กรมส่งเสริมการเกษตร เผยความสำเร็จ 12 เกษตรกรหญิงรุ่นใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/596273

กรมส่งเสริมการเกษตร เผยความสำเร็จ 12 เกษตรกรหญิงรุ่นใหม่

กรมส่งเสริมการเกษตร เผยความสำเร็จ 12 เกษตรกรหญิงรุ่นใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 19.34 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตร มีนโยบายในการส่งเสริมสตรีในภาคการเกษตรให้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาด้านการเกษตรมาโดยตลอด รวมทั้งส่งเสริมให้เกิดการสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็ง และเชื่อมโยงการทำงานระหว่างกัน ซึ่งที่ผ่านมามีเกษตรกรหญิงจำนวนไม่น้อยพัฒนาสู่การเป็นผู้ประกอบการเกษตรและเกษตรกรอัจฉริยะ (Smart Farmer) ที่สามารถเป็นต้นแบบในการประกอบอาชีพการเกษตรของชุมชนและเกษตรกรรายอื่นต่อไปได้  ในปี 2564 กรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมมือกับบริษัท ฟอร์ด ประเทศไทย เดินหน้าขับเคลื่อนเกษตรกรยุค 4.0 ในโครงการ “ฟอร์ดเติมฝันเกษตรกรหญิงรุ่นใหม่ (Ford Moves Her Business)” เชิญชวนเกษตรกรหญิงที่เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) สมัครเข้าร่วมโครงการดังกล่าว โดยส่งคลิปวิดีโอของตนเองเข้าประกวด ในหัวข้อ “เกษตรสร้างสรรค์สู่ผู้ประกอบการยุคใหม่” บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการทำการเกษตรของตนเอง นำเสนอแนวคิดในการเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ พร้อมแนวทางการพัฒนาอาชีพเกษตรของตนให้ประสบความสำเร็จและสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่น

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับผลการประกวด รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ นางปนิดา มูลนานัด เกษตรกรเจ้าของผลิตภัณฑ์แปรรูปจากกล้วย จ.เพชรบุรี รับทุนสนับสนุนมูลค่า 100,000 บาท และสิทธิพิเศษในการทดลองขับรถกระบะ ฟอร์ด เรนเจอร์ รุ่นใหม่ เป็นระยะเวลา 3 เดือน รางวัลรองชนะเลิศ จำนวน 2 รางวัล ได้แก่ นางสาวปนัดดา กังวล เกษตรกรเจ้าของไร่อ้อยและสับปะรด จ.ประจวบคีรีขันธ์ และนางสาวยอดหญิง พรชัยสิทธิ์ เกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอม จ.ฉะเชิงเทรา รับทุนสนับสนุนมูลค่ารางวัลละ 30,000 บาท และ รางวัลชมเชย จำนวน 8 รางวัล ได้แก่ นางสาวจณิกาญจน์  รัชภูมิพิพัฒน์ เกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดสีทองระยอง จ.ระยอง นางสาวไพลิน นามวิชา เกษตรกรเจ้าของฟาร์มเห็ดและสวนยาง จ.ศรีษะเกษ นางสาวนันทพร สุขสำราญ เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดทับทิมราชินี จ.กำแพงเพชร นางสาวศุภลักษณ์ สาลีเกิด เกษตรกรเจ้าของสวนทุเรียนดินภูเขาไฟ จ.ศรีษะเกษ นางสาวนิลเนตร มูลศรีนวล เกษตรกรเจ้าของฟาร์มเพาะเลี้ยงหนอนไหม จ.พะเยา นางสาวธัญญารัตน์ รัตนเสนเจริญ เกษตรกรเจ้าของสวนหม่อน จ.พะเยา นางสาวโสภา ปัญญาแสง เกษตรกรเจ้าของสวนไผ่ จ.อุดรธานี และนางสาวอโณชา จี๋คีรี เกษตรกรเจ้าของฟาร์มผึ้งไร้เหล็กใน จ.นราธิวาส รับทุนสนับสนุนมูลค่ารางวัลละ 5,000 บาท

ทั้งนี้ ด้วยศักยภาพของเกษตรกรหญิงรุ่นใหม่ที่ชนะการประกวดในครั้งนี้จะช่วยขับเคลื่อนภาคเกษตร โดยนำความรู้ที่ได้รับจากกิจกรรมเวิร์คช็อปอบรมการพัฒนาธุรกิจจากการเข้าร่วมโครงการไปพัฒนาต่อยอดธุรกิจของตนเองโดยใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ และสามารถเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่เกษตรกรอื่น ๆ ซึ่งจะมีส่วนช่วยผลักดันคนรุ่นใหม่ให้มีส่วนร่วมส่งเสริมการเติบโตของภาคการเกษตรอันเป็นรากฐานทางเศรษฐกิจของประเทศให้ยั่งยืนได้ต่อไป

ซอกแซกอาเซียน : 19 พฤษภาคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/595961

ซอกแซกอาเซียน : 19 พฤษภาคม 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ตอนนี้ สำนักเลขานุการแอปเตอร์กำลังประกาศรับสมัครตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปของแอปเตอร์ โดยจะปิดรับสมัครในวันที่ 13 กันยายน 2564 นี้ ผมจึงขออนุญาตแทรกนำมาเล่าในคอลัมน์นี้โดยคร่าวๆ เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์แก่ผู้สนใจและมีคุณสมบัติครบถ้วนได้พิจารณาสมัครกัน เผื่อจะได้เข้ามาทำหน้าที่สำคัญในการสนับสนุนและอำนวยความสะดวกเกี่ยวกับการช่วยเหลือประชาชนประเทศสมาชิกของอาเซียนบวกสามด้านความมั่นคงทางอาหารครับ

เรื่องของเรื่องก็คือ วาระการทำหน้าที่ของผมเองจะหมดลงในวันที่ 10 พฤษภาคม 2565 ตามระเบียบของแอปเตอร์ จึงต้องมีการประกาศรับสมัครผู้จัดการทั่วไป หรือ General Manager : GM คนใหม่ และจะเข้ารับหน้าที่ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2565 เป็นต้นไปเป็นเวลา 3 ปี ตอนนี้เริ่มเปิดรับสมัครแล้ว และจะปิดรับสมัครในวันที่กล่าวข้างต้น ซึ่งเหลือเวลาอีกประมาณ 1 เดือน ปกติทางฝ่ายสำนักเลขานุการฯ ก็จะประกาศตำแหน่งว่างนี้ลงในเว็บไซต์ของแอปเตอร์ รวมทั้งมีหนังสือเวียนแจ้งสมาชิกทั้ง 13 ประเทศให้ช่วยลงประกาศด้วย สำหรับคุณสมบัติของผู้ที่จะเข้ามาเป็นผู้จัดการทั่วไปของแอปเตอร์ โดยคร่าวๆ คือ จะต้องมีสัญชาติอาเซียน รวมทั้งจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ จบการศึกษาขั้นต่ำปริญญาตรีสาขาบริหารธุรกิจ สถิติ เศรษฐศาสตร์ หรือเศรษฐศาสตร์การเกษตร หรือด้านอื่นที่เกี่ยวข้อง มีประสบการณ์การทำงานในเรื่องการนโยบายบริหารจัดการข้าวในระดับชาติ หรือระหว่างชาติมาไม่ต่ำกว่า 10 ปี มีความรู้ด้านการจัดการตลาด การค้าและสต๊อกข้าวรวมทั้งกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง มีความเป็นผู้นำและสามารถด้านการคิดวิเคราะห์ การบริหารทรัพยากรมนุษย์ การเงิน รวมทั้งมีความรู้ด้านภาษาอังกฤษ สามารถใช้งานได้ดีมากทั้งการพูดและการเขียน ตลอดจนมีความชำนาญด้านการใช้คอมพิวเตอร์ ทั้งนี้ ผู้สมัครจะต้องกรอกแบบฟอร์ม และเขียนประวัติพร้อมผลงานชี้ให้เห็นถึงความเหมาะสมกับการดำรงตำแหน่ง รวมทั้งมีหนังสือรับรองจากผู้ที่น่าเชื่อถือ 2 คน มาประกอบการพิจารณา รายละเอียดขอให้เปิดอ่านอีกครั้งในเว็บไซต์ apterr.org ครับ

ในด้านของกระบวนการคัดเลือก หลังจากปิดรับสมัครแล้ว เบื้องต้นทางฝ่ายสำนักเลขานุการฯ จะเป็นผู้กลั่นกรองเอาเฉพาะผู้ผ่านคุณสมบัติตามที่กำหนด และนำส่งให้คณะกรรมการสรรหา หรือ selection board ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจาก 13 ประเทศ จากนั้นคณะกรรมการสรรหาก็จะพิจารณาคัดสรร (shortlist) และจัดลำดับ 1 2 และ 3 ประเทศละไม่เกิน 5 คน ส่งคืนให้ฝ่ายสำนักเลขานุการฯ ต่อจากนั้นก็จะมีการเรียงลำดับสูงสุดและรองลงมา ตามที่ได้รับจากคณะกรรมการสรรหาทั้งหมด คัดเอาไว้ 3 คน เพื่อส่งให้คณะมนตรีแอปเตอร์ทำการสัมภาษณ์ต่อไป ในที่นี้ตามแผนกำหนดการของฝ่ายสำนักเลขานุการฯ กำหนดวันสัมภาษณ์ในช่วงเดือนธันวาคม 2564 และเมื่อได้รับการคัดเลือกจากการสัมภาษณ์แล้ว ก็จะต้องนำผู้จัดการทั่วไปคนใหม่ไปให้คณะมนตรีแอปเตอร์รับรอง หรือ endorse อีกครั้งหนึ่งในคราวประชุมคณะมนตรีแอปเตอร์ประจำปี ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2565 ที่ประเทศสิงคโปร์

ปกติการสัมภาษณ์ผู้สมัคร จะดำเนินการที่สำนักเลขานุการแอปเตอร์ อาคารสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เกษตรกลางบางเขน กรุงเทพฯ โดยคณะมนตรีแอปเตอร์บินมาจากแต่ละประเทศ แต่ปีนี้ดูท่าจะมีปัญหาเรื่องการเดินทาง ดังนั้น เชื่อว่าอาจจะต้องใช้วิธีการสัมภาษณ์ทางวีดีโอคอนเฟอเรนซ์อย่างแน่นอน ก็ขออนุญาตประชาสัมพันธ์มา ณ โอกาสนี้ครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

เกาะติดสถานการณ์ฝน 5 จว.ลุ่มน้ำโขง ระดมเครื่องจักร/กำลังพลประจำจุดเสี่ยง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/595962

เกาะติดสถานการณ์ฝน5จว.ลุ่มน้ำโขง  ระดมเครื่องจักร/กำลังพลประจำจุดเสี่ยง

เกาะติดสถานการณ์ฝน5จว.ลุ่มน้ำโขง ระดมเครื่องจักร/กำลังพลประจำจุดเสี่ยง

วันพฤหัสบดี ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมชลประทานตรวจความพร้อมรับมือฤดูฝน 5 จังหวัดอีสานลุ่มน้ำโขง สั่งเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง เตรียมเครื่องมือ เครื่องจักร และบุคลากร โดยเฉพาะพื้นที่แอ่งกระทะบริเวณท้ายน้ำที่จ.อุบลราชธานี มั่นใจหากสถานการณ์คล้ายปี 2551 จะไม่เกิดน้ำท่วมใหญ่ ส่วนการปรับลดการระบายน้ำของเขื่อนจิ่นหงไม่มีผลกระทบใดๆ

นายจักริน ประเสริฐสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 7 กรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในพื้นที่ 5 จังหวัดลุ่มน้ำโขงประกอบด้วยจังหวัดนครพนม มุกดาหาร ยโสธร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี ว่า กรมอุตุนิยมวิทยาได้คาดการณ์ว่าสถานการณ์จะคล้ายปี 2551 คือ มีค่าฝนเฉลี่ยในฤดูฝนประมาณ 1,500 มิลลิเมตร(มม.) และไม่เกิดปรากฏการณ์ภัยทางน้ำ โดยขณะนี้ปริมาณฝนสะสมของ 5 จังหวัดดังกล่าวอยู่ที่ 790 มม. ยังเหลือเวลาอีก 3 เดือนจึงจะสิ้นสุดฤดูฝน ซึ่งนับจากนี้ไปหากปริมาณฝนตกอยู่ระหว่าง 500-750 มม. นับได้ว่าเหตุการณ์เป็นปกติ

“ฝนจะเริ่มตกชุกมากในเดือนสิงหาคม-กันยายน จุดสำคัญที่กรมชลประทานเน้นหนักเป็นสำคัญคือ บริเวณท้ายน้ำที่จังหวัดอุบลราชธานี เนื่องจากมีลักษณะเป็นแอ่งกระทะ หากเกิดฝนตกลงมาหนักในคราวเดียวจะทำให้น้ำท่วมขังได้เร็วจึงมีการระดมสรรพกำลังทั้งด้านเครื่องมือและเจ้าหน้าที่ เตรียมพร้อมทำการเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่อยู่อาศัยของราษฎร พื้นที่ทำกิน หรือพื้นที่สาธารณะเป็นการเฉพาะไว้รองรับเหตุฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นแล้ว เช่น เครื่องสูบน้ำจำนวน 60 เครื่อง รถแบ๊กโฮเปิดทางน้ำ 7 คัน เครื่องผลักดันน้ำที่พร้อมเข้าปฏิบัติการในพื้นที่เกิดภัยภายใน 24 ชม. จำนวน 390 เครื่อง กระสอบทรายยักษ์ กล่องเกเบี้ยน รถขุดตีนตะขาบ เป็นต้น” นายจักรินกล่าว

นอกจากนี้ยังได้ตรวจสอบบำรุงรักษาอาคารชลประทาน ประตูระบายน้ำคูคลอง และอ่างเก็บน้ำทุกแห่งอยู่ในสภาพสมบูรณ์พร้อมใช้งาน รวมถึงมาตรการการดึงน้ำส่วนเกินออกไปเก็บไว้ที่แก้มลิงต่าง ๆ เอาไว้ใช้ช่วงหน้าแล้ง เพื่อลดความเดือดร้อนของประชาชนให้เหลือน้อยที่สุด

ส่วนกรณีการปรับระดับการระบายน้ำของเขื่อนจิ่นหง ประเทศจีน จากเดิม 900-1,300 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที เป็น 700 ลบ.ม.ต่อวินาทีตั้งแต่สิ้นเดือนสิงหาคม 2564 เป็นต้นไป ซึ่งจะส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำโขงลดลง 50 เซนติเมตรนั้น จะไม่ส่งผลกระทบใดๆต่อพื้นที่ทั้ง 5 จังหวัด เนื่องจากอยู่ในช่วงฝนตกชุกอยู่แล้ว โดยในปัจจุบันระดับน้ำในแม่น้ำโขงต่ำกว่าตลิ่งประมาณ 6 เมตร

สำหรับสถานการณ์น้ำอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ 5 จังหวัด ขณะนี้ยังสามารถรับน้ำได้อีกมากกว่า 1,000 ล้านลบ.ม. โดยอ่างเก็บน้ำเขื่อนสิรินธรขณะนี้มีปริมาณน้ำประมาณ 1,100 ล้านลบ.ม. รับน้ำได้อีก 790 ล้านลบ.ม. อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 31 แห่ง มีปริมาณน้ำเก็บกักรวมกันประมาณ 200 ล้านลบ.ม. รับน้ำได้อีก 130 ล้านลบ.ม. นอกจากนี้ในลำน้ำชีในส่วนสำนักชลประทานที่ 7 รับผิดชอบ ขณะนี้มีปริมาณน้ำ 130 ล้านลบ.ม. จากความจุ 300 ล้านลบ.ม. ระดับน้ำในลำน้ำอื่น ๆ อยู่ที่ 40% โดยเฉลี่ย ถือว่าสถานการณ์ปกติ

ด้านนายสัมพันธ์ เดือนศิริรัตน์ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานอุบลราชธานี กรมชลประทาน เปิดเผยว่า จังหวัดอุบลราชธานี มีพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยและต้องเฝ้าระวังในจำนวน 17 จุดใน 7 อำเภอ อาทิ ชุมชนวังแดง ชุมชนหาดคูเดื่อ ในอำเภอเมือง ชุมชนหาดสวนยา ชุมชนเกตุแก้ว ในอ.วารินชำราบ บ้านไร่ใต้ บ้านไร่เหนือ บ้านสร้างแก้ว ในอ.พิบูลมังสาหาร บ้านคำสำราญ อ.เดชอุดม บ้านโพนสุขสันต์ อ.บุณฑริก เป็นต้น ซึ่งได้เตรียมเครื่องจักรเครื่องมือเข้าประจำการหมดทุกจุดแล้ว

สำหรับสถานการณ์น้ำโดยรวมในพื้นที่จ.อุบลราชธานีนั้น ขณะนี้ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ อย่างไรก็ตามขอให้พี่น้องเกษตรกรและประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงติดตามสถานการณ์ข่าวสารที่กรมชลประทานแจ้งเตือนอย่างใกล้ชิดในทุกช่องทาง ได้แก่Facebook โครงการชลประทานอุบลราชธานี http://ubonratchathani.rid.go.th กลุ่ม LINE เครือข่ายอุบลฯ รถเคลื่อนที่แจ้งข่าวประชาสัมพันธ์ รวมถึงสัญลักษณ์ ธงเตือน สายด่วน 1460 พร้อมหมายเลขโทรศัพท์ในทุกจุดโทรมาตรที่ประชาชนสามารถแจ้งเหตุเตือนภัยกับเจ้าหน้าที่กรมชลประทานได้ตลอด 24 ชั่วโมงเช่นเดียวกัน คาดว่าทุกมาตรการที่กรมชลประทานได้ตระเตรียมไว้จะช่วยให้ผ่านพ้นภัยอันจะเกิดในหน้าฝนนี้ไปได้ด้วยดี

โครงการสร้างความเข้มแข็งกลุ่มการผลิตด้านเกษตรปี ’64 ช่วยเกษตรกรรวมตัวเพิ่มเครือข่าย-รายได้พุ่ง 30% ต่อเดือน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/595657

โครงการสร้างความเข้มแข็งกลุ่มการผลิตด้านเกษตรปี’64 ช่วยเกษตรกรรวมตัวเพิ่มเครือข่าย-รายได้พุ่ง30%ต่อเดือน

โครงการสร้างความเข้มแข็งกลุ่มการผลิตด้านเกษตรปี’64 ช่วยเกษตรกรรวมตัวเพิ่มเครือข่าย-รายได้พุ่ง30%ต่อเดือน

วันพุธ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงการติดตาม ผลการดำเนินงานโครงการสร้างความเข้มแข็งกลุ่มการผลิตด้านการเกษตรซึ่งเป็นโครงการหนึ่งภายใต้แผนงาน บูรณาการพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งปีงบประมาณ 2564 มีเป้าหมายส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร จำนวน 1,723 กลุ่ม เกษตรกร 26,201 ราย รวม 77 จังหวัด โดยส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่ม และสร้างเครือข่าย สามารถบริหารจัดการกลุ่มได้อย่างยั่งยืน พร้อมกับส่งเสริมและพัฒนากลุ่มเกษตรกรด้วยการถ่ายทอดความรู้และสนับสนุนปัจจัยการผลิต ให้เกษตรกรมีความรู้ความสามารถในการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมที่ได้มาตรฐาน พัฒนาคุณภาพดินในพื้นที่โครงการให้มีศักยภาพ มีความเหมาะสมในการผลิตพืช และใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างยั่งยืน โดยโครงการปีนี้มีกรมหม่อนไหม กรมพัฒนาที่ดิน และกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก

จากการติดตามผลการดำเนินงานโครงการ ปีงบประมาณ 2564 สำรวจตัวอย่างเกษตรกร 629 ราย 55 จังหวัด พบว่า เกษตรกรที่เข้ารับการอบรมเกือบร้อยละ 100 สามารถนำความรู้ที่ได้รับจากการอบรมไปปรับใช้ในการทำการเกษตรของตนเอง อาทิ การปรับปรุงบำรุงดิน การทำปุ๋ยหมักเพื่อลดต้นทุนการผลิต การแปรรูปผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่า การออกแบบลวดลายผ้าไหมการฟอกย้อมสีจากธรรมชาติ และการทำแผนการผลิตของตนเองและกลุ่มเพื่อนำไปใช้ประกอบอาชีพเป็นรายได้เสริม เป็นต้น เกษตรกรเพียงร้อยละ 1ไม่ได้นำความรู้ไปใช้ เนื่องจากเห็นว่าอยู่ในช่วงของการระบาดโควิด-19 เศรษฐกิจไม่ดี การขายผลผลิตอาจไม่ดีตาม จึงยังไม่ได้นำไปปรับใช้

ด้านรายได้ พบว่า เกษตรกรมีรายได้ 9,396 บาทต่อเดือน จากที่ก่อนเข้าร่วมโครงการ มีรายได้ 7,045 บาทต่อเดือน (เพิ่มขึ้น 2,351 บาทต่อเดือน หรือเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 33) โดย
รายได้ที่เพิ่มขึ้นเป็นรายได้จากการจำหน่ายผลผลิต เช่น เส้นไหม พืชผักสวนครัว กล้วย ผักกาด กะหล่ำ ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากกล้วยและจากเห็ด เป็นต้น นอกจากนี้ ในการส่งเสริมและพัฒนากลุ่มเกษตรกร ยังช่วยให้เกษตรกรมีเครือข่ายเพิ่มขึ้น โดยเกษตรกรถึงร้อยละ 92 เห็นว่าการเข้าร่วมโครงการส่งผลให้กลุ่มของตนเองมีการประสานงานเครือข่ายสะดวกยิ่งขึ้นในด้านต่างๆ ทั้งการจัดหาวัตถุดิบในการผลิตสินค้าของกลุ่ม การจัดจำหน่าย ตลอดจนการได้แลกเปลี่ยนความรู้ด้านต่างๆ ร่วมกันซึ่งจะส่งผลต่อเกษตรกรในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้การส่งเสริมและพัฒนาในพื้นที่ทำได้ยาก บางกิจกรรมต้องมีการรวมตัวของผู้สูงอายุ ทำให้ไม่สามารถดำเนินการได้ ประกอบกับข้อจำกัดในบางพื้นที่ที่ไม่ต้องการให้เข้าไปรวมตัวกันภายในชุมชน เนื่องจากอาจเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรค โดยยังมีกลุ่มเกษตรกรที่มีความต้องการเข้ารับการพัฒนาศักยภาพจำนวนมาก จึงทำให้ไม่สามารถดำเนินการได้ทุกกลุ่ม ซึ่งเมื่อสถานการณ์คลี่คลายหรือเหมาะสมแล้ว ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเร่งดำเนินการตามแผนที่กำหนดไว้ในทันที

ระดมเยาวชนผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้านน้ำ สทนช.เปิดค่ายออนไลน์ขับเคลื่อนการจัดการน้ำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/595656

ระดมเยาวชนผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้านน้ำ สทนช.เปิดค่ายออนไลน์ขับเคลื่อนการจัดการน้ำ

วันพุธ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สทนช.ระดมมันสมองเยาวชนผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้านน้ำจากทั่วประเทศ เปิดค่ายออนไลน์ “BLUE-NET CAMP ครั้งที่ 1”มุ่งหวังพัฒนาความเป็นผู้นำขับเคลื่อนการจัดการน้ำอย่างมีส่วนร่วมที่ยั่งยืน สนับสนุนประเด็น “การใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า”ของ UN เนื่องในวันน้ำโลก ประจำปี 2564พร้อมเสริมความรู้โดยกูรูด้านน้ำ

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ สทนช.ได้จัดกิจกรรมการเปิดตัวค่ายออนไลน์ “BLUE-NET CAMP ครั้งที่ 1” ซึ่งเป็นการระดมพลังปั้นเยาวชนผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้านน้ำจากทุกภูมิภาคของประเทศ จำนวน 50 คน ผ่านการร่วมไขประเด็นเสริมเติมความรู้กับกูรูด้านน้ำ และเสริมการพัฒนาแนวคิดการจัดการน้ำอย่างมีส่วนร่วม ด้วยการขับเคลื่อนโดยเยาวชนผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้านน้ำ พร้อมทั้งได้จัดนิทรรศการเสมือนของการดำเนินงานด้านน้ำโดยหน่วยงานระดับประเทศ เพื่อให้คนรุ่นใหม่ใช้พัฒนาต่อยอด โดยเป็นการจัดกิจกรรมแบบ New Normal ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อป้องกันการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)

ทั้งนี้การจัดค่ายออนไลน์ดังกล่าว เป็นกิจกรรมเนื่องในวันน้ำโลกประจำปี 2564 ที่ได้มีการปรับรูปแบบกิจกรรมเพื่อขยายฐานการรับรู้ รวมถึงการสร้างโอกาสและความร่วมมือของทุกภาคส่วน ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการยกระดับการ บูรณาการและขับเคลื่อนการดำเนินการด้านน้ำของประเทศ นับเป็นการเริ่มทศวรรษแห่งการร่วมลงมือปฏิบัติ ตามนโยบายขององค์การสหประชาชาติ (UN) ในปีนี้

สำหรับการจัดกิจกรรมการBLUE-NET CAMP ครั้งที่ 1 เป็นการทบทวนและเติมเต็มความรู้ความเข้าใจการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่เยาวชนได้รับจากวิทยากร สทนช. และหลายหน่วยงานตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งผู้นำเยาวชนวิเคราะห์ว่า การจัดการคุณภาพน้ำเป็นประเด็นที่เกิดประสิทธิผลค่อนข้างน้อยและประชาชนต้องร่วมกันจึงจะสำเร็จ พร้อมได้เสนอแนวคิดนวัตกรรมการจัดการคุณภาพน้ำและการขับเคลื่อนอย่างมีส่วนร่วม ได้แก่ การพัฒนาตัวดูดซับความสกปรกในน้ำจากกากกาแฟ (Coffee-Sorb) ร่วมกับพื้นที่บำบัดน้ำเสียด้วยวิธีธรรมชาติ(Constructed Wetland) และกลไกสื่อสารเพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการร่วมประหยัดน้ำ และใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับน้ำด้วยสัญลักษณ์ “น้ำยิ้ม” (Smile Water)

“นับเป็นเรื่องน่าปลื้มใจเป็นอย่างยิ่งที่เยาวชนจากทุกภาคของประเทศเข้าร่วมกิจกรรม เพื่อพัฒนาความเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้านน้ำ และเสนอการพัฒนาแนวคิดในการจัดการน้ำอย่างมีส่วนร่วม ซึ่งจากการประเมินผลการเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ เห็นได้ว่าเยาวชนมีความมุ่งมั่นร่วมขับเคลื่อน โดย สทนช. ในฐานะหน่วยงานหลักด้านบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศก็พร้อมที่จะสนับสนุนและเชื่อมโยงการดำเนินการกับทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับการดำเนินงานด้านน้ำด้วยการร่วมลงมือปฏิบัติอย่างจริงจังต่อไป”ดร.สมเกียรติกล่าว

เลขาธิการ สทนช.กล่าวด้วยว่า จากสารวันน้ำโลก เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2564 ที่ผ่านมา ของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เชิญชวนให้ทุกภาคส่วนร่วมมือร่วมใจ และร่วมลงมือปฏิบัติในการใช้น้ำอย่างประหยัดและรู้คุณค่าในขณะที่พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณรองนายกรัฐมนตรี ที่ได้สื่อสารกับประชาคมโลกในโครงการ The Water Dialogues for Results ถึงการพัฒนาและขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนเพื่อบรรลุเป้าหมายด้านน้ำ โดยได้ กล่าวถึงความสำคัญของการรู้เท่าทันสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการบูรณาการปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน 6 (SDG6) เพื่อพัฒนากลไกขับเคลื่อนทุกภาคส่วนในการร่วมจัดการน้ำ ด้วยทิศทางการพัฒนาและฟื้นฟูประเทศไทยจากสถานการณ์ COVID-19 คือ เศรษฐกิจฐานชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว หรือ BCG Economy โดย สทนช. ได้นำมาเป็นเข็มทิศในการดำเนินงาน และใช้เป็นแนวทางการสื่อสาร

ลุยเกษตรสุดเขตไทย : ชะตากรรมชาวสวนลำไยที่ภาคเหนือ ไม่แตกต่างจากชาวสวนมังคุดที่ปักษ์ใต้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/595655

ลุยเกษตรสุดเขตไทย : ชะตากรรมชาวสวนลำไยที่ภาคเหนือ ไม่แตกต่างจากชาวสวนมังคุดที่ปักษ์ใต้

วันพุธ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

หลังจากชาวสวนผลไม้ที่ปักษ์ใต้ประสบปัญหาราคามังคุดตกต่ำในช่วงเดือนที่ผ่านมา “หนุ่มยูโร” ได้สะท้อนปัญหาที่หลายฝ่ายต้องช่วยกันเข้าไปแก้ไข ไหนจะเจอพิษเศรษฐกิจโควิดระบาด ยังมาเจอกับราคาผลไม้ตกต่ำอีก

วันนี้ขึ้นเหนือไปดูสถานการณ์ชาวสวนลำไย ที่ไม่แตกต่างจากสวนมังคุด เพราะไปเจอกับ “ล้งลำไย” ที่จ.เชียงใหม่ และ ลำพูน กดราคาไม่พอยังปิดการรับซื้อเร็วมากๆ ทำให้เกษตรกรเดือดร้อนพอๆ กับชาวสวนมังคุดที่ปักษ์ใต้

ภาคเหนือ เป็นแหล่งผลิตลำไยชั้นดีของประเทศ ชาวสวนยังต้องปล่อยผลลำไยร่วงเองอย่างชอกช้ำใจ เช่นเดียวกับมะม่วง เฉพาะลำพูนและเชียงใหม่ พื้นที่ปลูกร่วม 1 แสนไร่ หรือ 1 ใน 7 ของพื้นที่ปลูกทั้งประเทศ ถือว่าไม่น้อย ปีนี้เจอปัญหาเดียวกัน ล้งเล่นกลไม่รับซื้อ

“ล้งผลไม้”เป็นทั้งตัวส่งเสริมและตัวอุปสรรคในการค้า ตอนนี้ ล้งไทยแทบสูญพันธุ์ กลายเป็นล้งจีนครองอิทธิพลในวงการผลไม้ไทยอยู่ทั่วประเทศ คนจีนเข้ามาทำอาชีพล้งในไทยได้สะดวกสบาย แต่คนไทยอย่าหมายไปทำอาชีพล้งในเมืองจีน เขาไม่เปิดโอกาสให้เราทำหรอกครับ

รัฐบาลควรเสนอให้กระทรวงพาณิชย์ไทยเจรจากับจีน ขอผ่อนปรนการนำเข้าลำไยจากไทย เพราะจีนเป็นตลาดส่งออกลำไยอันดับ 1 ของไทย แต่มีเรื่องสำคัญสาเหตุที่จีนห้ามนำเข้า เพราะลำไยไทย มีเพลี้ยแป้งติดเข้าไปเป็นประเด็นหลัก จีนถือว่าเรื่องศัตรูพืชเป็นภัยความมั่นคงอาหารของประเทศ

ยุทธศาสตร์การเกษตรที่ผิดพลาดร้ายแรงของรัฐบาลทั้งฝ่ายการเมือง ทั้งพรรคร่วมรัฐบาล นำพาการเกษตรไทยดิ่งเหวสิ้นอนาคตทั้งประเทศ

ล่าสุดมีข่าวจากกระทรวงเกษตรฯ จัดโครงการ “เกษตรกร Happy” phase 2 เร่งช่วยเกษตรกรชาวสวนลำไย เงาะ ลองกอง ขายผลไม้คุณภาพดี สู่มือผู้บริโภคโดยตรงเป็นนโยบายของ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่Live สดผ่าน Facebook คณะอนุกรรมการขับเคลื่อน Ecommerce กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดตัวโครงการ “เกษตรกร Happy” phase 2 เพื่อช่วยเกษตรกรชาวสวนลำไย เงาะ ลองกอง ในการขายผลไม้คุณภาพดี สดจากสวน ถึงมือผู้บริโภคโดยตรง

ทั้งนี้ นายเฉลิมชัยแจ้งว่าโครงการดังกล่าว เป็นแผนการดำเนินงานของคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้(Fruit Board) ที่ต้องการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนผลไม้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ที่ทวีความรุนแรงและเข้าขั้นวิกฤติ จนทำให้มีการเพิ่มมาตรการล็อกดาวน์ทั้งในและต่างประเทศ ตลาดต่างประเทศมีการตรวจสอบอย่างเข้มข้นมากขึ้น ระบบขนส่งระหว่างประเทศเกิดความติดขัดตู้คอนเทนเนอร์ขาดแคลน แรงงานและผู้ค้า รวมทั้งบริษัทขนส่งในประเทศติดโควิดเพิ่มมากขึ้น ผู้ส่งออกและล้งลดจำนวนลง

โครงการนี้เป็นโครงการที่ต่อเนื่องจากการช่วยเหลือชาวสวนมังคุดในพื้นที่ภาคใต้เพื่อแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรชาวสวนลำไย เงาะ ลองกอง อย่างเร่งด่วน โดยมีวัตถุประสงค์ คือ 1) รณรงค์ส่งเสริมการบริโภคผลไม้ไทยภายในประเทศ 2) เพิ่มกิจกรรมการค้าทั้งออฟไลน์และออนไลน์ เพื่อระบบการค้าที่เป็นธรรม และ 3) ยกระดับราคา เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ภายใต้แนวคิด “คนกินยิ้มได้ เกษตรกรไทยแฮปปี้” และ “คนไทยไม่ทิ้งกัน”

ขอให้ช่วยเกษตรกรแบบจริงๆ จังๆ ด้วยครับ อย่าเป็นแค่เพียงลมปาก หรือสโลแกนสวยหรู “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” อีกต่อไปเลย

‘หนุ่มยูโร’

รายงานพิเศษ : ‘เฉลิมชัย’ หนุนจัดกิจกรรมจุดบริการพืชพันธุ์ DOAE สร้างการรับรู้ ‘พืชพันธุ์ดีต้องที่ศูนย์ขยายพันธุ์พืช กรมส่งเสริมการเกษตร’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/595166

รายงานพิเศษ : ‘เฉลิมชัย’หนุนจัดกิจกรรมจุดบริการพืชพันธุ์DOAE สร้างการรับรู้‘พืชพันธุ์ดีต้องที่ศูนย์ขยายพันธุ์พืช กรมส่งเสริมการเกษตร’

รายงานพิเศษ : ‘เฉลิมชัย’หนุนจัดกิจกรรมจุดบริการพืชพันธุ์DOAE สร้างการรับรู้‘พืชพันธุ์ดีต้องที่ศูนย์ขยายพันธุ์พืช กรมส่งเสริมการเกษตร’

วันจันทร์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ขานรับนโยบายรัฐบาลในการส่งเสริมระบบเศรษฐกิจฐานรากเปิดแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ภายใต้แนวทางท่องเที่ยวเกษตรตามวิถีชีวิตใหม่ New Normal ป้องกันการแพร่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19) ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาประกอบกับ กรมส่งเสริมการเกษตรซึ่งมีกองขยายพันธุ์พืชเป็นหน่วยให้บริการในด้านการผลิต ขยายพันธุ์พืชพันธุ์ดี เพื่อสนับสนุนภารกิจของกรมส่งเสริมการเกษตรและจำหน่ายให้กับเกษตรกรที่ต้องการ สอดคล้องกับภารกิจในการส่งเสริมและพัฒนาการผลิตและการจัดการสินค้าเกษตร รวมทั้งมีการฝึกอาชีพ ถ่ายทอดเทคโนโลยี และให้บริการทางการเกษตรให้กับเกษตรกรและผู้สนใจ และเพื่อให้การให้บริการของกองขยายพันธุ์พืชและศูนย์ขยายพันธุ์พืชซึ่งตั้งกระจายอยู่ในส่วนภูมิภาคได้เป็นที่รู้จักของเกษตรกรและประชาชนทั่วไปมากยิ่งขึ้น จึงสนับสนุนให้กรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินการจัดกิจกรรมจุดบริการพืชพันธุ์ DOAE ขึ้น

เข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง 

ด้านนายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินการจัดกิจกรรมจุดบริการพืชพันธุ์ DOAE ขึ้น เพื่อมุ่งเน้นสร้างการรับรู้เกี่ยวกับ “พืชพันธุ์ดีต้องที่ศูนย์ขยายพันธุ์พืช กรมส่งเสริมการเกษตร”โดยกิจกรรมประกอบด้วย สถานีการเรียนรู้ สถานีการจำหน่ายพันธุ์พืชและสถานีการท่องเที่ยว/เช็คอิน ซึ่งได้มีการปรับรูปแบบกิจกรรมให้มีความเหมาะสมกับสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในแต่ละพื้นที่ด้วย ซึ่งการจัดกิจกรรมจุดบริการพืชพันธุ์ดีโดยศูนย์ขยายพันธุ์พืชทั้ง 10 ศูนย์ มีรูปแบบการจัดกิจกรรมที่สอดคล้องกับสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ของแต่ละพื้นที่ ช่วงระหว่างเดือนกรกฎาคม-กันยายน 2564 ปัจจุบันแต่ละศูนย์พร้อมต้อนรับเกษตรกรหรือผู้ที่สนใจเข้าไปศึกษาดูงานแล้ว โดยเปิดรับเกษตรกรและผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมศูนย์ละ200 ราย รวมทั้งสิ้นจำนวน 2,000 รายตลอดระยะเวลาการจัดกิจกรรม ซึ่งกิจกรรมประกอบด้วย 1. สถานีการเรียนรู้ เน้นการให้ความรู้ทางด้านวิชาการในการผลิตและขยายพันธุ์พืชทั้ง 4 สายการผลิต ได้แก่ สายการผลิตต้นพันธุ์ ท่อนพันธุ์ เมล็ดพันธุ์ และสายการผลิตพันธุ์พืชจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ รวมไปถึงพืชเด่นหรือพืชที่แสดงถึงอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ และแปลงตัวอย่าง เช่น การปลูกผักยกแคร่ การเพาะเลี้ยงแหนแดง เป็นต้น

2.สถานีการจำหน่ายพืชพันธุ์ดี เน้นการจำหน่ายพืชพันธุ์ดีจากโครงการตามระเบียบของกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นผลผลิตจากแปลงแม่พันธุ์หรือผลพลอยได้จากการดำเนินงานของแต่ละพื้นที่ ซึ่งปัจจุบันมีพืชพันธุ์ดีที่เป็นอัตลักษณ์ของศูนย์ขยายพันธุ์พืชพร้อมให้บริการ ดังนี้ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 1 จังหวัดชลบุรี พร้อมจำหน่าย ต้นพันธุ์กล้วยจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 2 จังหวัดตรัง พร้อมจำหน่าย ต้นพันธุ์พริกเดือยไก่ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 3 จังหวัดนครราชสีมา พร้อมจำหน่าย ต้นพันธุ์มะขามเทศเพชรโนนไทย และต้นพันธุ์มะขามเปรี้ยวฝักใหญ่ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 4 จังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมจำหน่าย ต้นพันธุ์ไผ่กิมซุงศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 5 จังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมจำหน่าย ต้นพันธุ์ไผ่หม่าจูศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 6 จังหวัดพิษณุโลก พร้อมจำหน่าย ต้นพันธุ์มะนาว และไม้ดอกไม้ประดับ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 7 จังหวัดมหาสารคามพร้อมจำหน่าย ต้นพันธุ์กล้วยจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ และต้นมะละกอพันธุ์ครั่ง ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 8 จังหวัดลำพูน พร้อมจำหน่าย ต้นพันธุ์สตรอว์เบอร์รี่จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 9จังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมจำหน่าย ต้นพันธุ์หน่อไม่ฝรั่งจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ และไม้ประดับ เช่น สับปะรดสี กระบองเพชรศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 10 จังหวัดอุดรธานี พร้อมจำหน่าย ต้นพันธุ์กล้วยจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ และต้นพันธุ์หน่อไม่ฝรั่งจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ 3.สถานีการท่องเที่ยว/เช็คอิน จัดให้มีจุดพักผ่อนหย่อนใจรวมทั้งไม้ดอกไม้ประดับตามฤดูกาล เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว

นายเข้มแข็งกล่าวอีกว่า สำหรับการจัดกิจกรรมดังกล่าวจะช่วยประชาสัมพันธ์การดำเนินงานของศูนย์ขยายพันธุ์พืชให้เป็นที่รู้จักของเกษตรกรและประชาชนทั่วไป ในการส่งเสริมการใช้พืชพันธุ์ดีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ตามแนวคิด “พืชพันธุ์ดีต้องที่ศูนย์ขยายพันธุ์พืช กรมส่งเสริมการเกษตร” ตลอดจนเป็นศูนย์กลางรวบรวมการให้บริการงานตามภารกิจของศูนย์ขยายพันธุ์พืช กรมส่งเสริมการเกษตรต่อไป

ชายคาพระพิรุณ : สหกรณ์ส่งเสริมปลูกพืชสมุนไพร (ฟ้าทะลายโจร) สู้ภัยโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/595165

ชายคาพระพิรุณ : สหกรณ์ส่งเสริมปลูกพืชสมุนไพร(ฟ้าทะลายโจร)สู้ภัยโควิด-19

วันจันทร์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด–19 ระลอกใหม่ที่รุนแรงมากขึ้นส่งผลให้มีผู้ป่วยติดเชื้อโควิด–19 จำนวนมากขึ้น และมีการแพร่กระจายเป็นวงกว้างและรวดเร็ว ความหวังที่จะลดการติดเชื้อได้ คือวัคซีนและยารักษาโรคที่จะสามารถหยุดยั้ง ลดจำนวนผู้ติดเชื้อ และลดความรุนแรงให้แก่ผู้ป่วยติดเชื้อโควิด–19 ได้ซึ่งหนึ่งในความหวังคือการประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาไทยจากการใช้พืชสมุนไพร ฟ้าทะลายโจร ยับยั้งเชื้อไวรัส และมีฤทธิ์ต้านการเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัส หากนำมาใช้ร่วมรักษากับการแพทย์แผนปัจจุบันในผู้ป่วยติดเชื้อโควิด–19 ที่มีระดับความรุนแรงน้อย (ไม่มีภาวะปอดอักเสบ) ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการดีขึ้นตามลำดับ

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงมีนโยบายขับเคลื่อนการปลูกสมุนไพรฟ้าทะลายโจร เพื่อป้อนเป็นวัตถุดิบในการพัฒนาเป็นยาต้านไวรัสโควิด–19 ให้กับกรมแพทย์แผนไทย กระทรวงสาธารณสุข โดยนางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ จัดทำโครงการส่งเสริมการปลูกฟ้าทะลายโจร ขึ้นในสถาบันเกษตรกร เพื่อให้สมาชิกสหกรณ์ขยายพื้นที่ปลูกฟ้าทะลายโจร โดยมีกรมวิชาการเกษตรสนับสนุนพันธุ์ที่มีสารแอนโดรกราโฟไลค์สูง ให้กับสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น และอนาคตอาจจะกลายเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ต่อไป

ทั้งนี้ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ขุนเกษตราได้มีโอกาสไปร่วมงาน Kick Off เปิดโครงการส่งเสริมการปลูกพืชสมุนไพร (ฟ้าทะลายโจร) สู้ภัยโควิด-19 ณ แปลงปลูกฟ้าทะลายโจร ของสหกรณ์ปฏิรูปที่ดินระบำ จำกัด ตำบลระบำอำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดงาน และมี นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย ซึ่งท่านอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ให้ข้อมูลกับ ขุนเกษตรา ว่า สำหรับในการจัดทำโครงการฯ ในครั้งนี้ มีเป้าหมายคัดเลือกพื้นที่ที่เหมาะสมจำนวน 500 ไร่ มีเป้าหมายในปี 2564 จำนวน 100 ไร่ และปี 2565 จำนวน 400 ไร่ ในพื้นที่ครอบคลุมทุกภูมิภาค โดยจะมีการบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับกระทรวงสาธารณสุข เพื่อส่งเสริมให้สมาชิกสหกรณ์ปลูกฟ้าทะลายโจรเพื่อแปรรูปป้อนเข้าสู่ตลาด โดยได้กำหนดวิธีการดำเนินงานตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ แต่อย่างไรก็ดีในเบื้องต้น กรมส่งเสริมสหกรณ์จะดำเนินการปลูกเพื่อนำร่องโครงการฯ ใน 8 สหกรณ์ พื้นที่ 80 ไร่ ในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานี พิจิตร และนครสวรรค์ โดยให้สหกรณ์ทั้ง 8 แห่ง เป็นศูนย์กลางการผลิตต้นกล้าเพื่อส่งให้กับสหกรณ์เครือข่ายในการปลูกต่อไป ภายใต้ความร่วมมือจากกรมวิชาการเกษตรในการจัดหาพันธุ์ที่ดี ได้คุณภาพมาตรฐาน ซึ่งปัจจุบันมีสถาบันเกษตรกรแจ้งความประสงค์จะเข้าร่วมโครงการปลูกแล้ว จำนวน 11 จังหวัด 52 สหกรณ์ โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะทำหน้าที่ในการเชื่อมโยงตลาดในการรับซื้อผลผลิตจากสมาชิกสหกรณ์ เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการแปรรูป ในลักษณะการตลาดนำการผลิต เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับสมาชิกสหกรณ์ ว่าจะมีตลาดรับซื้อผลผลิตที่แน่นอน ภายใต้คุณภาพและมาตรฐานที่ตลาดต้องการ

ท่านอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ยังบอกอีกว่า สหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการปลูกฟ้าทะลายโจร จะกระจายอยู่ทุกภาค ซึ่งหลังจากได้สหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการแล้ว กรมฯจะชี้แจงแนวทางการปฏิบัติ และเน้นย้ำให้สหกรณ์ผลิตพืชสมุนไพรปลอดสารเคมี และหากสหกรณ์ที่เข้าโครงการต้องการเงินทุนเพื่อส่งเสริมอาชีพการปลูกฟ้าทะลายโจรให้กับสมาชิก กรมจะจัดเงินกู้จากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ให้ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 เพื่อใช้ในการตั้งต้นเข้าโครงการ ซึ่งกรมฯคาดหวังว่าโครงการนี้จะเป็นช่องทางสร้างรายได้เสริมให้กับสมาชิกสหกรณ์ได้ดี เนื่องจากเป็นสมุนไพรคุณภาพ และคาดหวังว่าหากสหกรณ์สามารถผลิตได้คุณภาพ อนาคตหลายสหกรณ์จะเป็นแหล่งผลิตสมุนไพรปลอดสารได้อีกจำนวนมาก และจะสามารถเป็นทั้งแหล่งผลิตและแหล่งท่องเที่ยว ส่งผลต่อรายได้ทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อไป

ขุนเกษตรา

สวก.จัดงาน ARDA Virtual Event : ต่อยอดงานวิจัยเกษตรไทย มิติใหม่แห่งการลงทุน บนแพลตฟอร์มออนไลน์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/594731

สวก.จัดงาน ' ARDA Virtual Event : ต่อยอดงานวิจัยเกษตรไทย มิติใหม่แห่งการลงทุน ' บนแพลตฟอร์มออนไลน์

สวก.จัดงาน ‘ ARDA Virtual Event : ต่อยอดงานวิจัยเกษตรไทย มิติใหม่แห่งการลงทุน ‘ บนแพลตฟอร์มออนไลน์

วันศุกร์ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 14.30 น.

กิจกรรมสัมมนาเปิดตัวเทคโนโลยีและนิทรรศการผลงานวิจัย “ARDA Virtual Event : ต่อยอดงานวิจัยเกษตรไทย มิติใหม่แห่งการลงทุน” บนแพลตฟอร์มออนไลน์

        สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. จัดงาน “ARDA Virtual Event : ต่อยอดงานวิจัยเกษตรไทย มิติใหม่แห่งการลงทุน” ในวันศุกร์ที่ 20 สิงหาคม 2564 เวลา 10.00 – 13.00 น.
บนแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ผลงานวิจัยของ สวก. ให้เป็นที่รับรู้และรู้จักอย่างกว้างขวาง ส่งเสริมและผลักดันผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงนโยบาย สาธารณะ และพาณิชย์ โดยนำเสนอเทคโนโลยี “ต่อยอดงานวิจัยเกษตรไทย มิติใหม่แห่งการลงทุน” จำนวน 12 โครงการซึ่งพร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีสู่ภาครัฐและเอกชน รวมทั้งการนำเสนอตัวอย่างความสำเร็จของภาคเอกชนที่ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิผลงานวิจัยของ สวก. จำนวน 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท เอ็ม.วาย.อาร์.คอสเมติคส์ โซลูชั่น จำกัด บริษัท ไบโอเมดอินโนเวชั่น จำกัด และ บริษัท เจอาร์ แลบโบราทอรี่ จำกัดซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของผลงานวิจัยที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ทั้งนี้ ยังมีการเสวนา เรื่อง “ศักยภาพของสมุนไพรไทยในการป้องกัน รักษาและฟื้นฟูโรคโควิด 19” เพื่อยกระดับงานวิจัยด้านสมุนไพรไทย นำไปต่อยอดและพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่ตลาดโลก

ภายในงาน จะสามารถให้ผู้ที่ร่วมลงทะเบียนเข้าชมนิทรรศการผลงานวิจัยของ สวก. ในรูปแบบ Virtual Event บนแพลตฟอร์มออนไลน์ จำนวนกว่า 60ผลงาน ประกอบด้วย

โซนที่ 1 ผลิตภัณฑ์ผลงานวิจัยจาก “หิ้งสู่ห้าง” มากกว่า 20 ผลิตภัณฑ์ ที่มีการผลิตและจำหน่ายจริง อาทิ เครื่องสำอางชะลอความชราจากข้าว เครื่องดื่มข้าวสินเหล็ก ผลิตภัณฑ์ไล่ยุงและแมลง ผลิตภัณฑ์เส้นบุก เครื่องสำอางจากดอกไม้สีเหลือง และเครื่องสำอางจากน้ำมันปาล์มแดง เป็นต้น

โซนที่ 2 ต้นแบบผลงานวิจัยพร้อมใช้ “เชิงพาณิชย์” มากกว่า 20 ผลงานอาทิ ตำรับยาเม็ดฟ้าทะลายโจร ตำรับยาจากพืชกระท่อม อาหารสุขภาพสำหรับโรคเรื้อรังจากสาหร่าย เป็นต้น

โซนที่ 3 ต้นแบบองค์ความรู้วิจัยพร้อมใช้ “เชิงสาธารณะ” มากกว่า 20 ผลงานอาทิ คู่มือเทคโนโลยีการผลิตภัณฑ์ปลาช่อน Food loss เทคโนโลยีการให้น้ำด้วยการใช้อ่างน้ำจากยางรถยนต์เก่าและระบบไส้ตะเกียง และนวัตกรรม Cement ring แบบประหยัดน้ำเป็นต้น

โซนที่ 4 การให้บริการข้อมูลของ สวก. (ARDA Contact) ได้แก่ การสนับสนุนทุนวิจัย ทุนพัฒนาบุคลากรวิจัย ระบบคลังข้อมูลการวิจัยการเกษตรไทย (TARR) ช่องทางสื่อประชาสัมพันธ์ และช่องทางการติดต่อ สวก.

ทั้งนี้ ท่านผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ตั้งแต่วันนี้ ได้ที่ http://www.ardavirtual2021.com/ 

หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักส่งเสริมการใช้ประโยชน์ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) โทร. 02-579-7435  และ Facebook :Agricultural Research Development Agency (ARDA)

รายงานพิเศษ : อุทยานฯไทรโยค ไอเดียเก๋ ปรับโฉมศูนย์บริการนทท. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/594543

รายงานพิเศษ : อุทยานฯไทรโยค ไอเดียเก๋ ปรับโฉมศูนย์บริการนทท.

รายงานพิเศษ : อุทยานฯไทรโยค ไอเดียเก๋ ปรับโฉมศูนย์บริการนทท.

วันศุกร์ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสมเจตน์ จันทนา หัวหน้าอุทยานแห่งชาติไทรโยค เปิดเผยว่า จากสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่กำลังแพร่ระบาดไปทั่วประเทศ รวมทั้งจังหวัดกาญจนบุรีของเรา จากการติดตามข้อมูลจากสาธารณสุขจังหวัดกาญจนบุรี พบยอดผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากจังหวัดกาญจนบุรี สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาญจนบุรี ได้เร่งดำเนินการตรวจหาเชื้อในเชิงรุกเพื่อตัดวงจรการแพร่ระบาดให้ได้โดยเร็ว ซึ่งอำเภอไทรโยค พบผู้ติดเชื้อสะสมข้อมูลวันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมาอยู่ที่ จำนวน 156 รายเสียชีวิตสะสม จำนวน 6 ราย ส่วนตัวเลขผู้ติดเชื้อสะสมทั้งจังหวัดอยู่ที่ จำนวน 7,457 ราย เสียชีวิตสะสม จำนวน 53 ราย ซึ่งหวังว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็ว

ที่ผ่านมาอุทยานแห่งชาติหลายแห่งทั่วประเทศได้มีการปิดรับบริการนักท่องเที่ยวเพื่อความปลอดภัยของพนักงานเจ้าหน้าที่ และตัวของนักท่องเที่ยวเองซึ่งอุทยานแห่งชาติไทรโยคเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่เปิดให้บริการ และยังคงจัดชุดลาดตระเวนเชิงคุณภาพเพื่อป้องกันการลักลอบตัดไม้ทำลายป่าและล่าสัตว์ป่าอย่างเข้มข้น ควบคู่ไปกับการพัฒนาอาคารสถานที่ให้เกิดความสวยงามเอาไว้รองรับนักท่องเที่ยวในอนาคต
อันใกล้นี้

ทั้งหมดเป็นไปตามนโยบาย ทส. ยกกำลัง 2 + 4  ของนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช  ให้ยกระดับคุณภาพทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพิ่มเป็นสองเท่า และเจ้าหน้าที่ในสังกัดทุกคนต้องเพิ่มศักยภาพในการทำงานมากขึ้น

อุทยานแห่งชาติไทรโยค จึงใช้โอกาสที่นักท่องเที่ยวเดินทางมาจำนวนไม่มาก ปรับปรุงศูนย์บริการนักท่องเที่ยวที่มีอยู่ให้ได้มาตรฐานให้เป็นไปตามนโยบาย ด้วยการจัดทำนิทรรศการในรูปแบบจิตกรรมฝาผนังขึ้นภายในศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เพื่อให้ความรู้รวมทั้งเป็นการยกระดับมาตรฐานของนักท่องเที่ยวให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้นนอกจากการเข้ามาท่องเที่ยวตามวิถีปกติ ทุกคนจะได้ความรู้กลับไป

เมื่อนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามายังอุทยานแห่งชาติแต่ละแห่ง สถานที่แรกที่จะเป็นเสมือนห้องรับแขกให้กับนักท่องเที่ยวนั่นก็คือ “ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว” เพื่อให้นักท่องเที่ยวทุกท่านที่เดินทางมาจะได้ทราบถึงแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ การปฏิบัติตัวเมื่อเข้ามาอยู่ภายในอุทยานแห่งชาติ รวมถึงข้อห้ามต่างๆ ที่ทุกคนจะต้องปฏิบัติเพื่อให้ระบบนิเวศทางธรรมชาติไม่ถูกทำลาย” นายสมเจตน์กล่าว

นายสมเจตน์ จันทนา กล่าวว่า อุทยานแห่งชาติไทรโยค มีความตั้งใจที่จะปรับปรุงอาคารศูนย์บริการนักท่องเที่ยว จึงดึงศักยภาพของเจ้าหน้าที่มาช่วยกันคิดช่วยกันออกแบบ แล้วลงมือทำกันเองตามความถนัดของแต่ละคน ซึ่งเป็นความโชคดีที่เจ้าหน้าที่ของเรามีความถนัดในหลายๆด้าน เช่นช่างก่อสร้างโครงสร้างช่างไม้ ช่างไฟ และช่างศิลป์ มีการออกแบบเนื้อหาพร้อมรูปภาพประกอบนิทรรศการ ตลอดจนการแปลภาษาเพื่อให้ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวที่เป็นด่านหน้ารับนักท่องเที่ยวนั้น เป็นห้องนิทรรศการศิลปะฝาผนังเพื่อความสวยงาม นอกจากนี้เราได้มีการสื่อสารแบบสองภาษาเพื่อความเป็นสากลมากยิ่งขึ้น

โดยเนื้อหาของนิทรรศการจะประกอบไปด้วยความรู้ด้านประวัติศาสตร์ ยุคสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสน้ำตกไทรโยค จนเป็นที่มาของเพลงเขมรไทรโยคอันเป็นเพลงไทยเดิมที่ยังคงความไพเราะมาจนถึงปัจจุบัน

การสร้างเส้นทางรถไฟสายมรณะ ที่บ่งบอกถึงความยากลำบากที่เกิดขึ้นตลอดระยะทาง 415 กิโลเมตร ที่ทางรถไฟสายนี้พาดผ่านรวมถึงความสำคัญของอุทยานแห่งชาติ แหล่งท่องเที่ยวน้ำตกและถ้ำต่างๆ ในอุทยานแห่งชาติไทรโยค และสัตว์ป่าที่สามารถพบได้ในป่าแถบนี้

นอกจากนั้นยังมีตัวอย่างของค้างคาวชนิดต่างๆ โดยเฉพาะค้างคาวคุณกิตติ ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลกที่สามารถพบในอุทยานแห่งชาติไทรโยคให้ชม โดยภายในศูนย์บริการจะมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลและให้ความรู้แก่ทุกคน ตลอดจนสื่อ แผ่นพับเอกสารต่างๆ ไว้แจกแก่นักท่องเที่ยวจึงขอเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวทุกท่านที่มาเยือนอุทยานแห่งชาติไทรโยคได้เข้ามาหาความรู้บนศูนย์บริการนักท่องเที่ยวกันได้ ปัจจุบันนี้อุทยานแห่งชาติไทรโยคยังเปิดให้บริการการท่องเที่ยวแต่ต้องปฏิบัติตัวภายใต้มาตรการป้องกันการระบาดของเชื้อโควิด-19 อย่างเคร่งครัด