้ำผาจุก ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 ถึงปัจจุบัน เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำน่านตอนล่างเกิดประสิทธิภาพสูงสุด สำหรับใช้ประโยชน์ในด้านการเกษตรกรรม การอุปโภค-บริโภคและประโยชน์อย่างอื่น ในเขตพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์ จังหวัดสุโขทัยและจังหวัดพิษณุโลก

ทั้งนี้ ในระหว่างดำเนินงานเครือข่ายชุมชนลุ่มน้ำคลองด่านแม่คำมันและลุ่มน้ำคลองยม ได้ร้องขอให้ปรับเปลี่ยนพื้นที่ระบบส่งน้ำและระบบระบายน้ำพื้นที่ชลประทานฝั่งขวา โดยการปรับเปลี่ยนพื้นที่ระบบส่งน้ำและระบบระบายน้ำพื้นที่ช ลประทานฝั่งขวา ส่งผลกระทบต่อลักษณะโครงการเดิมทั้งทางด้านวิศวกรรม ความต้องการใช้น้ำด้านต่างๆ รวมถึงสมดุลน้ำเดิมระบบส่งน้ำและกระจายน้ำ รวมถึงแนวคลองส่งน้ำที่อาจจะต่างไปจากเดิม กรมชลประทานจึงได้ทำการศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

สำหรับโครงการศึกษาเหมาะสมการขยายคลองลอยจากเขื่อนผาจุก มีลักษณะเป็นคลองส่งน้ำคาดคอนกรีต จากคลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งขวาของโครงการเขื่อนทดน้ำผาจุก จังหวัดอุตรดิตถ์ ประกอบไปด้วย (1) สถานีสูบน้ำจากคลองส่งน้ำสายใหญ่ (RMC) 2 แห่ง (2) ท่อส่งน้ำจากสถานีสูบน้ำไปต้นคลองชลประทาน 2,300 เมตร (3) ถังพักน้ำ(Head Tank) คอนกรีต 2 แห่ง (4) ทรบ.ปากคลอง 1 แห่ง (5) คลองส่งน้ำดาดคอนกรีตความยาวรวม 87.52 กม.และ (6) ระบบระบายน้ำเดิมในพื้นที่ คลอง คูระบายน้ำริมถนน/ลำเหมืองความยาวรวม 95 กม.

เมื่อก่อสร้างโครงการแล้วเสร็จ มีพื้นที่รับประโยชน์ครอบคลุม 22 หมู่บ้าน 5 ตำบล ของอำเภอศรีสัชนาลัย อำเภอศรีนคร จังหวัดสุโขทัย และอำเภอตรอน จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นพื้นที่ชลประทานเปิดใหม่ทั้งหมด 35,000 ไร่

ด้านนายวิรุฬ พรรณเทวี ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย เปิดเผยว่า พื้นที่รอยต่อระหว่างจังหวัดสุโขทัยและจังหวัดอุตรดิตถ์มักประสบปัญหาขาดแคลนน้ำทำการเกษตร มีผลทางการผลิตตกต่ำเป็นประจำทุกปี เมื่อกรมชลประทานวางแผนส่งน้ำจากโครงการเขื่อนทดน้ำผาจุก ผ่านคลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งขวามายังคลองลอยเข้าสู่พื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ เพิ่มผลผลิตภาคการเกษตรช่วยให้ราษฎรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และเกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน

กรมชลฯทุ่ม 4,700 ล้านปรับปรุงโครงการฯท่อทองแดง การันตีความมั่นคงด้านน้ำมีพื้นที่ได้ประโยชน์กว่า 5 แสนไร่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/596810

กรมชลฯทุ่ม4,700ล้านปรับปรุงโครงการฯท่อทองแดง การันตีความมั่นคงด้านน้ำมีพื้นที่ได้ประโยชน์กว่า5แสนไร่

วันจันทร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมชลประทานเตรียมทุ่มงบ 4,700 ล้านบาท ปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่อทองแดง จ.กำแพงเพชร หวังให้ใช้งานเต็มประสิทธิภาพ เผยเมื่อแล้วเสร็จจะมีพื้นที่ได้รับประโยชน์มากกว่า 550,000 ไร่ กักเก็บน้ำในแก้มลิง 24 แห่งได้อีก 17 ล้านลบ.ม. มั่นใจช่วยสร้างความมั่นคงด้านน้ำ แก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งได้ยั่งยืน

นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ กรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานเตรียมตั้งงบประมาณปี 2566 จำนวน 4,700 ล้านบาทเพื่อดำเนินการปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่อทองแดง จ.กำแพงเพชร ภายหลังจากคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริมีมติให้กรมชลประทานศึกษาภาพรวมเพื่อปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาดังกล่าวให้ใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ เนื่องจากเป็นโครงการที่ใช้งานมายาวนานมากกว่า 40 ปีสภาพอาคารบังคับน้ำชำรุดเสียหายหลายจุดคลองส่งน้ำเสื่อมสภาพทั้งจากกาลเวลาและจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการส่งน้ำเริ่มลดถอยลง

สำหรับผลการศึกษาซึ่งเพิ่งเสร็จไปเมื่อเดือนกรกฎาคม 2564 ที่ผ่านมาพบว่า คลองส่งน้ำหลายสายในโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่อทองแดงเป็นคลองธรรมชาติ มีสภาพตื้นเขิน มีสิ่งกีดขวางจำนวนมาก ต้องทำการปรับปรุงคลองส่งน้ำและคลองระบายน้ำจำนวน 20 สาย ความยาวรวม 511 กิโลเมตร ทำการรื้อถอนอาคารบังคับน้ำที่ชำรุดและกีดขวางทางน้ำจำนวน 82 แห่ง ปรับปรุงอาคารเดิม 356 แห่ง
และก่อสร้างใหม่ 16 แห่ง รวมทั้งปรับปรุงขุดลอกแก้มลิง 24 แห่ง อย่างไรก็ดีการปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่อทองแดงในครั้งนี้เป็นการดำเนินการในพื้นที่เดิมทั้งหมดประชาชนไม่ต้องเสียสละพื้นที่และไม่ต้องเวนคืนพื้นที่เพิ่มแต่อย่างใด

ทั้งนี้ หากดำเนินการแล้วเสร็จ ร่วมกับการบริหารจัดการน้ำจะทำให้การส่งน้ำตั้งแต่ต้นทางที่แม่น้ำปิงจนถึงปลายทางเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จะทำให้โครงการมีศักยภาพในการเก็บน้ำและหมุนเวียนการใช้น้ำเป็นรอบเวรคิดเป็นปริมาณน้ำกว่า 700 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ซึ่งจะทำให้พื้นที่ปลายคลองจำนวน 8 ตำบลของ อ.คีรีมาศ จ.สุโขทัย ได้รับน้ำเร็วขึ้น จากเดิมต้องใช้ระยะเวลาถึง 30 วันเหลือแค่ 7 วัน โดยมีพื้นที่ชลประทานได้รับประโยชน์ในเขต จ.กำแพงเพชร 457,000 ไร่ ใน จ.สุโขทัยอีก 93,630 ไร่

นอกจากนี้ แก้มลิงทั้ง 24 แห่ง ซึ่งสามารถกักเก็บน้ำได้รวมประมาณ 17 ล้านลบ.ม. ยังช่วยชะลอน้ำบรรเทาปัญหาอุทกภัยในฤดูน้ำหลาก และบรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้งให้ได้อีกด้วย

รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวต่อว่า โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่อทองแดง เป็นการดำเนินการตาม พระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรที่พระราชทานไว้ในปี พ.ศ.2521 โดยการก่อสร้างอาคารที่ปากคลองส่งน้ำและขุดลอกคลองชักน้ำ เพื่อรับน้ำจากแม่น้ำปิง ส่งให้กับพื้นที่ชลประทานได้ประมาณ 100,000 ไร่ ต่อมาได้มีการพัฒนาระบบคลองส่งน้ำและอาคารชลประทานเพื่อส่งน้ำให้กับเกษตรกรในเขตจ.กำแพงเพชร และสุโขทัย ทำให้มีพื้นที่ได้รับประโยชน์มากขึ้นเป็นกว่า 550,000 ไร่ แต่เมื่อมีการใช้งานเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน ประสิทธิภาพการส่งน้ำจึงด้อยลง จำเป็นต้องดำเนินการปรับปรุงโครงการดังกล่าว ซึ่งคาดว่าจะใช้ระยะเวลาดำเนินการทั้งหมด 10 ปี อย่างไรก็ตามระหว่างก่อสร้างหากส่วนไหนแล้วเสร็จก็จะดำเนินการเปิดใช้งานก่อนไม่จำเป็นจะต้องรอให้เสร็จทั้งโครงการ

“การดำเนินการปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่อทองแดงดังกล่าว มีส่วนสำคัญที่จะทำให้ทรัพยากรน้ำของประเทศมีความมั่นคงยั่งยืน ผู้ใช้น้ำได้รับน้ำอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม เกษตรกรมีน้ำปลูกพืช ประชาชนมีระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานที่ดีอย่างทั่วถึง” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวในตอนท้าย

ชายคาพระพิรุณ : สหกรณ์ร่วมใจ ช่วยแท็กซี่ไทย สู้ภัยโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/596813

ชายคาพระพิรุณ : สหกรณ์ร่วมใจ ช่วยแท็กซี่ไทย สู้ภัยโควิด-19

วันจันทร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เป็นปัญหาสำคัญที่ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อระบบสาธารณสุขและระบบเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก ทุกอาชีพได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า แรงงานบางส่วนถูกเลิกจ้าง บางส่วนไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติ ทำให้ไม่มีรายได้ หรือมีรายได้ลดลงไม่เพียงพอต่อภาระค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพอย่างอาชีพขับรถแท็กซี่ ที่อยู่ในระบบขบวนการสหกรณ์ ปัจจุบันมีจำนวนผู้โดยสารลดลงมากกว่า 50% ส่งผลกระทบ ทำให้สมาชิกสหกรณ์แท็กซี่มีรายได้ลดลงอย่างมาก

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะที่กำกับดูแลกรมส่งเสริมสหกรณ์ จึงได้สั่งการให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เร่งบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น โดยมีแนวทาง 2 ด้าน คือ ด้านค่าใช้จ่าย และด้านรายได้ เพื่อบรรเทาปัญหาในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด – 19 โดยประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างกระทรวงแรงงาน เพื่อให้คนขับรถบริการที่อยู่ในระบบสหกรณ์ ทั้งรถแท็กซี่ สามล้อเล็ก รถสองแถว หรือมอเตอร์ไซค์รับจ้าง เข้าสู่มาตรา 40 ของกฎหมายแรงงาน ให้มีสิทธิ์ได้รับเงินเยียวยาจากรัฐบาลคนละ 5,000 บาท และการเข้าสู่กระบวนการเจรจาไกล่เกลี่ยหนี้ให้กับสมาชิกสหกรณ์ ของธนาคารแห่งประเทศไทย พร้อมทั้งจัดโครงการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพสหกรณ์นอกภาคการเกษตร โดยจัดสรรเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 ให้กู้ยืมไปประกอบอาชีพเพื่อสร้างรายได้ช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด – 19

พร้อมกันนี้ ยังได้จัดทำโครงการ “สหกรณ์ร่วมใจ ช่วยแท็กซี่ไทยสู้ภัยโควิด–19” มอบถุงยังชีพเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้ขับรถแท็กซี่ ที่เป็นสมาชิกของสหกรณ์แท็กซี่ต่างๆ ในเขตกรุงเทพมหานคร เพื่อช่วยเหลือและเยียวยาสมาชิกสหกรณ์แท็กซี่ ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และเป็นการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในครอบครัวให้กับสมาชิกสหกรณ์แท็กซี่ ซึ่งถุงยังชีพประกอบด้วย ข้าวสาร 5 กิโลกรัม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 6 ซอง ปลากระป๋อง 6 กระป๋อง, น้ำมันพืช 1 ลิตร, นมพร้อมดื่มจาก อ.ส.ค. 1 แพ็ก น้ำดื่ม 1 โหล และผลไม้จากภาคใต้ ได้แก่ เงาะและมังคุด จำนวน 1 ตะกร้า โดย นางสาวมนัญญา
ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เป็นประธานเปิดโครงการด้วยตัวเองเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2564 ที่ผ่านมา

สำหรับปัญหาเรื่องที่จอดรถ ปัจจุบันสหกรณ์มีจำนวนแท็กซี่ที่จอดทิ้ง เนื่องจากไม่มีคนขับประมาณ 5,000 คัน ซึ่งในเบื้องต้น กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดเตรียมพื้นที่ของสำนักงานสหกรณ์จังหวัดปทุมธานี และศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 1 และ 2 ให้จอดรถชั่วคราว รองรับรถแท็กซี่ได้ประมาณ 200-300 คัน นอกจากนี้ยังประสานไปยังกรมธนารักษ์และการรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อช่วยเหลือหาที่จอดรถให้เพียงพอกับจำนวนแท็กซี่ ได้พื้นที่จอดภายในโรงงานยาสูบ จอดได้ 150 คัน บริษัท CAT เทเลคอม จังหวัดนนทบุรี จอดได้ 120 คัน ส่วนที่ซอยเสรีไทย 66 (พื้นที่ 10 ไร่) และที่เขตหนองจอกสามารถจอดได้ประมาณที่ละ 1,000 คัน และพื้นที่ของหน่วยงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมชลประทาน ปากเกร็ด จอดได้อีก 300 คัน

ทั้งนี้ นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ให้ข้อมูลกับ ขุนเกษตรา ว่า ปัจจุบันสหกรณ์แท็กซี่มีจำนวน 59 แห่ง มีสมาชิก 50,974 คน มีจำนวนรถแท็กซี่ 19,555 คัน โดยเฉพาะในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด สมาชิกไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติ ทำให้มีรายได้ลดลง สมาชิกบางส่วนไม่สามารถชำระหนี้ ต้องคืนรถให้กับสหกรณ์ได้ สหกรณ์จึงต้องแบกรับภาระหนี้รายเดือนและค่าเช่าจอดรถนับพันคัน ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด มีหนังสือหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเยียวยาช่วยเหลือสหกรณ์และสมาชิกสหกรณ์ที่ได้รับผลกระทบด้านภาระค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบการ ค่าใช้จ่ายในการตรวจสภาพรถ ค่าเชื้อเพลิง และค่าเบี้ยประกันภัยภาคสมัครใจ ผลกระทบด้านการชำระหนี้สถาบันการเงิน รวมทั้งขอเข้าร่วมโครงการเยียวยาจากภาครัฐตามมาตรการต่าง ๆ แล้ว ซึ่งขณะนี้คาดว่าอยู่ระหว่างการพิจารณาให้ความช่วยเหลือของแต่ละหน่วยงาน

ขุนเกษตรา

หนองคายคุมเข้ม ลุยตรวจริมฝั่งโขง สกัดประมงผิดกม. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/596811

หนองคายคุมเข้ม ลุยตรวจริมฝั่งโขง สกัดประมงผิดกม.

วันจันทร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายนวน โทบุตร นายอำเภอท่าบ่อ ว่าที่ร้อยตรีภูวเดช กุลรักษา ประมงอำเภอท่าบ่อ ได้ร่วมบูรณาการร่วมกับเจ้าหน้าที่จากสำนักงานประมง จ.หนองคาย เทศบาลท่าบ่อ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงเรือตรวจตามพื้นที่รับผิดชอบในเขต อ.ท่าบ่อ ตามริมฝั่งแม่น้ำโขง โดยเน้นการตรวจสอบ ชาวประมงและการจับสัตว์น้ำ เพื่อเป็นการป้องปรามการทำประมงผิดกฎหมาย ตามพ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 และ พ.ร.ก.
การประมง (ฉบับที2) พ.ศ.2560 บริเวณพื้นที่ อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย

นายนวน กล่าวว่า หน่วยงานในพื้นที่ อ.ท่าบ่อ ได้ร่วมกันตรวจสอบและสำรวจตามริมฝั่งโขงแล้ว ซึ่งไม่พบผู้กระทำผิด พ.ร.ก.ประมง แต่อย่างใด และผลพวงจากการลงเรือในครั้งนี้ ยังได้เห็นสภาพตลิ่งที่ชัดเจน โดยจะได้มีการประสานหน่วยงานท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องวางแผนปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณตลิ่งแม่น้ำโขงในพื้นที่ของท้องถิ่นนั้นๆ ซึ่งหลังจากน้ำโขงลดระดับลงพื้นที่ริมฝั่งจะสามารถปรับปรุงหรือเปลี่ยนเป็นแปลงผัก แปลงดอกไม้เพื่อการเกษตรของชาวบ้านและยังทำให้พื้นที่ริมโขงสวยงามด้วย

ด้านว่าที่ร้อยตรีภูวเดช กุลรักษา ประมง อ.ท่าบ่อ กล่าวเพิ่มเติมว่า การสำรวจน้ำโขง เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบได้ร่วมกันออกสำรวจตรวจสอบบังคับใช้กฎหมาย ตาม พระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 และพระราชกำหนดการประมง ฉบับที่ 2 พ.ศ.2560 ซึ่งจะตรวจสอบ ตามวาระ เพื่อไม่ให้ชาวประมงกระทำผิด ตาม พ.ร.ก.ดังกล่าว และขอความร่วมมือให้ชาวประมงปฏิบัติตาม พ.ร.ก.อย่างเคร่งครัด ต่อไป

กรมส่งเสริมการเกษตรเดินหน้า ‘แบ่งปันน้ำใจ เกษตรไทยสู้ภัยโควิด-19’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/596227

กรมส่งเสริมการเกษตรเดินหน้า  ‘แบ่งปันน้ำใจ เกษตรไทยสู้ภัยโควิด-19’

กรมส่งเสริมการเกษตรเดินหน้า ‘แบ่งปันน้ำใจ เกษตรไทยสู้ภัยโควิด-19’

วันศุกร์ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง

กรมส่งเสริมการเกษตรยังคงเดินหน้าโครงการแบ่งปันน้ำใจ เกษตรไทยสู้ภัยโควิด-19 ส่งมอบสินค้าเกษตร และสินค้าอุปโภค-บริโภคจากหน่วยงานในสังกัด ภาคีเครือข่ายเกษตรกร รวมทั้งจัดซื้อสินค้าเกษตรจากเกษตรกรที่ประสบปัญหาสินค้าล้นตลาด ราคาตกต่ำ เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาของเกษตรกรในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID–19 อย่างต่อเนื่อง

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า โครงการแบ่งปันน้ำใจ เกษตรไทยสู้ภัยโควิด-19 เกิดจากแนวความคิดของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีความห่วงใยเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID -19 ส่งผลให้สินค้าเกษตรประสบปัญหาสินค้าล้นตลาด ราคาตกต่ำ โดยเฉพาะในส่วนของระบบการขนส่งสินค้าเกษตรที่อยู่ในภาวะล่าช้ากว่าสถานการณ์ปกติ เพื่อเป็นการช่วยเกษตรกรในการระบายสินค้าเกษตร รวมทั้งร่วมให้กำลังใจแก่บุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่ผู้ทำหน้าที่ให้การดูแลผู้ป่วย รวมไปถึงผู้ป่วยที่ติดเชื้อทุกท่าน ให้มีกำลังใจและร่วมกันผ่านสถานการณ์ในครั้งนี้ได้อย่างปลอดภัย จึงได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตรเป็นผู้ประสานงานหลักในการจัดกิจกรรม “แบ่งปันน้ำใจจากเกษตรกรไทยสู้ภัย COVID-19” ขึ้น

ปัจจุบัน กรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินกิจกรรมโครงการแบ่งปันน้ำใจ เกษตรไทยสู้ภัยโควิด – 19 ลงพื้นที่ส่งมอบสินค้าเกษตร และสินค้าอุปโภคให้กับโรงพยาบาล โรงพยาบาลสนาม เรือนจำ สถานที่ฉีดวัคซีน โรงครัวพระราชทาน ศูนย์พักคอยผู้ป่วยโควิด หน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโรคโควิด-19 ตู้ปันสุขกรมส่งเสริมการเกษตรและประชาชนที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ต่าง ๆ รวมแล้วมากกว่า 290 ครั้ง มูลค่าสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ที่ซื้อจากเกษตรกร รวมจำนวน 806,882 บาท และมูลค่าสินค้าที่ได้รับการบริจาค รวมจำนวน 383,723 บาท

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรจะยังคงดำเนินกิจกรรมโครงการแบ่งปันน้ำใจ เกษตรไทยสู้ภัยโควิด-19 ต่อไปจนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น ตามนโยบายของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และจะขยายพื้นที่รับซื้อสินค้าเกษตรและจุดส่งมอบสินค้าเกษตร โดยหวังให้สินค้าเกษตรที่ส่งมอบเหล่านี้ถึงมือผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19ให้มากยิ่งขึ้น นายเข้มแข็ง กล่าว

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : พัฒนา ฟื้นฟู คลองแสนแสบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/596225

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : พัฒนา ฟื้นฟู คลองแสนแสบ

วันศุกร์ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นึกถึง “คลองแสนแสบ” คนรุ่นเก่าๆ จะไม่นึกถึงภาพยนตร์เรื่องแผลเก่า ตำนานรักของ “ขวัญ” กับ “เรียม” ที่น้ำในคลองใสสะอาดลงเล่นน้ำได้ แต่คนในยุคปัจจุบันก็จะนึกถึงสภาพ น้ำเน่าเสีย สีดำขุ่น โดยเฉพาะในช่วงย่านธุรกิจในเมืองกรุง

ที่ผ่านมามี หลายหน่วยงานพยายามหาทางแก้ปัญหาน้ำเน่าเสียในคลองแสนแสบ ให้พลิกฟื้นเป็นคลองน้ำใสเหมือนในอดีต และดูเหมือนจะเป็นจริงไม่ไกลเกินฝัน เมื่อคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(กนช.) ซึ่งมี พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้เห็นชอบแผนปฏิบัติการพัฒนา ฟื้นฟูสภาพแวดล้อมคลองแสนแสบ ตลอดความยาว 74 กิโลเมตร

คลองแสนแสบเป็นคลองที่ขุดขึ้นตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 เพื่อเชื่อมแม่น้ำเจ้าพระยากับแม่น้ำบางปะกงเข้าด้วยกัน เมื่อปี พ.ศ. 2380 ด้วยพระราชประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกในการขนส่งอาวุธยุทธภัณฑ์ กำลังรบ และเสบียงอาหารไปยังญวน (เวียดนาม) ในราชการสงครามไทย-ญวน ซึ่งใช้เวลารบนานถึง 14 ปี

สำหรับแผนปฏิบัติการพัฒนา ฟื้นฟูสภาพแวดล้อมคลองแสนแสบครั้งนี้ มีหน่วยงานที่จะต้องร่วมกันทำงานถึง 8 หน่วยงาน ได้แก่ กรุงเทพมหานคร กรมควบคุมมลพิษ องค์การจัดการน้ำเสีย กรมชลประทาน กรมเจ้าท่า จังหวัดฉะเชิงเทรา กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม และกรมโรงงานอุตสาหกรรม โดยมี สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.)เป็นหน่วยงานกลางในการบูรณาการปฏิบัติงานให้สัมฤทธิผล

แผนการปฏิบัติการดังกล่าว จะแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะเร่งด่วน (ปี2564) ระยะกลาง (ปี 2565-2570) และระยะยาว (พ.ศ. 2571 เป็นต้นไป) มีโครงการที่จะต้องดำเนินการจำนวน 84 โครงการ วงเงินรวมกว่า 79,955 ล้านบาท โดยงบประมาณส่วนใหญ่จะใช้ในการดำเนินการเกี่ยวกับ การแก้ไขปัญหามลภาวะและคุณภาพน้ำในคลองแสนแสบจำนวน 44 โครงการ วงเงิน 70,874 ล้านบาท ซึ่งมีกรมควบคุมมลพิษ กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรุงเทพมหานคร องค์การจัดการน้ำเสีย และจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบดำเนินการ

ส่วนวงเงินที่เหลือจะดำเนินการเกี่ยวกับ การเสริมสร้างความปลอดภัยในการสัญจรทางน้ำของประชาชน จำนวน 10 โครง การ วงเงิน 356 ล้านบาทโดย กรุงเทพมหานคร กรมเจ้าท่า และจังหวัดฉะเชิงเทรา การปรับปรุงสภาพภูมิทัศน์บริเวณคลองแสนแสบ จำนวน 14 โครงการ วงเงิน 10 ล้านบาทโดย กรุงเทพมหานคร และจังหวัดฉะเชิงเทรา และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในคลองแสนแสบ จำนวน 15 โครงการ วงเงิน 8,716 ล้านบาท โดย กรุงเทพมหานคร กรมชลประทาน กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม จังหวัดฉะเชิงเทรา

นอกจากนี้มีโครงการเกี่ยวกับ การป้องกันปราบปราม การบุกรุกทำลายทรัพยากรในคลองแสนแสบ อีก 1 โครงการ โดยใช้งบปกติของกรุงเทพมหานคร

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสทนช. กล่าวว่า เมื่อแผนปฏิบัติการพัฒนา ฟื้นฟูสภาพแวดล้อมคลองแสนแสบดำเนินการแล้วเสร็จ จะทำให้มีการพัฒนาระบบส่งและความปลอดภัยทางน้ำ โดยมีท่าเทียบเรือเพิ่มขึ้นครอบคลุมคลองแสนแสบในกรุงเทพมหานครทั้งสาย โดยใช้เรือไฟฟ้าในการสัญจร รองรับการใช้บริการ 800-1,000 คน/วัน พร้อมติดตั้งกล้องวงจรปิดในท่าเรือคลองแสนแสบ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยของผู้โดยสาร มีการแก้ไขปัญหามลภาวะและคุณภาพน้ำในคลองแสนแสบอย่างครบวงจร ทั้งด้านการบังคับใช้กฎหมายกับโรงงาน และอาคารประเภทต่างๆ พร้อมมีระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสียรวม 39 แห่ง รองรับการบำบัดน้ำเสียในคลองแสนแสบได้ 1,355,525 ลบ.ม./วัน

นอกจากนี้จะมีการปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในคลองแสนแสบ โดยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร มีอุโมงค์ระบายน้ำสามารถเร่งการระบายน้ำได้ 30 ลบ.ม./วินาที และเขื่อนป้องกันตลิ่ง 33.32 กม. ช่วยเพิ่มพื้นที่ที่ได้รับการป้องกันน้ำท่วม 96,875 ไร่ และในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา มีสถานีสูบน้ำ ประตูระบายน้ำ เครื่องสูบน้ำ และปรับปรุงคลอง ช่วยให้คลองระบายน้ำได้ 60 ลบ.ม./วินาที ช่วยเพิ่มพื้นที่ที่ได้รับการป้องกันน้ำท่วม 10,000 ไร่

และที่สำคัญคลองแสนแสบจะกลับมาเป็นคลองสวย น้ำใส เหมือนในอดีต

รัฐศักดิ์ พลสิงห์

เกษตรกรเฮรับ 2 เด้ง ‘โครงการพัฒนาอาชีพแก้ปัญหาที่ทำกิน’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/596226

เกษตรกรเฮรับ2เด้ง‘โครงการพัฒนาอาชีพแก้ปัญหาที่ทำกิน’

เกษตรกรเฮรับ2เด้ง‘โครงการพัฒนาอาชีพแก้ปัญหาที่ทำกิน’

วันศุกร์ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางอัญชนา ตราโช

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา สศก. ได้ดำเนินการติดตามและประเมินผลโครงการส่งเสริม และพัฒนาอาชีพเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกร มาอย่างต่อเนื่อง โดยมีหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมดำเนินการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ ทั้งด้านพืช ประมง และปศุสัตว์ ภายใต้การใช้ระบบอนุรักษ์ดินและน้ำอย่างยั่งยืนส่งเสริมการรวมกลุ่มในรูปแบบที่เหมาะสมกับพื้นที่ รวมทั้งเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ให้มีความกินดี อยู่ดี มีสันติสุข และสร้างความเข้มแข็งในชุมชน

จากการลงพื้นที่เพื่อประเมินผลโครงการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกรในพื้นที่ ส.ป.ก. จ.สระแก้ว ที่ได้ดำเนินการจัดที่ดินให้ผู้ยากไร้เข้าใช้ประโยชน์ในพื้นที่ตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา พบว่า มีเนื้อที่ประมาณ 1,960 ไร่ เป้าหมายในการจัดเกษตรกรเข้าใช้ประโยชน์ 313 ราย ขณะนี้มีเกษตรกรเข้าใช้ประโยชน์ในพื้นที่แล้ว 156 ราย โดยเป็นการจัดสรรที่ดินเพื่อใช้ประโยชน์รายละ 6 ไร่ แบ่งเป็นที่อยู่อาศัยรายละ 1 ไร่ และเป็นที่ทำกินรายละ 5 ไร่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการทุกรายเป็นสมาชิกสหกรณ์ทางการเกษตรที่ได้จัดตั้งขึ้นในพื้นที่

นอกจากนี้ เกษตรกรได้รับการสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ในการสร้างบ้าน มูลค่ารายละ 40,000 บาท ขณะนี้เกษตรกรมีการดำเนินกิจกรรมในพื้นที่ที่ได้รับ เช่น ปลูกพืชผักสวนครัวเพื่อใช้บริโภคในครัวเรือน รวมทั้งเลี้ยงสัตว์ (โคเนื้อ) ในพื้นที่บริเวณบ้าน ส่วนที่ทำกิน 5 ไร่ ส่วนใหญ่เกษตรกรจะเพาะปลูกมันสำปะหลังเป็นหลัก ควบคู่กับการปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์เพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่ายในการจัดหาอาหารสัตว์ ทั้งนี้มีเกษตรกรบางรายเพาะปลูกข้าวเพื่อใช้บริโภคในครัวเรือนด้วย

ด้านผลสำรวจรายได้ ปีเพาะปลูก 2563/64 พบว่า เกษตรกรที่เพาะปลูกมันสำปะหลัง มีรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายแล้วเฉลี่ย 2,968 บาทต่อไร่ สำหรับการเพาะปลูกข้าวและหญ้าเลี้ยงสัตว์นั้น เกษตรกรไม่ได้มีการจำหน่าย แต่นำข้าวมาบริโภคในครัวเรือน และนำผลผลิตจากหญ้าเลี้ยงสัตว์ใช้เป็นอาหารสำหรับโคเนื้อ ซึ่งสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนลงได้เฉลี่ย 4,657 บาทต่อครัวเรือนต่อปี ทั้งนี้คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการเข้าใช้ประโยชน์ในพื้นที่ได้รวม 2.015 ล้านบาทต่อปี

“ภาพรวมเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการพึงพอใจการดำเนินโครงการเป็นอย่างมาก เกษตรกรสามารถทำการเกษตรเพื่อประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้ รู้สึกถึงความมั่นคงในที่ดิน เนื่องจากเป็นการให้สิทธิ์ในการเข้าใช้ประโยชน์อย่างถูกต้อง รวมทั้งได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐได้เท่าเทียมกับพื้นที่อื่น

อย่างไรก็ตามในระยะถัดไป นอกเหนือจากการจัดที่ดินและส่งเสริมพัฒนาอาชีพทางการเกษตรในพื้นที่แล้วควรส่งเสริมให้เกิดการดำเนินงานของการรวมกลุ่มสหกรณ์เพื่อการผลิตและการตลาดในพื้นที่อย่างต่อเนื่องซึ่งจะก่อให้เกิดผลประโยชน์แก่เกษตรกรในพื้นที่อย่างเต็มที่” รองเลขาธิการ สศก. กล่าว