สกู๊ปพิเศษ : บุรีรัมย์ประมูล ‘ทุเรียนน้ำแร่’ ของดีโนนสุวรรณ กระตุ้นรายได้เกษตรกร+ทำบุญช่วยเหลือผู้ยากไร้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/581910

สกู๊ปพิเศษ : บุรีรัมย์ประมูล‘ทุเรียนน้ำแร่’ของดีโนนสุวรรณ กระตุ้นรายได้เกษตรกร+ทำบุญช่วยเหลือผู้ยากไร้

สกู๊ปพิเศษ : บุรีรัมย์ประมูล‘ทุเรียนน้ำแร่’ของดีโนนสุวรรณ กระตุ้นรายได้เกษตรกร+ทำบุญช่วยเหลือผู้ยากไร้

วันอังคาร ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผู้ว่าฯ จ.บุรีรัมย์ พร้อมเหล่ากาชาด สส.นายอำเภอ ผู้บริหารท้องถิ่น และ ปชช. เยี่ยมชมสวนทุเรียนน้ำแร่ธรรมชาติ สุดยอดของดีโนนสุวรรณ พร้อมเปิดประมูลครั้งแรก หวังกระตุ้นรายได้เกษตรกรและร่วมทำบุญช่วยเหลือผู้ยากไร้ มีผู้ร่วมประมูลคึกคักเริ่มต้นตั้งแต่ลูกละ 3,000-10,000 บาท

นายธัชกร หัตถาธยากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมด้วยนางธัญลักษณ์หัตถาธยากูล นายกเหล่ากาชาดจังหวัดบุรีรัมย์,นายไตรเทพ งามกมล, นายรุ่งโรจน์ ทองศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(สส.) พรรคภูมิใจไทย จังหวัดบุรีรัมย์ สมาชิกเหล่ากาชาดจังหวัด นายอำเภอโนนสุวรรณ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ข้าราชการ และนักท่องเที่ยว ได้เดินทางไปเยี่ยมชมสวนทุเรียนน้ำแร่ธรรมชาติของเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนน้ำแร่ที่ อ.โนนสุวรรณ จ.บุรีรัมย์ อาทิ สวนของนายอำนวย พาลัง หรือสวนป๋าเบิ้ม อายุ 53 ปี เกษตรกรบ้านม่วงงาม ต.ดงอีจาน ที่ปลูกทุเรียนมากว่า 10 ปี บางต้นให้ผลผลิตสูงสุดถึง 130 ลูก

ซึ่งทุเรียนน้ำแร่เป็นทุเรียนที่มีอัตลักษณ์ด้านธรณีวิทยา เนื่องจากใช้น้ำแร่ธรรมชาติที่มาจากน้ำใต้ดินพื้นที่ภูเขาไฟ ในการรดหล่อเลี้ยงต้นทุเรียน ทำให้เจริญเติบโตดีผลผลิตมีคุณภาพ เนื้อนุ่ม หวานมันหอมอร่อยเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนที่อื่น และหลายภาคส่วนกำลังผลักดันให้เป็นสินค้า จีไอ.ด้วย

ทั้งนี้ ยังได้มีการตัดทุเรียนจากสวนของเกษตรกรไปทำการประมูล เริ่มต้นที่กิโลกรัมละ 150 บาท รายได้จากการประมูลก็จะจ่ายให้กับเกษตรกรตามราคาจริง เงินส่วนต่างที่เหลือก็จะนำเข้ากองทุน “ทุเรียนปันน้ำใจ” เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ป่วยติดเตียงผู้ยากไร้ในพื้นที่ อ.โนนสุวรรณ ซึ่งก็มีผู้สนใจประมูลคึกคัก ทั้ง สส., สจ., สมาชิกเหล่ากาชาด, ผู้บริหารท้องถิ่น และนักท่องเที่ยวที่มาร่วมชมสวนในครั้งนี้ด้วย ได้ราคาประมูลตั้งแต่ลูกละ 3,000 – 10,000 บาท รวมเป็นเงินที่ประมูลทุเรียนน้ำแร่ครั้งนี้เกือบ 100,000 บาท

นายธัชกร กล่าวว่า วันนี้ได้มาเยี่ยมให้กำลังใจเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนน้ำแร่ในพื้นที่ อ.โนนสุวรรณ ซึ่งถือเป็นทุเรียนที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น คุณภาพดี ซึ่งทางจังหวัดก็จะได้ร่วมกับหลายภาคส่วน สนับสนุนส่งเสริมทุเรียนน้ำแร่ซึ่งถือเป็นของดีของอำเภอโนนสุวรรณ และ จ.บุรีรัมย์ ให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายมากขึ้น โดยจะมีการส่งเสริมช่วยเหลือตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ อาทิ การจัดหาต้นพันธุ์ที่ดีมีคุณภาพ จัดหาแหล่งน้ำ และเรื่องการตลาด ให้สามารถจำหน่ายได้ราคาที่ดี ให้เกษตรกรมีรายได้มีอาชีพที่มั่นคง

ด้านนางธัญลักษณ์ หัตถาธยากูล นายกเหล่ากาชาดจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า นอกจากจะพาคณะเหล่ากาชาดมาเยี่ยมชมสวนทุเรียนน้ำแร่แล้ว ยังได้มาร่วมประมูลทุเรียนน้ำแร่เป็นครั้งแรกของ อ.โนนสุวรรณ โดยจะประมูลตามน้ำหนักทุเรียนในราคากิโลกรัมละ 150 บาท ซึ่งแต่ละลูกก็ไม่ต่ำกว่า 3 กิโลกรัม ซึ่งเงินที่ประมูลได้ก็จะจ่ายให้กับเจ้าของสวนตามน้ำหนักและราคาจริงของแต่ละลูก และเงินส่วนต่างก็จะมอบให้กองทุนช่วยเหลือผู้ยากไร้ผู้ป่วยติดเตียงในพื้นที่ อ.โนนสุวรรณ โดยคอนเซ็ปต์ของเหล่ากาชาด คือ “ทานทุเรียนภูเขาไฟ ได้ดูแลผู้ยากไร้ ทุเรียนปันน้ำใจ มอบให้ชาวโนนสุวรรณ”ซึ่งถือเป็นกิจกรรมที่ได้พาคณะมาท่องเที่ยวเชิงเกษตร ได้รับประทานของดีมีคุณภาพสดๆจากสวนของเกษตรกร ทั้งยังได้ร่วมทำบุญช่วยเหลือผู้ยากไร้อีกด้วย

‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’ เสด็จพระราชดำเนินติดตามโครงการทหารพันธุ์ดี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/581907

'กรมสมเด็จพระเทพฯ'เสด็จพระราชดำเนินติดตามโครงการทหารพันธุ์ดี

‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’เสด็จพระราชดำเนินติดตามโครงการทหารพันธุ์ดี

วันจันทร์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 18.23 น.

“กรมสมเด็จพระเทพฯ”เสด็จพระราชดำเนินติดตามโครงการทหารพันธุ์ดี ทั้งนี้”อธิบดีกรมปศุสัตว์”น้อมเกล้าฯถวายพ่อพันธุ์-แม่พันธุ์ไก่ประดู่หางดำและไก่เหลืองหางขาว สำหรับใช้ขยายพันธุ์ในโครงการทหารพันธุ์ดี

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 21 มิถุนายน 2564 ณ โครงการทหารพันธุ์ดี จ.น่าน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ โครงการทหารพันธุ์ดี จ.น่าน โดย นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ รับเสด็จฯ กล่าวถวายรายงานเรื่องกิจกรรมด้านการปศุสัตว์เพื่อสนับสนุนโครงการทหารพันธุ์ดี และน้อมเกล้าฯ ถวายพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ไก่ประดู่หางดำ พ่อพันธุ์ 5 ตัว แม่พันธุ์ 20 ตัว และไก่เหลืองหางขาว สำหรับใช้ขยายพันธุ์ในโครงการทหารพันธุ์ดีน่าน เพื่อป้องกันสายเลือดชิด

“ไก่ประดู่หางดำ” เป็นหนึ่งในสายพันธุ์ไก่พื้นเมืองยอดนิยมที่ได้รับความสนใจจากเกษตรกรเป็นอย่างมาก เพราะมีลักษณะเด่นตรงกับความต้องการของตลาด ทั้งในด้านเนื้อและลักษณะภายนอก ทำให้ไก่ประดู่หางดำเป็นที่นิยมเลี้ยงของเกษตรกรในประเทศแล้ว ยังแพร่กระจายพันธุ์ไป ไก่ประดู่หางดำเป็นผลงานการต่อยอดการวิจัยที่เกิดขึ้นของกรมปศุสัตว์ และสำนักงานพัฒนาการเกษตรวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก.โดยดำเนินงานที่ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์เชียงใหม่ ลักษณะสำคัญทางเศรษฐกิจ อายุ 12 สัปดาห์ เพศผู้ น้ำหนัก 1,273 – 1,515 กรัม เพศเมียน้ำหนัก 1,004 – 1,104 กรัม ประสิทธิภาพการให้อาหาร (FCR) 3.2 อัตราการตาย 1.5 % อายุเมื่อให้ไข่ฟองแรก 163 – 215 วัน ผลผลิตไข่ 95 – 175 ฟอง/แม่/ปี

“ไก่เหลืองหางขาว” เป็นไก่พื้นเมืองไทยที่มีมาแต่โบราณ มีถิ่นกำเนิดแถบภาคเหนือของไทย แหล่งกำเนิดไก่พันธุ์เหลืองหางขาวพันธุ์ดีสายเลือดแท้ เป็นที่นิยมเลี้ยงกันทั่วไป ลักษณะประจำพันธุ์สัตว์ ไก่เหลืองหางขาวลักษณะสำคัญทางเศรษฐกิจ เพศผู้ มีน้ำหนัก 3 กิโลกรัมขึ้นไป เพศเมีย มีน้ำหนัก 2 กิโลกรัมขึ้นไป อายุเมื่อให้ไข่ฟองแรก 198 วัน ผลผลิตไข่/ปี 136 ฟอง น้ำหนักตัวเมื่อให้ไข่ฟองแรก 2,086 กรัม การนำไปใช้ประโยชน์:เพื่อการบริโภคทั้งบริโภคเนื้อ และไข่สามารถเพิ่มรายได้ของครอบครัวเป็นอาชีพเสริมของเกษตรกร

ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์ เป็นหน่วยงานในการสนับสนุนและส่งเสริมเกษตรกรให้สามารถประกอบอาชีพการเลี้ยงสัตว์ ได้อย่างยั่งยืนและเป็นการสานต่อโครงการพระราชดำริ น้อมนำศาสตร์พระราชาไปสู่การปฏิบัติและประยุกต์ให้สอดคล้องเหมาะสมกับชุมชนและพื้นที่ ช่วยให้เกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ได้รับประโยชน์มากขึ้นบนพื้นฐานทรัพยากรของท้องถิ่นนั้นๆ กรมปศุสัตว์จะมุ่งสร้างอาชีพ สร้างความมั่นคงทางอาหาร ทำให้ชุมชนยั่งยืน กรมปศุสัตว์จะพัฒนางานด้านปศุสัตว์ให้เกิดประโยชน์แก่เกษตรกรยิ่งขึ้นและภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสนองพระราชดำริต่อไป

เกษตรกรเมืองสงขลาลุยปลูก ‘มะระขี้นก’ สร้างรายได้งามเดือนละ 3 หมื่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/581701

เกษตรกรเมืองสงขลาลุยปลูก'มะระขี้นก' สร้างรายได้งามเดือนละ3หมื่น

เกษตรกรเมืองสงขลาลุยปลูก’มะระขี้นก’ สร้างรายได้งามเดือนละ3หมื่น

วันจันทร์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 07.59 น.

21 มิถุนายน 2564 นางพิรญาณ์ ขุนทิศ เกษตรกรอำเภอเมืองสงขลา อายุ 55 ปี ปลูกมะระขี้นกในพื้นที่ 1ไร่ ใช้เวลาปลูกประมาณ 2 เดือน ก็สามารถเก็บผลผลิตสร้างรายได้อย่างงามเลี้ยงครอบครัวได้ ที่หมู่ 6 ตำบลเกาะแต้ว อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา 

นางพิรญาณ์ ขุนทิศ กล่าวว่า ครอบครัวของตนประกอบอาชีพการเกษตร ทั้งทำนา ทำสวนยางพาราและปลูกผักมาหลายปีแล้ว และสนใจปลูกมะระขี้นก  เนื่องจากมะระขี้นก เป็นพืชผักสมุนไพรพื้นบ้านรวมทั้งมีสรรพคุณและประโยชน์มากมาย มีรสชาติขม ดังคำกล่าวที่ว่า “หวานเป็นลม ขมเป็นยา” ปลูกง่าย โตไว ให้ผลผลิตสูง  สามาถบริโภคได้ทั้งยอดอ่อน ผลอ่อน และผลแก่ นิยมปรุงอาหารได้หลากหลาย ทั้งเป็นผักสดหรือลวกจิ้มน้ำพริก รวมทั้งเกษตรกรในพื้นที่ไม่ค่อยนิยมปลูกเพื่อจำหน่าย 

“ตนจึงสนใจและใช้พื้นที่ประมาณ 1 ไร่ปลูกมะระขี้นก โดยการปลูกเป็นแถวยาวตามแนวพื้นที่ดิน จำนวน 7 แถวระยะห่างระหว่างแถว 3 เมตร สามารถปลูกมะระขี้นกได้ประมาณ 300 ต้น เริ่มแรกเพาะกล้าประมาณ 15 วันแล้วนำมาปลูกในแปลงเป็นแถวโดยใช้ปุ๋ยคอกรองก้นหลุม ใส่ปุ๋ยเคมีบ้างเล็กน้อย และใช้ปุ๋ยน้ำหมักผักผลไม้ที่ผลิตเองบำรุงต้นสม่ำเสมอ จากนั้นดูแลรักษา รดน้ำให้ชุ่ม เมื่อต้นกล้าเริ่มทอดยอดทำการปักค้างด้วยไม้ค้างห่างกันประมาณ 1.5 เมตร และขึงตาข่ายเชือกมัดติดกับไม้ค้างด้านบนและด้านล่างทุกไม้ค้าง หมั่นจับเถามะระขี้นกให้เกาะยึดและเลื้อยกระจายทิศทางกันไปให้ทั่ว เมื่อมะระขี้นกอายุได้ประมาณ 50 วัน เริ่มออกดอกติดผลและสามารถเก็บผลผลิตได้” นางพิรญาณ์ กล่าว

ซึ่งจะเก็บช่วงเช้าโดยใช้มือเด็ดขั้วผลที่ได้ขนาดไม่อ่อนหรือแก่เกินไป จะเก็บผลมะระขี้นกทุกวัน สามารถเก็บผลผลิตได้ประมาณวันละ 20-30 กิโลกรัม จำหน่ายให้กับแม่ค้าที่มารับถึงสวนราคากิโลกรัมละ 40 บาท ถ้าตนเองนำไปขายในตลาดนัดชุมชนขายราคากิโลกรัมละ 60 บาท ทำให้ตนเองและครอบครัวมีรายได้ต่อวันประมาณ 1,000-1,200 บาท และสร้างรายได้ให้ครอบครัวมากกว่า 30,000 บาทต่อเดือน 

นอกจากนี้ระหว่างแถวที่ปลูกมะระขี้นก ได้ปลูกมะเขือยาว ถั่วพู ถั่วฝักยาว กระเจี๊ยบเขียว ซึ่งถั่วฝักยาว ถั่วพู และกระเจี๊ยบเขียวเริ่มให้ผลผลิตแล้ว  รวมทั้งแปลงเกษตรของตนจะไม่ใช้สารเคมี ทำให้ผลผลิตปลอดภัยเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค 

หากพบปัญหาศัตรูพืชจะมีเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา เข้ามาแนะนำช่วยเหลือในการป้องกันกำจัดศัตรูพืชโดยการใช้สารชีวภัณฑ์ที่ทำให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคปลอดภัย สนใจสอบถามและแลกเปลี่ยนเกษตรกรหรือผู้สนใจปลูกมะระขี้นก สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  

สกู๊ปพิเศษ : ชูผลไม้ทุเรียนหลง-หลินลับแล เปิดตลาดจำหน่ายสินค้าเกษตรและสินค้าโอท็อป #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/581683

สกู๊ปพิเศษ : ชูผลไม้ทุเรียนหลง-หลินลับแล  เปิดตลาดจำหน่ายสินค้าเกษตรและสินค้าโอท็อป

สกู๊ปพิเศษ : ชูผลไม้ทุเรียนหลง-หลินลับแล เปิดตลาดจำหน่ายสินค้าเกษตรและสินค้าโอท็อป

วันจันทร์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ที่บริเวณถนนหน้าที่ว่าการอำเภอลับแล จ.อุตรดิตถ์ นายปรัชญา เสริฐลือชานายอำเภอลับแล เปิดงานตลาดสินค้าเกษตร และสินค้า OTOP ของดีอำเภอลับแล เพื่อจัดตลาดสินค้าให้เกษตรกร ได้สามารถจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรได้ในราคาที่เหมาะสม และ เป็นการจัดสถานที่ให้เกษตรกรสามารถนำผลผลิตทางการเกษตรมาจำหน่าย ให้แก่ ผู้บริโภคได้โดยตรง โดยมี นางเรณู อินศิริ ปลัดอาวุโสอำเภอลับแล กล่าวรายงาน  พ.ต.อ.ภีมภณ ม่วงศรี ผกก.สภ.ลับแล ตลอดจนหัวหน้าส่วนราชการฝ่ายพลเรือน ทหาร ตำรวจ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ผู้บริหารสถานศึกษา หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และ ประชาชนชาวลับแล ร่วมงานและอุดหนุนซื้อสินค้าผลผลิตของกลุ่มรัฐวิสาหกิจชุมชน ท่ามกลางที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2564 ที่ผ่านมา 

นายปรัชญา เสริฐลือชา นายอำเภอลับแล กล่าวว่า กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้อำเภอจัดทำโครงการพัฒนาตลาดสินค้าเกษตรกร ประจำปีงบประมาณ 2564 พร้อมดำเนินการในลักษณะของการพัฒนาตลาดสินค้าการเกษตร และ การประชาสัมพันธ์ตลาดขายสินค้าการเกษตร เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการกระจายผลผลิตในพื้นที่ อำเภอลับแล จึงได้ทำโครงการพัฒนาตลาดสินค้าเกษตร จัดขึ้นตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายน ไปจนถึงเดือนสิงหาคม 2564 เวลา 08.30-20.00 น. เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ทุกภาคส่วน ทั้งภาคราชการภาคเอกชน และภาคประชาชนได้ตระหนักถึงความสำคัญและยังเป็นการสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของจังหวัดอุตรดิตถ์    

“หลง-หลินลับแล” เป็นสายพันธุ์ทุเรียนพื้นเมือง ที่มีเฉพาะพื้นที่อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ และเป็นทุเรียนที่สร้าง
ชื่อเสียงให้กับจังหวัดอุตรดิตถ์ เนื่องจากรับประทานอร่อย รับประทานแล้วไม่ทำให้เกิดอาการร้อนใน ซึ่งในแต่ละปีจะมีผลผลิตจำนวนไม่มากนัก สำหรับในปี 2564 นี้ ผลผลิตทุเรียน รวมทั้งหลง-หลินลับแลมีผลผลิตออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นมา ซึ่งทำให้ลับแลมีบรรยากาศที่คึกคัก ทั้งนักท่องเที่ยว ตลอดจนพ่อค้าแม่ค้า รวมทั้งชาวบ้านในชุมชนต่างๆ

นายปรัชญา  กล่าวอีกว่าทุเรียนหลง-หลินลับแล ที่มีคุณภาพ ขอแนะนำว่า จะต้องดูจากผลผลิตจะมีสติ๊กเกอร์  บอกแหล่งที่มาของทุเรียน ข้อมูลเกษตรกรผู้ปลูก มีตราสัญลักษณ์จังหวัดอุตรดิตถ์ หรือ โลโก้การันตีคุณภาพมาตรฐานจากหน่วยงานที่ให้การรับรอง และการเลือกทุเรียนสุก ต้องสังเกตที่ขั้วจะมีรอยต่อหรืออาจเรียกว่าปากปลิงจะพองออก และรอยต่อหลุดออกจากกัน จะมีรสชาติดีมาก ซึ่งทุเรียนหลงลับแล เกรด A จะต้องมี 4 พู ขึ้นไป และมีเมล็ดในลีบ นอกจากนี้ ยังมีการจัดจำหน่ายสินค้า OTOP และ ของดีต่างๆ ของอำเภอลับแล และพื้นที่ใกล้เคียงซึ่งมีร้านกว่า 10 ร้านค้า อาทิ ทุเรียนหลง-หลินลับแล ทุเรียนหมอนทองหอมกระเทียม ผักปลอดสารพิษ ไม้กวาดผ้าทอลายลับแล กระยาสารท เป็นต้น

ชายคาพระพิรุณ : 21 มิถุนายน 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/581682

ชายคาพระพิรุณ : 21 มิถุนายน 2564

ชายคาพระพิรุณ : 21 มิถุนายน 2564

วันจันทร์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งได้ส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพของประชาชนในวงกว้างซึ่งรวมถึงภาคเกษตรด้วยสำหรับภาคเกษตรนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบในหลายโครงการ หนึ่งในนั้นคือโครงการสำคัญภายใต้นโยบายเร่งด่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือ โครงการ1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ เพื่อช่วยเหลือให้เกษตรกรมีงาน มีรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืน รวมทั้งต้องการสกัดการไหลบ่าแรงงานภาคการเกษตรกรรมไปสู่ภาคอื่นๆ โดยน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่มาเป็นแนวทางในการดำเนินงานโครงการวางเป้าหมายที่จะพัฒนาพื้นที่เกษตรทฤษฎีใหม่ให้ครบ 4,009 ตำบล เกษตรกรเข้าร่วมโครงการจำนวน 32,000 ราย และเกิดการจ้างงานในพื้นที่จำนวน 16,000 ราย ซึ่งได้เริ่มขับเคลื่อนโครงการดังกล่าวมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมา และกำหนดให้แล้วเสร็จภายในธันวาคม 2564 หรือในอีก 7 เดือนข้างหน้า แต่พบว่าขณะนี้การดำเนินโครงการดังกล่าวยังมีความล่าช้าในบางกิจกรรม

ทำให้เมื่อวันก่อน นายทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ออกมาชี้แจงเปิดใจอย่างตรงไปตรงมาผ่านไลฟ์สดในรายการ “เกษตรบอกข่าว” ซึ่งออกอากาศทุกวันจันทร์ ทางเฟซบุ๊คกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่าขณะนี้มี 2 กิจกรรมที่ล่าช้าไปจากแผนนั่นคือกิจกรรมฝึกอบรมเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ ในกระบวนการเรียนรู้เวทีที่ 1 และกิจกรรมการขุดสระเก็บน้ำหรือกิจกรรมการปรับปรุงแปลงเกษตรทฤษฎีใหม่พร้อมกับยอมรับว่าทุกโครงการปัญหาย่อมเกิดขึ้นได้เหมือนกับโครงการอื่นๆทั่วไปที่พอลงพื้นที่อาจพบกับอุปสรรคและข้อจำกัด แต่เมื่อเกิดปัญหาก็ต้องแก้ไข ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง พัฒนาให้สามารถเดินหน้าต่อได้ ซึ่งท่านปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บอกว่าสาเหตุที่กิจกรรมฝึกอบรมล่าช้าไปจากแผนเดิมเกิดจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ยังคงระบาดต่อเนื่อง จึงทำให้มีข้อจำกัดในการจัดกิจกรรมดังกล่าว แต่กระทรวงเกษตรฯ มั่นใจว่าหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดคลี่คลายลงจะเร่งจัดกิจกรรมดังกล่าวให้แล้วเสร็จตามแผนงานให้เร็วที่สุดส่วนความล่าช้าของกิจกรรมขุดสระเก็บน้ำหรือกิจกรรมการปรับปรุงแปลงเกษตรทฤษฎีใหม่ ขณะนี้ขุดเสร็จเพียง 5,801 บ่อ เท่านั้น ปัญหาหลักเกิดจากเกษตรกรมีการยกเลิกการเข้าร่วมโครงการฯ และมีการเปลี่ยนแปลงขนาดพื้นที่เข้าร่วมโครงการฯ จึงส่งผลต่อการดำเนินการขุดสระเก็บน้ำและการบริหารสัญญาการจัดซื้อจัดจ้างเกิดความล่าช้าออกไป และยังพบด้วยว่าพื้นที่ดำเนินการโครงการบางพื้นที่อยู่ระหว่างการเพาะปลูก จึงทำให้ไม่สามารถเข้าพื้นที่ดำเนินการขุดสระเก็บน้ำได้ อีกทั้งช่วงระยะเวลาการดำเนินงานโครงการเข้าสู่ฤดูฝนบางพื้นที่มีน้ำท่วมขังส่งผลให้เครื่องจักรไม่สามารถดำเนินการขุดสระเก็บน้ำได้

แม้ว่าการดำเนินโครงการจะล่าช้าจากแผนงานไปบ้างแต่ท่านปลัดทองเปลวก็ยังมั่นใจว่าไม่น่าวิตกกังวลเพราะยังพอมีเวลาอีก 6-7 เดือนในการขับเคลื่อนเพื่อให้เข้าเป้าและก็ไม่ได้เป็นข่าวร้ายสักทีเดียว เพราะยังพอมีข่าวดีแจ้งมาว่า ยังมีอีก 2 กิจกรรมที่สำคัญไม่น้อยกว่ากัน กำลังเดินหน้าฉลุยไปแล้ว 85% นั้นคือกิจกรรมคัดเลือกเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการและกิจกรรมคัดเลือกจ้างงานเกษตรทฤษฎีใหม่ระดับตำบล โดยข้อมูล ณ วันที่ 11 มิ.ย.2564 พบว่ามีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการแล้ว 29,537 ราย จากเป้าหมาย 32,000 ราย แบ่งเป็นเกษตรกรทั่วไปจำนวน 28,166 ราย และเกษตรกรโครงการส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่ (5 ประสาน) จำนวน 1,371 ราย ส่วนกิจกรรมคัดเลือกจ้างงานเกษตรทฤษฎีใหม่ระดับตำบล มีการจ้างงานแล้วจำนวน 14,078 ราย จากเป้าหมาย 16,000 ราย และได้จัดส่งคู่มือการปฏิบัติงานแล้วจำนวน 50,000 เล่ม และได้มีการเช่าใช้พื้นที่การดำเนินการระบบสารสนเทศ และเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯเพื่อสนับสนุนโครงการ 1 ตำบลฯ…ขุนเกษตรามองว่า หากโครงการนี้ดำเนินการสำเร็จก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรได้ไม่น้อยเลยทีเดียว จึงขอให้กำลังใจคนทำงานโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงาน
ที่กำลังระดมสรรพกำลังกันอยู่ในพื้นที่อย่างแข็งขันครับ

ขุนเกษตรา

สทนช. แจงประกาศภัยแล้งปี’63/64 ไม่บิดเบือน ‘บิ๊กป้อม’ สั่งช่วยนาข้าวประสบภาวะฝนทิ้งช่วง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/581681

สทนช.แจงประกาศภัยแล้งปี’63/64ไม่บิดเบือน ‘บิ๊กป้อม’สั่งช่วยนาข้าวประสบภาวะฝนทิ้งช่วง

วันจันทร์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สทนช.ยืนยันฤดูแล้ง 2563/64 ที่ผ่านมา รัฐบาลวางมาตรการและแผนเชิงรุกรับมือภัยแล้งประสบผลสำเร็จ ชี้นิยาม การประกาศพื้นที่ภัยแล้งตามหลักเกณฑ์ภัยพิบัติ ส่วนปัญหาข้าวนาปีขาดน้ำในปัจจุบัน เนื่องจากเกิดภาวะฝนทิ้งช่วง “บิ๊กป้อม” สั่งบูรณาการเร่งให้ความช่วยเหลือ มั่นใจสถานการณ์จะคลี่คลาย

จากกรณีที่นายนพพล เหลืองทองนารา สส.พิษณุโลก พรรคเพื่อไทย ระบุว่า พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) กล่าวว่าประเทศไทยไม่มีภัยแล้ง เป็นการโกหกประชาชนหรือไม่ เพราะในความเป็นจริง เกษตรกรประสบปัญหาภัยแล้งมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดพื้นที่ปลูกข้าวทั่วประเทศไทย ข้าวกำลังยืนต้นตายหมด เพราะชลประทานไม่ปล่อยน้ำเข้าพื้นที่นั้น

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะรองผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำ
แห่งชาติ (กอนช.) ชี้แจงว่า ช่วงฤดูแล้ง ปี 2563/2564 ที่ผ่านมา รัฐบาลโดยกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ได้วางแผนบริหารจัดการน้ำในเชิงป้องกันล่วงหน้า โดยได้กำหนดมาตรการรับรองสถานการณ์ขาดแคลนน้ำและวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงก่อนเข้าสู่ฤดูแล้ง เพื่อแจ้งเตือนทำความเข้าใจกับประชาชน โดย พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้งให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนโดยจัดลำดับความสำคัญที่ประชาชนต้องไม่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคก่อนอันดับแรก และประเมินความเสี่ยงการขาดแคลนน้ำในกิจกรรมอื่นๆ โดยเฉพาะภาคการเกษตร เพื่อออกมาตรการให้ความช่วยเหลือรายพื้นที่หรือบรรเทาผลกระทบให้เกิดน้อยที่สุด ส่งผลให้ไม่มีการนำเงินทดรองราชการมาใช้ในการบรรเทาภัยพิบัติ ทำให้ตลอดช่วงฤดูแล้งที่ผ่านมา จึงไม่มีการประกาศให้เป็นเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง)ตามประกาศกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ที่มีหลักเกณฑ์ว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์ภัยผู้ว่าราชการจังหวัดนั้นๆ จะเป็นผู้ประกาศร่วมกับคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติจังหวัด (ก.ช.ภ.จ.) ซึ่งจะมีการพิจารณาอย่างละเอียด และมีความเสียหายเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กระทรวงการคลังกำหนด

อย่างไรก็ตามสถานการณ์ปลายฤดูแล้งต่อเนื่องฤดูฝนพบว่า มีบางพื้นที่ประสบปัญหาความแห้งแล้งต่อเนื่อง ล่าสุด ปภ.ได้มีการประกาศพื้นที่ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) แล้ว จำนวน 2 จังหวัด 2 อำเภอ 2 ตำบล 9 หมู่บ้าน ได้แก่ อ.เถิน จ.ลำปาง และ อ.เกาะสีชัง จ.ชลบุรี ดังนั้น สิ่งที่ ส.ส.พิษณุโลก กล่าวอ้างถึงรองนายกรัฐมนตรีกล่าวว่าประเทศไทยไม่มีภัยแล้งจึงเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน

“ช่วงฤดูแล้งปี 2563/64 (1 พ.ย. 2563-30 เม.ย.2564) ขณะนั้นมีน้ำต้นทุนที่ใช้การได้ในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 35 แห่ง
ทั้งสิ้น 19,868 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็น 42% คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบให้จัดสรรน้ำสอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนตามลำดับความสำคัญของกิจกรรมการใช้น้ำ ได้แก่ 1.เพื่ออุปโภค-บริโภค 2.รักษาระบบนิเวศ 3.เกษตรกรรม และ 4.อุตสาหกรรม รวมถึงการสำรองน้ำไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนระหว่างเดือนพ.ค.-ก.ค.2564 ด้วย ซึ่งการบริหารจัดการน้ำเป็นไปตามแผนที่วางไว้ แม้ในบางพื้นที่มีเกษตรกรปลูกข้าวนาปรังเกินเป้าหมายบ้าง แต่ก็ไม่ได้รับความเสียหาย ประกอบกับฝนในปีนี้ตกเร็วกว่าปกติ ทำให้มีน้ำต้นทุนเข้ามาหล่อเลี้ยงพื้นที่การเกษตร หลายพื้นที่จึงพ้นจากปัญหาขาดแคลนน้ำ” ดร.สมเกียรติกล่าว

เลขาธิการ สทนช. กล่าวต่อว่า จากกรณีที่ฝนในปีนี้มาเร็วกว่าปกติ และตกหนักตั้งแต่เดือนเมษายน 2564 ทำให้เกษตรกรส่วนหนึ่งได้เริ่มทำการเกษตร โดยเฉพาะการทำนาปีซึ่งเร็วกว่าทุกปี โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ในขณะที่ปริมาณน้ำต้นทุนยังน้อย ส่งผลให้เกษตรกรที่เริ่มทำการเพาะปลูกฤดูฝนปี 2564 ได้รับผลกระทบการขาดแคลนน้ำ กอนช.จึงได้มอบหมายให้ กรมชลประทาน กฟผ.เพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนเพื่อบรรเทาภาวะขาดแคลนน้ำ พร้อมทั้งติดต้ั้งเครื่องสูบน้ำช่วยสูบช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนน้ำ

“สถานการณ์น้ำของประเทศล่าสุด (15 มิ.ย.2564) มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยเริ่มมีกำลังอ่อนลง ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณประเทศไทยยังคงมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่งในภาคเหนือ ทั้งนี้กอนช. คาดการณ์ว่า ในช่วงวันที่ 15–21 มิ.ย.นี้ เขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ จะมีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างฯ กว่า 277 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งจะช่วยให้สถานการณ์ขาดแคลนน้ำเริ่มคลี่คลายลงสามารถบรรเทาปัญหาผลผลิตทางการเกษตรได้รับความเสียหายได้จากภาวะฝนทิ้งช่วงได้บางส่วน อย่างไรก็ตาม รองนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ สทนช. เร่งบูรณาการประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาแนวทางช่วยเหลือพื้นที่ที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำโดยเร็ว อย่างเป็นธรรมและให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นโดยเฉพาะข้าวนาปีที่เกษตรกรปลูกในขณะนี้” เลขาธิการ สทนช. กล่าวในตอนท้าย

‘ประภัตร’ ลุยแก้ปัญหา ‘โรคลัมปี สกิน’ ดันสั่งซื้อวัคซีนเพิ่มอีก 8 ล้านโดส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/581655

'ประภัตร'ลุยแก้ปัญหา'โรคลัมปี สกิน' ดันสั่งซื้อวัคซีนเพิ่มอีก 8 ล้านโดส

‘ประภัตร’ลุยแก้ปัญหา’โรคลัมปี สกิน’ ดันสั่งซื้อวัคซีนเพิ่มอีก 8 ล้านโดส

วันอาทิตย์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 22.05 น.

เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2564 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่อำเภอหนองปรือ จังหวัดกาญจนบุรี เป็นประธานพิธีเปิดโครงการรณรงค์การป้องกันและควบคุมโรคลัมปี สกิน (Lumpk Skin Disesae) พร้อมมอบเวชภัณฑ์อาหารสัตว์ ยารักษาสัตว์ป่วยตามอาการ ยากำจัดแมลง และหญ้าแห้งอาหารสัตว์ ให้กับเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ และเยี่ยมชมการสาธิตการจัดการฟาร์ม ณ วีซ่าฟาร์ม โดยมี หัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ ตลอดจนผู้นำภาคประชาชนเข้าร่วม

ทั้งนี้ นายประภัตร กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำลังพิจารณาดำเนินการของบกลาง และจะนำเข้าครม. ในวันอังคารนี้ เพื่อให้กรมปศุสัตว์มีงบประมาณ ในการสั่งซื้อวัคซีนเพิ่มอีก 8 ล้านโดส และสั่งซื้อยารักษาสัตว์ตามอาการ มุ้งสีฟ้า ยากำจัดแมลงดูดเลือด และอื่นๆ อีกนับสิบรายการเพื่อใช้ในการควบคุมโรคลัมปี สกิน รวมทั้งเตรียมเสนอต่ออธิบดีกรมบัญชีกลางและปลัดกระทรวงการคลังเพื่อปรับปรุงระเบียบการจ่ายเงินชดเชยกรณีโค – กระบือ เสียชีวิต จากโรคลัมปี – สกิน โดยเรทการชดเชยใหม่จะจ่ายสูงสุดถึง 41,000 บาท/ตัว จ่ายตามจริง ไม่เกิน 5 ตัวด้วย

สำหรับจังหวัดกาญจนบุรี มีพื้นที่ทำการเกษตรประมาณ 3 ล้านไร่เศษ โดยมีเกษตรกรผู้เลี้ยงโค – กระบือ จำนวน 14,272 ราย มีจำนวนโค – กระบือ รวม 319,371 ตัว มีจำนวนโค – กระบือ ป่วยสะสม 1,639 ตัว รักษาหายแล้ว 394 ตัว โดยจังหวัดกาญจนบุรีได้มีมาตรฐานการควบคุมการเคลื่อนย้ายสัตว์ เพื่อควบคุมโรคลัมปี สกิน เพื่อผ้องกันการแพร่ระบาดแล้ว (ข้อมูล ณ วันที่ 19 มิถุนายน 2564)

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ผลงานด้านน้ำกับภาวะฝนทิ้งช่วง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/581057

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ผลงานด้านน้ำกับภาวะฝนทิ้งช่วง

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ผลงานด้านน้ำกับภาวะฝนทิ้งช่วง

วันศุกร์ ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ปีนี้แม้ฝนจะตกเร็วตั้งแต่เดือนเมษายน 2564 ที่ผ่านมา เหมือนธรรมชาติจะหลอกให้เกษตรกรเริ่มปักดำทำนาปี พอถึงเดือนพฤษภาคม ต่อเนื่องมาถึงต้นเดือนมิถุนายน 2564 ฝนกลับทิ้งช่วง นาข้าวหลายพื้นที่ได้รับผลกระทบโดยเฉพาะลุ่มเจ้าพระยาอู่ข้าวอู่น้ำของไทย

ท่าน สส.นพพล เหลืองทองนาราจากเมือง 2 แควพิษณุโลก พรรคเพื่อไทย ถือโอกาสอัดรัฐบาล โดยเฉพาะท่านรองนายกฯ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในฐานะประธานกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) กับคำถามที่ว่า “..โกหกหรือไม่ที่บอกว่า ประเทศไทยไม่มีภัยแล้ง เพราะในความเป็นจริงเกษตรกรประสบปัญหาภัยแล้งมาอย่างต่อเนื่องล่าสุดข้าวกำลังยืนต้นตายหมด เพราะขาดน้ำ..”

จริงๆท่าน สส.นพพล อาจจะเข้าใจคลาดเคลื่อน ที่ท่านรองนายกฯพูดถึงนั้น หมายถึงฤดูแล้งปี 2563/64 คือ ตั้งแต่1 พ.ย.2563-30 เม.ย.2564 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ไม่มีการประกาศให้เป็นเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) เกือบตลอดฤดู จะมาประกาศก็ช่วงปลายฤดูแล้ง แต่ก็เป็นพื้นที่แคบๆ ในเขต อ.เถิน จ.ลำปาง และอ.เกาะสีชัง จ.ชลบุรี เท่านั้น อย่างไรก็ตามประกาศไม่นานฝนก็ตก

สาเหตุสำคัญที่ไม่ได้มีการประกาศเขตประสบภัยแล้ง แม้ปริมาณต้นทุนในปีที่ผ่านมาจะน้อย เพียง 19,868 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือ 42% ของปริมาณการกักเก็กเท่านั้น เนื่องจากกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ(กอนช.) ที่มีท่านรองฯประวิตร เป็นผู้อำนวยการได้มีการวางแผนรับมือเชิงป้องกัน พร้อมสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้งให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุน

ด้วยเหตุผลที่กล่าวว่าประกอบกับปีนี้ฝนตกเร็วกว่าปกติ ฤดูแล้งปี 2563/64 ประเทศไทยจึงพ้นวิกฤติภัยแล้ง ข้าวนาปรังที่เกษตรกรซึ่งมีบางพื้นที่ปลูกเกินเป้าหมาย ไม่ได้รับความเสียหายใดๆ เลย

สำหรับปัญหาขาดแคลนน้ำในปัจจุบัน เป็นปัญหามาจากภัยธรรมชาติ ที่เรียกว่า “ภาวะฝนทิ้งช่วง” ประกอบกับปริมาณน้ำต้นทุนในเขื่อนยังมีน้อยอยู่ ส่งผลให้เกษตรกรที่ทำการเพาะปลูกพืช โดยเฉพาะข้าวนาปีในฤดูฝนปี 2564 ได้รับผลกระทบการขาดแคลนน้ำ

ในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า รองนายกฯประวิตร ได้มอบหมายให้ กรมชลประทาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ เพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนเพื่อบรรเทาภาวะขาดแคลนน้ำ พร้อมทั้งติดต้ั้งเครื่องสูบน้ำช่วยสูบช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนน้ำแล้ว และได้สั่งการให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) เร่งบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาแนวทางช่วยเหลือพื้นที่ที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ เพื่อลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นโดยเฉพาะข้าวนาปีที่เกษตรกรปลูกในขณะนี้

ท่ามกลางความโชคร้ายที่เกิดภาวะฝนทิ้งช่วง และปริมาณน้ำต้นทุนในเขื่อนมีน้อยอยู่เช่นนี้ ก็มีความโชคดีจากธรรมชาติเกิดขึ้นเหมือนกัน เมื่อ “โคะงุมะ” พายุโซนร้อน ลูกแรกของปีนี้ ซึ่งต่อมาได้อ่อนกำลังลงเป็น ดีเปรสชั่น และหย่อมความกดอากาศต่ำตามลำดับ ได้พัดผ่านประเทศเวียดนาม ลาวตอนบนและบริเวณภาคเหนือของประเทศไทย ทำให้มีฝนตกหนักในพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะบริเวณลุ่มน้ำน่าน ซึ่งโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่คือ เขื่อนสิริกิติ์ ตั้งอยู่

กอนช. คาดการณ์ว่า “โคะงุมะ” จะทำให้มีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนสิริกิติ์ไม่น้อยกว่า 277 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งจะช่วยให้สถานการณ์ขาดแคลนน้ำในจังหวัดอุตรดิตถ์ พิษณุโลก (บ้านของท่านสส. นพพล) พิจิตร นครสวรรค์ และจังหวัดในลุ่มเจ้าพระยาคลี่คลายลง สามารถบรรเทาปัญหาผลผลิตทางการเกษตรได้รับความเสียหายได้จากภาวะฝนทิ้งช่วงได้อย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตามการฝ่าวิกฤติภาวะภัยแล้ง และภาวะฝนทิ้งช่วง แม้จะมีโชคดีแต่ถ้าไม่มีการวางแผน และไม่มีเครื่องมือในการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพโดยเฉพาะเขื่อนกักเก็บน้ำขนาดใหญ่แล้ว ก็ยากที่จะฝ่าวิกฤติได้


รัฐศักดิ์ พลสิงห์

‘บิ๊กป้อม’ ไฟเขียวบรรเทาน้ำท่วมพัทยา ลดความเสียหายทางเศรษฐกิจ 600 ล. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/581058

‘บิ๊กป้อม’ไฟเขียวบรรเทาน้ำท่วมพัทยา ลดความเสียหายทางเศรษฐกิจ600ล.

วันศุกร์ ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

รองนายกฯเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญ ไฟเขียวเร่งดำเนินโครงการบรรเทาปัญหาน้ำท่วมเมืองพัทยา ระยะที่ 1 มั่นใจช่วยลดความเสียหายทางเศรษฐกิจมากกว่า 600 ล้านบาท/ปีมีประชาชนได้รับประโยชน์กว่า 38,000ครัวเรือน

พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อน โครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญ ครั้งที่ 3/2564 เมื่อเร็วๆ นี้ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาและติดตามความก้าวหน้าการขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญหลายโครงการ เพื่อเตรียมนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ครั้งที่ 2/2564 ที่จะมีขึ้นในช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2564 นี้ โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างระบบระบายน้ำหลักเพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนเมืองพัทยา ระยะที่ 1 จังหวัดชลบุรี ภายใต้แผนหลักการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและการระบายน้ำพื้นที่ชุมชนเมืองพัทยาและพื้นที่ต่อเนื่อง

ทั้งนี้ได้มอบหมายให้กรมโยธาธิการและผังเมืองและเมืองพัทยา เร่งดำเนินการโครงการดังกล่าว พร้อมให้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เนื่องจากมีพื้นที่เกี่ยวข้องส่วนหนึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกรมฯ และประสานการรถไฟแห่งประเทศไทย สำหรับการขออนุญาตการใช้พื้นที่ในการก่อสร้างและด้านการถ่ายโอนทรัพย์สินเมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ เป็นต้น รวมทั้งยังได้ส่ังการให้ทุกหน่วยงานเตรียมความพร้อมโครงการที่รับผิดชอบ เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนได้ตามแผนที่ได้วางไว้ ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาด้านน้ำตามบริบทของพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน

สำหรับแผนหลักการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและการระบายน้ำพื้นที่ชุมชนเมืองพัทยาและพื้นที่ต่อเนื่องนั้นได้ จำแนกพื้นที่พัทยาออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.พื้นที่ลุ่มน้ำย่อยเมืองพัทยา(พื้นที่ชุมชนหนาแน่นมาก) 2.พื้นที่ลุ่มน้ำย่อยคลองนาเกลือ–ห้วยมาบประชัน และคลองกระทิงลาย (พื้นที่ชุมชนหนาแน่นปานกลางและชุมชนชานเมืองของเมืองพัทยา) และ 3.พื้นที่ลุ่มน้ำย่อยห้วยใหญ่ (พื้นที่ชุมชนหนาแน่นน้อยและชุมชนชานเมืองของเมืองพัทยา) โดยมีแผนงานรองรับแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ตามความเร่งด่วน ดังนี้ ระยะเร่งด่วน (1-5 ปี)โดยดำเนินการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและการระบายน้ำในพื้นที่กลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่ 2 ระยะกลาง(6-10 ปี) ประกอบด้วย งานปรับปรุงคลอง ก่อสร้างท่อระบายน้ำสายหลักและสายรอง ซึ่งต่อเนื่องจากระยะเร่งด่วน และระยะยาว (11-20 ปี)ประกอบด้วย งานปรับปรุงคลอง ก่อสร้างท่อระบายน้ำในส่วนที่เหลือ

นอกจากนี้ในส่วนของแผนงานในระยะเร่งด่วน (1-5 ปี) ยังแบ่งการดำเนินงานเป็น 3 ระยะ ประกอบด้วย ระยะที่ 1 โครงการก่อสร้างระบบระบายน้ำหลักเพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนเมืองพัทยา ระยะที่ 1 จังหวัดชลบุรี ดำเนินการโดยกรมโยธาธิการและผังเมือง เป็นงานก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำ ในพื้นที่พัทยาใต้
โดยเป็นระยะที่ต้องดำเนินการด่วนมากที่สุด เนื่องจากเป็นพื้นที่วิกฤติและมีปัญหาน้ำท่วมขังมากที่สุดเมื่อเกิดฝนตกหนัก ก่อให้เกิดความเสียหายรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจ และส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน จำเป็นต้องเร่งระบายน้ำออกให้เร็วที่สุด ระยะที่ 2อุโมงค์ระบายน้ำซอยสุขุมวิท–พัทยา 34–พัทยา 6 และอุโมงค์ซอยสุขุมวิท-พัทยา 54–ซอยเทพประสิทธิ์ 9–ซอยจอมเทียน 7 ดำเนินการโดยเมืองพัทยาร่วมกับกรมโยธาธิการและผังเมือง และระยะที่ 3 ท่อระบายน้ำหลักส่วนที่เหลือ ดำเนินการโดยเมืองพัทยาร่วมกับกรมโยธาธิการและผังเมือง

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ยังได้เน้นย้ำให้กรมโยธาธิการและผังเมือง เมืองพัทยาสำนักงบประมาณ และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เร่งหารือในรายละเอียดของโครงการอย่างรอบด้านและการจัดสรรงบประมาณส่วนท้องถิ่นบางส่วน ในการดำเนินโครงการ เพื่อให้เป็นไปตามแนวทางที่เสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.)

ทั้งนี้เมื่อการดำเนินโครงการในระยะที่ 1แล้วเสร็จ จะสามารถรองรับน้ำฝนได้ 80 มิลลิเมตร/ชั่วโมง ครอบคลุมพื้นที่ 15.39 ตารางกิโลเมตร ประชาชนได้รับประโยชน์ 38,740ครัวเรือน สามารถลดความเสียหายทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 600 ล้านบาท/ปี นอกจากนี้ น้ำหลากที่เร่งระบายยังสามารถสูบน้ำกลับเพื่อกักเก็บไว้ใช้ประโยชน์ในช่วงฤดูแล้งได้ ซึ่งมติกนช. เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2563 ได้ให้กรมโยธาธิการและผังเมืองและเมืองพัทยา ประสานกรมชลประทานและการประปาส่วนภูมิภาค ในการสูบน้ำกลับเพื่อกักเก็บไว้ใช้ประโยชน์ในพื้นที่ โดยได้กำหนดแนวทางการดำเนินการสูบน้ำกลับเพื่อกักเก็บไว้ใช้ประโยชน์ในพื้นที่ไว้ในแผนระยะยาว (ปี 2575 เป็นต้นไป) พื้นที่ดำเนินการอยู่นอกเขตเมืองพัทยา จำนวน 4 แห่ง

นอกจากนี้ เมืองพัทยาได้อนุญาตให้การประปาส่วนภูมิภาค สูบน้ำจากอ่างเก็บน้ำแก้มลิงห้วยใหญ่กลับไปยังห้วยซากนอกได้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำและสามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ประโยชน์สูงสุด สอดคล้องกับมิติการสร้างความมั่นคงด้านน้ำอย่างเป็นระบบและยั่งยืนต่อไป