สทนช.น้อมนำพระราชปณิธานในหลวง ขับเคลื่อน 151 โครงการตามพระราชดำริ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/591057

สทนช.น้อมนำพระราชปณิธานในหลวง ขับเคลื่อน151โครงการตามพระราชดำริ

วันพฤหัสบดี ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สทนช.บูรณาการสนองพระราชกระแส “สืบสาน รักษา และต่อยอด” โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เดินหน้าเร่ง ขับเคลื่อน 151 โครงการ ที่ กนช.รับทราบแผนการดำเนินงานตั้งแต่ปี 2564-2566 ให้เป็นไปตามเป้าหมาย เผยเมื่อแล้วเสร็จ สามารถเพิ่มพื้นที่ได้รับประโยชน์อีกกว่า 959,000 ไร่ ป้องกันน้ำท่วมครอบคลุม 64,550 ไร่

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยพลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) มอบหมายให้ สทนช. เป็นหน่วยงานหลักในการน้อมนำพระราชกระแสพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ที่จะสืบสาน รักษา และต่อยอดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 มาดำเนินการขับเคลื่อนดำเนินโครงการให้แล้วเสร็จตามพระราชประสงค์ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในเรื่องน้ำของราษฎรในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ทั้งนี้ ผลประโยชน์ที่ได้รับจากโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ นอกจากเป็นการเพิ่มแหล่งน้ำอุปโภคบริโภค เพิ่มพื้นที่ชลประทาน บรรเทาอุทกภัย และนำน้ำที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลเข้าระบบเพื่อการจัดการที่เกิดประโยชน์สูงสุด สามารถบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรมแล้ว ยังเป็นการพัฒนาแหล่งน้ำที่สอดคล้องเและเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน อันจะนำไปสู่การวางแผนพัฒนาและบริหารจัดการน้ำแต่ละลุ่มน้ำในอนาคตให้เกิดประสิทธิภาพชัดเจนและยั่งยืนอีกด้วย

เลขาธิการ สทนช. กล่าวต่อว่า ในช่วงที่ผ่านมา สทนช. ได้เสนอโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) โดยได้จัดลำดับความสำคัญแผนงาน/โครงการด้านน้ำที่เกี่ยวกับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่มีความพร้อมในการดำเนินการและไม่ติดปัญหาอุปสรรคใดๆ เป็นลำดับแรก ตั้งแต่ปี 2564-2566 กนช.ได้รับทราบแผนการขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จำนวน 151 โครงการ แบ่งเป็น ดำเนินการก่อนปี 2564 จำนวน 1 โครงการ ดำเนินการปี 2564 จำนวน 70 โครงการ ดำเนินการปี 2565 จำนวน 2 โครงการ และดำเนินการปี 2566 จำนวน 78 โครงการ

“เมื่อแผนงานแผนงาน/โครงการที่เกี่ยวกับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริได้ดำเนินการแล้วเสร็จทั้งหมด จะสามารถเพิ่มความจุได้ 869 ล้านลูกบาศก์เมตร เพิ่มพื้นที่รับประโยชน์ 959,203 ไร่ ราษฎรได้รับประโยชน์กว่า 78,738 ครัวเรือน และป้องกันน้ำท่วม 64,550 ไร่” ดร.สมเกียรติ กล่าว

สำหรับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริสำคัญๆ ที่เป็นการพัฒนาแหล่งน้ำผิวดิน ที่ได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างแล้ว เช่น โครงการสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านคลองเกตุจ.ตาก โครงการอ่างเก็บน้ำคลองน้ำขาว จ.กำแพงเพชร โครงการฝายบ้านโป่งสอพร้อมระบบส่งน้ำ จ.พิษณุโลก โครงการจัดหาน้ำช่วยเหลือศูนย์การเรียนราษฎรบ้านปาเกอะญอ จ.เพชรบุรี และโครงการบรรเทาอุทกภัย อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นต้น ส่วนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่มีแผนขับเคลื่อน ให้ดำเนินการในระยะต่อไป เช่น โครงการฝายต้นน้ำห้วยแม่มุ พร้อมระบบส่งน้ำและบ่อเก็บน้ำ จ.เชียงใหม่ โครงการอ่างเก็บน้ำ แม่สะป๊วด จ.ลำพูน โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำลาย จ.เลย โครงการอ่างเก็บน้ำโปร่งพรหม จ.ราชบุรี และโครงการอ่างเก็บน้ำลำพะยา จ.ยะลา เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีโครงการจัดหาน้ำบาดาลขนาดใหญ่แก้ปัญหาภัยแล้งอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จำนวน 15 โครงการ สามารถเพิ่มปริมาณน้ำไม่น้อยกว่า 10.73 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี พื้นที่ได้รับประโยชน์ 261,494 ไร่ และราษฎรได้รับประโยชน์ 29,011 ครัวเรือน โดยมีโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการ จำนวน 6 โครงการ เช่น โครงการจัดหาน้ำบาดาลให้กับพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ ต.ดงเค็ง อ.หนองสองห้อง จ.ขอนแก่นภาคตะวันออกในพื้นที่ ต.บางแก้ว อ.เมืองฉะเชิงเทรา จ.ฉะเชิงเทรา และภาคตะวันตกในพื้นที่ ต.หนองฝ้าย อ.เลาขวัญ จ.กาญจนบุรีและโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการขอรับงบประมาณ จำนวน 9 โครงการ เช่น โครงการจัดหาน้ำบาดาลให้กับพื้นที่ภาคเหนือที่ ต.บ้านกลาง อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ ภาคกลางในพื้นที่ต.หนองงูเหลือม อ.เมืองนครปฐม จ.นครปฐมภาคตะวันออกในพื้นที่ ต.โพรอากาศ อ.บางน้ำเปรี้ยวจ.ฉะเชิงเทรา และภาคใต้ในพื้นที่ ต.เกาะนางคำ อ.ปากพะยูน จ.พัทลุง เป็นต้น

“สทนช.จะบูรณาการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตามพระราชปณิธาน สืบสาน รักษา และต่อยอด ของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้เป็นไปตามเป้าหมาย เพื่อแก้ปัญหาด้านน้ำในทุกมิติสร้างความมั่นคง สร้างความสุข ตลอดจนสร้างประโยชน์กับประเทศและสังคมได้อย่างยั่งยืน” เลขาธิการ สทนช. กล่าวในตอนท้าย

ลุยเกษตรสุดเขตไทย : กรมประมงเดินหน้า ‘ติดเครื่องหมายเครื่องมือประมง’ แก้ปัญหาขยะทะเล-ลดอัตราการตายของสัตว์น้ำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/590821

ลุยเกษตร สุดเขตไทย : กรมประมงเดินหน้า‘ติดเครื่องหมายเครื่องมือประมง’ แก้ปัญหาขยะทะเล-ลดอัตราการตายของสัตว์น้ำ

วันพุธ ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมประมงภายใต้การกำกับดูแลของ นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมงได้ฝากผลงานไว้มากมายช่วงที่ท่านมาเป็นอธิบดี

“หนุ่มยูโร” เคยร่วมกับทีมงานกรมประมง ไปปล่อยพันธุ์ปลาน้ำจืดในกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก เขตหนองจอก มีนบุรี และลาดกระบัง มองเห็นการทำงานเป็นทีมอย่างมีประสิทธิภาพของข้าราชการกรมประมงและเจ้าหน้าที่ทุกคน วันนั้น รมว.เกษตรและสหกรณ์ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อนยกทีมงานที่ปรึกษาและอธิบดีอีกหลายกรมไปร่วมด้วยต่างชื่นชมความสำเร็จที่เกิดขึ้น อีกไม่นานจะมีการลงไปปล่อยพันธุ์กุ้งอีกครั้ง ในพื้นที่เดิม ตามที่รมว.เกษตรฯเคยรับปากไว้

ผลงานล่าสุดกรมประมง ได้ร่วมกับ สมาคมการประมงแห่งประเทศไทยเตรียมนำร่อง โครงการ “ติดเครื่องหมายเครื่องมือประมง” (Fishing Gearmarking) เพื่อป้องกันปัญหาที่เกิดขึ้นจากเครื่องมือประมงที่สูญหาย หรือ ถูกทิ้งกลางทะเล และปล่อยให้เป็นขยะสร้างมลภาวะในท้องทะเล โดยอนาคตเครื่องมือประมงจะถูกระบุตัวตนและสามารถตรวจสอบความเป็นเจ้าของเครื่องมือประมงได้อย่างชัดเจน ช่วยให้สามารถติดตามแหล่งที่มาของเครื่องมือประมง นำไปสู่การทำประมงอย่างรับผิดชอบได้ นับว่าเป็นข่าวดีที่จะช่วยกันรักษาสภาวะแวดล้อมในท้องทะเลให้สวยงามกลับคืนมา หมดเชื้อโรคโควิดระบาดไปเที่ยวได้ทะเลไทยจะสวยงามอีกมาก

ที่ผ่านมา “หนุ่มยูโร”มองว่าปัญหาทรัพยากรสัตว์น้ำในท้องทะเลที่ลดน้อยถอยลง เกิดจากการทำประมงที่เกินกำลังการผลิตของธรรมชาติ และปัญหาความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ รวมทั้งปัญหาขยะทะเลได้ส่งผลกระทบต่อความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเล พี่น้องชาวประมงมีความตระหนักรักและหวงแหนในทรัพยากรสัตว์น้ำมากยิ่งขึ้น ก่อให้เกิดการมีส่วนร่วมกับภาครัฐในการบริหารจัดการการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืนสอดคล้องกับบริบทของวิถีประมงไทย จนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้นกับท้องทะเลไทย ภายใต้การขับเคลื่อนของคณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติ โดยพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ประธานคณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติ ที่มุ่งมั่นในการบริหารจัดการภาคการประมงของไทยให้ถูกต้องตามกฎหมาย และนำไปสู่เป้าหมายของทรัพยากรสัตว์น้ำที่ยั่งยืน

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้กรมประมงเร่งขับเคลื่อนนโยบายสำคัญด้านการบริหารจัดการประมงอย่างยั่งยืน และนายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง ได้เร่งดำเนินการจัดระเบียบประมงด้านต่างๆ เพื่อความยั่งยืนของทรัพยากร โดยมุ่งเน้นเพื่อการประกอบอาชีพที่มั่นคงของพี่น้องชาวประมง ซึ่งที่ผ่านมาได้ดำเนินการจัดระเบียบเรือประมง การควบคุมการทำประมง ภายใต้ความสมดุลกับทรัพยากรสัตว์น้ำ และการสนับสนุนการขึ้นทะเบียนแรงงานในภาคการประมงให้ถูกต้องตามระเบียบ โดยได้รับความร่วมมือจากพี่น้องชาวประมงเป็นอย่างดี

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรม “คืนชีวิตสู่ทะเล ปล่อยปูไข่นอกกระดองคืนธรรมชาติ” โดยชาวประมงร่วมกันปล่อยปูไข่นอกกระดองที่ติดอวนขึ้นมาคืนกลับสู่ทะเลเพื่อให้แพร่ขยายพันธุ์ต่อไป จากการดำเนินกิจกรรมที่ผ่านมา ชาวประมงได้มีการปล่อยปูไข่นอกกระดองคืนกลับสู่ทะเลได้แล้วกว่า 35,000 ตัว ซึ่งแม่ปู 1 ตัว สามารถออกไข่ได้สูงถึง 300,000-500,000 ฟอง ซึ่งสามารถเพิ่มประชากรปูได้อย่างมหาศาล ส่งผลต่อความอุดมสมบูรณ์และเกิดความยั่งยืนของทรัพยากรปูทะเลในน่านน้ำทะเลไทย

นับเป็นข่าวดีที่ชาวประมงและคนรักทะเลไทย ให้ความร่วมมือกับกรมประมง ที่จะพลิกฟื้นทะเลกลับคืนสู่ธรรมชาติอีกครั้ง

‘หนุ่มยูโร’

รายงานพิเศษ : ‘พิชิต ชูมณี’ หมอดินอาสากระบี่ ต้นแบบทำเกษตรอินทรีย์ PGS ผสมผสาน…สร้างรายได้ 3 แสนบาท/ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/590822

รายงานพิเศษ : ‘พิชิต ชูมณี’หมอดินอาสากระบี่  ต้นแบบทำเกษตรอินทรีย์PGSผสมผสาน...สร้างรายได้3แสนบาท/ปี

รายงานพิเศษ : ‘พิชิต ชูมณี’หมอดินอาสากระบี่ ต้นแบบทำเกษตรอินทรีย์PGSผสมผสาน…สร้างรายได้3แสนบาท/ปี

วันพุธ ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นับตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา รัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สนับสนุนให้เกษตรอินทรีย์เป็นวาระแห่งชาติ พร้อมทั้งกำหนดแผนปฏิบัติการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ 2560-2565 โดยมีเป้าหมายพื้นที่เกษตรอินทรีย์ไม่น้อยกว่า 1.3 ล้านไร่ เกษตรกรร่วมโครงการไม่น้อยกว่า 80,000 ราย ซึ่งในส่วนการขับเคลื่อนของกรมพัฒนาที่ดิน ได้มีนวัตกรรมสนับสนุนการผลิตระบบเกษตรอินทรีย์ ตั้งแต่การจัดตั้งกลุ่มเกษตรกรที่มีความพร้อมเข้าสู่กระบวนการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ การถ่ายทอดองค์ความรู้ การขับเคลื่อนกระบวนการรับรองแบบมีส่วนร่วม PGS ให้กับกลุ่มเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ

นายพิชิต ชูมณี หมอดินอาสาประจำตำบลปกาสัย อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ ผู้ได้รับรางวัล รองชนะเลิศอันดับ 1 หมอดินอาสาดีเด่น กรมพัฒนาที่ดิน ประจำปี 2564 และเป็นหนึ่งในเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์ในรูปแบบระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม (PGS) เล่าให้ฟังว่าเริ่มทำอาชีพเกษตรกรรม เมื่อปี 2540 โดยพัฒนาพื้นที่นาร้าง ซึ่งเป็นชุดดินสายบุรีที่เป็นดินเหนียว (Bu-f) กลุ่มชุดดินที่ 6 ที่มักจะพบปัญหาดินเหนียวจัด ดินมีความเป็นกรด ความอุดมสมบูรณ์ต่ำ โดยมีกรมพัฒนาที่ดินแนะนำให้ปรับปรุงบำรุงดินด้วยโดโลไมท์ มาหว่านในแปลงปีละ 1 ครั้ง เพื่อแก้ปัญหาดินกรด และปรับปรุงบำรุงดินโดยปลูกปอเทืองเป็นพืชปุ๋ยสดแล้วไถกลบ พร้อมกับนำผลิตภัณฑ์ของกรมพัฒนาที่ดิน เช่น สารเร่งซุปเปอร์ พด.1 มาผลิตปุ๋ยหมักจากทะลายปาล์มน้ำมัน มูลสัตว์ รำข้าว แกลบ ใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด.2 ผลิตน้ำหมักชีวภาพจากปลา และนมสดที่หมดอายุ ใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด.7 ผลิตสารป้องกันแมลงศัตรูพืชจากพืชสมุนไพร เป็นต้น และได้จัดระบบการทำเกษตรใหม่ โดยแบ่งพื้นที่ทั้งหมด 12 ไร่ เป็นที่อยู่อาศัย 1 ไร่ปลูกข้าว 3 ไร่ ปลูกพืชผสมผสานประเภทไม้ผล เช่น กระท้อน ทุเรียน มะพร้าว ไม้เศรษฐกิจ หมาก พืชสมุนไพร และเลี้ยงสัตว์ จำนวน 3 ไร่ สร้างแหล่งน้ำ 3.5 ไร่ สร้างโรงเรือนปลูกผักขนาดเล็กกว้าง 2.3 เมตร ยาว 12 เมตร จำนวน 10 โรงเรือนในพื้นที่ 1.5 ไร่ โดยแยกเป็นโรงเรือนสำหรับปลูกผักจำนวน 6 โรงเรือน ใน 1 โรงเรือนจะปลูกผัก 8 ชนิด ประกอบไปด้วยผักสลัด 4 ชนิด คือ กรีนโอ๊คเรดโอ๊ค ฟิเล่ย์ บัตเตอร์เฮด ส่วนอีกด้านหนึ่งของโรงเรือนปลูกผักใบ 4 ชนิด คือ กวางตุ้ง ผักกาดขาว ฮ่องเต้ และคะน้า ในแต่ละโรงเรือนจะปลูกห่างกัน 1 อาทิตย์เพื่อให้ผักโต และเก็บผลผลิตออกจำหน่ายได้ตลอด ส่วนอีก 4 โรงเรือนแบ่งเป็นปลูกเมล่อน องุ่น ผักกูด และผักใบที่มีอายุนาน เป็นต้น ซึ่งแต่เดิมจะต้องนำผลผลิตไปจำหน่ายในตลาดเกษตรกรหรือตลาดในท้องถิ่น แต่ในปัจจุบัน ผลผลิตจากสวนเป็นที่รู้จักและได้รับความเชื่อมั่นจากผู้บริโภค จึงมีลูกค้ามาซื้อผักถึงที่บ้านมากขึ้น

นอกจากนี้ นายพิชิต ยังได้คิดค้นนวัตกรรมการทำเกษตรในรูปแบบที่ง่าย ประหยัด เหมาะสำหรับเกษตรกรรายย่อย เช่น การผลิตข้าวคุณธรรมในแปลงนาแบบใช้น้ำน้อยในบ่อซีเมนต์ร่วมกับปุ๋ยหมักและ น้ำหมักชีวภาพ ระบบการเลี้ยงปลาดุกในบ่อดิน บ่อพลาสติกและบ่อซีเมนต์ ซึ่งเป็นรูปแบบการเลี้ยงที่ประหยัดเหมาะสำหรับผู้ที่มีพื้นที่น้อยเลี้ยงเพียง 500 ตัวต่อบ่อในระยะเวลา 3-4 เดือน ก็สามารถจับมาบริโภคหรือจำหน่ายได้ในราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 50 บาทและยังสามารถนำไปแปรรูปเป็นปลาดุกร้า ปลาดุกแดดเดียวเพื่อเพิ่มมูลค่าได้อีกทางหนึ่งด้วย นอกจากนี้ ยังได้คิดค้นนวัตกรรมที่เรียกว่าซุ้มเศรษฐกิจพอเพียงที่มีการรวมกิจกรรมทางการเกษตรทั้งพืช สัตว์ ประมงไว้ในซุ้มเดียวกัน ทุกกิจกรรมเกื้อกูลกัน ซึ่งนอกจากจะทำให้มีอาหารไว้บริโภคในครัวเรือนแล้ว ยังก่อให้เกิดรายได้ทั้งรายวัน รายเดือนอีกด้วย

นายพิชิตกล่าวอีกว่า ในปี 2562 ได้มีโอกาสเข้าร่วมโครงการการทำเกษตรอินทรีย์ในรูปแบบระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม (PGS) ที่สนับสนุนโดยกรมพัฒนาที่ดิน ซึ่งเป็นระบบการตรวจรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วมที่ มีความน่าเชื่อถือ แม้ว่าจะเป็นระบบที่ตรวจรับรองกันเอง แต่ในขั้นตอนการตรวจรับรองจะมีทุกภาคส่วนที่เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ได้แก่ เกษตรกรผู้ผลิต ผู้ประกอบการนักวิชาการจากหน่วยงานรัฐ เข้าร่วมตรวจสอบระบบการผลิตในทุกขั้นตอนได้อย่างโปร่งใส บนพื้นฐานของความไว้วางใจซึ่งกันและกันของสมาชิกในกลุ่ม และสร้างการเรียนรู้ร่วมกัน แล้วเกิดการขยายผลที่มีประสิทธิภาพ เกิดความต่อเนื่องและยั่งยืน ซึ่งในจังหวัดกระบี่ได้มีการรวบรวมสมาชิกที่ทำเกษตรอินทรีย์ 100% ประมาณ 10 กว่าราย เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน มีการหมุนเวียนไปตรวจเยี่ยมแปลงของสมาชิกแต่ละราย โดยมีเจ้าหน้าที่กรมพัฒนาที่ดินร่วมเป็นพี่เลี้ยงและมอบองค์ความรู้ พร้อมทั้งแนะนำข้อปฏิบัติต่างๆที่ถูกต้องตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ เป็นต้น

“สิ่งที่ได้จากการทำเกษตรอินทรีย์ระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม (PGS) นอกจากได้รับองค์ความรู้ที่เกิดจากการแลกเปลี่ยนประสบสบการณ์จากสมาชิกที่ทำเกษตรอินทรีย์ด้วยกันแล้ว คือ เรื่องของสุขภาพทั้งของตัวเอง ครอบครัว และผู้บริโภค ที่สำคัญผลผลิตจากสวนจะมีความสดใหม่ สะอาด และได้รับความเชื่อถือจากผู้บริโภค มีผลผลิตเท่าไหร่ก็ไม่พอขาย และขายได้ราคาดี มีรายได้ต่อเนื่อง มั่นคง เฉลี่ย 300,000 กว่าบาทต่อปี ในขณะที่รายจ่ายลดลง ทำให้เราสามารถพึ่งพาตัวเองได้”นายพิชิต กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับเกษตรกรท่านใดที่ต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อผ่านช่องทาง AI Chatbot กรมพัฒนาที่ดินคุยกับน้องดินดี ได้ที่ทาง LINE Official เพิ่มน้องดินดีเป็นเพื่อนจาก ID : @dindee หรือเกษตรกรท่านใดสนใจทำการผลิตเกษตรกรอินทรีย์ กรมพัฒนาที่ดินพร้อมให้การสนับสนุน สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สถานีพัฒนาที่ดินทุกจังหวัดทั่วประเทศ และเว็บไซต์กรมพัฒนาที่ดิน ไอคอนการรับรองเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม (https://www.ldd.go.th/Web_PGS/index.html) หรือโทร.0-2579-4194 สายด่วน 1760

3 ภาคี แนะทาง ‘รุ่ง’ อุตสาหกรรมอ้อย-น้ำตาล สวนกระแสลบวิกฤตโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/590716

3 ภาคี แนะทาง ‘รุ่ง’ อุตสาหกรรมอ้อย-น้ำตาล สวนกระแสลบวิกฤตโควิด

3 ภาคี แนะทาง ‘รุ่ง’ อุตสาหกรรมอ้อย-น้ำตาล สวนกระแสลบวิกฤตโควิด

วันอังคาร ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 13.18 น.

27 กรกฎาคม 2564 สมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย (สอน.) กระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วยผู้แทนภาคเอกชน บริษัท ซินเจนทา ครอปโปรเทคชั่น จำกัด หรือ ซินเจนทา จัดเสวนาออนไลน์ “เราจะฝ่าวิกฤต อ้อย และน้ำตาลไทยได้อย่างไร” แนะทางออก เอกชนและเกษตรกรผลิตตามมาตรฐานสากล เพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการผลิต เน้นประสานความร่วมมืออย่างรอบด้านระหว่างภาครัฐ โรงงานน้ำตาล และเกษตรกร รวมทั้ง นำนวัตกรรมเสริมศักยภาพเพื่อให้ผลผลิตสูงสุด อันนำไปสู่การเติบโตของอุตสาหกรรมอ้อยละน้ำตาลอย่างยั่งยืน

ดร.กิตติ ชุณหวงศ์ นายกสมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ข้อมูลล่าสุดปี พ.ศ. 2564 ของกระทรวงเกษตรสหรัฐ (United States Department of Agriculture : USDA) พบว่า ภาพรวมคลังน้ำตาลในตลาดโลกมีปริมาณเพิ่มขึ้น 3 ล้านตัน จากเดิม 42.8 ล้านตัน เป็น 45.8 ล้านตัน เนื่องจากปริมาณการบริโภคลดลง มีการผลิตภายในประเทศเพิ่มขึ้น และลดการนำเข้าจากต่างประเทศ ยกเว้นบางประเทศที่มีการนำเข้าเพิ่มขึ้น อาทิ สหรัฐอเมริกาและอินโดนีเซีย รวมทั้ง ราคาน้ำตาลในตลาดโลกตกต่ำมากที่สุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา 

จากสถานการณ์ดังกล่าว เป็นความท้าทายของอุตสาหกรรมน้ำตาลและอ้อยของไทยในอีก 5 ปีข้างหน้า ให้สามารถเติบโตและแข่งขันได้ในตลาดโลก ภาคเอกชนและเกษตรกรจะต้องนำมาตรฐานสากลต่าง ๆ เช่น Bonsucro หรือ Fairtrade International และ Organic เข้ามาปรับใช้ตลอดกระบวนการ ให้สอดคล้องกับความต้องการแต่ละตลาด ตลอดจน จะต้องพัฒนาระบบบริหารการจัดการ เทคโนโลยีในการผลิต เก็บเกี่ยวและขนส่งให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูง ต้นทุนลดลงแต่กำไรเพิ่มมากขึ้น

ดร. ธวัช หะหมาน หัวหน้ากลุ่มพัฒนาด้านอ้อย น้าตาลทราย และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้าตาลทราย (สอน.) กระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวสนับสนุนว่า ปัจจุบัน วิกฤตการระบาดของไวรัสโควิด-19 กระทบต่อการส่งออกและการบริโภค ร่วมกับปัญหาสภาพภูมิอากาศและฤดูกาลแปรปรวน ส่งผลต่อการผลิตของชาวไร่อ้อย จะเป็นปัญหาหลักแล้ว แต่ยังมีวิกฤตอื่นที่เกษตรกรยังไม่สามารถจัดการได้ อาทิ ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ขาดเสถียรภาพและความมั่นคงในการส่งอ้อยเข้าโรงงานน้ำตาล ขาดแหล่งทุน ขาดแรงงาน และการเผาอ้อยก่อนการเก็บเกี่ยวทำให้เกิดมลพิษ ฝุ่น PM 2.5 

ดังนั้น สอน. จึงแสวงหาหนทางก้าวข้ามวิกฤตต่าง ๆ โดยขับเคลื่อนนโยบายพัฒนาแบบองค์รวม (BCG) ใน 3 มิติ ได้แก่ ระบบเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ปรับแก้ไขกฎระเบียบและข้อบังคับต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน สนับสนุนอุตสาหกรรมโดยไม่ขัดแย้งกับข้อบังคับความร่วมมือในระดับนานาชาติ จัดหาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เครื่องจักร เพื่อส่งเสริมการผลิต พัฒนาความรู้ สร้างเครือข่าย และสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ รวมทั้ง สร้างกลไก และสนับสนุนให้โรงงานน้ำตาลรับซื้อเศษซากใบ และยอดอ้อย และผลักดันธุรกิจที่ต้องการเชื้อเพลิงได้ใช้ เศษซากใบและยอดอ้อย อย่างเป็นรูปธรรม โดยเน้นประสานความร่วมมืออย่างรอบด้านระหว่างภาครัฐ โรงงานน้ำตาล และเกษตรกร

นาย ผดุงพงศ์ เสริญไธสง ผู้จัดการฝ่ายส่งเสริมและสนับสนุนงานวิชาการ ซินเจนทา กล่าวว่า อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลมีบทบาทสำคัญต่อประเทศในอีก 5 ปีข้างหน้า ทั้งในด้านการบริโภคน้ำตาลในประเทศแต่ละปี และส่งออก หัวใจสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืน คือ การพัฒนาภาคการผลิตให้มีศักยภาพ

เพื่อให้ผลผลิตสูงสุด สอดล้องกับเป้าหมายของซินเจนทา ในการนำนวัตกรรมมาช่วยเหลือกระบวนการผลิต เพื่อลดความสูญเสีย ดูแล และกระตุ้นให้เกิดผลผลิตเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการจัดการกับวัชพืช ที่เป็นศัตรูอ้อยที่สำคัญ หากไม่มีการจัดการที่ดีจะทำให้ผลผลิตอ้อยลดลงทันที ประกอบกับปัจจุบัน เกษตรกรประสบปัญหาวัชพืชต้านทานสารกำจัดวัชพืชเดิม ทำให้ต้องผสมสารฯ หลายชนิดเพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น นวัตกรรมล่าสุดของซินเจนทา จึงได้แนะนำ “คาลารีส (Calaris)” ให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกอ้อย ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์ยับยั้งกระบวนการสังเคราะห์แคโรทีนอยด์และการสังเคราะห์แสงของวัชพืช มีประสิทธิภาพคุมวัชพืชได้นาน ไม่เป็นพิษต่ออ้อย นวัตกรรม “คาลารีส (Calaris)” จะช่วยให้เกษตรกรลดต้นทุนด้านแรงงาน ไม่ต้องกำจัดวัชพืชบ่อยครั้ง เหมาะกับสภาวะปัจจุบันและอนาคตที่แรงงานในภาคเกษตรขาดแคลนจึงต้องนำนวัตกรรมมาใช้ และยังตอบโจทย์เพื่อเข้าสู่มาตรฐานสากลต่างๆ อีกด้วย 

นอกจากนี้ ซินเจนทา กำลังวิจัยและพัฒนานวัตกรรมใหม่เพิ่มเติม ชื่อ โมดดัส (MODDUS) ซึ่งจะมาช่วยให้ผลผลิตดีขึ้นด้วยการเพิ่มค่าโพล หรือ น้ำตาลซูโครสในอ้อย (Pol) ทำให้ผลผลิตอ้อยมีค่าน้ำตาลเพิ่มขึ้น หรือ ร่นระยะเวลาเก็บเกี่ยวได้เร็วขึ้น อันจะส่งผลต่อรายได้ของเกษตรกรให้เพิ่มขึ้นด้วย ทั้งนี้ ทุก ๆ 1 ซีซีเอส (C.C.S.) หรือ ค่าร้อยละของน้ำตาลซูโครส จะมีรายได้เพิ่มขึ้น 50 บาทต่อ 1 ตันอ้อย หรือคิดเฉลี่ยต่อไร่ จะได้เพิ่ม 500 บาท

“ทั้งหมดนี้ เป็นความมุ่งมั่นของ สมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย ที่จะส่งเสริมและผลักดันให้อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล เติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมอบรมให้ความรู้ เพื่อให้ภาคเอกชนและเกษตรกรสามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และบริหารจัดการไร่อ้อยได้ดี มีผลผลิตที่คุ้มค่า โดยประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วนอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง” ดร. กิตติ ชุณหวงศ์ กล่าวทิ้งท้าย

รายงานพิเศษ : ไอเดียเจ๋ง ‘พลอย ธนิกุล’ เลขานายก อบจ.กาญจน์ ดัดแปลงรถยนต์เป็นร้านก๋วยเตี๋ยวเสิร์ฟให้ ปชช. บรรเทาภัยโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/590597

รายงานพิเศษ : ไอเดียเจ๋ง ‘พลอย ธนิกุล’ เลขานายก อบจ.กาญจน์  ดัดแปลงรถยนต์เป็นร้านก๋วยเตี๋ยวเสิร์ฟให้ ปชช. บรรเทาภัยโควิด-19

รายงานพิเศษ : ไอเดียเจ๋ง ‘พลอย ธนิกุล’ เลขานายก อบจ.กาญจน์ ดัดแปลงรถยนต์เป็นร้านก๋วยเตี๋ยวเสิร์ฟให้ ปชช. บรรเทาภัยโควิด-19

วันอังคาร ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากนายวรเจตน์ สังวรณ์ เจ้าของร้านผลิตป้ายไวนิล เลขที่ 360/36 ถนนอู่ทอง ต.ปากแพรก อ.เมือง จ.กาญจนบุรี ว่า นางสาวพลอย ธนิกุล หรือน้องพลอย เลขาฯนายสุรพงษ์ ปิยะโชติ หรือหมอหนุ่ย นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี นำรถยนต์ดัดแปลงเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวเพื่อนำไปประกอบแจกจ่ายให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งถือว่าเป็นคันแรกของจังหวัดกาญจนบุรีหลังรับแจ้งผู้สื่อข่าวจึงเดินทางไปตรวจสอบ

จากการลงพื้นที่เมื่อไปถึงพบรถยนต์ยี่ห้อซูซุกิ CARRY ทะเบียนป้ายแดง ก 3337 กาญจนบุรี คันขนาดกะทัดรัด ถูกดัดแปลงเป็นร้านก๋วยเตี๋ยว มีอุปกรณ์ติดตั้งเอาไว้อย่างครบครัน โดยมีพนักงานของร้านกำลังติดป้ายประชาสัมพันธ์เอาไว้ข้างรถ มีนางสาวพลอย เจ้าของรถยนต์คันดังกล่าว เดินสำรวจความเรียบร้อย ซึ่งรถยนต์ดัดแปลงคันดังกล่าวถือว่าเป็นคันแรกของจังหวัดกาญจนบุรี ตั้งแต่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

ทั้งนี้ นางสาวพลอย หรือน้องพลอย ธนิกุล เปิดเผยด้วยความตื้นตันใจว่า ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19  ที่ผ่านมาพลอยได้ทำ “ครัวน้องพลอยปันสุข”มาได้สามเดือนกว่าแล้ว โดยที่ผ่านมาเวลาจะนำก๋วยเตี๋ยวไปประกอบเลี้ยงพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบแต่ละครั้งนั้น พลอยและทีมงานจะต้องขนโต๊ะ ขนเต็นท์ รวมทั้งอุปกรณ์ต่างๆ แบบไปกลับ ทำให้ค่อนข้างที่จะลำบากพอสมควร

มีอยู่วันหนึ่งพลอยได้เดินทางไปทำธุระที่กรุงเทพฯ แล้วเกิดอาการหิวข้าว จึงได้แวะกินก๋วยเตี๋ยวที่ขายอยู่ข้างทาง ซึ่งร้านก๋วยเตี๋ยวร้านดังกล่าวนั้นเป็นรถยนต์เคลื่อน พลอยจึงนำไอเดียของร้านดังกล่าวมาปรึกษาหารือกับทีมงานว่าเราน่าจะมีร้านก๋วยเตี๋ยวเป็นรถเคลื่อนที่แบบนี้ในการนำก๋วยเตี๋ยวไปจัดเลี้ยงประชาชน และเข้าถึงประชาชนในทุกๆ พื้นที่ โดยไม่ต้องขนโต๊ะและอุปกรณ์ต่างๆให้ลำบาก ซึ่งทีมงานทุกคนต่างก็เห็นด้วย

ถามว่าการที่ได้มีโอกาสเข้าไปช่วยเหลือประชาชนมีความรู้สึกอย่างนั้น น้องพลอยตอบได้เลยว่าอย่างแรกน้องพลอยรู้สึกมีความสุข เนื่องจากสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในขณะนี้พี่น้องประชาชนต่างก็มีความยากและลำบากเป็นอย่างมาก ที่สำคัญวิกฤติจากเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้ประชาชนเป็นจำนวนมากต้องตกงาน ทำให้ไม่มีรายได้มาจุนเจือครอบครัวของตนเอง และหลายท่านมีรายได้ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ดังนั้นการที่พลอยได้เข้าไปช่วยเหลือในการประกอบก๋วยเตี๋ยวเลี้ยงพี่น้องประชาชนที่กำลังลำบากอยู่ในขณะนี้ จะเป็นการช่วยเหลือเรื่องการลดภาระค่าใช้จ่ายในการครองชีพไปในแต่ละวันได้ ซึ่งการที่พลอยได้มีโอกาสพบกับพี่น้องประชาชนในแต่ละวัน พลอยได้กล่าวให้กำลังใจขอให้ทุกคนสู้ กำลังใจที่ให้ทำให้ประชาชนรู้สึกมีความสุข เมื่อประชาชนมีความสุข พลอยจึงมีความสุขไปด้วย

สุดท้ายนี้พลอยอยากจะฝากประชาสัมพันธ์ไปถึงพี่น้องประชาชนทุกท่านว่า ขณะนี้สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรีของเรามีตัวเลขสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงขอให้ประชาชนรักษาสุขภาพให้แข็งแรง ส่วนพลอยขอให้กำลังใจด้วยการ เคลื่อนที่ครัวน้องพลอยปันสุข เข้าถึงทุกท้องที่
ซึ่งพลอยจะทำอย่างนี้ไปจนกว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 จะเบาบางลง จนทุกคนกลับมามีความสุขดังเดิม โดยทุกอย่างที่ทำ น้องพลอยมีคอนเซ็ปต์ส่วนตัวว่า “ทำด้วยใจทำเท่าไหร่ก็ไม่มีวันเหนื่อย”

‘บิ๊กป้อม’ เกาะติดตั้งคณะกรรมการลุ่มน้ำ สั่งเร่งทำแผนปฏิบัติการด้านน้ำผ่าน TWP #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/590600

‘บิ๊กป้อม’เกาะติดตั้งคณะกรรมการลุ่มน้ำ สั่งเร่งทำแผนปฏิบัติการด้านน้ำผ่านTWP

วันอังคาร ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“ประวิตร” มั่นใจตั้งคณะกรรมการลุ่มน้ำได้ภายในต้นปีงบประมาณ 2565 หลังกนช.ไฟเขียวแก้กฎกระทรวง พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งเสนอแผนแผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำผ่านระบบ Thai Water Plan ให้ทันงบประมาณปี2566

พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังเป็นประธานคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ครั้งที่ 2/2564 เมื่อเร็วๆ นี้ว่า
ที่ประชุมยังได้เห็นชอบร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ ..(พ.ศ. ….) ออกตามความใน พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 แก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงการได้มาซึ่งกรรมการลุ่มน้ำ ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) กรรมการลุ่มน้ำผู้แทนองค์กรผู้ใช้น้ำ และกรรมการลุ่มน้ำผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการลุ่มน้ำ พ.ศ. 2564 ตามความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ระบุว่าเมื่อพ้นกำหนดสองปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ.2561 บังคับใช้ (มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2562) การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการลุ่มน้ำเดิมต้องสิ้นสุดลง

ดังนั้น เพื่อให้การขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องจึงจำเป็นต้องแก้ไขกฎกระทรวงดังกล่าว เพื่อให้มีคณะกรรมการลุ่มน้ำชุดแรกโดยเร็ว โดยได้มอบหมายให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) นำร่างกฎกระทรวงที่แก้ไข เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ และประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยเมื่อกฎกระทรวงฉบับแก้ไขประกาศใช้แล้วจะได้ดำเนินการสรรหาคณะกรรมการลุ่มน้ำทุกลุ่มน้ำให้ทันในต้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 ต่อไป

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุมยังได้เห็นชอบให้หน่วยงานของรัฐและ อปท. ที่จะเสนอขอรับงบประมาณตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ.2566 เป็นต้นไปจัดทำแผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำ ประจำปี 2566 และแผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำ 5 ปี (2566 – 2570) ผ่านระบบ Thai Water Plan (TWP) ซึ่งเป็นระบบที่ สทนช.ได้พัฒนาขึ้นโดยเข้าใช้งานได้ 3 แพลตฟอร์ม ได้แก่ iOS Android และ Windows เพื่อรวบรวมและวิเคราะห์แผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำของประเทศ รวมทั้งการติดตามประเมินผลโครงการด้านทรัพยากรน้ำได้อย่างเป็นปัจจุบัน โดยมีกระบวนการและปฏิทินการเสนอแผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำ ผ่านระบบ Thai Water Plan

สำหรับการจัดทำแผนปฏิบัติการน้ำ ปี 2566-2570 แบ่งเป็น 3 ช่วง โดยเริ่มที่หน่วยงานและจังหวัดจัดทำแผนปฏิบัติการและยืนยันแผนในระบบภายในเดือนมิถุนายน – สิงหาคม 2564 จากนั้นจะเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรม การในพื้นที่คืออนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัด และ คณะกรรมการลุ่มน้ำในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม 2564 และเข้าสู่การพิจารณาของ กนช. โดย สทนช. ในฐานะเลขานุการ กนช. จะวิเคราะห์และจัดทำแผนปฏิบัติการน้ำของประเทศในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2564 และเสนอ กนช. พิจารณาภายในเดือนธันวาคม 2564 เพื่อให้ทันตามปฏิทินงบประมาณ ปี 2566 ที่คาดว่าสำนักงบประมาณจะให้หน่วยงานเสนอแผนผ่านระบบ budgeting ช่วงเดือนมกราคม 2565

นอกจากนี้ กนช.ยังเห็นชอบให้เร่งรัดทุกหน่วยงานดำเนินการลงทะเบียนแหล่งน้ำ ผ่านระบบ Thai Water Resources (http://twrc.onwr.go.th) เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการเสนอขอตั้งงบประมาณ พิจารณาแผนงาน/โครงการ สามารถตรวจสอบหน่วยงานที่รับผิดชอบ ลดความซ้ำซ้อนของแผนงาน/โครงการในแหล่งน้ำเดียวกัน โดยให้เชื่อมโยงกับระบบ Thai Water Plan ซึ่งจะทำให้การจัดทำแผนปฏิบัติการด้านบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศมีความสมบูรณ์ ครอบคลุมในทุกมิติ สะดวกและรวดเร็ว มีความโปร่งใส สามารถใช้งบประมาณได้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด

เกษตรกรราชบุรีถกแนวทางทำอาชีพเลี้ยงด้วงสาคู #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/590601

เกษตรกรราชบุรีถกแนวทางทำอาชีพเลี้ยงด้วงสาคู

เกษตรกรราชบุรีถกแนวทางทำอาชีพเลี้ยงด้วงสาคู

วันอังคาร ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตรจัดประชุมออนไลน์หารือแนวทางเลี้ยงด้วงสาคู เชิญนักวิชาการด้านพืชและแมลงเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ พร้อมตัวแทนเกษตรกรทั้ง 2 กลุ่มร่วมประชุม หวังหาทางออกในการทำอาชีพร่วมกัน

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จากกรณีมีเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวในพื้นที่จังหวัดราชบุรีมีความกังวลเกี่ยวกับการเลี้ยงด้วงสาคู (ด้วงงวงมะพร้าว) ในพื้นที่ และได้ขอให้กรมส่งเสริมการเกษตรเร่งรัดการจัดการข้อกังวลดังกล่าว โดยเป็นผู้ประสานงานในการหารือระหว่างเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวและเกษตรกรผู้เลี้ยงด้วงสาคู เพื่อร่วมกันหาทางออก กรมส่งเสริมการเกษตรจึงได้สั่งการให้สำนักส่งเสริมและจัดการสินค้าเกษตรดำเนินการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลการเลี้ยงด้วงสาคูในเชิงเศรษฐกิจอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของระบบนิเวศ ชุมชนและพืชเศรษฐกิจที่เป็นแหล่งอาหารของด้วงสาคู เป็นหลักสำคัญ เพื่อสร้างความมั่นใจให้สังคมและเกษตรกรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจอื่นๆ ที่อาจได้รับผลกระทบจากการเลี้ยงด้วงสาคู

กรมส่งเสริมการเกษตรจึงได้ดำเนินการจัดประชุมหารือผู้เกี่ยวข้อง ได้แก่ เกษตรกรผู้เลี้ยงด้วงสาคูจังหวัดราชบุรีและฉะเชิงเทรา เกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอมจังหวัดราชบุรี ประธานเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลองผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้แทนกรมวิชาการเกษตร ผู้แทนสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกรมส่งเสริมการเกษตร เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2564 ที่ผ่านมา เพื่อร่วมกันให้ข้อมูลด้านการผลิตและการตลาด และโอกาสที่จะจัดทำมาตรฐานฟาร์มด้วงสาคู หรือ GAP ด้วงสาคู เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินการต่อไป

ด้าน นางมาลินี ยุวนานนท์ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและจัดการสินค้าเกษตร กล่าวว่า ผลจากการประชุมดังกล่าว ทุกฝ่ายเห็นพ้องว่า ควรจะต้องมีการศึกษาการเลี้ยงด้วงสาคูในระบบปิด และการบริหารจัดการโรงเรือนที่เกษตรกรรายย่อยที่สามารถเข้าถึงได้ การจัดทำมาตรฐานฟาร์ม GAP การขออนุญาตการเพาะเลี้ยง การศึกษาพื้นที่ที่เหมาะสมในการเลี้ยง การบริหารจัดการพ่อแม่พันธุ์ รวมทั้งการศึกษาโอกาสทางด้านการตลาดทั้งในและตลาดต่างประเทศ เนื่องจากด้วงสาคูได้รับการยอมรับให้เป็น Novel Food หรือเป็นแหล่งโปรตีนทางเลือกใหม่เช่นเดียวกับจิ้งหรีด จากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO)

ในเบื้องต้นกรมส่งเสริมการเกษตรขอให้เกษตรผู้เลี้ยงด้วงสาคูมาขึ้นทะเบียนเกษตรกร (ทบก.) เพื่อแจ้งแหล่งผลิตและปริมาณการเลี้ยงให้ทางราชการทราบสำหรับเป็นข้อมูลในการติดตามให้คำแนะนำในการเลี้ยงที่ถูกต้อง ป้องกันการหลุดรอดของตัวเต็มวัยด้วงสาคูสู่ธรรมชาติ เนื่องจากในปัจจุบันมีการเลี้ยงด้วงสาคูกระจายในภูมิภาคต่างๆ แต่กลับพบว่ามีเกษตรกรมาแจ้งขึ้นทะเบียนเกษตรกร (ทบก.) ยังมีน้อย และเมื่อเกษตรกรผู้เลี้ยงด้วงสาคูต้องการเลิกกิจการ จะต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ทราบเพื่อยกเลิกการขึ้นทะเบียนเกษตรกร ต้องจัดการด้วงสาคูทุกวัยที่เลี้ยงทั้งหมดและไม่ปล่อยทิ้งไปสู่ธรรมชาติ

ทั้งนี้ ด้วงสาคู หรือ ด้วงงวงมะพร้าว หรือ ด้วงลาน หรือ แมงหวัง จัดเป็นแมลงศัตรูพืชชนิดหนึ่งของพืชตระกูลปาล์ม เช่น มะพร้าว สาคู และลาน ในประเทศไทยพบมากที่ภาคใต้ แต่จากความนิยมของผู้บริโภคในปัจจุบัน จึงมีผู้เพาะเลี้ยงเป็นสัตว์เศรษฐกิจ เนื่องจากสามารถจำหน่ายได้ในราคาที่สูง และเก็บขายได้เร็ว ภายใน 30-35 วัน จึงเป็นอาชีพที่กำลังเป็นที่สนใจของเกษตรกรอยู่ในขณะนี้

สกู๊ปพิเศษ : สช.เปิดเวทีดึงคนรุ่นใหม่ ร่วมแก้ไขปัญหาวิกฤติฝุ่นพิษ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/590599

สกู๊ปพิเศษ : สช.เปิดเวทีดึงคนรุ่นใหม่  ร่วมแก้ไขปัญหาวิกฤติฝุ่นพิษ

สกู๊ปพิเศษ : สช.เปิดเวทีดึงคนรุ่นใหม่ ร่วมแก้ไขปัญหาวิกฤติฝุ่นพิษ

วันอังคาร ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และสมาพันธ์นิสิตนักศึกษานานาชาติแห่งประเทศไทย (International Federationof Medical Students’ Associations : IFMSA) จัดงานประกาศผลการตัดสินการประกวดนโยบายและนวัตกรรมทางสังคมของคนรุ่นใหม่เพื่อแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ PM2.5 ภายใต้โครงการ Thailand Youth Policy Initiative (TYPI)

โดยมีเยาวชนและวัยทำงาน อายุ 16-30 ปี เข้าร่วมการแข่งขันกว่า 120 คน ร่วมส่งผลงานเข้าประกวดรวม 30 ผลงาน สำหรับประกวดครั้งนี้ คณะกรรมการได้พิจารณาและตัดสินอย่างรอบคอบ โดยผู้ได้รับรางวัล Best Innovation ได้แก่ ทีม People Matter (PM4.0) ชื่อผลงานแพลตฟอร์มดิจิทัลสาธารณะ เพื่อการจัดการมาตรการ PM2.5 แบบชี้เป้า และรางวัลชนะเลิศ 3 รางวัล ได้แก่ 1.ทีม Dustsappear 2. ทีม Airtopia และ3.ทีมทางของฝุ่น

นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า ฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM2.5 เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศไทยที่สะสมมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะในเมืองใหญ่อย่าง กรุงเทพฯ เนื่องจากมีการก่อสร้างพัฒนาเมืองตลอดเวลา รวมถึงการเผาไหม้ของรถบนท้องถนน จากข้อมูลการประมาณการความเสียหายจากฝุ่น PM2.5 เกินค่ามาตรฐาน ปี 2563 พบว่า กรุงเทพฯ ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจกว่า 3 หมื่นล้านบาท ทั้งค่าเสียโอกาสด้านสุขภาพ ค่ารักษาพยาบาล ค่าเครื่องฟอกอากาศ ค่าเสียโอกาสด้านการท่องเที่ยว และค่าเสียโอกาสของภาคธุรกิจ

การประกวดนโยบายและนวัตกรรมทางสังคมของคนรุ่นใหม่เพื่อแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ PM2.5 ครั้งนี้ ผู้ที่ส่งผลงานเข้าประกวดทุกคน ถือเป็นกำลังสำคัญในการมีส่วนร่วมขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ ซึ่งผลงานที่ได้รับรางวัลจะได้รับโอกาสต่อยอดผลงานถูกนำไปใช้งานได้จริง และขยายผลต่อไปในวงกว้างมากยิ่งขึ้น เพื่อเร่งแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศที่ต้นเหตุ เพื่อลดความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชนได้ในระยะยาว

ศ.พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีกับนักศึกษา 30 ทีม ที่เข้าร่วม และนำเสนอนวัตกรรมวันนี้ เชื่อว่าเราจะได้นโยบายสาธารณะที่ช่วยแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่ได้จากการช่วยกันคิดนวัตกรรมของคนหลายวัย หลายสาขาจะเป็นประโยชน์กับประเทศ รวมถึงขอให้มีการศึกษาวิจัยเรื่องอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อไป อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อยากฝากคือการนำนโยบายสาธารณะที่เป็นสากลของประเทศตะวันตกมาใช้นั้นต้องเรียนว่าใช้ได้เพียงเล็กน้อย เพราะบริบทของประเทศไทยกับตะวันตกมีความแตกต่างกัน ดังนั้น การทำนโยบายสาธารณะจะต้องมีการศึกษาบริบทวัฒนธรรมของประเทศเราเองด้วย เช่น นโยบายสาธารณะในเรื่องที่เกี่ยวกับ PM2.5 ต้องทราบว่าส่วนหนึ่งมาจากการเผาไหม้ทางการเกษตรในพื้นที่ชนบท รวมถึงเกษตรกรในประเทศเพื่อนบ้านที่มีชายแดนติดกัน ซึ่งเป็นวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ ที่เราต้องเรียนรู้เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 และให้ประชาชนในพื้นที่สามารถอยู่ร่วมกับป่าได้

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้ช่วยผู้จัดการ สสส. กล่าวว่า สสส. สนับสนุนการสร้างเมล็ดพันธุ์นักนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพจากพลังคนรุ่นใหม่ที่สำคัญของประเทศ เพื่อพัฒนานวัตกรรมให้เป็นรูปธรรม และขยายผลไปสู่การแก้ปัญหามลพิษทางอากาศได้จริงอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ที่ผ่านมา สสส. แก้ปัญหาฝุ่นควันภายใต้แนวคิด 3 ข. คือ 1.เขย่า คิดนวัตกรรมใหม่ๆ 2.ขยับ นำสิ่งใหม่ที่คิดไปปรับใช้จริงตามบริบทของแต่ละพื้นที่และ 3.เขยื้อน ขยายผลจากระดับปัจเจกหรือระดับพื้นที่ นำไปสู่การผลักดันนโยบายเพื่อการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างเร่งด่วน

โดย สสส. ร่วมกับสภาลมหายใจ 8 จังหวัดภาคเหนือ ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมทำงานอย่างทุ่มเท สามารถแก้ปัญหาวิกฤติฝุ่น PM2.5 อย่างเป็นรูปธรรม ก่อให้เกิดความร่วมมือและเปลี่ยนแปลงค่านิยมในระดับภูมิภาค ทั้งนี้ หากทุกพื้นที่นำแนวคิด 3 ข. ไปปฏิบัติได้สำเร็จสามารถแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 รวมถึงปัญหาสุขภาพอื่นๆ ในพื้นที่ใด

‘เกษตรฯ-พาณิชย์’ เดินหน้า 7 มาตรการล่าสุดแก้ปัญหาลำไยเหนือ-ผลไม้ใต้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/590554

'เกษตรฯ-พาณิชย์'เดินหน้า 7 มาตรการล่าสุดแก้ปัญหาลำไยเหนือ-ผลไม้ใต้

‘เกษตรฯ-พาณิชย์’เดินหน้า 7 มาตรการล่าสุดแก้ปัญหาลำไยเหนือ-ผลไม้ใต้

วันจันทร์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 16.34 น.

“เกษตรฯ-พาณิชย์”เดินหน้า 7 มาตรการล่าสุดแก้ปัญหาลำไยเหนือ-ผลไม้ใต้ หลัง”จีน-เวียดนาม”ออกมาตรการโควิดใหม่ กระทบส่งออกทำมังคุดใต้ราคาตก

“อลงกรณ์”แนะผู้ส่งออกใช้ด่าน”ตงชิง-ผิงเสียง”แก้ปัญหาด่านโหยวอี้กวน-โมฮ่านติดขัดจนคอนเทนเนอร์ขาดแคลน พร้อมประสาน 900 ล้งภาคตะวันออกลงใต้ เร่งกลยุทธ์ขยายการค้าออนไลน์ทุแพลตฟอร์มเพิ่มการบริโภคในประเทศ

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษาและมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยวันนี้ว่า คณะกรรมการบริหารและจัดการผลไม้(Fruit Board)ได้ติดตามสถานการณ์ตั้งแต่เข้าฤดูกาลลำไยภาคเหนือและผลไม้ภาคใต้อย่างใกล้ชิดตามข้อสั่งการของ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีพาณิชย์และ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีเกษตรและสหกรณ์ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารและจัดการผลไม้ซึ่งผลผลิตออกมาเร็วกว่ากำหนด1เดือนซึ่งราคาลำไยและมังคุดในเดือนมิถุนายนอยู่ในเกณฑ์ดีส่งออกได้มากขึ้น แต่หลังจากเกิดการแพร่ระบาดระลอกใหม่โดยเฉพาะเดือนกรกฎาคมทำให้มีการออกมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่เข้มข้นมากกว่าเดิมโดยทางการจีน เวียดนามรวมทั้งไทยส่งต่อการค้าการขนส่งและการส่งออกผลไม้ไทยไปจีนซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของไทยจึงได้จัดประชุมทางไกลเร่งด่วนและประสานการทำงานกับสำนักงานเกษตรของไทยในจีนรวมทั้งสมาคมผู้ประกอบการค้าผลไม้ที่มีสมาชิกกว่า 900 ล้ง และผู้ให้บริการโลจิสติกส์เพื่อรับมือกับสถานการณ์ใหม่เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาโดยสรุปปัญหาล่าสุดและกำหนดมาตรการเพิ่มเติม 7 ประการดังนี้

1.เร่งการนำเข้าตู้คอนเทนเนอร์กลับจากจีนและเวียดนามทั้งการขนส่งทางบกและทางเรือให้หมุนเวียนกลับมาไทยเร็วที่สุด

2.ขอการสนับสนุนจาก”ศบค.”จัดหาวัคซีนจำนวนอย่างน้อย 30,000 โด้สให้แก่พนักงานและแรงงานของบริษัทส่งออกและล้งตลอดห่วงโซ่ผลไม้เป็นการเร่งด่วน เพื่อให้สามารถกลับมาดำเนินงานได้ตามปกติเพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานของล้งและบริษัทส่งออก

3.ผ่อนปรนมาตรการควบคุมโควิดและอำนวยความสะดวกให้ผู้ค้าและล้งจากภาคตะวันออกซึ่งมีกว่า900ล้งสามารถเข้าไปรับซื้อผลไม้ในพื้นที่จังหวัดชุมพรสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช เป็นต้น

4.เร่งรณรงค์การบริโภคผลไม้ภายในประเทศ

5.ขยายการค้าออนไลน์ทุกแพลตฟอร์ม (B2C B2B B2F B2G)

6.เร่งระบายจำหน่ายผลไม้ออกจากพื้นที่กระจายทุกช่องทางโดยขอความร่วมมือภาคเอกชนและภาครัฐ

7.สนับสนุนคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาเกษตรกรอันเนื่องมาจากผลผลิตการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.)และหน่วยงานภาครัฐเร่งขับเคลื่อนมาตรการตามที่ได้รับการอนุมัติไปก่อนหน้านี้จากคณะกรรมการบริหารจัดการผลไม้ ทั้งแผนงานและงบประมาณตามแผนบริหารจัดการผลไม้ภาคเหนือและภาคใต้

นายอลงกรณ์ ย้ำเป็นข้อแนะนำด้วยว่า ขอให้ผู้ประกอบการส่งออกเข้าจีนทางเขตปกครองตนเองกว่างสีจ้วงใช้ด่านตงชิงและด่านผิงเสียงเพิ่มขึ้นเพื่อแก้ปัญหาความแออัดของด่านโหยวอี้กวนและปรับแผนการขนส่งที่จะผ่านเวียดนามเพราะประกาศล่าสุดของทางการเวียดนามเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาห้ามผ่านเขตกรุงฮานอยทำให้ต้องเปลี่ยนเส้นทางขนส่งมีระยะทางเพิ่มขึ้นอีก150กิโลเมตร

“การขนส่งทุกเส้นทางยากลำบากมากเพราะเป็นฤดูฝนทั้งเส้นเชียงของผ่านด่านบ่อเตนของลาวไปผ่านด่านโมฮ่านในสิบสองปันนาของมณฑลยูนนานและเส้นทางจากนครพนมผ่านลาวเวียดนามไปจีนที่กว่างสีจ้วงฝนตกหนักตลอดและมีการตรวจโควิดเข้มข้นทุกด่านและบทลงโทษหากพบการปนเปื้อนโควิดก็รุนแรงมากขึ้นถึงขั้นถอนใบอนุญาตนำเข้านอกจากนี้ยังเป็นช่วงฤดูกาลผลไม้เวียดนามที่มีผลผลิตออกมามากทำให้การขนส่งผ่านด่านจีนเพิ่มมากขึ้นซึ่งเราก็ให้ทีมเกษตรและพาณิชย์ไทยในจีนช่วยดูแลหน้างานอย่างใกล้ชิดเร่งคลี่คลายความแออัดโดยทางการจีนให้ความร่วมมืออย่างดีพร้อมกับให้กำลังใจผู้ประกอบการอย่าท้อเพราะรัฐบาลพร้อมสนับสนุนการทำงานโดยเฉพาะ 7 มาตรการเพิ่มเติม ซึ่งได้รายงานต่อท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเกษตรฯ.เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาและท่านได้สั่งการทันทีให้ทุกภาคส่วนเร่งคลี่คลายแก้ปัญหา

ล่าสุด คพจ.นครศรีธรรมราชซึ่งมีท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานร่วมกับพาณิชย์จังหวัดและเกษตรและสหกรณ์จังหวัดได้ผ่อนปรนให้ล้งเข้ารับซื้อมังคุดเพิ่มขึ้น พร้อมกันนั้นได้ขยายการค้าออนไลน์และเพิ่มบริการขนส่งโดยความร่วมมือกับบริษัทไปรษณีย์ไทยคณะอนุกรรมการอีคอมเมิร์ซและคณะอนุกรรมการธุรกิจเกษตรของกระทรวงเกษตรฯ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์พร้อมกันนี้ได้ประสานความร่วมมือกับกรมประชาสัมพันธ์ อสมท.และสื่อมวลชนทุกแขนงช่วยรณรงค์บริโภคผลไม้ไทยเช่นลำไย มังคุด เงาะ ลองกองเป็นต้น เมื่อการส่งออกเริ่มติดขัดก็ปรับกลยุทธ์เพิ่มอุปสงค์ในประเทศ ตัวอย่างเช่นปีนี้มังคุดภาคใต้มีผลผลิต 165,000 ตัน เพิ่มขึ้นกว่า 20% สัดส่วนส่งออก 60% บริโภคในประเทศ40%และผลผลิตออกเร็วกว่าปกติ1เดือนจนชนกับผลไม้ปลายฤดูของภาคตะวันออก แถมล้งก็ข้ามเขตไปใต้แทบไม่ได้เลยเพราะมาตรการโควิดต้องตรวจโรคและไม่มีวัคซีนฉีดแรงงานชำนาญงานขาดแคลน ปัญหารุมเร้ามากตั้งแต่ต้นทางถึงด่านส่งออกรวมทั้งฝนที่ตกกระหน่ำในลาวและเวียดนามไม่เว้นแต่ละวันแต่เราก็สู้เต็มกำลังทุกวันเพื่อเกษตรกรของเรา เราจะฝ่าวิกฤตไปด้วยกันไม่ทอดทิ้งกัน” นายอลงกรณ์ กล่าวในที่สุด

นอกจากมาตรกรรเพิ่มเติม 7 ประการ ยังมีการพัฒนาคุณภาพผลผลิตตามความเหมาะสมของพื้นที่ การเชื่อมโยงตลาด ภายใต้โครงการส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตรตามอัตลักษณ์และภูมิปัญญาท้องถิ่น การถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีโดยศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (AIC) และหน่วยงานส่งเสริมต่างๆ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตผลไม้และผลไม้อัตลักษณ์ตลอดจนการจัดทำแปลงเรียนรู้การส่งเสริมการผลิตตามระบบมาตรฐาน GAP GMP เกษตรอินทรีย์ (Organic) และสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์(GI) การพัฒนาและสร้างความเข้มแข็งขององค์กรตามระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ สหกรณ์ และศูนย์คัดแยกผลไม้ชุมชน การแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม การตรวจสอบย้อนกลับโดยใช้ QR Code และการสร้างแบรนด์ (Branding) เป็นต้น

ภายใต้โมเดลเกษตรผลิตพาณิชย์ตลาดตามยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต และ 5 ยุทธศาสตร์เฉลิมชัย ของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นแนวทางในการบริหารจัดการผลไม้ในสถาวะวิกฤติโควิด-19 เน้นร่วมบูรณาการทุกภาคส่วน และการใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมจากศูนย์  AIC เพื่อยืดอายุผลผลิต และแปรรูปยกระดับสู่อุตสาหกรรมเกษตรอาหารเพิ่มมูลค่ารายได้ให้มากขึ้นต่อไป

จากข้อมูลกรมส่งเสริมการเกษตร (23 ก.ค.64) ถึงสถานการณ์การเก็บเกี่ยวผลไม้ภาคใต้ มีดังนี้ ทุเรียน ผลผลิตเก็บเกี่ยวแล้ว ร้อยละ 32.83 เงาะ ผลผลิตเก็บเกี่ยวแล้วร้อยละ 33.46 มังคุด ผลผลิตเก็บเกี่ยวแล้วร้อยละ 23.16 ลองกอง ผลผลิตเก็บเกี่ยวแล้วร้อยละ 0.2

กรมปศุสัตว์ ยันโรคลัมปีสกินเป็นโรค ‘โค- กระบือ’ ไม่ใช่โรคติดต่อสัตว์สู่คน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/590465

กรมปศุสัตว์ ยันโรคลัมปีสกินเป็นโรค‘โค- กระบือ’ไม่ใช่โรคติดต่อสัตว์สู่คน

กรมปศุสัตว์ ยันโรคลัมปีสกินเป็นโรค‘โค- กระบือ’ไม่ใช่โรคติดต่อสัตว์สู่คน

วันจันทร์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 14.01 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์เปิดเผยว่าโรคลัมปีสกิน เป็นโรคระบาดในโค กระบือ เท่านั้น โดยสามารถสามารถยืนยันองค์ความรู้ดังกล่าวได้จากข้อมูลทางวิชาการขององค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE)องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ(FAO) และหน่วยงานบริการตรวจสอบสุขภาพสัตว์และพืช กระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (APHIS : USDA) ซึ่ง OIE มีผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบความรู้และปรับปรุงความทันสมัยทางวิชาการทุกปียังให้ข้อมูลว่าโรคลัมปีสกิน เป็นโรคระบาดในโค กระบือเท่านั้น และไม่ใช่โรคติดต่อระหว่างสัตว์และคน

อธิบดีกรมปศุสัตว์ให้ข้อมูลว่า จากที่กรมควบคุมโรคได้แจ้งให้ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรค 1-12 และผู้อำนวยการสถาบันป้องกันโรคเขตเมืองประสานกับหน่วยงานและเครือข่ายในพื้นที่เพื่อเตรียมความพร้อมควบคุมโรคลัมปีสกิน โดยระบุว่า ถึงแม้โรคลัมปีสกินไม่ถือว่าเป็นโรคติดต่อระหว่างสัตว์สู่คน เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้เกษตรกร เนื่องจากมีรายงานพบผู้ป่วยซึ่งเป็นเกษตรกรที่มีอาการผิวหนังเป็นแผลมีตุ่มนูน แตก สะเก็ด มีไข้ อ่อนเพลียแล้วตรวจพบเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส์ (Herpes virus) และไวรัสลัมปีสกิน (Lumpy skin diseasevirus) ที่ผิวหนังซึ่งรายงานฉบับนั้นได้ก่อให้เกิดความวิตกกังวลให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโค กระบือ และสร้างความตื่นตระหนกให้เกษตรกร เป็นอย่างมาก

รายงานที่อ้างถึงนั้นเป็นรายงานที่พบผู้ป่วยในประเทศอียิปต์ซึ่งมีการตีพิมพ์เพียงฉบับเดียวตั้งแต่ปีพ.ศ. 2562 ไม่มีรายงานเพิ่มเติมใดๆ ทั้งจากประเทศอียิปต์และประเทศอื่นๆ ที่มีการระบาดของโรคลัมปีสกิน ทั้งที่มีการระบาดของโรคลัมปีสกินอย่างต่อเนื่อง เช่น ประเทศบังคลาเทศ อินเดีย จีน เวียดนาม เมียนมา

โดยในรายงานฉบับดังกล่าวนั้นมีการตรวจพบเชื้อไวรัส 2ชนิดคือ เชื้อไวรัสกลุ่มเฮอร์ปีส์และเชื้อไวรัสโรคลัมปีสกินจากคนป่วยในตัวอย่างที่ผิวหนัง โดยปกติเชื้อไวรัสกลุ่มเฮอร์ปีส์เป็นเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคเริม งูสวัดในคนซึ่งจะแสดงอาการตุ่มหนองที่ผิวหนัง ริมฝีปากและอวัยวะเพศรวมถึงเป็นสาเหตุของโรคอีสุกอีใสด้วย นอกจากนี้ในรายงานไม่ได้ระบุจำนวนตัวอย่างที่ส่งตรวจหรือจำนวนตัวอย่างที่ให้ผลบวกแต่อย่างใด

ดังนั้น จึงไม่สามารถระบุได้ว่า เชื้อไวรัสชนิดใดที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดรอยโรคที่ผิวหนังหรือเกิดจากไวรัสทั้ง 2ชนิดเพราะโดยปกติเชื้อไวรัสกลุ่มที่ก่อให้เกิดโรคลัมปีสกินจะไม่ก่อโรคในผิวหนังปกติสันนิษฐานจากกรณีนี้น่าจะมีสาเหตุโน้มนำจากการติดเชื้อไวรัสกลุ่มเฮอร์ปีส์มาก่อนและระดับภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยต่ำมากร่วมกับมีการปนเปื้อนของเชื้อไวรัสโรคลัมปีสกินจึงตรวจพบเชื้อไวรัสโรคลัมปีสกิน

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวย้ำว่า ให้เกษตรกรและพี่น้องประชาชนอย่าได้ตื่นตระหนก เนื่องจากโรคลัมปีสกินไม่ใช่โรคติดต่อระหว่างสัตว์สู่คน แต่เพื่อเป็นการสร้างสุขอนามัยที่ดีของเกษตรกรผู้เลี้ยงโค กระบือ แนะนำให้เกษตรกรล้างมือทุกครั้งหลังสัมผัสสัตว์รักษาความสะอาดของอุปกรณ์ที่ใช้กับสัตว์ป่วยทำความสะอาดบริเวณที่เลี้ยงสัตว์และพื้นที่โดยรอบ และสวมถุงมือทุกครั้งเมื่อรักษาสัตว์ป่วยโรคลัมปีสกิน โดยเฉพาะที่มีรอยโรคที่ผิวหนัง