‘เฉลิมชัย’ สั่งจัดการเด็ดขาด ขบวนการนำเข้าทุเรียนเวียดนาม สวมสิทธิ์ ‘ทุเรียนไทย’ ส่งออกจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/582487

‘เฉลิมชัย’สั่งจัดการเด็ดขาด ขบวนการนำเข้าทุเรียนเวียดนาม สวมสิทธิ์‘ทุเรียนไทย’ส่งออกจีน

วันพฤหัสบดี ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้สั่งการให้กรมวิชาการเกษตรประสานการทำงานกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จังหวัดจันทบุรี กรมศุลกากร กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์และกรมสอบสวนคดีพิเศษเร่งขยายผลการสืบสวนสอบสวนเพื่อจัดการอย่างเฉียบขาดกับขบวนการนำเข้าทุเรียนเวียดนามมาสวมสิทธิ์ทุเรียนจันทบุรีเพื่อส่งออกไปจีนโดยสำแดงเท็จทั้งการนำเข้าและส่งออก ทั้งนี้ เพื่อป้องกันความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของทุเรียนไทยในตลาดจีนซึ่งเป็นตลาดหลักของทุเรียนไทย

นายอลงกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า หลักจากทราบถึงการจับกุมทุเรียนสวมสิทธิ์ จึงได้ประชุมทางไกลกับหน่วยงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ผลไม้ใน 14 จังหวัดภาคใต้ขอให้เพิ่มความระมัดระวังการนำทุเรียนต่างประเทศมาสวมสิทธิทุเรียนไทย เนื่องจากเริ่มเข้าสู่ฤดูผลไม้ภาคใต้นอกจากนี้ ตนในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) จะนัดประชุมหารือเป็นการด่วนกับหน่วยงานตรวจสอบและปราบปรามปัญหาทุเรียนสวมสิทธิ์เพื่อกำหนดมาตรการเพิ่มเติมในการป้องกันปัญหาดังกล่าว

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ชุดเฉพาะกิจป้องกันและแก้ไขปัญหาทุเรียนด้อยคุณภาพ จ.จันทบุรี นำโดย พล.ต.ต.จรัล จิตเจือจุน รอง ผบช.ภ.3 รรท.ผบก.ภ.จว.จันทบุรี พร้อมด้วย นายวุฒิกร สุขีนัยนอภ.เมือง และ นายชลธี นุ่มหนู ผอ.สวพ.6 (ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 6) นำกำลังบุกเข้าจับกุมผู้ประกอบการล้งรับซื้อผลไม้ภายใน ซ.สระบาปบน พื้นที่หมู่ 10 ต.คลองนารายณ์ อ.เมือง จ.จันทบุรี หลังสืบทราบว่ามีพฤติกรรม นำทุเรียนจากประเทศเวียดนาม มาสวมสิทธิ์เป็นทุเรียนไทยโดยใช้เอกสารรับรอง GAP และ GMP ปลอมเพื่อส่งออกไปจีน ซึ่งจากการตรวจสอบ ทางผู้ประกอบการได้ สำแดงเอกสาร อ้างว่าได้นำเข้าทุเรียนเวียดนามมาแปรรูป จำนวน 18 ตัน เพราะราคาทุเรียนเวียดนามกิโลกรัมละ 70 บาท แต่เมื่อนำมาสวมสิทธิ์เป็นทุเรียนไทยส่งออก จะขายได้ถึงกิโลกรัมละ 160 บาท

ซอกแซกอาเซียน : 24 มิถุนายน 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/582488

ซอกแซกอาเซียน : 24 มิถุนายน 2564

ซอกแซกอาเซียน : 24 มิถุนายน 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ความเดือดร้อนเกี่ยวกับการระบาดของเชื้อโควิด-19 มีผลโดยตรงต่อความมั่นคงทางอาหารในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศอาเซียนที่ยังยากจนอยู่ ประชาชนอดยาก หาเช้ากินค่ำ เมื่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมล้มเหลว ก็ยิ่งต้องผจญกับปัญหาขาดแคลนรายได้ที่จะนำไปจับจ่ายใช้สอยอาหารประทังชีวิต จนในที่สุดก็ต้องร้องขอให้แอปเตอร์ช่วยเหลือ ถึงตอนนี้ ก็ต้องชมเชยวิสัยทัศน์ของอาเซียน และประเทศบวกสาม ที่ดำริให้มีการจัดตั้งแอปเตอร์ขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และเน้นเฉพาะการช่วยเหลือข้าวบริโภค เพราะเป็นพืชอาหารหลักของคนชาวเอเชีย ถึงตรงนี้ ก็เป็นการพิสูจน์ว่า การที่บางสมาชิกเสนอให้มีการสำรองอาหารชนิดอื่นเพิ่มเข้ามาด้วย เช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง มันสำปะหลัง และอ้อยน้ำตาล นั้น อาจยังไม่ถึงเวลาเนื่องจากไม่จำเป็นเท่ากับข้าว และที่ผ่านมานับสิบปีก็ยังไม่ปรากฏว่ามีการร้องขอสินค้าเหล่านี้เพื่อช่วยเหลือประเทศที่ขาดแคลน นอกเสียจากข้าวสารที่สมาชิกแอปเตอร์ร้องขอความช่วยเหลือกันอยู่เป็นประจำครับ

ประเทศที่เดือดร้อนมากในช่วงนี้ คือ กัมพูชา เพื่อนบ้านใกล้ๆ เรานี่เอง ที่มีคนติดเชื้อโควิดและอดอยากอยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงพนมเปญ ใจกลางของประเทศ ซึ่งที่กรุงพนมเปญจำเป็นต้องมีการประกาศล็อกดาวน์และกำหนดพื้นที่สีแดงกันหลายจุด ผู้คนไม่สามารถจะเดินทางออกนอกบ้านที่อยู่อาศัยได้ ตามข่าวบอกว่าช่างซ่อมมอเตอร์ไซค์ ปกติเคยมีรายได้ในการบริการซ่อมรถวันละประมาณ 360 บาท แต่ปัจจุบันไม่มีรายได้เลย รวมถึงพวกคนงานรับจ้างในโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ที่ต้องหยุดงาน ขาดรายได้ และก็ยังมีอีกหลายกรณีที่เล่าถึงความยากลำบากของประชาชนในยามวิกฤติเช่นนี้ น่าเห็นใจมาก

ปกติตั้งแต่ได้มาทำงานที่แอปเตอร์ช่วง 3-4 ปีก่อน ผมและคณะเจ้าหน้าที่ได้มีโอกาสเดินทางไปประเทศกัมพูชาบ่อยมาก เคยนั่งรถยนต์จากทิศตะวันออกข้ามไปยังชายแดนทิศตะวันตกที่ติดกับเขตแดนประเทศไทยอยู่หลายครั้ง พบว่า กัมพูชากับไทยแทบจะไม่มีความแตกต่างกันเลย การที่พวกเขาเดือดร้อน ก็ทำให้เราชาวแอปเตอร์ต้องใช้ความพยายามในการเจรจามากขึ้น และตอนนี้ท่านอธิบดีกรมการเกษตรได้ขอการสนับสนุนข้าวจากแอปเตอร์เพิ่มเติมอีก 300 ตัน หลังจากที่แอปเตอร์ได้ระบายข้าว 78 ตัน บริจาคโดยญี่ปุ่นไปช่วยชาวกัมพูชาที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ไปแล้ว สำหรับประเทศที่เราหวังว่าจะช่วยได้ คงไม่พ้นสมาชิกผู้มั่งคั่ง อย่างเช่น จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ซึ่งตอนนี้ก็ได้ทำหนังสือเวียนออกไปแล้ว รอทางเขาตอบมาว่าจะช่วยได้ไหม พร้อมกับมีการเจรจาเป็นภายในกับประเทศเหล่านี้ด้วยอีกทาง

อย่างไรก็ดี ในเรื่องการสำรองข้าวจริงนี้ ผมเคยมีไอเดียอยู่ ซึ่งตรงกับที่ เอดีบี หรือธนาคารเพื่อพัฒนาแห่งเอเชีย ที่เคยศึกษาไว้ ว่าควรจะมีการนำข้าวมาเก็บสำรองไว้ล่วงหน้าก่อนเลย และเมื่อเกิดภัยพิบัติและมีการร้องขอ ก็จะได้นำข้าวที่เก็บไว้นั้น ส่งไปช่วยเหลือได้ทันที โดยศึกษาดังกล่าวบอกว่าประเทศไทยเรานี่แหละเหมาะสมที่สุดที่จะตั้งคลังสำรองข้าว เพราะเป็นศูนย์กลางที่จะสามารถส่งข้าวไปช่วยประเทศสมาชิกที่ใกล้เคียง เช่น เมียนมา สปป.ลาว กัมพูชา และเวียดนาม รวมทั้งมาเลเซีย ได้อย่างสะดวก ถือว่าประเทศไทยจุดสำรองหลักในเขตแผ่นดิน ส่วนอีกสองจุดสำรองย่อยที่ควรมีคลังสำรอง คือ ที่ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย รวมเป็นทั้งหมด 3 จุดข้อเสนอที่ดีอันนี้ ก็รอการสนองตอบจากประเทศสมาชิกอยู่ จะเกิดหรือไม่เกิดก็คงต้องรอดูกันอีกสักระยะหนึ่ง แต่เท่าที่นำเสนอไปแล้วก็ยังไม่มีสมาชิกขยับกันเท่าใดนักครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

กยท.เดินหน้าส่งเสริมการใช้ยางภาครัฐ ขยายโครงการสนับสนุนสถาบันเกษตรกร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/582486

กยท.เดินหน้าส่งเสริมการใช้ยางภาครัฐ ขยายโครงการสนับสนุนสถาบันเกษตรกร

วันพฤหัสบดี ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กยท.เดินหน้าโครงการส่งเสริมการใช้ยางของหน่วยงานภาครัฐ สู่เป้าหมาย 1 ล้านตัน พร้อมต่อยอดขยายโครงการสนับสนุนและส่งเสริมสถาบันเกษตรกรแปรรูปผลิตภัณฑ์จากยาง เพื่อนำไปใช้ในหน่วยงานภาครัฐ มั่นใจช่วยเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศ และสร้างเสถียรภาพด้านราคาในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการ การยางแห่งประเทศไทย(กยท.) เปิดเผยว่า กยท.เตรียมต่อยอดขยายผลการดำเนินโครงการส่งเสริมการใช้ยางของหน่วยงานภาครัฐ ให้มีขอบเขตการดำเนินโครงการที่กว้างขึ้นจากที่ร่วมดำเนินเฉพาะหน่วยงานของรัฐ ซึ่งขณะนี้มีทั้งสิ้น 11 หน่วยงาน คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงสาธารณสุข และกรุงเทพมหานคร ขยายไปร่วมดำเนินโครงการกับสถาบันเกษตรกรในการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยาง เพื่อนำไปใช้ในหน่วยงานภาครัฐ โดยในปีงบประมาณ 2564 เริ่มนำร่องดำเนินโครงการดังกล่าว

สำหรับงบประมาณสนับสนุนสถาบันเกษตรกรในการแปรรูปยางเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ตามโครงการดังกล่าวนั้น
ได้จัดสรรรงบประมาณสนับสนุนจังหวัดละ 800,000-1,000,000 บาท ทั้งนี้ สถาบันเกษตรกรที่สนใจสามารถยื่นรายละเอียดของโครงการเพื่อขอรับการสนับสนุนได้ที่การยางแห่งประเทศไทยจังหวัด ทั้ง 45 จังหวัดทั่วประเทศ

ผู้ว่าการ กยท.กล่าวต่อว่า ช่วงที่ผ่านมา กยท.ได้สนับสนุนและถ่ายทอดเทคโนโลยีผลงานวิจัยการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากยางพาราให้กับสถาบันเกษตรกรที่มีความพร้อมและมีศักยภาพ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง รวมทั้งยังเป็นการเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศตามนโยบายของรัฐบาลมาอย่างต่อเนื่อง เช่น กยท.ได้ลงนาม MOU ในการแปรรูปบล็อกยางปูพื้นรูปตัวหนอนจากยางพาราให้กับชุมนุมสหกรณ์กองทุนสวนยางสตูล จำกัด ซึ่งเป็นสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางที่มีศักยภาพที่มาจากการรวมตัวของสหกรณ์กว่า 11 แห่งในจังหวัดสตูล ซึ่งบล็อกปูพื้นรูปตัวหนอนจากยางพาราดังกล่าว เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากยางธรรมชาติ ที่มีความยืดหยุ่นตัวสูงทำให้การสัมผัสกับพื้นผิวของการเดินหรือการวิ่ง ลดการกระแทกบริเวณข้อเท้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสำหรับการปูพื้นสนามเด็กเล่น สนามกีฬา เป็นต้น

ทั้งนี้ ในปัจจุบันบล็อกยางปูพื้นรูปตัวหนอนจากยางพารา ตลาดมีความต้องการเพิ่มเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะหน่วยงานภาครัฐส่วนท้องถิ่นจะนำไปใช้ปูสนามกีฬาศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และสนามเด็กเล่น เนื่องจากสามารถใช้งานได้ทั้งกลางแดดและในร่ม มีอายุการใช้งานที่ยาวนานคงทน ดังนั้น ถ้าหากสถาบันเกษตรกรใดสนใจเทคโนโลยีการแปรรูปบล็อกยางปูพื้นรูปตัวหนอนจากยางพาราดังกล่าว กยท. พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีและให้เงินทุนสนับสนุน ซึ่งก่อนหน้านี้ กยท.ได้สร้างสนามเด็กเล่นที่ปูพื้นด้วยบล็อกปูพื้นรูปตัวหนอนจากยางพารา ที่ผลิตชุมนุมสหกรณ์กองทุนสวนยางสตูล จำกัด ให้แก่โรงเรียนบ้านไสใหญ่ อ.ควนกาหลง จ.สตูล ภายใต้โครงการดำเนินงานด้านการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (CSR) ของ กยท.

ส่วนความก้าวหน้าของการดำเนินโครงการส่งเสริมการใช้ยางของหน่วยงานภาครัฐนั้น กยท.ยังดำเนินโครงการต่อเนื่อง ซึ่งโครงการนี้เริ่มมาตั้งแต่ปี 2562 ไปจนถึงเดือนกันยายน 2565 มีเป้าหมายที่จะส่งเสริมการใช้น้ำยางสดรวมทั้งสิ้น 1 ล้านตัน ที่ผ่านมาสามารถดำเนินงานได้้ใกล้เคียงเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยยางที่เข้าร่วมโครงการมีการนำไปใช้ในการสร้างถนน ที่นอน หมอน ถุงมือ รองเท้า อุปกรณ์เกี่ยวกับการจราจร พื้นสนาม ปืนจำลอง หล่อยาง ยางนอก อุปกรณ์อำนวยความปลอดภัย ถุงยางอนามัย สายยาง หุ่นจำลองช่วยชีวิตพื้นฐาน ทุ่นกันผักตบชวา เป็นต้น

“กยท.จะเร่งประสานกับหน่วยงานภาครัฐ เพื่อให้นำยางใช้ให้ได้ตามเป้าหมาย รวมทั้งจะเร่งดำเนินการต่อยอดขยายโครงการไปสนับสนุนสถาบันเกษตรในการนำยางพาราไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ นำไปใช้ในหน่วยงานภาครัฐ เพื่อกระตุ้นให้มีการใช้ยางมากขึ้นให้เป็นไปตามเป้าหมายได้ ซึ่งจะสร้างเสถียรภาพด้านราคาในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ” ผู้ว่าการ กยท.กล่าวในตอนท้าย

ลุยเกษตรสุดเขตทั่วไทย : 10 อันดับกระทรวง ที่ได้รับงบประมาณสูงสุดปี’ 65 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/582186

ลุยเกษตรสุดเขตทั่วไทย : 10อันดับกระทรวง ที่ได้รับงบประมาณสูงสุดปี’65

วันพุธ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

วันนี้ “หนุ่มยูโร” จะพาไปดู 10 อันดับกระทรวงที่ได้รับงบประมาณสูงสุดในปี 2565…หลังจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2565 จำนวน 3.1 ล้านล้านบาท วาระแรกไปแล้ว…

สำหรับกระทรวงที่ได้รับงบประมาณมากที่สุด 10 อันดับแรก ที่ได้รับงบประมาณหลักแสนล้านบาทได้แก่ อันดับที่ 1 กระทรวงศึกษาธิการ 332,398.6 ล้านบาท อันดับที่ 2 กระทรวงมหาดไทย 316,527 ล้านบาท อันดับที่ 3 กระทรวงการคลัง 273,941.3 ล้านบาท อันดับที่ 4 กระทรวงกลาโหม 203,282 ล้านบาท อันดับที่ 5 ทุนหมุนเวียน 195,397.9 ล้านบาท อันดับที่ 6 กระทรวงคมนาคม 175,858.7 ล้านบาท อันดับที่ 7 กระทรวงสาธารณสุข 153,940.5 ล้านบาท อันดับที่ 8 รัฐวิสาหกิจ 130,586.4 ล้านบาท อันดับที่ 9 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 124,182.8 ล้านบาท อันดับที่ 10 ส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือ ทบวง และหน่วยงานภายใต้การควบคุมดูแลของนายกรัฐมนตรี 122,729.9 ล้านบาท และอันดับที่ 11 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 110,126.5 ล้านบาท…

ส่วนอันดับที่ได้รับงบประมาณลดหลั่นกันลงไป ได้แก่ อันดับที่ 12องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) 78,305.1 ล้านบาท อันดับที่ 13กระทรวงแรงงาน 49,742.8 ล้านบาท อันดับที่ 14 สำนักนายกรัฐมนตรี 34,017.3 ล้านบาท อันดับที่ 15 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 28,325.5 ล้านบาท อันดับที่ 16 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 24,664.8 ล้านบาท…

อันดับที่ 17 กระทรวงยุติธรรม 24,321.3 ล้านบาท อันดับที่ 18หน่วยงานของศาล 22,947.8 ล้านบาท อันดับที่ 19 หน่วยงานขององค์กรอิสระและองค์กรอัยการ 18,468.6 ล้านบาท อันดับที่ 20 จังหวัดและกลุ่มจังหวัด 17,411 ล้านบาท อันดับที่ 21 ส่วนราชการในพระองค์ 8,761.4 ล้านบาท อันดับที่ 22 สภากาชาดไทย 8,265.4 ล้านบาท อันดับที่ 23 หน่วยงานของรัฐสภา 8,208.1 ล้านบาทอันดับที่ 24 กระทรวงต่างประเทศ 7,618.7 ล้านบาท อันดับที่ 25 กระทรวงวัฒนธรรม 7,104.4 ล้านบาท อันดับที่ 26 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม 6,979.1 ล้านบาท…

อันดับที่ 27 กระทรวงพาณิชย์ 6,523.3 ล้านบาท อันดับที่ 28กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา 5,164.6 ล้านบาท อันดับที่ 29 กระทรวงอุตสาหกรรม 4,380.1 ล้านบาท อันดับที่ 30 กระทรวงพลังงาน 2,717.5ล้านบาท และอันดับที่ 31 หน่วยงานอื่นของรัฐ 479 ล้านบาท

ขณะที่งบกลาง (11 รายการ) ได้รับงบประมาณ จำนวน 571,047.3 ล้านบาท โดยงบกลางในส่วนของเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินและจำเป็น ซึ่งเป็นอำนาจนายกรัฐมนตรี มีจำนวน 8.9 หมื่นล้านบาท…เรามาจับตาดูการใช้งบประมาณของแต่ละกระทรวงกันว่าจะคุ้มค่ากับภาษีที่ประชาชนจ่ายไปหรือไม่… โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรฯ ภายใต้การบริหารของท่าน รมว.เฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาฯพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่ง “หนุ่มยูโร” อยู่ในแวดวงการเกษตรฯและถือว่ากระทรวงเกษตรฯใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชน จะใช้งบประมาณทุกบาท ทุกสตางค์ตามที่ได้แจงไว้หรือไม่…โปรดจับตาดู…พลัน…

กรมฝนหลวงและการบินเกษตรเดินหน้า ปฏิบัติการแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำจากภาวะฝนทิ้งช่วง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/582189

กรมฝนหลวงและการบินเกษตรเดินหน้า ปฏิบัติการแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำจากภาวะฝนทิ้งช่วง

กรมฝนหลวงและการบินเกษตรเดินหน้า ปฏิบัติการแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำจากภาวะฝนทิ้งช่วง

วันพุธ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

แม้ว่าในขณะนี้ประเทศไทยจะเข้าสู่ช่วงฤดูฝนแล้ว แต่พบว่าในหลายพื้นที่ยังคงมีปัญหาภาวะฝนทิ้งช่วง ส่งผลให้ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่อทำการเกษตรเป็นอย่างมาก กรมฝนหลวงฯ จึงยังคงติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง พร้อมวางแผนปฏิบัติการฝนหลวงร่วมกับเหล่าทัพอย่างเต็มกำลัง เพื่อช่วยเพิ่มปริมาณน้ำในพื้นที่ประสบปัญหาดังกล่าว

นายสุรสีห์ กิตติมณฑล

นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า แม้ขณะนี้ประเทศไทยจะเข้าสู่ฤดูฝนมาตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคมแล้วก็ตาม แต่ยังพบว่าในหลายพื้นที่ยังมีฝนตกน้อย หรือเกิดภาวะฝนทิ้งช่วง โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง พื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา และภาคใต้ตอนบนบางส่วน ประกอบกับน้ำในระบบชลประทานบางพื้นที่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ ขณะที่น้ำต้นทุนในแหล่งกักเก็บน้ำต่างๆ ก็ยังมีปริมาณน้ำน้อย ดังนั้น จึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษในพื้นที่ดังกล่าวเป็นอย่างมาก โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้เตรียมความพร้อมเพื่อวางแผนปฏิบัติการที่จะช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่ ภายใต้ความร่วมมือจากกองทัพอากาศและกองทัพบก ที่สนับสนุนทั้งด้านอากาศยานและกำลังพล โดยตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงกระจายทั่วประเทศ 13 หน่วย เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาภัยแล้งในพื้นที่การเกษตรที่ประสบปัญหาฝนทิ้งช่วง และเติมน้ำในอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่า 30% เพื่อที่จะได้เป็นน้ำต้นทุนในการไว้ใช้ทำการเกษตรต่อไป ซึ่งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงทั้ง 13 แห่ง ตั้งอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือ 3 หน่วย ในจังหวัดเชียงใหม่ ตาก และพิษณุโลก ภาคกลาง 2 หน่วยที่จังหวัดกาญจนบุรีและลพบุรี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 4 หน่วย ที่จังหวัดขอนแก่น อุบลราชธานี สุรินทร์ และนครราชสีมา ภาคตะวันออก 1 หน่วย ที่จังหวัดสระแก้ว ภาคใต้ 3 หน่วย ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สุราษฎร์ธานี และสงขลา โดยทั้ง 13 หน่วย เป็นอากาศยานของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร จำนวน 22 ลำ ของกองทัพอากาศ 4 ลำและของกองทัพบกจำนวน 1 ลำ โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตรจะติดตามข้อมูลเงื่อนไขของสภาพอากาศเป็นประจำทุกวัน หากวันไหนสภาพอากาศเหมาะสมก็จะขึ้นปฏิบัติการฝนหลวง โดยใช้ฐานข้อมูลทั้งจากหน่วยงานต่างๆ รวมถึงข้อมูลที่ได้รับแจ้งจากอาสาสมัครฝนหลวงและเกษตรกร ที่แจ้งมายังกรมฝนหลวงและการบินเกษตรโดยตรง และแจ้งผ่านการไลฟ์สดทาง Facebook กรมฝนหลวงและการบินเกษตรช่วงเวลา 10.30 น. เป็นประจำทุกวัน ซึ่งขณะนี้มีเกษตรกรแจ้งมามากกว่า 400 ราย จาก 50 กว่าจังหวัด ซึ่งกรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้นำข้อมูลเหล่านี้มาจัดลำดับความสำคัญวางแผนในการปฏิบัติการฝนหลวงในแต่ละวัน

“โดยที่ผ่านมา การปฏิบัติการฝนหลวงถือว่าได้ผลสัมฤทธิ์ 90% ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่สูง แต่อย่างไรก็ตาม ทางกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ก็ยังคงเฝ้าระวังและเตรียมแผนปฏิบัติการฝนหลวงอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนและเกษตรกรโดยไม่มีวันหยุดราชการ กรมฝนหลวงและการบินเกษตรจะยังคงติดตามสภาพอากาศตลอดทั้งวันและทุกวัน หากสภาพอากาศ มีการเปลี่ยนแปลงและเข้าเงื่อนไขการปฏิบัติการฝนหลวง ก็จะขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือพื้นที่เป้าหมายทันที ซึ่งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงทั้ง 13 หน่วย ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการปฏิบัติการฝนหลวงในแต่ละภาค

ดังนั้น ขอให้พี่น้องประชาชนและเกษตรกร เชื่อมั่นได้ว่า กรมฝนหลวงและการบินเกษตรพร้อมที่จะให้การช่วยเหลือพี่น้องประชาชนและเกษตรกรทุกพื้นที่ของประเทศไทย โดยพี่น้องเกษตรกรและประชาชนทั่วไป สามารถขอรับบริการฝนหลวงและติดตามข้อมูลข่าวสารของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้ที่ช่องทาง Facebook กรมฝนหลวงและการบินเกษตร Twitter Instagram Line Official Account : @drraa_prและหมายเลขโทรศัพท์ 0-2109-5100 ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่ของกรมฝนหลวงฯ ค่อยรับเรื่องและประสานกับพี่น้องประชาชนและเกษตรกรได้ทันที” อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ฝากทิ้งท้าย

บุรีรัมย์อ่วม โรคลัมปีสกิน ระบาดหนัก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/582188

บุรีรัมย์อ่วม โรคลัมปีสกิน ระบาดหนัก

วันพุธ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์การเกิดโรค “ลัมปี สกีน” ระบาดในโค-กระบือ ขณะนี้พบการแพร่ระบาดในพื้นที่ทั้งจังหวัด 23 อำเภอ ของ จ.บุรีรัมย์ ข้อมูล ณ วันที่ 18 มิ.ย. 2564 มีเกษตรกรได้รับความเดือดร้อน จำนวน 7,984 ราย มีจำนวนสัตว์ป่วยสะสม 22,456 ตัว รักษาสัตว์หายป่วยแล้ว 5,081 ตัว สัตว์ตายรวม 700 ตัว ในพื้นที่ 23 อำเภอ 188 ตำบล ซึ่งปศุสัตว์ จ.บุรีรัมย์ ได้ให้ปศุสัตว์แต่ละอำเภอลงพื้นที่สำรวจ และรายงานเข้ามา เพื่อที่จะสรุปข้อมูลอย่างละเอียดอีกครั้ง โดยเฉพาะจำนวนสัตว์ที่ป่วย หรือตาย

ในส่วนการช่วยเหลือเฉพาะหน้าเพื่อป้องกัน ควบคุมและยับยั้งการแพร่ระบาดของโรค สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด ร่วมกับหน่วยที่เกี่ยวข้อง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จัดหน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่รักษาพยาบาลสัตว์ป่วย การอบรมให้ความรู้เกษตรกร,การจัดกิจกรรม Kick off รณรงค์ป้องกันและกำจัดโรคลัมปี สกิน ในโค-กระบือ การฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรค และการฉีดพ่นยากำจัดแมลงพาหะ การสนับสนุนเวชภัณฑ์ สารกำจัดแมลงและอื่นๆ ได้เริ่มดำเนินการไปแล้วในทุกท้องที่

ส่วนกรณีสัตว์ตาย ให้ดำเนินการรายงานเหตุด่วนสาธารณภัย ต่อผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์โดยเร่งด่วน ตรวจสอบความเสียหาย และข้อเท็จจริง แจ้ง อปท. เพื่อพิจารณาให้ความช่วยเหลือ เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดได้ออกประกาศเขตสาธารณภัย หาก อปท. ไม่มีงบประมาณ หรืองบประมาณไม่เพียงพอ ให้นำเข้าคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติอำเภอ (ก.ช.ภ.อ.)เพื่อพิจารณาประกาศเขตให้ความช่วยเหลือต่อไป

ทุเรียนไทยแชมป์ฝ่าโควิดบุกตลาดจีนสำเร็จ ผลผลิตมีคุณภาพ-ยันไม่เคยพบเชื้อปนเปื้อน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/581905

ทุเรียนไทยแชมป์ฝ่าโควิดบุกตลาดจีนสำเร็จ ผลผลิตมีคุณภาพ-ยันไม่เคยพบเชื้อปนเปื้อน

ทุเรียนไทยแชมป์ฝ่าโควิดบุกตลาดจีนสำเร็จ ผลผลิตมีคุณภาพ-ยันไม่เคยพบเชื้อปนเปื้อน

วันอังคาร ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า วิกฤติสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ที่ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลกและความต้องการซื้อสินค้าเกษตรบางชนิดมีแนวโน้มลดลง แต่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีมาตรการบริหารจัดการเพื่อรับมืออย่างเร่งด่วน และทันต่อสถานการณ์ ในฐานะเป็นผู้นำการผลิตและส่งออกผลไม้เมืองร้อนที่สำคัญและมีชื่อเสียงที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ด้วยมาตรการป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อโควิด-19 ที่ปลอดภัยและได้มาตรฐานในระดับสากลจากข้อมูลการส่งออกผลไม้ไทยจะเห็นได้ว่าแต่ละปีไทยมีมูลค่าการส่งออกผลไม้และผลิตภัณฑ์ จำนวนมากกว่า 1 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 20 ของมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรทั้งหมด โดยแชมเปี้ยนอันดับหนึ่งคือ ทุเรียน รองลงมา คือ ลำไย และ มังคุด โดยจากข้อมูล 5 ปีย้อนหลังประเทศที่นำเข้าผลไม้จากไทยมากที่สุดแน่นอน คือ จีน รองลงมา คือ ฮ่องกง และ เวียดนาม

ทุเรียน ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2559 – 2563) ผลผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 ต่อปี สำหรับปี 2564 คาดว่าผลผลิตรวมทั้งประเทศ 1.24 ล้านตัน ขณะที่การส่งออกทุเรียนและผลิตภัณฑ์ เพิ่มขึ้นจาก 425,059 ตัน มูลค่า 20,050 ล้านบาท ในปี 2559 เป็น 653,158 ตันมูลค่า 72,459 ล้านบาท ในปี 2563 สำหรับ ปี 2564 (มกราคม -เมษายน) มีปริมาณการส่งออก ปริมาณ 213,328 ตัน มูลค่า 28,615 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นทุเรียนสด ร้อยละ 95 ตลาดหลักที่สำคัญ ได้แก่ จีน (ร้อยละ 72) รองลงมา คือ ฮ่องกง (ร้อยละ 13)และเวียดนาม (ร้อยละ 12)

ลำไย ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ผลผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 6 ต่อปี โดยปี 2564 คาดว่าผลผลิตรวมทั้งประเทศ 1.41 ล้านตัน การส่งออกลำไยและผลิตภัณฑ์ เพิ่มขึ้นจาก 552,557 ตัน มูลค่า 20,566 ล้านบาท ในปี 2559 เป็น 631,534 ตัน มูลค่า 24,696 ล้านบาท ในปี 2563 (ปริมาณเพิ่มขึ้นร้อยละ0.41 และมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 3 ต่อปี)สำหรับปี 2564 (มกราคม – เมษายน)มีปริมาณการส่งออก 209,388 ตัน มูลค่า 8,043 ล้านบาท การส่งออกลำไยและผลิตภัณฑ์ ส่วนใหญ่เป็นการส่งออกลำไยสด กว่าร้อยละ 70 และรองลงมา คือ ลำไยอบแห้ง ร้อยละ 25
ตลาดหลักที่สำคัญ ได้แก่ จีน (ร้อยละ 77) เวียดนาม (ร้อยละ 11)และอินโดนีเซีย (ร้อยละ 6)

มังคุด ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ผลผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 18 ต่อปีโดยปี 2564 คาดว่าผลผลิตรวมทั้งประเทศ 264,631 ตัน การส่งออกมังคุดและผลิตภัณฑ์ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ไทยส่งออกเพิ่มขึ้นจาก 143,248 ตัน มูลค่า 4,308 ล้านบาท ในปี 2559 เป็น 292,147 ตัน มูลค่า 15,040 ล้านบาท ในปี 2563 (ปริมาณเพิ่มขึ้นร้อยละ 24และมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 39 ต่อปี) สำหรับ ปี 2564 (มกราคม – เมษายน) มีปริมาณการส่งออก 2,293 ตัน มูลค่า 189 ล้านบาท

“สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ไม่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกผลไม้ของไทยมากนัก จีน ซึ่งเป็นตลาดหลัก ยังมีความต้องการต่อเนื่อง อีกทั้งเชื่อมั่นได้ว่า รัฐบาล โดยกระทรวงเกษตรฯ และทุกหน่วยงาน เราเข้มงวดมาตรการทุกระดับ ตั้งแต่มาตรการสำหรับเกษตรกรชาวสวน ผู้ประกอบการ สถานประกอบการโรงคัดบรรจุผลไม้ (ล้ง) และมาตรการสำหรับผู้ปฏิบัติงาน ผู้ประกอบการขนส่งสินค้าเกษตร (ผลไม้) ตั้งแต่การพ่นยาฆ่าเชื้อต้นทางจากสวนผลไม้ จนถึงระบบขนส่ง โดยยึดตามแนวทางขององค์การอนามัยโลก WHO และ FAO ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติที่ทางจีนให้การยอมรับและแนะนำให้ประเทศคู่ค้าปฏิบัติด้วยเช่นกัน ซึ่งจีน ยังได้ชื่นชมระบบบริหารจัดการส่งออกผลไม้ของไทยว่ามีประสิทธิภาพ ปลอดภัย โดยที่ผ่านมายังไม่เคยตรวจพบการปนเปื้อนของเชื้อไวรัสในผลไม้และบรรจุภัณฑ์จากไทยแต่อย่างใด” รัฐมนตรีเกษตรฯ กล่าว

ด้านนายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) และโฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า ปัจจุบันเส้นทางการส่งออกไปยังจีนมีทั้งทางเรือจากท่าเรือแหลมฉบัง ทางบก ได้แก่ เส้นทาง R9 เส้นทาง R3A เส้นทาง R 12 ในขณะนี้ได้อนุญาตให้นำเข้าได้ที่ด่านตงซิงโดยมีผลตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน 2564 เป็นต้นมา จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้กับผู้ส่งออกผลไม้ไปจีนเพื่อช่วยแก้ปัญหารถติดสะสมบริเวณหน้าด่านโหย่วอี้กวน การขนส่งทางเรือ จากแหลมฉบังผ่านเวียดนาม ฮ่องกง ไปจีน ใช้เวลาประมาณ 7-10 วัน ซึ่งเป็นการขนส่งผลไม้สดโดยการควบคุมอุณหภูมิในตู้สินค้าเย็น (Reefer) และ การขนส่งทางอากาศ จึงถือเป็นโอกาสที่ดีที่เราจะสามารถสร้างแบรนด์ผลไม้ไทย และต่อมาเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ได้มีการจำหน่ายทุเรียนผ่านระบบสั่งซื้อล่วงหน้า (Pre-Order platform) กับมณฑลส่านซีในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีน ด้วยแพลตฟอร์มใหม่บนความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงพาณิชย์ บริษัทเอกชน และสหกรณ์ผลไม้ อาทิ สหกรณ์เมืองขลุง จังหวัดจันทบุรี ซึ่งเป็นการสร้างแบรนด์ทุเรียนไทยในระดับสหกรณ์ผลไม้ (Cooperative Farm based Branding) ตามแนวทางเกษตรสร้างสรรค์ (Creative Agriculture) เกษตรกรชาวสวนทุเรียนและสหกรณ์จะสามารถขายได้ราคาสูงขึ้น โดยส่งออกทุเรียนทางเครื่องบินลอตที่สองไปจีน 25 ตัน (11,200 ลูก)

กยท.ขยายผลโครงการชะลอขายยาง มั่นใจช่วยกระตุ้นราคาสร้างเสถียรภาพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/581906

กยท.ขยายผลโครงการชะลอขายยาง มั่นใจช่วยกระตุ้นราคาสร้างเสถียรภาพ

กยท.ขยายผลโครงการชะลอขายยาง มั่นใจช่วยกระตุ้นราคาสร้างเสถียรภาพ

วันอังคาร ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

บอร์ด กยท.ไฟเขียว โครงการชะลอการขายยางของสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง เพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง ระยะที่ 2 ขยายผลดำเนินโครงการทั่วประเทศ สนองความต้องการของเกษตรกร มั่นใจช่วยยกระดับราคาซื้อขายยางในตลาด และเกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม ลดความเสี่ยง ในขณะที่ผู้ประกอบการจะได้ยางที่มีคุณภาพ

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการ การยางแห่งประเทศไทย(กยท.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการ กยท.ได้เห็นชอบให้ดำเนินโครงการชะลอการขายยางของสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง เพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง ระยะ 2 หลังจากประสบผลสำเร็จในการนำร่องดำเนินโครงการชะลอการขายยางของสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางเขตภาคเหนือที่ส่งผลให้ราคายางก้อนถ้วยมีเสถียรภาพมากขึ้น เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรมีรายได้เพิ่มมากขึ้น จากผลต่างของราคาที่จำหน่ายสูงสุดถึง 4.50 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้ราคายางทำให้ราคายางที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยจาก 26.56 บาทต่อกิโลกรัมเป็นราคาเฉลี่ย 29.72 บาท หรือเพิ่มขึ้น 3.16 บาทต่อกิโลกรัม

นอกจากนี้ ยังทำให้ทัศนคติของการผลิตและจำหน่ายยางของเกษตรกรชาวสวนยางที่ผลิตยางก้อนถ้วยเปลี่ยนไปในแนวทางที่ดีขึ้น โดยพัฒนาเป็นการผลิตยางก้อนถ้วยแห้ง แทนการผลิตยางก้อนถ้วยเปียก เกิดภาพลักษณ์ที่ดีของอาชีพการทำสวนยาง สามารถลดมลภาวะเป็นพิษ ลดอุบัติเหตุทางท้องถนน จากการขนส่งยางก้อนถ้วยเปียกบนท้องถนน ทำให้ถนนเลื่อนได้ ดังนั้นจึงทำให้เกษตรกรชาวสวนยางในภูมิภาคอื่นๆต้องการให้ กยท.ขยายผลโครงการดังกล่าว

สำหรับโครงการชะลอการขายยางของสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง เพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง ระยะ 2 ดังกล่าว กยท. จะขยายผลดำเนินการทั่วประเทศ ซึ่ง กยท.มั่นใจว่า นอกจากจะเป็นไปตามความต้องการของเกษตรกรชาวสวนยางแล้ว ยังเป็นการชะลอปริมาณผลผลิตยางพาราออกสู่ตลาด ช่วยให้สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง มีสภาพคล่องทางการเงินในระหว่างรอขายผลผลิต ช่วยลดความเสี่ยงจากการผันผวนของราคายางให้มีเสถียรภาพมากขึ้น ในขณะที่ผู้ประกอบการจะได้ยางที่มีคุณภาพที่ดี รวมทั้งยังเป็นการยกระดับราคาซื้อขายยางในตลาด และเกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมตามกลไกตลาด โดยสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนกับกยท.จะทำหน้าที่ในการขับเคลื่อนบริหารจัดการยางทั้งหมด

“ขณะนี้มี สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางที่เข้าร่วมโครงการรวม 79 แห่ง มีจำนวนสมาชิกรวม 45,800 ราย และการดำเนินโครงการในระยะที่ 2 ดังกล่าว กยท. ไม่ได้ดำเนินการเฉพาะยางก้อนถ้วยเท่านั้น แต่ยังขยายผลดำเนินโครงการกับน้ำยางสด ยางแผ่นดิบ ยางแผ่นรมควันด้วย” นายณกรณ์กล่าว

ทั้งนี้กยท.ได้ตั้งเป้าในการดำนินโครงการชะลอการขายยางของสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ระยะ 2 ไว้ ประมาณ 20,300 ตัน โดยจะใช้งบประมาณจากกองทุนพัฒนา 49(3) เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการเสริมสภาพคล่องให้กับสถาบันเกษตรกร รวมทั้งสิ้นกว่า 276 ล้านบาท โดยสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางที่เข้าร่วมโครงการฯจะได้รับสินเชื่อวงเงิน 80% ของมูลค่ายาง และยังได้รับค่าบริหารโครงการ อีก 0.50 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนการกำหนดราคากลางสำหรับประเมินสินเชื่อนั้น กยท.จะใช้ราคาเฉลี่ยย้อนหลัง 15 วัน ของราคากลางเปิดตลาดของยางชนิดนั้นๆ

ผู้ว่าการ กยท.กล่าวต่อว่า กยท.ได้กำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมสำหรับยางที่เข้าร่วมโครงการจะต้องขายผ่านตลาดกลางยางพารา หรือตลาดเครือข่ายตลาดกลางยางพาราจังหวัด ของ กยท. เท่านั้น เมื่อขายยางแล้ว กยท.จะหักเงินสินเชื่อกลับเข้าโครงการฯ และจ่ายเงินส่วนต่างให้แก่สถาบันเกษตรกร ระยะเวลาของโครงการตั้งแต่เดือน มิถุนายน-กันยายน 2564 ส่วนการใช้เงินคืนนั้น สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ต้องส่งใช้เงินคืนในวงเงินที่ได้รับอนุมัติเต็มจำนวน โดยไม่เสียดอกเบี้ยใน 3 เดือนแรก แต่เมื่อสิ้นสุดโครงการ สถาบันเกษตรกรไม่ขายยางได้ จะมีการคิดอัตราดอกเบี้ยตามระเบียบ สูงสุดไม่เกินร้อยละ 2 ต่อปี ของมูลค่ายางที่ขอสินเชื่อ

อย่างไรก็ตามเพื่อสร้างความมั่นใจในคุณภาพยางที่เข้าร่วมโครงการ กยท.ยังได้มาตรฐานคุณภาพยางที่จะเข้าร่วมโครงการและการจัดเก็บ โดย ยางก้อนถ้วยจะต้องมีเป็นยางที่มีค่า DRC 75% และสามารถเก็บได้ไม่น้อยกว่า 1 เดือน โดยไม่เสียคุณภาพ ส่วนน้ำยางสด กำหนดค่า DRC 100% และจะต้องเก็บได้ไม่น้อยกว่า 10 วัน โดยไม่เสียคุณภาพ ในแท็งก์ที่ได้มาตรฐานที่ กยท. กำหนด ในขณะที่ยางแผ่นดิบ ยางแผ่นรวมควัน จะต้องเต็มได้ไม่น้อยกว่า 1 เดือนโดยไม่เสียคุณภาพ สำหรับสถานบันเกษตรกรที่สนใจร่วมโครงการฯสามารถติดข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ การยางแห่งประเทศไทย กรุงเทพฯ หรือหน่วยงานของกยท.ในส่วนภูมิภาค