รายงานพิเศษ : เจาะลึก EHIA อ่างฯคลองวังโตนด ขับเคลื่อนความมั่นคงน้ำภาคตะวันออก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/587115

รายงานพิเศษ : เจาะลึก EHIA อ่างฯคลองวังโตนด  ขับเคลื่อนความมั่นคงน้ำภาคตะวันออก

รายงานพิเศษ : เจาะลึก EHIA อ่างฯคลองวังโตนด ขับเคลื่อนความมั่นคงน้ำภาคตะวันออก

วันอังคาร ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ภายหลังจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ได้เห็นชอบรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย และคุณภาพชีวิตของประชาชน(EHIA) โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จังหวัดจันทบุรี เครือข่ายองค์กรอนุรักษ์ ได้ออกแถลงการณ์คัดค้านการเห็นชอบรายงาน EHIA ดังกล่าว

เครือข่ายองค์กรอนุรักษ์ อ้างว่า เป็นการก่อสร้างในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น และป่าสงวนแห่งชาติป่าขุนซ่อง ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศ สูญเสียป่าพื้นราบขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพจำนวนมาก ทำลายแหล่งอาศัยของช้างป่าและสัตว์ป่าอื่นๆ ปิดกั้นทางเดินไม่ให้ช้างกลับคืนสู่ป่า และมีโอกาสสูงที่จะทำให้ช้างอพยพลงมาเดินหากินในพื้นที่ชุมชน เป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของราษฎร

อย่างไรก็ตามเป็นเรื่องปกติของโครงการพัฒนาแหล่งน้ำเมื่อสร้างประโยชน์แล้วย่อมมีทั้งผลกระทบตามมา เช่นเดียวกับโครงการอ่างฯคลองวังโตนด ไม่มีใครปฏิเสธว่า เมื่อก่อสร้างแล้วจะไม่มีผลกระทบ แต่เมื่อนำผลประโยชน์ที่ได้รับมาพิจารณาเปรียบเทียบกับผลกระทบที่สามารถแก้ไขหรือบรรเทาผลกระทบลงได้แล้วคุ้มค่ามากกว่า

อย่างนี้ควรจะดำเนินโครงการฯต่อไป ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดไว้หรือไม่?

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ในการจัดทำ EHIA กรมชลประทานได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขและข้อสั่งการของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งได้ดำเนินตามที่คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ ได้ให้ปรับปรุง แก้ไข จัดทำรายงานเพิ่มเติมและได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงในทุกๆ เรื่อง ตลอดจนร่วมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ยังได้นำเสียงสะท้อนจากผู้ได้รับผลกระทบมาหาแนวทางแก้ไขที่เหมาะสม รวมทั้งให้ความร่วมมือในการอนุรักษ์ต้นน้ำและสัตว์ป่าอย่างเต็มที่ จะเห็นได้จากแผนงานลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่มีทั้งแผนปฏิบัติการป้องกันและแผนปฏิบัติการติดตามตรวจสอบรวมกันมากถึง รวม 39 แผนงาน พร้อมทั้งได้การจัดสรรงบประมาณสนับสนุนแผนงานดังกล่าวต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 15 ปี มากกว่า 600 ล้านบาทอีกด้วย

สำหรับข้อกังวลในเรื่องสัตว์ป่า โดยเฉพาะช้างป่านั้น กรมชลประทานได้หารือร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช และมูลนิธิรอยต่อ 5 จังหวัด ที่จะดำเนินการตาม “โครงการแก่งหางแมวโมเดล” ในการป้องกันและลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับช้างป่า ไม่ว่าจะเป็นการสร้างโป่งเทียมการสร้างแหล่งน้ำใหม่ การสร้างแหล่งอาหารสำรองสำหรับช้างและสัตว์ป่า การสร้างรั้วกันช้างรอบอุทยานแห่งชาติยาวประมาณ 60 กิโลเมตร เป็นต้น นอกจากนี้กรมชลประทานได้เตรียมแผนปลูกป่าทดแทนอีก 2 เท่าของพื้นที่ป่าที่ได้รับผลกระทบ หรือ จำนวน 29,200 ไร่ และเมื่อก่อสร้างแล้วก็จะดำเนินการคืนพื้นที่อนุรักษ์ ให้กับกรมอุทยานแห่งชาติฯ พร้อมจัดตั้งหน่วยพิทักษ์อุทยานขึ้นมาดูแล

ส่วนผลกระทบต่อประชาชนในเรื่องที่ทำกินและที่อยู่อาศัยนั้น จะมีการจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาช่วยเหลือเป็นกรณีๆไป โดยจะมีการจ่ายค่าชดเชยพิเศษ สร้างบ้านมั่นคงชนบท ซึ่งความร่วมมือจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมทั้งได้จัดหาที่ดินสำรองไว้แล้วประมาณ 800 ไร่

“การจัดทำรายงาน EHIA โครงการอ่างฯคลองวังโตนดนั้น ดำเนินการตามเงื่อนไขและข้อสั่งการต่างๆทั้งหมด เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง โดยได้กำหนดขอบเขตของการศึกษาไว้ครอบคลุมสมบูรณ์ในทุกๆ ด้าน ทั้งด้านวิชาการ ด้านสังคม ชุมชนและสิ่งแวดล้อม ด้านการบริหารจัดการน้ำ สภาพปัญหาและศักยภาพในปัจจุบัน รวมทั้งจัดทำมาตรการป้องกันแก้ไขและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจน เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหน่วยงานภาครัฐ และประชาชนในพื้นที่ ก่อนที่สรุปรายงานเสนอคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ที่มีพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พิจารณาให้ความเห็นชอบ” อธิบดีกรมชลประทานกล่าวย้ำ

เมื่อผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการอ่างฯคลองวังโตนดสามารถบรรเทาแก้ไขลดลงได้แล้วในส่วนของผลประโยชน์ที่ได้รับ จะคุ้มค่าหรือไม่ ?

ลุ่มน้ำคลองวังโตนด เป็นหนึ่งในลุ่มน้ำสาขาของลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออก มีพื้นที่ประมาณ 1,652 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 3 อำเภอของจ.จันทบุรี คือ อ.ท่าใหม่ อ.นายายอามและอ.แก่งหางแมว ปริมาณน้ำท่ารายปีเฉลี่ย 1,237 ล้าน ลบ.ม. มีลำน้ำสาขาที่สำคัญ 3 ลำน้ำคือ คลองประแกด คลองหางแมว และคลองพะวาใหญ่ แต่ด้วยสภาพลุ่มน้ำตอนบนมีความลาดชันสูง การระบายน้ำไม่ดี และขาดแหล่งกักเก็บน้ำ ทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมในฤดูฝนเป็นประจำเกือบทุกปี ในขณะที่ฤดูแล้งก็ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ และน้ำเค็มรุกล้ำ สร้างความเสียหายปีละหลายร้อยล้านบาท

กรมชลประทานได้ดำเนินการศึกษาแผนการพัฒนาลุ่มน้ำคลองวังโตนด มาตั้งแต่ปี 2535 และได้ศึกษาความเหมาะสมอีกครั้งในปี 2545 พบว่า หากจะแก้ปัญหาลุ่มน้ำคลองวังโตนดได้อย่างมีประสิทธิภาพและสร้างความมั่นคงเรื่องน้ำได้อย่างยั่งยืน จะต้องมีการพัฒนาแหล่งน้ำด้วยการสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลางในพื้นที่ต้นน้ำ 4 แห่งตามลำดับความสำคัญ ดังนี้ อ่างเก็บน้ำคลองประแกด ที่ ต.พวา อ.แก่งหางแมวความจุ 60 ล้าน ลบ.ม. อ่างเก็บน้ำคลองพะวาใหญ่ต.พวา อ.แก่งหางแมว ความจุ 68 ล้าน ลบ.ม. อ่างเก็บน้ำคลองหางแมว ต.ขุนซ่อง อ.แก่งหางแมวความจุ 80 ล้านลบ.ม. และอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดต.ขุนซ่อง อ.แก่งหางแมว ความจุ 99.5 ล้านลบ.ม. รวมปริมาณน้ำที่กักเก็บได้ทั้งหมด 307.5 ล้านลบ.ม.

“ขณะนี้กรมชลประทานได้ดำเนินก่อสร้าง อ่างฯคลองประแกดเสร็จเรียบร้อยแล้ว ส่วนอ่างฯคลองพะวาใหญ่ และอ่างฯคลองหางแมว จะแล้วเสร็จภายในปี 2565 เหลือเฉพาะอ่างฯคลองวังโตนด ซึ่งขณะนี้ได้ผ่าน EHIA แล้ว หลังจากนี้ก็จะเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นและสร้างการรับรู้ให้กับประชาชนตามกฎหมาย ส่วนขั้นตอนการก่อสร้างนั้นจะต้องนำเสนอต่อคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) พิจารณาให้ความเห็นชอบก่อน จากนั้นถึงจะนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติให้ดำเนินการก่อสร้าง คาดว่าจะใช้ระยะเวลาก่อสร้างไม่เกิน 5 ปี” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

เมื่อก่อสร้างอ่างฯคลองวังโตนดแล้วเสร็จ จะสามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้อีก 87,700 ไร่ ทำให้ประชาชนในพื้นที่มีน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคได้ตลอดทั้งปี มีพื้นที่ได้รับประโยชน์มากกว่า 120,000 ครัวเรือน และเมื่อนำมาดำเนินการบริหารจัดการน้ำร่วมกับอ่างเก็บน้ำอีก 3 แห่งคือ อ่างฯคลองประแกด อ่างฯคลองพะวาใหญ่ และอ่างฯคลองหางแมว ตามแผนการพัฒนาลุ่มน้ำคลองวังโตนดแล้ว จะทำให้มีน้ำต้นทุนในการบริหารจัดการรวมกันได้ถึง 307.50 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่รับประโยชน์ประมาณ 249,700 ไร่ ส่งผลให้ลุ่มน้ำคลองวังโตนดเป็นลุ่มน้ำตัวอย่างอีกลุ่มน้ำหนึ่ง ที่สามารถบริหารจัดการแก้ปัญหาเรื่องน้ำ ทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง และผลักดัน
น้ำเค็มได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ สร้างความอุดมสมบูรณ์ให้ทั่วทั้งลุ่มน้ำ เสริมความมั่นคงในเรื่องน้ำให้กับลุ่มน้ำคลองวังโตนด ซึ่งเป็นแหล่งปลูกผลไม้ที่เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ทุเรียน ลำไย มังคุด เงาะ หรือกล้วยไข่ สร้างรายได้เข้าประเทศปีละกว่า 25,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ยังผันน้ำส่วนเกิน ผ่านระบบสูบผันน้ำคลองวังโตนดไปเติมอ่างเก็บน้ำประแสร์จ.ระยอง ตามรายงานการศึกษาจะสูบผันน้ำช่วงเดือนมิถุนายน-ตุลาคม ปริมาณรวมปีละ 70 ล้านลบ.ม. อย่างไรก็ตามในอนาคตจะมีการสร้างท่อผันน้ำเส้นที่ 2 เพิ่มเติมตามแผนของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) จะทำให้สูบผันน้ำได้รวมเป็นปีละประมาณ 140 ล้าน ลบ.ม. โดยอ่างฯประแสร์จะเป็นศูนย์กลาง(HUB)ในการกระจายน้ำผ่านโครงข่ายน้ำให้กับพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) 3 จังหวัดคือ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา จะทำให้ EECซึ่งเป็นแหล่งอุตสาหกรรมที่สำคัญของประเทศมีความมั่นคงเรื่องน้ำอย่างยั่งยืน สร้างรายได้เข้าประเทศเป็นมูลค่ามหาศาล

สำหรับภาคประชาชนในพื้นที่ ส่วนใหญ่จะสนับสนุนให้เร่งดำเนินการก่อสร้างอ่างฯคลองวังโตนด อย่างเช่น ผศ.เจริญ ปิยารมย์ ประธานคณะกรรมการลุ่มน้ำคลองวังโตนด กล่าวว่า คนคลองวังโตนดอยากให้ภาครัฐขับเคลื่อนให้โครงการนี้ได้เกิดขึ้นโดยเร็ว เพราะปัญหาความแห้งแล้งนับวันจะรุนแรงมากขึ้นทุกปี ฝนที่ตกลงมาเป็นน้ำท่าปีละกว่า 1,200 ล้านลบ.ม. ไม่มีอะไรกักเก็บไว้ จึงเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำใ่นช่วงฤดูแล้ง ขอความมั่นคงเรื่องน้ำให้กับคนภาคตะวันออกบ้าง อยากจะให้ทุกคนมาลงพื้นที่จะได้เห็นความเดือดร้อนของประชาชนอย่างแท้จริง

เช่นเดียวกับ นายวิเชียร งามระเบียบ เกษตรกรที่ใช้น้ำจากคลองวังโตนดตอนล่าง กล่าวว่าเกษตรกรส่วนใหญ่จะประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายนของทุกปี เนื่องจากน้ำในคลองแห้งต้องซื้อน้ำใส่รถมาใช้รดสวนผลไม้ ต้องการให้กรมชลประทานก่อสร้างอ่างเก็บน้ำทางตอนบนให้ครบทั้ง 4 แห่งเพื่อแก้ปัญหาน้ำอย่างยั่งยืนและก็ยินดีที่จะแบ่งปันน้ำในส่วนเกินให้กับพื้นที่อื่นๆ ที่ต้องการน้ำ

อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด ควรจะเดินหน้าต่อไปหรือไม่….น่าจะได้คำตอบ

Fruit Board เคาะแผนบริหารจัดการผลไม้เบ็ดเสร็จ เตรียมรับผลผลิตเหนือ-ใต้ทยอยออกสู่ตลาด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/586854

Fruit Board เคาะแผนบริหารจัดการผลไม้เบ็ดเสร็จ  เตรียมรับผลผลิตเหนือ-ใต้ทยอยออกสู่ตลาด

Fruit Board เคาะแผนบริหารจัดการผลไม้เบ็ดเสร็จ เตรียมรับผลผลิตเหนือ-ใต้ทยอยออกสู่ตลาด

วันจันทร์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ผลการบริหารจัดการผลไม้ปี 2564 ประจำฤดูกาลผลิตที่ 1/2564 (มีนาคม – มิถุนายน) ภาคเหนือ ฤดูกาลผลิตลิ้นจี่ ปี 2564 มีปริมาณผลผลิตทั้งหมด 30,716 ตัน ขณะนี้เก็บเกี่ยวผลผลิตหมดแล้ว ผลการบริหารจัดการลิ้นจี่ของทั้ง 4 จังหวัดที่เป็นแหล่งผลิตสำคัญในภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย พะเยา และน่าน ผลผลิตมุ่งเน้นกระจายออกสู่ตลาด ซึ่งมีปริมาณผลผลิตทั้งหมดคงเหลือ 27,952 ตัน น้อยกว่าข้อมูลประมาณการผลผลิต 2,764 ตัน เนื่องจากประสบภาวะพายุฤดูร้อนช่วงเดือนพฤษภาคม ในภาพรวมส่วนใหญ่มีการบริโภคในประเทศ 23,620 ตัน หรือร้อยละ 84.51 แปรรูป 2,131 ตัน หรือร้อยละ 7.62 และ ส่งออก 2,201 ตันหรือร้อยละ 7.87

ส่วนผลการบริหารจัดการผลไม้ปี 2564 ภาคตะวันออก (ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง) ปี 2564 ของ 3 จังหวัดภาคตะวันออก ได้แก่ จังหวัดระยอง จันทบุรี และจังหวัดตราด ปริมาณรวมทั้งสิ้น 900,126 ตัน ในฤดูกาลผลิตตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนกรกฎาคม มีการเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วรวมทั้งหมด 830,870 ตัน คิดเป็นร้อยละ 92.31 (ข้อมูล ณ วันที่ 2 กรกฎาคม 2564) ซึ่งในขณะนี้ยังไม่สิ้นสุดฤดูกาลผลิตและคาดว่าจะมีการประชุมสรุปผลในช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2564 โดยทุเรียนมีปริมาณผลผลิตที่เก็บเกี่ยวแล้วทั้งหมด 567,215 ตัน คิดเป็นร้อยละ 98.55 ปริมาณผลผลิตทุเรียนออกสู่ตลาดมากที่สุด ระหว่างวันที่ 26 เมษายน – 3 พฤษภาคม 2564 จำนวน 68,796 ตัน คิดเป็นร้อยละ 12.13 ของปริมาณทั้งหมด มังคุด มีปริมาณผลผลิตที่เก็บเกี่ยวแล้วทั้งหมด 80,665 ตัน คิดเป็นร้อยละ 75.53 ปริมาณผลผลิตมังคุดออกสู่ตลาดมากที่สุด ระหว่างวันที่ 14 – 20 มิถุนายน 2564 จำนวน 11,163 ตัน คิดเป็นร้อยละ 13.84 ของปริมาณทั้งหมด เงาะ มีปริมาณผลผลิตที่เก็บเกี่ยวแล้วทั้งหมด 174,499 ตัน คิดเป็นร้อยละ 88.26 ปริมาณผลผลิตเงาะออกสู่ตลาดมากที่สุด ระหว่างวันที่ 28 พฤษภาคม – 8 มิถุนายน 2564 จำนวน 23,504 ตัน คิดเป็นร้อยละ 13.47 ของปริมาณทั้งหมด ลองกอง มีปริมาณผลผลิตที่เก็บเกี่ยวแล้วทั้งหมด 8,491 ตัน คิดเป็นร้อยละ 42.29 ซึ่งในขณะนี้เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ยังไม่ถึงร้อยละ 50

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวต่อว่า ขณะนี้เป็นช่วงที่ลำไยทางภาคเหนือและผลไม้ทางภาคใต้ (ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง) กำลังทยอยให้ผลผลิตออกสู่ตลาด ที่ประชุมคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ ครั้งที่ 4/2564 เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2564 ที่มีนายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน ได้อนุมัติแผนบริหารจัดการผลไม้ภาคเหนือ (ลำไย) ปี 2564 จำนวน 683,435 ตัน ของ 8 จังหวัดภาคเหนือ ประกอบด้วย จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน เชียงราย น่าน พะเยา ลำปาง แพร่ และจังหวัดตาก ซึ่งผลผลิตจะเริ่มออกสู่ตลาดตั้งแต่เดือนมิถุนายน – เดือนกันยายน และแผนบริหารจัดการผลไม้ภาคใต้ (ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง) ปี 2564 รวม 824,728 ตัน ของ 14 จังหวัดภาคใต้ ประกอบด้วย จังหวัดชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ภูเก็ต พังงา กระบี่ พัทลุง ตรัง สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา และจังหวัดนราธิวาส โดยแผนบริหารจัดการในฤดู ให้มีการกระจายภายในประเทศ ด้วยวิธีการกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิตผ่านผู้ประกอบการ (ล้งภายในประเทศ) วิสาหกิจชุมชน สหกรณ์การเกษตร Modern Trade ไปรษณีย์/ตลาดออนไลน์ ตลาดค้าผลไม้ภายในจังหวัด การจำหน่ายตรงผู้บริโภค การบริโภคภายในครัวเรือน การจัดงานประชาสัมพันธ์ และอื่นๆ เช่น รถเร่ ตลาดริมทางฯลฯ รวมถึงให้มีการแปรรูปและส่งออก

ทั้งนี้ แผนบริหารจัดการผลไม้ภาคเหนือ (ลำไย) และแผนบริหารจัดการผลไม้ภาคใต้ (ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง) ปี 2564 นั้นจะมีความสอดคล้องกับแนวทางการบริหารจัดการผลไม้ ปี 2564 – 2566 ตามมติคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ครั้งที่ 1/2564 ในเชิงคุณภาพสอดคล้องตามยุทธศาสตร์พัฒนาผลไม้ไทย พ.ศ. 2558 – 2564 และในเชิงปริมาณเน้นการจัดสมดุลอุปสงค์และอุปทาน ครอบคลุมระยะก่อนเก็บเกี่ยว ระยะเก็บเกี่ยว และระยะหลังเก็บเกี่ยว ในทิศทางเดียวกัน

สกู๊ปพิเศษ : ม.กาฬสินธุ์หนุนปลูกผักไฮไดรโปรนิกส์สร้างรายได้ช่วงวิกฤติโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/586855

สกู๊ปพิเศษ : ม.กาฬสินธุ์หนุนปลูกผักไฮไดรโปรนิกส์สร้างรายได้ช่วงวิกฤติโควิด

สกู๊ปพิเศษ : ม.กาฬสินธุ์หนุนปลูกผักไฮไดรโปรนิกส์สร้างรายได้ช่วงวิกฤติโควิด

วันจันทร์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ผุดโครงการ “การเพิ่มรายได้เกษตรกรฐานรากกลุ่มผู้ผลิตพืชไร่อุตสาหกรรม”หนุนปลูกผักไฮไดรโปรนิกส์ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและยกระดับรายได้เกษตรกรรองรับวิกฤตการณ์โรคติดเชื้อโควิด-19 พื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์

ที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนปลูกผักไฮไดรโปรนิกส์บ้านนาจำปา ตำบลนาจำปา อำเภอดอนจาน จังหวัดกาฬสินธุ์ ผศ.ดร.สายัญ พันธุ์สมบูรณ์ หัวหน้าโครงการ “การเพิ่มรายได้เกษตรกรฐานรากกลุ่มผู้ผลิตพืชไร่อุตสาหกรรมในจังหวัดกาฬสินธุ์”และหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) พร้อมด้วย ดร.พีระเพชร ศิริกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สส.ในพื้นที่ร่วมพบปะพูดคุย สร้างความเข้าใจกับกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ภายใต้โครงการหลัก “การสร้างอาชีพทางเลือกบนทรัพยากรฐานราก เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและยกระดับรายได้เกษตรกรรองรับวิกฤตการณ์โรคติดเชื้อโควิด-19 พื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ (กาฬสินธุ์โมเดล)

โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ทั้งนี้มีการจัดกิจกรรมการตรวจธาตุอาหารพืชในดินก่อนปลูกพืช เป็นการใช้เทคนิคทางเคมีที่สะดวกและรวดเร็วในการตรวจสอบปริมาณธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อพืช กระบวนการจัดการความรู้เรื่องการใช้ปุ๋ยเคมีตามชุดดิน และ ค่าวิเคราะห์ดินนี้ เป็นการนำเอาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรมมาบูรณาการ
กระตุ้นให้เกษตรกรพึ่งตนเอง เพิ่มเติมหลักวิชาการเพื่อช่วยให้การใช้ปุ๋ยเคมีของเกษตรกรมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถเพิ่มผลผลิตพืชปลูกของเกษตรกร และสามารถลดต้นทุนการผลิตได้จริงทำให้เกษตรกรเกิดการยอมรับจากผลที่เกิดขึ้นในแปลงของตัวเอง

ทั้งนี้เกษตรกรต้องมีความเข้าใจใน 3 ขั้นตอน ได้แก่ การตรวจสอบข้อมูลชุดดิน การเก็บตัวอย่างดิน และการตรวจสอบธาตุอาหารพืชในดิน และการใช้คำแนะนำปุ๋ยโดยใช้คู่มือหรือโปรแกรมสำเร็จรูป ซึ่งทุกขั้นตอนเกษตรกรสามารถดำเนินการได้ด้วยตนเองและถ่ายทอดสู่เกษตรกรในชุมชนได้ก่อให้เกิดความยั่งยืนต่อไป 

ด้าน ผศ.ดร.กีรวิชญ์ เพชรจุล หัวโครงการ“การสร้างอาชีพทางเลือกบนทรัพยากรฐานรากเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและยกระดับรายได้เกษตรกรรองรับวิกฤตการณ์โรคติดเชื้อโควิด-19 พื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ (กาฬสินธุ์โมเดล) กล่าวเพิ่มเติมว่า มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์มีภารกิจในการวิจัยและพัฒนาการผลิตพืช ข้าว และมันสำปะหลังเป็นพืชอุตสาหกรรมที่มีการวิจัยมาอย่างต่อเนื่อง จนได้เทคโนโลยีการผลิตต่างๆ ที่เหมาะสม เกษตรกรนำแนวทางดังกล่าวมาปรับใช้และขยายผลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

โดยความร่วมมือของภาคเอกชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ทำให้สามารถเพิ่มผลผลิตและรายได้ให้กับเกษตรกร ก่อให้เกิดความยั่งยืนในภาคการผลิต ตั้งแต่ระดับเกษตรกรจนถึงภาคอุตสาหกรรม ทำให้เกษตรกรตระหนักถึงความจำเป็นในการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม นอกจากจะทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นแล้ว ยังช่วยให้เกิดการพัฒนาทรัพยากรต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพบนพื้นฐานของการอนุรักษ์ เกิดความร่วมมือและความเข้าใจระหว่างเกษตรกร และภาคเอกชนโดยมีภาครัฐเป็นผู้เชื่อมโยง และสนับสนุนความรู้และเทคโนโลยีที่จำเป็น ซึ่งเป้าหมายหลักในการดำเนินโครงการครั้งนี้

โครงการกาฬสินธุ์โมเดล (Kalasin Model)  เป็นโครงการที่พาเกษตรกรลงมือทำโดยใช้ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อให้เกษตรกรกลุ่มเป้าหมายมีรายได้เพิ่มอย่างน้อย 10,000 บาท/เดือน “โดยไม่รอ ไม่ขอ ลุกขึ้นมาทำเอง” เพื่อการสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรอย่างยั่งยืน

ชายคาพระพิรุณ : 12 กรกฎาคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/586851

ชายคาพระพิรุณ : 12 กรกฎาคม 2564

วันจันทร์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ข่าวดีสำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง หลัง คบท. ไฟเขียวให้ กรมประมง เดินหน้าโครงการลดต้นทุนการผลิตกุ้งทะเลฯ ซึ่งสืบเนื่องจากมติที่ประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร (คบท.) ครั้งที่ 3/2564 เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2564 ได้อนุมัติโครงการลดต้นทุนการผลิตกุ้งทะเลเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในอุตสาหกรรมกุ้งทะเลอย่างยั่งยืน ปี 2564 ตามที่กรมประมงเสนอเพื่อสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งทะเลซึ่งสามารถกู้จาก ธ.ก.ส. ได้รายละไม่เกิน 3 ล้านบาท จำนวนไม่น้อยกว่า 1,000 ราย เพื่อติดตั้งระบบอุปกรณ์ด้านพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar cell) อุปกรณ์ควบคุมเครื่องเติมอากาศอัจฉริยะ และปรับปรุงโครงสร้างฟาร์มในรูปแบบต่างๆ ภายใต้
วงเงินสินเชื่อ 3,000 ล้านบาท โดยการสนับสนุนเงินจ่ายขาดจากกองทุนรวมฯ เพื่อชดเชยดอกเบี้ยให้แก่เกษตรกรร้อยละ 3 ต่อปี ระยะเวลาไม่เกิน 5 ปี จำนวน 450 ล้านบาท ซึ่งมีพื้นที่ดำเนินโครงการ 35 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี ปราจีนบุรี นครนายก ฉะเชิงเทรา ระยอง จันทบุรี ตราด ปทุมธานี กาญจนบุรี นนทบุรี นครปฐม สุพรรณบุรี สมุทรปราการ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร เพชรบุรี พระนคาศรีอยุธยา ราชบุรี ชัยภูมิ อุดรธานี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี ระนอง ภูเก็ต สตูล ตรัง กระบี่ พังงา พัทลุง สงขลา นครศรีธรรมราช ปัตตานี และนราธิวาส ซึ่งความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2564 ที่ผ่านมา กรมประมงได้จัดประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการฯ ซึ่งประกอบด้วย ตัวแทนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งทะเล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กรมการค้าภายใน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรและบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบแผนการดำเนินงาน หลักเกณฑ์ เงื่อนไข ขั้นตอน และแผนการใช้เงินภายใต้โครงการเรียบร้อยแล้ว

สำหรับเกษตรกรที่สนใจจะเข้าร่วมโครงการฯ ต้องเป็นเกษตรกรที่เพาะเลี้ยงกุ้งทะเลซึ่งจดแจ้งประกอบกิจการการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำควบคุมประเภทกิจการการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล (จสค.) กับกรมประมง กรณีเป็นสมาชิกสถาบันเกษตรกร/ วิสาหกิจชุมชน/ สมาคม/ ชมรม/ กลุ่มเกษตรกร ต้องได้รับการรับรองคุณสมบัติเพื่อเข้าร่วมโครงการฯ จากสถาบันที่สังกัด หากไม่เป็นสมาชิก สามารถขอรับรองคุณสมบัติเกษตรกรได้จากศูนย์ฯ ที่รับผิดชอบโครงการ ในแต่ละจังหวัด หากเป็นลูกค้าปกติของ ธ.ก.ส. หรือเป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทะเลที่ ธ.ก.ส. สอบสวนและขึ้นทะเบียนเป็นลูกค้าได้ โดยเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งทะเลที่สนใจ สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการ ได้ตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม จนถึง 30 ตุลาคม 2564 ได้ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง/น้ำจืด ที่รับผิดชอบโครงการฯในแต่ละจังหวัด ในวันและเวลาราชการ ซึ่งกรมประมงได้มีการจัดตั้งศูนย์ให้บริการตอบคำถาม (Help Desk) ทาง LINE@ “COASTALCARES” (ID: 281jxxaj) หรือโทรศัพท์ 0-2561-3997 เพื่อให้ข้อมูลและไขข้อข้องใจแก่เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งทะเลตลอดระยะเวลาที่ดำเนินโครงการฯ…สำหรับเกษตรผู้เลี้ยงกุ้งท่านใดต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการหรือสนใจสมัครเข้าร่วมโครงการ ติดต่อตามช่องทางที่แจ้งไว้ได้เลยครับ

ขุนเกษตรา

‘ม.มหิดล’ วิจัยบริหารจัดการพันธุ์ข้าว หนุนเกษตรกรผลิต-บริโภคอย่างยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/589023

‘ม.มหิดล’วิจัยบริหารจัดการพันธุ์ข้าว หนุนเกษตรกรผลิต-บริโภคอย่างยั่งยืน

‘ม.มหิดล’วิจัยบริหารจัดการพันธุ์ข้าว หนุนเกษตรกรผลิต-บริโภคอย่างยั่งยืน

วันพุธ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

วันที่ 25 ก.ค. 2564 ตรงกับวันเข้าพรรษา ซึ่งตรงกับฤดูฝน และ “เทศกาลปลูกข้าวนาปี” ของชาวนาไทยซึ่งเปรียบเสมือน “กระดูกสันหลังของชาติ”ที่สืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ ซึ่งเมล็ดพันธุ์ข้าว คือ “จุดกำเนิดแห่งชีวิต” และเป็นทรัพยากรซึ่งเป็น “แหล่งอาหารสำคัญ” ของมวลมนุษยชาติ ที่พึงอนุรักษ์เพื่อการสืบต่อสู่รุ่นลูกหลานอย่างยั่งยืน

ผศ.ดร.นพพล อรุณรัตน์ อาจารย์คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายถึงลักษณะการปลูกข้าวของชาวนาไทยว่า โดยทั่วไปมีอยู่ 2 แบบ คือ 1.ข้าวนาปี ซึ่งได้แก่ ข้าวหอมมะลิ 105 ที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวไทย และเป็นที่ชื่นชอบของทั่วโลก โดยมีการออกดอกตรงตามฤดูกาล เนื่องจากต้องการช่วงแสงจำเพาะเพื่อการออกดอก รวมถึงข้าวพันธุ์พื้นเมืองอื่นๆ ในประเทศไทยที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ และ 2.ข้าวนาปรัง ที่ปลูกได้ตลอดทั้งปี เป็นข้าวที่มีอายุการเก็บเกี่ยวที่แน่นอน สามารถให้ผลผลิตตามอายุ

ซึ่งการอนุรักษ์และพัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าว เป็นปัจจัยสำคัญในการสร้าง “ความมั่นคงทางอาหาร” ให้กับชุมชนซึ่งจะส่งผลให้ชุมชนมี “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” ต่อไปอีกด้วย โดยเมล็ดพันธุ์ข้าว
ที่ดี 1 เมล็ด เมื่อนำไปปลูกจะได้ต้นข้าว 1 กอ ที่แตกออกมาเป็น 20 ลำต้น โดยประมาณ ซึ่งแต่ละลำต้นจะออกรวงให้เมล็ดพันธุ์ข้าวอีกขั้นต่ำ 100-150 เมล็ดรวมข้าวทั้ง 20 ลำต้น จะได้เมล็ดพันธุ์ใหม่ถึง 2,000-3,000 เมล็ด

ผศ.ดร.นพพล กล่าวต่อไปว่า หากใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดีในการปลูก จะใช้เพียง 10-12 กิโลกรัมต่อ 1 ไร่ แต่หากนำเมล็ดพันธุ์ข้าวที่เก็บเกี่ยวจากการปลูกครั้งที่ผ่านมามาใช้โดยไม่ได้มีการคัดสรร อาจจำเป็นต้องใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า หรือประมาณ 25-30 กิโลกรัมต่อ 1 ไร่ จึงจำเป็นต้องมีการบริหารจัดการเมล็ดพันธุ์ข้าวด้วยองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่เหมาะสมตามหลักการของ “เกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming)” โดยฝากความหวังไว้กับเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) ซึ่งเติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยี

ที่ผ่านมา ตนได้นำทีมวิจัยลงพื้นที่ 4 จังหวัด คือ เชียงใหม่ พิจิตร ยโสธรและพัทลุง เพื่อดำเนินโครงการวิจัยการจัดการความรู้เพื่อการบริหารจัดการพันธุ์ข้าวและกระบวนการจัดการเครือข่ายของ Young Smart Farmer เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม ตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ หรือ SDGs Goal ข้อที่ 12 ที่ว่าด้วยการบริโภคและการผลิตอย่างรับผิดชอบ (Responsible Consumption and Production)

ซึ่งเป็นงานวิจัยเด่นที่เป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจในฐานะที่เป็น “ปัญญาของแผ่นดิน”ของมหาวิทยาลัยมหิดล ที่ทำหน้าที่มอบองค์ความรู้ให้กับเกษตรกรรุ่นใหม่ให้สามารถบริหารจัดการและอนุรักษ์เมล็ดพันธุ์ข้าวของท้องถิ่นได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่การปลูกการเก็บเกี่ยว รวมทั้งแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อพึ่งพาซึ่งกันและกันซึ่งจะเป็นการสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนให้กับชุมชนต่อไป

“ทีมวิจัยได้จัดทำคู่มือเพื่อการบริหารจัดการเมล็ดพันธุ์ข้าว ที่พร้อมด้วยองค์ความรู้เพื่อการประยุกต์ใช้ โดยได้รวบรวมพันธุ์ข้าวที่นิยมปลูกในแต่ละพื้นที่ ลักษณะการเจริญเติบโตขั้นตอนการดูแล ซึ่งสอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศ และสภาพภูมิอากาศในพื้นที่นั้นๆ ฯลฯ โดยหวังให้เกษตรกรรุ่นใหม่สามารถนำเอาองค์ความรู้ไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ ด้วยความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมต่อไป” ผศ.ดร.นพพล กล่าว

ผศ.ดร.นพพล กล่าวทิ้งท้ายว่าสิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดจากการรวมกลุ่มเพื่อนเกษตรกรเพื่อร่วมแบ่งปันทรัพยากร คือ การลดลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งในเรื่อง Carbon Footprint หรือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจก และ Water Footprint หรือ ตัวชี้วัดปริมาณการใช้น้ำ นอกเหนือจากผลผลิตที่ได้จากเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพ ทั้งนี้ ข้าว 1 เมล็ดที่ผลิตได้ จะต้องช่วยให้เพื่อนชาวนามีผลผลิตที่ดี มีรายได้ที่ดี และมีชีวิตที่ดีขึ้นได้ ด้วยความสมดุลกันระหว่างสิ่งแวดล้อม สังคม และชุมชนจึงจะเป็นการบริโภคและการผลิตอย่างยั่งยืน

มหาวิทยาลัยมหิดล

บ.ไทยเพียวฯ จับมือ ราชมงคลกรุงเทพ ร่วมโครงการวิจัยและพัฒนาเกษตรอินทรีย์ไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/586388

บ.ไทยเพียวฯ จับมือ ราชมงคลกรุงเทพ ร่วมโครงการวิจัยและพัฒนาเกษตรอินทรีย์ไทย

บ.ไทยเพียวฯ จับมือ ราชมงคลกรุงเทพ ร่วมโครงการวิจัยและพัฒนาเกษตรอินทรีย์ไทย

วันศุกร์ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 16.01 น.

วันที่ 9 กรกฎาคม 2564 ณ บริษัท ไทยเพียว โคโคนัทเวิลด์ จำกัด จังหวัดสมุทรสาคร นายพงศ์พิศุทธ์ เกียรติวรางกูร  ประธานกรรมการบริษัท ไทยเพียว โคโคนัทเวิลด์ จำกัด และ นายสมพร ปิยะพันธ์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลง เพื่อร่วมกันดำเนินโครงการ สถาบันวิจัยและพัฒนาเกษตรอินทรีย์ไทย โดยมีวัตถุประสงค์ หลักที่จะร่วมมือกันพัฒนา การเกษตรอินทรีย์ นำไปสู่องค์ความรู้ ในด้านการศึกษา และ การพัฒนาทรัพยากร เด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไป ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ในการดำรงชีวิตที่ยั่งยืน

สถาบันวิจัยและพัฒนาเกษตรอินทรีย์ไทย ประกอบไปด้วย ศูนย์การเรียนรู้ อบรมและพัฒนาเรื่องเกษตรอินทรีย์ พิพิธภัณฑ์พระราชประวัติในหลวง รัชกาลที่ 9 ในโครงการพระราชดำริ และ ศูนย์วิจัยและพัฒนามะพร้าว และ พืช ผัก สมุนไพร นานาพันธุ์ ตามรายละเอียดทั้งหมดนี้ ซึ่งจะใช้เนื้อที่กว่า 20,000 ไร่ ในการดำเนินงาน ระยะเวลาการดำเนินการประมาณ 5 ปี คาดกว่าจะแล้วเสร็จ ภายในปี 2569