รายงานพิเศษ : ‘กลุ่มเกษตรกรเกาะแกด’ เลี้ยงกระบือแบบประณีต เน้นสมาชิกมีส่วนร่วม-สร้างรายได้มั่นคง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/589113

รายงานพิเศษ : ‘กลุ่มเกษตรกรเกาะแกด’เลี้ยงกระบือแบบประณีต  เน้นสมาชิกมีส่วนร่วม-สร้างรายได้มั่นคง

รายงานพิเศษ : ‘กลุ่มเกษตรกรเกาะแกด’เลี้ยงกระบือแบบประณีต เน้นสมาชิกมีส่วนร่วม-สร้างรายได้มั่นคง

วันพุธ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เกษตรกรบ้านเกาะแกด ตำบลโพธิ์ไทร อำเภอโพธิ์ไทร จังหวัดอุบลราชธานี รวมตัวกันกว่า 100 ชีวิต เลี้ยงกระบือแบบประณีต เน้นการบริหารจัดการกลุ่มแบบมีส่วนร่วมของสมาชิก พัฒนาคุณภาพการเลี้ยงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ให้เป็นที่ต้องการของตลาด ลดปัญหาถูกกดราคา สร้างรายได้ให้สมาชิกกว่า 60,000 บาทต่อรายต่อปี ส่งผลให้ได้รับรางวัลโล่พระราชทาน ประเภทกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงสัตว์ดีเด่น ปี 2564

นายสุนทร ทองแสน ประธานกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงสัตว์เกาะแกด เปิดเผยว่า กลุ่มจัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2548 ภายใต้การส่งเสริมของกรมส่งเสริมสหกรณ์ มีสมาชิกแรกตั้งจำนวน 30 คน ส่วนใหญ่มีอาชีพ ทำไร่ทำนา เป็นหลัก และเลี้ยงกระบือเป็นอาชีพเสริม โดยผู้ที่จะสมัครเข้ามาเป็นสมาชิกกลุ่มจะต้องชำระค่าแรกเข้า 30 บาท และจะต้องชำระเงินหุ้นปี 300 บาท เพื่อใช้สำหรับการบริหารจัดการกลุ่ม ซึ่งในระยะแรกของการตั้งกลุ่ม ได้รับความอนุเคราะห์กระบือแม่พันธุ์ 16 แม่พร้อมลูกติด จำนวน 16 ตัว จากงบประมาณCEO จังหวัดอุบลราชธานี โดยกลุ่มจะให้สมาชิกยืมกระบือแม่พันธุ์ไปเลี้ยง และเมื่อได้ลูกกระบือที่หย่านมแล้ว ลูกกระบือจะเป็นกรรมสิทธิ์ของสมาชิก ส่วนกระบือแม่พันธุ์จะคืนให้กับกลุ่ม เพื่อหมุนเวียนให้กับสมาชิกรายอื่นนำไปเลี้ยงต่อ

ต่อมาในปี 2559 ทางกลุ่มได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกระทรวงมหาดไทยสำหรับจัดซื้อกระบือแม่พันธุ์เพิ่มเติมอีกจำนวน40 ตัว แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของสมาชิก ทางกลุ่มจึงขอสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมจากโครงการอนุรักษ์และพัฒนากระบือเพื่อให้สมาชิกกู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำรายละ100,000 บาท สำหรับนำไปซื้อกระบือแม่พันธุ์มาเลี้ยง โดยทางกลุ่มมีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันมีสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 169 รายและมีจำนวนกระบือ ทั้งสิ้น 415 ตัว (ข้อมูล ณ เดือนกรกฎาคม 2564)

รูปแบบการดำเนินงานของกลุ่ม จะจัดตั้งคณะกรรมการ และอนุกรรมการของแต่ละภารกิจ โดยมีกรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นผู้ให้คำแนะนำในงานบริหารจัดการกลุ่มเพื่อความเข้มแข็ง โดยกลุ่มจะมีระเบียบข้อบังคับที่เอื้อต่อความสำเร็จของกลุ่มและสมาชิกทุกคนยอมรับ ส่วนคณะกรรมการบริหารกลุ่ม จะแบ่งหน้าที่ตามความถนัด มีการจัดทำแผนการดำเนินงานประจำทุกปี มีการกำหนดแผนมาตรฐานการดำเนินงานของกลุ่ม เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานของสมาชิก มีการประชุมใหญ่สามัญประจำปี เพื่อเลือกตั้งคณะกรรมการดำเนินการ และมีการกำหนดอำนาจหน้าที่ของกรรมการ ในการกำกับ ดูแล ควบคุมงานที่ชัดเจนและเหมาะสม มีการแบ่งแยกหน้าที่ระหว่างบุคคล โดยจัดให้มีการตรวจสอบความถูกต้องระหว่างกัน ไม่ให้บุคคลคนเดียวปฏิบัติงานตั้งแต่ต้นจนจบ เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อข้อผิดพลาด มีการแบ่งงานตามธุรกิจเพื่อลดช่องว่างและการทำงานซ้ำซ้อน มีการประชุมวางแผนการดำเนินงานประจำปีและกำหนดงบประมาณรายจ่ายประจำปี

นอกจากการบริหารจัดการกลุ่มที่ดีแล้ว นายสุนทรบอกว่าในเรื่องของการบริหารจัดการ การเลี้ยงกระบือ ก็เป็นอีกหัวใจหลักที่ทางกลุ่มให้ความสำคัญตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ด้วยการส่งเสริมให้
สมาชิกเลี้ยงกระบือแบบประณีต ซึ่งหมายถึงปรับเปลี่ยนจากการเลี้ยงแบบปล่อยธรรมชาติมาเข้าสู่ระบบฟาร์มปลอดโรคตามหลักการบริหารจัดการฟาร์มที่เหมาะสม มีแปลงปลูกหญ้าอาหาร มีหนองน้ำเพียงพอมีการจัดการด้านอาหารที่เหมาะสม รวมถึงมีหลักการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ที่ดี มีการคัดเลือกสายพ่อพันธุ์ดีจากเทคโนโลยีการผสมเทียมมาบริการสมาชิก ให้บริการดูแลรักษาสุขภาพกระบือของสมาชิก โดยอาสาปศุสัตว์ประจำกลุ่มที่ผ่านการอบรมจากกรมปศุสัตว์ และมีกองทุนยาเวชภัณฑ์เพื่อให้บริการด้านสุขภาพสัตว์ เช่น การฉีดวัคซีนป้องกันโรค การรักษากระบือป่วยเบื้องต้น การสนตะพาย เป็นต้น

ทั้งนี้ จากการดำเนินงานของกลุ่มที่เป็นระบบและเน้นการมีส่วนร่วมของสมาชิก ส่งผลให้กลุ่มสามารถผลิตกระบือที่มีคุณภาพและเป็นที่ต้องการของตลาด สามารถต่อรองราคากับพ่อค้าได้ โดยในแต่ละปี กลุ่มจะเปิดจำหน่ายกระบือเพียง 2 ครั้ง คือช่วงเดือนสิงหาคมและเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งจะเป็นกระบือเพศผู้และกระบือแก่ โดยมีอนุกรรมการกลุ่มด้านการตลาด เป็นผู้ตั้งราคากลางและเปิดให้ผู้รับซื้อประมูล ผู้รับซื้อรายใดให้ราคาประมูลสูงสุดจึงจะมีสิทธิ์ซื้อกระบือจากกลุ่มไป นอกจากนี้ กลุ่มยังมีการจัดตั้งธนาคารปุ๋ยมูลสัตว์ รวบรวมมูลกระบือจากสมาชิกที่เลี้ยง เพื่อนำไปผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพ จำหน่ายให้กับสมาชิกและบุคคลทั่วไป เป็นการลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ให้กับทั้งสมาชิกและกลุ่มอีกด้วย

สุนทร ทองแสน

“การบริหารจัดการกลุ่มที่เป็นระบบ และเน้นการมีส่วนร่วมของสมาชิก ที่ให้ความร่วมมือในการดำเนินงานของกลุ่มเป็นอย่างดีและมีการแบ่งหน้าที่ของกรรมการและคณะทำงานที่ชัดเจน ทำให้การบริหารกลุ่มมีความเข้มแข็งในอาชีพการเลี้ยงกระบือ จนสามารถสร้างรายได้ (กำไร) ให้กับสมาชิกได้ไม่น้อยกว่ารายละ 50,000-60,000 บาทต่อปี ถือเป็นรายได้ที่มั่นคง สามารถส่งลูกหลานเรียนหนังสือ มีคุณภาพชีวิตที่ดี ในขณะที่กลุ่มเองก็มีความมั่นคง มีรายได้ มีกำไร มีทุนดำเนินงานมีหุ้นและเงินออมทรัพย์เพิ่มมากขึ้น ตลอดจนทรัพย์สินของกลุ่มเกษตรกรก็เพิ่มขึ้นด้วยสามารถจ่ายเงินปันผลคืนให้กับสมาชิกได้ ทำให้สมาชิกเกิดความเชื่อมั่นและศรัทธาต่อกลุ่ม เกิดความร่วมมือกันในด้านอื่นๆต่อไป” นายสุนทร กล่าวทิ้งท้าย

ลุยเกษตรสุดเขตทั่วไทย : ‘ป่าเด็ง-ป่าละอู’ แหล่งรวมผลไม้รสเลิศ บ้าน รมว. เกษตรฯ-ที่ปรึกษา ‘อลงกรณ์’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/589112

ลุยเกษตรสุดเขตทั่วไทย : ‘ป่าเด็ง-ป่าละอู’แหล่งรวมผลไม้รสเลิศ บ้านรมว.เกษตรฯ-ที่ปรึกษา‘อลงกรณ์’

วันพุธ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

มาพบกันอีกครั้งกับ “หนุ่มยูโร” ในลุยเกษตรสุดเขตไทย หลังจากเดินทางไปลุยเกษตรสุดเขตไทยที่ ต.ป่าเด็ง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี และที่ป่าละอู อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ สำหรับ 2 จังหวัดนี้เป็นฐานเสียงและแดนดินถิ่นเกิดของ ที่ปรึกษา “อลงกรณ์ พลบุตร” คือจ.เพชรบุรี และ ท่าน รมว.เกษตรและสหกรณ์ “ท่านเฉลิมชัย ศรีอ่อน” ผู้ยิ่งใหญ่แห่งจ.ประจวบคีรีขันธ์

“หนุ่มยูโร”มองว่าศักยภาพของป่าละอู และป่าเด็ง แหล่งท่องเที่ยวและดินแดนผลไม้หลากหลายชนิด ทั้งทุเรียน มังคุด ลองกอง เงาะ สับปะรด เป็นพื้นที่น่าไปเที่ยวชม ไปลองลิ้มชิมรสชาติผลไม้ของสองอำเภอนี้ คือ แก่งกระจาน และหัวหิน รับรองท่านจะติดใจ

สำหรับผลไม้ยอดฮิตคือทุเรียน ได้รับความเมตตาจากสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือสมเด็จย่า ของปวงชนชาวไทย นำทุเรียนต้นแรก
ไปปลูกตั้งแต่ปีพ.ศ.2509 ถึงปัจจุบันก็ 55 ปีแล้ว ทุเรียนต้นนั้นเติบใหญ่ขยายเผ่าพันธุ์จนกลายเป็นสวนทุเรียนแหล่งใหญ่ของทั้งสองอำเภอ เป็นผลไม้จีไอ “ป่าเด็ง-ป่าละอู” ที่รสชาติเยี่ยมไม่แพ้ที่ใดในโลก

นอกจากจะมีสวนผลไม้หลากหลายแล้ว อีกอาชีพหนึ่งคือการเลี้ยงโคนม ซึ่งเป็นอาชีพพระราชทาน ที่ในหลวงร.9 ได้พระราชทานและส่งเสริมไว้ ตั้งแต่หุบกะพง ห้วยทราย ไปจนถึงป่าเด็ง ป่าละอู ก็ล้วนแต่เลี้ยงโคนม ล่าสุดไม่พบว่ามีการระบาดของโรคลัมปี สกิน ในโคนมที่ฟาร์มในเขตป่าเด็ง-ป่าละอู วันนั้น “หนุ่มยูโร”ได้มีโอกาสไปสัมภาษณ์ “ลุงทินกร
ศิริสมบัติ” หรือ “ลุงอ้อย” เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมดีเด่นแห่งชาติ แถมยังฝากไปถึง “ท่านประภัตร โพธสุธน”รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ดูแลโรคระบาดนี้อย่างทั่วถึง

ล่าสุดสถานการณ์การระบาดของโรคลัมปี สกิน ในโค และกระบือ ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ได้รับความเสียหายจากสัตว์ตายเป็นจำนวนมาก ประกอบกับปัจจุบันราคาต้นทุนการเลี้ยงสัตว์เพิ่มสูงขึ้น มีการเลี้ยงเป็นอาชีพมากขึ้น และยกระดับมาตรฐานการเลี้ยงให้ดีกว่าเดิม ซึ่งกรมปศุสัตว์เสนอปรับเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ประกอบด้วย การปรับเกณฑ์จำนวนตัวที่ให้ความช่วยเหลือ 2 รายการ คือ โค-กระบือ จากรายละไม่เกิน 2 ตัว เป็นรายละไม่เกิน 5 ตัว

นอกจากนี้ รมช.ประภัตร ยังเตรียมจัดซื้อวัคซีนป้องกันโรคลัมปีสกิน อีก 5 ล้านโดส โดยใช้งบกลางที่ครม. เพิ่งอนุมัติ เป็นเงิน 230,138,000 บาทค่าจัดซื้อเวชภัณฑ์เพื่อการฆ่าเชื้อในฟาร์มและพาหนะในการเคลื่อนย้ายสัตว์24,000,000 บาท และค่าตอบแทนอาสาปศุสัตว์ 14,510,000 บาท รวม684,218,000 บาท

ล่าสุดเป็นที่น่ายินดีที่รมว.เกษตรฯ เดินหน้าโครงการธนาคารสีเขียว(Green Bank) มอบหมายให้ “อลงกรณ์”นำทีมขับเคลื่อนตั้งเป้าขยายผลใช้ไม้ยืนต้นเป็นสินทรัพย์ค้ำประกันสินเชื่อทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจโดยมีเป้าหมาย 6 ประการ ได้แก่ การเพิ่มสินเชื่อช่องทางใหม่โดยใช้ไม้ยืนต้นเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน,การเพิ่มทรัพย์สิน รายได้ อาชีพและธุรกิจใหม่ๆให้กับประชาชน,การลดปัญหาหนี้นอกระบบ, การเพิ่มพื้นที่สีเขียวทั้งในเมืองและนอกเมืองเพื่อคุณภาพชีวิตของประชาชน ชุมชนและเมือง แก้ปัญหา PM2.5, การแก้ปัญหาโลกร้อน(Global Warming)และเพิ่มคาร์บอนเครดิตของประเทศและการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ(SDG)และยุทธศาสตร์ชาติรวมทั้งแผนปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม การเกษตรและเศรษฐกิจ อีกด้วย

‘หนุ่มยูโร’

รายงานพิเศษ : ก้าวสู่มิติใหม่…การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/588836

รายงานพิเศษ :  ก้าวสู่มิติใหม่...การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ

รายงานพิเศษ : ก้าวสู่มิติใหม่…การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ

วันอังคาร ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.สมเกียรติ ประจำวงษ์ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำภายใต้พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 มีเจตนารมณ์ต้องการให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ เป็นไปบนพื้นฐานการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน สามารถนำมาใช้ในการวิเคราะห์ด้านการบริหารจัดการแหล่งน้ำแบบองค์รวมได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและรวดเร็วทันต่อสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน สามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างเบ็ดเสร็จในแต่ละลุ่มน้ำ ซึ่งในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ จะแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ ระดับชาติ คือ คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ระดับลุ่มน้ำ คือ คณะกรรมการลุ่มน้ำ และระดับพื้นที่ คือ องค์กรผู้ใช้น้ำ

ภายใต้พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ยังได้ออกกฎหมายลำดับรองคือ พระราชกฤษฎีกากำหนดลุ่มน้ำ พ.ศ. 2564 เพื่อให้เหมาะสมในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและวิถีชีวิตของประชาชนจาก 25 ลุ่มน้ำเดิม เหลือ 22 ลุ่มน้ำใหม่

ดังนั้นในแต่ระดับจะต้องมีการคัดเลือกและสรรหากรรมการขึ้นมาบริหารซึ่งมีหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงคือ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)การบริหารจัดการน้ำในระดับพื้นที่ จะเป็นการบริหารจัดการโดย “องค์กรผู้ใช้น้ำ”

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า สนทช. ได้เปิดรับจดทะเบียนก่อตั้งองค์กรผู้ใช้น้ำ มาตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2564 จนถึงล่าสุดวันที่ 11 กรกฎาคม 2564 ที่ผ่านมา มีกลุ่มบุคคลที่สนใจยื่นคำขอจดทะเบียนก่อตั้งองค์กรผู้ใช้น้ำกว่า 2,674 องค์กร อนุมัติแล้ว 2,487 องค์กร โดยแบ่งเป็นกลุ่มผู้ใช้น้ำภาคเกษตรกรรม 2,071 องค์กร ภาคอุตสาหกรรม 235 องค์กร และภาคพาณิชยกรรม 181 องค์กร ที่เหลืออยู่ระหว่างการพิจารณา ซึ่งกลุ่มผู้ใช้น้ำที่ยื่นคำขอนั้นจะอยู่ในลุ่มน้ำพื้นที่ภาคกลางที่อยู่ในความรับผิดชอบของ สทนช.ภาค 2 เป็นส่วนใหญ่ถึง 40% ลุ่มน้ำในพื้นที่ภาคเหนือที่อยู่ในความรับผิดชอบของ สทนช.ภาค 1 จำนวน 38% ลุ่มน้ำพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่อยู่ในความรับผิดชอบของ สทนช.ภาค 3 จำนวน 15% และลุ่มน้ำพื้นที่ภาคใต้ที่อยู่ในความรับผิดชอบของ สทนช.ภาค4 จำนวน 7% กระจายครบทั้ง 22 ลุ่มน้ำหลักทั่วประเทศ

“องค์กรผู้ใช้น้ำเป็นการรวมกลุ่มกันของบุคคลที่ใช้น้ำในบริเวณใกล้เคียงและอยู่ในเขตลุ่มน้ำเดียวกัน จำนวนไม่น้อยกว่า 30 ราย จะมีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ เพราะองค์กรผู้ใช้น้ำจะเข้าใจสภาพปัญหาและความต้องการใช้น้ำ สามารถสะท้อนแนวทางแก้ไขตามบริบทของพื้นที่ ซึ่งจะทำให้การบริหารจัดการและการแก้ไขปัญหาทรัพยากรน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และตรงต่อตามความต้องการของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง นอกจากนี้ องค์กรผู้ใช้น้ำยังเป็นช่องทางสำคัญในการออกเสียง เสนอแนะ แสดงความคิดเห็น สะท้อนปัญหาที่แท้จริงจากพื้นที่ และนำเสนอโครงการต่าง ๆ อันเป็นประโยชน์ต่อชุมชนสู่คณะกรรมการลุ่มน้ำได้โดยตรง ตลอดจนร่วมกันหารือ แลกเปลี่ยนข้อมูล ไกล่เกลี่ย แก้ไขปัญหาร่วมกัน กรณีเกิดข้อขัดแย้งระหว่างพื้นที่ลุ่มน้ำ ซึ่งจะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะช่วยให้การพัฒนาทรัพยากรน้ำของประเทศครอบคลุมในทุกมิติมากยิ่งขึ้น”
เลขาธิการ สทนช. กล่าว

การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในระดับต่อมาคือระดับลุ่มน้ำ โดยจะมีจัดตั้งคณะกรรมการลุ่มน้ำขึ้นมาบริหาร ซึ่งในปัจจุบันประเทศไทยมีทั้งหมด 22 ลุ่มน้ำ ประกอบด้วย ลุ่มน้ำสาละวิน ลุ่มน้ำปิง ลุ่มน้ำวัง ลุ่มน้ำยม ลุ่มน้ำน่าน ลุ่มน้ำโขงเหนือ ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ลุ่มน้ำป่าสัก ลุ่มน้ำบางปะกง ลุ่มน้ำโตนเลสาบ ลุ่มน้ำแม่กลอง ลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือลุ่มน้ำชี ลุ่มน้ำมูล ลุ่มน้ำสะแกกรัง ลุ่มน้ำท่าจีน ลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออก ลุ่มน้ำเพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์ ลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออกตอนบนลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออกตอนล่าง และลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันตก

สำหรับคณะกรรมการลุ่มน้ำในแต่ละลุ่มน้ำนั้น จะประกอบด้วย กรรมการลุ่มน้ำโดยตำแหน่ง ได้แก่ ผู้ว่าราชการจังหวัดในเขตลุ่มน้ำนั้น และผู้แทนจากหน่วยภาครัฐ 13 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่หากเป็นลุ่มน้ำที่อยู่ในพื้นที่ชายแดนจะมีผู้แทนจากกระทรวงกลาโหม ส่วนลุ่มน้ำที่มีพื้นที่ติดชายฝั่งทะเลจะมีผู้แทนจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ลุ่มน้ำที่อยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จะต้องมีผู้แทนจากศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)ร่วมเป็นกรรมการลุ่มน้ำนั้น ๆ ด้วย

นอกจากนี้ ยังต้องมีผู้แทนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จังหวัดละ 1 คน รวมทั้งผู้แทนจากองค์กรปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษอีก 1 คน กรรมการลุ่มน้ำผู้แทนองค์กรผู้ใช้น้ำ ที่มาจากภาคเกษตรกรรม 3 คน ภาคอุตสาหกรรม 3 คน และภาคพาณิชยกรรม 3 คน และกรรมการลุ่มน้ำผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับทรัพยากรน้ำจำนวน 4 คน ร่วมเป็นกรรมการลุ่มน้ำด้วย

อย่างไรก็ตามในส่วนของกรรมการลุ่มน้ำผู้แทนจาก อปท. นั้น เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีผู้บริหาร อปท. ครบทั้ง 3 ประเภท ทั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด นายกเทศมนตรี นายกองค์การบริหารส่วนตำบล และยังไม่มีประธานกรรมการลุ่มน้ำที่จะทำหน้าที่แต่งตั้งคณะกรรมการสรรหา กรรมการลุ่มน้ำผู้ทรงคุณวุฒิ ทำให้กรรมการลุ่มน้ำไม่ครบตามองค์ประกอบของกฎหมาย สทนช.จึงได้เสนอให้มีการแก้ไขกฎกระทรวงการได้มาซึ่งกรรมการลุ่มน้ำฯ เพื่อให้มีคณะกรรมการลุ่มน้ำประจำลุ่มน้ำชุดแรกเกิดขึ้นโดยเร็วโดยเปิดโอกาสให้ อปท. ใน 3 ประเภทข้างต้นที่มีผู้บริหารแล้วส่งรายชื่อผู้บริหาร จำนวน 1 คน เข้ารับการคัดเลือกเป็นคณะกรรมการลุ่มน้ำ และผู้ที่ได้รับคัดเลือกเป็นกรรมการลุ่มน้ำแล้วสามารถเป็นกรรมการลุ่มน้ำในลุ่มน้ำข้างเคียงได้ ถ้าเป็นพื้นที่ติดต่อกัน ทั้งนี้เพื่อแก้ปัญหาที่บางพื้นที่ยังมีผู้บริหาร อปท. ไม่ครบทั้ง 3 ประเภท

นอกจากนี้ สทนช. ยังได้เสนอให้เพิ่มเติมบทเฉพาะกาล เพื่อกำหนดบุคคลผู้มีอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยทรัพยากรน้ำ แต่งตั้งบุคคลทำหน้าที่คณะกรรมการสรรหาเพื่อดำเนินการสรรหากรรมการลุ่มน้ำผู้ทรงคุณวุฒิ จากเดิมที่ประธานคณะกรรมการลุ่มน้ำจะเป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาเพื่อสรรหาคณะกรรมการลุ่มน้ำผู้ทรงคุณวุฒิ แต่เนื่องจากทุกลุ่มน้ำยังไม่มีประธานกรรมการลุ่มน้ำ จึงเสนอให้เลขาธิการ สทนช. ทำหน้าที่เป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาเพื่อดำเนินการสรรหากรรมการลุ่มน้ำผู้ทรงคุณวุฒิแทน

“สทนช. จะเร่งเดินหน้าจัดตั้งคณะกรรมการลุ่มน้ำให้ครบทั้ง 22 ลุ่มน้ำ ภายในเดือนกันยายน 2564 นี้” ดร.สมเกียรติ กล่าวยืนยัน

ส่วนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำระดับสูงสุดคือ ระดับชาติ โดย คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) จะมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ และรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นรองประธานกรรมการ นอกจากนี้กรรมการโดยตำแหน่งจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง 9 คน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 4 คนและกรรมการผู้แทนคณะกรรมการลุ่มน้ำ 6 คน โดยมีเลขาธิการ สทนช. ปฏิบัติหน้าที่กรรมการและเลขานุการ และมีข้าราชการของ สทนช. ทำหน้าที่ผู้ช่วยเลขานุการอีกไม่เกิน 2 คน

“กนช. มีหน้าที่และอำนาจที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศในทุกมิติ อาทิ การจัดทำนโยบายและแผนแม่บทเกี่ยวกับการบริหารทรัพยากรน้ำที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ
เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ การพิจารณาและให้ความเห็นชอบในแผนปฏิบัติการของหน่วยงานของรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวกับทรัพยากรน้ำและแผนงบประมาณการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบบูรณาการให้สอดคล้องกับนโยบายและแผนแม่บทฯ รวมทั้งเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาในการจัดทำงบประมาณประจำปี การพิจารณาและให้ความเห็นชอบแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำต่างๆ ตามที่คณะกรรมการลุ่มน้ำเสนอ เป็นต้น” เลขาธิการ สทนช. กล่าว

สำหรับการคัดเลือกกรรมการผู้แทนคณะกรรมการลุ่มน้ำใน กนช.ทั้ง 6 คนนั้น ประธาน กนช. จะเป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการคัดเลือกจำนวน11 คน ซึ่งจะมีเลขาธิการ สทนช. เป็นประธานกรรมการคัดเลือก และจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2565 เพื่อให้ทันต่อกรอบการเสนอแผนงาน/โครงการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 เนื่องจากกรรมการลุ่มน้ำจะมีบทบาทหน้าที่ที่สำคัญในการพิจารณาแผนบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในระดับท้องถิ่นและมีส่วนร่วมในการให้ความคิดเห็นต่อแผนงาน/โครงการด้านพัฒนาแหล่งน้ำที่จะเสนอในปี 2566 ด้วย

“เดือนกุมภาพันธ์ 2565 จะเป็นจุดเริ่มต้นในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ ทั้ง 3 ระดับ คือระดับชาติ ระดับลุ่มน้ำ และระดับพื้นที่ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพครอบคลุมทุกมิติ สามารถแก้ปัญหาในพื้นที่ได้อย่างตรงจุดสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน และอยู่บนพื้นฐานการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนอย่างแท้จริงรวมทั้งตอบสนองต่อการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ช่วยเสริมศักยภาพในการพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ ตรงตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561”ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สทนช. ฟันธง!!!

เกษตรสุโขทัยเร่งขยายพันธุ์ฟ้าทะลายโจรแบ่งปันเพื่อนบ้านป้องกันโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/588665

เกษตรสุโขทัยเร่งขยายพันธุ์ฟ้าทะลายโจรแบ่งปันเพื่อนบ้านป้องกันโควิด

เกษตรสุโขทัยเร่งขยายพันธุ์ฟ้าทะลายโจรแบ่งปันเพื่อนบ้านป้องกันโควิด

วันจันทร์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 11.06 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานเกษตรจังหวัดสุโขทัยได้เร่งรัดให้อาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) ของทุกอำเภอที่ได้รับมอบต้นกล้าฟ้าทะลายโจร ตามโครงการบ้านพอเพียงเลี้ยงชีวิตสู้ภัยโควิด-19 เมื่อปีงบประมาณ 2563 ขยายพันธุ์ฟ้าทะลายโจร แบ่งปันพี่น้องเกษตรกรบ้านข้างเคียง เป็นสมุนไพรข้างบ้านเพื่อใช้ป้องกันรักษาโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019

นายเนตร สมบัติ เกษตรจังหวัดสุโขทัย กล่าวว่า ตามที่กรมส่งเสริมการเกษตรจัดทำ “โครงการบ้านพอเพียงเลี้ยงชีวิตสู้โควิด-19” โดยถ่ายทอดความรู้การปลูกพืชผักและสมุนไพร พร้อมจัดทำจุดเรียนรู้ต้นแบบ “การปลูกพืชผักและสมุนไพรในครัวเรือน” โดยมีอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) ทำหน้าที่ประสานงานและถ่ายทอดความรู้นั้น

สำนักงานเกษตรจังหวัดสุโขทัยเป็นหน่วยประสานงาน คัดเลือกเกษตรกรเข้าร่วมโครงการฯ โดยมีการมอบพืชผักและสมุนไพรหลัก จำนวน 4 ชนิด เป็นพืชที่เป็นที่นิยมในการบริโภค และสามารถผลิตจากเมล็ดได้ง่าย ได้แก่ ฟ้าทะลายโจร มะละกอ พริก มะเขือ และพืชผัก-สมุนไพรเสริม จำนวน 3 ชนิด ได้แก่ มะรุม ผักหวานบ้าน และแคบ้าน เมื่อปีงบประมาณ 2563 ให้กับอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้านของทุกอำเภอ รวมกว่า 40,000 ต้น แล้วนำไปขยายผลแบ่งปันให้เกษตรกรรายอื่นๆ เพื่อเป็นการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อโควิด – 19 พร้อมให้เกษตรกรและผู้ได้รับผลกระทบมีพืชอาหารบริโภค สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยการพึ่งพาตนเอง ช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน สร้างความมั่นคงทางอาหาร และมีสมุนไพรช่วยบรรเทาอาการเจ็บป่วย

เกษตรจังหวัดสุโขทัย กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักงานเกษตรจังหวัดสุโขทัย และสำนักงานเกษตรอำเภอทุกอำเภอ เป็นผู้ดูแล ติดตามให้คำปรึกษา แนะนำเรื่องการปลูกดูแลรักษาพืชผักสมุนไพรให้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการ และติดตามให้มีการขยายผลไปยังเกษตรกรรายอื่นๆที่ไม่ได้เข้าร่วม โดยขยายพันธุ์แบ่งปันให้ได้มากที่สุด พร้อมกับมีการจัดทำแปลงจุดเรียนรู้การปลูกพืชผักและสมุนไพรในครัวเรือนเพื่อเป็นต้นแบบ บริเวณสำนักงานเกษตรอำเภอทุกอำเภอ อำเภอละ 1 จุด

ชายคาพระพิรุณ : 19 กรกฎาคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/588582

ชายคาพระพิรุณ : 19 กรกฎาคม 2564

วันจันทร์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ข่าวประกาศเดินหน้าขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและการแก้ไขปัญหาภาคเกษตร ภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและการแก้ไขปัญหาภาคเกษตร ครั้งที่ 5/2564 ซึ่งเป็นการประชุมติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และการแก้ไขปัญหาภาคเกษตร โดยมีการพิจารณาใน 4 วาระสำคัญคือ 1. การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยด้านการเกษตรในช่วงฤดูฝนปี 2564 ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2564 เห็นชอบมาตรการรับมือฤดูฝนปี 2564 ตามที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เสนอ เพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือ ป้องกัน และลดความเสียหายจากการเกิดภัยพิบัติในฤดูฝน ประกอบด้วย 10 มาตรการ โดยสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รวบรวมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยด้านการเกษตรในช่วงฤดูฝนปี 2564 ของทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อรับมือสถานการณ์น้ำหลาก และฝนน้อยกว่าค่าปกติ โดยแบ่งการดำเนินการเป็น 3 ระยะ คือ 1) การเตรียมความพร้อม การป้องกันและลดผลกระทบ 2) การเผชิญเหตุ และ 3) การฟื้นฟู

วาระที่ 2. รับทราบผลการดำเนินงานการส่งเสริมอาชีพให้แก่เกษตรกรผู้ได้รับการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล และปัญหา/อุปสรรคในการดำเนินงาน ซึ่งได้รับทราบแนวทางการแก้ไขปัญหาและมอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ดำเนินการตามลำดับต่อไป ส่วนวาระที่ 3. ผลการดำเนินงานภายใต้คณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม มาตรการเร่งด่วน ระยะกลาง ระยะยาว และแผนงาน/โครงการสำคัญ (Action Plan) ภายใต้แผนปฏิบัติการด้านโคนมและผลิตภัณฑ์นม
ระยะที่ 1 (ปี 2564-2570) รวมทั้ง MOU การซื้อขายน้ำนมโค ปี 2563/2564 ปริมาณรวม 3,547.640 ตัน/วัน และวาระที่ 4. (ร่าง) แผนปฏิบัติราชการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2566-2570) โดยได้มอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจหลักด้านการวางแผนงาน นโยบาย และมาตรการด้านการเกษตรจัดทำแผนปฏิบัติราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ โดยระยะแรกได้จัดทำช่วงระยะ 3 ปี (พ.ศ. 2563 – 2565) ซึ่งแผนฯ ดังกล่าว มีกำหนดระยะเวลาสิ้นสุด ในวันที่ 30 กันยายน 2565 ทั้งนี้ สศก. ได้เตรียมกระบวนการจัดทำแผนปฏิบัติราชการฯระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2566 – 2570) โดยที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบร่างฯ ดังกล่าว

นอกจากนี้ ท่านรัฐมนตรีว่าการฯ ยังบอกอีกว่า ขณะนี้ได้มีการติดตามความก้าวหน้าการแก้ไขปัญหาโรคลัมปี สกิน ในโค-กระบือ โดยกรมปศุสัตว์ได้รายงานถึงการบริหารจัดการวัคซีนป้องกันโรคลัมปี สกิน ในโค-กระบือ ซึ่งเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีที่ได้อนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเพื่อควบคุมโรคลัมปี สกิน ในโค-กระบือ วงเงินงบประมาณจำนวน 684,218,000 บาท โดยกรมปศุสัตว์ได้วางแผนบริหารจัดการวัคซีนจำนวน 5 ล้านโดส เพื่อแจกจ่ายให้สำนักงานปศุสัตว์เขตทั้ง 9 เขต นำไปดำเนินการฉีดให้กับโค กระบือของเกษตรกรอย่างทั่วถึง…จึงนำมาแจ้งข่าวกันครับ

ขุนเกษตรา

สกู๊ปพิเศษ : จัดหางานสุโขทัยบริการสอดรับกับมาตรการเร่งด่วนเฝ้าระวังโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/588585

สกู๊ปพิเศษ : จัดหางานสุโขทัยบริการสอดรับกับมาตรการเร่งด่วนเฝ้าระวังโควิด-19

สกู๊ปพิเศษ : จัดหางานสุโขทัยบริการสอดรับกับมาตรการเร่งด่วนเฝ้าระวังโควิด-19

วันจันทร์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ที่หนักขึ้น จัดหางานจังหวัดสุโขทัยจึงขอความร่วมมือประชาชนผู้มาติดต่อ ปฏิบัติตามมาตรการเร่งด่วนในการเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ก่อนเข้ารับบริการ ณ สำนักงานจัดหางานจังหวัดสุโขทัย

นายปัญญา ขาวเขียว จัดหางานจังหวัดสุโขทัย เปิดเผยว่าตามมาตรการเร่งด่วนในการเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ตามประกาศของจังหวัดสุโขทัยล่าสุดเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2564 สำหรับผู้เดินทางเข้ามาในพื้นที่จังหวัดสุโขทัยโดยสรุปให้ผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 10 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นครปฐม นราธิวาส นนทบุรี ปทุมธานี ปัตตานี ยะลา สมุทรปราการ สมุทรสาคร และสงขลา ที่เดินทางเข้ามายังพื้นที่จังหวัดสุโขทัย ปฏิบัติดังนี้

1.รายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในเขตพื้นที่ และกรอกแบบฟอร์ม SAVE สุโขทัย

2.ทำการกักตัว ณ เคหสถานที่พำนักของบุคคลนั้น หรือสถานที่ที่ทางราชการกำหนดและห้ามออกนอกสถานที่ดังกล่าวจนกว่าจะพ้นกำหนด 14 วัน

3.ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและตามมาตรการควบคุมโรคของจังหวัดสุโขทัย

สำหรับผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่ควบคุมสูงสุด 24 จังหวัด ได้แก่ กระบี่ กาญจนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ชัยนาท ตาก นครนายก นครราชสีมา นครศรีธรรมราช นครสวรรค์ ประจวบคีรีขันธ์ ปราจีนบุรี พระนครศรีอยุธยา เพชรบุรี ระนอง ระยอง ราชบุรี ลพบุรี สมุทรสงคราม สระบุรี สิงห์บุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง และอุทัยธานี ให้ปฏิบัติดังนี้

1.รายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในเขตพื้นที่ และกรอกแบบฟอร์ม SAVE สุโขทัย

2.สังเกตอาการตนเอง 14 วัน

3.ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและตามมาตรการควบคุมโรคของจังหวัดสุโขทัย

และผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่ควบคุม 24 จังหวัด ได้แก่ กาฬสินธุ์ กำแพงเพชร ขอนแก่น จันทบุรี ชัยภูมิ ชุมพร ตรัง ตราด บุรีรัมย์ พัทลุง พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด เลย ศรีสะเกษ สตูล สระแก้ว สุราษฎร์ธานี สุรินทร์ หนองบัวลำภู อุดรธานี และอุบลราชธานี พื้นที่เฝ้าระวังสูง จำนวน 18 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ นครพนม น่าน บึงกาฬ พะเยา พังงา แพร่ ภูเก็ต มุกดาหาร แม่ฮ่องสอน ยโสธรลำปาง ลำพูน สกลนคร หนองคาย อำนาจเจริญ อุตรดิตถ์ เมื่อเดินทางเข้ามาในพื้นที่จังหวัดสุโขทัย ปฏิบัติดังนี้

1.กรอกแบบฟอร์ม SAVE สุโขทัยทันที

2.สังเกตอาการตนเอง 14 วัน

3.ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและตามมาตรการควบคุมโรคของจังหวัดสุโขทัยจัดหางานจังหวัดสุโขทัย ได้เน้นย้ำให้ประชาชนที่มาจากต่างจังหวัด ให้ปฏิบัติตามมาตรการดังกล่าว

ก่อนเดินทางเข้ารับบริการ ณ สำนักงานจัดหางานจังหวัดสุโขทัย เพื่อเป็นการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด 19  ให้กับประชาชนในเขตพื้นที่จังหวัดสุโขทัยมีความปลอดภัย โดยประชาชนสามารถใช้บริการ e-Service ของกรมการจัดหางาน เพื่อรับบริการกับสำนักงานจัดหางานจังหวัดสุโขทัยได้ ดังนี้

1.ขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนกรณีว่างงาน ผ่านเว็บไซต์ http://empui.doe.go.th

2.ลงทะเบียนสมัครงานในประเทศ ผ่านเว็บไซต์ http://smartjob.doe.go.th

3.แจ้งการไปทำงานต่างประเทศด้วยตนเอง ผ่านเว็บไซต์ http://toea.doe.go.th

4.แจ้งรับเข้าหรือแจ้งออกจากงานของคนต่างด้าว ผ่านเว็บไซต์ http://eservice.doe.go.th

สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางหมายเลขโทรศัพท์0-5561-0218-9 ในวันและเวลาราชการ และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารของสำนักงานจัดหางานจังหวัดสุโขทัยได้ทางเว็บไซต์ http://doe.go.th/sukhothai และ facebook แฟนเพจ  สำนักงานจัดหางานจังหวัดสุโขทัย ได้ตลอด 24 ชั่วโมง และโปรดติดตามรับฟังรายการ “ฟังสบายๆสไตล์จัดหางาน” ทางสวท.สุโขทัย FM 93.75 MHz ทุกวันอังคาร เวลา 10.35-11.00 น.

นราฯเปิดโรงพยาบาลสนามแห่งที่ 7 เพิ่มพื้นที่รองรับผู้ป่วยโควิด 200 เตียง สสจ.ห่วง ‘วันรายอฮัจย์’ เสี่ยงยอดพุ่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/588584

นราฯเปิดโรงพยาบาลสนามแห่งที่7 เพิ่มพื้นที่รองรับผู้ป่วยโควิด200เตียง สสจ.ห่วง‘วันรายอฮัจย์’เสี่ยงยอดพุ่ง

วันจันทร์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายบุญพาศ รักนุ้ย รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เป็นประธานเปิดโรงพยาบาลสนามแห่งที่ 7 ที่โรงเรียนตากใบ ต.เจ๊ะเห อ.ตากใบ จ.นราธิวาส โดยมีนายแพทย์วิเศษ สิรินทรโสภณ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนราธิวาส  ปลัดจังหวัดนราธิวาสนายอำเภอตากใบ  รักษาการ ผอ.รพ.ตากใบ หัวหน้าส่วนราชการ ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องร่วมพิธีเปิดฯ

นายบุญพาศ กล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้ป่วย โควิด-19 เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ต้องเปิดรพ.สนาม เพิ่มเพื่อรองรับผู้ป่วยโควิด-19 ได้อย่างเพียงพอ พร้อมเน้นย้ำสิ่งสำคัญคือการดูแลตนเองและปฏิบัติตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด

นับตั้งแต่เดือนเม.ย. 2564 ในพื้นที่ จ.นราธิวาส จนถึงปัจจุบัน โดยเริ่มต้นจากคลัสเตอร์เจ้าหน้าที่และผู้ต้องขังเรือนจำ จ.นราธิวาส เกิดการแพร่ระบาด ทั้งในเรือนจำนอกเรือนจำ ประชาชนทั่วไป คลัสเตอร์เกาะสะท้อน อ.ตากใบ คลัสเตอร์มัรกัสยะลา และมัรกัสยี่งอ ซึ่งสถานการณ์การแพร่ระบาดที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ จ.นราธิวาส มียอดผู้ป่วยเพิ่มขึ้น

ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องเปิดโรงพยาบาลสนาม ในพื้นที่ อ.ตากใบ เพื่อรองรับผู้ป่วยกลุ่ม ติดเชื้อแต่ไม่มีอาการ ซึ่งสามารถรองรับผู้ป่วยได้ จำนวน 200 เตียง โดยได้รับความอนุเคราะห์สถานที่จากโรงเรียนตากใบ โดยสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนราธิวาส ร่วมกับโรงพยาบาลตากใบ และสำนักงานสาธารณสุขอำเภอตากใบ ได้จัดสรรบุคลากรทางการแพทย์

นายแพทย์วิเศษ สิรินทรโสภณ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า สำหรับในช่วงวันที่ 21 ก.ค.นี้ จะเป็นช่วงเทศกาลวันรายอฮัจย์ของพี่น้องชายแดนภาคใต้รวมทั้ง จ.สงขลา  จึงขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนในพื้นที่ขอให้งดเดินทางหากไม่มีความจำเป็น เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส โควิด-19 เพื่อไม่ให้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น และขอให้ปฏิบัติตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด สวมหน้ากากอนามัยและหมั่นล้างมือทุกครั้งและเว้ยระยะห่างระหว่างสังคมในระยะนี้

กรมส่งเสริมการเกษตรมอบต้นพันธุ์ฟ้าทะลายโจร หนุนวิสาหกิจชุมชนปลูกสู้โควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/588586

กรมส่งเสริมการเกษตรมอบต้นพันธุ์ฟ้าทะลายโจร  หนุนวิสาหกิจชุมชนปลูกสู้โควิด-19

กรมส่งเสริมการเกษตรมอบต้นพันธุ์ฟ้าทะลายโจร หนุนวิสาหกิจชุมชนปลูกสู้โควิด-19

วันจันทร์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

จากนโยบาย “ตลาดนําการผลิต” ของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่รุนแรงขึ้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ผนึกความร่วมมือกับสภาการแพทย์แผนไทย และกรมการแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข เล็งเห็นโอกาสทางการตลาดของพืชสมุนไพรที่สามารถนําไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลายซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนแบบบูรณาการให้เกิดความเชื่อมโยงในการพัฒนาตลอดห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง ในการผลิตพืชที่มีศักยภาพที่ตลาดมีความต้องการ

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินโครงการบ้านพอเพียงเลี้ยงชีวิตสู้โควิด-19 มาตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2563 โดยการผนึกกำลังศูนย์ปฏิบัติการของกรมส่งเสริมการเกษตร จำนวน 34 แห่ง ดำเนินการผลิตพืชผักและสมุนไพร 7 ชนิด รวมทั้งสิ้นกว่า 3.7 ล้านต้น ประกอบด้วย ฟ้าทะลายโจรมะละกอ พริก มะเขือ มะรุม ผักหวานบ้าน และแคบ้าน ซึ่งเป็นต้นพันธุ์ฟ้าทะลายโจร ประมาณ 4.6 แสนต้น มอบให้เกษตรกรเพื่อนำไปปลูกสำหรับบริโภคเองภายในครอบครัว เป็นการช่วยลดค่าใช้จ่าย และสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยการพึ่งพาตนเอง โดยสนับสนุนผ่านเครือข่ายอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) จำนวน 75,130 ราย ทำหน้าที่ประสานงานและถ่ายทอดความรู้ในการปลูกพืชผักและสมุนไพรในครัวเรือนให้กับเกษตรกรในหมู่บ้าน

ในปี 2564 กรมวิชาการเกษตรได้ดำเนินการคัดเลือกฟ้าทะลายโจร สายพันธุ์พิษณุโลก 5-4 ซึ่งผลจากการวิเคราะห์สาระสำคัญพบว่า มีปริมาณแอนโดรกราโฟไลด์ สูงสุดเท่ากับ6.98 กรัม/น้ำหนักแห้ง 100 กรัม ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานวัตถุดิบสมุนไพรฟ้าทะลายโจรที่กำหนดไว้ให้มีปริมาณไม่น้อยกว่า 6 กรัม/น้ำหนักแห้ง100 กรัม นอกจากนี้ พันธุ์ดังกล่าวยังให้ผลผลิตสูงโดยให้ผลผลิตน้ำหนักสดสูงสุด 3,070 กิโลกรัมต่อไร่ (ที่ระยะปลูก 30 x 40 เซนติเมตร) และให้ผลผลิตน้ำหนักแห้งสูงสุด 776.6 กิโลกรัมต่อไร่ ปัจจุบันกรมส่งเสริมการเกษตร โดย ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 6 จังหวัดพิษณุโลก ได้รับมอบต้นพันธุ์ฟ้าทะลายโจรสายพันธุ์พิษณุโลก 5-4 จากศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพิจิตร กรมวิชาการเกษตร เพื่อนำมาผลิตขยายเพิ่มจำนวนต้นพันธุ์ให้มีปริมาณมากเพียงพอสำหรับส่งต่อและกระจายต้นพันธุ์ฟ้าทะลายโจรพันธุ์ดีให้กับกลุ่มเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชน โดยจะมีเจ้าหน้าที่ของศูนย์ขยายพันธุ์พืช คอยให้คำแนะนำในการคัดเลือกพื้นที่ การปลูก การดูแลรักษา และการเก็บเกี่ยวที่ถูกต้อง เพื่อให้ได้วัตถุดิบสมุนไพรฟ้าทะลายโจรที่มีปริมาณสารสำคัญสูง ปลอดภัยจากโลหะหนักและสารเคมีตกค้างทางการเกษตร เป็นไปตามมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชสมุนไพร (GAP) และเหมาะสำหรับนำมาแปรรูปเพิ่มมูลค่าเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรต่อไป

ด้านนายวิชัย ตู้แก้ว ผู้อำนวยการกองขยายพันธุ์พืช กล่าวว่า สำหรับคำแนะนำในการขยายพันธุ์ฟ้าทะลายโจรเนื่องจากฟ้าทะลายโจรเป็นพืชที่สามารถขยายพันธุ์ได้ง่ายทั้งการเพาะเมล็ดและการปักชำ โดยการขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด เกษตรกรควรคัดเลือกเมล็ดที่ได้จากฝักแก่จัด เมล็ดต้องมีสีน้ำตาลแดง ลักษณะสมบูรณ์ปราศจากโรคและแมลงทำลาย ซึ่งเมล็ดฟ้าทะลายโจรมักจะมีปัญหาเรื่องการพักตัว ดังนั้นกรณีเมล็ดที่เก็บใหม่หรือมีอายุการเก็บรักษานานน้อยกว่า 2 เดือน ควรกระตุ้นความงอกด้วยการแช่เมล็ดในน้ำอุณหภูมิห้องนาน 24 ชั่วโมง หรือแช่ในน้ำร้อน นาน 5-7 นาที แล้วนำขึ้นมาผึ่งไว้ให้เย็นที่อุณหภูมิห้อง แต่ถ้าหากเป็นเมล็ดที่มีอายุการเก็บรักษานานประมาณ 1 ปี ควรกระตุ้นความงอกด้วยการเก็บที่อุณหภูมิ 10 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 1 เดือน หรืออบที่อุณหภูมิ 45 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 48 ชั่วโมง จะช่วยทำให้เมล็ดพันธุ์งอกดีขึ้น

สำหรับการขยายพันธุ์โดยใช้กิ่งปักชำ เกษตรกรควรคัดเลือกกิ่งฟ้าทะลายโจรจากต้นที่สมบูรณ์ แข็งแรง ปราศจากโรคและแมลงทำลาย มีอายุที่เหมาะสมสำหรับการปักชำ ความยาวประมาณ 10 เซนติเมตร ควรเด็ดใบออกบ้างเพื่อลดการคายน้ำ จากนั้นนำไปแช่ในน้ำยาเร่งรากเป็นเวลา 10 นาที ผึ่งให้แห้งก่อนปักชำแล้วรดน้ำให้ชุ่ม โดยต้องรักษาความชุ่มชื้นและพรางแสงประมาณ 1 สัปดาห์ เมื่อมีการแตกใบและรากงอกแล้วสามารถย้ายปลูกลงในแปลงต่อไปได้

ทั้งนี้ ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ซึ่งมีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงมากขึ้น ประกอบกับที่กระทรวงสาธารณสุขได้ทำการวิจัยแล้วพบว่า ยาสมุนไพร “ฟ้าทะลายโจร” ซึ่งเป็นยาสามัญประจำบ้านที่ได้รับการยอมรับ เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถไปใช้ในการรักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19 ควบคู่กับการแพทย์แผนปัจจุบัน เนื่องจากมีสารสำคัญ คือ “แอนโดรกราโฟไลด์” มีสรรพคุณสามารถลดความรุนแรงของโรคในผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่มีอาการไม่หนักได้ และมีการสนับสนุนให้โรงพยาบาลนำไปใช้ เพื่อช่วยประหยัดงบประมาณในการนำเข้ายาที่จะรักษาผู้ป่วย นับเป็นโอกาสดีของเกษตรกรผู้ปลูกพืชสมุนไพรสามารถปลูกฟ้าทะลายโจรให้มีคุณภาพ มีสารสำคัญเพียงพอ เพื่อแปรรูปผลผลิตจำหน่ายเอง หรือจำหน่ายเป็นวัตถุดิบให้กับหน่วยงานที่จะนำไปแปรรูปเป็นยาเพื่อใช้ในการรักษาต่อไปได้

ปิดทองหลังพระฯ รับซื้อทุเรียนคุณภาพ ได้เกรดส่งออก มากกว่าร้อยละ 52 สูงกว่าทุกปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/588243

ปิดทองหลังพระฯ รับซื้อทุเรียนคุณภาพ ได้เกรดส่งออก มากกว่าร้อยละ 52 สูงกว่าทุกปี

ปิดทองหลังพระฯ รับซื้อทุเรียนคุณภาพ ได้เกรดส่งออก มากกว่าร้อยละ 52 สูงกว่าทุกปี

วันศุกร์ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 18.44 น.

“ปิดทองหลังพระฯ”  รับซื้อทูเรียนคุณภาพ ได้เกรดส่งออก มากกว่าร้อยละ 52 สูงกว่าทุกปี

จากการที่ปิดทองหลังพระฯ เปิดการรับซื้อผลผลิตในโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพตามศาสตร์พระราชา หรือโครงการทุเรียนคุณภาพ ปีที่ 3 เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคมที่ผ่านมา ปรากฏว่า มีเกษตรกรนำผลผลิตมาจำหน่ายในวันแรก จำนวน 36 ราย ผลผลิตทุเรียน 16.8 ตัน ในจำนวนนี้เป็นทุเรียนคุณภาพ เกรดเอบี ซึ่งจะส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศจีน มากกว่าร้อยละ 52 นับเป็นปริมาณทุเรียนคุณภาพเกรดเอบีสูงกว่าทุกปีที่ผ่านมา เป็นไปตามเป้าหมายการทำงานของปิดทองหลังพระฯ ซึ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพของทุเรียน

ผลผลิตทุเรียนในโครงการฯ ปีนี้ คาดการณ์ว่าจะมีปริมาณ รวมทั้งสิ้น 1,655 ตัน หรือ 1,655,000 กิโลกรัม จากเกษตรกร 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ยะลา นราธิวาส ปัตตานี) ที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 564 ราย ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา มีผลผลิต 1,687 ตันสามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรมากกว่า 141 ล้านบาท 
ในปีนี้ ปิดทองหลังพระฯ มีการปรับโครงสร้างราคารับซื้อใหม่ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรมุ่งผลิตทุเรียนให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น ด้วยการประเมินผลการทำงานของเกษตรกรตลอดทั้งปีแล้วจัดอันดับเกษตรกร เป็น A, BและC ตามเกณฑ์การให้คะแนนการดูแลต้นทุเรียนตามมาตรฐานคู่มือการผลิตทุเรียนคุณภาพ โดยเกษตรกรที่ได้คะแนนกลุ่ม A จะขายผลผลิตเกรด AB ในราคาสูงกว่าเกษตรกรกลุ่ม B และ C อย่างไรก็ตาม การรับซื้อทุเรียนของปิดทองหลังพระฯ นั้น จะให้ราคาเบื้องต้นสูงกว่าราคาตลาดในพื้นที่อยู่แล้ว

นายการัณย์ ศุภกิจวิเลขการ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ กล่าวว่า ปิดทองหลังพระฯ ค่อนข้างพอใจผลการดำเนินงานในปีนี้ จากการที่มีผลผลิตทุเรียนคุณภาพได้มาตรฐานการส่งออกสูงกว่าทุกปีที่ผ่านมา และมากกว่าครึ่งหนึ่งของผลผลิตทั้งหมด ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนที่โครงการฯ จะเข้ามา ผลผลิตทุเรียนคุณภาพในภาคใต้มีอยู่เพียงร้อยละ 10 เท่านั้น เนื่องจากเกษตรกรตระหนักถึงเรื่องคุณภาพของทุเรียนมากขึ้นจากการเห็นผลดีของการทำทุเรียนให้ได้คุณภาพส่งออก จึงเอาจริงเอาจังกับการดูแลบำรุงต้นตลอดกระบวนการผลิตทุกระยะ และปฏิบัติตามคู่มือทุเรียนคุณภาพอย่างเคร่งครัดมากขึ้น ขณะที่ตลาดก็มีการแข่งขันกันมากขึ้นในเรื่องคุณภาพ ที่สำคัญ ทุเรียนในโครงการฯ ได้รับการยอมรับในเรื่องคุณภาพและเป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้น

ผู้อำนวยการสถาบันฯ กล่าวอีกว่า เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในการรับซื้อทุเรียนครั้งนี้ ปิดทองหลังพระฯ จึงกำหนดมาตรการเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคอย่างเคร่งครัดทุกขั้นตอน เช่น จำกัดจำนวนเกษตรกรที่จะเดินทางเข้ามา 2 คน ต่อรถ 1 คัน มีมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม โดยจัดที่นั่งพักรอไว้ให้ มีจัดลำดับคิวรถ และการแจกบัตรคิว ก่อนเข้าบริเวณ ต้องสแกนตรวจวัดอุณหภูมิ ล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ มีการเปิดช่องทางเข้าออกไว้ 5 ช่องทาง เพื่อลดความแออัด และมีการสลับเปลี่ยนพนักงานคัดเกรดทุก 2 ชั่วโมง ทำความสะอาดแหล่งรวบรวมผลผลิต พ่นยาฆ่าเชื้อทุกวัน เจ้าหน้าที่จะได้รับการฉีดวัคซีนก่อนทุกคน และจะมีการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ทุก ๆ 10 วัน รวมทั้งจัดทำข้อมูลบุคคลที่เข้าออกรายงานต่อพาณิชย์จังหวัดทุกวัน

ทางด้านเกษตรกรนางสาวนูรีซัน อภิบาลแบ เกษตรกรตำบลบาเจาะ อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา ซึ่งนำผลผลิตมาจำหน่ายให้กับโครงการฯ ในวันแรกนี้ กล่าวว่า ได้นำทุเรียนหมอนทองกว่า 580 กิโลกรัมมาจำหน่ายให้โครงการ เป็นเงินกว่า 60,000 บาท ซึ่งผลผลิตในปีนี้มีทุเรียนเกรด เอบี กว่าร้อยละ 80 มากขึ้นจากปีก่อน เนื่องจากทำตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด บวกกับเจ้าหน้าที่คอยเป็นพี่เลี้ยงพร้อมให้ความรู้อย่างสม่ำเสมอ และรู้สึกพอใจที่ปีนี้มีการปรับโครงสร้างราคาใหม่ โดยตนเองเป็นเกษตรกรเกรดเอ นำทุเรียนเกรดเอบีมาขาย ได้ราคาถึงกิโลกรัมละ 108 บาท ทำให้ทุเรียนมีราคาดีขึ้นกว่าราคาตลาดทั่วไป คาดว่ารายได้ต้องมากกว่าปีที่แล้วแน่นอน

สกู๊ปพิเศษ : ชิมฟรี! ‘สวนทรรศน์สมรแลนด์’ เปิดต้อนรับนทท.เที่ยวเมืองอุตรดิตถ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/587940

สกู๊ปพิเศษ : ชิมฟรี! ‘สวนทรรศน์สมรแลนด์’  เปิดต้อนรับนทท.เที่ยวเมืองอุตรดิตถ์

สกู๊ปพิเศษ : ชิมฟรี! ‘สวนทรรศน์สมรแลนด์’ เปิดต้อนรับนทท.เที่ยวเมืองอุตรดิตถ์

วันศุกร์ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

อินทผลัม “ในอดีตจะได้ยินอยู่เสมอว่า อินทผลัม หรือ อินทผาลัม เป็นพืชที่ขึ้นได้ในทะเลทราย หรือ สภาพภูมิอากาศแห้งแล้ง หากนำมาปลูกในถิ่นอื่น เช่น ในถิ่นที่มีความชื้นสูง จะไม่สามารถปลูกได้ ถึงแม้จะปลูกได้แต่ก็มีผลผลิตไม่ดีเท่าที่ควร แต่ในปัจจุบัน ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อและปรับปรุงสายพันธุ์ให้เหมาะกับพื้นที่ สภาพภูมิอากาศ สามารถปลูกและแพร่พันธุ์ได้ในพื้นที่สภาพภูมิอากาศทั่วไป เช่น การปลูกอินทผลัมที่สวนทรรศน์สมรแลนด์ จังหวัดอุตรดิตถ์ สร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

อินทผลัม เป็นผลไม้ที่มีหลากหลายพันธุ์ แต่ละสายพันธุ์มีคุณสมบัติเด่นในด้านการนำไปบริโภคต่างกัน อีกทั้งเกรด ราคา รวมทั้งรสชาติแตกต่างกันด้วย สำหรับสายพันธุ์ต่างประเทศที่นิยมนำมาปลูกในไทยเพื่อรับประทานเป็นผลสด คือ พันธุ์ Barhee หรือ Barhi (บาร์ฮี หรือ บัรฮี) มีแหล่งกำเนิดในประเทศอิรัก ปัจจุบันมีการปลูกกันแพร่หลายในหลายประเทศ กล่าวกันว่า พันธุ์ Barhi เป็น “แอปเปิ้ลแห่งตะวันออกกลาง”

สวนทรรศน์สมรแลนด์ เป็นสวนเกษตรอินทรีย์ ปลอดสารพิษ มีคุณปวีณสมร สุดทอง เป็นเจ้าของสวน ได้ทำการปลูก อินทผลัม พันธุ์บาฮี ผลใหญ่ สีเหลืองสด รสชาติ หวานกรอบ เป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ของประเทศไทย และ ที่สวนแห่งนี้ได้ปลูกอินทผลัม เป็นเจ้าแรกในจังหวัดอุตรดิตถ์ พื้นที่ทั้งหมด 7 ไร่ ปลูกไว้จำนวน 90 ต้น จำหน่ายกิโลกรัมละ 400 บาท และ ในวันที่ 23 กรกฎาคม 2564 จะทำการเปิดสวนอินทผลัม สวนทรรศน์สมรแลนด์ พร้อมชิมอินทผลัมฟรี เลือกซื้อได้ทั้งสวน มีบริการกินแฟแลอิน-ผลิตภัณฑ์ไซรัป เพื่อดูแลสุขภาพ, ชมสวนสวยงาม จุดเช็คอินแห่งใหม่ของชาวอุตรดิตถ์ และ สามารถเลือกอินทผลัมผลใหญ่รสชาติหวานกรอบ เกรด A B C เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการในสถานการณ์ COVID-19 ในปัจจุบันทางสวนต้องขออภัยจำกัดคนเข้าสวนไม่เกิน 50 คน นอกจากนี้ยังได้จัดเตรียม แมส เจลล้างมือเครื่องวัดอุณหภูมิ จุดลงทะเบียน และ จัดสถานที่เว้นระยะห่าง ให้เป็นไปตามมาตรการข้อกำหนดของจังหวัดอุตรดิตถ์อีกด้วย

สำหรับเส้นทางเข้าสวน ทรรศน์สมรแลนด์ เมื่อขับรถเข้าเขตจังหวัดอุตรดิตถ์ ตามเส้นทางสายเหนือ อุตรดิตถ์ –แพร่พอถึงวงเวียนแยกวังสีสูบ ต.งิ้วงาม อ.เมืองอุตรดิตถ์ เป็นถนนลอดอุโมงค์ตรงไปทางจังหวัดแพร่ จะพบป้ายเข้าสวนทรรศน์สมรแลนด์ เลียวซ้ายเข้าซอยหน้าเทศบาลตำบลน้ำริด อ.เมืองอุตรดิตถ์ จ.อุตรดิตถ์ขับตรงเข้าไปในซอย เป็นถนนคอนกรีต ตลอดเส้นทางลึกเข้าไป ประมาณ 500 เมตร จะเจอป้ายเข้าสวนอินทผลัมทรรศน์สมรแลนด์ สามารถเดินเข้าไปเที่ยวชม ที่สำคัญเจ้าของสวนใจดีให้เลือกจากต้นสดๆ ทานได้ตามใจชอบ โดยเฉพาะพันธุ์ บาร์ฮี จะมีผลสีเหลืองสดผลใหญ่ หวานกรอบเป็นที่นิยมมากที่สุด แต่ละวันจะมีนักท่องเที่ยวทั้งในจังหวัด และ ต่างจังหวัดเดินทางมาเที่ยวชมสวนอินทผลัม พร้อมถ่ายรูปเซลฟี่(Selfie)

“อินทผลัม” ยังสามารถนำผลที่โตเต็มที่แล้วมาทำเป็นเมนูอาหารที่น่าทาน ประกอบด้วย ส้มตำอินทผลัม, บวชชีอินทผลัม, อินทผลัมลอยแก้ว,ยำทะเลอินทผลัม และรับประทานได้แบบผลสดได้อีกด้วย