สศก.-สอท. เดินหน้าโครงการนำร่องพัฒนาเกษตรแม่นยำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/583656

สศก.-สอท.เดินหน้าโครงการนำร่องพัฒนาเกษตรแม่นยำ

สศก.-สอท.เดินหน้าโครงการนำร่องพัฒนาเกษตรแม่นยำ

วันอังคาร ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ขับเคลื่อนนโยบายการตลาดนำการผลิต ซึ่งมุ่งเน้นให้เกษตรกรมีการบริหารจัดการสินค้าเกษตรให้สมดุล ทั้งด้านปริมาณ ความต้องการสินค้า และมีความมั่นคงทางการตลาด โดยในปี 2564 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) ดำเนินโครงการนำร่องพัฒนาเกษตรแม่นยำสู่ธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม 2 ล้านไร่ (ระยะที่ 1) ผ่านกลไกคณะทำงานจัดทำแนวทางการส่งเสริมการใช้ปัจจัยการผลิตและการปลูกพืชที่เหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่ โดยมีผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นางดาเรศร์ กิตติโยภาส) เป็นประธานคณะทำงาน พร้อมทั้งหน่วยงานที่ร่วมเป็นคณะทำงานและเลขานุการ รวม 4 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน และสถาบันอุตสาหกรรมเพื่อการเกษตร ซึ่งมีหน้าที่ในการกำหนดกรอบแนวทางการดำเนินงานในการส่งเสริมให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรใช้ปัจจัยการผลิตและปลูกพืชที่เหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่ เพื่อลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรและสถาบันเกษตรกร

โครงการดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับขีดความสามารถการบริหารจัดการของเกษตรแปลงใหญ่ด้วยการเกษตรสมัยใหม่และแม่นยำ ตั้งแต่การผลิตสินค้าเกษตร โดยมีตลาดที่เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมรับซื้อผลผลิตที่แน่นอน เน้นกระบวนการจัดการที่ลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลผลิตให้สูงขึ้นให้กับเกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกร มีการรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร การตรวจสอบย้อนกลับ ตลอดจนส่งเสริมและให้ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมแก่เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง โดยการพัฒนาในทุกด้าน ยึดเกษตรกรเป็นศูนย์กลาง และคำนึงถึงประโยชน์ของเกษตรกรเป็นสำคัญ

“การดำเนินโครงการครั้งนี้ คาดว่าจะเริ่มคิกออฟได้ภายในเดือนกรกฎาคมนี้ ซึ่งเชื่อมั่นว่าภายใต้ความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่จะทำให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่ม และได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบ เพื่อผลิตและจำหน่ายสินค้าเกษตร ที่สำคัญคือมีตลาดรองรับที่แน่นอนเพิ่มมากขึ้น นำมาซึ่งรายได้ของชุมชน จังหวัด และประเทศที่มากขึ้นไปด้วย บนฐานความยั่งยืนด้านรายได้และความเข้มแข็งของเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกร” เลขาธิการ สศก. กล่าว

สำหรับโครงการนำร่องพัฒนาเกษตรแม่นยำ สู่ธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม 2 ล้านไร่ เตรียมจะดำเนินการปี 2564 – 2566 โดยระยะแรก ดำเนินการร่วมกับ 7 บริษัท เกษตรกร 25,286 ราย ครอบคลุมพื้นที่ 32 จังหวัด รวมพื้นที่ 298,111.36 ไร่ สินค้าเกษตร 5 ชนิด ได้แก่ ยางพารา โดยบริษัท ไทยอิสเทิร์น รับเบอร์
จำกัด ปาล์มน้ำมัน โดยบริษัท ทักษิณปาล์ม จำกัด อ้อยโรงงาน โดยโรงงานน้ำตาลเกษตรไทย โรงงานน้ำตาลรวมผล และโรงงานน้ำตาลไทยเอกลักษณ์ ข้าวโพดหวาน โดยบริษัท ซันสวีท จำกัด (มหาชน) และ มะเขือเทศ โดยบริษัท ศรีเชียงใหม่อุตสาหกรรม จำกัด ทั้งนี้ มีเป้าหมายจะดำเนินการในพื้นที่แปลงใหญ่ที่มีการขึ้นทะเบียนแปลงใหญ่กับกรมส่งเสริมการเกษตร หรือเป็นเกษตรกรรายย่อยเครือข่ายของบริษัทผู้รับซื้อผลผลิตที่จะขึ้นทะเบียนรวมเป็นแปลงใหญ่ภายใต้โครงการ โดยอยู่ในรัศมีไม่เกิน 100 กิโลเมตร จากแหล่งรับซื้อ เพื่อลดต้นทุนการจัดการด้านโลจิสติกส์ของเกษตรกรและผู้ประกอบการ และการดำเนินการในระยะที่ 2 จะเป็นการพัฒนาเพื่อยกระดับขีดความสามารถ (Scale up) ของแปลงใหญ่ขึ้นไปสู่การรวมเป็นกลุ่มจังหวัด/ภูมิภาค (Area base) โดยจะมีการให้คัดเลือกกลุ่มสินค้าเกษตร (Product base) ที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจ เพื่อป้อนเข้าสู่กลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ ให้หลากหลายมากขึ้น ซึ่งขณะนี้สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้เสนอความต้องการสินค้าเกษตรมาพร้อมแล้ว อาทิ มันสำปะหลังผักอินทรีย์ ผลไม้ ยูคาลิปตัส และ โกโก้

หนุนเกษตรกรใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา คุมโรคใบร่วงยางพาราชนิดใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/583657

หนุนเกษตรกรใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา  คุมโรคใบร่วงยางพาราชนิดใหม่

หนุนเกษตรกรใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา คุมโรคใบร่วงยางพาราชนิดใหม่

วันอังคาร ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตรโดยศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช จ.สงขลา (ศทอ.สงขลา) สำนักงานเกษตรจังหวัดนราธิวาส เผยผลการทดลองใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาควบคุมโรคใบร่วงยางพาราชนิดใหม่ในยางพาราการทดสอบเบื้องต้นมีแนวโน้มว่าการใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาสามารถควบคุมเชื้อสาเหตุโรคใบร่วงยางพาราในดินได้พร้อมเตรียมส่งเสริมเกษตรกรใช้แก้ปัญหาต่อไป

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรเปิดเผยว่า หลังจากที่โรคใบร่วงยางพาราชนิดใหม่ ได้เริ่มระบาดครั้งแรกเมื่อปี 2562 ในจังหวัดนราธิวาส ทำให้สวนยางพาราของเกษตรกรได้รับความเสียหาย โดยจะทำให้ใบยางร่วงรุนแรง ต้นยางมีสภาพเสื่อมโทรม ต้องหยุดกรีดยางทำให้ผลผลิตยางลดลงมากกว่าร้อยละ 50 และหากมีใบร่วงหลายๆครั้ง อาจจะทำให้ยางยืนต้นตายได้ ด้วยเหตุนี้กรมส่งเสริมการเกษตรตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงได้ให้ ศทอ.สงขลา พร้อมด้วยสำนักงานเกษตรจังหวัดนราธิวาส ทำการศึกษาทดลองในแปลงต้นแบบของเกษตรกร เพื่อหาวิธีแก้ไขปัญหาให้เกษตรกรควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อ

โดย ศทอ.สงขลา ร่วมกับกลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดนราธิวาส ทำการศึกษาคัดเลือกแปลงยางพารา ของนายบัณฑิตฐ์ เอียดเล็ก ต.โคกเคียน อ.เมือง จ.นราธิวาส พื้นที่ 2 ไร่ 3 งาน ปลูกยางพาราพันธุ์ RRIM 600 อายุ 9 ปี ที่มีการระบาดของโรคใบร่วงยางพาราอย่างรุนแรง ได้ทำการทดสอบโดยใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาในรูปแบบต่างกัน 2 กรรมวิธี คือ 1) ฉีดพ่นเชื้อราไตรโคเดอร์มาลงดิน ในอัตราส่วน เชื้อราไตรโคเดอร์มา 1 กก./น้ำ 200 ลิตรทั่วทั้งแปลง เน้นรอบทรงพุ่ม และ2) หว่านเชื้อราไตรโคเดอร์มาลงดิน อัตราส่วน เชื้อราไตรโคเดอร์มา 50 กรัม1 ตารางเมตร ทุกๆ 4 เดือน ซึ่งผลการศึกษาเป็นระยะเวลา 1 ปี พบว่าเชื้อราไตรโคเดอร์มาสามารถควบคุมเชื้อสาเหตุของโรค Pestalotiopsis sp. และColletotrichum sp. ได้ค่อนข้างดีโดยมีกลไกเข้าทำลายเชื้อสาเหตุคือ แย่งอาหารและปัจจัยในการเจริญเติบโต พันรัดเส้นใยให้เหี่ยว ผลิตน้ำย่อย (enzyme) ออกมาย่อยสลาย อีกทั้งยังพบว่าเชื้อราไตรโคเดอร์มาสามารถเจริญเติบโตยึดครองพื้นที่และควบคุมเชื้อราอันเป็นสาเหตุของโรคใบร่วงยางพาราชนิดใหม่ได้ทั้ง 2 กรรมวิธี โดยจะควบคุมได้ดีในช่วง 1-3 เดือน หลังใส่เชื้อราไตรโคเดอร์มา จึงมีคำแนะนำให้เกษตรกรใส่เชื้อราไตรโคเดอร์มาทุกๆ 3 เดือนเพื่อเพิ่มปริมาณเชื้อไตรโคเดอร์มาในดิน เกษตรกรสามารถปรับวิธีการใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ได้ นอกจากนี้ยังให้คำแนะนำเพิ่มเติมแก่เกษตรกร โดยแนะนำให้เกษตรกรใส่ปุ๋ยเคมีตามคำแนะนำของ กยท. และโดโลไมท์อัตรา 400 กรัม/ต้น/ปี เพื่อปรับสภาพดิน ใช้สารเคมีพ่นบริเวณทรงพุ่มและพื้นดินรอบโคนต้น เพื่อควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อสาเหตุต่อไป

รายงานพิเศษ : กยท.ขับเคลื่อนมาตรการสร้างเสถียรภาพยางพารา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/583400

รายงานพิเศษ : กยท.ขับเคลื่อนมาตรการสร้างเสถียรภาพยางพารา

รายงานพิเศษ : กยท.ขับเคลื่อนมาตรการสร้างเสถียรภาพยางพารา

วันจันทร์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ราคายางพาราในสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคายาง ณ ตลาดกลางยางพารา จ.สงขลา ยางแผ่นดิบอยู่ในระหว่าง 56-57 บาทต่อกิโลกรัม ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 อยู่ในระดับ 59 บาทกิโลกรัม ส่วนราคาน้ำยางสด หน้าโรงงาน ราคา 49.50 บาทต่อกิโลกรัม ลดลงมาอย่างต่อเนื่อง จากก่อนหน้านี้ราคายางทั้ง 3 ชนิดเคยขึ้นถึงประมาณ 70 บาทต่อกิโลกรัมโดยเฉพาะน้ำยางสดนั้นราคาค่อนข้างผันผวนลดลงมาก

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่าแม้ขณะนี้ราคายางจะลดลงมาบ้างก็ตาม แต่ถ้าวิเคราะห์ถึงสถานการณ์ในปัจจุบันและทิศทางในอนาคตแล้ว ราคายางมีแนวโน้มที่ดี เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)จะเป็นปัจจัยสำคัญหนุนที่ทำให้ราคายางเพิ่มขึ้นเนื่องจากตลาดมีความต้องการใช้การยางธรรมชาติ มาผลิตเครื่องมือแพทย์ โดยเฉพาะถุงมือยางมากขึ้น ประกอบกับประเทศผู้ใช้ยางรายใหญ่ของโลกอย่างจีนสามารถควบคุมการระบาดของโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพทำให้เศรษฐกิจจีนฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ความต้องการใช้ยางจึงเพิ่มขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ ดังนั้นเมื่อความต้องการยางมีมากกว่าปริมาณยาง ราคาย่อมมีแนวโน้มที่ดีอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตามเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางในประเทศให้มั่นคงและยั่งยืน ภาครัฐจำเป็นจะต้องมีมาตรการต่างๆ ออกมาสนับสนุน ล่าสุดคณะกรรมการ กยท. จึงเห็นชอบให้ กยท. ดำเนินโครงการชะลอการขายยางของสถาบันเกษตรกร ชาวสวนยางเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง ระยะ 2หลังจากประสบผลสำเร็จในการนำร่องดำเนินโครงการชะลอการขายยางของสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางเขตภาคเหนือ แต่ในครั้งนี้ได้ขยายผลดำเนินการทั่วประเทศ และไม่ได้ดำเนินโครงการเฉพาะยางก้อนถ้วยเท่านั้น แต่ได้ต่อยอดดำเนินโครงการกับน้ำยางสด ยางแผ่นดิบ ยางแผ่นรมควันด้วย เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากการผันผวนของราคายางให้มีเสถียรภาพ รวมทั้งยังเป็นการยกระดับราคาซื้อขายยางในตลาด และเกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมตามกลไกตลาด

นอกจากนี้ยังเป็นการยังเป็นการชะลอปริมาณผลผลิตยางพาราออกสู่ตลาด ช่วยให้สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง มีสภาพคล่องทางการเงินในระหว่างรอขายผลผลิต ในขณะที่ผู้ประกอบการจะได้ยางที่มีคุณภาพที่ดี เนื่องจาก กยท.ได้กำหนดมาตรฐานคุณภาพยางที่จะเข้าร่วมโครงการและการจัดเก็บ โดยยางก้อนถ้วยจะต้องมีเป็นยางที่มีค่า DRC 75% และสามารถเก็บได้ไม่น้อยกว่า 1 เดือน โดยไม่เสียคุณภาพน้ำยางสด กำหนดค่า DRC 100% และจะต้องเก็บได้ไม่น้อยกว่า 10 วัน โดยไม่เสียคุณภาพ ในแท็งก์ที่ได้มาตรฐาน ส่วนยางแผ่นดิบและยางแผ่นรวมควัน จะต้องเก็บได้ไม่น้อยกว่า 1 เดือนโดยไม่เสียคุณภาพ

พร้อมทั้งยังได้กำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมสำหรับยางที่เข้าร่วมโครงการว่า จะต้องเป็นยางที่ขายผ่านตลาดกลางยางพารา หรือตลาดเครือข่ายตลาดกลางยางพาราจังหวัด ของ กยท. เท่านั้น เมื่อขายยางแล้ว กยท.จะหักเงินสินเชื่อกลับเข้าโครงการฯ และจ่ายเงินส่วนต่างให้แก่สถาบันเกษตรกร ระยะเวลาของโครงการตั้งแต่เดือนมิถุนายน-กันยายน 2564 ส่วนการใช้เงินคืนนั้น สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ต้องส่งใช้เงินคืนในวงเงินที่ได้รับอนุมัติเต็มจำนวน โดยไม่เสียดอกเบี้ยใน 3 เดือนแรก แต่เมื่อสิ้นสุดโครงการฯ สถาบันเกษตรกรไม่ขายยางได้ จะมีการคิดอัตราดอกเบี้ยตามระเบียบ สูงสุดไม่เกินร้อยละ 2 ต่อปี ของมูลค่ายางที่ขอสินเชื่อ

“กยท.มั่นใจว่าโครงการชะลอการขายยางของสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ระยะ 2 จะประสบผลสำเร็จเช่นเดียวกับโครงการนำร่อง ที่ดำเนินโครงการเฉพาะยางก้อนถ้วยในพื้นที่ภาคเหนือ สามารถทำให้ราคายางก้อนถ้วยมีเสถียรภาพเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรมีรายได้เพิ่มมากขึ้น จากผลต่างของราคาที่จำหน่ายสูงสุดถึง 4.50 บาทต่อกิโลกรัม โดยราคายางที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยจาก 26.56 บาทต่อกิโลกรัม เป็นราคาเฉลี่ย 29.72 บาท หรือเพิ่มขึ้น 3.16 บาทต่อกิโลกรัม นอกจากนี้ ยังทำให้ทัศนคติของการผลิตและจำหน่ายยางของเกษตรกรชาวสวนยางที่ผลิตยางก้อนถ้วยเปลี่ยนไปในแนวทางที่ดีขึ้น โดยพัฒนาเป็นการผลิตยางก้อนถ้วยแห้ง แทนการผลิตยางก้อนถ้วยเปียก เกิดภาพลักษณ์ที่ดีของอาชีพการทำสวนยาง สามารถลดมลภาวะเป็นพิษ ลดอุบัติเหตุทางท้องถนน จากการขนส่งยางก้อนถ้วยเปียกบนท้องถนน ทำให้ถนนเลื่อนได้ ทำให้เกษตรกรชาวสวนยางในภูมิภาคอื่นๆต้องการให้ กยท.ขยายผลโครงการดังกล่าว” ผู้ว่าการ กยท. กล่าว

การสร้างเสถียรภาพให้กับราคายางนั้น ก่อนหน้านี้ กยท. ได้ขายยางภายใต้ โครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง และโครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายาง ซึ่งเป็นยางเสื่อมสภาพที่มีอยู่ในสต๊อกกว่า 104,000 ตันออกทั้งหมด พร้อมทั้งกำหนดเงื่อนไขให้เอกชนที่รับซื้อยางในสต๊อกดังกล่าว จะต้องซื้อขายใหม่จากสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางอีกไม่น้อยกว่า 104,000 ตันด้วย เท่ากับเพิ่มความต้องการยางในตลาด ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนในการสร้างเสถียรภาพด้านราคา

นอกจากนี้ กยท.ยังเตรียมต่อยอดขยายผลการดำเนินโครงการส่งเสริมการใช้ยางของหน่วยงานภาครัฐ ให้มีขอบเขตการดำเนินโครงการที่กว้างขึ้นจากที่ร่วมดำเนินเฉพาะหน่วยงานของรัฐ
ไปร่วมดำเนินโครงการกับสถาบันเกษตรกรในการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางเพื่อนำไปใช้ในหน่วยงานภาครัฐอีกด้วย

โครงการส่งเสริมการใช้ยางของหน่วยงานภาครัฐนำร่องเริ่มดำเนินการในปี 2561 ต่อมาคณะรัฐมนตรี เห็นชอบให้ขยายระยะเวลาการดำเนินโครงการฯ เริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม 2562-กันยายน 2565 เป้าหมายส่งเสริมการใช้น้ำยางสด 1,000,000 ตัน โดยมีหน่วยงานภาครัฐเข้าร่วมโครงการ 11 หน่วยงาน คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงสาธารณสุข และกรุงเทพมหานคร

ที่ผ่านมา กยท.พยายามที่จะดำเนินงานให้ได้ใกล้เคียงเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยยางที่เข้าร่วมโครงการฯ หน่วยงานภาครัฐที่รับซื้อมีการนำไปใช้ในการสร้างถนน ที่นอน หมอน ถุงมือ รองเท้า อุปกรณ์เกี่ยวกับการจราจร พื้นสนาม ปืนจำลอง หล่อยาง ยางนอก อุปกรณ์อำนวยความปลอดภัย ถุงยางอนามัย สายยาง หุ่นจำลองช่วยชีวิตพื้นฐาน ทุนกันผักตบชวา เป็นต้น

“อย่างไรก็ตาม เพื่อให้โครงการส่งเสริมการใช้ยางของหน่วยงานภาครัฐ มีขอบเขตการดำเนินโครงการที่กว้างขึ้น กยท.จึงได้ขยายผลดำเนินโครงการกับสถาบันเกษตกรที่มีความพร้อมและมีศักยภาพในการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยาง เพื่อนำไปใช้ในหน่วยงานภาครัฐ โดยจะจัดสรรงบประมาณสนับสนุนสถาบันเกษตกรจังหวัดละ 800,000-1,000,000 บาท และพร้อมที่จะถ่ายทอดเทคโนโลยีผลงานวิจัยการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากยางพารา ซึ่งโครงการนี้จะทำให้ความต้องการใช้ยางในประเทศเพิ่มขึ้น จะช่วยใช้ราคายางมีเสถียรภาพมากขึ้น”ผู้ว่าการ กยท.กล่าว

โครงการต่างๆ ที่ กยท.ดำเนินการในขณะนี้ ผนวกกับเศรษฐกิจโลกที่กำลังจะฟื้นตัว เชื่อว่า จะสามารถสร้างเสถียรภาพด้านราคาในระยะยาวให้กับยางพาราได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนแน่นอน

ชายคาพระพิรุณ : 28 มิถุนายน 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/583396

ชายคาพระพิรุณ : 28 มิถุนายน 2564

ชายคาพระพิรุณ : 28 มิถุนายน 2564

วันจันทร์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

แม้ประเทศไทยจะเข้าสู่ฤดูฝนมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาแต่ยังพบว่าขณะนี้หลายพื้นที่ยังคงขาดแคลนน้ำ เนื่องจากประสบปัญหาฝนทิ้งช่วง รวมถึงแหล่งกักเก็บน้ำต่างๆ ยังมีปริมาณน้ำใช้การน้อย กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ภายใต้การนำของ ท่านอธิบดีนายสุรสีห์ กิตติมณฑล จึงยังคงปฏิบัติการฝนเทียมเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชนและเกษตรกรทั่วประเทศเปิดหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง 13 หน่วยบินทั่วประเทศ บูรณาการร่วมกับกองทัพบกและกองทัพอากาศ ทำงานโดยไม่มีวันหยุดราชการ ซึ่งท่านอธิบดีสุรสีห์ บอกว่า กรมฝนหลวงฯ ได้มีการติดตามสภาพอากาศทุกวันเพื่อเตรียมความพร้อมที่จะเข้าให้การช่วยเหลืออย่างเต็มกำลัง โดยประชนหรือเกษตรกรสามารถเข้าไปติดตามรับฟังข้อมูลข่าวสารสภาพอากาศ และแผนปฏิบัติการฝนหลวงรวมถึงแจ้งข้อมูลสภาพพื้นที่ของท่าน เพื่อจะได้จัดลำดับความสำคัญในการวางแผนปฏิบัติการฝนหลวงได้ผ่านการไลฟ์สดผ่านช่องทาง Facebook กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ในช่วงเวลา 10.30 น. เป็นประจำทุกวัน ซึ่งท่านอธิบดีและท่านรองอธิบดีอีก 2 ท่านจะสลับหมุนเวียนเข้ามาให้ข้อมูลด้วยตัวเอง และยังสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารของกรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้ผ่านช่องทางอื่นๆ ได้อีก ไม่ว่าจะเป็น Twitter Instagram Line Official Account : @drraa_pr และหมายเลขโทรศัพท์ 0-2109-5100 ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่ของกรมฝนหลวงฯ ค่อยรับเรื่องและประสานกับพี่น้องประชาชนและเกษตรกรได้ทันที…เป็นเรื่องที่น่าชื่นชมมากๆ ครับ

กรมประมง ฝากข่าวประชาสัมพันธ์รณรงค์ห้ามไม่ให้ใช้“ใช้กระแสไฟฟ้าในการทำประมง” ซึ่งเป็นไปตามพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 60 ที่ได้บัญญัติห้ามมิให้ผู้ใดใช้กระแสไฟฟ้าทำการประมง เนื่องจากการทำการประมงด้วยกระแสไฟฟ้าเป็นลักษณะการใช้เครื่องกำเนิดไฟฟ้า หรือแบตเตอรี่ ผ่านเครื่องแปลงกระแสไฟต่อกับอุปกรณ์ที่เป็นตะแกรงหรือเหล็กปล่อยกระแสไฟฟ้า จุ่มลงไปในน้ำที่เป็นที่จับสัตว์น้ำ เพื่อให้กระแสไฟฟ้าช็อตทำอันตรายสัตว์น้ำแล้วเก็บเอาสัตว์น้ำนั้นมาใช้ประโยชน์ ส่งผลทำให้สัตว์น้ำทุกชนิดที่อยู่บริเวณนั้น และสัตว์น้ำวัยอ่อนขนาดเล็กที่ทนกระแสไฟฟ้าไม่ได้จะตาย หรือพิการ ผู้ที่ใช้กระแสไฟฟ้าทำการประมงจะเก็บเฉพาะสัตว์น้ำที่ต้องการมาใช้ประโยชน์เท่านั้น ทำให้เกิดการสูญเสีย และทำลายวงจรชีวิตสัตว์น้ำ การใช้กระแสไฟฟ้าจึงเป็นการทำลายพันธุ์สัตว์น้ำอย่างรุนแรง เกิดการสูญเสียทางเศรษฐกิจอย่างมาก ดังนั้น กฎหมายจึงได้บัญญัติห้ามใช้กระแสไฟฟ้าทำการประมงโดยเด็ดขาด ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน ได้เน้นย้ำให้กรมประมงดูแลทรัพยากรสัตว์น้ำให้มีใช้อย่างยั่งยืนภายใต้การมีส่วนร่วมของชุมชนเกิดความมั่นคงในการประกอบอาชีพและสร้างความรู้ความเข้าใจให้ประชาชนรับทราบข้อกฎหมายและความตระหนักในการดูแลทรัพยากรสัตว์น้ำ…

ขุนเกษตรา

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ฟันธง!! EEC มั่นคงเรื่องน้ำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/582756

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ฟันธง!! EEC มั่นคงเรื่องน้ำ

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ฟันธง!! EEC มั่นคงเรื่องน้ำ

วันศุกร์ ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(EEC) ซึ่งมีพื้นที่ครอบคลุม 3 จังหวัดภาคตะวันออก ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง รัฐบาลได้มุ่งหวังที่จะพัฒนาเป็นสมาร์ทซิตี้หรือเมืองอัจฉริยะ ที่มีการเติบโตทั้งภาคธุรกิจภาคอุตสาหกรรม ภาคท่องเที่ยวและภาคเกษตรกรรมอย่างต่อเนื่องแต่การที่จะขับเคลื่อนให้ไปถึงเป้าหมายได้นั้น จำเป็นจะต้องมีสาธารณูปโภคพื้นฐานรองรับ โดยเฉพาะในเรืื่องของ “น้ำ” อย่างพอเพียง

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าแผนการพัฒนาแหล่งน้ำ และความพร้อมรับมือฤดูฝน 2564 ในพื้นที่ภาคตะวันออก
และ EEC

ได้ฟังรายงานจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องแล้ว น่าจะสบายใจได้ว่าพื้นที่ EEC จะมีความมั่นคงในเรื่องน้ำ อาทิ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้รายงานถึงการดำเนินการตามมาตรการรับมือฤดูฝนในพื้นที่ภาคตะวันออกและภาพรวม การจัดการน้ำสนับสนุนอีอีซี ทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของ EEC และความต้องการใช้น้ำในอนาคต กรมชลประทานได้รายงานถึงแนวทางการบริหารจัดการน้ำรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของอีอีซีในอนาคต เป็นต้น

จากการศึกษาของ สทนช.พบว่า ในปี 2570 จะมีความต้องการใช้ 2,888 ล้าน ลบ.ม. และปี 2580 มีความต้องการใช้น้ำ 3,089 ล้าน ลบ.ม. จากปัจจุบันที่มีความต้องการใช้น้ำในทุกภาคส่วนรวมกันประมาณ 2,419 ล้าน ลบ.ม. ในขณะที่มีปริมาณน้ำต้นทุนทั้งสิ้น 2,539 ล้าน ลบ.ม.

“ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2561 – 2563 รัฐบาลได้เร่งรัดโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในภาคตะวันออกในทุกรูปแบบ เพื่อให้มีพื้นที่เก็บกักน้ำฝนให้มากที่สุด สามารถรองรับความต้องการใช้น้ำในพื้นที่ทั้งภาคประชาชน เศรษฐกิจ เกษตร อุตสาหกรรมได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะในพื้นที่กลุ่มจังหวัด EEC มีโครงการแหล่งน้ำเกิดขึ้นแล้วถึง 2,872 โครงการ พื้นที่รับประโยชน์ 372,950 ไร่ ประชาชนได้รับประโยชน์ 136,751 ครัวเรือน ปริมาณน้ำเก็บกักเพิ่มขึ้นประมาณ 138 ล้านลบ.ม.” รองนายกรัฐมนตรีกล่าว

โครงการสำคัญๆ ที่รัฐบาลได้ดำเนินการ เช่น การเพิ่มศักยภาพการเก็บกักอ่างเก็บน้ำคลองสียัด เพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำหนองค้อ เพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำคลองหลวงรัชชโลธร ก่อสร้างปรับปรุงขยายกปภ.สาขาบ้านฉาง การเพิ่มประสิทธิภาพอ่างเก็บน้ำประแสร์ จ.ระยอง เป็นต้น

ส่วนแผนงานในอนาคตเพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้นนั้นมีทั้งสิ้น 38 โครงการ ใน 9 กลุ่มโครงการหลัก ได้แก่ การก่อสร้างแหล่งน้ำใหม่ ปรับปรุงแหล่งน้ำเดิม ก่อสร้างโครงข่ายน้ำใหม่ ปรับปรุงโครงข่ายน้ำเดิม ก่อสร้างระบบสูบกลับ ขุดลอก/แก้มลิงพื้นที่ลุ่มต่ำ บ่อบาดาลอุตสาหกรรม สระเอกชน และการผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล เพื่อให้มีปริมาณน้ำต้นทุนเพิ่มขึ้น872 ล้าน ลบ.ม. โดยโครงการทั้งหมดจะแล้วเสร็จภายในปี 2580

อย่างไรก็ตาม ในระยะเร่งด่วน สทนช. ได้บูรณาการ เร่งรัดการขับเคลื่อนตามแผนงานโครงการไปแล้ว 17 โครงการ ดำเนินการแล้วเสร็จ 6 โครงการ ได้น้ำเพิ่มขึ้นประมาณ 111 ล้าน ลบ.ม. อยู่ระหว่างก่อสร้าง 11 โครงการ คาดว่าแล้วเสร็จภายในปี 2567 จะได้น้ำเพิ่มขึ้นอีก 151 ล้าน ลบ.ม.

นอกจากนี้ได้เสนอให้มีการเร่งรัดโครงการที่สำคัญอีก 12 โครงการ ซึ่งเป็นโครงการที่ต้องใช้ระยะเวลาในการศึกษาความเหมาะสม การมีส่วนร่วมกับประชาชน และโครงการที่ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยให้หน่วยงานปรับแผนดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี 2569 จะได้น้ำเพิ่มขึ้น 183 ล้าน ลบ.ม. ได้แก่ โครงการอ่างเก็บน้ำคลองโพล้ จ.ระยอง อ่างเก็บน้ำบ้านหนองกระทิง จ.ฉะเชิงเทรา ระบบสูบกลับอ่างเก็บน้ำคลองสียัด จ.ฉะเชิงเทรา เป็นต้น อีก 9 โครงการ สทนช.จะกำกับให้ดำเนินการตามแผนงานของหน่วยงาน โดยแล้วเสร็จภายในปี 2573 จะได้น้ำเพิ่มขึ้น 426 ล้าน ลบ.ม.

ดังนั้น พื้นที่ EEC จะมีน้ำเพียงพอกับความต้องการอย่างแน่นอน…. “บิ๊กป้อม”ฟันธง!!

รัฐศักดิ์ พลสิงห์

เกษตรเร่งโครงการ ‘1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่’ ให้เสร็จตามเป้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/582757

เกษตรเร่งโครงการ‘1ตำบล1กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่’ให้เสร็จตามเป้า

เกษตรเร่งโครงการ‘1ตำบล1กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่’ให้เสร็จตามเป้า

วันศุกร์ ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินการโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2564 เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ น้อมนำหลักทฤษฎีใหม่และหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยการพัฒนาพื้นที่จุดเรียนรู้ ในรูปแบบกลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่มุ่งเน้นการสร้างภูมิคุ้มกันที่มีอยู่ให้เข้มแข็ง เพื่อให้สามารถปรับตัวรองรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเหมาะสมโดยเฉพาะภายหลังการแพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยกรมส่งเสริมการเกษตรได้รับมอบหมายให้สนับสนุนปัจจัยการผลิตด้านพืชที่เหมาะสมกับพื้นที่ ตามแผนการผลิต และความต้องการของเกษตรกรหลังจากขุดบ่อให้แก่เกษตรกร

ล่าสุด กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดการประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ ผ่านระบบทางไกลออนไลน์ Application Zoom โดยมี ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน เพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงาน ที่ประชุมได้รายงานสรุปความก้าวหน้าการดำเนินงานโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ (ข้อมูล ณ วันที่ 16 มิถุนายน 2564) ดังนี้ มีเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ 29,365 ราย แบ่งเป็น เกษตรกรทั่วไป จำนวน 28,009 ราย และเกษตรกรโครงการส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่ (5 ประสานฯ)จำนวน 1,356 ราย มีการจ้างแรงงานเกษตรทฤษฎีใหม่ระดับตำบล 14,061 ราย มีการอบรมกระบวนการเรียนรู้ 4 เวที ให้แก่เกษตรกร ทั้งหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การวิเคราะห์พื้นที่และวางแผนการผลิต การรวมกลุ่ม และการเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ระหว่างการดำเนินการ และมีการขุดสระเก็บกักน้ำ รอบที่ 1 จำนวน 18,196 ราย / 1,981 ตำบล ขุดเสร็จแล้ว 7,514 ราย อยู่ระหว่างการดำเนินการ 10,682 ราย รอบที่ 2 จำนวน จำนวน 11,636 ราย / 1,673 ตำบล อยู่ในระหว่างการจัดซื้อจัดจ้าง

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีการติดตามการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด และได้เร่งรัดการดำเนินงานให้เป็นไปตามเป้าหมาย ถูกต้อง และทันเวลา โดยเฉพาะการขุดสระเก็บกักน้ำ เพื่อให้หน่วยงานที่ดูแลเรื่องปัจจัยการผลิตสามารถเข้าดำเนินการต่อได้ทันที นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้เห็นชอบในหลักการแนวทางการจัดฝึกอบรมเกษตรกรผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 โดยจะต้องนำไปหารือกับคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้เพื่อพิจารณาให้เหมาะสมตามแต่ละพื้นที่ต่อไป

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวอีกว่า ในส่วนของกรมส่งเสริมการเกษตรได้อนุมัติงบประมาณ จำนวน 35.6 ล้านบาทเรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2564 ซึ่งจะได้ดำเนินการโอนจัดสรรงบประมาณให้สำนักงานเกษตรจังหวัดเพื่อไปดำเนินการจัดซื้อปัจจัยการผลิตด้านพืช ได้แก่ กิ่งพันธุ์ไม้ผล ไม้ยืนต้น (ไม้ที่ให้ผลผลิต) เมล็ดพันธุ์พืชผัก และสมุนไพร ให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจำนวน 24,241 ราย ซึ่งมีแผนที่จะดำเนินการในช่วงเดือนพฤษภาคม-เดือนสิงหาคม 2564 ทั้งนี้ เกษตรกรประมาณ 3,800 ราย ที่สมัครเข้าร่วมโครงการฯ เกินจากคณะรัฐมนตรีอนุมัติ เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2564 กรมส่งเสริมการเกษตรจะเร่งดำเนินการจัดสรรงบประมาณการสนับสนุนปัจจัยการผลิตด้านพืชต่อไปตามมติที่ประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ ครั้งที่ 3/2564 เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2564

สำหรับการขับเคลื่อนงานในระดับพื้นที่ กรมส่งเสริมการเกษตรได้มีการเตรียมความพร้อม โดยมอบหมายให้สำนักงานเกษตรจังหวัดดำเนินการตรวจสอบรายชื่อเกษตรกรกับสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด และสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดให้เรียบร้อยก่อนการจัดซื้อปัจจัยการผลิต พร้อมกับสำรวจความต้องการเกษตรกร และรวบรวมความต้องการสนับสนุนปัจจัยการผลิตด้านพืชของเกษตรกร เพื่อใช้เป็นข้อมูลดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง และการจัดสรรงบประมาณให้ต่อไป

กองทุนฟื้นฟูฯ พร้อมช่วยเกษตรกรแก้หนี้ในระบบและฟื้นฟูอาชีพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/582699

กองทุนฟื้นฟูฯ พร้อมช่วยเกษตรกรแก้หนี้ในระบบและฟื้นฟูอาชีพ

กองทุนฟื้นฟูฯ พร้อมช่วยเกษตรกรแก้หนี้ในระบบและฟื้นฟูอาชีพ

วันพฤหัสบดี ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 16.39 น.

นายสมยศ  ภิราญคำ  รองเลขาธิการรักษาการในตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.)  เปิดเผยว่า  สำหรับเกษตรกรที่ประสบปัญหาหนี้สินจากการกู้เงินในระบบ เช่น การกู้จากสถาบันการเงินต่างๆ  และไม่มีความสามารถใช้หนี้คืนได้ สามารถขอรับความช่วยเหลือเพื่อแก้ปัญหาหนี้ได้จากกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร หรือ กฟก.ซึ่งมีภารกิจสำคัญ คือ การจัดการหนี้และการฟื้นฟูอาชีพ ทั้งนี้เกษตรกรที่สนใจสมัครเข้าเป็นสมาชิกสามารถทำได้โดยการยื่นขึ้นทะเบียนกับกองทุนฟื้นฟูฯ ซึ่งวิธีการและขั้นตอนการสมัครที่ไม่ยุ่งยาก ขอเพียงมีคุณสมบัติตามที่ระเบียบกำหนด เช่น หากยื่นขึ้นทะเบียน ต้องเป็นเกษตรกร ที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมต้องมีเกษตรกรรวมกลุ่มกัน ตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป มีระเบียบข้อบังคับการดำเนินงานของกลุ่มอย่างชัดเจน รวมทั้งได้ดำเนินกิจกรรมกลุ่มอย่างต่อเนื่องเป็นต้นสำหรับสถานที่สมัครขอขึ้นทะเบียนสามารถติดต่อได้ทั้งที่สำนักงานกองทุนฟื้นฟูฯ ซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร หรือ ที่สำนักงานกองทุนฟื้นฟูฯสาขาจังหวัด ซึ่งมีอยู่ในทุกจังหวัดทั่วประเทศ

“ ปัจจุบันกองทุนฟื้นฟูฯ มีสมาชิกที่อยู่ในรูปองค์กรเกษตรกร ประมาณ 50,000 กว่ากลุ่ม คิดเป็นเกษตรกรสมาชิกทั้งหมดเกือบ 6,000,000 คนซึ่งสมาชิกของกองทุนฟื้นฟูฯจะได้รับสิทธิประโยชน์คือ ได้รับการช่วยเหลือเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินกรณีที่เป็นหนี้ในระบบกับสถาบันการเงินที่กองทุนฟื้นฟูฯกำหนดอีกทั้งจะได้รับการส่งเสริมด้านการฟื้นฟูอาชีพเพื่อให้มีรายได้ในการชำระหนี้และใช้จ่ายในครอบครัวด้วยการยื่นโครงการขอสนับสนุนในรูปองค์กรสมาชิก”

นายสมยศ กล่าวต่อไปว่าเมื่อได้รับการอนุมัติให้เข้าเป็นสมาชิกของกองทุนฟื้นฟูฯแล้ว จะเข้าสู่ขั้นตอนการขอขึ้นทะเบียนหนี้ ซึ่งต้องยื่นเอกสารประกอบตามที่กำหนด โดยขณะนี้มีเกษตรกรสมาชิกขึ้นทะเบียนหนี้ไว้ถึง 500,000 กว่ารายขณะที่ขึ้นทะเบียนหนี้ในรูปองค์กรสมาชิกจำนวนกว่า 50,000 กลุ่มที่ผ่านมา กองทุนฟื้นฟู ฯ สามารถจัดการแก้ไขปัญหาหนี้สินให้กับเกษตรกรสมาชิกเป็นผลสำเร็จได้ในระดับที่น่าพึงพอใจทำให้เกษตรกรสมาชิกทั่วประเทศได้ที่ดินทำกิน ซึ่งนำไปใช้เป็นหลักค้ำประกันหนี้กลับคืนมาเป็นของตนเองเช่นเดิมซึ่งในจัดการหนี้ให้สมาชิกนั้น ตามระเบียบปัจจุบันได้กำหนดไว้ที่ รายละ 5 ล้านบาท โดยในปีงบประมาณ 2564นี้ ได้ตั้งงบประมาณเพื่อใช้ในการซื้อหนี้ไว้ที่ 700 ล้านบาท

“ ขณะที่ด้านการฟูฟื้นฟูอาชีพเช่นกัน ได้มีการอนุมัติงบสนับสนุนโครงการอาชีพตามที่องค์กรสมาชิกยื่นเสนอแล้วถึง 553 โครงการ เป็นเงินกู้ยืม 303.78 ล้านบาท ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นงานที่กองทุนฟื้นฟูฯ ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องซึ่งเป็นไปตามภารกิจและเจตนารมณ์ในการจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูฯ ดังนั้นเกษตรกรที่ยังไม่ได้ยื่นขอขึ้นทะเบียนสมาชิก สามารถดำเนินการได้โดยตลอดที่สำนักงานกองทุนฟื้นฟูฯ สาขาในจังหวัดที่เกษตรกรอาศัยอยู่ “ นายสมยศ กล่าวปิดท้าย