สกู๊ปพิเศษ : วิสาหกิจชุมชนอุทัยฯปลูกกัญชาแปรรูป สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้กับชุมชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/585103

สกู๊ปพิเศษ : วิสาหกิจชุมชนอุทัยฯปลูกกัญชาแปรรูป สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้กับชุมชน

วันจันทร์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

การันตีทำเงินได้ไม่ต่ำกว่า 200,000 บาทต่อเดือน คนห้วยคตรวมตัวตั้ง “วิสาหกิจชุมชนสุขฤทัย” ปลูกกัญชาโรงเรือนเดียว แปรรูปต่อยอดทำผลิตภัณฑ์อาหารคาวหวาน ทั้งแกง ต้ม ผัด ทอด ทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำ เล็งขยายเฟสสองต่อ

หลังจากมีการปลดล็อกกัญชา เปิดทางให้มีการนำ “กิ่ง ก้าน ราก ใบ” มาใช้ทางการแพทย์-แปรรูปอย่างแพร่หลาย..ทำให้ขณะนี้ “กัญชา”เริ่มกลายเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญในหลายพื้นที่ ซึ่งในจังหวัดอุทัยธานี พบว่า “วิสาหกิจชุมชนสุขฤทัยเกษตรปลอดภัย บ้านหมู่ 6 ต.สุขฤทัย อ.ห้วยคต จ.อุทัยธานี” ได้แปรรูปกัญชาเป็นผลิตภัณฑ์ผสมกัญชาออกมาจำหน่ายสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจให้แก่คนในชุมชนได้

นายไกรราช เล่าเกษตรวิทย์ ประธานวิสาหกิจชุมชนสุขฤทัยเกษตรปลอดภัย อ.ห้วยคต จ.อุทัยธานี กล่าวว่า ก่อนหน้านั้นตนเองได้ลงทุนปลูกต้นเมล่อน และได้ตั้งชื่อว่า สุขฤทัยฟาร์มเมล่อนอุทัยธานี มาได้ 5 ปี ไม่ประสบความสำเร็จ โดยขาดทุนมาตลอด หลังจากนั้นตนเองก็ได้มีแนวความคิดใหม่พรรคภูมิใจไทย นโยบายกัญชา ก็ไปขอเอกสารการปลูกต้นกัญชา  หลังจากนั้นตนเองก็ได้เข้าร่วมกับ รพ.สต.สุขฤทัย ก็ได้รับอนุญาตในการปลูกต้นกัญชา โดยเริ่มต้นในการปลูก 10 ม.ค. 2564 ที่ผ่านมา หลังจากนั้นตนเองก็ได้จัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสุขฤทัยเกษตรปลอดภัย พร้อมกับได้นำผลผลิตของกัญชามาจัดแปรรูปเป็นอาหารต่างๆการปลูกกัญชาในปัจจุบันบอกได้เลยว่าเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ของประเทศไทยที่สามารถทำรายได้ให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนของเรา  และก็เป็นโอกาสดีที่เกษตรกรได้เข้าถึงยาคืออย่างน้อยก็ปลูกมาปรุงกันเองในชุมชนได้

แต่สำหรับวิสาหกิจชุมชนของเราซึ่งมีสมาชิกหลายคน จึงมีการแยกให้แต่ละคนนำกิ่ง ก้าน ราก ใบกัญชา ไปต่อยอดแปรรูปตามที่แต่ละคนถนัด เช่น นางน้อย ต้องการที่จะทำก๋วยเตี๋ยว อีกคนหนึ่งทำข้าวผัด อีกคนหนึ่งทำน้ำพริก อีกคนทำกาแฟ ทำอะไรก็ได้ที่แต่ละคนถนัด ซึ่งเป็นการระดมความคิด ความสามารถแต่ละคนออกมา หลังจากนั้นได้นำผลิตภัณฑ์ของตนเองออกจำหน่าย ก็นำรายได้มาร่วมกัน แล้วหักค่าส่วนต่างๆ ของแต่ละคนออกไป หลังจากนั้นผลกำไรก็นำเข้าสู้กลุ่ม หลังจากครบรอบของกัญชาก็จะนำผลประโยชน์มาแบ่งกันไปแต่ละคน ซึ่งสร้างรายได้ให้แต่ละคนอย่างงาม

กระทั่งทำให้กัญชาที่ทางวิสาหกิจชุมชนฯ ร่วมกันปลูกแบบปลอดสารพิษอยู่ 1 โรงเรือน 50 ต้น สามารถนำมาต่อยอดแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ผสมกัญชาได้อย่างหลากหลาย เช่น กล้วยฉาบ มันฝรั่ง มันม่วง มันญี่ปุ่น ป๊อปคอร์น จะขายอยู่ที่ราคาถุงละ 35 บาท พริกทอดเคลือบผงใบกัญชา 100 บาท และพริกแกงผสมผงใบกัญญา กิโลกรัมละ 220 บาท ยาหม่อง 88 บาท ชากัญชา ชงร้อน ถุงละ 100 บาท น้ำต้มกัญชาพร้อมดื่ม ขายขวดละ 35 บาท ก๋วยเตี๋ยวกัญชา 59 บาท และเมนูกับข้าวผสมกัญชาเริ่มต้นที่ 60 บาท นอกจากนี้ยังมี Signature ที่สำคัญอีกตัวหนึ่งก็คือต้มไก่บ้าน ผัดฉ่า

“ตอนนี้ทั้งน้ำต้มกัญชา กล้วย ฉาบกัญชา มันฝรั่งทอดกัญชา มันม่วงทอดกัญชา มันญี่ปุ่นทอดกัญชา ป๊อปคอร์นกัญชา พริกทอดกัญชา พริกแกงกัญชา ที่เป็นสินค้าที่ขายดีจนผลิตไม่ทัน ซึ่งทั้งหมดใช้กิ่ง ก้าน ราก ใบกัญชาคุณภาพปลอดสารพิษของวิสาหกิจชุมชนฯ เป็นส่วนผสมในปริมาณที่เหมาะสม ได้รับความนิยมมาก โดยเฉพาะน้ำต้มกัญชาเรารักกัน  เป็นสินค้าที่ขายดีที่สุดในวิสาหกิจชุมชน มียอดขายหลายพันขวดต่อเดือน สร้างรายได้ให้แก่คนในกลุ่มวิสาหกิจชุมชนได้ไม่ต่ำกว่า 2 แสนบาทต่อเดือนทีเดียว”

นายไกรราชกล่าวด้วยว่า หลังจากผลิตภัณฑ์ผสมกัญชาของวิสาหกิจชุมชนฯ เราได้รับความนิยมมากขึ้น จึงมีโครงการที่จะขยายกำลังการผลิต เพิ่มโรงเรือนปลูกกัญชาในเฟสที่ 2 อีก แต่ในเฟสใหม่นี้ จะเน้นการใช้ประโยชน์จากดอกกัญชา โดยแบ่งผลผลิตที่ได้กับรัฐในสัดส่วน 50 ต่อ 50

นายไกรราช กล่าวต่อว่า สำหรับท่านที่สนใจเข้ามาเที่ยวเข้ามาพูดคุย ขอคำปรึกษา ในเรื่องการขออนุญาตการปลูกต้นกัญชา ที่ถูกต้องตามกฎหมาย  ร่วมทั้งท่านที่จะเข้ามาชิมรสอาหารเมนูกัญชาต่างๆ หรือจะสั่งจองอาหารเมนูกัญชา สามารถติดต่อได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 08-6202-0444 คุณไกรราช หรือกดที่เฟสสุขฤทัยฟาร์มเมล่อนอุทัยธานีโดยจะมี จีพีเอส บอกเส้นทางดังกล่าว

ชายคาพระพิรุณ : 5 กรกฎาคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/585101

ชายคาพระพิรุณ : 5 กรกฎาคม 2564

วันจันทร์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ยังไม่มีทีท่าว่าจะสงบกลับคืนสู่สภาวะปกติได้เมื่อไหร่ ส่งผลกระทบไปทุกหย่อมหญ้า แม้กระทั่งสมาชิกของสหกรณ์และสถาบันเกษตรกรต่างๆ ที่อาจจะมีรายได้ลดลงและกระทบต่อการส่งชำระเงินกู้ให้กับสหกรณ์ที่ตัวเองสังกัดได้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ จึงได้หาแนวทางช่วยเหลือ โดยจับมือกับสหกรณ์ต่างๆ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับสมาชิกที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ซึ่ง นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ บอกว่าได้ขอความร่วมมือสหกรณ์ สถาบันเกษตรกร เดินหน้าช่วยเหลือบรรเทาภาระด้านหนี้สินและลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้กับเพื่อนสมาชิกมาอย่างต่อเนื่องในห้วงที่สถานการณ์ของโรคไวรัส โควิด-19 ยังคงแพร่ระบาดมาตั้งแต่ปี’63 ถึงปัจจุบัน เพื่อเป็นการช่วยเหลือให้สมาชิกสามารถผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้ พร้อมกันนี้หากต้องการพัฒนาหรือเสริมสร้างอาชีพเพื่อให้เกิดรายได้เพิ่ม กรมก็พร้อมที่จะเข้าสนับสนุน โดยล่าสุดกรมได้มีการจัดอบรมสมาชิกในด้านการค้าออนไลน์  ซึ่งปัจจุบันเป็นช่องทางสร้างรายได้ที่สำคัญ ในขณะที่โครงการลูกหลานเกษตรกรกลับบ้านและโครงการซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ จะเป็นอีกช่องทางด้านตลาดเปิดให้สมาชิกสหกรณ์นำสินค้ามาจำหน่ายในแต่ละพื้นที่

สำหรับผลการช่วยเหลือสมาชิกในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา พบว่า ท่านอธิบดีวิศิษฐ์ บอกว่า สามารถที่จะช่วยบรรเทาผลกระทบให้กับสมาชิกได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งจากการเก็บข้อมูลนับแต่วันออกมาตรการ เม.ย.2563- พ.ค.  2564 รวมมูลค่าที่ช่วยลดผลกระทบกว่า  5 หมื่นล้านบาท การให้ความช่วยเหลือสมาชิกด้านหนี้สินและการลดดอกเบี้ยเงินกู้ เป็นนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อีกทั้งเป็นนโยบายสำคัญของนางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์  รมช.เกษตรฯ ที่ให้กรมประสานกับสหกรณ์และสถาบันเกษตรกรให้ความช่วยเหลือสมาชิกตั้งแต่เริ่มการระบาดของโควิด-19 เมื่อปี 2563 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนตั้งแต่เกิดสถานการณ์ โดยกรมได้วางกรอบมาตรการช่วยเหลือไว้ ซึ่งจากข้อมูลผลการช่วยเหลือ ณ ปี  2563 ถึงปัจจุบัน(พ.ค. 2564) จากสหกรณ์ที่มีมาตรการช่วยเหลือสมาชิกทั้งสิ้น  2,502 แห่ง หรือร้อยละ 33.01% ของสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรที่มีการรวบรวมข้อมูล 7,500 แห่ง ซึ่งจากผลที่มีการเก็บข้อมูลผลการช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา พบว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจในระดับหนึ่ง เพราะเป็นการสะท้อนว่าในยามวิกฤติ วงการสหกรณ์จะไม่ทิ้งกันและพร้อมที่จะช่วยเหลือเพื่อนสมาชิกให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้

ส่วนผลการบรรเทาความเดือดร้อนของสมาชิกสหกรณ์/สถาบันเกษตรกร ประกอบด้วย 1. มาตรการพักชำระหนี้ให้กับสมาชิกสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร จำนวน  620 แห่ง  172,845  ราย  เฉลี่ยรายละ  2 แสนบาท มูลหนี้รวม 32,229.83  ล้านบาท  2.การลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ให้กับสมาชิกสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร เฉลี่ยร้อยละ 0.75-1.50 (ตามชั้นลูกหนี้)  611 แห่ง  511,540 ราย  3.ลดภาระส่งค่าหุ้นโดยการปรับลดและ/หรืองดส่งค่าหุ้นชั่วคราว 360 แห่ง  217,814  ราย คิดเป็นมูลค่า 1,026.51 ล้านบาท 4. การปรับโครงสร้างหนี้ให้กับสมาชิกที่มีความประสงค์ยื่นขอจัดทำแผนจัดการหนี้ 342 แห่ง 50,952 ราย(54,126 สัญญา) มูลหนี้รวม 18,189.97 ล้านบาท สถาบันเกษตรกรรับภาระหนี้ 5,702.95 ล้านบาท 5.ประกันสุขภาพ พัฒนาอาชีพเสริม เงินบริจาคช่วยเหลือครอบครัว ถุงยังชีพ 303 แห่ง 122,591 ครัวเรือน/ชุมชน 138.05 ล้านบาท 6. การลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับสมาชิกในด้านสุขภาพอนามัยและส่วนลดในการจัดหาสินค้าอุปโภค-บริโภค มาจำหน่าย 278 แห่ง 182,909  ราย ค่าใช้จ่ายในการช่วยเหลือสมาชิก182.29 ล้านบาท…

ขุนเกษตรา

‘บิ๊กป้อม’ สั่งรับมือฝนทิ้งช่วงเดือน ก.ค. จับตา 8 เขื่อนน้ำมาก- 58 จว. เสี่ยงอุทกภัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/585104

‘บิ๊กป้อม’สั่งรับมือฝนทิ้งช่วงเดือนก.ค. จับตา8เขื่อนน้ำมาก-58จว.เสี่ยงอุทกภัย

วันจันทร์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กนช.เกาะติดสถานการณ์น้ำ “รองนายกฯ ประวิตร” สั่งเตรียมความพร้อมรับมือฝนทิ้งช่วงเดือนกรกฎาคม หลังประเมิน 3 เขื่อนใหญ่ “ภูมิพล – กิ่วลม –ทับเสลา” น้ำใช้การฯ เหลือศูนย์ แต่สถานการณ์จะคลี่คลายหลังเดือนกรกฎาคม คาดเขื่อนใหญ่ 8 แห่ง เสี่ยงน้ำมากกว่า 80% และมีพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยสูงสุดในเดือนตุลาคมถึง 58 จังหวัด

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ครั้งที่ 2/2564 เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2564 ณ ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งมี พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในการประชุมว่า ที่ประชุมรับทราบสถานการณ์น้ำในปัจจุบัน และเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งปฏิบัติการเตรียมพร้อมรับมือตาม 10 มาตรการรับฤดูฝน ทั้งก่อนเกิดภัย ระหว่างเกิดภัย และหลังเกิดภัย เพื่อบริหารจัดการน้ำและปรับมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่มีความแตกต่างกันในหลายพื้นที่ให้เกิดผลกระทบกับประชาชนน้อยที่สุด โดยล่าสุด พบว่าปริมาณน้ำต้นทุนในแหล่งน้ำทั่วประเทศมีอยู่ทั้งสิ้น 36,943 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 45 ของความจุ เป็นปริมาณน้ำใช้การได้ 12,866 ล้าน ลบ.ม. แบ่งเป็น แหล่งน้ำขนาดใหญ่ ปริมาณน้ำ 32,344 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 45 แหล่งน้ำขนาดกลาง ปริมาณน้ำ 2,732 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 50 และแหล่งน้ำขนาดเล็ก มีปริมาณน้ำ 1,868 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 37 ของความจุ อย่างไรก็ตาม แม้ขณะนี้จะเป็นช่วงฤดูฝน แต่มีบางพื้นที่ที่ฝนทิ้งช่วงและมีความเสี่ยงภัยแล้งในฤดูฝนปี 2564 เนื่องจากปริมาณฝนตกน้อยกว่าค่าเฉลี่ยหรือเท่ากับค่าเฉลี่ย โดยในเดือนกรกฎาคมมีพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง รวม 1,384 ตำบล 213 อำเภอ 24 จังหวัด และเดือนสิงหาคม จำนวน 1,603 ตำบล 272 อำเภอ 34 จังหวัด

นอกจากนี้ ยังคาดการณ์ปริมาณน้ำที่ใช้การได้หลังสิ้นเดือนกรกฎาคม พบว่า มีอ่างเก็บน้ำที่มีความเสี่ยงอยู่ในเกณฑ์น้ำน้อยกว่า 15% ของน้ำที่ใช้การได้ 14 แห่ง ได้แก่ เขื่อนแม่กวงอุดมธาราฯ เขื่อนภูมิพล เขื่อนกิ่วคอหมา เขื่อนกิ่วลม เขื่อนแม่มอก เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดนฯเขืิ่อนทับเสลา เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เขื่อนห้วยหลวง เขื่อนน้ำพุง เขื่อนลำปาว เขื่อนคลองสียัด และเขื่อนศรีนครินทร์ ขณะที่อ่างเก็บน้ำที่มีความเสี่ยงที่มีปริมาณน้ำมากมีเพียงแห่งเดียว คือ อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล คาดว่าในเดือนกรกฎาคม จะมีปริมาณน้ำ102% ของน้ำใช้การได้ และในเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงปลายฤดูฝนได้มีการคาดการณ์ปริมาณน้ำใช้การได้ พบว่า อ่างเก็บน้ำที่มีความเสี่ยงอยู่ในเกณฑ์น้ำมากกว่า 80% จำนวน 8 แห่ง ได้แก่ เขื่อนจุฬาภรณ์ 108% เขื่อนอุบลรัตน์ 101% เขื่อนลำตะคอง 91% เขื่อนลำพระเพลิง 109% เขื่อนขุนด่านปราการชล 99% เขื่อนหนองปลาไหล 116% เขื่อนประแสร์ 94% และ เขื่อนแก่งกระจาน 81%

“รองนายกรัฐมนตรีสั่งการในที่ประชุมให้หน่วยงานทุกหน่วยงานเร่งดำเนินการตาม 10 มาตรการรับมือฤดูฝน โดยเฉพาะการสื่อสาร ต้องประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับรู้และรับทราบ เพื่อจะได้เตรียมตัวได้ทันต่อสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น พร้อมทั้งสั่งการให้ทุกหน่วยงานเตรียมความพร้อมในการป้องกันปัญหาในระหว่างที่ฝนทิ้งช่วงที่จะเกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคมนี้ และเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน” เลขาธิการ สทนช.กล่าวในตอนท้าย

กลุ่มเครือข่ายโคล้านนายื่น ‘อนุทิน’ เร่ง อย. อนุมัตินำเข้าวัคซีนลัมปีสกิน ช่วยสกัดโรคระบาดในโค-กระบือ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/585102

กลุ่มเครือข่ายโคล้านนายื่น‘อนุทิน’ เร่งอย.อนุมัตินำเข้าวัคซีนลัมปีสกิน ช่วยสกัดโรคระบาดในโค-กระบือ

วันจันทร์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

จากกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เดินทางไปตรวจสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ในพื้นที่ จ.เชียงราย ที่โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ อ.เมือง จ.เชียงราย กลุ่มเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนโคเนื้อล้านนา นำโดย นายนเรศ รัศมีจันทร์ ประธานเครือข่ายฯ พร้อมสมาชิกใน 8 จังหวัดภาคเหนือ ได้เข้ายื่นหนังสือเพื่อขอให้ช่วยเหลือเร่งรัดการใช้วัคซีนเพื่อการป้องกันโรคลัมปีสกิน ในโคกระบือ ซึ่งกำลังระบาดหนักอยู่ในขณะนี้ โดยทางเครือข่ายระบุว่าปัจจุบันกำลังประสบปัญหาจากการระบาดของโรคลัมปีสกิน อย่างหนัก และเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อตลาดโคเนื้อจึงขอให้รัฐบาลได้เร่งรัดกระบวนการจัดหาวัคซีนทั้งการจัดหาโดยรัฐและการจัดหาเองโดยภาคเอกชนโดยด่วน 

นายนเรศ กล่าวว่า ปัจจุบันเครือข่ายใน 8 จังหวัดภาคเหนือ มีสมาชิกอยู่รวมกันประมาณ 600 กลุ่ม มีโคเนื้อในเครือข่ายรวมกันประมาณ 3,000 ตัว โดยมีทั้งพันธุ์ผสมยุโรปและบีฟมาสเตอร์ แต่ปรากฏว่าตั้งแต่ช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย.เป็นต้นมา โรคได้เริ่มระบาดอย่างหนักทำให้มีโคติดเชื้อกว่า 20-30% โดยมีแมลงเป็นพาหนะซึ่งแม้จะเป็นโรคที่รักษาได้และสามารถป้องกันด้วยการสุมไฟ กางมุ้ง ฯลฯ แต่ก็ทำได้ไม่เต็มที่ และยังกลับมีผลทำให้โคตัวเมียที่ติดเชื้อมีโอกาสติดลูกยาก จึงทำให้โรคนี้ได้ส่งผลกระทบทั้งในระยะสั้นและระยาว ดังนั้นล่าสุดกลุ่มเครือข่ายเกษตรกรทั่วประเทศ จึงมอบให้บริษัทเวท อะกริเทค จำกัด ได้นำเข้าวัคซีนป้องกันโรคลัมปี สกิน แต่ทราบว่ายังติดขัดเรื่องการพิจารณาอนุญาตขององค์การอาหารและยา (อย.) จึงได้เดินทางยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เพื่อขอความอนุเคราะห์ให้เร่งรัดกระบวนการโดยถือเป็นภาวะฉุกเฉินด้วย 

นายนเรศ กล่าวอีกว่า โคเนื้อแต่ละตัวมีต้นทุนตัวละประมาณ 40,000 บาท จากนั้นเมื่อขุนจนโตและสามารถจำหน่ายได้ก็จะได้ราคาประมาณ 60,000 บาท แต่เมื่อต้องเผชิญกับโรคลัมปี สกิน ทำให้เสียต้นทุนในการรักษาตัวละตั้งแต่ 2,000-3,000 บาท จนไปถึงนับหมื่นบาททำให้ต้องประสบภาวะขาดทุนอย่างหนัก โดยเฉพาะการระบาดที่ยังไม่มีทีท่าจะยุติ เช่น ฟาร์มโคนมใน อ.แม่ลาว จ.เชียงราย ซึ่งมีอยู่ 52 แห่ง ก็พบว่ามีการระบาดไปกว่า 47 แห่งแล้ว ซึ่งจากการยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีและยืนยันว่าจะช่วยเร่งรัดกระบวนการให้แล้วเสร็จ 

สกู๊ปพิเศษ : เปิดไร่อินทผลัมจุดแลนด์มาร์คแห่งใหม่พิษณุโลก กระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงเกษตรเอาใจคนรักสุขภาพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/584518

สกู๊ปพิเศษ : เปิดไร่อินทผลัมจุดแลนด์มาร์คแห่งใหม่พิษณุโลก กระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงเกษตรเอาใจคนรักสุขภาพ

สกู๊ปพิเศษ : เปิดไร่อินทผลัมจุดแลนด์มาร์คแห่งใหม่พิษณุโลก กระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงเกษตรเอาใจคนรักสุขภาพ

วันศุกร์ ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

พาไปบุกไร่อินทผลัม จุดแลนด์มาร์คและจุดเช็คอินแห่งใหม่ในรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงเกษตรอินทรีย์ที่ “ไร่สอนสิริ” ตั้งอยู่ที่ม.6 ต.หอกลอง อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก ของนายสมชัยแสนสิริบรรพต อายุ 44 ปีที่พาผู้สื่อข่าวเดินชมไร่อินทผลัมบนพื้นที่กว่า 13 ไร่ ที่พร้อมเปิดแล้วอย่างเป็นทางการ รอต้อนรับนักท่องเที่ยวสายเกษตรอินทรีย์ และผู้ที่ชื่นชอบทานผลอินทผลัม สายพันธุ์นำเข้า ที่นอกจากรสชาติจะอร่อยแล้ว ยังให้คุณประโยชน์ต่อร่างกายที่หลากหลาย เรียกได้ว่าเป็นผลไม้ที่สุดยอดประโยชน์ที่คนเริ่มหันมาสนใจทานกันมากขึ้น

นายสมชัย แสนสิริบรรพต ได้เล่าให้ฟังว่า แต่เดิมตนและครอบครัวทำธุรกิจเกี่ยวกับค้าขายสินค้าเบเกอรี่ และทุกคนในครอบครัวชื่นชอบการรับประทานทานอินทผลัมมาก แต่เวลาที่ซื้อมาทานคือความรู้สึกเหมือนแบบมันยังไม่สุด บางทีต้องมาลุ้นว่าซื้อมาแล้วอร่อยไหม หวานไหมฝาดหรือเปล่า ก็เลยตัดสินใจที่จะทำอาชีพเสริมเริ่มต้นจากสิ่งที่เรารัก คือทำไร่อินทผลัมเองเมื่อ 5 ปีก่อน คัดเลือกสายพันธุ์ที่จะนำมาปลูก เป็นสายพันธุ์นำเข้าจากต่างประเทศ อาทิ สายพันธุ์บาฮีแดง บาฮีเหลือง โคไนซี เบรมและสายพันธุ์ อัมเอ็ดดาฮา เป็นต้น โดยต้นอินทผลัมนำเข้ามาจากประเทศอังกฤษและ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยทางไร่ได้นำต้นกล้าที่เพาะมาจากเนื้อเยื่อจากต่างประเทศมาเพาะปลูก แบ่งเป็นตัวผู้ 50 ต้น ตัวเมีย 250 ต้น บนพื้นที่ 13 ไร่ โดยปีนี้เป็นปีที่ 2 แล้วสำหรับการให้ผลผลิตแบบเต็มที่

อินทผลัมเป็นพืชประเภทปาล์ม มีอายุที่ยืนยาวประมาณ 100 ถึง 120 ปี เป็นพืชที่ชอบแสงแดด ชอบอากาศร้อน แต่ขาดน้ำไม่ได้ไม่ชอบดินชุ่ม ปลูกกับดินปนทรายจะดีที่สุด และศัตรูของต้นอินทผลัม คือด้วงแรด ด้วงงวงช้าง ซึ่งทางไร่จะใช้วิธีกำจัดแบบอินทรีย์ไม่ใช้สารเคมี จึงมั่นใจได้ในผลอินทผลัมทุกเมล็ด

นายสมชัย แสนสิริบรรพต บอกต่ออีกว่า อินทผลัมเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความต้องการสูงในช่วงเทศกาลถือศีลอด ของชาวมุสลิม และเป็นตัวยาที่ลดโรคเบาหวาน โดยทั่วไปแล้วอินทผลัมสามารถรับประทานแบบดิบและแบบแห้งแบบดิบจะมีรสชาติหวานน้อยเนื้อกรอบ แบบแห้งจะมีรสชาติหวานภายในเนื้อของอินทผลัมชุ่มฉ่ำเหมือนน้ำเชื่อม รสชาติอร่อย แตกต่างกับที่บรรจุอยู่ในกล่องจำหน่ายห้างร้านต่างๆ

ปัจจุบันราคาขายหน้าสวนเริ่มต้นกิโลกรัมละ 400 เป็นต้นไปแล้วแต่สายพันธุ์ ถ้าต้องการรับซื้อในราคาส่ง แบบหลักเป็นตัน หรือหลายๆ ตัน ทางไร่ก็มีจำหน่ายในราคาส่งอีกด้วยท่านใดที่สนใจอยากจะท่องเที่ยวเชิงเกษตรอินทรีย์ ที่ไร่สอนสิริอินทผลัม ก็สามารถ เดินทางไปได้ ไร่สอนสิริ ตั้งอยู่ ม.6 ตำบลหอกลอง อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก (ใกล้เคียงวัดหอกลอง) สอบถามเส้นทางได้ทางเพจ : อินทผลัม ไร่แสนสิริ เบอร์ติดต่อ 096-6588816 ไร่เปิดทุกวันจันทร์-เสาร์ ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น.