‘อธิบดีปศุสัตว์’ ยืนยันโรคลัมปีสกิน ไม่ใช่โรคติดต่อระหว่างสัตว์สู่คน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/590447

'อธิบดีปศุสัตว์'ยืนยันโรคลัมปีสกิน ไม่ใช่โรคติดต่อระหว่างสัตว์สู่คน

‘อธิบดีปศุสัตว์’ยืนยันโรคลัมปีสกิน ไม่ใช่โรคติดต่อระหว่างสัตว์สู่คน

วันจันทร์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 13.33 น.

เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2564 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์เปิดเผยว่าโรคลัมปีสกิน เป็นโรคระบาดในโค กระบือ เท่านั้น โดยสามารถสามารถยืนยันองค์ความรู้ดังกล่าวได้จากข้อมูลทางวิชาการขององค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE)องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ(FAO) และหน่วยงานบริการตรวจสอบสุขภาพสัตว์และพืช กระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (APHIS : USDA) ซึ่ง OIE มีผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบความรู้และปรับปรุงความทันสมัยทางวิชาการทุกปียังให้ข้อมูลว่าโรคลัมปีสกิน เป็นโรคระบาดในโค กระบือเท่านั้น และไม่ใช่โรคติดต่อระหว่างสัตว์และคน

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ให้ข้อมูลว่าจากที่กรมควบคุมโรคได้แจ้งให้ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรค 1-12 และผู้อำนวยการสถาบันป้องกันโรคเขตเมืองประสานกับหน่วยงานและเครือข่ายในพื้นที่เพื่อเตรียมความพร้อมควบคุมโรคลัมปีสกิน โดยระบุว่า ถึงแม้โรคลัมปีสกินไม่ถือว่าเป็นโรคติดต่อระหว่างสัตว์สู่คน เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้เกษตรกร เนื่องจากมีรายงานพบผู้ป่วยซึ่งเป็นเกษตรกรที่มีอาการผิวหนังเป็นแผลมีตุ่มนูน แตก สะเก็ด มีไข้ อ่อนเพลียแล้วตรวจพบเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส์ (Herpes virus) และไวรัสลัมปีสกิน (Lumpy skin diseasevirus) ที่ผิวหนังซึ่งรายงานฉบับนั้นได้ก่อให้เกิดความวิตกกังวลให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโค กระบือ และสร้างความตื่นตระหนกให้เกษตรกร เป็นอย่างมาก

รายงานที่อ้างถึงนั้นเป็นรายงานที่พบผู้ป่วยในประเทศอียิปต์ซึ่งมีการตีพิมพ์เพียงฉบับเดียวตั้งแต่ปีพ.ศ. 2562 ไม่มีรายงานเพิ่มเติมใดๆ ทั้งจากประเทศอียิปต์และประเทศอื่นๆ ที่มีการระบาดของโรคลัมปีสกิน ทั้งที่มีการระบาดของโรคลัมปีสกินอย่างต่อเนื่อง เช่น ประเทศบังคลาเทศ อินเดีย จีน เวียดนาม เมียนมา

โดยในรายงานฉบับดังกล่าวนั้นมีการตรวจพบเชื้อไวรัส 2ชนิดคือ เชื้อไวรัสกลุ่มเฮอร์ปีส์และเชื้อไวรัสโรคลัมปีสกินจากคนป่วยในตัวอย่างที่ผิวหนัง โดยปกติเชื้อไวรัสกลุ่มเฮอร์ปีส์เป็นเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคเริม งูสวัดในคนซึ่งจะแสดงอาการตุ่มหนองที่ผิวหนัง ริมฝีปากและอวัยวะเพศรวมถึงเป็นสาเหตุของโรคอีสุกอีใสด้วย นอกจากนี้ในรายงานไม่ได้ระบุจำนวนตัวอย่างที่ส่งตรวจหรือจำนวนตัวอย่างที่ให้ผลบวกแต่อย่างใด

ดังนั้น จึงไม่สามารถระบุได้ว่าเชื้อไวรัสชนิดใดที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดรอยโรคที่ผิวหนังหรือเกิดจากไวรัสทั้ง 2ชนิดเพราะโดยปกติเชื้อไวรัสกลุ่มที่ก่อให้เกิดโรคลัมปีสกินจะไม่ก่อโรคในผิวหนังปกติสันนิษฐานจากกรณีนี้น่าจะมีสาเหตุโน้มนำจากการติดเชื้อไวรัสกลุ่มเฮอร์ปีส์มาก่อนและระดับภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยต่ำมากร่วมกับมีการปนเปื้อนของเชื้อไวรัสโรคลัมปีสกินจึงตรวจพบเชื้อไวรัสโรคลัมปีสกิน

ท้ายที่สุดนี้อธิบดีกรมปศุสัตว์ขอย้ำให้เกษตรกรและพี่น้องประชาชนอย่าได้ตื่นตระหนก เนื่องจากโรคลัมปีสกินไม่ใช่โรคติดต่อระหว่างสัตว์สู่คน แต่เพื่อเป็นการสร้างสุขอนามัยที่ดีของเกษตรกรผู้เลี้ยงโค กระบือ แนะนำให้เกษตรกรล้างมือทุกครั้งหลังสัมผัสสัตว์รักษาความสะอาดของอุปกรณ์ที่ใช้กับสัตว์ป่วยทำความสะอาดบริเวณที่เลี้ยงสัตว์และพื้นที่โดยรอบ และสวมถุงมือทุกครั้งเมื่อรักษาสัตว์ป่วยโรคลัมปีสกิน โดยเฉพาะที่มีรอยโรคที่ผิวหนัง

ทั้งนี้ หากเกษตรกรมีข้อสงสัย สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานปศุสัตว์ในพื้นที่ หรือ call center 063-225-6888

กรมส่งเสริมการเกษตรหนุนปลูก ‘ฟ้าทะลายโจร’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/590348

กรมส่งเสริมการเกษตรหนุนปลูก‘ฟ้าทะลายโจร’

กรมส่งเสริมการเกษตรหนุนปลูก‘ฟ้าทะลายโจร’

วันจันทร์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ฟ้าทะลายโจร เป็นพืชสมุนไพรที่กำลังเป็นที่สนใจของสังคมไทยอยู่ในขณะนี้ เนื่องจากสามารถใช้รักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19 ควบคู่กับการแพทย์แผนปัจจุบัน มีสาร “แอนโดรกราโฟไลด์” ซึ่งมีสรรพคุณสามารถลดความรุนแรงของโรคในผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่มีอาการไม่หนักได้ กรมส่งเสริมการเกษตรในฐานะหน่วยงานส่งเสริมการเกษตรด้านพืชได้ดำเนินการสนับสนุน ถ่ายทอดองค์ความรู้แก่เกษตรกรผู้ปลูกพืชสมุนไพรอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด เพื่อให้เกษตรกรนำองค์ความรู้ไปปรับใช้ในพื้นที่การเพาะปลูก ให้ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพ มีมาตรฐาน และมีสารสำคัญเพียงพอ ตลอดจนมีช่องทางการจำหน่ายที่แน่นอน ประกอบกับในปี 2564 ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีนโยบายส่งเสริมสนับสนุนเพื่อให้พืชสมุนไพรเป็นพืชทางเลือก ซึ่งเป็นการพัฒนาพืชสมุนไพร และเปิดโอกาสให้พืชสมุนไพรขยายออกสู่ตลาดได้มากยิ่งขึ้น

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวอีกว่า จากความสำเร็จของโครงการบ้านพอเพียงเลี้ยงชีวิตสู้โควิด-19 ที่ได้มีการมอบพืชผักและสมุนไพร 7 ชนิดให้แก่เกษตรกรในปีที่ผ่านมา รวมทั้งสิ้นกว่า 3.7 ล้านต้น โดยมีฟ้าทะลายโจร รวมอยู่ด้วย และจากความต้องการต้นพันธุ์ฟ้าทะลายโจรของประชาชนมีปริมาณมาก จึงได้สั่งการให้กองขยายพันธุ์พืชนำเมล็ดพันธุ์ฟ้าทะลายโจรมาเพาะขยายพันธุ์และต่อยอดสู่โครงการผลิตต้นพันธุ์ฟ้าทะลายโจรสนับสนุนการรักษาโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ผ่านศูนย์ขยายพันธุ์พืชทั้ง 10 ศูนย์ ได้แก่ จังหวัดชลบุรี ตรังนครราชสีมา นครศรีธรรมราช บุรีรัมย์ พิษณุโลก มหาสารคาม ลำพูน สุพรรณบุรี และอุดรธานี ทั้งนี้ คาดว่าจะสามารถมอบต้นพันธุ์ ฟ้าทะลายโจรให้แก่เกษตรกรและประชาชนทั่วไปได้ในช่วงสิ้นเดือนสิงหาคม 2564 โดยจะให้บริการศูนย์ละ 50,000 ต้น รวมจำนวนทั้งสิ้น 500,000 ต้น ทั้งนี้ทางกรมส่งเสริมการเกษตรจะแจ้งวันพร้อมให้บริการต้นพันธุ์ที่แน่นอนอีกครั้งหนึ่ง

นอกจากนี้ ในด้านการส่งเสริมการปลูกพืชสมุนไพร กรมส่งเสริมการเกษตรได้ส่งเสริมให้เกษตรกรรายย่อยรวมกลุ่มกันเป็นแปลงใหญ่ ภายใต้โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ มาตั้งแต่ปี 2559 โดยมีกลุ่มแปลงใหญ่พืชสมุนไพร จำนวนทั้งสิ้น 37 แปลง ใน 22 จังหวัด เกษตรกร 1,565 ราย รวมพื้นที่จำนวน 7,913 ไร่ โดยแปลงใหญ่สมุนไพรจะมีตลาดรองรับที่แน่นอน ทั้งแบบมีข้อตกลงล่วงหน้ากับผู้รับซื้อ และจำหน่ายผ่านตลาดเกษตรกร เว็บไซต์ตลาดเกษตรกรออนไลน์.com ตลาดในท้องถิ่น ตลาดขายส่ง และตลาดส่งออก รวมทั้งยังมีแปลงใหญ่สมุนไพร จำนวน 6 แปลงที่มีการจัดทำ MOU กับโรงพยาบาลที่มีการผลิตยาสมุนไพร ได้แก่ 1) แปลงใหญ่สมุนไพรทับทิมสยาม 05 ตำบลคลองไก่เถื่อน อำเภอคลองหาด จังหวัดสระแก้ว ทำ MOU ส่งวัตถุดิบสมุนไพรแห้ง กับโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร 2) แปลงใหญ่สมุนไพร หมู่ 4 ตำบลโคกจาน อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี MOU ส่งวัตถุดิบสมุนไพรสด กับโรงพยาบาลตระการพืชผล 3) แปลงใหญ่สมุนไพร หมู่ 5 ตำบลพนา อำเภอพนา จังหวัดอำนาจเจริญ ทำMOU ส่งวัตถุดิบสมุนไพรสด กับโรงพยาบาลพนา 4) แปลงใหญ่สมุนไพร หมู่ 4 ตำบลเขาวงกต อำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี ทำ MOU ส่งวัตถุดิบสมุนไพรแห้ง กับโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร 5) แปลงใหญ่สมุนไพรบ้านโนนธาตุ ตำบลพนา อำเภอพนา ทำ MOU ส่งวัตถุดิบสมุนไพรสด / แห้ง กับโรงพยาบาลพนา และ 6) แปลงใหญ่สมุนไพรตำบลหนองตอกแป้น ตำบลหนองตอกแป้น อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ ทำ MOU ส่งวัตถุดิบสมุนไพรแห้ง กับโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร

ปัจจุบันมีเกษตรกรรวมตัวเป็นวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกและแปรรูปสมุนไพรกว่า 3,000 กลุ่ม โดยกรมส่งเสริมการเกษตรได้เข้าไปส่งเสริมให้วิสาหกิจชุมชนเหล่านี้มีการวางแผนการผลิต เน้นกระบวนการผลิตและแปรรูปที่ถูกต้อง ปลอดภัย และได้รับการรับรองมาตรฐานต่างๆ ได้แก่ GAP อย. GMP เกษตรอินทรีย์ และ HACCP รวมถึงการพัฒนากล่องบรรจุภัณฑ์ เพื่อสร้างมูลค่าสินค้าและตีตลาดกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ ด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีรูปลักษณ์สวย ทันสมัย โดยสินค้าจากวิสาหกิจชุมชน ประกอบไปด้วยสินค้าทั้งประเภทอุปโภค เช่น ลูกประคบสมุนไพร แชมพู สบู่สมุนไพร ผงขัดผิว ครีมทาผิว เป็นต้น และประเภทบริโภค เช่น น้ำสมุนไพร ขิงผง น้ำพริกสมุนไพร ข้าวเกรียบสมุนไพร เป็นต้น

ชายคาพระพิรุณ : 26 กรกฎาคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/590344

ชายคาพระพิรุณ : 26 กรกฎาคม 2564

วันจันทร์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา กรมหม่อนไหมถูกนำมากล่าวถึงในโลกออนไลน์อยู่พอสมควร กรณีมีนักการเมืองท่านหนึ่งตั้งคำถามถึงงบประมาณที่ถูกจัดสรรให้กรมหม่อนไหม 560 ล้านบาท ว่าสมเหตุสมผลหรือไม่ ทำให้มีผู้ที่เกี่ยวข้องในวงการหม่อนไหมทั้งเกษตรกรผู้ประการออกมาแสดงความคิดเห็นกันมากมายซึ่ง ขุนเกษตรา ขออนุญาตไม่แสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ในฐานะอยู่ในแวดวงเดียวกัน คุ้นเคยกันดี ก็มองว่า ตั้งแต่กำเนิดกรมหม่อนไหมมา 11 ปีและกำลังจะก้าวสู่ปีที่ 12 กรมหม่อนไหม ก็ทำหน้าที่ดูแลภารกิจด้านหม่อนไหมของประเทศได้ในหลายมิติส่งผลให้เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในหลายพื้นที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอยู่ไม่น้อย โดยเมื่อเร็วๆ นี้ ยังได้จัดพิธีลงนามข้อตกลงซื้อขายรังไหมอุตสาหกรรมระบบเกษตรพันธสัญญาผ่านระบบออนไลน์ ระหว่างกลุ่มเกษตรกรปลูกหม่อนเลี้ยงไหมอุตสาหกรรม จ.น่าน เชียงราย พะเยา และบริษัท จุลไหมไทย จำกัด ซึ่งนายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมหม่อนไหม บอกว่า ในพื้นที่จังหวัดน่าน เชียงราย พะเยา มีเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมอุตสาหกรรม จำนวน 353 ราย โดยปีพ.ศ.2563 มีผลผลิตรังไหมรวม 54,514 กิโลกรัม คิดเป็นรายได้ 8,196,039 บาท ส่วนในปีพ.ศ.2564 มีแผนการเลี้ยงไหม จำนวน 10 รุ่น คาดการณ์จะได้ผลผลิตรังไหม จำนวน 75 ตัน และสามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรได้มากกว่า 12 ล้านบาท ซึ่งกรมหม่อนไหมได้ไปส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มในการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมอุตสาหกรรมตามนโยบาย “ตลาดนำการผลิต” ของดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เนื่องจากสถานการณ์การขาดแคลนรังไหมและเส้นไหมในตลาดโลกมีมากขึ้น เพราะประเทศจีนซึ่งเป็นผู้ผลิตเส้นไหมรายใหญ่ของโลกได้ลดปริมาณการผลิตลง ทำให้ราคารังไหมและเส้นไหมในตลาดโลกขยับสูงขึ้น และปัจจุบันภาคเอกชนของไทย คือบริษัท จุลไหมไทย จำกัด มีความต้องการรังไหมเพื่อผลิตเส้นไหมปีละ 5,000 ตัน แต่เกษตรกรสามารถผลิตได้เพียงปีละ 2,000 ตัน ดังนั้นเพื่อเป็นการขยายการผลิตตามความต้องการของตลาด กรมหม่อนไหมและบริษัท จุลไหมไทยฯ จึงเร่งสร้างเกษตรกรให้เข้าสู่ระบบการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมอุตสาหกรรมมากขึ้น โดยได้กำหนดเป้าหมาย และส่งเสริมกิจกรรมการฝึกอบรมให้ความรู้แบบครบวงจร สนับสนุนปัจจัยการผลิตที่จำเป็น รวมทั้งสร้างความเข้มแข็งให้กลุ่มเกษตรกร และได้ขยายผลสู่การทำข้อตกลงเกษตรพันธสัญญา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและการแข่งขัน ลดความเสี่ยงด้านการตลาด และเกิดความเป็นธรรมทั้งผู้ประกอบการและเกษตรกร โดยท่านอธิบดีกรมหม่อนไหม ยังย้ำด้วยว่า การลงนามข้อตกลงเกษตรพันธสัญญาในการซื้อขายรังไหมอุตสาหกรรม ถือเป็นการสร้างความมั่นคงทั้งด้านอาชีพและรายได้ให้กับเกษตรกร รวมทั้งสามารถลดการนำเข้าเส้นไหมจากต่างประเทศ ช่วยแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม อันจะเป็นการร่วมกันพัฒนาวงการหม่อนไหมไทยให้เจริญรุ่งเรือง และก้าวไปสู่การเป็นผู้นำในการผลิตเส้นไหมในอันดับต้นๆ ของโลก…

นับว่าเป็นอีกกิจกรรมหนึ่ง ที่กรมหม่อนไหมจัดขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้เกษตรกรได้พบกับผู้ประกอบการโดยตรง โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ยังไม่สงบ เพื่อให้ทุกฝ่ายผ่านวิกฤติไปได้

ขุนเกษตรา

กรมชลฯคุมเข้มแผนจัดการน้ำฤดูฝน ขับเคลื่อน 10 มาตรการรับมืออุทกภัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

กรมชลฯคุมเข้มแผนจัดการน้ำฤดูฝน ขับเคลื่อน10มาตรการรับมืออุทกภัย

วันจันทร์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมชลประทานสนองนโยบายรัฐขับเคลื่อน10 มาตรการเตรียมรับมือฝนตกหนักช่วงปลายฤดูตามคาดการณ์ เผยอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง-ขนาดใหญ่ สามารถรับน้ำได้อีกกว่า 42,000 ล้านลบ.ม. พร้อมคุมเข้มแผนการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝน หลังประสบผลสำเร็จในการช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภาวะฝนทิ้งช่วง

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากที่กรมอุตุนิยมวิทยาได้คาดการณ์ว่า ในช่วงฤดูฝนปีนี้ปริมาณฝนตกจะมากกว่าค่าปกติร้อยละ 5-10โดยตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน 2564 ฝนตกชุกหนาแน่นประมาณร้อยละ 60-80 ของพื้นที่ และจะมีฝนหนักในหลายพื้นที่ ซึ่งจะก่อให้เกิดสภาวะน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่งได้นั้น กรมชลประทานได้เตรียมความพร้อมโดยนำ 10 มาตรการในการรับมือฤดูฝนของรัฐบาลมาปฏิบัติในเชิงป้องกันก่อนเกิดภัย ไม่ว่าจะเป็นมาตรการคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงอุทกภัย ได้มีการประเมินและเตรียมความพร้อมเรียบร้อยแล้ว รวมทั้งการบริหารจัดการพื้นที่ลุ่มเพื่อรองรับน้ำหลาก ซึ่งได้มีการวางแผนไว้ทุกลุ่มน้ำแล้วเช่นกัน โดยเฉพาะในลุ่มเจ้าพระยา กรมชลประทานจะใช้ทุ่งบางระกำ และ 12 ทุ่งของลุ่มเจ้าพระยาในการรองรับน้ำหลาก

นอกจากนี้ ยังได้ทบทวนปรับปรุงเกณฑ์บริหารจัดการน้ำในแหล่งน้ำขนาดใหญ่-กลางและเขื่อนระบายน้ำให้เหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์ พร้อมทั้งได้ติดตามสถานการณ์น้ำในแหล่งน้ำขนาดใหญ่ – กลาง ซึ่งขณะนี้อ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดใหญ่มีปริมาณน้ำรวม 33,644 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) หรือ ร้อยละ44 ของปริมาณการกักเก็บ โดยเป็นปริมาณน้ำที่ใช้งานได้ 9,714 ล้านลบ.ม. หรือ ร้อยละ 19ของปริมาณการกักเก็บ สามารถรับรองน้ำได้อีกมีมากกว่า 42,423 ล้านลบ.ม.

รวมทั้งยังได้ซ่อมแซมปรับปรุงอาคารชลศาสตร์ ระบบระบายน้ำ สถานีโทรมาตรให้พร้อมใช้งาน ตลอดจนได้ปรับปรุง แก้ไข กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำพร้อมทั้งได้ขุดลอกคูคลอง กำจัดผักตบชวา-วัชพืชในแม่น้ำและคูคลอง โดยร่วมบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้เพื่อเพิ่มพื้นที่รับน้ำและช่วยให้ระบายน้ำมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งยังได้เตรียมเครื่องจักรเครื่องมือและบุคลากร โดยเฉพาะเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ได้จัดเตรียมไว้ทั่วประเทศแล้วกว่า2,138 เครื่อง พร้อมที่จะช่วยเหลือได้ตลอด 24 ชั่วโมง

“กรมชลประทานยังได้ดำเนินมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำและปรับปรุงวิธีการส่งน้ำ ตลอดจนวางแผนการจัดสรรน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุน พร้อมทั้งได้สร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์สถานการณ์น้ำให้ประชาชนได้รับทราบอย่างต่อเนื่องและยังได้ติดตามประเมินผล เพื่อปรับมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบันอีกด้วย” นายประพิศกล่าว

อธิบดีกรมชลประทานกล่าวด้วยว่า ในช่วงต้นฤดูฝนที่ผ่านมาเกิดภาวะฝนทิ้งช่วง ประกอบกับปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำต่างๆอยู่ในเกณฑ์น้อย แต่เกษตรกรส่วนหนึ่งโดยเฉพาะในลุ่มเจ้าพระยา 22 จังหวัดได้ทำการเพาะปลูกข้าวนาปีไปแล้ว มีความเสี่ยงที่ข้าวจะได้รับความเสียหาย กรมชลประทานวางแผนบริหารจัดการน้ำช่วยเหลือเป็นกรณีพิเศษด้วยการจัดสรรน้ำตามรอบเวรให้กับเกษตรกร พร้อมทั้งประสานความขอความร่วมมือจากเกษตรกร ที่ยังไม่ได้มีการเพาะปลูกข้าวนาปีให้ชะลอออกไปก่อ จนกว่าฝนจะตกอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งประสบผลสำเร็จทำให้ข้าวนาปีไม่ได้รับความเสียหาย

“กรมชลประทาน ได้บริหารจัดการน้ำตามแผนที่วางไว้อย่างเคร่งครัด และให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยให้ความสำคัญในการจัดสรรน้ำทั้งเพื่อการอุปโภค-บริโภค การรักษาระบบนิเวศ การเกษตร และอุตสาหกรรม ทั้งนี้ ในช่วงฤดูฝนปี 2564 ได้ประเมินว่าจะความต้องการใช้น้ำทั้งประเทศประมาณ 32,339 ล้าน ลบ.ม. จะจัดสรรเพื่อเพื่อการอุปโภค-บริโภค 2,686 ล้าน ลบ.ม.การเกษตร 21,827 ล้านลบ.ม. อุตสาหกรรม 460 ล้าน ลบ.ม.รักษาระบบนิเวศและอื่นๆ 7,366 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งขณะนี้การจัดสรรน้ำเป็นไปตามแผนที่วาง โดยได้จัดสรรไปแล้ว 7,320 ล้านลบ.ม. คิดเป็น ร้อยละ 23 ของแผนจัดสรรน้ำ” อธิบดีกรมชลประทานกล่าวในตอนท้าย

สกู๊ปพิเศษ : ถอดบทเรียนผู้นำที่พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงกับการจัดการโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/590347

สกู๊ปพิเศษ : ถอดบทเรียนผู้นำที่พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงกับการจัดการโควิด-19

สกู๊ปพิเศษ : ถอดบทเรียนผู้นำที่พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงกับการจัดการโควิด-19

วันจันทร์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย หรือ TIJ ได้มีการเปิดเวทีสาธารณะว่าด้วยหลักนิติธรรมและการพัฒนาที่ยั่งยืน ครั้งที่ 9 (The 9th TIJ Public Forum on the Rule of Law and Sustainable Development) โดยใช้ชื่อหลักว่า “The International Virtual Forum: Resilient Leadership in Practice” เพื่อให้นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ และผู้กำหนดนโยบายที่มีชื่อเสียงทั้งในระดับภูมิภาคและในระดับชาติ มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ แนวคิด นโยบาย กรณีศึกษาต่างๆ ที่เชื่อมโยงเรื่องหลักนิติธรรม การพัฒนาอย่างเสมอภาค และความเป็นผู้นำที่พร้อมปรับตัวเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ที่ปรึกษาพิเศษสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย ได้กล่าวในงานเสวนา หัวข้อ “The Inextricable Linkages between the Rule of Law,Equitable Development and Resilient Leadership” ว่า ช่วงวิกฤติของสังคมโลกในเวลานี้ หลักนิติธรรมเป็นสิ่งจำเป็นและขาดไม่ได้ ยิ่งในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลกระทบกับทุกประเทศ กลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก ผู้หญิง และกลุ่มคนชายขอบ ต่างได้รับผลกระทบอย่างหนักในแง่ของการถูกทำร้ายร่างกายเพิ่มขึ้นในระหว่างการล็อกดาวน์ ซึ่งผู้นำ ต้องเข้าใจในการเรียงลำดับความสำคัญต่อคนในสังคม เปิดโอกาสให้คนมีส่วนร่วม และรวมทุกฝ่ายเข้าด้วยกัน

นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง ซึ่งเป็นผู้นำที่มีความสามารถในการบริหารในสถานการณ์วิกฤติ จากเหตุการณ์ช่วยเหลือทีมฟุตบอลหมูป่า อคาเดมี ออกจากถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน ในสมัยที่ท่านเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้กล่าวในงานเสวนา หัวข้อ “Resilient Leadership in Practice: Experience at Local Administrative โดยเล่าว่า การปฏิบัติงานของจังหวัดลำปาง ได้เชิญผู้เชี่ยวชาญทางสาธารณสุขมาร่วมวางแผนตั้งแต่การอบรมบุคลากรทุกภาคส่วน แบ่งทีมฝ่ายปกครองและฝ่ายการแพทย์ออกเป็นหลายทีม สลับสับเปลี่ยนการปฏิบัติงานภาคสนามหลีกเลี่ยงการมาพบปะเจอกันระหว่างคนในทีม เพื่อป้องกันสถานการณ์ที่แย่ที่สุดนั่นคือการติดเชื้อระหว่างกัน ซึ่งจะทำให้ยังมีทีมที่ปฏิบัติงานต่อได้ หากมีทีมใดต้องถูกกักตัว โดยจังหวัดลำปางใช้ข้อมูลทางสถิติมาออกแบบวิธีการช่วยเหลือประชาชนเพิ่มเติมในการระบาดรอบแรก โดยใช้งบประมาณฉุกเฉินจากรัฐไปแค่แสนกว่าบาทจากที่ได้จังหวัดละ 5 ล้านบาท โดยมีประชาชนชาวลำปางไปลงทะเบียนพร้อมรับวัคซีนมากเป็นอันดับที่ 2 รองจากกรุงเทพมหานคร

ดร.สันติธาร เสถียรไทย ประธานทีมเศรษฐกิจ และกรรมการผู้จัดการใหญ่ของบริษัท Sea Group ร่วมเวทีเสวนาครั้งนี้ ในหัวข้อ “Stories of Resilient Leaders: Vital Roles in the COVID-19 Response”ได้เล่าถึงบทบาทสำคัญของผู้นำที่ยืดหยุ่นในการรับมือโควิด-19 ด้วยการแชร์ประสบการณ์ที่ตนได้ทำงานอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ โดยหยิบยกแนวคิด “3 อยู่ คือ “อยู่รอด อยู่เป็น อยู่ยืน” มาใช้ในการปฏิบัติ โดยช่วง อยู่รอด หมายถึง Lockdown ปิดเมืองเป็นวงกว้าง คนถูกจำกัดการเคลื่อนที่อย่างเข้มข้น เพื่อหยุดการระบาดได้ / อยู่เป็น คือ New Abnormal เปิดเมืองบ้างแต่ยังไม่สมบูรณ์ กิจกรรมบางอย่างยังทำไม่ได้ มีความเสี่ยงอาจกลับไปปิดใหม่ได้/อยู่ยืน คือ New Normal ที่มนุษย์เอาชนะไวรัสได้แต่โลกอาจเปลี่ยนแปลงอย่างถาวร เทรนด์แห่งโลกอนาคตจะมาถึงเร็วขึ้น ซึ่ง Resilient Leader คือผู้นำที่พาคนในสังคมผ่านช่วงอยู่รอด อยู่เป็น และอยู่ยืน ได้อย่างสมบูรณ์

นางสาวศิริพร พรมวงศ์ หัวหน้าโครงการคลองเตยดีจัง กล่าวในหัวข้อ “Stories of Resilient Leaders: Vital Roles in the COVID-19 Response” เช่นกัน โดยเล่าว่า เธอทำงานในคลองเตยมาประมาณ 9 ปี ได้ตั้งทีมรับมือกับโรคระบาดโควิด-19 ตั้งแต่ปีที่แล้ว และคาดการณ์ล่วงหน้าไว้ว่าในชุมชนอาจจะเป็นกลุ่ม Super spreader ซึ่ง“โครงการคลองเตยดีจัง” พยายามดำเนินงานโดย “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

ดร.พิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ได้พูดถึงบทบาทสำคัญของผู้นำที่ยืดหยุ่น โดยชี้ให้เห็นว่า “หลักนิติธรรม การพัฒนา และความเป็นผู้นำ” ล้วนเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์วิกฤตการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่แสดงให้เห็นว่า การระบาดของโรค ไม่ได้เปลี่ยนแปลงแค่สภาพแวดล้อมการทำงาน หรือเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตของมนุษยชาติเท่านั้น แต่ยังเปิดเผยให้เห็นถึงปัญหาความไม่เท่าเทียมกัน และความไม่ยุติธรรมในสังคมอีกด้วย

ดังนั้น TIJ ขอยืนยันด้วยความเชื่อมั่นว่า การส่งเสริมหลักนิติธรรมให้เป็นเหมือนหลักการของสังคม จะเป็นหลักการในการรับมือเพื่อสร้างโลกที่ดีกว่าเดิมหลังโควิด-19 และ TIJ ยังพร้อมให้ความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย เพื่อเปิดมุมมองที่หลากหลายให้สามารถนำหลักนิติธรรมไปเป็นการดำเนินการได้จริงในอนาคต ตามหลักคิดของชาว TIJ ว่า “ความยุติธรรมเป็นเรื่องของทุกคน”

สามารถรับชมคลิปย้อนหลังได้ที่ https://www.facebook.com/watch/live/?v=1096623854165969&ref=watch_permalink

รายงานพิเศษ : นายก อบจ.เพชรบูรณ์ ชวนชิมฟรีอินทผลัมสด งาน ‘Intapalum Festival 2021 ครั้งที่ 2’ เปิดฤดูกาลท่องเที่ยวฤดูฝนในรูปแบบ New Normal #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/590349

รายงานพิเศษ : นายก อบจ.เพชรบูรณ์ ชวนชิมฟรีอินทผลัมสด  งาน ‘Intapalum Festival 2021 ครั้งที่ 2’   เปิดฤดูกาลท่องเที่ยวฤดูฝนในรูปแบบ New Normal

รายงานพิเศษ : นายก อบจ.เพชรบูรณ์ ชวนชิมฟรีอินทผลัมสด งาน ‘Intapalum Festival 2021 ครั้งที่ 2’ เปิดฤดูกาลท่องเที่ยวฤดูฝนในรูปแบบ New Normal

วันจันทร์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอัครเดช ทองใจสด นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เพชรบูรณ์ กล่าวว่า อบจ.เพชรบูรณ์ ภายใต้การบูรณาการมีส่วนร่วมระหว่างเกษตรกรผู้ปลูกและจำหน่าย ร่วมกับจังหวัดเพชรบูรณ์, องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.), หน่วยงานภาครัฐ และ องค์กรภาคเอกชน ได้จัดทำโครงการเปิดฤดูกาลท่องเที่ยว จ.เพชรบูรณ์ ประจำปี 2564 ระหว่างวันที่ 5-6 สิงหาคม 2564 ตั้งแต่เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป พร้อมกิจกรรมท่องเที่ยวฤดูฝน…ชวนชิมอินทผลัม “Intapalum Festival 2021” ครั้งที่ 2  ในรูปแบบ New Normal  เลือกชม เลือกซื้ออินทผลัมสด จากผู้ปลูกอินทผลัมจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้ที่ตลาดกรีนมาร์เก็ต เพชรบูรณ์

ทั้งนี้ เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรเปิดตัวแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรสวนอินทผลัม ผลไม้เศรษฐกิจอีกชนิดของจังหวัดเพชรบูรณ์ให้เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง อีกทั้งเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมการตลาดอินทผลัม ภายในงานจะได้พบกับประสบการณ์ใหม่บนดินแดนมะขามหวานสัมผัสความอร่อยของผลไม้มหัศจรรย์ “อินทผลัมสดๆ ประกอบด้วย การชิมอินทผลัมฟรี! แบบไม่อั้น ตลอดทั้งงาน, เมนูพิเศษจากอินทผลัม รวมถึงผลิตภัณท์แปรรูปราคาพิเศษ, ชมการประกวดเมนูอาหารและเครื่องดื่มทำจากอินทผลัม, เดินเที่ยวชมตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ และกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย  ตลอดจนรับชมกิจกรรมอินทผลัมสดออนไลน์ เพื่อรับส่วนลดมากมาย ทางเพจ“Phetchabun Date Palm Group” รับชม VTR แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรสวนอินทผลัมจังหวัดเพชรบูรณ์  รับความรู้เกี่ยวกับอินทผลัมสด  

นายอัครเดช กล่าวอีกว่า “อินทผลัม” ในอดีตจะได้ยินอยู่เสมอว่า อินทผลัม หรือ อินทผาลัม เป็นพืชที่ขึ้นได้ในทะเลทราย หรือสภาพภูมิอากาศแห้งแล้ง หากนำมาปลูกในถิ่นอื่น เช่น ในถิ่นที่มีความชื้นสูง จะไม่สามารถปลูกได้ ถึงแม้จะปลูกได้แต่ก็มีผลผลิตไม่ดีเท่าที่ควร แต่ในปัจจุบัน ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อและปรับปรุงสายพันธุ์ให้เหมาะกับพื้นที่ สภาพภูมิอากาศ สามารถปลูกและแพร่พันธุ์ได้ในพื้นที่สภาพภูมิอากาศทั่วไป และ สร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

“อินทผลัม เป็นผลไม้ที่มีหลากหลายพันธุ์ แต่ละสายพันธุ์มีคุณสมบัติเด่นในด้านการนำไปบริโภคต่างกัน อีกทั้งเกรด ราคา รวมทั้งรสชาติแตกต่างกันด้วย สำหรับสายพันธุ์ต่างประเทศที่นิยมนำมาปลูกในไทยเพื่อรับประทานเป็นผลสด คือ พันธุ์ Barhee หรือ Barhi (บาร์ฮี หรือ บัรฮี) มีแหล่งกำเนิดในประเทศอิรัก ปัจจุบันมีการปลูกกันแพร่หลายในหลายประเทศ กล่าวกันว่า พันธุ์ Barhi เป็นแอปเปิลแห่งตะวันออกกลาง”  นายอัครเดช  กล่าวทิ้งท้าย

เกษตรฯตั้งเป้าตามแผน BCG โมเดลวาระแห่งชาติ ดันไทยสู่ 3 สูง ‘ประสิทธิภาพสูง-มาตรฐานสูง-รายได้สูง’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/589666

เกษตรฯตั้งเป้าตามแผนBCGโมเดลวาระแห่งชาติ  ดันไทยสู่3สูง‘ประสิทธิภาพสูง-มาตรฐานสูง-รายได้สูง’

เกษตรฯตั้งเป้าตามแผนBCGโมเดลวาระแห่งชาติ ดันไทยสู่3สูง‘ประสิทธิภาพสูง-มาตรฐานสูง-รายได้สูง’

วันศุกร์ ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (BCG Model)ด้านการเกษตร ว่าจากที่คณะรัฐมนตรี ได้มีมติเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2564 เห็นชอบให้การขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน เศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy : BCG Model) โมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นวาระแห่งชาติ ตั้งแต่ ปี 2564 เป็นต้นไป กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพเศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (BCG Model)ด้านการเกษตร โดยมีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธานกรรมการ และสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรพร้อมด้วยสำนักแผนงานและโครงการพิเศษ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้แทนสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) เป็นกรรมการและเลขานุการร่วม ซึ่งคณะกรรมการชุดดังกล่าว จะกำหนดแนวทาง มาตรการ และกลไกการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทยด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG ปี 2564 – 2570 ที่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตร ตลอดจนวางระบบการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

“สำหรับการขับเคลื่อนภาคการเกษตรด้วย BCG Model มีเป้าหมายเพื่อปรับเปลี่ยนระบบการเกษตรของประเทศไทยสู่ 3 สูง คือ ประสิทธิภาพสูงมาตรฐานสูง รายได้สูง ด้วยการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมผสานภูมิปัญญา ยกระดับผลผลิตเกษตรสู่มาตรฐานสูง ครอบคลุมทั้ง ด้านคุณภาพ โภชนาการ ความปลอดภัย และระบบการผลิตที่ยั่งยืน ให้การทำการเกษตรเป็นอาชีพที่สร้างรายได้สูง มีผลิตสินค้าเกษตรพรีเมียม สินค้าเชิงนวัตกรรมที่หลากหลาย กำหนดราคาขายได้ตามคุณภาพของผลผลิตเกษตร อันจะส่งผลให้ GDP ภาคเกษตรเติบโตอย่างสมดุลและมีเสถียรภาพ รายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้น เกิดการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรการเกษตรอย่างสมดุลและยั่งยืน” เลขาธิการ สศก. กล่าว

ด้านนางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการ สศก. กล่าวว่า แนวทางการพัฒนาภาคการเกษตรด้วย BCG Model จะดำเนินการใน 4 แนวทาง ได้แก่ แนวทางที่ 1 อนุรักษ์และใช้ทรัพยากรทางการเกษตร ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน แนวทางที่ 2 ส่งเสริมเกษตรสมัยใหม่ การผลิตสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง แนวทางที่ 3 พัฒนาเกษตรกรมืออาชีพและเสริมสร้างความเชี่ยวชาญของบุคลากรภาครัฐ และ แนวทางที่ 4 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวก ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะคัดเลือกโครงการและกิจกรรมของหน่วยงานต่าง ๆ ในปีงบประมาณ 2565 ที่สอดคล้องกับกรอบการดำเนินงาน BCG Value Chain ภาคการเกษตร ภายใต้หลักการตลาดนำการผลิต และให้หน่วยงานระดับกรม จัดทำโครงการที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อน BCG ภาคการเกษตรเพื่อขอรับการจัดสรรงบประมาณประจำปี 2566- 2570 รวมทั้งการขับเคลื่อนในระดับจังหวัดต่อไป

“ขณะนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้คัดเลือกจังหวัดนำร่อง 5 จังหวัดเรียบร้อยแล้ว พร้อมทั้งกำหนดชนิดของสินค้า ประกอบด้วย จังหวัดราชบุรี มีสินค้ามะพร้าวน้ำหอม อ้อย สุกร และ โคนม จังหวัดลำปาง สินค้าข้าวเหนียว และไผ่ จังหวัดขอนแก่น สินค้าอ้อย และหม่อนไหม จังหวัดจันทบุรี สินค้าทุเรียน และมังคุด และจังหวัดพัทลุง สินค้าข้าวโดยได้จัดทำ BCG Value Chain ของสินค้าเป้าหมาย เร่งสร้างการรับรู้จากหน่วยงานต่าง ๆ พร้อมจัดทำแผนเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ยกระดับผลผลิตทางการเกษตร จากการผลิตมากแต่สร้างรายได้น้อย (More for Less) ไปสู่การผลิตสินค้าพรีเมียม ที่ผลิตน้อยแต่สร้างรายได้มาก (Less for More) เพื่อนำพาประเทศไทยไปสู่เป้าหมายของการเป็นประเทศที่มีรายได้สูง และบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนร่วมกัน” รองเลขาธิการ สศก. กล่าว

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ลุ่มน้ำชีมั่นคงด้วยพระราชดำริ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/589665

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ลุ่มน้ำชีมั่นคงด้วยพระราชดำริ

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ลุ่มน้ำชีมั่นคงด้วยพระราชดำริ

วันศุกร์ ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ประพิศ จันทร์มา

กรมชลประทานเป็นหน่วยงานหลักในการพัฒนาแหล่งน้ำได้น้อมนำพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่จะ “สืบสาน รักษา และต่อยอด” โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ให้เกิดสัมฤทธิผลสู่พสกนิกรทั่วทั้งแผ่นดิน มาขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติที่ให้เกิดเป็นรูปธรรม

ประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า กรมชลประทานได้ให้ความสำคัญโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นอันดับแรก โดยจะเร่งขับเคลื่อนโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ที่ยังค้างคาไม่ได้ดำเนินการก่อสร้าง มาดำเนินการให้แล้วเสร็จสัมฤทธิผลตามเป้าหมายโดยเร็วที่สุด

อธิบดีประพิศ ได้ยกตัวอย่างการพัฒนาลุ่มน้ำชีตอนบน ซึ่งประสบปัญหาขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง น้ำท่วมในฤดูฝน เกือบทุกปี กรมชลประทานได้ “สืบสาน” พระราชปณิธาน ดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริถึง 3 โครงการ ประกอบด้วย

โครงการอ่างเก็บน้ำลำน้ำชีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.บ้านเขว้า จ.ชัยภูมิ โครงการอ่างเก็บน้ำลำสะพุงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.หนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ และโครงการอ่างเก็บน้ำลำเจียงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.ภักดีชุมพล และ อ.หนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ ทั้ง 3โครงการสามารถกักเก็บน้ำรวมกันได้ถึง 163.38 ล้านลบ.ม. มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 145,000 ไร่ และมีประชาชนได้รับประโยชน์มากกว่า 50,000 คน

เมืิ่อก่อสร้างแล้วเสร็จกรมชลประทานมีแผนจะ “ต่อยอด” พระราชปณิธานดำเนินโครงการอ่างพ่วงในลุ่มน้ำชีตอนบน โดยจะเชื่อมโยงอ่างเก็บน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริทั้ง 3 โครงการดังกล่าว ร่วมกับอ่างเก็บน้ำที่กรมชลประทานดำเนินการอีก 2 แห่ง คือ อ่างเก็บน้ำโปร่งขุนเพชร ที่ดำเนินการเสร็จแล้ว และ อ่างเก็บน้ำพระอาจารย์จื่อ ที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง รวมเป็นโครงข่ายอ่างเก็บน้ำ 5 แห่งด้วยกัน จะทำให้มีปริมาณน้ำเก็บกักรวมถึง 239.43 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) มีพื้นที่รับประโยชน์มากกว่า 223,000 ไร่

เมื่อโครงการแล้วเสร็จสมบูรณ์ ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง ในพื้นที่จ.ชัยภูมิและพื้นที่ใกล้เคียงจะบรรเทาลงอย่างแน่นอน ซึ่งจะทำให้ลุ่มน้ำชีตอนบนเป็นลุ่มน้ำตัวอย่างที่มีความมั่นคงในเรื่องน้ำอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ สืบสาน และต่อยอดแล้ว กรมชลประทานยังจะดำเนินการ “รักษา” ตามพระราชปณิธาน โดยจะดำเนินการบำรุงรักษาโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่ดำเนินการเสร็จสมบูรณ์ ให้สามารถดำเนินงานได้เต็มประสิทธิภาพเพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด

ตลอดระยะเวลา 119 ปี กรมชลประทาน ได้ดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริมาแล้วมากกว่า 3,220 โครงการ สามารถเก็บกักน้ำได้เพิ่มขึ้นประมาณ 6,773 ล้านลบ.ม. มีพื้นที่รับประโยชน์ 4.9 ล้านไร่ และมีราษฎรได้รับประโยชน์กว่า 590,000 ครัวเรือน ขยายพื้นที่ชลประทานได้กว่า 3.41 ล้านไร่

รัฐศักดิ์ พลสิงห์

เกษตรทฤษฎีใหม่ช่วยเกษตรกรพึ่งพาตัวเองได้ยุคโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/589417

เกษตรทฤษฎีใหม่ช่วยเกษตรกรพึ่งพาตัวเองได้ยุคโควิด

เกษตรทฤษฎีใหม่ช่วยเกษตรกรพึ่งพาตัวเองได้ยุคโควิด

วันพฤหัสบดี ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

อัญชนา ตราโช

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลการติดตามประเมินผลโครงการส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งโครงการดังกล่าว
มีวัตถุประสงค์ เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรน้อมนำแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ มาปรับใช้ในการดำเนินกิจกรรมทางการเกษตรในพื้นที่ตามความเหมาะสมโดยเน้นการจัดสรรพื้นที่สำหรับใช้ในการเพาะปลูกเพื่อบริโภคในครัวเรือนเป็นหลัก จัดสรรทรัพยากรน้ำในไร่นาให้เกิดประโยชน์สูงสุด ส่วนผลผลิตที่เหลือนำไปจำหน่าย ซึ่งโครงการดังกล่าว มีเป้าหมายเกษตรกรเข้าร่วมโครงการปีละ 70,000 ราย ในพื้นที่ 882 อำเภอ รวม 77 จังหวัด ทั้งนี้ ตั้งแต่ ปี 2560 ถึงปัจจุบัน มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการแล้ว 210,206 ราย

จากการลงพื้นที่ของ สศก. โดยสำรวจข้อมูลจากเกษตรกรที่ร่วมโครงการมาตั้งแต่ ปี 2560 จนถึงปัจจุบันจำนวนเกษตรกรตัวอย่าง 240 ราย ครอบคลุม 4 ภาค รวม 14 จังหวัด พบว่า หลังจากที่
เกษตรกรได้รับองค์ความรู้ในด้านต่างๆ เช่น ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เกษตรทฤษฎีใหม่ การจัดการน้ำ จัดการฟาร์มการทำบัญชีครัวเรือน และการสนับสนุนปัจจัยการผลิต ทั้งพันธุ์พืช ปศุสัตว์ และประมง จากหน่วยงานต่างๆ ของกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ส่งผลให้เกษตรกรมีการผลิตที่เกื้อกูลกันในแต่ละกิจกรรมภายในฟาร์มของตนเอง เกิดรายได้หมุนเวียน ตลอดทั้งปีสามารถพึ่งพาตนเองได้ โดยมีรายได้เสริมเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 6,623 บาท/ครัวเรือน จากการจำหน่ายพืชผักสวนครัว ไข่ไก่ ไก่พื้นเมือง และปลา สามารถลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้เฉลี่ยปีละ 30,416 บาท/ครัวเรือน แบ่งเป็น ลดรายจ่ายจากการบริโภคผลผลิตของตนเองปีละ 28,416 บาท/ครัวเรือน และลดรายจ่ายจากการใช้ปัจจัยการผลิตที่ผลิตด้วยตนเองเกือบปีละ 2,000 บาท/ครัวเรือน อาทิ ปุ๋ยอินทรีย์ น้ำหมักชีวภาพ เมล็ดพันธุ์ พันธุ์สัตว์ เกษตรกรมีเงินเก็บออมเฉลี่ยปีละ 12,277 บาท/ครัวเรือน ขณะที่หนี้สินลดลงเฉลี่ยปีละ 28,846 บาท/ครัวเรือน ทั้งนี้ ในช่วงสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ไม่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรมากนัก เกษตรกรยังคงดำรงชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอก แม้ไม่มีรายได้ แต่ยังคงมีอาหารไว้บริโภคในครัวเรือน อีกทั้งยังให้มีแรงงานคืนถิ่นกลับเข้าสู่ภาคการเกษตรเพิ่มขึ้นด้วย

“จากการประเมินโครงการส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรกรถึงร้อยละ 95 ได้เห็นความสำคัญและผลสำเร็จที่ตามมา จึงได้ดำเนินกิจกรรมมาอย่างต่อเนื่อง และเกษตรกรยังได้นำความรู้ที่ได้รับ ไปเผยแพร่ให้เกษตรกรรายอื่นๆ เพิ่มเติม รวมทั้งยังมีการรวมกลุ่มเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางการเกษตร และร่วมกันผลิตปัจจัย เช่น ปุ๋ยอินทรีย์ และน้ำหมักชีวภาพอีกด้วย อย่างไรก็ตาม พบว่า เกษตรกรยังคงประสบปัญหาภัยแล้ง ขาดแคลนน้ำทางการเกษตร รวมถึงการระบาดของโรคและแมลงศัตรูพืช ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ได้เร่งส่งเสริมด้านแหล่งน้ำ จัดอบรมให้ความรู้ ทั้งการป้องกันกำจัดศัตรูพืช การปรับปรุงบำรุงดิน การใช้พลังงานทดแทน การสร้างเครือข่ายกลุ่มอาชีพ และการรวมกลุ่มเพื่อจำหน่ายผลผลิต เป็นต้น” รองเลขาธิการ สศก. กล่าว

‘คุณหญิงกัลยา’ สั่งอาชีวะเกษตรและประมงเร่ง เร่งเพาะต้นกล้า ‘ฟ้าทะลายโจร-กระชาย’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/589232

‘คุณหญิงกัลยา’สั่งอาชีวะเกษตรและประมงเร่ง เร่งเพาะต้นกล้า‘ฟ้าทะลายโจร-กระชาย’

‘คุณหญิงกัลยา’สั่งอาชีวะเกษตรและประมงเร่ง เร่งเพาะต้นกล้า‘ฟ้าทะลายโจร-กระชาย’

วันพุธ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 13.20 น.

วันที่ 21 กรกฎาคม 2564 ดร.ศุภชัย ศรีหล้า ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) และประธานคณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์อาชีวะเกษตรและประมง เปิดเผยว่า ดร.คุณหญิงกัลยา ได้มอบนโยบายเร่งด่วนให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สถาบันการอาชีวศึกษาเกษตร ทั้ง 4 ภาค และวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี  และวิทยาลัยประมงทั่วประเทศ ให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ในทุกชุมชนที่เดือดร้อน โดยนอกจากให้การช่วยเหลือด้านสถานที่และอาหารแล้ว ยังให้สถานศึกษาอาชีวะเกษตรฯ ทั้ง 47 แห่งเพาะพันธุ์ปลานิล ซึ่งแพร่ขยายพันธุ์ง่าย มีรสชาติดี และดีต่อสุขภาพ รวมถึงพืชสมุนไพรไทยอย่างเช่นกระชาย และ ฟ้าทะลายโจร ซึ่งมีสรรพคุณทางการแพทย์ในการเสริมภูมิคุ้มกัน เพื่อแจกจ่ายให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน

“สืบเนื่องมาจากนโยบายของคุณหญิงกัลยา ที่ให้เร่งให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยงได้รับผลกระทบจากโควิด-19 จึงได้จัดการประชุมหารือผ่าน ฝระบบ Zoom เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมายโดยมี ดร.ชาติชาย เกตุพรหม ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานอาชีวศึกษาเกษตรและประมง นายณรงค์ชัย เจริญรุจิทรัพย์ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการอาชีวศึกษาผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ผู้แทนสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรทั้ง 4 ภาค และผู้อำนวยการวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี และวิทยาลัยประมงทั่วประเทศ โดยวิทยาลัยเกษตรและประมงทั้ง 47 แห่งเตรียมดำเนินการ แจก-ปล่อย ปลานิลจำนวน 999,999 ตัว และเพาะ-แจกต้นกล้าฟ้าทะลายโจร จำนวนกว่า 2 แสนต้น ภายในเดือนกันยายนนี้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19” ดร.ศุภชัย กล่าว 

ทั้งนี้ที่ผ่านมาคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช  รมช.ศธ.ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจบุคลากรกระทรวงศึกษาธิการที่ทำงานร่วมกับบุคลากรทางการแพทย์ในหลายพื้นที่ เพื่ออำนวยความสะดวก พร้อมทั้งรับปัญหาความต้องการของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้วย อีกทั้งขอชื่นชมครู บุคลากร และนักเรียนที่ร่วมใจช่วยผู้ป่วยและประสบภัยที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 โดยสถานศึกษาหลายแห่งได้จัดทำอาหารกลางวันในรูปแบบของข้าวกล่องพร้อมน้ำดื่มมอบให้กับผู้ประสบภัยและบุคลากรทางการแพทย์เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19