สถานีเกษตร+สิ่งแวดล้อม : Single Form ส่งออกยาง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/594542

สถานีเกษตร+สิ่งแวดล้อม : Single Form ส่งออกยาง

สถานีเกษตร+สิ่งแวดล้อม : Single Form ส่งออกยาง

วันศุกร์ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ช่วงนี้สถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ค่อนข้างรุนแรง หน่วยงานราชการหลายแห่ง ต้องให้พนักงานทำงานที่บ้าน(WFH ) ตามนโยบายของรัฐบาล

อย่างไรก็ตามเพื่อไม่ให้การทำงานสะดุด จำเป็นจะต้องนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้

การยางแห่งประเทศไทย(กยท.) เช่นกัน “ณกรณ์ ตรรกวิรพัท” ผู้ว่าการ กยท. บอกว่า กยท.มีนโยบายที่จะนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการบริหารงานมากขึ้น ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2564 ที่ผ่านมา กยท.ได้นำระบบรับชำระค่าธรรมเนียมส่งยางออกนอกราชอาณาจักรทางอิเล็กทรอนิกส์ แบบ Single Form (e-SFR) และระบบรับคำขอใบรับรองคุณภาพยาง (e-QC) ทางอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านระบบ National Single Window (NSW)

ระบบดังกล่าว เป็นระบบการบริการเชื่อมโยงข้อมูลหน่วยงานภาครัฐและภาคธุรกิจ สำหรับการนำเข้า-ส่งออก และโลจิสติกส์ ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และยุทธศาสตร์กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการสร้างความสามารถในการแข่งขัน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
ด้านขนส่งและเครือข่ายโลจิสติกส์ ตามเส้นทางยุทธศาสตร์ และยังสอดคล้องกับนโยบาย THAILAND 4.0 ในด้านการปรับปรุงประสิทธิภาพการบริการภาครัฐ (Service Reform)

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาระบบการบริหารจัดการขนส่งสินค้าและบริการของประเทศ (กบส.) มีนโยบายให้ปรับลดขั้นตอนกระบวนการทำงานของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวกับการนำเข้า-ส่งออก สินค้ายุทธศาสตร์ ได้แก่ น้ำตาล ข้าว ยางพารา สินค้า แช่แข็ง และวัตถุอันตราย ผ่านระบบ NSW เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการในการส่งยางออกฯ ลดปริมาณเอกสาร ขั้นตอนและระยะเวลาในการยื่นขอใบรับรองคุณภาพยาง และใบรับค่าธรรมเนียมส่งยางออกฯ ให้รองรับการเชื่อมโยงข้อมูลร่วมกับระบบรับคำขอใบอนุญาตผ่านด่านศุลกากร ในอนาคต โดยการบันทึกรายการครั้งเดียว ลดความผิดพลาด และความซ้ำซ้อนของข้อมูล รวมทั้งเพื่อให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการส่งยางออกนอกราชอาณาจักรที่ต้องใช้ข้อมูลร่วมกันได้รับข้อมูลที่ถูกต้องจากการบันทึกรายการครั้งเดียว

“เพื่อให้เป็นไปตามมติ กบส. ดังกล่าว กยท. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกสินค้า ยางพาราโดยมีหน้าที่จัดเก็บค่าธรรมเนียมการส่งยางออกฯ และให้บริการวิเคราะห์คุณภาพยางแก่ภาครัฐและเอกชน จึงได้บูรณาการกับกรมวิชาการเกษตร และกรมศุลกากร ร่วมกันดำเนินการศึกษา วิเคราะห์ และออกแบบระบบรับชำระค่าธรรมเนียมส่งยางออกฯ ให้รองรับการเชื่อมโยงข้อมูลร่วมกับระบบรับคำขอใบอนุญาตผ่านด่านศุลกากร แบบ Single Form และ ระบบรับคำขอใบรับรองคุณภาพยาง ผ่านระบบ NSW” ผู้ว่าการ กยท. กล่าว

สำหรับระบบรับชำระค่าธรรมเนียมส่งยางออกฯ ทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-SFR) กยท.จะเริ่มนำมาใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2564 เป็นต้นไป ยกเว้นผู้ประกอบการที่ชำระค่าธรรมเนียมผ่านธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงเทพ และผู้ประกอบการที่ชำระค่าธรรมเนียมประเภทยางผสมสารเคมี ให้ชำระผ่านทางระบบ e-CESS ตามเดิม ส่วนระบบรับคำขอใบรับรองคุณภาพยางทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-QC) กยท.จะนำเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในปี 2565

แม้การนำระบบรับชำระค่าธรรมเนียมส่งยางออกฯ ทางอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าวมาใช้ จะไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการระบาดของ COVID-19 แต่ก็สามารถช่วยให้การทำงานแบบเว้นระยะห่างได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ไม่ทำให้การส่งออกสะดุด สามารถช่วยลดการแพร่ระบาดของเชื้อโรคในทางอ้อมได้

หากผู้ส่งออกยางมีข้อสงสัยใดๆ หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ โทร 0-2433-2222 ต่อ 313,319 หรือ e-mail : ecess@raot.mail.go.th รับรองได้ความกระจ่างแน่นอน

รัฐศักดิ์ พลสิงห์

วิกฤติโควิดฉุดบริโภคสินค้าเกษตร 5 เดือนเสียหาย 13,895 ล้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/594545

วิกฤติโควิดฉุดบริโภคสินค้าเกษตร5เดือนเสียหาย13,895ล้าน

วิกฤติโควิดฉุดบริโภคสินค้าเกษตร5เดือนเสียหาย13,895ล้าน

วันศุกร์ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ในฐานะโฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ระลอกสามในครั้งนี้ ถือว่ารุนแรงและน่าจะยืดเยื้อ ซึ่งย่อมกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงอาจกล่าวได้ว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังมีแนวโน้มที่จะเผชิญกับความเสี่ยง และยังมีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย ได้คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2564 มีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวช้าลง โดยคาดว่าขยายตัวเพียงร้อยละ 0.7 (ข้อมูล ณ วันที่ 4 สิงหาคม 2564) เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรในไตรมาส 2 ปี 2564 สศก. พบว่า ขยายตัวร้อยละ 1.2 โดยปรับตัวดีขึ้น เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ของปี 2563 ที่หดตัวถึงร้อยละ 3.1 เนื่องจากปริมาณน้ำฝนที่เพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2563 และช่วงต้นปี 2564 ทำให้มีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกษตรกรสามารถทำการเพาะปลูกได้มากขึ้น รวมทั้งสภาพอากาศโดยทั่วไปที่เอื้ออำนวย และไม่ประสบปัญหาภัยแล้งที่รุนแรง ทำให้สถานการณ์การผลิตพืชและปศุสัตว์ดีกว่าปีที่ผ่านมา อีกทั้งราคาสินค้าเกษตรหลายชนิดปรับตัวสูงขึ้น จูงใจให้เกษตรกรเพิ่มปริมาณการผลิต โดยแนวโน้มเศรษฐกิจการเกษตร ทั้งปี 2564 สศก. ยังคาดว่าจะขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 1.7-2.7 ตามเดิมที่คาดการณ์ไว้

จากการวิเคราะห์ผลกระทบโควิด-19 พบว่า ภาคเกษตรได้รับผลกระทบจากโควิด-19 น้อยที่สุด เมื่อเทียบกับภาคอื่นๆโดยผลกระทบที่ได้รับมีสาเหตุหลักมาจากกำลังซื้อของผู้บริโภคต่อสินค้าเกษตรที่อ่อนตัวลงเพราะมาตรการที่ป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 เช่น การล็อกดาวน์ และการควบคุมพื้นที่การจำกัดเปิดร้านค้า และ ร้านอาหารต่างๆ โดยผลวิเคราะห์พบว่า กรณีโควิด-19 กระทบ 5 เดือน (เมษายน – สิงหาคม 2564) มูลค่าทางเศรษฐกิจการเกษตรในส่วนของการบริโภคสินค้าเกษตรในประเทศ จะลดลงรวมทั้งสิ้น 13,895 ล้านบาท เมื่อพิจารณาถึงผลกระทบจากโควิด-19 ที่มีต่อสาขาการผลิตทางการเกษตร 5 อันดับแรก (กรณี 5 เดือน) พบว่า สาขาการผลิตที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ การทำสวนผัก มูลค่าทางเศรษฐกิจลดลง 3,049 ล้านบาท รองลงมา คือ การทำสวนผลไม้ มูลค่าลดลง 2,061 ล้านบาท การทำนา มูลค่าลดลง 2,038 ล้านบาท การประมงทะเลและการประมงชายฝั่ง มูลค่าลดลง 1,007 ล้านบาท และการเลี้ยงสัตว์ปีก มูลค่าลดลง 908 ล้านบาท ตามลำดับ เนื่องจากโครงสร้างการบริโภคของประเทศไทย มีสัดส่วนค่าใช้จ่ายในการบริโภค ผัก ผลไม้ และข้าว มากที่สุด

อย่างไรก็ตาม แม้โควิด-19 จะส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทย แต่การส่งออกสินค้าเกษตรไทย ยังขยายตัวได้ดีตามเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า จึงนับเป็นอีกแรงสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้โดยเมื่อพิจารณาถึงการส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ของไทยไปยังตลาดโลก ในช่วงครึ่งแรกของปี 2564 (เดือนมกราคม-มิถุนายน) พบว่า มีมูลค่าอยู่ที่ 716,581 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2563 ซึ่งอยู่ที่ 669,079 ล้านบาท หรือเพิ่มร้อยละ 7.1 สินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์สำคัญที่มีปริมาณและมูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้น ได้แก่ มันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์ ยางพารา ทุเรียนและผลิตภัณฑ์ สับปะรดและผลิตภัณฑ์ ลำไยและผลิตภัณฑ์ เนื้อไก่และผลิตภัณฑ์ กุ้งและผลิตภัณฑ์ และน้ำมันปาล์ม ทั้งนี้ ตลาดส่งออกหลักที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เตรียมแนวทางดำเนินนโยบายทั้งในระยะสั้นและระยะยาวเพื่อสนับสนุนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ตลอดจนผลักดันนโยบายดังกล่าวให้เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการพัฒนาและปรับทักษะแรงงาน (upskill/reskill) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับเศรษฐกิจดิจิทัล (Smart Farm) ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยให้ยั่งยืนและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทยสามารถรองรับปัจจัยลบ ต่างๆ ที่จะกระทบต่อเศรษฐกิจ (economic shocks) ในอนาคตได้ดีขึ้น

ข่าวภูมิภาค : 13 สิงหาคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/594541

ข่าวภูมิภาค : 13 สิงหาคม 2564

วันศุกร์ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

โคราชรณรงค์เชิงรุกโครงการสัตว์ปลอดโรค

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่หมู่บ้านโพนสูง  ต.หมื่นไวย  อ.เมือง  จ.นครราชสีมา นายสัญญา ภักดิ์โพธิ์ ประชาสัมพันธ์จังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วยนายพิทยา แสงรุ่ง ผช.ปชส.นครราชสีมา  และนายอรุณ ขันโคกสูง ผู้ใหญ่บ้านโพนสูงฯ ลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์ให้ความรู้และรณรงค์ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ตามโครงการ สัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัย จากโรคพิษสุนัขบ้าประจำปี 2564 ตามพระราชปณิธานศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารีนายสัญญา ภักดิ์โพธิ์ ประชาสัมพันธ์จังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่าโครงการสัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัย จากโรคพิษสุนัขบ้า ตามพระราชปณิธานศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนกลุ่มเป้าหมายได้รับความรู้ที่ถูกต้องและสร้างความเชื่อมั่นโครงการสัตว์ปลอดโรคคนปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้า รวมทั้งการดูแลสุนัข แมว ให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี และเพื่อให้ประชาชนกลุ่มเป้าหมายสนับสนุนให้ความร่วมมือ และมีส่วนร่วมในกิจกรรมของหน่วยงานภาครัฐในการดูและการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในชุมชน

พังงา อุตุฯ เตือน ฝนตกหนัก คลื่นลมแรง

ผู้สื่อข่าวรายงาน มรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ประกอบกับมีหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมเวียดนามตอนบน ทำให้จังหวัดพังงา บรรยากาศทั่วไปท้องฟ้ามืดครึ้มฝนฟ้าคะนองมีฝนตกหนักถึงหนักมากสลับกับมีลมกระโชกแรงตลอดทั้งวัน ส่วนคลื่นลมบริเวณชายหาดนางทอง หมู่ 7 บ้านบางหลาโอน ต.คึกคัก อ.ตะกั่วป่า พบว่าคลื่นในทะเลมีกำลังแรง น้ำทะเลมีสีขุ่น
ความสูงของคลื่น 2 เมตร ส่วนที่บ้านลำภี หมู่ 5 ต.ทุ่งมะพร้าว อ.ท้ายเหมือง บริเวณลำคลองปริมาณน้ำเริ่มสูงขึ้นเรื่อย น้ำมีสีขุ่นแดง
และได้ไหลเข้าท่วมสวนยางพารา สวนปาล์มน้ำมัน ของชาวบ้าน หากฝนยังไม่หยุดคาดว่าจะขยายวงกว้างอย่างแน่นอนขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือนทั่วไทยมีฝนตกหนัก 40-70% อันทะเลอันดามันคลื่นมีความสูง 2 เมตร พร้อมเฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากภาคใต้ฝั่งตะวันตก ขอให้ประชาชนบริเวณพื้นที่เสี่ยงภัยระวังอันตรายจากฝนตกหนัก และฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่า
ไหลหลากได้ขอให้ชาวเรือบริเวณดังกล่าวเดินเรือด้วยความระมัดระวังบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง

บทความพิเศษ : ร้านสหกรณ์พนักงานรพ.บ้านแพ้วปรับตัวใช้ออนไลน์ ช่องทางหลักลดสัมผัสสมาชิก-สกัดโควิดระบาด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/594350

บทความพิเศษ : ร้านสหกรณ์พนักงานรพ.บ้านแพ้วปรับตัวใช้ออนไลน์  ช่องทางหลักลดสัมผัสสมาชิก-สกัดโควิดระบาด

บทความพิเศษ : ร้านสหกรณ์พนักงานรพ.บ้านแพ้วปรับตัวใช้ออนไลน์ ช่องทางหลักลดสัมผัสสมาชิก-สกัดโควิดระบาด

วันพฤหัสบดี ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ร้านสหกรณ์พนักงานโรงพยาบาลบ้านแพ้ว จำกัดจังหวัดสมุทรสาคร เป็นอีกหนึ่งหน่วยงานที่มีศักยภาพในการบริหารงาน จนได้รับการคัดเลือกให้เป็นสหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติประจำปี 2564 ประเภทสหกรณ์ร้านค้า โดยสหกรณ์แห่งนี้ดำเนินธุรกิจมากว่า 16 ปี ปัจจุบันมีสมาชิกสามัญจำนวน 560 ราย ดำเนินกิจการจำหน่ายสินค้าให้กับสมาชิก และบุคคลทั่วไปที่มาใช้บริการกับทางโรงพยาบาลบ้านแพ้ว เช่น อุปกรณ์ของใช้ที่จำเป็นของผู้ป่วย รวมถึงอาหาร และอุปกรณ์ทางการแพทย์ ทางสหกรณ์ฯ มีการปรับปรุง และพัฒนากิจการของสหกรณ์อยู่เสมอ จนทำให้เกิดการหมุนเวียนรายได้ และสร้างความเข้มแข็งให้องค์กร

คุณภัทกาญจน์ พลับทอง ผู้จัดการร้านสหกรณ์พนักงานโรงพยาบาลบ้านแพ้ว จำกัด เปิดเผยว่า ร้านสหกรณ์ฯ ได้มีการจัดวางสินค้าอย่างเป็นระเบียบตามหมวดหมู่ เพื่อสร้างภาพลักษณ์และสภาพแวดล้อมที่ดีให้เป็นที่พึงพอใจแก่ผู้มาใช้บริการ โดยการดำเนินงานของสหกรณ์ฯ จะเน้นบริการอย่างครอบคลุมให้แก่สมาชิก และเปิดโอกาสให้สมาชิกตอบแบบสอบถามว่าต้องการให้ทางสหกรณ์ฯ นำสินค้าตัวใดเข้ามาจำหน่ายให้กับสมาชิก ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเจ้าหน้าที่พยาบาลและแพทย์ที่อาศัยอยู่ในหอพัก จึงมีความต้องการสินค้าที่จำเป็นทั่วๆ ไป โดยเฉพาะอาหารที่พร้อมทานสะดวก

จุดเด่นในการให้บริการของทางสหกรณ์คือ การนำเอาเทคโนโลยี หรือสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งเป็นที่นิยมในปัจจุบัน เข้ามาเป็นช่องทางในการสื่อสาร เนื่องจากสมาชิกแต่ละท่านอาจจะมีการทำงานในช่วงเวลาที่ไม่ตรงกัน ทำให้การนัดประชุม หรือการส่งเอกสารแบบเดิมเป็นไปได้ล่าช้า ดังนั้นสหกรณ์ฯ จึงใช้ช่องทาง Line และ Facebook เป็นช่องทางในการประชาสัมพันธ์ ทั้งในเรื่องของการแจ้งผลประชุมประจำปี และแจ้งรายการสินค้าช่วงโปรโมชั่น ลดราคา รวมไปถึงอำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมทางการเงินให้แก่สมาชิก ผ่านช่องทาง รหัสสมาชิก, QR Code, Mobile Banking, E-Banking หรือหักผ่านบัญชีเงินเดือน เป็นการทำระบบการจำหน่ายสินค้าและบริการให้ทันสมัย ซื้อขายกันในรูปแบบออนไลน์เพื่อลดการสัมผัส ลดข้อผิดพลาดในการทอนเงิน และเพิ่มความสะดวกสบายโดยที่สมาชิกไม่เสียสิทธิในการสะสมแต้ม ส่งผลให้ปริมาณธุรกิจของสหกรณ์เพิ่มขึ้นทุกปี ในขณะที่สมาชิกก็ได้รับผลประโยชน์จากโครงการดังกล่าวมากกว่าร้อยละ 80 ส่วนผลการดำเนินงานในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา สหกรณ์มีความมั่นคง และมีฐานะทางเศรษฐกิจดี สามารถดำเนินงานและประสบความสำเร็จ สหกรณ์มีทุนของตนเอง และทุนสำรองเพิ่มขึ้นทุกปี อัตราส่วนทุนสำรองต่อสินทรัพย์ อัตราส่วนทุนหมุนเวียนมีการเปลี่ยนแปลงในระดับที่สูงขึ้น โดยในภาพรวมสหกรณ์ฯ มีทุนดำเนินงานราว 21 ล้านบาทปริมาณธุรกิจ ราว 33 ล้านบาท ทั้งนี้ การดำเนินงานของสหกรณ์ในทุกกิจกรรม จะมีกรมส่งเสริมสหกรณ์คอยให้คำแนะนำว่าควรดำเนินการไปในทิศทางใด ควรปรับแก้อย่างไรบ้าง และจะมีการประเมินผลเป็นประจำทุกปี

สำหรับในส่วนสวัสดิการให้กับสมาชิก คุณภัทกาญจน์บอกว่า สหกรณ์จะเน้นการจัดสวัสดิการที่หลากหลาย ได้แก่ สวัสดิการมอบทุนบุตรสมาชิก ค่าเล่าเรียนบุตร สวัสดิการช่วยเหลือค่าทำศพสมาชิกและญาติสายตรง สวัสดิการรักษาพยาบาลสมาชิก เจ้าหน้าที่และลูกจ้าง สวัสดิการให้บุตรสมาชิกฝึกอาชีพ เป็นต้น และยังมีสวัสดิการช่วยเหลือในกรณีพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 แม้ทางร้านค้าสหกรณ์ฯจะได้รับผลกระทบ มียอดขายลดลงถึงร้อยละ 60 แต่ก็มีสวัสดิการช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน โดยจัดทำคูปองเงินสดราคา 500 บาท ให้กับสมาชิกทุกคนเพื่อนำมาซื้อของใช้ที่จำเป็น

“การดำเนินงานของสหกรณ์ฯ เป็นลักษณะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน การที่เราใช้บริการในร้านค้าของสหกรณ์ทำให้เกิดการหมุนเวียนรายได้ และยังทำให้สหกรณ์มีผลกำไร สมาชิกได้รับเงินปันผลและสิทธิประโยชน์อื่นๆอีกมากมาย ซึ่งที่ผ่านมา สหกรณ์ฯ ได้มีการจัดสรรผลประโยชน์ให้แก่สมาชิกไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10 มาตลอดทุกปี ยิ่งสมาชิกมีความร่วมมือทำธุรกิจกับสหกรณ์ฯ สหกรณ์ฯ ก็ยิ่งมีกำไรเยอะ มีความเข้มแข็ง การแบ่งผลประโยชน์ก็ยิ่งกลับไปหาสมาชิกเยอะเช่นกัน” คุณภัทกาญจน์กล่าวทิ้งท้าย

ซอกแซกอาเซียน : 12 สิงหาคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/594349

ซอกแซกอาเซียน  : 12 สิงหาคม 2564

ซอกแซกอาเซียน : 12 สิงหาคม 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อช่วงกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สำนักเลขานุการแอปเตอร์ ก็ได้มีโอกาสเข้าไปร่วมประชุมประจำปี 2021 ร่วมกับคณะกรรมการสำรองอาหารเพื่อความมั่นคงแห่งอาเซียน หรือ ASEAN Food Security Reserve Board: AFSRB พร้อมทั้งเสนอผลการดำเนินงานขององค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสามด้วย การประชุมของคณะกรรมการครั้งนี้ได้จัดโดยใช้ระบบทางไกลเช่นเคย ก็อย่างที่ผมได้เคยเขียนรายงานไปแล้วในคราวก่อนๆ เพราะได้มีการประชุมกันทุกปี
และฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการฯ ก็คือกรมการค้าต่างประเทศ ของกระทรวงพาณิชย์ไทยเรานี่เอง ปกติก็จะเวียนจัดไปตามประเทศต่างๆ ที่เป็นสมาชิกอาเซียนตามลำดับตัวอักษร ซึ่งก็เป็นแนวเดียวกับการประชุมคณะมนตรีแอปเตอร์นี่แหละ หากแต่เวทีนี้มีเฉพาะ 10 ประเทศอาเซียนล้วนๆ ไม่มีจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้เข้ามาร่วมด้วย

ความจริงในเรื่องของความมั่นคงทางอาหารนั้น ถือเป็นเรื่องสำคัญมากทั้งในระดับโลก และระดับอาเซียน เพราะประชากรของโลกยังมีฐานะยากจนอยู่เป็นจำนวนมาก รวมถึงประชากรของสิบประเทศในภูมิภาคอาเซียนด้วย ดังนั้นสำนักเลขาธิการอาเซียนที่ตั้งอยู่กรุงจาการ์ตา จึงกำหนดเป็นแผนงานและเร่งรัดผลักดันในอันที่จะแก้ไขปัญหานี้แต่กระนั้นก็ตาม จะว่าไปแล้ว ในการปฏิบัติตามแผนดังกล่าว กลไกที่จะช่วยดำเนินงานทั้งหลาย ทางฝ่ายเลขาธิการอาเซียนหาได้มีเป็นของตนเองแต่อย่างใด ต้องอาศัยกลไกปกติระดับประเทศ ซึ่งก็คือภาครัฐของประเทศสมาชิกเองเป็นตัวขับเคลื่อน จะมีก็เพียงบางองค์กรที่ทำหน้าที่ช่วยเหลือประชาชนในยามที่ประสบกับความขาดแคลนอาหาร เช่น AHA Center และ APTERR รวมทั้ง หน่วยรวบรวมวิเคราะห์ข้อมูลอย่าง AFSIS ซึ่งทั้งสามหน่วยในการปฏิบัติงาน จะว่าไปแล้วก็มักไม่เกี่ยวกับแผนที่ว่านั้นโดยตรงเท่าใดนัก คณะกรรมการสำรองอาหารเพื่อความมั่นคงแห่งอาเซียนเอง ฟังดูชื่อแล้ว ก็น่าจะมีบทบาทในด้านการบริหารแผนเกี่ยวกับความมั่นคงทางอาหาร ทว่าในการประชุมแต่ละปีก็ไม่มีประเด็นที่พูดถึงเลย ทั้งหมดเป็นการรายงานสถานการณ์การผลิตพืชอาหารทั้งในภาพรวมและในแต่ละประเทศเท่านั้น

ฟังดูแล้ว ประโยชน์ในการประชุมในความคิดเห็นส่วนตัวของผม รู้สึกว่ายังไม่มากเท่าที่ควร แต่ก็เป็นธรรมชาติขององค์การระหว่างประเทศแบบนี้ ที่ทำได้ก็เพียงกำหนดเป็นแผนไว้แบบกว้างๆ ส่วนประเทศสมาชิกใดจะทำหรือไม่ทำก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะจริงๆ แล้ว ทุกประเทศก็มักจะมีเป้าหมายพัฒนาประเทศเป็นที่สอดคล้องอยู่แล้ว คือ การขจัดความยากจน การพัฒนาการผลิตพืชอาหาร แต่การออกแบบวิธีการพัฒนาก็ต้องขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของสภาพสังคม เศรษฐกิจ การเมือง รวมทั้งงบประมาณของแต่ละประเทศ ยิ่งถ้าเป็นประเทศที่ร่ำรวยอย่างเช่น บรูไนดารุสซาลาม และสิงคโปร์ ถึงแม้ว่าแทบจะไม่มีพื้นที่ผลิตพืชอาหารในประเทศเลย แต่ก็แทบจะพูดได้ว่าทั้งสองประเทศไม่มีปัญหาด้านความมั่นคงทางอาหารเลย เพราะมีเงินที่จะซื้อหาเอาได้จากประเทศอื่นๆ ที่ผลิตได้ ไม่ว่าจะเป็น ข้าว ข้าวโพด ถั่วเหลือง หรืออ้อยน้ำตาล ในการประชุมครั้งนี้ แอปเตอร์เองก็ได้รายงานผลของการส่งข้าวสารไปช่วยเหลือประเทศสมาชิกที่ประสบภัยจนเกิดการขาดแคลนในปีที่ผ่านมา จำนวนกว่า 5,000 ตัน ซึ่งได้ช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาด้านความมั่นคงทางอาหารรวมทั้งได้สร้างความประทับใจให้แก่ประชาชนอาเซียนเป็นจำนวนเกือบล้านคนทีเดียวครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

เปิดสาเหตุดัน ‘ไข่’ ราคาพุ่ง ผู้เลี้ยงประสานเสียงยันไม่ขาดแคลน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/594283

เปิดสาเหตุดัน‘ไข่’ราคาพุ่ง ผู้เลี้ยงประสานเสียงยันไม่ขาดแคลน

เปิดสาเหตุดัน‘ไข่’ราคาพุ่ง ผู้เลี้ยงประสานเสียงยันไม่ขาดแคลน

วันพุธ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 16.12 น.

ผู้เลี้ยงไก่ไข่เหนือ-ใต้-อีสาน ประสานเสียงยืนยันราคาหน้าฟาร์มไม่ขยับ ด้วยเข้าใจสถานการณ์โควิดลำบากกันทุกคน คาดติดปัญหากระจายเฉพาะที่  มั่นใจผลผลิตปัจจุบันเพียงพอบริโภค

11 สิงหาคม 2564 นายสุเทพ สุวรรณรัตน์ นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ภาคใต้ เปิดเผยว่า ปัจจุบันผลผลิตไข่ไก่ที่มีอยู่ในระบบยังมีปริมาณตามปกติ ที่  41-42 ล้านฟองต่อวัน และจากมาตรการรัฐที่ให้ยืดอายุแม่ไก่ยืนกรง จะทำให้ปริมาณไข่ไก่เพิ่มอีก 3 ล้านฟองต่อวัน รวมเป็น 44-45 ล้านฟองต่อวันในสิ้นเดือนสิงหาคมนี้ เป็นปริมาณที่เพียงพอกับความต้องการบริโภคในประเทศอย่างแน่นอน ที่สำคัญคือราคาขายหน้าฟาร์มเกษตรกรยังอยู่ในระดับเดิมตามที่กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ขอความร่วมมือไว้ จึงแปลกใจว่าทำไมราคาไข่ไก่ในหลายพื้นที่มีการปรับสูงขึ้น

“ต้องยอมรับว่าในสถานการณ์การระบาดโควิด-19 ที่มีหลายจังหวัดในพื้นที่สีแดงเข้มถูกล็อกดาวน์ การขนส่งผลผลิตไข่ไก่ให้กับห้างต่างๆ  จึงทำได้ไม่สะดวกนัก ส่งได้เพียงวันละหนึ่งเที่ยว หากว่ามีคนซื้อมากกว่าปกติ ก็จะทำให้เติมไม่ทัน ยืนยันว่าผลผลิตไข่ไก่ที่มีอยู่ขณะนี้เพียงพอกับความต้องการบริโภคในประเทศอย่างแน่นอน ความต้องการที่ดูเหมือนว่ามีเพิ่มขึ้นช่วงนี้น่าจะเป็นเพราะผู้บริโภคซื้อตุนไว้ เพื่อลดความถี่ในการออกนอกบ้าน จากปกติซื้อที่ 10 ฟอง ก็เพิ่มเป็น 90-120 ฟอง เราเองก็เห็นใจผู้บริโภค ก็ต้องประคับประคองกันไป เพื่อก้าวผ่านโควิด-19 ไปด้วยกัน” นายสุเทพ กล่าว

นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ภาคใต้ กล่าวด้วยว่า ปัญหาราคาไข่ที่สูงขึ้นช่วงนี้ อยู่ที่พ่อค้าคนกลางเป็นสำคัญ ซึ่งทางสมาคมฯได้ย้ำให้เกษตรกรระมัดระวังไม่ขายผลผลิตไข่ให้คนแปลกหน้า แต่จะขายให้เฉพาะลูกค้าประจำ สำหรับต้นทุนการเลี้ยง ขณะนี้มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ยพุ่งขึ้นมาใกล้เคียงเกือบเท่าราคาที่ขายหน้าฟาร์มแล้ว จากช่วงไตรมาสที่สองต้นทุนอยู่ที่ฟองละ 2.76 บาท และมีแนวโน้มต้นทุนสูงขึ้นอีกจากวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ปรับราคาสูงขึ้นต่อเนื่อง ทั้งข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และกากถั่วเหลือง ทำให้ตอนนี้ผู้เลี้ยงแทบไม่มีกำไรเลย

ด้านนายสุวัฒน์ แพร่งสุวรรณ์ ประธานชมรมไข่ไก่ภาคอีสาน เปิดเผยว่า การที่ราคาไข่ในขณะนี้ดีดตัวขึ้น มาจากความต้องการที่เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากผลผลิตส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้สำหรับผู้กักตัวที่โรงพยาบาลสนามต่างๆ ซึ่งเป็นผู้ป่วยจากกทม.ที่กลับมารักษาตัวที่ภูมิลำเนาของตนเองมากขึ้น เพราะไข่ไก่เป็นสินค้าที่นำมาประกอบอาหารได้ง่าย และเก็บรักษาไม่ยาก ขณะที่ราคาขายหน้าฟาร์มอยู่ในระดับที่กรมการค้าภายในขอความร่วมมือ  โดยปกติไข่ไก่ในภาคอีสาน ส่วนใหญ่จะเป็นผลผลิตส่วนเกินของภาคอื่น ซึ่งปัจจุบันมีปริมาณที่ลดลงบ้างจากช่วงปกติ จากที่ภาคอื่นๆมีความต้องการเพิ่มขึ้นดังกล่าว

ส่วนนายอุ่นเรือน ต้นสัก ประธานสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่เชียงใหม่-ลำพูน จำกัด กล่าวว่า ปริมาณไข่ไก่ในพื้นที่ทางภาคเหนือมีเพียงพอกับความต้องการบริโภค ไม่มีปัญหาขาดแคลน และจำหน่ายตามราคาที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด พร้อมขอให้ภาครัฐช่วยดูแลให้ราคาไข่ไก่มีเสถียรภาพ รวมทั้งวัตถุดิบอาหารสัตว์ ทั้งข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และกากถั่วเหลืองให้อยู่ในระดับที่เกษตรกรผู้เลี้ยงพอจะสามารถลืมตาอ้าปากได้

พรรคกล้าปลื้ม! ‘กรณ์-วรวุฒิ’ ไลฟ์สดขายมังคุดใต้ 10 ตัน หมดใน 1 ชั่วโมง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/594181

พรรคกล้าปลื้ม! 'กรณ์-วรวุฒิ'ไลฟ์สดขายมังคุดใต้ 10 ตัน หมดใน 1 ชั่วโมง

พรรคกล้าปลื้ม! ‘กรณ์-วรวุฒิ’ไลฟ์สดขายมังคุดใต้ 10 ตัน หมดใน 1 ชั่วโมง

วันพุธ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 10.48 น.

พรรคกล้าปลื้ม! “กรณ์-วรวุฒิ”ไลฟ์สดขายมังคุดใต้ 10 ตัน หมดใน 1 ชั่วโมง ป๊อกป๊อก-มูฟมี ส่งฟรีทั่วกรุง เตรียมขยายผลช่วยขายสินค้าเกษตรอื่นต่อสัปดาห์ละครั้ง แนะเกษตรกรใช้เทคโนโลยีไม่ต้องพึ่งคนกลาง

เมื่อเวลา 19.00 น.วันที่ 10 สิงหาคม 2564 ที่ผ่านมา เพจ PokPok รถอาหารแสนอร่อย ทำการไลฟ์สด ขายมังคุดเกรดพรีเมียม จากสวน อ.ลานสกา จ.นครศรีธรรมราช และ อ.หลังสวน จ.ชุมพร จำนวน 10 ตัน โดยมี นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า , นายวรวุฒิ อุ่นใจ รองหัวหน้าพรรค , นายสราวุฒิ สุวรรณรัตน์ ผู้กล้า จ.นครศรีธรรมราช ร่วมกับ PokPok บริษัทสตาร์ทอัพที่เกิดจากโครงการ กล้าสตาร์ทอัพ และตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า Muvmi มาช่วยกันขายมังคุดเพื่อช่วยเกษตรกรชาวสวนในภาคใต้ ที่ประสบปัญหาราคาตกต่ำ ราคาซื้อขายหน้าสวนเพียงกิโลกรัมละ 3 – 6 บาท ทาง PokPok ได้ซื้อมาในราคากิโลกรัมละ 20 บาท ซึ่งเป็นราคาที่เกษตรกรได้กำไรและอยู่ได้ บรรจุใส่ลังอย่างดีลังละ 10 กิโลกรัม จำหน่ายลังละ 300 บาท ไม่คิดค่าบริการขนส่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทันทีที่เปิดให้สั่งสินค้า มีคนสนใจสั่งมังคุดจำนวนมาก เนื่องจากส่วนใหญ่เชื่อมั่นว่ามังคุดภาคใต้เป็นมังคุดที่อร่อยที่สุด ส่งผลให้สามารถขายหมดภายในเวลา 1 ชั่วโมง และในวันที่ 11 สิงหาคม 2564 นี้ PokPok และตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า Muvmi จะทยอยส่งให้ลูกค้าในเขตกรุงเทพมหานครตามออเดอร์ คาดว่าจะสามารถดำเนินการส่งให้แล้วเสร็จภายใน 3 วัน

นายกรณ์ กล่าวว่า มังคุดล็อตที่นำมาจำหน่ายในครั้งนี้ เก็บจากสวน เมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 สิงหาคม ที่ผ่านมา ทำให้ยังมีความสด รสชาติ หวานอร่อย และที่พิเศษคือ สวนลุงโอ๋ จ.ชุมพร เป็นมังคุดออการ์นิกส์ ลังที่ใช้บรรจุมังคุด จะมีข้อมูลเพื่อตรวจสอบย้อนกลับได้ ว่ามาจากสวนไหน คือมีทั้งชื่อ เบอร์โทรศัพท์ และคิวอาร์โค้ด ซึ่งถือว่าเป็นพัฒนาการที่ดีของเกษตรกร ที่กล้าการันตีผลผลิตของตัวเอง

นายวรวุฒิ กล่าวว่า หลังจากที่ แพลตฟอร์ม PokPok ซึ่งเกิดจากโครงการ กล้าสตาร์ทอัพ ประสบความสำเร็จจากการสรรหาอาหารอร่อยจากที่ต่างๆ ทั่วกรุงเทพมหานคร ส่งตรงผู้บริโภคถึงบ้าน โดยไม่คิดค่า GP ทุกคนสามารถได้รับประทานของอร่อยในราคาเท่ากับไปที่ร้าน โดยไม่ต้องเดินทาง หลังจากที่ดำเนินงานมาได้ 3 เดือนได้รับผลตอบรับดีมาก วันนี้ PokPok จึงมาช่วยเหลือเกษตรกรในช่วงที่ผลผลิตทางการเกษตรราคาตกต่ำ เหมือนเราได้ช่วยติดอาวุธให้เกษตรกร ให้รู้จักการใช้เทคโนโลยีในการจำหน่ายผลผลิตของเขา เพราะปกติมังคุดต้องไปซื้อตามห้างหรือตามตลาด และหากเป็นผลไม้คัดเกรด ราคาจะค่อนข้างสูง แต่วันนี้เราขายผลไม้เกรดพรีเมี่ยม สดจากสวนใต้ ลังละ 300 บาท บรรจุ 10 กิโลกรัม ซึ่งรวมค่าขนส่งไว้ทั้งหมดแล้ว ปกติ 10 กิโลกรัม ค่าขนส่งก็ประมาณ 100 บาท เท่ากับเราขายเกือบเท่าราคาทุน

นายวรวุฒิ กล่าวด้วยว่า การขายสินค้าที่ลูกค้ายังไม่เห็นสินค้า สิ่งสำคัญคือต้องสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าว่าสินค้าดีจริง พรรคกล้า ได้ลงไปช่วยแนะนำให้ทำระบบตรวจสอบย้อนกลับ คือเจ้าของสวนเอาชื่อเบอร์โทร มีคิวอาร์โค้ดให้สั่งซื้อวันหลังได้ แปะไว้บนกล่องบรรจุ หากของไม่ดีจริงเขาก็เสียชื่อ เพราะฉะนั้นสินค้าต้องมีคุณภาพ แพคเกจต้องไม่บุบไม่ยุบ ไม่ทำให้ผลไม้เสียหาย อย่างไรก็ตามการช่วยขายครั้งนี้ เป็นการช่วยแบบชั่วคราว แต่สิ่งที่เราต้องการจริงๆ คือ ทำให้เกษตรกรรู้ว่า การขายสินค้าเกษตรวันนี้ สามารถทำได้ด้วยเทคโนโลยีออนไลน์ ถ้าเขารู้จักใช้เทคโนโลยี ในอนาคตก็ไม่ต้องพึ่งเรา ไม่ต้องพึ่งล้ง เขาสามารถที่จะขายกันเองได้ในราคาที่ดี เสียดายช่วงนี้ ระบบโลจิสติกส์มีปัญหา ทำให้ส่งสินค้าไม่ได้ในบางพื้นที่ หากไม่มีปัญหา เราก็จะแนะนำให้ผู้ซื้อโอนเงินตรงให้ชาวสวน และให้พวกเขาจัดส่งไปยังผู้บริโภคทั่วประเทศเอง

“อนาคตโครงการแบบนี้ จะไม่ได้ขายเฉพาะมังคุด แต่เราจะไลฟ์ช่วยเกษตรกรขายผลไม้อื่น สัปดาห์ละครั้ง เช่น ลำไย ลองกอง ส้ม ส้มโอ ฯลฯ เพื่อให้เกษตรกรได้เรียนรู้ด้วยตัวเอง สอนบุตรหลานให้ขายของเป็น เพื่อให้เขาอยู่รอด และได้กำไรจากการทำเกษตรกรรม” นายวรวุฒิ กล่าว

สกู๊ปพิเศษ : ‘เราคนเพชรต้องช่วยกัน’ สส.สุชาติลุยภารกิจพิชิตโรคระบาด ส่งของอุปโภค-บริโภคช่วยประชาชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/594101

สกู๊ปพิเศษ : ‘เราคนเพชร ต้องช่วยกัน’  สส.สุชาติลุยภารกิจพิชิตโรคระบาด  ส่งของอุปโภค-บริโภคช่วยประชาชน

สกู๊ปพิเศษ : ‘เราคนเพชร ต้องช่วยกัน’ สส.สุชาติลุยภารกิจพิชิตโรคระบาด ส่งของอุปโภค-บริโภคช่วยประชาชน

วันพุธ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สส.สุชาติ อุสาหะ เพชรบุรี เขต 3 และ “กลุ่มเพื่อน สส.เปี๊ยก”ลุยช่วยเหลือพื้นที่หนองหญ้าปล้อง-แก่งกระจาน ร่วมมอบเครื่องอุปโภค-บริโภค เต็นท์ผ้าใบเครื่องฉีดพ่นแอลกอฮอล์ สนับสนุน และเป็นกำลังใจให้บุคลากรทางการแพทย์ ช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ ผู้ป่วยติดเตียง และผู้ด้อยโอกาส ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19

นายสุชาติ อุสาหะ สส.เพชรบุรี เขต 3 พรรคพลังประชารัฐและ“กลุ่มเพื่อน สส.เปี๊ยก”ได้ร่วมกันนำเครื่องอุปโภค-บริโภค อาทิ ข้าวสาร อาหารแห้ง เป็นต้น จำนวน 250 ชุด ไปมอบให้นายประสูตร หอมบรรเทิง นายอำเภอแก่งกระจาน และนายสุขประเสริฐ ทับสี สสอ.แก่งกระจาน เพื่อนำไปแจกจ่ายให้แก่กลุ่มผู้ป่วยติดเตียงซึ่งมีฐานะยากจน กลุ่มผู้ยากไร้และผู้ด้อยโอกาส ในพื้นที่รับผิดชอบที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 พร้อมกันนี้ยังได้จัดมอบของ อุปโภค-บริโภค อีก จำนวน 220 ชุด ไปมอบให้ชุมชนในพื้นที่ อ.หนองหญ้าปล้อง โดยมีนายทวิช เที่ยวมาพบสุข นายอำเภอหนองหญ้าปล้อง และ น.ส.สุมาลี จันทรสุขโข สสอ.หนองหญ้าปล้อง รับมอบเพื่อ นำไปแจกจ่ายให้แก่กลุ่มผู้ป่วยติดเตียงซึ่งมีฐานะยากจน กลุ่มผู้ยากไร้และผู้ด้อยโอกาสที่อยู่ในความดูแล ณ ศาลาประชาคม อ.หนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี

นอกจากนี้ ยังร่วมกันไปมอบเต็นท์ผ้าใบ จำนวน 1 หลัง สำหรับประชาชนที่รอเข้ามาใช้บริการในการรักษา และเครื่องฉีดพ่นแอลกอฮอล์ จำนวน 5 เครื่อง เพื่อดูแล ให้แก่ พญ.อนุธิดาประทุม ผอ.รพ.แก่งกระจาน เพื่อนำไปใช้ในภารกิจของโรงพยาบาล ณ รพ.แก่งกระจาน อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี อีกด้วย

สส.สุชาติ กล่าวว่า ขอขอบคุณบุคลากรทางการแพทย์ทุกท่านที่เสียสละ และมุ่งมั่นในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนชาวเพชรบุรีมาโดยต่อเนื่อง และขอขอบคุณ สจ.อุทิศ เพิ่มทรัพย์ สจ.สุชาติ สมใจ สจ.เขต อ.แก่งกระจาน ผอ.มีชัย ปฏิยุทธผอ.โครงการส่งน้ำแก่งกระจาน รวมทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้านทุกท่านที่ให้เกียรติไปร่วมรับมอบสิ่งของดังกล่าว

“ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกท่านและขอขอบคุณบุคลากรทางการแพทย์ที่เสียสละและมุ่งมั่นในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนชาวเพชรบุรีมาโดยต่อเนื่อง สำหรับกระผมในฐานะสส. ยินดีให้ร่วมมือและพร้อมสนับสนุนภารกิจของพวกท่านอย่างเต็มกำลังความสามารถเพื่อพิชิตโรคระบาดในครั้งนี้ไปด้วยกัน”

ศิลปิน-แฟนเพลงร่วมรำลึก 13 ปี ‘ยอดรัก สลักใจ’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/594102

ศิลปิน-แฟนเพลงร่วมรำลึก13ปี‘ยอดรัก สลักใจ’

วันพุธ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วัดหาดแตงโม อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร ชมรมเรารักยอดรัก สลักใจ พร้อมด้วยแฟนเพลง ร่วมจัดงานครบรอบ 13 ปีการจากไปของ “ยอดรัก
สลักใจ” หรือ ส.ต.ต.นิพนธ์ ไพรวัลย์ ขุนพลเพลงลูกทุ่งขวัญใจชาวไทย ที่เสียชีวิตเมื่อวันที่ 9 ส.ค. 2551 เพื่อเป็นการรำลึกถึง “ยอดรัก สลักใจ”

โดยชมรมเรารักยอดรัก สลักใจพร้อมด้วยแฟนเพลง ร่วมกันจัดงานรำลึก 13 ปี ของยอดรัก สลักใจ ที่วัดหาดแตงโม ซึ่งเป็นบ้านเกิดของยอดรักอย่างเรียบง่ายในช่วงสถานการณ์โควิด โดยมีการทำบุญถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุสงฆ์ที่จำพรรษาอยู่ที่วัดหาดแตงโม ส่วนบริเวณที่หน้าศาลา ซึ่งเป็นที่ตั้งหุ่นรูปปั้นยอดรักได้ทำพิธีบวงสรวงดวงวิญญาณของยอดรัก ด้วยอาหารคาวหวาน มีแฟนคลับ และแฟนเพลงของยอดรัก ที่อยู่ใน จ.พิจิตร เดินทางมากราบไหว้ ทำบุญอุทิศส่วนกุศล ขณะที่กลุ่มศิลปิน ยังร่วมนำเครื่องดนตรี มาขับร้องบทเพลงของยอดรัก สลักใจ ที่ขับร้องไว้เพื่อรำลึกถึงบทเพลงของขุนพลเพลงลูกทุ่งขวัญใจชาวไทย

กรมชลฯพัฒนาลุ่มน้ำอิงเพิ่มศักยภาพเก็บกักน้ำ ช่วยชาวพะเยา-เชียงรายพ้นอุทกภัยภัยแล้งซ้ำซาก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/594105

กรมชลฯพัฒนาลุ่มน้ำอิงเพิ่มศักยภาพเก็บกักน้ำ  ช่วยชาวพะเยา-เชียงรายพ้นอุทกภัยภัยแล้งซ้ำซาก

กรมชลฯพัฒนาลุ่มน้ำอิงเพิ่มศักยภาพเก็บกักน้ำ ช่วยชาวพะเยา-เชียงรายพ้นอุทกภัยภัยแล้งซ้ำซาก

วันพุธ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า โครงการพัฒนาลุ่มน้ำอิง เป็นหนึ่งในแผนพัฒนาแหล่งน้ำในกลุ่มภาคเหนือตอนบน เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวประสบปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งซ้ำซาก ส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่จังหวัดเชียงรายและพะเยา ซึ่งกรมชลประทานได้ดำเนินการพัฒนาลุ่มน้ำอิง เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ ตามนโยบายของรัฐบาล นำโดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) และนโยบายของ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ต้องการฟื้นฟูแหล่งน้ำ เพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักน้ำ แก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันต้องไม่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีพของประชาชนในพื้นที่โดยรอบโครงการ

จากสภาพปัญหาของลุ่มน้ำอิง พบว่าพื้นที่ลุ่มน้ำอิงทั้งหมด 7,239 ตร.กม. ครอบคลุมพื้นที่ 17 อำเภอ แบ่งเป็นจังหวัดเชียงราย 10 อำเภอและจังหวัดพะเยา 7 อำเภอ รวมระยะทางตลอดลำน้ำอิงยาว 314 กม. ลักษณะสภาพลำน้ำอิงรับน้ำจากเนินเขาสูง ลักษณะดินเป็นดินทราย และมีปัญหาตื้นเขินจากการทับถมของตะกอนดินประกอบกับปริมาณน้ำท่าในลุ่มน้ำอิงปีละประมาณ 1,300 ล้านลบ.ม. แต่ความสามารถในการเก็บกักน้ำยังไม่เต็มศักยภาพ ทำให้น้ำจากต้นน้ำอิงที่จังหวัดพะเยา ไหลลงไปที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ลงสู่แม่น้ำโขงกว่า 1,200 ล้าน ลบ.ม. ส่งผลให้ฤดูแล้งไม่มีน้ำเพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคและเพื่อการเกษตรของประชาชนในพื้นที่ 2 จังหวัด ขณะที่ฤดูฝนมีปริมาณน้ำมากเกิดอุทกภัยทุกปี

ที่ผ่านมากรมชลประทาน โดยโครงการชลประทานพะเยา สำนักชลประทานที่ 2 ได้ทำการพัฒนาลุ่มน้ำอิงทั้งระบบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำได้แก่ การสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง อ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก ฝาย และประตูระบายน้ำ สามารถเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักได้จำนวน 159 ล้านลูกบาศก์เมตรอย่างไรก็ตาม ความต้องการใช้น้ำของประชาชนในพื้นที่รับน้ำที่มีเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจำเป็นต้องเพิ่มศักยภาพการเก็บกักน้ำ บริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ควบคู่ไปกับการวางแผนเก็บกักน้ำไว้ใช้ในอนาคตให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

นายสุรชาติ มาลาศรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการ กรมชลประทานกล่าวว่า กรมชลประทานได้วางแผนพัฒนาหนองเล็งทราย จังหวัดพะเยา รวม 6 ระยะ ใช้งบประมาณทั้งสิ้น 877.64 ล้านบาท แบ่งเป็นระยะที่ 1 ปรับปรุงและฟื้นฟูร่องน้ำเดิม โดยการขุดลอกให้มีขนาดกว้างขึ้น ซึ่งดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว เพิ่มปริมาณเก็บกักน้ำได้ 3.256 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันกำลังดำเนินการะระยะที่ 2 เพิ่มประสิทธิภาพกักเก็บน้ำ ก่อสร้างฝายพับได้ เพิ่มระดับเก็บกักน้ำอีก 1 เมตร จะได้ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น 7 ล้าน ลบ.ม. ควบคู่กับฟื้นฟูแก้มลิงช่วยเพิ่มปริมาณกักเก็บน้ำได้ 1.9 ล้าน ลบ.ม. ส่วนระยะที่ 3-6 เป็นการฟื้นฟูแหล่งน้ำรอบหนองเล็งทราย งานสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้างานระบบกระจายน้ำและทำนบดิน จะดำเนินการภายในปี 2565-2566

สำหรับแผนการพัฒนากว๊านพะเยา ซึ่งเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญแต่ปัจจุบันประสบปัญหาตื้นเขินจากการทับถมของตะกอน และมีผักตบชวา วัชพืชมากขึ้น คุณภาพน้ำเสื่อมโทรม มีการบุกรุกลำน้ำสาขาและกว๊านพะเยา ปริมาณสัตว์น้ำลดลง มีประชากรที่ได้รับผลกระทบใน 6 ตำบล ของอำเภอเมืองพะเยา โดยกรมชลประทานได้วางแผนพัฒนากว๊านพะเยาโดยการขุดลอกตะกอนดิน และทำอาคารบังคับน้ำ ระยะเวลา 4 ปี ตั้งแต่ปี 2564-2567 รวมงบประมาณ 750 ล้านบาท เพื่อเป็นแหล่งน้ำให้กับพื้นที่การเกษตรอบกว๊านพะเยาฝั่งตะวันตก 5,000 ไร่ เป็นแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคของเมืองพะเยา