สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ขับเคลื่อนคลองวังโตนดสู่เป้าหมาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/586187

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ขับเคลื่อนคลองวังโตนดสู่เป้าหมาย

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ขับเคลื่อนคลองวังโตนดสู่เป้าหมาย

วันศุกร์ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

มั่นใจขึ้นมาอีกระดับหนึ่งว่า เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(EEC) ซึ่งมีพื้นที่ครอบคลุม 3 จังหวัดคือ ระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา จะมีความมั่นคงเรื่องน้ำ เมื่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เห็นชอบรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย และคุณภาพชีวิตของประชาชน(EHIA) โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จ.จันทบุรี ของกรมชลประทาน

โครงการดังกล่าวอยู่จันทบุรี เกี่ยวกับ EEC อย่างไร?

น้ำต้นทุนที่ใช้ในพื้นที่ EEC ปัจจุบันมีประมาณ 2,539 ล้าน ลบ.ม ในขณะที่ความต้องการใช้น้ำในทุกภาคส่วนรวมกันประมาณ 2,419 ล้านลบ.ม. มีความเสี่ยงที่จะขาดแคลนน้ำสูงหากไม่มีการพัฒนาแหล่งน้ำเพิ่ม เพราะจากการประเมินความต้องใช้น้ำในอนาคตพบว่า ปี 2570จะมีความต้องการใช้ 2,888 ล้านลบ.ม. และปี 2580 จะเพิ่มขึ้นเป็น 3,089 ล้านลบ.ม. หรือเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 670 ล้าน ลบ.ม.

ดังนั้นจำเป็นจะต้องวางแผนพัฒนาแหล่งน้ำเพิ่มตั้งแต่ขณะนี้ มิฉะนั้นอีก 10 ปี EEC เกิดวิกฤติขาดแคลนน้ำแน่นอน และโครงการอ่างฯคลองวังโตนดก็เป็นหนึ่งในแผนที่จะช่วยพื้นที่ EEC ให้มีความมั่นคงเรื่องน้ำ

วันก่อนผมได้มีโอกาสสนทนากับอธิบดีกรมชลประทาน “ประพิศ จันทร์มา”

ท่านอธิบดีบอกว่า ตามแผนพัฒนาลุ่มน้ำคลองวังโตนด จะสร้างอ่างเก็บน้ำทั้งหมด 4 แห่ง คือ อ่างฯคลองประแกด ความจุ 60 ล้านลบ.ม. ขณะนี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว อ่างฯคลองพะวาใหญ่ ความจุ 68 ล้านลบ.ม. อ่างฯคลองหางแมว ความจุ 80 ล้านลบ.ม. จะแล้วเสร็จในปี 2565 และอ่างฯคลองวังโตนด ความจุ99.5 ล้านลบ.ม. ขณะนี้ ผ่าน EHIA รวมปริมาณน้ำที่กักเก็บได้ทั้งหมด 307.5 ล้านลบ.ม. มีพื้นที่รับประโยชน์ถึง 249,700 ไร่ ช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง และคุณภาพน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะสร้างความอุดมสมบูรณ์และมีความมั่นคงในเรื่องน้ำให้ทั่วทั้งลุ่มน้ำ

นอกจากนี้ยังจะผันน้ำส่วนเกินในช่วงฤดูฝน สูงสุดอีกปีละประมาณ 140 ล้านลบ.ม. ไปเติบให้กับอ่างฯประแสร์ จ.ระยอง ก่อนที่จะจัดสรรผ่านโครงข่ายน้ำไปใช้ใน EEC ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นคงเรื่องน้ำให้ EEC อย่างยั่งยืนอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้โครงการอ่างฯคลองวังโตนดจะสร้างประโยชน์มากมาย แต่ก็ถูกต่อต้านจาก NGO ที่ใช้ชื่อว่า “เครือข่ายองค์กรอนุรักษ์” โดยกล่าวหาว่าคณะกรรมการสิ่งแวลล้อมแห่งชาติ
“ลักหลับ” ผ่าน EHIA คลองวังโตนด แต่ดูเหมือนข้อกล่าวหานี้จะฟังไม่ค่อยขึ้น เพราะอธิบดีประพิศยืนยันไม่มีลักหลับ การจัดทำ EHIA ครั้งนี้เข้มข้นมากเป็นไปตามเงื่อนไขและข้อสั่งการของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมทุกประการ เพื่อลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะข้อกังวลในเรื่องสัตว์ป่า โดยเฉพาะช้างป่านั้น จะมีการสร้างโป่งเทียม การสร้างแหล่งน้ำใหม่ การสร้างแหล่งอาหารสำรองสำหรับช้างและสัตว์ป่าการสร้างรั้วกันช้างรอบอุทยานแห่งชาติยาวประมาณ 60 กิโลเมตร และปลูกป่าทดแทนอีก 2 เท่าของพื้นที่ป่าที่ได้รับผลกระทบ หรือประมาณ 29,200 ไร่ พร้อมจัดตั้งหน่วยพิทักษ์อุทยานขึ้นมาดูแล รวมทั้งยังได้จัดสรรงบประมาณสนับสนุน 15 ปี มากกว่า 600 ล้านบาทอีกด้วย

ส่วนผลกระทบต่อประชาชนในเรื่องที่ทำกินและที่อยู่อาศัยนั้น จะพิจารณาช่วยเหลือเป็นกรณีไป โดยจะมีการจ่ายค่าชดเชยพิเศษ สร้างบ้านมั่นคงชนบท ซึ่งขณะนี้ได้จัดหาที่สำรองไว้ให้ประมาณ 800 ไร่

ผมว่า เรื่องนี้ NGO น่าจะรู้ดี แต่อาจจะแกล้งไม่รู้

หลังจากผ่านคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแล้ว ขั้นตอนต่อไปการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนผู้ใช้น้ำ รวมถึงผู้มีส่วนได้-เสียของโครงการ ขั้นตอนนี้กรมชลประทานจะต้องวางแผนดำเนินงานให้ได้ตามระยะเวลาที่กำหนด

ระวัง!!!จะถูก NGO เตะถ่วง จนหมดเวลา….สร้างไม่ได้หรือไม่ได้สร้าง นอกจากประชาชนในพื้นที่จะเดือดร้อนแล้ว EEC ก็จะวิกฤติเรื่องน้ำด้วย

วางแผนให้ดี ทำตามกฎหมายทุกข้อ ประชาสัมพันธ์ทั้งรุกและรับทุกช่องทาง ให้ประชาชนทั้งในพื้นที่และทั่วประเทศได้รับทราบอย่างต่อเนื่องจาก….ลุ่มน้ำคลองวังโตนดจะเป็นลุ่มน้ำตัวอย่างของการพัฒนาแหล่งน้ำที่มีประสิทธิภาพและสมบูรณ์แบบแน่นอน

รัฐศักดิ์ พลสิงห์

เตรียมแผนรับมือสับปะรดกระจุกตัวไตรมาส 4 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/586192

เตรียมแผนรับมือสับปะรดกระจุกตัวไตรมาส 4

เตรียมแผนรับมือสับปะรดกระจุกตัวไตรมาส 4

วันศุกร์ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ฉันทานนท์ วรรณเขจร

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายและพัฒนาสับปะรดแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2564 เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2564 ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์)เป็นประธานว่า ปี 2564 คาดว่าจะมีผลผลิตสับปะรดประมาณ 1.8 ล้านตัน โดยแบ่งเป็นผลผลิตในช่วงครึ่งปีแรก (มกราคม – มิถุนายน 2564) มีประมาณ 0.987 ล้านตัน ซึ่งจะออกมากช่วงเดือนเมษายน – มิถุนายน 2564 ประมาณ 0.550 ล้านตัน และผลผลิตในช่วงครึ่งปีหลัง (กรกฎาคม – ธันวาคม 2564) ประมาณ 0.813 ล้านตัน ซึ่งจะออกสู่ตลาดมากช่วงเดือนตุลาคม – ธันวาคม ประมาณ 0.557 ล้านตัน

ผลผลิตที่กระจุกตัวในช่วงเวลาดังกล่าว อาจจะส่งผลต่อราคาสับปะรดที่เกษตรกรขายได้ เห็นควรต้องมีแนวทางการบริหารจัดการผลผลิตสับปะรดในจังหวัดแหล่งผลิตสำคัญ ที่ประชุมจึงได้เห็นชอบแนวทางการบริหารจัดการผลผลิตสับปะรดช่วงเดือนกรกฎาคม – ธันวาคม 2564 โดยใช้กลไกคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาเกษตรกรอันเนื่องมาจากผลผลิตการเกษตรระดับจังหวัด(คพจ.) และคณะทำงานด้านการตลาดระดับจังหวัด (เซลส์แมนจังหวัด) ในแหล่งผลิตสับปะรด เร่งแก้ปัญหาผลผลิตโดยกำหนดเป็นมาตรการเชิงรุก ดำเนินการตามแนวทาง/มาตรการ ให้เห็นผลสัมฤทธิ์และเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน

ด้านนางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสศก. กล่าวว่า มาตรการที่จะดำเนินการนั้น ประกอบด้วย การเชื่อมโยงตลาดล่วงหน้า โดยจับคู่ธุรกิจ ให้สถาบันเกษตรกร ทำสัญญาข้อตกลงกับโรงงานแปรรูป การกระจายผลผลิต ภายในจังหวัดและออกนอกแหล่งผลิต โดยเชื่อมโยงตลาดผ่านเครือข่ายภาครัฐ เอกชน ช่องทาง Onlineและ Offline รวมทั้งจัดหาจุดจำหน่ายสับปะรด การส่งเสริมการบริโภค โดยจัดงานประจำจังหวัด งานแสดงสินค้า ตลาดประชารัฐ ร้านธงฟ้า อ.ต.ก. ส่งเสริมการบริโภคสับปะรดในหน่วยงานราชการ โรงพยาบาล โรงเรียน เรือนจำ นิคมอุตสาหกรรมรวมทั้งประชาสัมพันธ์กระตุ้นการบริโภค การส่งเสริมการแปรรูป โดยขอความร่วมมือกลุ่มวิสาหกิจชุมชน สถาบันเกษตรกร และภาคเอกชน รับซื้อผลผลิตเพื่อนำมาแปรรูป และส่งเสริมการปรับเปลี่ยนแผนการผลิตให้ผลิตสับปะรดเพื่อบริโภคสดเพิ่มขึ้น โดยส่งเสริมให้เกษตรกรในจังหวัดแหล่งผลิตและจังหวัดที่อยู่ห่างไกลโรงงานแปรรูปปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตเพื่อให้ผลิตสับปะรดบริโภคสดเพิ่มขึ้น เป็นต้น

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบแผนปฏิบัติการด้านสับปะรด พ.ศ. 2564 – 2565 ทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ 1) การเพิ่มประสิทธิภาพและบริหารจัดการผลิต 2) การเพิ่มศักยภาพอุตสาหกรรมแปรรูป และ 3) การเพิ่มศักยภาพการตลาดและการส่งออก โดยนำหลักการเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน เศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy :BCG) มาเป็นแนวทางในการดำเนินการเพิ่มมูลค่าผลสับปะรดและสิ่งเหลือใช้รวมทั้งมอบหมายคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาสับปะรดกำกับดูแลการดำเนินงาน และให้หน่วยงานรับผิดชอบดำเนินการตามแผนให้เป็นรูปธรรมและสามารถชี้วัดได้ชัดเจน เกิดผลลัพธ์และผลสัมฤทธิ์ต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมสับปะรดทั้งระบบต่อไป

ปรับเกณฑ์ช่วยเหลือเกษตรกรประสบภัยพิบัติฉุกเฉิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/585912

ปรับเกณฑ์ช่วยเหลือเกษตรกรประสบภัยพิบัติฉุกเฉิน

วันพฤหัสบดี ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร เคาะร่างหลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติปลีกย่อยเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตร ผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พร้อมเตรียมแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยด้านการเกษตร ในช่วงฤดูฝน ปี 2564

นายสำราญ สาราบรรณ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครั้งที่ 2/2564 ในรูปแบบระบบ VDO Conference ด้วยโปรแกรม Zoom Meetings โดยมีผู้บริหารกระทรวงเกษตร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมว่าเนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโรคลัมปี สกิน ในโค และกระบือ ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ได้รับความเสียหายจากสัตว์ตายเป็นจำนวนมาก ประกอบกับปัจจุบันราคาต้นทุนการเลี้ยงสัตว์เพิ่มสูงขึ้น มีการเลี้ยงเป็นอาชีพมากขึ้น มีการยกระดับมาตรฐานการเลี้ยงให้ดีกว่าเดิม ดังนั้น กรมปศุสัตว์ จึงขอเสนอปรับเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ดังนี้ 1. ปรับเกณฑ์จำนวนตัวที่ให้ความช่วยเหลือ 2 รายการ คือ โค กระบือ จากรายละไม่เกิน 2 ตัว เป็น รายละไม่เกิน 5 ตัว 2. ปรับราคาอัตราการให้ความช่วยเหลือให้เพิ่มสูงขึ้น โดยที่ประชุมได้เห็นชอบร่าง หลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติปลีกย่อยเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตร ผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. …. และเตรียมเสนอกรมบัญชีกลางพิจารณาต่อไป

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้เห็นชอบแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยด้านการเกษตร ในช่วงฤดูฝน ปี 2564 ซึ่งกำหนดมาตรการลดความเสี่ยงจากอุทกภัยและฝนทิ้งช่วง ประกอบด้วย คือ 1. การเตรียมความพร้อม การป้องกันและลดผลกระทบ โดยขั้นตอนการเตรียมความพร้อมนั้น ให้หน่วยงานต่างๆ เตรียมความพร้อมในขอบข่ายภารกิจของหน่วยงานตนเอง อาทิ ให้กรมชลประทาน วางแผนจัดสรรน้ำ กรมการข้าว กำหนดพื้นที่เป้าหมายส่งเสริมการปลูกข้าว กรมชลประทาน กรมพัฒนาที่ดิน สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เพิ่มและปรับปรุงแหล่งกักเก็บน้ำเดิมที่มีอยู๋ให้พร้อมรองรับปริมาณฝน กรมฝนหลวง จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวง 13 ศูนย์ ฐานเติมสาร 4 ฐาน ช่วงเดือนพฤษภาคม – ตุลาคม 2564 เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำฝนให้พื้นที่เกษตรกรรม ในช่วงเริ่มฤดูเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจประจำปี 2. การเผชิญเหตุ ได้แก่ การบริหารจัดการน้ำ การเร่งระบายน้ำ สนับสนุนเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ และเครื่องจักรกลอื่นๆ สนับสนุนเสบียงอาหารสัตว์ดูแลสุขภาพสัตว์สนับสนุนเรือตรวจการณ์และเจ้าหน้าที่ ช่วยเหลือและสื่อสารสถานการณ์กรณีฝนทิ้งช่วงหรือฝนน้อยกว่าค่าปกติ เช่น การปฏิบัติการฝนหลวง สนับสนุนเครื่องสูบน้ำหรือรถบรรทุกน้ำ และ 3. การฟื้นฟูให้ดีกว่าเดิมได้แก่ การสำรวจและประเมินความเสียหาย เพื่อช่วยเหลือตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง การจัดหน่วยเคลื่อนที่ เพื่อเยี่ยมเยียนและให้การช่วยเหลือระยะเร่งด่วน การสนับสนุนพันธุ์สัตว์น้ำและเมล็ดพันธุ์ดีการซ่อมแซมโครงสร้างด้านชลประทาน เครื่องมือและเครื่องจักรกลทางการเกษตร การบำบัดน้ำเสียและปรับปรุงบำรุงดิน การสนับสนุนแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ

กรมชลฯเปิดเวทีรับฟังประชาชน ขับเคลื่อนคลองวังโตนดผ่าน EHIA #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/585913

กรมชลฯเปิดเวทีรับฟังประชาชน  ขับเคลื่อนคลองวังโตนดผ่านEHIA

กรมชลฯเปิดเวทีรับฟังประชาชน ขับเคลื่อนคลองวังโตนดผ่านEHIA

วันพฤหัสบดี ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมชลประทานเตรียมเปิดเวทีรับฟังความเห็นประชาชน โครงการอ่างฯคลองวังโตนด หลังผ่าน EHIA ย้ำให้ความสำคัญในเรื่องสิ่งแวดล้อม พร้อมมั่นใจเมื่อแล้วเสร็จจะสามารถสร้างความมั่นคงด้านน้ำได้อย่างยั่งยืนมีประสิทธิภาพประชาชนได้รับประโยชน์กว่า 100,000 ครัวเรือน

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด ต.ขุนซ่อง อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี ว่า ได้ผ่านการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) จากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ที่มีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมดำเนินการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนผู้ใช้น้ำ รวมถึงผู้มีส่วนได้-เสียของโครงการ ทั้งนี้ในการจัดทำ EHIA นั้นกรมชลประทานได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงในทุกๆเรื่อง ตลอดจนร่วมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้รับเสียงสะท้อนจากผู้ได้รับผลกระทบเพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไขหาแนวทางที่เหมาะสม พร้อมทั้งให้ความร่วมมือในการอนุรักษ์ต้นน้ำและสัตว์ป่า

ทั้งนี้ การดำเนินโครงการอ่างฯคลองวังโตนด กรมชลประทานได้ให้ความสำคัญในเรื่องสิ่งแวดล้อมในอันดับต้นๆ โดยกรมชลประทานได้เตรียมแผนปลูกป่าทดแทน 2 เท่าของพื้นที่ป่าที่ได้รับผลกระทบ หรือจำนวน 29,200 ไร่ เมื่อแล้วเสร็จก็จะดำเนินการคืนพื้นที่อนุรักษ์ พร้อมจัดตั้งหน่วยพิทักษ์อุทยาน ดำเนินงานตามโครงการแก่งหางแมวโมเดล ของมูลนิธิรอยต่อ 5 จังหวัดเพื่อแก้ปัญหาช้างป่า ตลอดจนสร้างแนวรั้วกันช้างตามแนวรอยต่ออุทยาน 73,729 ไร่ ระยะทางรอบอุทยาน 60 กิโลเมตร รวมทั้งยังจะสร้างแหล่งน้ำและแหล่งอาหารสำรองสำหรับสัตว์ป่า เพื่อลดผลกระทบจากโครงการฯ อีกด้วย

อธิบดีกรมชลประทานกล่าวต่อว่า ลุ่มน้ำคลองวังโตนด เป็นหนึ่งในลุ่มน้ำสาขาของลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออก มีปริมาณน้ำท่าปีละ 1,200 ล้านลบ.ม. แต่ก็ประสบปัญหาน้ำแล้ง น้ำเค็มรุกล้ำ
และน้ำท่วม เป็นประจำสร้างความเสียหายปีละหลายร้อยล้านบาท อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาพบว่า หากจะแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ตลอดจนสร้างความมั่นคงเรื่องน้ำให้กับพื้นที่ได้ จะต้องมีการสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลางในพื้นที่ต้นน้ำ 4 แห่ง ดังนี้ อ่างฯคลองประแกด ความจุ 60 ล้านลบ.ม. ขณะนี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว อ่างฯคลองพะวาใหญ่ ความจุ 68 ล้านลบ.ม. อ่างฯคลองหางแมว ความจุ 80 ล้าน ลบ.ม. จะแล้วเสร็จภายในปี 2565 และอ่างฯคลองวังโตนด ความจุ 99.5 ล้าน ลบ.ม. ดังกล่าว

“อ่างฯคลองวังโตนด จะเป็นแหล่งสำรองน้ำดิบสำคัญให้กับประชาชนในพื้นที่ เพื่อใช้ในการอุปโภค-บริโภคได้ตลอดทั้งปี และสำรองน้ำให้การประปาสาขาจันทบุรี ได้อีก 18.89 ล้านลบ.ม.ต่อปี
มีประชาชนได้รับประโยชน์มากกว่า 120,000 ครัวเรือน หรือประมาณ 226,000 คน รวมทั้งยังสามารถส่งน้ำเพื่อเพิ่มพื้นที่ชลประทานในลุ่มน้ำคลองวังโตนดได้ถึง 87,700 ไร่ นอกจากนี้ยังสามารถผันน้ำส่วนเกินไปยังอ่างฯ ประแสร์ จ.ระยอง ในช่วงฤดูฝนได้สูงสุด 70 ล้าน ลบ.ม. เพื่อสนับสนุนและเสริมความมั่นคงให้กิจกรรมการใช้น้ำในเขตพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(EEC) อีกทั้งยังช่วยชะลอน้ำหลาก และบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองวังโตนดได้กว่า 5,000 ไร่ ตลอดจนยังช่วยรักษาระบบนิเวศและคุณภาพน้ำตลอดลำน้ำให้อุดมสมบูรณ์อีกด้วย” อธิบดีกรมชลประทานกล่าวในตอนท้าย

อย.จัดช่องทางเร่งด่วน ขึ้นทะเบียนวัคซีนสำหรับสัตว์ ‘ลัมปีสกิน’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/585956

อย.จัดช่องทางเร่งด่วน ขึ้นทะเบียนวัคซีนสำหรับสัตว์'ลัมปีสกิน'

อย.จัดช่องทางเร่งด่วน ขึ้นทะเบียนวัคซีนสำหรับสัตว์’ลัมปีสกิน’

วันพุธ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 19.43 น.

อย.จัดช่องทางเร่งด่วนเป็นกรณีพิเศษ สำหรับผู้ขออนุญาตนำเข้าวัคซีนลัมปีสกิน เพื่อควบคุมการระบาดของโรคในสัตว์ และกรณีการระบาดรุนแรง ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์ สามารถนำเข้าวัคซีนนี้ได้ ซึ่งในระหว่างเดือน พ.ค.-ก.ค.64 มีการนำเข้าวัคซีนลัมปีสกิน แล้วจำนวน 497,000 โดส

นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคลัมปี สกิน ในโค กระบือ ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในหลายพื้นที่ของประเทศไทยทำให้มีสัตว์ล้มตายเป็นจำนวนมาก วัคซีนจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการป้องกันและควบคุมการระบาดของโรค อย.ตระหนักถึงความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อประโยชน์สาธารณะในการควบคุมโรคระบาดของสัตว์ จึงได้จัดช่องทางการขึ้นทะเบียนวัคซีนลัมปีสกิน (Lumpy skin) แบบเร่งด่วนเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งการนำเข้าทะเบียนสำหรับสัตว์นั้น ผู้รับอนุญาตนำเข้าหรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักร ต้องมาขอขึ้นทะเบียนตำรับก่อน เมื่อได้รับใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับแล้ว ก็สามารถนำเข้าวัคซีนนั้นได้ โดยยื่นคำขอขึ้นทะเบียนตำรับวัคซีนสัตว์พร้อมเอกสารหลักฐานที่สนับสนุนคุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิภาพ ของวัคซีนให้ครบถ้วนตามที่กำหนด ก็จะอนุมัติขึ้นทะเบียนได้อย่างรวดเร็วตามช่องทางเร่งด่วนเป็นกรณีพิเศษ ทั้งนี้ กรณีการระบาดอย่างรุนแรง กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สามารถดำเนินการนำเข้าวัคซีนดังกล่าวได้ตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 13 (5) โดยได้รับการยกเว้น ไม่ต้องได้รับใบอนุญาตนำหรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักร

รองเลขาธิการฯ กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้ได้มีผู้ประกอบการที่อยู่ระหว่างการจัดเตรียมเอกสารเพื่อยื่น คำขอขึ้นทะเบียนวัคซีนลัมปี สกิน สำหรับสัตว์แล้ว จำนวน 2 ราย และกรมปศุสัตว์ได้นำเข้าวัคซีนลัมปี สกิน ระหว่างเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน 2564 แล้ว รวม 360,000 โดส และเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2564 อีกจำนวน 137,000 โดส

รองเลขาธิการฯ กล่าวในตอนท้ายว่า อย.มุ่งดำเนินงานโดยคำนึงถึงความมั่นคงของระบบสาธารณสุข ซึ่งจะส่งผลถึงเศรษฐกิจของประเทศ และในสถานการณ์ฉุกเฉินเช่นนี้ อย.ทำการพิจารณาอนุญาตยาหรือวัคซีนที่จำเป็นต้องใช้อย่างรวดเร็ว แต่คงไว้ซึ่งคุณภาพมาตรฐาน ขอให้ประชาชนมั่นใจ

ลุยเกษตรสุดเขตทั่วไทย : สายสัมพันธ์ ‘ธรรมนัส พรหมเผ่า’ รมช.เกษตรฯ กับ ‘ทักษิณ ชินวัตร’ นายเก่าที่ไทยรักไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/585635

ลุยเกษตรสุดเขตทั่วไทย : สายสัมพันธ์‘ธรรมนัส พรหมเผ่า’รมช.เกษตรฯ กับ‘ทักษิณ ชินวัตร’นายเก่าที่ไทยรักไทย

วันพุธ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

วันนี้ “หนุ่มยูโร” จะพาไปดูความเคลื่อนไหว หลังจากร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ คว้าตำแหน่งเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ทุกสายตาจึงจับจ้องพรรคการเมืองนี้ และ โฟกัสไปที่ “ผู้กองธรรมนัส” ผู้ที่เคยอยู่กับ “พรรคไทยรักไทย”และ “เพื่อไทย” ในอดีต คนที่เคยใกล้ชิดนายทักษิณ ชินวัตร มีความสัมพันธ์กันแนบแน่นมายาวนาน

จริงๆ แล้วพรรคพลังประชารัฐยุคปัจจุบัน เมื่อ 4 กุมาร พ้นจากพรรค และกลุ่มกปปส.ถูกศาลพิพากษาทำให้2 รัฐมนตรีกระเด็นจากตำแหน่ง “พลังประชารัฐ” ก็เปรียบเสมือน “เพื่อไทยสาขา 2”รัฐมนตรีและสส.ล้วนแต่เคยอยู่เพื่อไทย และ ไทยรักไทย มาก่อน ไม่ว่าจะเป็นนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง นายสุพล ฟองงาม และแกนนำอีกหลายคน

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า มาเป็นแม่บ้านพรรคใหญ่ได้รับความสนใจเป็นอย่างสูง และเตรียมที่จะขยับขยายเป็นรัฐมนตรีว่าการ มากกว่าที่จะเป็นรมช.เกษตรฯ ในปัจจุบัน ด้วยมีพลังทุนมหาศาล และคอนเนคชั่นทุกระดับ หลายคนจึงมองกันว่า“ผู้กองธรรมนัส”มีหลายมิติ แล้วแต่จะมองในมิติไหน

หากยุบสภาและมีการเลือกตั้งใหม่ ย่อมหมายถึงการสัประยุทธ์กันอย่างเข้มข้นระหว่างพรรคพลังประชารัฐกับพรรคเพื่อไทยไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งผ่านตามแบบวิธีเดิมไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งผ่านบัตร 2 ใบ ตามแบบวิธีใหม่หากมีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญและผู้ที่จะต้องต่อกรกับพรรคเพื่อไทยอย่างเข้มข้นย่อมต้องเป็น ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ซึ่งเพิ่งเข้าไปรับตำแหน่งเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เคยเป็นลูกน้องเก่านายทักษิณ และเป็นคนเมือง เช่นเดียวกัน คนหนึ่งอยู่ จ.เชียงใหม่ อีกคนอยู่ จ.พะเยา เยื่อใยและสายสัมพันธ์จึงแนบแน่นไม่เสื่อมคลายต้องยอมรับว่าคนที่เคยอยู่กับพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน พรรคเพื่อไทย ส่วนใหญ่จะยังรักษาท่าทีอันเป็นมิตรกับนายทักษิณ และน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่ว่าจะเป็น นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นายสมศักดิ์เทพสุทิน หรือนายสันติ พร้อมพัฒน์

นอกจากสนามการเมืองระดับชาติแล้ว ร.อ.ธรรมนัส ยังให้ความสำคัญกับสนามท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นสก. หรือ สข.ในกรุงเทพมหานคร ผู้กองธรรมนัส ส่งนายสุชัย หรือ “เสี่ยต่าย” พงษ์เพียรชอบ คนใกล้ชิดไปเป็นที่ปรึกษาของพล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯกทม. สำหรับ “เสี่ยต่าย” เป็นน้องชายของ “เสี่ยหมู”นายสุธีร์พงษ์เพียรชอบ คนดูแลตลาดคลองเตย เป็นการเชื่อมโยงสายสัมพันธ์ระหว่าง ร.อ.ธรรมนัส กับ พล.ต.อ.อัศวิน นรต.31 รุ่นน้องทักษิณ นรต.26 อีกด้วย

วันนี้ทุกสายตาจึงจับจ้องสายสัมพันธ์เก่าระหว่าง “ธรรมนัส”กับ “ทักษิณ”ไม่เฉพาะคนในพรรคเพื่อไทยและพลังประชารัฐ เท่านั้น ยิ่งพรรคประชาธิปัตย์ และภูมิใจไทย ยิ่งตาไม่กะพริบ

ขุนเกษตรา

โควิด-19 ชะลอความต้องการมะพร้าวครึ่งปีแรก สศก.แจ้งผู้แปรรูปมะพร้าวช่วยรับซื้อผลผลิตเกษตรกร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/585640

โควิด-19ชะลอความต้องการมะพร้าวครึ่งปีแรก สศก.แจ้งผู้แปรรูปมะพร้าวช่วยรับซื้อผลผลิตเกษตรกร

วันพุธ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวถึงสถานการณ์การผลิตและความต้องการใช้มะพร้าวของไทย ปี 2564 (ข้อมูลพยากรณ์ ณ เดือนมีนาคม 2564) ซึ่งคาดการณ์ว่า จะมีผลผลิตมะพร้าวรวม 0.876 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่มีผลผลิต 0.827 ล้านตัน (เพิ่มขึ้นร้อยละ 6) โดยผลผลิตปีนี้ ทยอยออกสู่ตลาดมาตั้งแต่เดือนมกราคม และจะออกมากไปจนถึงเดือนสิงหาคม 2564 คิดเป็นปริมาณรวม 0.644 ล้านตัน (ร้อยละ 73 ของผลผลิตทั้งประเทศ) ในขณะที่ความต้องการใช้ยังคงทรงตัวเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยอยู่ที่ประมาณ 1.269 ล้านตัน จึงคาดว่า ในปีนี้จะมีการนำเข้ามะพร้าวและผลิตภัณฑ์ 0.418 ล้านตัน อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ระลอกใหม่ ทำให้ความต้องการใช้ในช่วงครึ่งปีแรกยังคงชะลอตัว ส่งผลให้ราคาที่เกษตรกรขายได้มีแนวโน้มลดลง โดยพบว่า ราคามะพร้าวที่เกษตรกรขายได้ในเดือนมิถุนายน 2564 เฉลี่ย 10.67 บาท/ผล ซึ่งลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งมีราคาผลละ 12.98 บาท หรือลดลงร้อยละ 18

สำหรับการบริหารจัดการนำเข้ามะพร้าว คณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช ได้มีมติในคราวประชุมเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2563 เห็นชอบการกำหนดช่วงเวลานำเข้ามะพร้าวผลตามกรอบความตกลง AFTA ปี 2564 ในช่วงที่ 1 เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ และ ช่วงที่ 2 เดือนกันยายน-ธันวาคม (รวม 6 เดือน) ทั้งนี้ เพื่อให้สัดส่วนการนำเข้าและการรับซื้อผลผลิตในประเทศมีความสมดุลกับปริมาณผลผลิต และไม่กระทบต่อราคามะพร้าวผลที่เกษตรกรขายได้ ซึ่งต่อมา คณะอนุกรรมการบริหารจัดการสินค้ามะพร้าว ในคราวประชุมเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2564 ได้มีการพิจารณาช่วงเวลานำเข้ามะพร้าวผลตามกรอบความตกลง AFTA ปี 2564 ช่วงที่ 2 คือ ช่วงเดือนกันยายน – ธันวาคม 2564 โดยจะใช้ผลการรับซื้อผลผลิตมะพร้าวในประเทศของผู้ประกอบการแปรรูปมะพร้าว ในช่วงเดือนมกราคม – สิงหาคม 2564 มาประกอบการพิจารณาจัดสรรปริมาณนำเข้า

“ผู้ประกอบการแปรรูปมะพร้าวที่มีความต้องการนำเข้ามะพร้าว ภายใต้ความตกลง AFTA ช่วงเดือนกันยายน-ธันวาคม 2564 ควรรับซื้อผลผลิตมะพร้าวในประเทศให้มากขึ้นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนด้านราคาและปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดกระจุกตัวในเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม โดยผู้ประกอบการต้องขึ้นทะเบียนกับกรมการค้าต่างประเทศ พร้อมทั้งขอให้จัดส่งเอกสารเพื่อใช้ประกอบการพิจารณา มายัง สศก. ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะอนุกรรมการบริหารจัดการสินค้ามะพร้าว ภายในวันที่ 13 สิงหาคมนี้ ทั้งนี้ ท่านสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร โทร.0-2579-0611 ได้ตลอดในวันและเวลาราชการ” รองเลขาธิการ สศก. กล่าวทิ้งท้าย

‘เปรมวดี บุญมี’ ชูจุดเด่นคลองนิยมยาตราท้าชิงผู้นำการเปลี่ยนแปลง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/585653

‘เปรมวดี บุญมี’ชูจุดเด่นคลองนิยมยาตราท้าชิงผู้นำการเปลี่ยนแปลง

วันอังคาร ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 18.41 น.

อีกไม่กี่วันจะมีการประกวดผู้นำการเปลี่ยนแปลงระดับประเทศ ประเภทดีเลิศ ตามโครงการเสริมสร้างและพัฒนาผู้นำการเปลี่ยนแปลง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 ของกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย โดยมี 18 ตำบล ทั่วประเทศไทย ที่ผ่านการคัดเลือกมาจาก 18 เขต เข้าร่วมชิงเงินรางวัล 1 ล้านบาทและ“ตำบลคลองนิยมยาตรา” คือ 1 ใน 18 ตำบลนั้น

6 ก.ค.64 อาจารย์เปรมวดี บุญมี ประธานกลุ่มผู้นำการเปลี่ยนแปลง ตำบลคลองนิยมยาตรา อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ กล่าวถึงจุดเริ่มต้นและที่มาที่ไป ก่อนจะได้เป็นตัวแทนเขตว่า “นับตั้งแต่เกษียณมา ตัวเองได้ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงของรัชกาลที่ 9 มาโดยตลอด และด้วยความเป็นคนที่ชอบการปลูกต้นไม้ จึงได้ร่วมโครงการกับ กรมการพัฒนาชุมชน (พช.) เกี่ยวกับ “โคก หนอง นา โมเดล” พอเข้าร่วมโครงการได้ เราก็ลงมือทำกันเลยแบบไม่รู้ โดยเปิด YouTube ศึกษา แล้วลงมือขุดโดยไม่ได้รองบจากราชการ ต่อมา พช. ส่งเราไปอบรมที่ศูนย์จังหวัดชลบุรี เกี่ยวกับครอบครัวและเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเวลา 5 วัน จากนั้นกลับมาในพื้นที่ เหมือนได้ไปเติมพลังมา เราลงมือทำแบบคนมีไฟ เพราะเพิ่งกลับมาจากการอบรม อะไรที่อาจารย์สอนมา เราลงมือทำกันทันที เริ่มด้วยปลูกต้นไม้เพิ่มขึ้นจากเดิม อาทิ พืชผักสวนครัว ซึ่งเป็นสิ่งที่เราอยากทำ โดยที่ไม่ต้องมีใครมาบอกให้ทำ”

“หลังจากนั้น พช. มีโครงการมาให้เรา โดยให้กล่าวคำปฏิญาณต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ โดยการหาผู้นำ 15 คน ซึ่งเราปฏิญาณตนว่า จะทำดีเพื่อพ่อหลวงและรัชกาลที่ 10 จึงเป็นจุดเริ่มตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา จากนั้นได้เข้าอบรมอีก 3 วัน ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2564 และได้ดูตัวอย่างของ “โก่งธนูโมเดล” ต้นแบบของเรา ซึ่งเราลงมือทำกันแบบไม่ได้คิดอะไร จนกระทั่งศูนย์จังหวัดชลบุรี เข้ามาถ่ายทำไปออกรายการออกไปเผยแพร่ ทำให้มีคนรู้จักพื้นที่ของ ตำบลคลองนิยมยาตรา อำเภอบางบ่อ ต่อมาทาง จังหวัดสมุทรปราการ ให้เราเป็นตัวแทนของจังหวัดไปกวดในระดับเขต แข่งกับ นครปฐม ปทุมธานี และ นนทบุรี ซึ่งเราชนะ และได้เป็นตัวแทนของเขตไปแข่งกับอีก 17 ตำบลทั่วไทย” อาจารย์เปรมวดี กล่าว

นอกจากนี้ อาจารย์เปรมวดี กล่าวถึงการเริ่มต้นว่า “ผ่านมา 3 เดือน จนถึงตอนนี้ จากที่เราไม่มีต้นทุนอะไรเลยสำหรับการเริ่มต้นผู้นำการเปลี่ยนแปลง เราเริ่มเปลี่ยนแนวการคิด ซึ่งเราเป็นประธาน จึงต้องเริ่มทำก่อน และทำเป็นต้นแบบให้กับ 15 คน ซึ่งทั้งหมดมองมาที่เราว่าเราจะทำอะไร ดังนั้นเราจึงต้องทำให้เขาดู และชวนเขาทำ และทำกันมาเรื่อยๆ เมื่อคุณทำ เราจึงตามไปดู การได้เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงของตำบล และเป็นตัวแทนของจังหวัดสมุทรปราการ เราจึงต้องคิดไปข้างหน้าแล้ว จะมัวคิดอยู่กับที่ไม่ได้เลย ตอนแรกเราเริ่มทำกันในแต่ละบ้าน และในหมู่บ้านของเรา เราจึงยังไม่ได้ออกไปช่วยหมู่บ้านอื่นมากนัก เมื่อเราได้เป็นตัวแทนของเขต เราต้องบอกเป้าหมายของเรากับคณะกรรมการว่าจะทำอะไร จึงบอกไปว่าถ้าเราได้เงินรางวัล เราจะไม่หยุดนิ่งเฉพาะหมู่บ้านตรงนี้ เราจะต้องทำให้ทุกหมู่บ้านในตำบลของเราดีขึ้น เพื่อผู้นำของแต่ละหมูบ้านจะได้เอาไปเผยแพร่ในถิ่นของตัวเอง อีกทั้งเราไม่ได้ช่วยเหลือเฉพาะในตำบลของเรา เพราะเราไปจด MOU กับหลายที่ในอำเภอบางบ่อ รวมถึงข้ามไปจังหวัดที่อยู่ติดกันอย่าง ฉะเชิงเทรา อีกด้วย”

สำหรับจุดเด่นของ ตำบลคลองนิยมยาตรา อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ คือ เราทำงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า เราเปรียบเสมือนมวยใหม่ ไม่มีต้นทุนทางด้านภูมิประเทศหรือภูมิทัศน์ หรือสัมมาอาชีพ เพราะบางที่เขามีต้นทุนอยู่แล้ว อย่างบางที่มีพื้นฐานของการปลูกพืชผักสวนครัว เช่น ถั่วฝักยาว หรือ แตงกวา แต่ภูมิประเทศของเราเป็นการทำนา เลี้ยงปลา เลี้ยงกุ้ง และพื้นที่ในจังหวัดสมุทรปราการ มีราคาค่อนข้างแพง ที่ริมถนนของเรามีค่ามาก อย่างหมู่ 6 พอข้ามมอเตอร์เวย์ไป เนื้อที่จะมีมูลค่าประมาณไร่ละ 5-6 ล้านบาท ซึ่งจะต่างจากต่างจังหวัด คือภูมิสังคมและความเป็นอยู่เราต่างกัน ฉะนั้นต้นทุนของเราแทบไม่มีเลย

ประธานกลุ่มผู้นำการเปลี่ยนแปลง ตำบลคลองนิยมยาตรา กล่าวเพิ่มเติมว่า จากระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา จะเห็นว่าเรามีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ตั้งแต่ตัวเอง รวมไปถึงผู้นำในกลุ่มของเราทั้ง 15 คน ซึ่งทุกคนล้วนมีแนวคิดเหมือนกันว่า ตัวเองได้เปลี่ยนไป รวมทั้งคนในบ้านและครอบครัวของเขาก็เปลี่ยนไปด้วย ซึ่งตรงนี้ถือเป็นจุดยืนและจุดเด่นของเรา ตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นตอนเช้าหรือตอนเย็น ถ้าเรามีโอกาสจะไปลงพื้นที่ทุกจุด คือเราจะช่วยเอามื้อกัน ไปให้กำลังใจซึ่งกันและกัน โดยที่เราไม่มีงบประมาณส่วนไหนมาช่วยเหลือ พวกเราทำกันด้วยใจจริงๆ แต่ที่สำคัญ พช. ลงมาดูแลเรา ไม่ว่าจะอำเภอหรือจังหวัดก็ดี เปรียบเสมือนพี่เลี้ยง ซึ่งดูว่าเราทำอะไร และช่วยแนะแนวทางให้กับเรา

สำหรับภารกิจต่างๆ ที่กลุ่ม “ตำบลคลองนิยมยาตรา” ได้ทำอย่างเห็นผลแล้ว อาทิ ถังขยะเปียกลดโลกร้อน คือการนำถังมาเจาะก้นถัง แล้วนำไปฝังดิน มีฝาปิดด้านบนเพื่อควบคุมปริมาณอากาศและสภาวะแวดล้อมไม่ให้อากาศถ่ายเทออกไปจากตัวถังได้ง่าย เพื่อใช้สำหรับใส่ขยะที่ย่อยสลายได้ง่าย เช่น เศษอาหาร พืชผัก โดยใช้ วัสดุภาชนะเหลือใช้ เช่น ถังสี ถังพลาสติก ใช้แล้ว โดยขนาดของภาชนะขึ้นอยู่กับปริมาณขยะในครัวเรือน หากมีมากก็ใช้ภาชนะ ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นตามความเหมาะสม แล้วเจาะรูหรือตัดภาชนะที่ก้นถัง แล้วขุดหลุมขนาดความลึก 2 ใน 3 ส่วนของความสูงของภาชนะ นำภาชนะที่เตรียมไว้ไปใส่ในหลุมที่ขุด หากมีปริมาณขยะอินทรีย์เกิดขึ้นมากและมีพื้นที่เหลือ สามารถทำได้มากกว่า 1 จุด แล้วนำเศษอาหาร เศษผักผลไม้ ใบไม้ และเศษหญ้า ที่เหลือมาเทใส่ในถังที่ฝังไว้ และปิดฝาภาชนะให้มิดชิด จุลินทรีย์ในดิน ไส้เดือนในดิน จะทำการย่อยเศษอาหารในภาชนะให้กลายเป็นปุ๋ย เมื่อปริมาณเศษอาหารถึงระดับเดียวกับพื้นดินที่ขุดไว้ ให้เอาดินกลบแล้วย้ายถังไปทำตามขั้นตอนเดิมที่จุดอื่นต่อไป ซึ่งกิจกรรมในครั้งนี้ ทำให้เกิดการกระตุ้นให้มีการคัดแยกขยะเศษอาหารหรือขยะเปียกออกจากขยะทั่วไป ช่วยสร้างความรับรู้ ความเข้าใจให้คนในท้องถิ่นของตนเองได้มามีส่วนร่วมในการลดปริมาณขยะ และจากการทำถังเปียกของครัวเรือน จะช่วยลดรายจ่ายในการปลูกผักสวนครัว หรือประโยชน์ด้านเกษตรกรรมอื่นๆ ของครอบครัวและชุมชนได้ด้วย

นอกจากนี้ ยังมีการจัดให้มีจุดบริการการคัดแยกขยะทั่วไปตั้งแต่ต้นทาง ด้วยหลัก 3 R คือ 
– Reduce ลดการใช้ มิได้หมายความว่า “ห้ามใช้” แต่ให้คิดก่อนใช้ ให้ใช้ตามความจำเป็นหลีกเลี่ยงการใช้อย่างฟุ่มเฟือย ทำให้ปริมาณขยะมูลฝอยลดลง
– Reuse การใช้ซ้ำ เป็นแนวคิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า โดยการนำสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานแล้ว กลับมาใช้อีกให้คุ้มค่า เช่น การนำขวดพลาสติกมาทำภาชนะสำหรับปลูกผักสวนครัว
– Recycle การแปรรูปใหม่ สินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่ไม่สามารถใช้งานได้แล้ว สามารถรวบรวมขายให้ร้านรับซื้อของเก่า เพื่อนำไปให้โรงงานแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ได้

กรมส่งเสริมการเกษตรตีปี๊บ ‘ศูนย์ขยายพันธุ์พืช’ แหล่งพืชพันธุ์ดี-ปลอดโรคพร้อมบริการเกษตรกรไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/585359

กรมส่งเสริมการเกษตรตีปี๊บ‘ศูนย์ขยายพันธุ์พืช’ แหล่งพืชพันธุ์ดี-ปลอดโรคพร้อมบริการเกษตรกรไทย

วันอังคาร ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวว่า เป็นเวลากว่า 45 ปี ที่กรมส่งเสริมการเกษตรมีหน่วยงานที่ทำหน้าที่เป็นแหล่งผลิตและกระจายพืชพันธุ์ดีสู่เกษตรกร โดยในปี พ.ศ. 2519 ได้จัดตั้ง “ศูนย์ขยายพันธุ์พืช” ขึ้นที่จังหวัดพิษณุโลก เป็นแห่งแรก ตามโครงการผลิตและขยายพันธุ์พืช ดำเนินการผลิตเมล็ดพันธุ์พืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วลิสง และพืชผัก ต่อมาเมื่อมีเทคโนโลยีด้านการขยายพันธุ์พืชใหม่ๆเข้ามา จึงได้มีการจัดตั้ง “สถาบันเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเพื่อเกษตรกรรม” ขึ้นในปี พ.ศ.2534 เพื่อทำหน้าที่ผลิตและกระจายพืชพันธุ์ดีด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ซึ่งทำให้ได้ต้นพันธุ์ที่มีลักษณะเด่นเหมือนต้นแม่ทุกประการ มีคุณภาพและปลอดโรค ส่งมอบให้เกษตรกรนำไปเพาะปลูก และได้เปลี่ยนชื่อเป็น “กลุ่มงานเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ” โดยมีภารกิจหลักคือ ผลิตพันธุ์พืชจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ 4 ชนิด คือ กล้วย อ้อย มันฝรั่งและหน่อไม้ฝรั่ง มีการส่งเสริมให้ความรู้ และถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อให้แก่เกษตรกรและหน่วยงานต่างๆ รวมทั้งยังได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่ภาคเอกชนในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้ภาคเอกชนมีศักยภาพสามารถผลิตพันธุ์พืชจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อได้เอง ตอบสนองต่อนโยบายการผลิตพืชพันธุ์ดีให้ได้มากขึ้น

ต่อมาได้ปรับโครงสร้างหน่วยงาน และจัดตั้ง “ศูนย์พันธุ์พืชเพาะเลี้ยง” ขึ้นในปี พ.ศ. 2546 จำนวน 10 ศูนย์ ตั้งกระจายอยู่ในทุกภาคของประเทศ ได้แก่ จังหวัดชลบุรี ตรัง นครราชสีมา นครศรีธรรมราช บุรีรัมย์ พิษณุโลก มหาสารคาม ลำพูน สุพรรณบุรี และจังหวัดอุดรธานี ซึ่งภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น “ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร (พันธุ์พืชเพาะเลี้ยง)” และเพื่อเป็นการสนองนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้มีพันธุ์พืชพันธุ์ดีออกสู่ตลาด ในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกรและแก้ปัญหาการขาดแคลนพันธุ์พืชที่มีคุณภาพและราคาแพง กรมส่งเสริมการเกษตรจึงได้จัดตั้ง “กองขยายพันธุ์พืช” ขึ้น เพื่อดำเนินการปรับปรุงและพัฒนาศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร (พันธุ์พืชเพาะเลี้ยง) ซึ่งมีภารกิจหลักในการขยายพันธุ์พืชโดยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ให้มีศักยภาพในการดำเนินการผลิตและขยายพืชพันธุ์ดีใน 4 สายการผลิต คือ สายการผลิตต้นพันธุ์ ท่อนพันธุ์ เมล็ดพันธุ์ และการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เพื่อส่งต่อพืชพันธุ์ดีที่ได้รับจากหน่วยงานวิจัยกระจายไปสู่เกษตรกรให้ทั่วถึงมากยิ่งขึ้น เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐาน เครื่องมือและอุปกรณ์เดิมของศูนย์พันธุ์พืชเพาะเลี้ยงมีความเหมาะสมสำหรับการดำเนินการอยู่แล้ว ประกอบกับความสำเร็จของกรมส่งเสริมการเกษตรในการขยายพันธุ์พืชด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ซึ่งเป็นวิธีการขยายพันธุ์ที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถผลิตพันธุ์ดีและปลอดโรคได้จำนวนมากในเวลาอันรวดเร็ว จึงเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญยิ่งสำหรับภาคการเกษตรไทย เพื่อให้สามารถรองรับความต้องการของตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวอีกว่า ศูนย์ขยายพันธุ์พืช ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกองขยายพันธุ์พืช กรมส่งเสริมการเกษตรมีด้วยกัน 10 ศูนย์ ได้แก่ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 1 จังหวัดชลบุรี ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 2 จังหวัดตรังศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 3 จังหวัดนครราชสีมา ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 4 จังหวัดนครศรีธรรมราช ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 5 จังหวัดบุรีรัมย์ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 6 จังหวัดพิษณุโลก ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 7 จังหวัดมหาสารคาม ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 8 จังหวัดลำพูน ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 9 จังหวัดสุพรรณบุรี และ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 10 จังหวัดอุดรธานี โดยมีพันธุ์พืชพันธุ์ดีให้บริการครบทุกรูปแบบ ทั้งเมล็ดพันธุ์ ต้นพันธุ์ ท่อนพันธุ์ และการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเพื่อที่เกษตรกรจะได้หลุดพ้นจากปัญหาไม่สามารถเข้าถึงพืชพันธุ์ดี และปัญหาพืชพันธุ์ดีมีราคาแพงได้

ทั้งนี้ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชทุกแห่ง กำลังพัฒนาการบริการให้ดียิ่งขึ้นไป ด้วยการเพิ่มช่องทางการรับข้อมูลพันธุ์พืชพันธุ์ดีที่มีจำหน่ายในศูนย์ต่างๆ ให้แก่เกษตรกร ในรูปแบบออนไลน์ โดยคาดการณ์ว่าน่าจะเปิดให้บริการได้ในปี พ.ศ. 2565 โดยจะมีข้อมูลเกี่ยวกับสายพันธุ์พืชพันธุ์ดีชนิดต่างๆ ที่ศูนย์ขยายพันธุ์พืชให้บริการแก่เกษตรกรอยู่ในปัจจุบัน ประกอบด้วยข้อมูลชนิดพืช แหล่งจำหน่าย และช่องทางการติดต่อเพื่อขอรับการบริการพืชพันธุ์ดีของศูนย์ขยายพันธุ์พืชทั้ง 10 แห่งสำหรับเกษตรกรที่สนใจ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลพันธุ์พืชกับศูนย์ขยายพันธุ์พืชได้ทันที เกษตรกรทุกท่านมั่นใจได้ในคุณภาพ “พืชพันธุ์ดีต้องที่ศูนย์ขยายพันธุ์พืช กรมส่งเสริมการเกษตร”

‘บิ๊กป้อม’ เกาะติดตั้งคณะกรรมการลุ่มน้ำ สั่งเร่งทำแผนปฏิบัติการด้านน้ำผ่าน TWP #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/585361

‘บิ๊กป้อม’เกาะติดตั้งคณะกรรมการลุ่มน้ำ สั่งเร่งทำแผนปฏิบัติการด้านน้ำผ่านTWP

วันอังคาร ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“ประวิตร” มั่นใจตั้งคณะกรรมการลุ่มน้ำได้ภายในต้นปีงบประมาณ 2565 หลังกนช.ไฟเขียวแก้กฎกระทรวง พร้อมหน่วยงานที่เก่ี่ยวข้อง เร่งเสนอแผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำผ่านระบบ Thai Water Plan ให้ทันงบประมาณปี 2566

พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังเป็นประธานคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ครั้งที่ 2/2564 เมื่อเร็วๆนี้ ว่า ที่ประชุมยังได้เห็นชอบร่างกฎกระทรวง ฉบับที่…(พ.ศ. ….) ออกตามความใน พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 แก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงการได้มาซึ่งกรรมการลุ่มน้ำ ผู้แทนองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) กรรมการลุ่มน้ำผู้แทนองค์กรผู้ใช้น้ำ และกรรมการลุ่มน้ำผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการลุ่มน้ำ พ.ศ. 2564 ตามความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ระบุว่า เมื่อพ้นกำหนดสองปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ.2561 บังคับใช้ (มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2562) การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการลุ่มน้ำเดิมต้องสิ้นสุดลง

ดังนั้น เพื่อให้การขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องจึงจำเป็นต้องแก้ไขกฎกระทรวงดังกล่าว เพื่อให้มีคณะกรรมการลุ่มน้ำชุดแรกโดยเร็ว โดยได้มอบหมายให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) นำร่างกฎกระทรวงที่แก้ไข เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ และประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยเมื่อกฎกระทรวงฉบับแก้ไขประกาศใช้แล้ว จะได้ดำเนินการสรรหาคณะกรรมการลุ่มน้ำทุกลุ่มน้ำให้ทันในต้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 ต่อไป

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุมยังได้เห็นชอบให้หน่วยงานของรัฐและ อปท. ที่จะเสนอขอรับงบประมาณตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ.2566 เป็นต้นไปจัดทำแผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำ ประจำปี 2566 และแผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำ 5 ปี (2566-2570) ผ่านระบบ Thai Water Plan (TWP)ซึ่งเป็นระบบที่ สทนช.ได้พัฒนาขึ้นโดยเข้าใช้งานได้ 3 แพลตฟอร์ม ได้แก่ iOS Android และ Windows เพื่อรวบรวมและวิเคราะห์แผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำของประเทศ รวมทั้งการติดตามประเมินผลโครงการด้านทรัพยากรน้ำได้อย่างเป็นปัจจุบัน โดยมีกระบวนการและปฏิทินการเสนอแผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำ ผ่านระบบ Thai Water Plan

สำหรับการจัดทำแผนปฏิบัติการน้ำ ปี 2566-2570 แบ่งเป็น 3 ช่วง โดยเริ่มที่หน่วยงานและจังหวัดจัดทำแผนปฏิบัติการและยืนยันแผนในระบบภายในเดือนมิถุนายน – สิงหาคม 2564 จากนั้นจะเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการในพื้นที่คือ อนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัด และคณะกรรมการลุ่มน้ำในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม 2564 และเข้าสู่การพิจารณาของ กนช. โดย สทนช. ในฐานะเลขานุการ กนช. จะวิเคราะห์และจัดทำแผนปฏิบัติการน้ำของประเทศ ในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2564 และเสนอ กนช. พิจารณาภายในเดือนธันวาคม 2564 เพื่อให้ทันตามปฏิทินงบประมาณปี 2566 ที่คาดว่าสำนักงบประมาณจะให้หน่วยงานเสนอแผนผ่านระบบ budgeting ช่วงเดือนมกราคม 2565

นอกจากนี้ กนช.ยังเห็นชอบให้เร่งรัดทุกหน่วยงานดำเนินการลงทะเบียนแหล่งน้ำ ผ่านระบบ Thai Water Resources (http://twrc.onwr.go.th) เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการเสนอขอตั้งงบประมาณ พิจารณาแผนงาน/โครงการ สามารถตรวจสอบหน่วยงานที่รับผิดชอบ ลดความซ้ำซ้อนของแผนงาน/โครงการในแหล่งน้ำเดียวกัน โดยให้เชื่อมโยงกับระบบ Thai Water Plan ซึ่งจะทำให้การจัดทำแผนปฏิบัติการด้านบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศมีความสมบูรณ์ ครอบคลุมในทุกมิติ สะดวกและรวดเร็วมีความโปร่งใส สามารถใช้งบประมาณได้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด