แม่ฮ่องสอนติวเข้มพัฒนาทรัพยากรน้ำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/587410

แม่ฮ่องสอนติวเข้มพัฒนาทรัพยากรน้ำ

วันพุธ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก ห้องประชุมสวนหมอกคํา รีสอร์ท อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน นายสิธิชัย จินดาหลวง ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นประธานในการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 – 2570 เพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำ 5 ปี ภายใต้แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในระดับจังหวัดแม่ฮ่องสอน ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้อง กับ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ที่ได้กำหนดให้มีการจัดทำแผนปฏิบัติการด้าน ทรัพยากรน้ำ ผ่านระบบ Thai Water Plan ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอนการดำเนินการ ของแผนงานโครงการและเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง ลำดับความสำคัญให้เป็นไปตามแผนแม่บทการบริหารจัดการ ทรัพยากรน้ำ 20 ปี (2561 – 2550)

ในการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำ ในระดับจังหวัด เพื่อทบทวนประเด็นปัญหาด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่และให้หน่วยงานในพื้นที่ ทั้ง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอ และผู้รับผิดชอบ ได้รับทราบแนว ทางการจัดทำแผนงานผ่านระบบ Thai Water Plan และจะได้ลงปฏิบัติงานจริงกับระบบ Thai Water Planซึ่งหากพบปัญหาจะได้สอบถามและแก้ไข ปัญหาการลงระบบ ต่อไป โดยขณะที่ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า ทรัพยากรน้ำมีความสำคัญต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนซึ่งในแต่ละพื้นที่ มีปัญหาด้านทรัพยากรน้ำที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาการขาดแคลนน้ำ ปัญหาน้ำท่วม คุณภาพน้ำป่าต้นน้ำลดลง การแก้ไขปัญหาด้านทรัพยากรป่าไม้ ซึ่งการจัดทำแผนงานโครงการต้องมีความพร้อมและสามารถดำเนินการได้ทันทีเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบต่อไป

ลุยเกษตรสุดเขตไทย : วัดบารมี ‘ธรรมนัส’ เลขาฯพลังประชารัฐ กับ ‘นิพนธ์ บุญญามณี’ รมช.มหาดไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/587415

ลุยเกษตรสุดเขตไทย : วัดบารมี‘ธรรมนัส’เลขาฯพลังประชารัฐ กับ‘นิพนธ์ บุญญามณี’รมช.มหาดไทย

วันพุธ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

จากเหตุการณ์ไฟไหม้ใหญ่ โรงงานหมิงตี้เคมิคอล ย่านถนนกิ่งแก้ว อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ “หนุ่มยูโร” มองเห็นการแผ่บารมีข้ามกระทรวงของ “ร.อ.ธรรมนัสพรหมเผ่า” รมช.เกษตรและสหกรณ์ ที่สวมบทเส้นเลือดใหญ่รัฐบาล เดินทางไปบัญชาการเหตุการณ์ ไฟไหม้ด้วยตัวเอง ช่วงกลางดึก อยู่ข้ามคืนจนถึงรุ่งเช้าของคืนวันที่ 6 กรกฎาคม 2564

ผู้กองธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และนายวันชัย คงเกษม ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ พร้อมตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่เข้าตรวจสอบจุดเกิดเหตุไฟไหม้บริเวณโรงงานหมิงตี้เคมีคอล อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ด้วยตัวเอง ไร้เงานางสาวนันทิดา แก้วบัวสาย นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ (อบจ.) จนมีกระแสถามหากันทั่วโชเชียล

จุดเกิดเหตุนายนิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย (มท.2) จากพรรคประชาธิปัตย์ ตัวแทนจากกระทรวงมหาดไทย ในฐานะที่คุมกรมป้องกันและบรรเทาสาธาณภัย(ปภ.) เคยนำทีมเดินทางมาตรวจสอบแล้ว แต่ไม่ฮือฮาเท่ากับ “ผู้กองธรรมนัส” ที่เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ แต่ข้ามห้วยมาดูเหตุการณ์ไฟไหม้ พร้อมบัญชาการเหตุการณ์ได้อย่างฉับพลัน

มีคนถามว่า “ผู้กองธรรมนัส”มาในฐานะอะไร หรือเตรียมตัวที่จะรับตำแหน่งใหญ่รมว.มหาดไทย ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ พรรคแกนนำรัฐบาล ซึ่งมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รั้งตำแหน่งหัวหน้าพรรคการเดินทางมาของร.อ.ธรรมนัส บดบังรัศมีการเดินทางมาของนายนิพนธ์ บุญญามณี มท.2 สายตรง รมว.มหาดไทย

ร.อ.ธรรมนัสเดินทางไปเยี่ยมประชาชน ที่ศูนย์อพยพองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) บางพลีใหญ่ โดยได้สอบถามตัวแทน อบต.บางพลีใหญ่ ถึงความต้องการสิ่งของเครื่องใช้จำเป็นเร่งด่วนมีอย่างไรบ้าง เพื่อดำเนินการช่วยเหลือ และดูแลอำนวยความสะดวกพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบนี้ถือเป็นการฉายแสงบารมีนอกกระทรวงฯของ “ผู้กองธรรมนัส”

ต่อมา รมช.เกษตรฯ ยังได้ประสานหน่วยทหารพัฒนานำรถน้ำ พร้อมอุปกรณ์สำคัญต่างๆ เข้ามาเสริมความช่วยเหลือดับเพลิง และกำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปนำตัวเจ้าของโรงงาน และวิศวกรควบคุมโรงงานให้นำพิมพ์เขียวของโรงงานมาให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยและอาสาดับเพลิงเป็นแนวทางหาพิกัดต่างๆ เพื่อให้สามารถดับเพลิงและควบคุมในจุดสำคัญไม่ให้ประทุขึ้นมาอีกเนื่องจากที่ผ่านมาได้รับแจ้งว่าการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยอาสาต่างๆเป็นไปด้วยความลำบาก เพราะขาดพิมพ์เขียว และไร้เงาของเจ้าของโรงงานมาช่วยอำนวยความสะดวกแต่อย่างใด

หลังสิ้นเสียงธรรมนัส ทุกอย่างดูราบรื่น เป็นการบัญชาการดับเพลิงอย่างได้ผล ของรมช.เกษตรฯ ก่อนจะขอตัวกลับไปร่วมประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)

หรือนี่คือการทดลองงานในตำแหน่งรมว.มหาดไทย ของ “ผู้กองธรรมนัส” ในฐานะเส้นเลือดใหญ่ของรัฐบาล “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา”

“หนุ่มยูโร”

สงขลาเดินหน้าแจกหน้ากากแก่ชุมชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/587411

สงขลาเดินหน้าแจกหน้ากากแก่ชุมชน

วันพุธ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานจากชุมชนร่วมใจพัฒนาและชุมชนพัฒนาใหม่ บริเวณหน้าวัดชัยมงคล (พระอารามหลวง) เขตเทศบาลนครสงขลา อ.เมือง จ.สงขลา นายวิชัย กุหลาบวรรณ (สจ.จุ๊) สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา พร้อมทีมงานภาคประชาชน ลงพื้นที่นำแมสหรือหน้ากากอนามัยและสเปรย์แอลกอฮอล์ล้างมือแจกจ่ายให้กับพี่น้องชาวชุมชนร่วมใจพัฒนา ชุมชนพัฒนาใหม่และชุมชนบ่อนวัวเก่า ทั้ง 3 ชุมชน เนื่องจากแต่ละชุมชนอยู่บริเวณใกล้เคียงกัน โดยสจ.จุ๊ และทีมงาน เดินแจกหน้ากากอนามัยบ้านละ 1 กล่อง 50 ชิ้น โดยมอบให้ถึงหน้าประตูบ้านแต่ละหลังครบทุกหลังพร้อมสเปรย์แอลกอฮอล์ล้างมือด้วย  ในขณะเดียวกัน ก็ได้ประชาสัมพันธ์ ขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนในชุมชนทั้ง 3 แห่ง ที่ได้รับแจกหน้ากากอนามัย ขอให้ใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา ที่ออกจากบ้านหรือที่อยู่ในบ้านเพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว เป็นการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 

เนื่องจากในขณะนี้ในพื้นที่เขตเทศบาลนครสงขลา มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 เป็นวงกว้างและมีผู้ติดเชื้อจำนวนมาก เพราะเราไม่รู้ว่าบริเวณไหนที่จะมีเชื้อไวรัส COVID-19 จึงมีความจำเป็นที่จะต้องระมัดระวังตนเองอยู่ตลอดเวลาและไม่ควรประมาท โดยการสวมแมสหรือหน้ากากอนามัยป้องกันตนเองไว้ก่อน ในการเดินแจกหน้ากากอนามัยและสเปรย์แอลกอฮอล์ล้างมือให้กับพี่น้องในชุมชนทั้ง 3 แห่ง ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือจากชาวชุมชนเป็นอย่างดี ทุกคนสวมหน้ากากอนามัยป้องกันโรค COVID-19 ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ซึ่งถือว่าชาวชุมชนตื่นตัวในการป้องกันตนเองและครอบครัวอยู่ตลอดเวลา

โครงการ 1 ตําบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่เข้าเป้า ปรับแนวทางฝึกอบรมแบบนิวนอร์มอล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/587413

โครงการ1ตําบล1กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่เข้าเป้า ปรับแนวทางฝึกอบรมแบบนิวนอร์มอล

วันพุธ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการ 1 ตําบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ ครั้งที่ 3/2564 ผ่านระบบออนไลน์ว่า ที่ประชุมรับทราบความก้าวหน้าผลการดําเนินงานที่ผ่านมา ประกอบด้วย ความก้าวหน้าการรับสมัครเกษตรกรและจ้างงาน เกษตรกรเป้าหมาย 32,000 ราย ผลการคัดเลือก 29,365 ราย การจ้างแรงงานเกษตรทฤษฎีใหม่ระดับตําบลเป้าหมาย 16,000 ราย ผลการคัดเลือก 14,061 ราย

ในส่วนการดำเนินงานในพื้นที่เป้าหมาย 70 จังหวัดคืบหน้าไปด้วยดี การฝึกอบรมเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ มีการจัดอบรมกระบวนการเรียนรู้ทั้งหมด 4 ครั้ง โดยกระบวนการเรียนรู้ครั้งที่ 1 อบรมหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและการพัฒนาเกษตรทฤษฎีใหม่ จัดอบรมไปแล้ว 21 จังหวัด อยู่ระหว่างดำเนินการ 49 จังหวัด กระบวนการเรียนรู้ครั้งที่ 2 การวิเคราะห์พื้นที่และวางแผนการผลิต กระบวนการเรียนรู้ครั้งที่ 3การรวมกลุ่ม และกระบวนการเรียนรู้ครั้งที่ 4 เพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ทั้ง 3 กระบวนการได้ดำเนินการไปเพียง 1 จังหวัด อยู่ระหว่างดำเนินการ 69 จังหวัด เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)

การปรับปรุงแปลงเกษตรทฤษฎีใหม่ (ขุดสระเก็บกักน้ำ) ความก้าวหน้าการดำเนินงานรอบที่ 1 เป้าหมายเกษตรกร 18,196 ราย ดําเนินงานในพื้นที่ 1,981 ตําบล ขุดเสร็จ 7,514 ราย อยู่ระหว่างดําเนินการ 10,682 ราย รอบที่ 2 เป้าหมายเกษตรกร 11,636 ราย พื้นที่ดําเนินการ 67 จังหวัด 1,673 ตําบล อนุมัติเป้าหมายดําเนินการครบตามเป้าหมายที่กําหนดแล้ว อยู่ระหว่างการดําเนินงานขุด

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้เห็นชอบหลักการแนวทางปฏิบัติการจัดฝึกอบรมเกษตรกรโครงการ 1 ตําบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งถือเป็นการให้ความร่วมมือกับรัฐบาลในการปฏิบัติตามมาตรการต่าง ๆ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และเพื่อให้จัดกิจกรรมฝึกอบรมเพื่อสร้างความรู้ให้กับเกษตรกรสามารถดําเนินการไปได้ด้วยความเรียบร้อย จึงกําหนดแนวทางการปฏิบัติการจัดฝึกอบรมเกษตรกรผ่านสื่ออิเลคทรอนิกส์ สําหรับเป็นทางเลือกให้สํานักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดได้พิจารณาดําเนินการตามความเหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์ในพื้นที่ โดยมีแนวทางการดําเนินงาน ดังนี้

1) เนื้อหาและหลักสูตรการฝึกอบรมในทุกกระบวนการเรียนรู้ให้มีเนื้อหาสาระเป็นไปตามที่ระบุไว้ในคู่มือโครงการ 1 ตําบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ 2) วิธีการถ่ายทอดความรู้จากการรวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อเข้ารับฟังการบรรยาย ชมการสาธิตวิธี และลงมือฝึกปฏิบัติ ปรับเปลี่ยนเป็น การถ่ายทอดความรู้ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ในรูปแบบต่างๆ อาทิ วีดิทัศน์ (คลิปวีดีโอ ทั้ง ระบบออนไลน์ และออฟไลน์) เป็นรูปแบบการสื่อสารแบบ 2 ทาง เช่น การบรรยายถ่ายทอดสด(Live สด) ผ่านระบบ Zoom เป็นต้น

ในขณะเดียวกันได้มีการเผยแพร่ความรู้ให้แก่เกษตรกรผ่านSocial Media เช่น Facebook Line Youtube TV วิทยุ ด้วยแล้วส่วนการสนันสนุนปัจจัยการผลิตด้านพันธุ์พืช ปศุสัตว์ ประมง และการปรับปรุงบำรุงดิน โดยกรมส่งเสริมการเกษตร กรมปศุสัตว์ กรมประมง และกรมพัฒนาที่ดิน มีความพร้อมสนับสนุนให้แก่เกษตรกรเมื่อขุดสระเสร็จแล้ว

กองทุน FTA ไฟเขียว 25 ล้านบาท อนุมัติ 2 โครงการพัฒนาข้าวไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/587414

กองทุนFTAไฟเขียว25ล้านบาท อนุมัติ2โครงการพัฒนาข้าวไทย

วันพุธ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงาน เศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธาน การประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศครั้งที่ 3/2564 เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมาว่าคณะกรรมการบริหารกองทุน FTA ได้อนุมัติงบประมาณ จำนวน 25 ล้านบาท สำหรับดำเนินโครงการพัฒนาข้าว จำนวน 2 โครงการ ได้แก่ 1. โครงการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มเกษตรกรทำนาเศรษฐกิจพอเพียง ต.กุดน้ำใส อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น วงเงิน 9.404 ล้านบาท มีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ ระยะเวลาดำเนินโครงการ 8 ปี (ตั้งแต่ปี 2564 – 2571)เพื่อพัฒนาการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี ได้แก่ พันธุ์ กข.6 และพันธุ์หอมมะลิ 105 นอกจากนี้ยังใช้เป็นเมล็ดพันธุ์ข้าวขยายชุมชน และเมล็ดพันธุ์ข้าวหลักชุมชน โดยจำหน่ายให้แก่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว เครือข่ายขบวนการสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร และศูนย์ข้าวชุมชนและแปรรูปเพิ่มมูลค่าเป็นข้าวสารบรรจุถุง โดยจะร่วมกับกรมการข้าวในการตรวจสอบและรับรองคุณภาพเมล็ดพันธุ์ข้าวตามระบบ GAP Seed และการบริหารจัดการระบบควบคุมภายใน (InternalControl System : ICS) การตรวจวิเคราะห์เมล็ดพันธุ์ข้าว 5 ขั้นตอน รวมถึงการตรวจรับรองแปลงนา 3 ปี ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ และสหกรณ์จังหวัดขอนแก่น และ 2. โครงการพัฒนาเกษตรกรผู้ปลูกข้าวสู่การรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์สากล EU/NOP ด้วยวิธีการบริหารจัดการน้ำเพื่อการทำเกษตรอินทรีย์ วงเงิน 15.598 ล้านบาท มีมหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ ระยะเวลาดำเนินโครงการ 4 ปี (ตั้งแต่ปี 2564 – 2567) โดยมีทีมที่ปรึกษาให้ความรู้คำแนะนำ แก้ไขปัญหา และกำกับดูแลตั้งแต่พื้นฐานกระบวนการผลิตให้ได้ผลผลิตข้าวอินทรีย์ ที่มีมาตรฐาน ตามข้อกำหนดมาตรฐานเกษตรอินทรีย์สากล โดยปรับเปลี่ยนจากการปลูกข้าวอินทรีย์ (Organic Thailand) เป็นการผลิตข้าวอินทรีย์ตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์สากลเพื่อการส่งออก และมีตลาดรับซื้อล่วงหน้าที่แน่นอน รวมทั้งการพัฒนาแหล่งน้ำ ด้วยการเติมน้ำใต้ดินระดับตื้นในพื้นที่แปลงนาอินทรีย์ เพื่อบริหารจัดการน้ำให้เพียงพอกับพื้นที่เพาะปลูกข้าวอินทรีย์

“ทั้ง 2 โครงการดังกล่าว จะช่วยสร้างประโยชน์ให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวทั้ง 2 กลุ่ม ทั้งในเรื่องของการมีศักยภาพ การแข่งขัน เพิ่มผลผลิต และลดต้นทุน รวมทั้งยังสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้อย่างมั่นคง จากการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์และผลผลิตจากข้าว นอกจากนี้ เกษตรกรจะมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการปลูกข้าวตามมาตรฐาน GAP และมาตรฐานอินทรีย์สากล ซึ่งเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันการส่งออก เพิ่มช่องทางการประสานงานระหว่างภาคีภาครัฐและกลุ่มเกษตรกร ตลอดจนเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่สมาชิกของกลุ่มเกษตรกรและสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น” เลขาธิการ สศก. กล่าว

ด้านนางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการ สศก. กล่าวว่า ปัจจุบัน เกษตรกรไทยประกอบอาชีพทำนาประมาณ 3.7 ล้านคน พื้นที่ปลูกข้าว รวม 80.67 ล้านไร่ แบ่งเป็นพื้นที่นาปี 64.57 ล้านไร่ (ร้อยละ 80) และพื้นที่นาปรัง 16.10 ล้านไร่ (ร้อยละ 20) ผลผลิตเฉลี่ยทั้งประเทศอยู่ที่ 453 กิโลกรัม/ไร่ ขณะที่ผลผลิตข้าวเฉลี่ยในประเทศอาเซียนอื่นๆ อยู่ที่ 638 กิโลกรัม/ไร่ ซึ่งนับว่ายังต่ำกว่าประเทศอื่นๆ ในอาเซียน และในแต่ละปีมีความต้องการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวประมาณ 6 แสนตัน แต่เมล็ดพันธุ์ที่มีอยู่ในปัจจุบันยังได้คุณภาพไม่ดีพอ ทำให้ผลผลิตต่อไร่ต่ำ และต้นทุนการผลิตสูงซึ่งเป้าหมายสำคัญของ 2 โครงการเพื่อพัฒนาข้าวในครั้งนี้ จะช่วยบรรเทาผลกระทบจากกรอบความตกลงการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Agreement : AFTA) เนื่องจาก ข้าว นับเป็นสินค้าที่มีความอ่อนไหวทางด้านราคา ผลผลิต โดยประเทศไทย ยังมีต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน นอกจากนี้ข้าว ยังเป็นสินค้าเกษตรที่อยู่ในกลุ่มกำหนดโควตาภาษี (TRQ) อีกด้วย

“ข้าว ถือเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของไทยมาอย่างยาวนาน และจากความตกลงทางการค้าภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน (Asean Free Trade Area : AFTA) ทำให้ประเทศไทยได้เปิดตลาดข้าวโดยลดภาษีเหลือร้อยละ 0 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 ประเทศคู่แข่งในการผลิตข้าวที่สำคัญ เช่น เวียดนาม เมียนมา ลาว และกัมพูชา จึงมีแนวโน้มที่จะส่งออกข้าวและเข้ามาแย่งส่วนแบ่งทางการตลาดในภูมิภาคอาเซียนมากขึ้น ดังนั้น ไทยจึงควรผลิตสินค้าข้าว ซึ่งเป็นตลาดเฉพาะ (Niche Market) ที่กลุ่มผู้บริโภคให้ความสนใจบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ มีคุณภาพและได้มาตรฐานสากล อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภค ซึ่ง สศก. โดยกองทุน FTA เรามีความพร้อมและให้การสนับสนุนเงินทุน ให้คำปรึกษา สำหรับนำไปพัฒนาศักยภาพ ทั้งในด้านการผลิต การตลาด เพื่อลดผลกระทบจากการ
เปิดเสรีทางการค้า และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับสินค้าเกษตรไทยอย่างเต็มที่” รองเลขาธิการ สศก. กล่าวทิ้งท้าย

ปู่ชาวศรีสะเกษใช้สมุนไพรจีน รักษาผู้ป่วยไฟไหม้เบาหวาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ปู่ชาวศรีสะเกษใช้สมุนไพรจีน รักษาผู้ป่วยไฟไหม้เบาหวาน

วันพุธ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่บ้านเลขที่ 185 บ้านโนนสำนัก หมู่ 8 ต.หญ้าปล้อง อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ หลังจากทราบว่า เจ้าของบ้านใช้ยาสมุนไพรจีนรักษาผู้ป่วยที่ถูกไฟไหม้น้ำร้อนลวก แผลเบาหวานหายมาแล้วหลายราย ไปถึงบ้านหลังดังกล่าวเป็นบ้านชั้นเดียวเปิดเป็นร้านขายของชำ ได้พบกับนายสุเวชย์ศิริอังคาวุธ หรือหมอเจียง อายุ 78 ปี เจ้าของบ้าน กำลังขายของให้ลูกค้าอยู่ก่อนที่จะมาพูดคุยกับผู้สื่อข่าว

นายสุเวชย์ หรือหมอเจียง ศิริอังคาวุธ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า สมุนไพรตัวนี้ คุณแม่เป็นคนสอนให้ตั้งแต่ตอนที่ตนเป็นเด็ก จึงเรียกว่าสมุนไพร “อาม่า” ใช้สมุนไพรจีน 7 ชนิดมาผสมกันคนให้เข้ากันเป็นน้ำข้นๆ คล้ายเจล ใช้ทาแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก แต่ก่อนนั้น สมัยที่คุณแม่ยังมีชีวิตอยู่ก็มีคนมารักษากับแม่มากมาย พอแม่เสียชีวิตเมื่อปี 2524 ตนจำสูตรยาได้ก็ทำต่อจากแม่ช่วยรักษาคนมาเรื่อยๆ จนกระทั่งปี 2539 แม่มาเข้าฝันถามตนว่า ยาที่แม่เคยทำลูกยังจำได้ไหมตนก็ตอบว่าจำได้ แม่ก็บอกให้ทำไว้นะเอาไว้ช่วยคน ตนตื่นขึ้นมาจึงรู้ว่าฝันไป โอ..แม่ตายไปแล้วยังเป็นห่วงคนอยู่ จากนั้นมาตนก็ทำยาของแม่ไปช่วยรักษาคนอยู่มากขึ้นกว่าเดิมตามคำสั่งของแม่ บางครั้งตนก็เสาะหาเบอร์โทรของเขาโทรติดต่อแล้วก็เดินทางไปหาเขาไปรักษาให้เขาจนหาย นายศิริพรรณ วรรณทวี อายุ 33 ปีอยู่บ้านเลขที่ 198 หมู่ 10 ต.หนองไผ่ อ.เมืองศรีสะเกษ ผู้ป่วยโรคเบาหวานมีแผลที่ฝ่าเท้า หมอที่โรงพยาบาลจะตัดนิ้วเท้า มีคนรู้จักแนะนำให้มารักษาด้วยสมุนไพรกับนายสุเวชย์ หรือหมอเจียง ใช้เวลารักษาอยู่เกือบสามเดือนแผลที่ฝ่าเท้าหายสนิทเดินได้ตามปกติ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า เมื่อก่อนตนเป็นโรคเบาหวานอยู่ แล้วได้ไปหาปลา เดินเท้าเปล่าขึ้นมาบนบกเดินบนทางที่ร้อนเนื่องจากแดดจ้า ฝ่าเท้าเลยพองจนเป็นแผลปริ ตนก็ล้างแผลทุกวันแผลก็อักเสบขึ้นเรื่อยๆ จึงได้ไปหาหมอที่โรงพยาบาลพบว่าในแผลนั้นเป็นโพรงมีน้ำเหลืองน้ำหนองอยู่ข้างใน หมอได้ตัดเส้นเอ็นนิ้วเท้าไป 1 นิ้ว แผลไม่ดีขึ้น หมอบอกตนว่าจะตัดนิ้วกลางเท้าที่เป็นแผล จนกระทั่งมีคนแนะนำให้มารักษาด้วยสมุนไพรจากคุณหมอเจียงจนหายทุกวันนี้ นับว่าเป็นบุญกุศลของตนมากๆ ที่ไม่ต้องตัดนิ้วสำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดต่อที่โทรศัพท์หมายเลข 08-1877-2788 ส่วนค่ารักษาพยาบาลก็คุยกันกับหมอเจียงได้

อดีตรปภ.ผุดไอเดีย ทำเรือประมงจำลอง ช่วยเลี้ยงชีพสู้โควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/587412

อดีตรปภ.ผุดไอเดีย ทำเรือประมงจำลอง ช่วยเลี้ยงชีพสู้โควิด

วันพุธ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายมนตรี หรือลุงตรี คงยนตร์ อายุ 59 ปี อดีตยามรักษาความปลอดภัย (รปภ.) พักอาศัยอยู่ภายในชุมชนซอยศาลเจ้าพ่อเสือ ถนนแนบเคหาสน์ เขตเทศบาลเมืองหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่าจากสถานการณ์โรคโควิด-19 ที่กำลังระบาด ส่งผลกระทบกับรายได้ที่จะมาเลี้ยงครอบครัว ประกอบกับอยู่กับบ้านจึงเกิดไอเดียด้วยการสร้างเรือประมงจำลองขนาดเล็กขึ้นเพื่อจำหน่ายเป็นรายได้เลี้ยงชีพ ซึ่งเรือประมงจำลองที่สร้างขึ้นมานั้นจะมีอยู่ด้วยกัน 3 แบบ คือ เรือตังเก เรืออวนลาก และเรืออวนดำ โดยแต่ละลำจะใช้มอเตอร์และรีโมทบังคับสามารถแล่นในน้ำได้

นายมนตรี เล่าว่าตนเรียนจบชั้น ป.4 ก็ได้ออกมาประกอบอาชีพประมงกับพ่อแม่มากว่า 40 ปี โดยใช้เรืออวนล้อมจับปลาทู ทำเรืออวนลาก เรือไดปลาหมึก ประกอบอาชีพไปเรื่อยๆ จนคนงานเริ่มหายาก ปลาหายาก เลยตัดสินใจขายเรือทิ้งผันตัวเองมาประกอบอาชีพ รปภ.ทำมาได้กว่า 10 ปี จนเกิดเบื่อจึงลาออกทำให้ว่างงานจึงคิดหาอะไรทำเพื่อเป็นรายได้ ด้วยความที่พ่อของตนเคยต่อเรือเองและตัวเองเคยเป็นลูกมือจึงถ่ายทอดเป็นภูมิปัญญากันมาจากรุ่นสู่รุ่นเริ่มลองทำเรือประมงจำลองจากลำเล็กๆและขยายขึ้นมาเป็นลำใหญ่ๆ เรือประมงจำลองแต่ละลำมีขนาดความยาว 31 นิ้ว กว้าง 9 นิ้วสูง 20 นิ้ว ติดมอเตอร์สามารถแล่นบนผิวน้ำได้สนนราคาอยู่ที่ลำละ15,000 บาท แต่ถ้าต้องการแค่นำเรือไปวางโชว์ (ไม่ติดมอเตอร์) ราคาจะอยู่ลำละ 5,000 บาท ซึ่งเรือหนึ่งลำจะใช้เวลาทำประมาณ 25-30 วัน สำหรับผู้ที่สนใจอยากได้เรือประมงจำลอง สามารถติดต่อได้ที่เบอร์ 08-6164-0587

เทศบาลเมืองกรุงเก่าปูพรมฉีดพ่นป้องกันโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/587111

เทศบาลเมืองกรุงเก่าปูพรมฉีดพ่นป้องกันโควิด-19

วันอังคาร ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ว่าที่ร้อยตรีสมทรง สรรพโกศลกุล นายกเทศมนตรีนครพระนครศรีอยุธยา มอบหมายให้ นายกฤษณ์ เถี่ยนมิตรภาพ รองนายกเทศมนตรีนครพระนครศรีอยุธยา นายอดิศักดิ์สรรพโกศลกุล เลขานุการนายก พร้อม สมาชิกสภาเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา ตัวแทนสาธารณสุข จ.พระนครศรีอยุธยา และนายมานะ อิ่มอุดม หัวหน้างานปกครองเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา นำกำลังเจ้าหน้าที่เทศกิจเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยาจำนวนกว่า 40 นาย ลงพื้นที่ฉีดยาฆ่าเชื้อที่บริเวณตลาดเจ้าพรหม หลังจากพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 โดยใช้รถตัวหนอน และเครื่องฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อ ฉีดพ่นรอบบริเวณทั้งตลาด

นายกฤษณ์กล่าวว่า หลังจากได้รับข้อมูลยืนยันผู้ติดเชื้อโควิด-19 ว่าที่ร้อยตรีสมทรง สรรพโกศลกุล นายกเทศมนตรีเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา สั่งการให้นำเจ้าหน้าที่เทศกิจออกฉีดพ่น โดยเน้นจุดสัมผัส และบริเวณที่มีประชาชนมาใช้บริการเป็นจำนวนมาก และตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไปทางเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา จะระดมกำลังเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ฉีดยาฆ่าเชื้อทุกชุมชนทั้ง 67 ชุมชนในเขตรับผิดชอบของเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา โดยขอให้ประชาชนร่วมใจกันปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 อย่างเคร่งครัด สวมหน้ากากอนามัย คัดกรอง และล้างมือบ่อยๆ จะช่วยให้ห่างไกลจากโรคโควิด-19 ได้ด้วย

สกู๊ปพิเศษ : ‘กระท้อนออนไลน์’ บริการทั่วไทย ส่งเสริมการขายผลไม้สัญลักษณ์ประจำ จ.สตูล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/587113

สกู๊ปพิเศษ : ‘กระท้อนออนไลน์’บริการทั่วไทย  ส่งเสริมการขายผลไม้สัญลักษณ์ประจำ จ.สตูล

สกู๊ปพิเศษ : ‘กระท้อนออนไลน์’บริการทั่วไทย ส่งเสริมการขายผลไม้สัญลักษณ์ประจำ จ.สตูล

วันอังคาร ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ที่สวนกระท้อนหวานนาปริก หมู่ที่ 9 ต.ควนสตอ อ.ควนโดน จ.สตูลนายเอกรัฐ หลีเส็น ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล พร้อมนาวาตรีหญิงโนสมา หลีเส็น นายกเหล่ากาชาด, นายพิบูลย์ รัชกิจประการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต 1 สตูล,นายพีรพัฒน์ เงินเจริญ นายอำเภอควนโดน ร่วมกิจกรรม “ส่งเสริมการปลูกกระท้อนและกิจกรรมงานกระท้อนออนไลน์ สโตยสตูล”ปีที่ 2 ภายใต้โครงการสตูลเกษตรแฟร์ ประจำปีงบประมาณ 2564

ซึ่งงานจัดโดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล โดยนายสัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์ นายกอบจ.สตูล กล่าวรายงานความเป็นมาในครั้งนี้เพื่อส่งเสริมการปลูกกระท้อน และ ประชาสัมพันธ์กระท้อนสตูล ซึ่งเป็นผลไม้ที่เป็นสัญลักษณ์ประจำจังหวัดสตูลให้เป็นที่รู้จักยิ่งขึ้น และสามารถจะพัฒนาให้เป็นพืชเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่งในอนาคตได้ รวมถึงสนับสนุนการส่งเสริมการขายเพิ่มมูลค่ากระท้อนสตูล ตลอดจนผลผลิตทางการเกษตรในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และระดมความคิดเห็นเพื่อหาแนวทางในการส่งเสริมสนับสนุน การท่องเที่ยวชุมชนและเชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจและชุมชนในมิติอื่นๆ อันนำไปสู่การสร้างงานสร้างอาชีพในชุมชนของตนเองอย่างยั่งยืน

โดยปรับช่องทางการจัดงานและการสื่อสารออฟไลน์ สู่ออนไลน์โดยการใช้ช่วงเวลาที่เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสปรับตัวให้เข้ากับหลายสไตล์ของผู้บริโภค ผสมผสานระหว่างออนไลน์กับออฟไลน์ โดยมีหน่วยงานรัฐให้บริการข้อมูลวิชาการแนะนำสถานที่พัฒนาคุณภาพสินค้า และราคานำไปสู่ความปกติวิถีใหม่

ภายในงานมีการนำกระท้อนพันธุ์อิล่า ซึ่งให้ผลผลิตโตสุดลูกละ 1 กิโล 30 กรัม ที่มีเนื้อนุ่มผลใหญ่ ฟู ปุย วางจำหน่ายกันหน้าสวน และการแปรรูปกระท้อนเป็นน้ำพริก กระท้อนทรงเครื่อง กระท้อนลอยแก้ว วางจำหน่ายกันอย่างหลากหลาย โดยตลอด 2 เดือนนี้ยังสามารถสั่งกระท้อนได้โดยทางหมู่บ้านมีบริการจำหน่ายออนไลน์ หรือโทรสั่งผ่านได้ที่ (วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงนิเวศ-วิถีเกษตรกลุ่มเขาโต๊ะกรัง 08-8592-0455)

อบจ.ปทุมธานีลุย ผุดเขื่อนคลองเจ็ด ป้องกันอุบัติเหตุ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/587110

อบจ.ปทุมธานีลุย ผุดเขื่อนคลองเจ็ด ป้องกันอุบัติเหตุ

วันอังคาร ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ปทุมธานี นายสุริยา ธรรมธารา สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี เขต 1 อำเภอหนองเสือ พร้อม กองช่าง อบจ.ปทุมธานี และนายสำเนียงบุญนะ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) บึงบอน ได้ลงพื้นที่พบตัวแทนชาวบ้านกว่า 50 คนที่ร้องขอให้ดำเนินการสร้างเขื่อนริมคลอง 7 บริเวณหน้าวัดศรีสโมสร และโรงเรียนวัดศรีสโมสรต.บึงบอน อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี เพื่อใช้ประโยชน์และเป็นที่จอดรถของประชาชนผู้ปกครองสำหรับรับ-ส่งนักเรียน ป้องกันอุบัติเหตุ

นายขาว มาลัยแก้ว อายุ 62 ปี กรรมการวัดศรีสโมสร คลอง 7 กล่าวว่า ทางคณะกรรมการวัดและชาวบ้านได้รวมกันขอให้ อบจ.สร้างเขื่อนบริเวณหน้าวัดศรีสโมสรกับโรงเรียนวัดศรีสโมสร เพื่อให้ประชาชนที่มาวัดและผู้ปกครองที่มารับ-ส่งนักเรียนได้จอดรถ เนื่องจากเดิมบริเวณหน้าวัดริมคลองเจ็ดมีพื้นที่กว้างประมาณ 3.5 เมตร หาก อบจ.สามารถดำเนินการสร้างเขื่อนที่มีความกว้าง6 เมตร ยาว 180 เมตร ก็จะเป็นประโยชน์กับประชาชนมาก และช่วยป้องกันอุบัติเหตุทางรถยนต์กับเด็กนักเรียน

พล.ต.ท.คำรณวิทย์ กล่าวว่า เนื่องจากได้รับคำร้องมา ตนและฝ่างช่าง อบจ.จึงได้มาดูสถานที่พร้อมกับซึ่งประชาชนมีความต้องการให้สร้างเขื่อนกว้าง 6 เมตร เนื่องจากเดิมมีความกว้างเพียง 3.5 เมตร อยู่หน้าโรงเรียนเมื่อรถยนต์มาจอด ท้ายรถจะยื่นออกไปบริเวณถนนอาจจะเกิดอุบัติเหตุ กลับผู้ปกครองและเด็กนักเรียนได้ ผมเห็นสถานที่พบว่าประชาชนเดือดร้อนจริงจึงได้ประสานไปที่ชลประทาน และได้รับการตอบรับให้อนุญาตสามารถดำเนินการสร้างได้ จากนั้นทางกองช่างอบจ.จะได้เขียนแบบออกมา เพื่อเร่งดำเนินการก่อสร้างให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ต่อไป