อบต.ตะพงทำเก๋ แจกรางวัลปชช. กระตุ้นฉีดวัคซีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/587939

อบต.ตะพงทำเก๋ แจกรางวัลปชช. กระตุ้นฉีดวัคซีน

วันศุกร์ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายทวีป แสงกระจ่าง นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ตะพง เป็นประธานมอบรางวัลแก่ประชาชนที่เข้ารับการฉีดวัคซีนต้านไวรัสโคโรนา 2019 ซึ่งรางวัลชุดแรกเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าโดยมอบให้กับประชาชนที่เข้ารับการฉีดวัคซีนคนที่ 1-5 ของ ต.ตะพง และจับสลากมอบรางวัลข้าวสาร 30 รางวัล เครื่องใช้ไฟฟ้า 15 รางวัล สร้อยคอทองคำหนัก 50 สตางค์ 1 รางวัลที่ศูนย์รับลงทะเบียนฉีดวัคซีนไวรัสโคโรนา 2019 องค์การบริหารส่วนตำบลตะพง อ.เมือง จ.ระยอง

นายทวีปกล่าวว่า การแจกของรางวัลแก่ผู้ที่ลงทะเบียน และฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 แล้ว เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ ให้กับประชาชนที่เข้ามารับการฉีดวัคซีน เพราะที่ผ่านมา จากจำนวนประชากรในพื้นที่ตำบลตะพง มีกว่า 20,000 คน แต่มีผู้ที่มาลงทะเบียนเข้ารับการฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ไม่ถึง 2,000 คน ซึ่งมีสาเหตุมาจากทุกคนกลัววัคซีน จากที่สื่อออกไปต่างๆนานา ว่าฉีดแล้วมีคนป่วย คนตาย

ดังนั้นทาง อบต. จึงได้ตั้งเวทีประชาคม โดยให้ผู้นำไปประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้านได้รับรู้ พร้อมทั้งตัวนายกฯ และผู้นำชุมชนยังฉีดวัคซีนเป็นตัวอย่างไปแล้ว ทำให้ประชาชนเริ่มเข้าใจและผ่อนคลายจากความหวาดกลัว เริ่มทะยอย มาลงทะเบียนฉีดวัคซีนมากขึ้นซึ่งทาง อบต.จึงได้ขอสนับสนุน จากบริษัท อูเบะเคมิคอล ประเทศไทย สนับสนุนของรางวัล เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับประชาชนที่เข้ารับการฉีดวัคซีน เพื่อให้ ต.ตะพง มีภูมิคุ้มกันต้านโควิด-19 และกลับมาใช้ชีวิตกันได้อย่างปกติสุข

ชลประทานที่ 3 ตรวจสอบเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/587938

ชลประทานที่3ตรวจสอบเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน

วันศุกร์ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเกรียงไกร ภาคพิเศษ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 3 กรมชลประทาน พร้อมด้วยนายชลเทพ ทาตรี ผู้อำนวยการส่วนบริหารจัดการน้ำและบำรุงรักษา, นายฉัตรชัยทองปอนด์ ผู้อำนวยการส่วนวิศวกรรมนายทวีสิทธิ์ เลิศสินไทย ผู้อำนวยการส่วนแผนงาน สำนักงานชลประทานที่ 3 และคณะ ลงพื้นที่ตรวจสอบความพร้อมของเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน เพื่อความมั่นใจในรองรับการน้ำหลากในฤดูฝนปี 2564 โดยมีนายวรวุฒิเนียมน้อย ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแควน้อยบำรุงแดน, นายวิชากร จองพิพัฒนพงษ์ หัวหน้าฝ่ายวิศวกรรม,นายพรพิพัฒน์ โสธนะ หัวหน้าฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 1 และ นางสาววรรณชนกอริยะวงศ์ หัวหน้างานบริหารทั่วไป โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแควน้อยบำรุงแดนร่วมให้การต้อนรับ

ทั้งนี้ ได้ตรวจสอบทั้งในส่วนของอาคารระบายน้ำ River Outlet และ Spillwayซึ่งสามารถใช้งานได้เป็นอย่างดีพร้อมระบายน้ำหากมีปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนในปริมาณมากเกินเกณฑ์ปกติ ณ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน ต.คันโช้ง อ.วัดโบสถ์ จ.พิษณุโลก

รายงานพิเศษ : สศก.แนะเก็บหัวมันสำปะหลังครบอายุ ช่วยเปอร์เซ็นต์แป้งสูง-ขายได้ราคาดี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/587941

รายงานพิเศษ : สศก.แนะเก็บหัวมันสำปะหลังครบอายุ  ช่วยเปอร์เซ็นต์แป้งสูง-ขายได้ราคาดี

รายงานพิเศษ : สศก.แนะเก็บหัวมันสำปะหลังครบอายุ ช่วยเปอร์เซ็นต์แป้งสูง-ขายได้ราคาดี

วันศุกร์ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สถานการณ์การผลิตมันสำปะหลัง ปีเพาะปลูก 2564/65 (ตุลาคม 2564 – กันยายน 2565) ใน 5 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง (กำแพงเพชร พิจิตร นครสวรรค์ อุทัยธานี เพชรบูรณ์) ซึ่งข้อมูล จากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ณ เดือนมิถุนายน 2564 คาดว่ามีเนื้อที่เก็บเกี่ยวทั้ง 5 จังหวัด รวม 1,654,328 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่มีเนื้อที่เก็บเกี่ยว 1,601,538 ไร่ (เพิ่มขึ้น 55,355 ไร่หรือร้อยละ 3)

นายนพดล ศรีพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 12 นครสวรรค์ (สศท.12) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เปิดเผยว่า เนื่องจากปีที่ผ่านมาเกษตรกรขายได้ราคาดี จึงจูงใจให้ขยายเนื้อที่ปลูกแทนอ้อยโรงงานและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งมีต้นทุนสูงกว่ามันสำปะหลัง ส่วนผลผลิตรวมทั้ง 5 จังหวัด มีจำนวน 5,690,476 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่มีจำนวน 5,184,359 ตัน(เพิ่มขึ้น 506,117 ตัน หรือร้อยละ 10) เนื่องจากเนื้อที่ปลูกเพิ่มมากขึ้นและปริมาณน้ำฝนค่อนข้างมากกว่าปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ ต้นมันสำปะหลังเจริญเติบโตดีทั้งนี้ เกษตรกรจะเริ่มเพาะปลูกมันสำปะหลังเดือนมีนาคม 2564 และจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในเดือนมกราคม – มีนาคม 2565)

หากพิจารณาสถานการณ์การผลิตโดยแยกเป็นรายจังหวัด พบว่า กำแพงเพชร มีเนื้อที่เก็บเกี่ยว 734,406 ไร่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 2 ผลผลิต 2,621,829 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 พิจิตร มีเนื้อที่เก็บเกี่ยว 14,698 ไร่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 2 ผลผลิต 47,607 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 นครสวรรค์ มีเนื้อที่เก็บเกี่ยว 438,741 ไร่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 ผลผลิต 1,417,133 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 12 อุทัยธานี มีเนื้อที่เก็บเกี่ยว 219,514 ไร่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 ผลผลิต 747,665 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 8 และเพชรบูรณ์ มีเนื้อที่เก็บเกี่ยว 246,969 ไร่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 2 ผลผลิต 856,242 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 9

นายนพดล ศรีพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 12 นครสวรรค์

ด้านราคามันสำปะหลังปีเพาะปลูก 2563/64 (ตุลาคม 2563 – มิถุนายน 2564) ของทั้ง 5 จังหวัด ราคาที่เกษตรกรขายได้ ณ ไร่นาเฉลี่ย 1.99 บาท/กิโลกรัม ราคาปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (ราคาเฉลี่ย 1.88 บาท/กิโลกรัม ณ ตุลาคม 2562 – กันยายน 2563) เนื่องจากตลาดมีความต้องการมากขึ้น ทั้งนี้ รัฐบาลได้มีโครงการประกันรายได้เกษตรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ปี 2563/64 เพื่อให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเพาะปลูกมันสำปะหลัง ปี 2563/64 กับกรมส่งเสริมการเกษตร โดยมีช่วงเวลาเพาะปลูก ตั้งแต่ 1 เมษายน 2563 ถึง 31 มีนาคม 2564 กำหนดราคาเป้าหมาย ณ หัวมันสดเชื้อแป้ง 25% กิโลกรัมละ 2.50 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 100 ตัน และไม่ซ้ำแปลงระยะเวลาเก็บเกี่ยวนับจากวันที่เพาะปลูกไม่น้อยกว่า 8 เดือน ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินโครงการฯ มีการจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างระหว่างราคาประกันรายได้กับราคาเกณฑ์กลางอ้างอิง รวม 7 งวด (ข้อมูลณ วันที่ 1 มิถุนายน 2564) มีเกษตรกรได้รับการโอนเงินชดเชยส่วนต่างรวมทั้งประเทศ จำนวน 434,977 ครัวเรือน

ผู้อำนวยการ สศท.12 กล่าวทิ้งท้ายว่า เกษตรกรควรเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังที่ครบอายุ ซึ่งจะได้เปอร์เซ็นต์เชื้อแป้งสูงน้ำหนักดี ขายได้ราคาดี หากเกษตรกรเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังที่มีอายุน้อย จะทำให้มันสำปะหลังหัวเล็ก ผลผลิตต่อไร่ต่ำ และไม่ควรเก็บเกี่ยวในช่วงที่มีฝนตกชุก เพราะจะทำให้มีเปอร์เซ็นต์แป้งต่ำ และที่สำคัญเกษตรกรควรหมั่นดูแลรักษาแปลง เฝ้าระวังการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลัง ในส่วนของพื้นที่ปลูกใหม่หรือพื้นที่ปลูกซ่อมเกษตรกรไม่ควรนำท่อนพันธุ์
จากแหล่งอื่นที่พบการระบาดของโรคมาปลูก หากพบอาการใบด่าง ใบหงิกเสียรูปทรง ลำต้นแคระแกรน ต้องรีบแจ้งสำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่หรือสายด่วนเฝ้าระวังโรคใบด่างมันสำปะหลัง โทร 0-2955-1626และ 0-2955-1514 เพื่อดำเนินการตัดวงจรการระบาดต่อไป สำหรับเกษตรกรหรือท่านที่สนใจข้อมูลการผลิตมันสำปะหลังภาคเหนือตอนล่าง สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สศท.12 นครสวรรค์ โทร 0-5680 -3525 หรืออีเมล zone12@oae.go.th

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : กนช.กับการปฏิรูปทรัพยากรน้ำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/587942

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : กนช.กับการปฏิรูปทรัพยากรน้ำ

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : กนช.กับการปฏิรูปทรัพยากรน้ำ

วันศุกร์ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ภายใต้พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) จะมีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในระดับชาติ

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) กล่าวว่า กนช.มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศในทุกมิติ ไม่ว่่าจะเป็นการจัดทำนโยบายและแผนแม่บทเกี่ยวกับการบริหารทรัพยากรน้ำที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ การพิจารณาและให้ความเห็นชอบในแผนปฏิบัติการของหน่วยงานของรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวกับทรัพยากรน้ำ

นอกจากนี้ยังพิจารณาแผนงบประมาณการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบบูรณาการให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล รวมทั้งเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาในการจัดทำงบประมาณประจำปี การพิจารณาและให้ความเห็นชอบแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำต่างๆ ตามที่คณะกรรมการลุ่มน้ำเสนอ เป็นต้น

กนช.ในปัจจุบันยังเป็นชุดเดิม ที่มี พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน

อย่างไรก็ตามเมื่อ พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 มีผลบังคับใช้ จำเป็นจะต้องมี กนช.ชุดใหม่ขึ้นมาบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ

กนช.ชุดใหม่จะประกอบด้วย นายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ และรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นรองประธานกรรมการ ส่วนกรรมการนั้นจะเป็นโดยตำแหน่งจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง 9 คน จากผู้ทรงคุณวุฒิ 4 คน และจากผู้แทนคณะกรรมการลุ่มน้ำอีก 6 คน โดยมีเลขาธิการ สทนช. ปฏิบัติหน้าที่กรรมการและเลขานุการ

จุดเปลี่ยนของ กนช.ชุดใหม่ คือ การให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมผ่านทาง กรรมการลุ่มน้ำทั้ง 6 คน ซึ่งจะทำให้สามารถตอบโจทย์การแก้ปัญหาทรัพยากรน้ำในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะคัดเลือกมาจากกรรมการลุ่มน้ำทั้ง 22 ลุ่มน้ำ สทนช.ยืนยันว่า จะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2565

อย่างไรก็ตามก่อนที่จะได้ผู้แทนกรรมการลุ่มน้ำทั้ง 6 คนดังกล่าว จะต้องจัดตั้งคณะกรรมการลุ่มน้ำในแต่ละลุ่มน้ำให้แล้วเสร็จก่อน ซึ่งสทนช.จะดำเนินให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2564

เช่นเดียวกัน ก่อนที่จะได้คณะกรรมการลุ่มน้ำแต่ละลุ่มน้ำ จะองค์การผู้ใช้น้ำให้แล้วเสร็จก่อน เพราะในคณะกรรมการลุ่มน้ำแต่ละลุ่มน้ำนั้นจะต้องมีผู้แทนจากองค์กรผู้ใช้น้ำถึง 9 คน ร่วมเป็นกรรมการลุ่มน้ำด้วย

องค์กรใช้น้ำคือ ผู้ใช้น้ำในระดับรากหญ้า

“องค์กรผู้ใช้น้ำจะเข้าใจสภาพปัญหาและความต้องการใช้น้ำ สามารถสะท้อนแนวทางแก้ไขปัญหาตรงต่อตามความต้องการของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง และเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะช่วยให้การพัฒนาทรัพยากรน้ำของประเทศครอบคลุมในทุกมิติมากยิ่งขึ้น” เลขาธิการ สทนช.กล่าว

ล่าสุดขณะนี้กลุ่มบุคคลที่สนใจยื่นคำขอจดทะเบียนก่อตั้งองค์กรผู้ใช้น้ำกว่า 2,674 องค์กรสทนช.อนุมัติแล้ว 2,487 องค์กร

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำยุคใหม่จะเกีี่ยวโยงกัน ตั้งแต่ระดับท้องถิ่น คือ องค์กรผู้ใช้น้ำ ต่อเนื่องมาระดับลุ่มน้ำ คือ คณะกรรมการลุ่มน้ำ จนถึงระดับชาติ คือ กนช.

จึงมั่นใจได้ว่าภายหลัง กนช.ชุดใหม่ เริ่มปฏิบัติหน้าที่ก็จะสามารถขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ที่ต้องการให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ เป็นไปบนพื้นฐานการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง สามารถนำมาใช้ในการวิเคราะห์ด้านการบริหารจัดการแหล่งน้ำแบบองค์รวมได้อย่างเต็มประสิทธิภาพครอบคลุมทุกมิติ และรวดเร็วทันต่อสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน รวมทั้งสามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างเบ็ดเสร็จในแต่ละลุ่มน้ำอย่างแน่นอน

นอกจากนี้ยังจะสามารถตอบสนองต่อการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคม การอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนยังช่วยเสริมศักยภาพในการพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศอีกด้วย

จะเรียกว่า ปี 2565 เป็นปีเริ่มต้นทุนของการปฏิรูปการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศก็ว่าได้….

รัฐศักดิ์ พลสิงห์

‘อธิบดีปศุสัตว์’ ประสานกรมอุทยานฯ-ผู้ว่าฯ ยกระดับคุมเข้ม ‘โรคลัมปีสกิน’ พื้นที่ชายป่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/587893

'อธิบดีปศุสัตว์'ประสานกรมอุทยานฯ-ผู้ว่าฯ ยกระดับคุมเข้ม'โรคลัมปีสกิน'พื้นที่ชายป่า

‘อธิบดีปศุสัตว์’ประสานกรมอุทยานฯ-ผู้ว่าฯ ยกระดับคุมเข้ม’โรคลัมปีสกิน’พื้นที่ชายป่า

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 15.45 น.

“อธิบดีกรมปศุสัตว์”ประสานกรมอุทยานฯ-ผู้ว่าราชจังหวัด ร่วมยกระดับควบคุมการระบาดของโรคลัมปีสกิน โดยเฉพาะพื้นที่ใกล้ผืนป่า ป้องกันไม่ให้ระบาดสู่สัตว์ป่า เร่งจัดสรรวัคซีน 5 ล้านโดสแล้ว มั่นใจโรคสงบใน 3 เดือนหลังฉีดวัคซีนครอบคลุม

เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2564 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า กรมปศุสัตว์ได้ตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการซากกระทิง ที่มีผิวหนังมีตุ่มนูน และโดนขวิดตายจากอุทยานแห่งชาติกุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งผลพบว่ากระทิงมีการติดเชื้อลัมปี สกิน

ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์ได้ตรวจสอบสถานการณ์โรคในพื้นที่ 5 กิโลเมตร จากชายขอบรัศมีอุทยานแห่งชาติกุยบุรี ซึ่งพบว่ามีโค จำนวน 2,234 ตัว จากเกษตรกรจำนวน 209 คน มีแสดงอาการป่วย 4 ตัว และได้ประสานกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ร่วมกันกำหนดมาตรการป้องกันและควบคุมโรคในพื้นที่เร่งด่วน ซึ่งมี 6 มาตรการ ดังนี้

1. ระงับการเคลื่อนย้ายโค – กระบือ เข้าและออกในพื้นที่รัศมี 50 กิโลเมตร รอบจุดเกิดโรค ซึ่งจังหวัดประจวบคีรีขันธ์มีการประกาศเป็นเขตโรคระบาดชนิดลัมปี สกิน และมีการห้ามเคลื่อนย้ายสัตว์ในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ทุกพื้นที่แล้ว

2. เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดำเนินการควบคุมและกำจัดแมลงพาหะของโรคในพื้นที่เสี่ยงโดยการใช้ยาพ่นฆ่าแมลงในพื้นที่ที่เป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์พาหะและฉีดพ่นบนตัวโค กระบือ เป็นต้น

3. เร่งรัดการทำวัคซีนป้องกันโรคลัมปี สกิน ในโค กระบือ พื้นที่ 5 กิโลเมตรจากชายขอบอุทยานประมาณ 2,234 ตัว4. ประชาสัมพันธ์เกษตรกรในพื้นที่ หากพบโคแสดงอาการให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์เพื่อช่วยรักษาพยาบาลสัตว์ป่วยและลดการแพร่เชื้อโรค

5. เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรีต้องป้องกันไม่ให้สัตว์ป่า เช่น กระทิง วัวแดง และควายป่า ออกมาหากินในพื้นที่ที่มีการเลี้ยงโค กระบือ รวมทั้งไม่ให้มีการนำโค กระบือเข้าไปเลี้ยงในพื้นที่ที่กระทิงอยู่อาศัยโดยมีระยะแนวกันชนประมาณ 1 กิโลเมตร

6. เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรีพ่นยาฆ่าแมลงภายในยานพาหนะที่เข้า-ออกในพื้นที่ไม่ให้เป็นพาหะนำโรค

และขอให้ยกระดับการเฝ้าระวัง ป้องกันในอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทั่วประเทศอีกด้วย พร้อมประสานผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อขอความร่วมมือยกระดับการควบคุมการระบาดของโรคลัมปี สกิน โดยเฉพาะพื้นที่ใกล้เขตป่า โดยให้ประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและทรัพยากรธรรมชาติจังหวัดร่วมเฝ้าระวังด้วย
ทั้งนี้สั่งการให้ปศุสัตว์จังหวัดเร่งฉีดวัคซีนให้กับโค-กระบือของเกษตรกรที่เลี้ยงในพื้นที่ใกล้เขตป่า อุทยานแห่งชาติและและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า พร้อมร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าฉีดพ่นสารกำจัดแมลงพาหะบริเวณคอกโค-กระบือเพื่อป้องกันไม่ให้บินไปกัดสัตว์ป่าได้แก่ กระทิง วัวแดง และควายป่า รวมทั้งแนะนำให้เกษตรกรหมั่นรักษาความสะอาดบริเวณคอกโค-กระบือ ไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของแมลงพาหะ ติดหลอดไฟไล่แมลงหรือร่วมกับการกางมุ้งที่คอกสัตว์ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการป้องกันโรคในสัตว์ที่เลี้ยงไว้ด้วย

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวต่อว่า ได้วางแผนจัดสรรวัคซีน 5 ล้านโดส ที่ ครม.อนุมัติงบกลางให้จัดซื้อเพื่อควบคุมโรค โดยแผนกระจายวัคซีนเป็นไปตามหลักวิชาการอย่างทั่วถึงเป็นธรรม โดยครอบคลุมประชากรโค-กระบือไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของประชากรสัตว์กลุ่มเสี่ยงทั้งประเทศ ซึ่งประเทศไทยมีโค-กระบือ รวม 10,249,349 ตัว แบ่งเป็นโคเนื้อ 7,969,519 ตัว โคนม 811,688 ตัว กระบือ 1,568,042 ตัว ซึ่งการฉีด วัคซีนลัมปี สกิน ของกรมปศุสัตว์นั้น ไม่มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายใดๆ จากเกษตรกรทั้งสิ้น ส่วนสถานการณ์การแพร่ระบาดปัจจุบันสถานการณ์พบสัตว์ป่วยใหม่มีแนวโน้มลดลงอย่างมาก มั่นใจว่า เมื่อดำเนินการฉีดวัคซีนตามเป้าหมาย โรคจะสงบได้ภายใน 3 เดือน ส่วนกรณีของการเยียวยาโค-กระบือที่ป่วยตายด้วยโรคลัมปี สกิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ส่งกระทรวงการคลังพิจารณาแล้ว เพื่อช่วยเกษตรกรให้มากที่สุด

สกู๊ปพิเศษ : เปิดชีวิต ‘พนักงานพิทักษ์ป่า’ อช.ไทรโยค ผู้เสียสละ 5 วันกับการลาดตระเวนปกป้องสัตว์ป่า-ผืนป่าต้นน้ำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/587650

สกู๊ปพิเศษ : เปิดชีวิต ‘พนักงานพิทักษ์ป่า’ อช.ไทรโยค  ผู้เสียสละ 5 วันกับการลาดตระเวนปกป้องสัตว์ป่า-ผืนป่าต้นน้ำ

สกู๊ปพิเศษ : เปิดชีวิต ‘พนักงานพิทักษ์ป่า’ อช.ไทรโยค ผู้เสียสละ 5 วันกับการลาดตระเวนปกป้องสัตว์ป่า-ผืนป่าต้นน้ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

การเดินลาดตระเวนเป็นหัวใจหลักในการที่จะปกป้องดูแลรักษาไว้ซึ่งทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าให้รอดพ้นจากภัยคุกคามต่างๆ จากผู้ไม่หวังดี ซึ่งปัจจุบันกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ใช้ยุทธวิธีการเดินลาดตระเวนเชิงคุณภาพ หรือที่เรียกกันว่า SMART PATROL ซึ่งเป็นการเดินลาดตระเวนพร้อมกับการเก็บข้อมูลด้านต่างๆ ไปพร้อมกัน ทั้งข้อมูลด้านสัตว์ป่า พันธุ์ไม้ที่สำคัญ แหล่งน้ำ แหล่งอาหารของสัตว์ป่ารวมถึงภัยคุกคามต่างๆที่พบ

ไม่ว่าจะเป็นเพิงที่พักนายพราน จุดวางบ่วงแร้วดักสัตว์ป่า ร่องรอยต่างๆ ของมนุษย์ที่เข้าไปกระทำความผิดในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ทั่วประเทศ เพื่อนำข้อมูลต่างๆเหล่านี้กลับมาประเมินผลและเป็นหัวใจในการวางแผนป้องปรามจากผู้กระทำความผิดให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยหัวใจหลักในการลาดตระเวนนี้คือเจ้าหน้าที่ “พนักงานพิทักษ์ป่า” ผู้ทำงานปิดทองหลังพระ ที่ทำให้ประเทศไทยเรามีป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์อยู่ในปัจจุบัน

อุทยานแห่งชาติไทรโยค อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี โดยการนำของ นายสมเจตน์จันทนา นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการพิเศษ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติไทรโยค เปิดเผยว่า ตามข้อสั่งการของ นายวราวุธศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และนายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ให้ลาดตระเวนป้องกันการลักลอบตัดไม้และล่าสัตว์ป่าให้มากขึ้นเป็นสองเท่า ตามนโยบาย ทส. ยกกำลัง 2 + 4

นายนิพนธ์ จำนงสิริศักดิ์ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) ได้รับนโยบายและมอบหมายให้อุทยานทุกแห่งในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี ดำเนินการตามนโยบายข้างต้นอย่างเคร่งครัด อุทยานแห่งชาติไทรโยคจึงได้สนธิกำลังระหว่างหน่วยในสังกัดอุทยานแห่งชาติไทรโยค เพื่อออกตรวจลาดตระเวนให้ครอบคลุมพื้นที่มากยิ่งขึ้น

ถึงแม้อุทยานแห่งชาติไทรโยค จะมีพื้นที่มากถึง 595,868 ไร่ ประกอบกับมีพื้นที่อยู่ติดกับชายแดนประเทศเมียนมา ระยะทางถึง 50 กิโลเมตร ก็ตาม แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่องานป้องกันทรัพยากรในพื้นที่ ซึ่งข้อมูลเมื่อสิ้นเดือนมิถุนายน 2564 อุทยานแห่งชาติไทรโยคสามารถเดินครอบคลุมพื้นที่แล้ว 92.99% ของพื้นที่ทั้งหมด

ถึงแม้ช่วงนี้จะเข้าสู่ฤดูฝนแล้วก็ตามและในพื้นที่จะมีลำห้วยลำธารลัดเลาะอยู่ภายในพื้นที่จำนวนมาก ทำให้การทำงานของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่ายิ่งยากลำบากมากยิ่งขึ้น อย่างการลาดตระเวนล่าสุดของหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ ที่ ทย.5 (แม่น้ำน้อย) ระหว่างวันที่ 8-12 กรกฎาคม ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าทั้งหมด 7 นาย ได้ออกลาดตระเวนจากหน่วยพิทักษ์ฯ โดยใช้รถจักรยานยนต์สลับกับการเดินเท้าลาดตระเวนเพื่อปราบปรามการกระทำผิด บริเวณป่าปากห้วยผึ้ง ป่าห้วยพะบือแฮ

ซึ่งขณะนั้นเป็นช่วงที่ฝนตกหนักทำให้ระดับน้ำในลำห้วยมีระดับที่สูงขึ้น บริเวณห้วย 3 ห้วยแม่น้ำลัดเลาะ เจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจเดินข้ามเพื่อขนส่งสัมภาระประจำตัวไปอีกฝั่งและช่วยกันใช้ไม้แบกรถจักรยานยนต์ข้ามลำห้วยที่มีกระแสค่อนข้างแรงตามมา

จึงอยากวอนให้ทุกคนเห็นใจและเห็นความสำคัญของพวกเขาเหล่านี้ที่เรียกตนเองว่า “พนักงานพิทักษ์ป่า”พนักงานพิทักษ์ ถึงแม้จะมีรายได้เพียงน้อยนิด แต่พวกเขาเหล่านี้ต่างปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละอย่างแท้จริง และถึงแม้จะลำบากต้องนอนและกินกลางป่าท่ามกลางสายฝน หรือท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บ หรือร้อนจัดเพียงใด พวกเขาก็อดทน เพียงเพื่อต้องการปกปักรักษาสัตว์ป่าและผืนป่าเอาไว้ให้เป็นผืนป่าต้นน้ำ ทำให้เราชาวไทยทุกคนได้มีน้ำใช้อย่างยั่งยืนอยู่ในทุกวันนี้

ดังนั้นจึงขอฝากไปถึงประชาชนคนไทยทุกคนรวมทั้งกลุ่มนายพรานและผู้ที่หวังใช้ประโยชน์จากการตัดไม้ทำลายป่า ที่เป็นการทำลายผืนป่าต้นน้ำ ขอให้หยุดและหันมาร่วมกันปกปักรักษาผืนป่าเอาไว้ เพื่อให้ลูกหลานของเราและคนไทยทุกคน ได้ใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำ ที่มีผืนป่าเป็นต้นน้ำให้คงอยู่อย่างยั่งยืนสืบไป

เร่งพัฒนาโครงการ ‘รู้ดิน รู้ปุ๋ย’ หนุนธุรกิจดินปุ๋ยพร้อมใช้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/587649

เร่งพัฒนาโครงการ‘รู้ดิน รู้ปุ๋ย’หนุนธุรกิจดินปุ๋ยพร้อมใช้

เร่งพัฒนาโครงการ‘รู้ดิน รู้ปุ๋ย’หนุนธุรกิจดินปุ๋ยพร้อมใช้

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ตามที่ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญและติดตามการดำเนินงานโครงการพัฒนาธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชน(One Stop Service) ภายใต้แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 มาอย่างต่อเนื่อง นอกจากการดำเนินการพัฒนาธุรกิจโดยการสนับสนุนวัสดุการเกษตรและครุภัณฑ์ ผ่านศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) ที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 394 ศูนย์ ใน 63 จังหวัด แล้วนั้นกรมยังได้ดำเนินการพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อให้คำแนะนำการใช้ปุ๋ย เก็บข้อมูลเพื่อนำไปพัฒนาให้เกิดระบบช่วยในการตัดสินใจการใช้ปุ๋ยให้แก่เกษตรกร และการบริหารเชิงธุรกิจของ ศดปช. โดยใช้ชื่อว่า “รู้ดิน รู้ปุ๋ย”

นายรพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธ์ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในส่วนความคืบหน้าของโครงการ ผลการดำเนินงาน ณ วันที่ 9 ก.ค. 2564 ผลการดำเนินงานเบิกจ่าย + PO ร้อยละ 77.95 เป็นเงิน 132.42 ล้านบาท หากจำแนกตามประเภทของกิจกรรม มีความคืบหน้าดังนี้ การจัดอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาเทคนิคและการบริหารธุรกิจ และการจัดเวทีเชื่อมโยงเครือข่าย ศดปช. ศพก. และ แปลงใหญ่ ดำเนินการครบแล้ว 394 ศูนย์ คิดเป็นร้อยละ 100 ด้านการจัดซื้อจัดหาวัสดุการเกษตรและครุภัณฑ์แล้ว โดยแต่ละ ศดปช. จะได้รับวัสดุการเกษตรและครุภัณฑ์ ประกอบด้วย ชุดตรวจวิเคราะห์ดิน ส่งมอบแล้ว 62 จังหวัด คิดเป็นร้อยละ 98.44 แม่ปุ๋ย ส่งมอบแล้ว 62 จังหวัด คิดเป็นร้อยละ98.44 เครื่องผสมปุ๋ย ส่งมอบแล้ว 57 จังหวัด คิดเป็นร้อยละ 90.47 ในส่วนการให้บริการในเชิงธุรกิจ การจดทะเบียนขายปุ๋ย ดำเนินการแล้ว 387 ศูนย์ คิดเป็นร้อยละ98.22 การให้บริการตรวจวิเคราะห์ดิน ดำเนินการแล้ว 378 ศูนย์ คิดเป็นร้อยละ 95.94 มีผู้ใช้บริการแล้ว 77,980 ราย การให้บริการจำหน่ายปุ๋ย ดำเนินการแล้ว 273 ศูนย์ คิดเป็นร้อยละ 69.29 จำหน่ายปุ๋ยแล้ว 35,949 กระสอบ และการให้บริการเครื่องผสมปุ๋ย ดำเนินการแล้ว 241 ศูนย์ คิดเป็นร้อยละ 61.17 บริการผสมปุ๋ยแล้ว 1,123.402 ตัน

ด้านการจัดทำแพลตฟอร์มและแอปพลิเคชั่น ขณะนี้ดำเนินการพัฒนาแพลตฟอร์มและแอปพลิเคชั่นก้าวหน้าไปแล้ว ร้อยละ 68 ใช้ชื่อว่า “รู้ดิน รู้ปุ๋ย” เพื่อให้เกษตรกรทั้งสมาชิกศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน และเกษตรกรทั่วไปสามารถใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุด ทั้งในส่วนของการให้คำแนะนำการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน การวิเคราะห์ดิน การปรับปรุงดิน รวมทั้งอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจดินปุ๋ยของศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน เช่น การให้บริการสั่งจองปุ๋ย การคำนวณปุ๋ย ฯลฯ ซึ่งจะนำไปสู่การตัดสินใจการใช้ปุ๋ยที่ถูกต้องแม่นยำ ส่งผลให้เกษตรกรมีต้นทุนด้านปุ๋ยเคมีลดลง ผลผลิตเพิ่มขึ้น เป็นต้นโดยคาดว่าแพลตฟอร์มและแอปพลิเคชั่น“รู้ดิน รู้ปุ๋ย” จะแล้วเสร็จสมบูรณ์ พร้อมเปิดใช้บริการในปลายเดือนสิงหาคม 2564

นอกจากจะเป็นประโยชน์กับเกษตรกรแล้ว ฐานข้อมูลและรายงานที่ได้รับจากแพลตฟอร์มสามารถให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้ไปพัฒนาต่อยอดเพื่อการจัดการดินปุ๋ยที่ถูกต้องแม่นยำยิ่งขึ้น อันจะเกิดประโยชน์กับประเทศโดยรวมต่อไป อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติม

ซอกแซกอาเซียน : 15 กรกฎาคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/587648

ซอกแซกอาเซียน  : 15 กรกฎาคม 2564

ซอกแซกอาเซียน : 15 กรกฎาคม 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ในที่สุด วันประชุมคณะมนตรีแอปเตอร์ประจำปี 2021 ที่ประเทศฟิลิปปินส์เป็นเจ้าภาพจัด ก็ถูกกำหนดขึ้นใหม่ หลังจากที่ได้มีการประกาศเลื่อนมาแล้วครั้งหนึ่งจากวันที่ 30 มีนาคม ให้เป็นวันที่ 28 พฤษภาคม ทั้งนี้มีการซ้อมใหญ่เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนล่วงหน้า 1 วัน คือ ในวันที่ 27 พฤษภาคม

การจัดประชุมครั้งนี้ เป็นแบบ virtual หรือการประชุมทางไกล นั่งอยู่ประเทศใครประเทศมัน ไม่ต้องเดินทางไปที่ประเทศฟิลิปปินส์เจ้าภาพ พูดแล้วก็ยังนึกเสียดายไม่หาย เพราะอย่างที่เคยเล่าไปแล้วว่า ฟิลิปปินส์เจ้าภาพปีนี้กำหนดไปจัดประชุมที่เมืองโบโฮล ตอนกลางของประเทศ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวดังระดับโลก
หลังจากที่ไปประชุมครั้งก่อนแล้วเห็นเมียนมาเจ้าภาพจัดเต็ม โดยใช้เมืองพุกามเป็นสถานที่ประชุม ก็เลยต้องการที่จะจัดเต็มที่เช่นเดียวกัน ความจริงในเรื่องประชุมขององค์การระหว่างประเทศในลักษณะนี้ จะว่าไปก็กึ่งๆ จะเหมือนกับการพักผ่อนหย่อนใจนั่นแหละครับ คือ หลังการประชุมแบบเคร่งเครียดในห้องประชุมแล้ว ช่วงเย็น หรือช่วงดูงานผู้เข้าประชุมก็จะได้มีโอกาสจัดเลี้ยงสังสรรค์และเดินทางไปเปิดหูเปิดตาซึ่งแน่ละ เจ้าภาพผู้จัดการประชุมส่วนมากก็จะกำหนดให้ไปชมสิ่งที่เป็นสุดยอดของประเทศเขาเพื่อสร้างความประทับใจให้แก่ทุกคนรวมถึงเป็นการโฆษณาแหล่งท่องเที่ยวไปในตัวด้วย แต่เท่าที่ผมสังเกตมาโดยตลอดในโอกาสที่ได้เคยไปประชุม สัมมนาในระดับอินเตอร์มามากพอสมควร เรื่องของการเอ็นเตอร์เทนแขกนี้ สำหรับประเทศที่ร่ำรวยหรือเจริญแล้ว หรือรายการที่ได้สปอนเซอร์จากประเทศเหล่านี้กลับไม่ค่อยเอาจริงเอาจังมากนัก ต่างจากประเทศในแถบเอเชีย หรือ อาเซียนของเรายกตัวอย่างครั้งหนึ่งประเทศญี่ปุ่นให้ทุนประเทศแซมเบีย แอฟริกาไปจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการแล้วก็เชิญผู้แทนกรมการข้าวไปบรรยายเป็นกรณีตัวอย่างด้านพัฒนาข้าวซึ่งผู้ใหญ่ได้มอบหมายผมไป แม้จัดที่ประเทศแซมเบีย แต่ผู้จัด (ญี่ปุ่น) ก็ไม่เคยสนใจเลยว่าจะมีการพาเยี่ยมชมจุดหมายสำคัญๆ ตรงกันข้าม กลับว่ากันแต่ในห้องในโรงแรมอยู่เกือบทั้งสัปดาห์ ทั้งๆ ที่ประเทศนี้มีน้ำตกที่ชื่อเสียงดังระดับโลก คือ น้ำตกวิกตอเรีย ตอนแรกก่อนไปผมหาข้อมูลแล้ว และหวังว่าวันว่างผมจะขอไปเยี่ยมชมสักครั้งเป็นขวัญตา แต่ในที่สุดก็ไม่มีโอกาสไปเยี่ยมน้ำตกดังที่ว่านี้ ทั้งที่อยู่ไม่ไกลจากโรงแรมที่ประชุมสัมมนามากนัก

ที่ผมแยกแยะความแตกต่างระหว่างประเทศพัฒนามาก กับประเทศพัฒนาน้อยข้างต้น ขอยืนยันว่าค่อนข้างจะเป็นไปตามนั้น เพราะในประเทศสิงคโปร์ที่เคยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับอาเซียน หรืออาเซียนบวกสาม ก็เป็นเช่นเดียวกัน การจัดของเขาจะทำแบบง่ายๆ พิธีรีตองก็มักจะไม่มีให้เห็น การจัดเลี้ยง Welcome party หรือ Farewell party ก็ไม่เคยเน้น คือถ้าจะมีก็มีแบบง่ายๆ หรือไม่มีเลย ที่ประเทศบรูไนดารุสซาลามก็ไม่ต่างกัน ยิ่งเป็นประเทศนับถือศาสนาอิสลามยิ่งแล้ว เพราะการจัดเลี้ยงอาหารจะไม่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใดๆ ทั้งสิ้น ตรงกันข้ามจากประเทศอาเซียนที่ตั้งอยู่บนแผ่นดินใหญ่ เช่น เมียนมาปีที่แล้วที่ลงทุนไปจัดประชุมที่เมืองพุกาม เมืองแห่งมรดกโลกเลยทีเดียว ของไทยก็เคยจัดโดยไปจัดที่จังหวัดเชียงใหม่ และเมืองพัทยา ที่ใครๆ ก็รู้จักกันดีส่วนกัมพูชาก็ไม่พ้นเมืองเสียมเรียบ ที่มีปราสาทหินนครวัดนครธมตั้งอยู่ สำหรับเวียดนาม เมืองเว้ อดีตเมืองหลวงเก่า ขณะที่ สปป.ลาวทุกคนก็เรียกร้องอยากจะให้ไปจัดที่เมืองหลวงพระบาง อันโด่งดังเช่นเดียวกัน

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

มทร.จัดประชุมวิชาการเครือข่ายวิศวกรรมไฟฟ้า ครั้งที่ 13 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/587644

มทร.จัดประชุมวิชาการเครือข่ายวิศวกรรมไฟฟ้า ครั้งที่ 13

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

รศ.ดร.กฤษณ์ชนม์ ภูมิกิตติพิชญ์ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) ในฐานะประธานคณะกรรมการเครือข่ายวิศวกรรมไฟฟ้า เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ กลุ่มมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลทั้ง 9 แห่ง สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน และมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้ร่วมกัน จัดประชุมวิชาการเครือข่ายวิศวกรรมไฟฟ้า ครั้งที่ 13 Electrical EngineeringNetwork 2021 (EENET2021) ในรูปแบบออนไลน์ (Online Conference) ขึ้น โดยในครั้งนี้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนารับหน้าที่เป็นเจ้าภาพหลัก เพื่อแลกเปลี่ยนและถ่ายทอดองค์ความรู้งานวิจัยใหม่ๆที่เกี่ยวข้องกับสาขาวิศวกรรมไฟฟ้า เพื่อให้สามารถนำไปประยุกต์และพัฒนาต่อยอดรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ Thailand 4.0 และยุค Digital Transformation

สำหรับปีนี้เครือข่ายวิศวกรรมไฟฟ้าได้รับเกียรติจาก สมาคม IEEE Power&Energy Society – Thailand Chapter ร่วมเป็นเจ้าภาพในการจัดการประชุมวิชาการออนไลน์และสมาคมได้นำเสนอผลงานทางวิชาการด้านวิศวกรรมไฟฟ้าสมัยใหม่อีกด้วยโดยการประชุมวิชาการ EENET2021 มีนักวิชาการ นักวิจัย อาจารย์ นักศึกษา ส่งบทความวิจัยเข้าร่วมประชุมวิชาการทั้งหมด 299 บทความ จากสถาบันการศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกว่า 40 แห่ง

รศ.ดร.กฤษณ์ชนม์ กล่าวต่อว่า ในสถานการณ์โควิด-19ในครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญที่ทำให้งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับวิศวกรรมไฟฟ้า ได้ถูกหยิบยกและถูกนำมาพัฒนาให้เป็นรูปร่างที่อย่างเร็วขึ้นเพราะบางเรื่องเกิดผลกระทบกับคนไทยและคนทั้งโลกโดยตรง บทความวิจัยที่นำเสนอได้มีความร่วมมือทางวิชาการทั้งองค์กรเครือข่ายและองค์กรภายนอก และสามารถนำไปสู่การพัฒนาต่อยอดนวัตกรรมด้านพลังงานไฟฟ้าสมัยใหม่สู่ยุค Digital Transformation ได้อย่างรวดเร็ว

หนุนสหกรณ์ฯบรรพตพิสัยปลูกฟ้าทะลายโจร ยกระดับเป็นพืชศก.สร้างรายได้เพิ่มสู้โควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/587645

หนุนสหกรณ์ฯบรรพตพิสัยปลูกฟ้าทะลายโจร ยกระดับเป็นพืชศก.สร้างรายได้เพิ่มสู้โควิด

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โครงการส่งเสริมอาชีพของสหกรณ์การเกษตร ณ ตลาดกลางสหกรณ์การเกษตรบรรพตพิสัย จำกัด ต.บ้านแดน อ.บรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์ ว่า ตามที่ได้มอบนโยบายในการปฏิบัติงาน เพื่อให้เกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มรายได้ โดยมอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ เข้าไปส่งเสริมเกษตรกร อาทิ การสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ตามโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้านสานต่ออาชีพการเกษตร โครงการซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ เพื่อให้เกษตรกรมีแหล่งจำหน่ายสินค้า สร้างความเข้มแข็งให้กับสถาบันเกษตรกร และพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือระหว่างวิสาหกิจชุมชนและสหกรณ์ เชื่อมโยงไปถึงผู้ประกอบการ ภาคเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการพัฒนาด้านการผลิตและด้านการตลาด ตลอดจนให้มีกลไกในการดูแลให้เกษตรกรได้รับประโยชน์จากการรวมกลุ่มและการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรอย่างแท้จริง เพื่อช่วยฟื้นฟู พัฒนาและยกระดับรายได้และความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกรให้เกิดความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

ทั้งนี้ สหกรณ์การเกษตรบรรพตพิสัย จำกัด เป็นศูนย์กลางในการสร้างอาชีพให้แก่เกษตรกรโดยใช้หลักการตลาดนำการผลิต โดยได้ขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมการประกอบอาชีพมาอย่างต่อเนื่อง สำหรับการส่งเสริมการปลูกฟ้าทะลายโจร เนื่องจากเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อยและมีความต้องการของตลาดสูง สมาชิกเข้าร่วมโครงการ 27 ราย พื้นที่ปลูกใน ต.บ้านแดน 7 ไร่ และ ต.บึงปลาทู 7 ไร่ สหกรณ์ฯ ทำหน้าที่รวบรวมและแปรรูป โดยจัดสรรแปลงสหกรณ์ (แปลงกลาง) ควบคุมการปลูกแบบอินทรีย์ ใช้ระบบสหกรณ์ และให้ความรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน จัดสรรแนวเขตรอบแปลงป้องกันละออง สารเคมี ควบคุมคุณภาพสระน้ำของสหกรณ์ ระยะเวลาเก็บเกี่ยวรอบแรก 3-4 เดือน มีผลผลิตจำนวน 14,164 กก. มูลค่า 169,968 บาท(ปี 2563/2564) โดยรวบรวมและคัดคุณภาพพร้อมอบแห้ง นอกจากนี้ สหกรณ์ฯ ยังรับซื้อฟ้าทะลายโจรสดจากสมาชิก รวมทั้งจัดหาตลาด โดยแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ “เจลแอลกอฮอล์ล้างมือฟ้าทะลายโจร” สร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร

“จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้สมุนไพรไทยฟ้าทะลายโจรได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก และขาดตลาด โดยพบว่ามีสารสำคัญชนิดหนึ่ง คือ สารแอนโดรกราโฟไลด์ สรรพคุณช่วยลดไข้ บรรเทาหวัด เจ็บคอดังนั้น กระทรวงเกษตรฯ จึงต้องการส่งเสริมให้สมาชิกสหกรณ์ เกษตรกรหันมาปลูกสมุนไพรฟ้าทะลายโจรมากขึ้นโดยใช้ระบบสหกรณ์ อีกทั้งยังสามารถเป็นพืชเศรษฐกิจที่ปลูกได้ทุกครัวเรือน”รมช.มนัญญา กล่าว