เทศบาลนครแม่สอดเตรียมพร้อมจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม 100 เตียงรองรับสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/584514

เทศบาลนครแม่สอดเตรียมพร้อมจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม100เตียงรองรับสถานการณ์ไวรัสโควิด-19

วันศุกร์ ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ว่าที่ ร.ต.ประเสริฐ ปวงละคร นายกเทศมนตรีนครแม่สอด มอบหมายให้ว่าที่พันตรี ดร.ไพฑูรย์ ปริญญาธรรมกุลผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์ และงบประมาณ รักษาราชการแทน รองปลัดเทศบาลนครแม่สอด พร้อมด้วยนายเฉลิมเกียรติ ปัญญาสว่าง ผู้อำนวยกองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่สำรวจความพร้อมเตรียมจัดอุปกรณ์อำนวยความสะดวกโรงพยาบาลสนาม เพื่อรองรับผู้ป่วยเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)ที่กำลังระบาดอยู่ในพื้นที่หมู่ที่ 2 และหมู่ที่ 3ของ ต.แม่ตาว อ.แม่สอด ซึ่งทางคณะกรรมการโรคติดต่อ จ.ตาก ได้มีมติให้ใช้สนามกีฬา 5 อำเภอชายแดนของเทศบาลนครแม่สอด เป็นโรงพยาบาลสนาม เนื่องจากเป็นพื้นที่กว้างขวางมีอาคารรองรับผู้ป่วยได้

ว่าที่พันตรีไพฑูรย์ กล่าวว่า ได้นำส่วนการงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่สำรวจความพร้อมในการจัดอุปกรณ์อำนวยความสะดวกโรงพยาบาลสนาม ประกอบด้วย เตียงผู้ป่วยซึ่งเป็นกล่องกระดาษ จำนวน 100 เตียง ระบบไฟฟ้า ห้องน้ำ ระบบความปลอดภัย คาดว่าจะเริ่มลงมือจัดตั้งอุปกรณ์ภายในสัปดาห์นี้

สำหรับสถานการณ์การระบาดของโรคโควิค-19 ในพื้นที่ อ.แม่สอด ยังคงพบผู้ป่วยต่อเนื่อง หลังจากทีมสาธารณสุข ทีมแพทย์โรงพยาบาลแม่สอด ลงพื้นที่เชิงรุกตรวจหาผู้ติดเชื้อโควิด-19 (Swab) ข้อมูลจากโรงพยาบาลแม่สอดเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2564 แจ้งว่า มีผู้ป่วยโควิด-19 ในโรงพยาบาลสนามที่ใช้สถานประกอบการโรงงานต่างๆ ที่มีอาคาร และเอื้อต่อการรักษาผู้ป่วยที่เป็นแรงงานต่างด้าว สัญชาติเมียนมาโดยไม่ต้องเคลื่อนย้าย ทั้งหมด 4 แห่ง จำนวน 379 ราย โรงพยาบาลรัฐ และเอกชนในพื้นที่ อ.แม่สอด 2 แห่ง โรงพยาบาลแม่ระมาด 1 แห่ง ผู้ป่วยทั้งหมด 158 ราย และผู้ป่วยที่รอการรักษา แต่พักรออีกจำนวน 104 ราย รวมทั้งหมด 641 ราย

นอกจากนี้ นายกเทศมนตรีนครแม่สอด ยังได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม และเจ้าหน้าที่เทศกิจ ลงพื้นที่รณรงค์เชิญชวนให้ประชาชนสวมใส่หน้ากากอนามัย และปฏิบัติตามคำสั่งจังหวัด เรื่องมาตรการป้องกันควบคุมโรคติดเชื้อโควิด-19 จ.ตาก ตลอดเวลาเข้าตลาดพาเจริญ และตลาดสดเทศบาลนครแม่สอด
เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด เนื่องจาก อ.แม่สอด พบผู้ติดเชื้อดังกล่าวเป็นจำนวนมากและเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

‘สหกรณ์ลับแล’ ทำล้งทุเรียนส่งออก ดันหลง-หลินได้ GAP เกษตรกรยิ้มราคาดี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/584517

‘สหกรณ์ลับแล’ทำล้งทุเรียนส่งออก  ดันหลง-หลินได้GAPเกษตรกรยิ้มราคาดี

‘สหกรณ์ลับแล’ทำล้งทุเรียนส่งออก ดันหลง-หลินได้GAPเกษตรกรยิ้มราคาดี

วันศุกร์ ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ทุเรียนหลง-หลินลับแล และทุเรียนหมอนทอง ถือว่าเป็นผลไม้ที่สร้างชื่อเสียงและสร้างรายได้เข้าสู่จังหวัดอุตรดิตถ์ไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาทต่อปี สหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จำกัด สาขาหัวดง จึงใช้ระบบสหกรณ์มาดำเนินการรวบรวมผลผลิตจากเกษตรกร โดยเปิดเป็นอาคารรวบรวมทุเรียนเพื่อการส่งออก สหกรณ์ฯ สาขาหัวดง เพื่อเป็นตัวกลางในการซื้อขาย รวมถึงการคัดคุณภาพระหว่างเกษตรกรสมาชิกกับผู้ประกอบการ ให้มีมาตรฐานเดียวกัน โดยมีการรับรองคุณภาพ สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ทำให้ราคาที่สมาชิกได้รับสูงกว่าตลาดทั่วไป

นางสุธาสินี แดงแม่พูล ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จำกัด สาขาหัวดงเปิดเผยว่า สมาชิกของสหกรณ์ฯ สาขาหัวดง ซึ่งมีอยู่ 2,162 คน ส่วนใหญ่มีอาชีพทำสวนผลไม้ทั้งทุเรียน ลองกอง มะยงชิด แต่มักประสบปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำในช่วงที่มีผลไม้ออกสู่ตลาดมาก ทางสหกรณ์ฯ จึงมองว่าหากมีสถานที่รวบรวมผลผลิตและจัดจำหน่ายเพื่อช่วยเหลือสมาชิกก็จะช่วยแก้ปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำได้คณะกรรมการสหกรณ์จึงมีมติใช้เงินดำเนินงานของสหกรณ์ฯ ดำเนินการจัดสร้างอาคารรวบรวมผลไม้ (ล้ง) ขนาดพื้นที่ 1,320 ตารางเมตร ให้เป็นศูนย์รวบรวมและจัดจำหน่ายผลไม้ที่มีมาตรฐานตามระบบการจัดการที่ดี (Good Manufacturing Practice : GMP) เพื่อผลักดันผลผลิตส่งจำหน่ายไปยังต่างประเทศ แต่เนื่องจากเป็นปีแรกของการดำเนินงาน สหกรณ์ฯ ยังไม่มีประสบการณ์ ในเบื้องต้นจึงให้ผู้ประกอบการเข้ามาเช่าดำเนินการ โดยสหกรณ์ฯ และผู้ประกอบการได้ร่วมกันเปิดรับซื้อทุเรียนจากสมาชิก เพื่อส่งออกไปยังประเทศจีนมาตั้งแต่ช่วงประมาณปลายเดือนพฤษภาคม 2564 สหกรณ์ฯ ได้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการซื้อขายผลผลิตและการคัดคุณภาพระหว่างสมาชิกและผู้ประกอบการ
พร้อมกับมีการรับรองคุณภาพมาตรฐานและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ดังนั้น สมาชิกจะต้องพัฒนาการผลิตให้ได้มาตรฐาน GAP เท่านั้น จึงจะทำให้จำหน่ายทุเรียนได้ราคาสูงกว่าตลาดทั่วไป

ทั้งนี้ สหกรณ์ฯ ได้มีการสำรวจและส่งเสริมให้สมาชิกจัดทำระบบ GAP ของผลผลิตแต่ละชนิด ส่งเสริมให้ลดการใช้สารเคมี รวมถึงการเรียนรู้และปรับใช้วิธีการใหม่ๆ เพื่อพัฒนาผลผลิตมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะมีการพิจารณาตั้งแต่พื้นที่การปลูก การดูแลรักษา การเก็บเกี่ยว และการจัดการหลังเก็บเกี่ยว เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ มีลักษณะตรงตามความต้องการ และมีความปลอดภัยต่อการบริโภค ข้อมูล ณ วันที่25 มิถุนายน 2564 สหกรณ์ฯ มีจำนวนเกษตรกรสมาชิกที่จดทะเบียนรับรองแหล่งผลิต (GAP) ทุเรียนแล้ว 118 ราย รวมพื้นที่ 226 ไร่ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี เนื่องจากสหกรณ์ฯ ได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ในโครงการจ้างที่ปรึกษาเพื่อยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรคุณภาพของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรสู่มาตรฐาน GAP ทำการเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่า ส่วนในด้านโรงคัดบรรจุผลไม้หรืออาคารรวบรวมผลผลิต (ล้ง) ก็จะต้องผ่านมาตรฐานหลักเกณฑ์และวิธีการที่ดีในการผลิต (GMP) เพื่อยืนยันสำหรับการส่งออกเช่นเดียวกัน

ผลจากการดำเนินงานตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา สหกรณ์ฯ ได้จัดส่งทุเรียนหลง-หลินลับแลชุดแรก ไปยังประเทศจีนและฮ่องกง จำนวน 200 กิโลกรัม โดยเป็นการทดลองเปิดตลาดในปีแรก ซึ่งได้ผลการตอบรับที่ดีและเตรียมดำเนินการจัดส่งรอบต่อไป ส่วนทุเรียนหมอนทอง ดำเนินการจัดส่งไปแล้วจำนวน 500 กว่าตัน มูลค่า 78 ล้านบาท คาดว่าตลอดทั้งปีนี้สหกรณ์ฯ จะสามารถส่งออกทุเรียนได้ประมาณ 5,000 ตัน โดยส่วนใหญ่จะเป็นหมอนทองและมีหลง-หลินลับแล บางส่วน

การที่สหกรณ์ฯ ดำเนินการจัดตั้งศูนย์รวบรวมผลผลิตและจัดจำหน่ายผลผลิตไปยังต่างประเทศ ส่งผลให้เกษตรกรที่เป็นสมาชิกได้จำหน่ายผลผลิตในราคาที่สูงกว่าท้องตลาดและเป็นธรรม โดยทุเรียนเกรด A รับซื้ออยู่ที่ราคา 150 บาทต่อกิโลกรัม และเกรด B ราคา 90 บาทต่อกิโลกรัม (ราคา ณ วันที่ 25 มิถุนายน 2564) ซึ่งเป็นราคาที่สูงกว่าตลาดทั่วไปประมาณ 10 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้สมาชิกมั่นใจว่าสหกรณ์ฯ สามารถเป็นศูนย์กลางในการช่วยเหลือสมาชิกได้ โดยมีกรมส่งเสริมสหกรณ์คอยเข้ามาให้คำแนะนำและทำหน้าที่ประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้การดำเนินงานของสหกรณ์ฯ มีความคล่องตัว

“การดำเนินงานของสหกรณ์ฯ ได้มีการนำวิธีการสหกรณ์เข้ามาบริหารจัดการเพื่อสร้างแรงจูงใจและเพื่อให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดกับสมาชิก ซึ่งนอกจากสมาชิกได้จำหน่ายผลผลิตในราคาสูงและเป็นธรรมแล้ว สมาชิกได้รับเงินจัดสรรเฉลี่ยคืนอีก 2% จากยอดจำหน่ายของแต่ละรายอีกด้วย ซึ่งจะทำให้สมาชิกมีรายได้เพิ่มขึ้น และมั่นใจในกระบวนการดำเนินงาน ซึ่งจากผลสำเร็จในปีนี้ สหกรณ์ฯ จึงได้วางเป้าหมายในปีต่อไปเพื่อให้สมาชิกนำผลผลิตมารวบรวมที่สหกรณ์ฯมากที่สุด โดยเจ้าหน้าที่ของเรา ก็จะต้องเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากผู้ประกอบการให้มากที่สุด แบ่งหน้าหน้าที่กันทำงานอย่างเป็นระบบสหกรณ์เป็นผู้รวบรวมผลผลิต ผู้ประกอบการประสานงานเรื่องตลาด เพื่อความยั่งยืนต่อไปในอนาคต” นางสุธาสินี กล่าว

ด้าน นายประสิทธิ์ ปทุมศรี สมาชิกของสหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จำกัด สาขาหัวดง เปิดเผยว่า ทำสวนทุเรียนอยู่ 40 ไร่ ก่อนหน้านี้จำหน่ายผลผลิตผ่านพ่อค้าคนกลาง ซึ่งมักไม่ค่อยได้ราคาที่พึงพอใจ แต่เมื่อสหกรณ์ฯ เปิดศูนย์รวบรวมผลผลิต จึงนำมาจำหน่ายที่สหกรณ์ ทำให้ได้ราคาสูงกว่าจำหน่ายให้พ่อค้าคนกลางเฉลี่ยกิโลกรัมละ 10 บาท แต่มีเงื่อนไขว่าสวนจะต้องผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP จากกรมวิชาการเกษตรเท่านั้น อีกทั้ง จะมีเงินจัดสรรเฉลี่ยคืนให้อีก 2% เมื่อสิ้นสุดฤดูกาล ซึ่งทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น จึงนับว่าเป็นบทบาทที่สำคัญของระบบสหกรณ์ ในการช่วยเหลือสมาชิกอีกทางหนึ่ง

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : อุบัติเหตุกับการชะลอขายยาง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/584515

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : อุบัติเหตุกับการชะลอขายยาง

วันศุกร์ ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผมยังจำเหตุการณ์เมื่อปีที่แล้วได้ดี ผมมีโอกาสเดินทางไปพื้นที่รอยต่อภาคเหนือและภาคอีสาน ผ่านสวนยางพาราจำนวนมาก เจอรถตู้วิ่งมาดีๆเข้าโค้งแล้วหมุนประสบอุบัติเหตุตกลงข้างทาง อีกสักครู่เห็นบิ๊กไบค์ล้มลื่นไถลตามพื้นที่ถนนบริเวณเดียวกันผมรีบจอดรถลงไปช่วย โชคดีที่ไม่มีใครเป็นอะไรมาก

ระหว่างที่ผมเดินบนถนนจะเอาสายสลิงไปเกาะรถตู้ เพื่อลากขึ้นมาบนถนน เนื่องจากรถยนต์ผมมีวินซ์ (รอกที่ใช้ลากรถหรือวัตถุที่มีน้ำหนักมาก) นั้น ผมเกือบล้มเหมือนเหยียบน้ำมัน ซึ่งต่อมาผมถึงรู้ว่า ไม่ใช่น้ำมัน แต่มันคือ น้ำยางพารา ที่ชาวบ้านขนส่งแล้วหกลงบนถนน จนกลายเป็นสาเหตุทำให้รถตู้ และบิ๊กไบค์ประสบอุบัติเหตุในครั้งนี้

เมื่อเร็วๆ ได้อ่านข่าว คณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย(กยท.) ไฟเขียวให้ กยท.ดำเนินโครงการชะลอการขายยางของสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง เพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง ระยะ 2 หลังจากประสบผลสำเร็จในโครงการนำร่องที่ดำเนินการเฉพาะยางก้อนถ้วยของสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางเขตภาคเหนือ ทำให้ผมนึกถึงอุบัติเหตุที่ผมได้เห็นเมื่อปีที่แล้ว

ณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการ กยท. บอกว่า โครงการนำร่อง นอกจากจะประสบผลสำเร็จทำให้ราคายางก้อนถ้วยมีเสถียรภาพมากขึ้น เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรมีรายได้เพิ่มมากขึ้น จากผลต่างของราคาที่จำหน่ายสูงสุดถึง 4.50 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้ราคายางที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยจาก 26.56 บาทต่อกิโลกรัมเป็นราคาเฉลี่ย 29.72 บาท หรือเพิ่มขึ้น 3.16 บาทต่อกิโลกรัมแล้ว ยังช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของอาชีพการทำสวนยาง สามารถลดมลภาวะเป็นพิษ ลดอุบัติเหตุทางท้องถนน จากการขนส่งยางก้อนถ้วยเปียกบนท้องถนน ทำให้ถนนเลื่อนได้

วันนี้ขอนำโครงการดีๆ ของ กยท.ดังกล่าวมาเขียนถึงนะครับ

สถานการณ์ราคายางเริ่มลดลงอย่างต่อเนื่อง จากราคายางแผ่นลมควันชั้น 3 เมื่อเดือนพฤษภาคมราคาพุ่งขึ้นถึง 70 บาทต่อกิโลกรัม ตอนนี้ลงมาเหลือที่ 57 บาทต่อกิโลกรัม เช่นเดียวกับยางแผ่นดิบขณะนี้ราคา 56 บาทต่อกิโลกรัม น้ำยางสดลงมาต่ำกว่า 50 บาทต่อกิโลกรัม

การดำเนินโครงการชะลอการขายยางของสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 2 ดังกล่าว กยท.มั่นใจว่าจะทำให้ราคายางมีเสถียรภาพ เพราะเป็นการชะลอปริมาณผลผลิตยางพาราออกสู่ตลาด ช่วยให้สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง มีสภาพคล่องทางการเงินในระหว่างรอขายผลผลิต เมื่อสินค้าออกสู่ตลาดน้อย ราคาก็จะเพิ่มขึ้นตามกลไกทางการตลาด ในขณะที่ผู้ประกอบการจะได้ยางที่มีคุณภาพที่ดี รวมทั้งยังเป็นการยกระดับราคาซื้อขายยางในตลาด และเกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม โดยสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนกับกยท.จะทำหน้าที่ในการขับเคลื่อนบริหารจัดการยางทั้งหมด

โครงการนี้ กยท. ไม่ได้ดำเนินการเฉพาะยางก้อนถ้วยเท่านั้น แต่ยังขยายผลดำเนินโครงการฯ กับน้ำยางสด ยางแผ่นดิบยางแผ่นรมควันด้วย โดยตั้งเป้าในการดำนินโครงการฯไว้ ประมาณ 20,300 ตัน ระยะเวลาของโครงการตั้งแต่ขณะนี้ไปจนถึงเดือน กันยายน 2564

แต่ยางที่เข้าร่วมโครงการ กยท.ได้กำหนดเงื่อนไขว่า จะต้องเป็นยางที่มีคุณภาพ โดย ยางก้อนถ้วยจะต้องมีเป็นยางที่มีค่า DRC 75% และสามารถเก็บได้ไม่น้อยกว่า 1 เดือน โดยไม่เสียคุณภาพ ส่วนน้ำยางสด กำหนดค่า DRC 100% และจะต้องเก็บได้ไม่น้อยกว่า 10 วัน โดยไม่เสียคุณภาพ ในแท็งก์ที่ได้มาตรฐานที่ กยท. กำหนด ในขณะที่ยางแผ่นดิบ ยางแผ่นรมควัน จะต้องเก็บได้ไม่น้อยกว่า 1 เดือนโดยไม่เสียคุณภาพ

เงื่อนไขนี่แหละ..ที่จะช่วยลดอุบัติเหตุที่ผมกล่าวในเบื้องต้นได้ สำหรับสถาบันเกษตรกรที่สนใจร่วมโครงการฯสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานของ กยท.ทั่วประเทศ

รัฐศักดิ์ พลสิงห์

เลยเปิดร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์กัญชา หลากหลายเมนูอาหาร-เครื่องสำอาง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/584198

เลยเปิดร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์กัญชา หลากหลายเมนูอาหาร-เครื่องสำอาง

วันพฤหัสบดี ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายชัยธวัช เนียมศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดเลยเป็นประธานในการเปิดร้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ ท่อมชงชา เป็นร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากกัญชาและกัญชง โดยมีนายแพทย์ปรีดาวรหาร นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) เลย พร้อมกับหัวหน้าส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และกลุ่มเครือข่ายวิสาหกิจผู้ปลูกกัญชาในจังหวัดเลย เข้าร่วมในพิธี ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเลย

นายแพทย์ปรีดา เปิดเผยว่า เขตสุขภาพที่ 8 โดยผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข และคณะกรรมการ Service Plan สาขากัญชา ได้มียุทธศาสตร์การขับเคลื่อนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องครบวงจร ตั้งแต่การปลูก การใช้ประโยชน์ การสร้างรายได้ครอบคลุมทุกจังหวัดในเขตสุขภาพที่ 8 ทางสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเลย ซึ่งมีเป้าหมายส่งเสริม สนับสนุน พัฒนาต่อยอดให้มีผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีส่วนประกอบของกัญชาที่ไม่ใช่ยาเสพติดรวมทั้งส่งเสริมให้มีสถานที่เพื่อดำเนินการทั้งวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์สาธิต แลกเปลี่ยน และเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ ภายใต้ชื่อร้าน ท่อมชงชา (Tomchongcha shop: T2C)

โดยมีที่มาจาก ท่อม หมายถึงกระท่อม ชง หมายถึงกัญชง ชา หมายถึงกัญชา ซึ่งสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเลย ได้เปิดดำเนินการนำร่องเป็นแห่งแรกของจังหวัดเลย ซึ่งมีผู้ประกอบการนำผลิตภัณฑ์สุขภาพ จากวิสาหกิจ ซึ่งเป็นแหล่งปลูกกัญชาที่ได้รับอนุญาต จำนวน 3 แห่ง จาก 6 แห่งที่ได้รับอนุญาตปลูกอย่างถูกกฎหมายของจังหวัดเลย ซึ่งมีวิสาหกิจชุมชนกลุ่มพัฒนาเกษตรกรพัฒนาธุรกิจภาคเอกชน วิสาหกิจชุมชนสมุนไพรภูอ่าง และวิสาหกิจชุมชนกลุ่มพัฒนาเกษตรกรพัฒนาธุรกิจภาคเอกชน และในส่วนผู้ประกอบการร้านอาหารที่ปรุงอาหารมีส่วนประกอบจากกัญชาที่ไม่ใช่ยาเสพติด มีร้านเลยดานัง ที่ขายอาหารที่มีส่วนผสมของกัญชาจำหน่ายภายในร้าน และมีร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์สมุนไพร HERO LOEI และมีร้านจำหน่ายเมี่ยงคำ จากเครือข่าย อำเภอหนองหิน

ภายในงานได้มีการจัดแสดงเมนูสาธิตอาหารปรุงจำหน่ายที่มีส่วนผสมของกัญชา และมีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง สบู่สมุนไพร และชุดต้มยำสมุนไพร ที่มีส่วนประกอบจากกัญชาที่ไม่ใช่ยาเสพติด จากเครือข่ายวิสาหกิจผู้ปลูกกัญชาใน จ.เลย อีกด้วย

ซอกแซกอาเซียน : 1 กรกฎาคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/584205

ซอกแซกอาเซียน  : 1 กรกฎาคม 2564

ซอกแซกอาเซียน : 1 กรกฎาคม 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

แนวคิดเรื่องการจัดหาสถานที่เก็บสำรองข้าวฉุกเฉินที่ผมกล่าวมาในตอนที่แล้ว ซึ่งศึกษาโดยธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย หรือ เอดีบี สมาชิกหลายฝ่ายดูจะไม่ค่อยสนองตอบเท่าไหร่ ทั้งที่น่าจะเกิดประโยชน์มาก เนื่องจากมีการสำรองข้าวจริงเก็บไว้ตลอดเวลา และสามารถนำออกไปช่วยกรณีเกิดภัยธรรมชาติจนเกิดการขาดแคลนขึ้น แต่ทว่าจะว่าไปแล้ว ระบบนี้ก็แทบจะไม่ต่างจากระบบเดิมของแอปเตอร์ที่ออกแบบไว้แล้ว คือ ระบบ Preposition ที่มีการเอาข้าวไปเก็บรักษาไว้ในประเทศที่มีความเสี่ยงสูง และยื่นขอเสนอเป็นเจ้าภาพในการเก็บรักษา ซึ่งมีเป็นประจำอยู่ทุกปีอยู่แล้ว ประกอบกับ หากนำเอาระบบใหม่ที่กล่าวมาใช้ ตัวอย่างเช่น มีการจัดตั้งฉางเก็บสำรองข้าวในประเทศไทย สิ่งที่จะตามมา คือ ค่าใช้จ่ายในการเช่าหรือก่อสร้าง การจัดเก็บ การดูแลรักษา การขนส่ง รวมทั้งค่าประกันภัย และค่าอื่นๆ อีกมาก รวมทั้งภาระหน้าที่ของสำนักเลขานุการแอปเตอร์ก็จะเพิ่มขึ้น คือ ต้องไปดูแลรักษาข้าวที่เก็บไว้เป็นประจำอีก ดังนั้น ผลการศึกษาและข้อเสนอแนะของ เอดีบี จึงไม่ค่อยมีสมาชิกให้ความสนใจมากนัก ผมเองในฐานะผู้ปฏิบัติตามนโยบายและมติของแอปเตอร์ ก็ไม่มีความเห็นอะไร แล้วแต่คณะมนตรีแอปเตอร์จะตัดสินใจว่าจะเอาหรือไม่เอา พวกเราพร้อมเสมอ

ที่พูดมาทั้งหมดข้างต้น เป็นเรื่องของ เทียร์ 3 คือ การช่วยเหลือแบบให้เปล่า ซึ่งเท่าที่ผ่านมา ถือเป็นกิจกรรมหลักของแอปเตอร์ที่ดำเนินการอยู่ แต่ในความเป็นจริง อย่างที่ผมพูดมาหลายครั้งว่า แอปเตอร์เรายังมี เทียร์ 1 และ เทียร์ 2 ที่ดูเหมือนจะไม่ค่อยได้นำมาดำเนินการเลย ทั้งที่น่าจะเป็นหัวใจหลักในการสนองตอบวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งแอปเตอร์ เพราะในส่วนนี้ เรามีข้าวสำรองที่เรียกว่าearmarked stock อยู่ถึง 787,000 ตัน ซึ่งในปริมาณดังกล่าวปรากฏว่าตั้งแต่ผมเข้ามาเป็น จีเอ็ม มีการทำสัญญาล่วงหน้าหรือ Forward contract อยู่ครั้งเดียวที่เคยเขียนเล่าไปแล้วระหว่างญี่ปุ่น กับ ฟิลิปปินส์ ในจำนวนข้าว 10,000 ตัน ส่วนเทียร์ 2 ซึ่งมีการซื้อขายแบบเงินเชื่อนั้น ยังไม่มีเลย ความจริงแล้ว การที่จะมีหรือไม่มีนั้น ขึ้นอยู่กับประเทศสมาชิกเป็นหลัก ก็เป็นหน้าที่ของฝ่ายสำนักเลขานุการที่จะต้องพยายามชักชวนให้ประเทศสมาชิกสนใจเข้ามาร่วมกิจกรรม สาเหตุที่ทั้งเทียร์ 1 และ 2 ยังไม่มีกิจกรรมเท่าที่ควร ก็เพราะว่าปัจจุบันนี้ สภาวะการขาดแคลนข้าว หรือการที่ข้าวในท้องตลาดมีราคาสูงมาก ยังไม่เกิดขึ้น เหมือนเมื่อปี 2008 ดังนั้น ตลาดข้าวจึงเป็นของผู้ซื้อ ประเทศผู้นำเข้าข้าวสามารถที่จะเลือกซื้อข้าวจากประเทศผู้ผลิตใดๆ ก็ได้ แต่ตรงกันข้ามจากเมื่อปี 2008 ที่ตลาดเป็นของผู้ขาย ราคาข้าวสูงมาก ทำให้ประเทศผู้ซื้อเดือดร้อนมาก ต้องจ่ายค่าข้าวแพงกว่าเดิมมาก แถมยังถูกผู้ขายเล่นตัวอีก เจ็บกันไปทั้งบาง และนี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งในการจัดตั้งแอปเตอร์ขึ้นมา

ผมได้เคยอ่านบทวิเคราะห์ของนักวิชาการต่างประเทศ สรุปว่าแนวคิดและวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งแอปเตอร์ถือเป็นเรื่องดี มีประโยชน์ เพราะเป็นการช่วยเหลือซึ่งกันและกันระหว่างสมาชิกประเทศ ทว่า ในทางปฏิบัติ ก็คงยากที่จะมีการช่วยเหลือกันอย่างจริงจังและจริงใจ เพราะมันเป็นเรื่องของผลประโยชน์ ประเทศที่ขาดแคลนข้าวก็หวังที่พึ่งพิงจะได้ประโยชน์จากประเทศผู้ผลิตข้าวเหลือส่งออก ขณะที่ประเทศผู้ผลิตข้าวส่งออก ก็หวังที่จะได้กำไรจากการขายข้าว จึงเป็นเรื่องที่สวนกระแสและหาจุดสมดุลยาก รวมทั้งท้าทายต่อเจตนารมณ์ของแอปเตอร์ อันนี้แตกต่างโดยสิ้นเชิงจากองค์กรช่วยเหลืออย่าง World Food Program(WFP) หรือ AHA Center ของอาเซียน ที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยแบบให้เปล่าอย่างเดียว

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซีพีเอฟเดินหน้าสร้างพื้นที่ต้นแบบปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/584199

ซีพีเอฟเดินหน้าสร้างพื้นที่ต้นแบบปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

วันพฤหัสบดี ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายวรพจน์ สุรัตนวิศิษฏ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทกรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินการจัดหาวัตถุดิบหลักทางการเกษตรผลิตอาหารสัตว์ให้แก่ซีพีเอฟกล่าวว่า บริษัทเดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนาห่วงโซ่ผลิตอาหารที่รับผิดชอบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการจัดซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มาจากแหล่งผลิตที่มีการปลูกอย่างยั่งยืน ผ่านระบบตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งปลูกมีเอกสารสิทธิถูกต้องตามกฎหมาย ไม่บุกรุกพื้นที่ป่า 100% (ZeroDeforestation) ควบคู่กับการงดการเผาแปลงเกษตรหลังเก็บเกี่ยวให้เป็นศูนย์ (Zero Burn) สำหรับในฤดูกาลปลูกปี 2564 นี้ บริษัทเดินหน้ารณรงค์ถ่ายทอดความรู้เกษตรกรปลูกด้วยวิธีการที่ยกเลิกการเผาตอซัง เปลี่ยนมาใช้ประโยชน์เศษวัสดุทางการเกษตร โดยเลือกกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ ต.บัลลังก์ อ.โนนไทยจ.นครราชสีมา และพื้นที่ อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี ในโครงการ “เกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน” เป็นต้นแบบนำร่องปลูกข้าวโพดปลอดเผา (Zero Burn) โดยสมบูรณ์

ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในโครงการ “เกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน” มั่นใจในประโยชน์ของการนำหลักวิชาการมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพรวมถึงการสนับสนุนช่องทางการรับซื้อที่โปร่งใส และเป็นธรรม เป็นแรงจูงใจเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ หันมาใช้วิธีไถกลบตอซังแทนการเผาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“ปีนี้ บริษัทฯ ตั้งเป้าที่จะสนับสนุนและผลักดันให้เกษตรกรที่ร่วมโครงการฯ ทั้งหมดยกเลิกการเผาเศษวัสดุทางการเกษตรภายหลังการเก็บเกี่ยว ไม่เพียงช่วยรักษาคุณภาพและธาตุอาหารในดินแล้ว ช่วยลดต้นทุนการผลิตจากการใช้ปุ๋ย ยังมีส่วนช่วยสภาพแวดล้อมชุมชนดีขึ้น บรรเทาปัญหาฝุ่นละอองและหมอกควัน และร่วมจัดการปัญหาโลกร้อนได้อีกด้วย” นายวรพจน์กล่าว

นอกจากระบบตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งปลูกข้าวโพดที่บริษัท ใช้ในกระบวนการจัดซื้อผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากเกษตรกร มาตั้งแต่ปี 2560 บริษัทฯ ยังได้ต่อยอดนำเทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมมาช่วยตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพดที่มาจากพื้นที่ที่ยังใช้การเผาตอซัง โดยบริษัทจะมีทีมงานลงพื้นที่ให้ความรู้และเพิ่มความตระหนักในการทำการเกษตรแบบยั่งยืน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต หยุดเผาเศษวัสดุทางการเกษตรหลังเก็บเกี่ยว ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีทั้งสิ่งแวดล้อม เกษตรกร และสังคม

การรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ผ่านระบบตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาปราศจากบุกรุกพื้นที่ป่า หรือปลูกบนพื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธิและไม่เผาหลังการเก็บเกี่ยวเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค ต่อผลิตภัณฑ์อาหารจากเนื้อสัตว์ทั้งเนื้อหมู เนื้อไก่ ของซีพีเอฟมาจากต้นทางที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ผ่านการดำเนิน โครงการ “เกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน” มาตั้งแต่ปี 2558 ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน โดยมีเป้าหมายที่ช่วยให้เกษตรกรเพิ่มผลผลิตทั้ง ในแง่ปริมาณและคุณภาพ ลดต้นทุนการผลิต ส่งเสริมให้เกษตรกรขายผลผลิตเข้าโรงงานโดยตรง เพื่อให้เกษตรกรขายผลผลิตได้รับราคาที่เป็นธรรม เป็นอีกกลไกที่จะจูงใจให้เกษตรกรร่วมขจัดปัญหาการทำลายพื้นที่ป่าและปัญหาฝุ่นละอองหมอกควันได้ในระยะยาว

สกู๊ปพิเศษ : เกษตรกรเมืองสงขลาทำสวนเกษตรผสมผสาน ปลูกกระท้อนห่อปุยฝ้าย รสชาติดี เนื้อนุ่ม หวานอร่อย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/584202

สกู๊ปพิเศษ : เกษตรกรเมืองสงขลาทำสวนเกษตรผสมผสาน ปลูกกระท้อนห่อปุยฝ้าย รสชาติดี เนื้อนุ่ม หวานอร่อย

สกู๊ปพิเศษ : เกษตรกรเมืองสงขลาทำสวนเกษตรผสมผสาน ปลูกกระท้อนห่อปุยฝ้าย รสชาติดี เนื้อนุ่ม หวานอร่อย

วันพฤหัสบดี ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สวนเกษตรผสมผสาน ของนายดำรงค์ ชัชวงษ์ เกษตรกรเมืองสงขลา วัย 57 ปี บ้านสวนตูล หมู่ 5 ตำบลเขารูปช้าง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา ปลูกพืชผสมผสาน โดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เน้นบริโภคภายในครัวเรือน แบ่งปัน และจำหน่ายสร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัว

นายดำรงค์ ชัชวงษ์ ประกอบอาชีพธุรกิจส่วนตัว แต่มีใจรักและชอบการทำการเกษตรจึงใช้ที่ดินในบริเวณบ้าน จำนวน4 แปลง รวมประมาณ 1 ไร่ครึ่ง ทำการเกษตรผสมผสานให้เกื้อกูลกัน ใช้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ไม่ใช้สารเคมีในการผลิตพืชหลากหลายชนิด เช่น มะพร้าวบริโภคผลสด กระท้อนห่อ กล้วย ฝรั่งกิมจู มะนาว อ้อยคั้นน้ำ เป็นต้น ซึ่งในแปลงของต้นฝรั่งกิมจู มีจำนวน 50 ต้น จะให้ผลผลิตทั้งปีขณะนี้ผลผลิตยังไม่ถึงเวลาเก็บเกี่ยว ส่วนกระท้อนห่อจะเป็นพันธุ์ปุยฝ้าย จำนวน 30 ต้น ให้ผลผลิตแล้วจำนวน 7 ต้น และในช่วงนี้เจ้าหน้าที่เกษตรอำเภอเมืองสงขลาก็ได้เดินทางมาเยี่ยมเยียนเพื่อให้คำแนะนำถึงสวนอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าในช่วงนี้จะมีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ก็ตาม

สำหรับการดูแลกระท้อนห่อที่สวนนายดำรงค์ จะพบเพียงปัญหาแมลงวันผลไม้เจาะผลเท่านั้น แต่สามารถแก้ปัญหาแมลงวันผลไม้ไปได้ ด้วยการห่อผลกระท้อนด้วยกระดาษห่อตั้งแต่ผลขนาดเท่ากำมือ หลังห่อประมาณ 2 เดือนก็สามารถเก็บผลผลิตได้ กระท้อนห่อพันธุ์ปุยฝ้ายจำนวน 7 ต้นที่ออกผลผลิตในปีนี้ ได้ห่อผลไว้ประมาณ 1,500 ผล การห่อผลกระท้อน นอกจากป้องกันแมลงวันผลไม้ทำลายแล้ว ยังทำให้ผลกระท้อนมีผิวสวย เป็นที่ชื่นชอบของผู้ที่ได้กิน กระท้อนปุยฝ้ายในสวนนี้ เนื่องจากมีรสชาติหวานอมเปรี้ยวเนื้อฟู นิ่ม

วันนี้เป็นวันแรก ที่เริ่มเก็บผลผลิต โดยขนาดผลประมาณ 3-4 ผลต่อกิโลกรัม ส่วนหนึ่งเก็บไว้กินในครอบครัวและแบ่งปันให้กับเพื่อนบ้านอีกส่วนหนึ่งจำหน่ายสร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัวในราคากิโลกรัมละ 60 บาท นอกจากนี้ยังได้ตอนกิ่งพันธุ์ฝรั่งกิมจู กระท้อนห่อพันธุ์ปุยฝ้ายปลูกเพิ่มในสวน และจำหน่ายให้แก่ผู้สนใจอีกด้วยผู้ใดสนใจเข้ามาชม ชิมกระท้อนห่อเมืองสงขลาที่เชื่อว่ารสชาติดีไม่แพ้ที่ใด

นายดำรงค์ ชัชวงษ์ เกษตรกรเมืองสงขลา กล่าวว่า สวนเกษตรพอเพียงผสมผสานที่ผมทำอยู่ที่นี่ กระท้อนห่อก็กำลังสุกพอดี ถึงแม้ว่ากระรอกจะมาแย่งมั่ง ฝนตกมา 2 เดือนมั่ง แต่ว่ามันเริ่มสุกแล้ว ตอนนี้หวานมากเลย มีลูกค้าสั่งไว้แล้วแต่น่าจะมีไม่พอให้ รสชาติอร่อยมาก ขณะนี้ของผมมีประมาณ 30 ต้น ปีนี้มันออกผล 7 ต้นรสชาติเป็นที่น่าพอใจ ใครสนใจกิ่งพันธุ์ ก็จะขยายพันธุ์ขาย สามารถติดต่อมาได้เลย ที่เบอร์โทรศัพท์ 09-1845-5714 ก็ติดต่อมาได้เลย ถึงแม้ว่าไม่ซื้อก็มาเยี่ยมเยียนกันได้

‘มนัญญา’ เปิดงานเกษตรปลอดภัยสู้ภัย ‘ลัมปี สกิน’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/584201

‘มนัญญา’เปิดงานเกษตรปลอดภัยสู้ภัย‘ลัมปี สกิน’

‘มนัญญา’เปิดงานเกษตรปลอดภัยสู้ภัย‘ลัมปี สกิน’

วันพฤหัสบดี ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

รมช.เกษตรฯเปิดงาน“เกษตรปลอดภัย ใส่ใจเกษตรกร สู้ภัยโรคลัมปี สกิน” จ.มหาสารคาม สร้างความมั่นใจผู้บริโภคทานเนื้อดื่มนมโคได้ พร้อมติดตามความก้าวหน้าโครงการตามนโยบายสำคัญ

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่ได้พบสถานการณ์การระบาดของโรคลัมปี สกิน (Lumpy Skin Disease : LSD) ในโค-กระบือ ซึ่งเป็นปัญหาเร่งด่วนของประเทศไทยที่ต้องเร่งให้ความช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนแก่เกษตรกรและสมาชิกสหกรณ์ โดย จ.มหาสารคาม ในพื้นที่ 13 อำเภอ มีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโค-กระบือ ได้รับผลกระทบสัตว์ป่วยสะสม จำนวน 30,165 ตัว คิดเป็น 11.85% ของสัตว์ทั้งหมด ตายสะสม จำนวน 1,517 ตัว คิดเป็น 0.60% สัตว์ป่วยคงเหลือ 5,237 ตัว คิดเป็น 2.06% (ข้อมูลณ วันที่ 23 มิ.ย. 2564) เกษตรกรมีความวิตกกังวลต่อการระบาดของโรคดังกล่าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขปัญหาการควบคุมโรคอย่างเร่งด่วน ตลอดจนได้มีการจัดกิจกรรมรณรงค์ป้องกันและกำจัดโรคลัมปี สกิน ในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค เพื่อควบคุม ป้องกัน และกำจัดโรคให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อเป็นการแสดงความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ดื่มนม ผลิตภัณฑ์นม และอาหารปลอดภัย รวมทั้งคลายความวิตกกังวลของพี่น้องเกษตรกร

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้จัดกิจกรรม “เกษตรปลอดภัย ใส่ใจเกษตรกร สู้ภัยโรคลัมปี สกิน”ขึ้น พร้อมทั้งได้มอบยากำจัดแมลง จำนวน 300 แกลลอน และเสบียงอาหารสัตว์ 200 ฟ่อน (หญ้าแห้งแพงโกล่าอัดฟ่อน) มอบเมล็ดพันธุ์ถั่วลิสง สายพันธ์ุขอนแก่น 6 และเวชภัณฑ์ ให้แก่ตัวแทนสหกรณ์ เกษตรกรเพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรค และเพื่อสร้างขวัญกำลังใจแก่เกษตรกรและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติทุกภาคส่วน

ทั้งนี้ จ.มหาสารคาม สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดมหาสารคาม ภาคีเครือข่าย และหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น ได้ดำเนินการเฝ้าระวัง ป้องกันควบคุมโรคลัมปี
สกิน ตามมาตรการของกรมปศุสัตว์มาโดยตลอด และได้ประกาศกำหนดเขตโรคระบาดชนิดโรคลัมปี สกินในโค–กระบือ ประกาศเขตพื้นที่ประสบภัยพิบัติ และประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน 12 อำเภอ ตลอดจน อปท. ให้การช่วยเหลือ สนับสนุนเวชภัณฑ์ ยากำจัดแมลง 81 แห่ง เป็นเงิน 5,341,665 บาท และ อบจ.เตรียมอนุมัติเงินสนับสนุนเงินสำหรับเวชภัณฑ์อีก 500,000 บาท เพื่อช่วยเหลือเยียวยา บรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องเกษตรกรที่เลี้ยงโค–กระบือ ในพื้นที่มหาสารคาม อีกทั้ง ได้เร่งจัดหาวัคซีนเข้ามาเพิ่มเติมให้กับจังหวัด และจะประสานสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อให้เร่งรับรองวัคซีนโดยเร็ว

รมช.เกษตรฯ ยังได้มอบอุปกรณ์การตลาด ได้แก่ เครื่องตัดหญ้า จำนวน 70 เครื่อง ให้กับสหกรณ์การเกษตรเชียงยืนจำกัด และรถแทรกเตอร์พร้อมอุปกรณ์ต่อพ่วง ให้กับสหกรณ์การเกษตรนาเชือก จำกัด ตามโครงการปรับโครงสร้างการผลิต การรวบรวมและการแปรรูปของสถาบันเกษตรกรรองรับผลผลิตทางการเกษตร รวมทั้งมอบใบรับรองมาตรฐานปลอดภัยจากสารพิษ (GAP) ให้แก่สมาชิกสหกรณ์โครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตร จำนวน 3 ราย และมอบใบรับรองมาตรฐานฟาร์มโคนมและการผลิตน้ำนมดิบ (GAP,GFM) ให้กับตัวแทนฟาร์มโคนมสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนมโคกก่อ จำกัด จากนั้นพบปะสมาชิกสหกรณ์และเยี่ยมชมผลิตภัณฑ์ในโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้านฯ โครงการซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ ผลิตภัณฑ์ของกลุ่ม