กองทุน FTA เคาะงบ 21 ล้าน ดันศักยภาพเกษตรกรโคเนื้อวากิวสุรินทร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/580760

กองทุนFTAเคาะงบ21ล้าน  ดันศักยภาพเกษตรกรโคเนื้อวากิวสุรินทร์

กองทุนFTAเคาะงบ21ล้าน ดันศักยภาพเกษตรกรโคเนื้อวากิวสุรินทร์

วันพฤหัสบดี ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า คณะกรรมการบริหารกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ (กองทุน FTA) ได้อนุมัติงบประมาณ จำนวน 21.88 ล้านบาท ดำเนินโครงการพัฒนาศักยภาพการผลิตและการตลาดโคเนื้อสุรินทร์วากิวครบวงจรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้เกษตรกรของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนโคขุนสุรินทร์โกเบครบวงจร ตำบลสลักได อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ โดยมีกรมปศุสัตว์ เป็นผู้กำกับดูแล ระยะเวลาดำเนินโครงการ 10 ปี(ตั้งแต่ ปี 2564 – 2573) โดยร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อยกระดับมาตรฐานและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโคขุนพันธุ์สุรินทร์วากิว ให้เป็นเนื้อโคที่ดีมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของตลาดทั้งในและต่างประเทศการอนุมัติงบประมาณดังกล่าว เพื่อลดผลกระทบจากการสิ้นสุดมาตรการปกป้องพิเศษ (SSG) ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีไทย – ออสเตรเลีย (TAFTA) ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 เป็นต้นมา ซึ่งกำหนดให้สินค้าเกษตร ที่นำเข้าจากออสเตรเลียจำนวน 17 รายการ เช่น เนื้อวัวและเครื่องใน เนื้อหมูและเครื่องใน ผลิตภัณฑ์จากเนยและนม เป็นต้น จะไม่มีภาษี ไม่จำกัดปริมาณการนำเข้าอีกต่อไป

สำหรับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนโคขุนสุรินทร์โกเบครบวงจร ตำบลสลักได อำเภอเมืองจังหวัดสุรินทร์ นับเป็นกลุ่มวิสาหกิจที่ประกอบอาชีพเลี้ยงโคเนื้อสายพันธุ์วากิว ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม ปัจจุบันมีสมาชิก 107 ราย โคแม่พันธุ์ 2,079 ตัว แต่ผลผลิตของกลุ่มฯ ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ซึ่งมีความต้องการประมาณเดือนละ 60 ตัว หรือ ปีละ 720 ตัว ขณะที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนฯ ผลิตได้เพียงเดือนละ 18 ตัว หรือปีละ 216 ตัว (คิดเป็นร้อยละ 30 ของตลาดที่มีอยู่) เป้าหมายของโครงการคือการผลิตลูกโคเพศผู้สำหรับขุนได้ ไม่น้อยกว่า 240 ตัว/ปี หรือ 2,400 ตัวตลอด ทั้งโครงการด้วยระบบการบริหารจัดการฟาร์มแบบคอกกลาง(Central Feedlot) มีการจัดอบรมเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ให้กับเกษตรกรผู้เป็นสมาชิก ทั้งนี้ จะอยู่ภายใต้การกำกับดูแล และควบคุมโดยกรมปศุสัตว์ ขณะที่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จะร่วมยกระดับการบริหารจัดการฟาร์มภายใต้แนวคิดการผลิตแบบคอกกลางที่มีศักยภาพ ตลอดระยะเวลาการดำเนินโครงการ 10 ปี เพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์โครงการ และจะเป็นเนื้อโคขุนที่มีเกรดคุณภาพไขมันแทรกระดับ 2.5 ขึ้นไป จากฟาร์มที่ได้มาตรฐาน GFM / GAP เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดระดับบน ซึ่งเป็นตลาดเนื้อโคขุนคุณภาพ นอกจากนี้ โครงการนี้ ยังได้จัดทำความตกลงด้านการตลาด (MOU) กับบริษัทคู่ค้าไว้แล้ว จำนวน 2 ฉบับ เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้แก่เกษตรกรว่ามีตลาดรองรับผลผลิตอย่างแน่นอน

“ที่ผ่านมา สินค้าโคเนื้อ นับเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมจากตลาดภายในประเทศอย่างมาก แต่กลับพบว่าปริมาณการผลิตยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ โดยเฉพาะเนื้อโคคุณภาพระดับเกรดไขมันแทรกตั้งแต่ระดับ 2.5 ขึ้นไป ดังนั้น หากประเทศไทยสามารถผลิตเนื้อโคขุนคุณภาพไขมันแทรกได้เอง เช่น โคเนื้อลูกผสมยุโรป ชาโรเร่ส์แองกัสบราห์มันหรือโคลูกผสมวากิว ที่เป็นโคสายพันธุ์จากประเทศญี่ปุ่น จะส่งผลให้ไทยสามารถลดการนำเข้าเนื้อโคจากต่างประเทศได้ ซึ่ง สศก. โดยกองทุน FTA เรามีความมุ่งมั่นและยินดีให้การสนับสนุนเงินทุน ให้คำปรึกษาแก่กลุ่มเกษตรกร สำหรับนำไปพัฒนาศักยภาพ ทั้งในด้านการผลิต การตลาด เพื่อลดผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า ร่วมกันพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับสินค้าเกษตรไทย” รองเลขาธิการ สศก. กล่าว

ซอกแซกอาเซียน : 17 มิถุนายน 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/580759

ซอกแซกอาเซียน  : 17 มิถุนายน 2564

ซอกแซกอาเซียน : 17 มิถุนายน 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผมพยายามเอาเรื่องของญี่ปุ่นมาเล่าให้มาก เนื่องจากต้องการที่จะนำบางแง่มุมที่มีประโยชน์มาโน้มน้าวชักชวนให้คนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าราชการไทยผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการพัฒนาประเทศและสังคมไทยได้เรียนรู้และคัดเลือกนำเอาสิ่งที่ดีๆ มาใคร่ครวญคิดคำนึง พร้อมทั้งเป็นแรงบันดาลใจในการปฏิบัติงาน ความจริงในชีวิตของผมมีความโชคดีอยู่อย่าง คือ ได้มีโอกาสไปต่างประเทศบ่อยครั้งมาก ตั้งแต่ช่วงต้นรับราชการ เพราะเคยสอบชิงทุนไปเรียนและไปฝึกอบรมต่างประเทศอยู่เสมอๆ ได้พบเห็นวิธีคิด วิธีทำงานของคนในหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น ยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ หรือประเทศที่ทรัพยากรมนุษย์มีความพิเศษอย่างยิ่ง เช่น อิสราเอล (ผมเคยไปฝึกอบรมเกี่ยวกับการวางแผนพัฒนา ประมาณ 3 เดือน) รวมทั้งประเทศที่มีการพัฒนาพอๆ กับบ้านเรา เช่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ซึ่งโดยสรุปได้มีโอกาสเรียนรู้ว่า การที่ประเทศใดประเทศหนึ่งจะมีความก้าวหน้าหรือล้มเหลวในการพัฒนา ขึ้นอยู่กับการมีอยู่ของปัจจัยหลัก3 ประการ คือ (1) ทรัพยากรธรรมชาติ หรือ natural resource (2) ทรัพยากรทุน หรือ capital resource และ (3) ทรัพยากรมนุษย์ หรือ human resource หมายถึงถ้าประเทศใดมีปัจจัยทั้ง 3 อย่างนี้ ก็ถือว่าโชคดีมาก มีต้นทุนแห่งการพัฒนาอยู่อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ประเทศก็จะมีการพัฒนาเจริญก้าวหน้าไปอย่างโชติช่วงชัชวาล

แต่ในสภาพความเป็นจริงก็หาไม่ง่ายที่ประเทศในโลกนี้จะโชคดี มีครบทั้ง3 ประการ ขณะเดียวกันก็ไม่ได้หมายความว่า การขาดปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่งจะส่งผลร้ายไม่ให้เกิดการพัฒนาได้อย่างสิ้นเชิง ตัวอย่างเช่น ในประเทศอิสราเอลปัจจุบัน สิ่งที่ขาดแคลนคือ ทรัพยากรธรรมชาติ ได้แก่ ดินเป็นหินเป็นทะเลทราย ฝนแล้ง หรือในประเทศญี่ปุ่น ที่เป็นเกาะกลางทะเลและเกิดภัยธรรมชาติตลอดเวลา แต่ในทางตรงกันข้าม ทั้งสองประเทศกลับมีทรัพยากรมนุษย์ที่สุดยอด สามารถดลบันดาลสร้างทรัพยากรทุนแล้วนำไปจัดหาหรือสร้างเสริมทรัพยากรธรรมชาติ จนนำพาให้ประเทศเจริญก้าวหน้าได้อย่างอัศจรรย์

ตัวชี้วัด หรือ ปัจจัยทั้ง 3 ประการที่กล่าวมาข้างต้น อาจเป็นเครื่องบ่งชี้ให้ทราบถึงว่าประเทศใดขาดแคลนทรัพยากรประเภทใด ตอนที่ผมซึ่งยังหนุ่มๆ อยู่ ไปฝึกอบรมอยู่ที่กรุงเยรูซาเลม ประเทศอิสราเอลนั้น อาจารย์ผู้บรรยายชาวยิวท่านหนึ่ง ที่คงสันทัดเรื่องวัวนมและเคยมาเมืองไทย บอกกับผมระหว่างการบรรยายวิชาหนึ่งว่า ไอไปเมืองไทยแล้วรู้สึกอิจฉายูจริงๆ ท่านเล่าว่าเคยไปดูงานแถวๆ ปากช่อง กลางดง พบว่ามีทำเลพื้นที่และภูมิอากาศ (ทรัพยากรธรรมชาติ) เหมาะสมแก่การเลี้ยงวัวนมมาก ส่วนเงินลงทุน (ทรัพยากรทุน) นั้น ก็ทราบว่าประเทศไทยก็เป็นแหล่งที่ต่างชาติเอาเงินมาลงทุนทางการค้าพาณิชย์และอุตสาหกรรมจนเงินล้นธนาคารมากมายมหาศาล แต่ท่านกลับฉงนว่าทำไมประเทศไทยจึงยังต้องมีการสั่งนำเข้านมผงจากต่างประเทศอีก ปีละมูลค่ามหาศาล แทนที่จะผลิตส่งออกนำเงินตราเข้าประเทศ อาจารย์ผู้บรรยายแกพูดไว้แค่นั้นแหละ แต่ผมซึ่งตอนหนุ่มก็พอจะหัวไวอยู่บ้าง ก็เดาในใจได้ว่า ก็ในเมื่อปัจจัย 2 ประการ ประเทศไทยเรามีอยู่อย่างสมบูรณ์ ปัญหาที่ขาดมันก็คงคือปัจจัยอีก 1 อย่างที่เหลืออยู่นั่นแหละ ที่ประเทศไทยเรายังแย่ๆ อยู่ ไม่ต้องเขียนบอกนะครับ เดี๋ยวจะหาว่าผมเป็นกลุ่มคนพวก “ชังชาติ” ฉบับนี้อาจไกลจากกิจกรรมแอปเตอร์ไปบ้าง แต่ผมก็เชื่อว่า คงจะสร้างประโยชน์ให้แก่ท่านผู้อ่านไม่มากก็น้อยครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

สกู๊ปพิเศษ : เกษตรกระบี่จัดชุดลุยตรวจสวนทุเรียน ห้ามตัดทุเรียนอ่อนขาย คาดโทษทั้งจำ-ปรับ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/580523

สกู๊ปพิเศษ : เกษตรกระบี่จัดชุดลุยตรวจสวนทุเรียน  ห้ามตัดทุเรียนอ่อนขาย คาดโทษทั้งจำ-ปรับ

สกู๊ปพิเศษ : เกษตรกระบี่จัดชุดลุยตรวจสวนทุเรียน ห้ามตัดทุเรียนอ่อนขาย คาดโทษทั้งจำ-ปรับ

วันพุธ ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายชูศักดิ์ วณิชวัฒนกุล หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิตสำนักงานเกษตรจังหวัดกระบี่ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบการตัดทุเรียนพันธ์ุหมอนทองของเกษตรกร ในพื้นที่ต.เขาเขน และต.ปลายพระยา จ.กระบี่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการปลูกทุเรียนพันธุ์หมอนทองมากที่สุดของจังหวัด เพื่อแนะนำและให้ความรู้แก่ชาวสวนทุเรียน ในการตัดทุเรียนคุณภาพออกขาย หลังพบว่าชาวสวนทุเรียนเริ่มทยอยตัดผลทุเรียนออกจำหน่าย เบื้องต้นยังไม่พบผู้กระทำผิด

นายชูศักดิ์ วณิชวัฒนกุล หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิตสำนักงานเกษตรจังหวัดกระบี่ กล่าวว่า ในช่วงนี้จนถึงเดือน ก.ย.จะเป็นช่วงที่ทุเรียนของ จ.กระบี่ ออกสู่ตลาด ประกอบกับกรมส่งเสริมการเกษตร 

ได้สั่งคุมเข้มเรื่องคุณภาพมาตรฐานของทุเรียน ห้ามมีการนำทุเรียนอ่อนมาจำหน่ายโดยเด็ดขาด เนื่องจากชาวสวนบางคน เร่งตัดทุเรียนอ่อนออกขาย เพื่อหวังทำกำไร ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อราคาทุเรียนทั้งในและต่างประเทศ เกิดภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อทุเรียนไทยในสายตาผู้บริโภค และอาจส่งผลทำให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อนเมื่อถูกกดราคาจากผู้รับซื้อ 

สำหรับในพื้นที่ อ.ปลายพระยา จ.กระบี่ เป็นพื้นที่ที่มีการปลูกทุเรียนมากที่สุดอยู่ในพื้นที่ ต.เขาเขน และต.ปลายพระยา มีเนื้อที่ปลูกกว่า 1,600 กว่าไร่ ให้ผลผลิตแล้ว 816 ไร่ จำนวน 398 ตันมูลค่า กว่า 50 ล้านบาท ในส่วนผลผลิตทุเรียนทั้งจังหวัดในพื้นที่จ.กระบี่ มีไม่ต่ำกว่า 1,457 ตัน ให้ผลผลิตแล้ว 3,269 ไร่ จากพื้นที่ปลูกทั้งหมด 4,978 ไร่ สำหรับราคาจำหน่ายคาดว่าจะใกล้เคียงกับปี 2563 โดยราคาขายส่งอยู่ที่กิโลกรัมละ 120-140 บาท ซึ่งประเทศจีนยังเป็นตลาดส่งออกหลัก มีปริมาณความต้องการมาก คาดว่าจะมีเงินหมุนเวียนราว 204 ล้านบาทเศษ

ขอฝากไปยังผู้บริโภคหากพบเห็นการซื้อขายทุเรียนอ่อนด้อยคุณภาพ สามารถแจ้งความดำเนินคดีได้ที่สถานีตำรวจในพื้นที่ หรือศูนย์ดำรงธรรมแต่ละจังหวัด ซึ่งจะมีบทลงโทษผู้กระทำผิด จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และพ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 โทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือนหรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ขณะที่นายสมเกียรติ โกฎิกุล อายุ 58 ปี ประธานแปลงทุเรียน อ.ปลายพระยา กล่าวว่า การตัดทุเรียนอ่อนไปขายเหมือนกับตัดไปทิ้ง เชื่อว่าชาวสวนไม่ทำอย่างแน่นอน แต่ปัญหาที่พบทุเรียนอ่อนขายอยู่ตามท้องตลาด เกิดจากพ่อค้าคนกลางมารับซื้อแล้วฝืนตัดทุเรียนไป เพื่อให้ได้ตามใบสั่ง โดยไม่คำนึงถึงคุณภาพ เมื่อมีการเข้มงวดทำให้ทุเรียนอ่อนไม่สามารถส่งออกได้ ถูกคัดแยกออกมาจำหน่ายอยู่ตามท้องตลาด และเป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้ แต่เชื่อว่าจากมาตรการที่เข้มงวดของรัฐก็จะทำให้ปัญหาเหล่านี้หมดไป

‘บิ๊กป้อม’ ปลื้มผลงานน้ำอุปโภคบริโภค ประชาชนได้ประโยชน์ 400,000 ครัวเรือน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/580524

‘บิ๊กป้อม’ปลื้มผลงานน้ำอุปโภคบริโภค ประชาชนได้ประโยชน์400,000ครัวเรือน

วันพุธ ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“รองนายกฯ ประวิตร” เห็นชอบผลงานการขับเคลื่อนการจัดการน้ำอุปโภคบริโภคตามนโยบายรัฐบาลได้ตามเป้า สามารถเพิ่มประสิทธิภาพประปาหมู่บ้าน ขยายเขตประปาเมือง จัดหาแหล่งน้ำสำรอง และขุดเจาะน้ำบาดาลเพื่อการอุปโภคบริโภค ประชาชนได้รับประโยชน์เกือบ 400,000 ครัวเรือนทั่วประเทศ สั่ง สทนช. ขับเคลื่อนแผนงานต่อเนื่องช่วยประชาชน

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า รัฐบาลโดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี และพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ให้ความสำคัญกับนโยบายการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ และห่วงใยประชาชนในการเข้าถึงน้ำสะอาดเพื่อการอุปโภคบริโภค โดยมอบหมายให้เป็นวาระเร่งด่วนที่ต้องเร่งดำเนินการ และได้มอบหมายให้ สทนช.บูรณาการการขับเคลื่อนแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะแผนแม่บทด้านที่ 1 การจัดการน้ำอุปโภคบริโภคที่มีเป้าประสงค์ในการจัดหาน้ำสะอาดเพื่อการอุปโภคบริโภคให้แก่ชุมชน ครบทุกหมู่บ้านหรือทุกครัวเรือน ชุมชนเมือง แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ และพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ รวมทั้งการจัดหาแหล่งน้ำสำรองในพื้นที่ซึ่งขาดแคลนแหล่งน้ำต้นทุน พัฒนาน้ำดื่มให้ได้มาตรฐาน ในราคาที่เหมาะสม และส่งเสริมการประหยัดน้ำในทุกภาคส่วน ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เป้าหมายที่ 6 “การเข้าถึงการใช้น้ำสะอาดและสุขาภิบาลที่ดี” ที่กำหนดเป้าหมายการพัฒนา การขยายเขตและการเพิ่มประสิทธิภาพระบบประปาหมู่บ้าน โดยก่อสร้างระบบประปา จำนวน 256 หมู่บ้าน และปรับปรุงซ่อมแซมระบบประปาหมู่บ้านที่ชำรุดเสียหาย จำนวน 14,534 หมู่บ้าน ให้แล้วเสร็จภายในปี 2573

สำหรับผลงานดำเนินงานในช่วง 5 ปีแรก (พ.ศ.2561-2565) สามารถขับเคลื่อนผลงานได้ตามเป้าหมาย โดยสามารถดำเนินการเพิ่มประสิทธิภาพประปาหมู่บ้านไปแล้วทั้งสิ้น3,214 แห่ง โดยเฉพาะในเขตเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจ ดำเนินการขยายเขต/เพิ่มเขตจ่ายน้ำได้ จำนวน 556 แห่ง ประชาชนได้รับประโยชน์ 62,222 ครัวเรือน จัดทำแผนระบบประปาเมืองหลัก/พื้นที่เศรษฐกิจได้ จำนวน2 แห่ง ประชาชนได้รับประโยชน์ 4,800 ครัวเรือน และจัดหาแหล่งน้ำสำรอง/น้ำต้นทุนได้ จำนวน 7 แห่ง ปริมาณน้ำรวม 5.03 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) นอกจากนี้ สทนช.ยังได้บูรณาการร่วมกับกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ดำเนินการขับเคลื่อนการขุดเจาะน้ำบาดาลสำหรับการอุปโภคบริโภค โดยผลงานตั้งแต่ปี 2561 จนถึงปัจจุบัน ได้ดำเนินการขุดบ่อบาดาลไปแล้ว จำนวน2,138 แห่ง ได้ปริมาณน้ำ 0.55 ล้าน ลบ.ม. ประชาชนรับประโยชน์ 319,350 ครัวเรือน ครอบคลุมพื้นที่กว่า 70 จังหวัดทั่วประเทศ

นอกจากนี้ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 รัฐบาลยังได้จัดสรรงบกลางตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทั้งหมด 3 ครั้ง คือ เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2563 วันที่ 17 มีนาคม 2563 และวันที่ 13 สิงหาคม 2563 ให้กรมทรัพยากรน้ำบาดาลดำเนินการขุดเจาะน้ำบาดาล จำนวน 839โครงการ เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จจะมีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 9,340 ไร่ ได้ปริมาณน้ำบาดาล 41 ล้าน ลบ.ม. ประชาชนได้รับประโยชน์ 127,245 ครัวเรือน รวมทั้งยังได้จัดสรรงบกลางให้การดำเนินโครงการธนาคารน้ำใต้ดิน ในพื้นที่ 76 จังหวัด อีก 998 แห่ง และดำเนินการศึกษาสำรวจและก่อสร้างระบบเติมน้ำใต้ดินระดับตื้นในพื้นที่แอ่งน้ำบาดาลเจ้าพระยาตอนบนและจันทบุรี-ตราด 530 แห่ง ในขณะที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ได้รับงบประมาณประจำปี 2563 รายการเงินอุดหนุนสำหรับสนับสนุนการก่อสร้าง/ปรับปรุงและพัฒนาการบริหารจัดการน้ำระบบธนาคารน้ำใต้ดิน จำนวน 1,696 บ่อ และในปี 2564 ดำเนินการเพิ่มเติมอีก 28,101 บ่อ

“นอกจากผลการดำเนินการขับเคลื่อนแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ในด้านที่ 1 การจัดการน้ำอุปโภคบริโภคดังกล่าวแล้ว สทนช.ยังเดินหน้าบูรณาการขับเคลื่อนแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในด้านอื่นๆ ให้ครบทั้ง 6 ด้าน โดยเฉพาะผลการดำเนินการในด้านที่ 2 การสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต ตั้งแต่ปี 2561 จนถึงปัจจุบัน สามารถพัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำเพิ่มขึ้น 1,138 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์ 2.5 ล้านไร่ โดยเป็นพื้นที่ชลประทาน 1.4 ล้านไร่ และประชาชนได้รับประโยชน์ 2.27 ล้านครัวเรือน ทั้งนี้ แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ได้กำหนดเป้าหมายดำเนินการ 6 ด้าน เพื่อใช้เป็นกรอบและแนวทางในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาทรัพยากรน้ำของประเทศ เปรียบเสมือนแผนที่นำทางให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถผสานการปฏิบัติภารกิจหน้าที่ได้อย่างสอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งจะเป็นกลไกในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำได้อย่างบูรณาการในทุกมิติ สร้างความสมดุลระหว่างการพัฒนาและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรน้ำได้อย่างยั่งยืน” เลขาธิการ สทนช. กล่าวในตอนท้าย

ชวนเกษตรกรร่วมโครงการเพิ่มประสิทธิภาพ คุมโรคใบด่างมันสำปะหลังแบบครอบคลุมพื้นที่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/580525

ชวนเกษตรกรร่วมโครงการเพิ่มประสิทธิภาพ  คุมโรคใบด่างมันสำปะหลังแบบครอบคลุมพื้นที่

ชวนเกษตรกรร่วมโครงการเพิ่มประสิทธิภาพ คุมโรคใบด่างมันสำปะหลังแบบครอบคลุมพื้นที่

วันพุธ ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร ชวนเกษตรกรร่วมโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมโรคใบด่างมันสำปะหลังแบบครอบคลุมพื้นที่ สร้างความร่วมมือในชุมชน

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมโรคใบด่างมันสำปะหลังแบบครอบคลุมพื้นที่ ตามที่ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้กรมส่งเสริมการเกษตรเร่งดำเนินการทำความเข้าใจกับเกษตรกรนั้น ขณะนี้สำนักงานเกษตรอำเภอ/จังหวัด ที่มีพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังทุกจังหวัด ได้ลงพื้นที่ทำความเข้าใจและเชิญชวนเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง 2 ประเภท คือ เกษตรกรผู้ขอรับความช่วยเหลือ และ เกษตรกรผู้ผลิตแปลงพันธุ์สะอาด เข้าร่วมโครงการ เพื่อให้เกิดการจับคู่แปลงพันธุ์สะอาดกับเกษตรกรผู้รับท่อนพันธุ์ในพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งจะเกิดความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ปลูกที่มีความใกล้เคียงกัน ร่นระยะเวลาการขนส่ง รวมทั้งจะได้เกษตรกรผู้ผลิตแปลงพันธุ์สะอาดเป็นผู้นำ ให้ความรู้แก่เกษตรกรผู้ขอรับความช่วยเหลือได้เป็นอย่างดี สร้างความสามัคคี ช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้ในชุมชน

เกษตรกรผู้ขอรับความช่วยเหลือ จะต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติดังนี้ 1) เป็นเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังที่ขึ้นทะเบียน/ปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตรที่ปลูกมันสำปะหลัง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 2) เป็นเกษตรกรที่พบการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังในแปลงและผ่านการพิจารณารับรองจากคณะทำงานขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาโรคใบด่างมันสำปะหลังที่ได้รับการแต่งตั้งจากคณะอนุกรรมการบริหารจัดการโรคใบด่างมันสำปะหลัง ระดับจังหวัด 3) เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ ต้องไม่ซ้ำซ้อนกับโครงการอื่นที่มีวัตถุประสงค์เดียวกันในฤดูปลูกเดียวกัน 4) เกษตรกรมีบัญชีกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ทั้งนี้เกษตรกร 1 ราย สามารถขอรับค่าชดเชยการทำลายและการสนับสนุนท่อนพันธุ์ได้แปลงละ 1 ครั้งเท่านั้น

สำหรับเกษตรกรผู้ผลิตแปลงพันธุ์สะอาด จะต้องเป็นเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังที่ขึ้นทะเบียน/ปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตรที่ปลูกพันธุ์ทนทานโรคใบด่าง ในพื้นที่ที่ไม่พบการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลัง และห่างจากพื้นที่ที่พบการระบาดไม่น้อยกว่า 5 กิโลเมตร โดยพันธุ์มันสำปะหลังทนทาน ได้แก่ พันธุ์ระยอง 72 เกษตรศาสตร์ 50 ห้วยบง 60 และระยอง 90 นอกจากนี้สามารถใช้พันธุ์อื่นๆ ที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานราชการในการเข้าร่วมโครงการได้ ยกเว้น พันธุ์อ่อนแอต่อโรคใบด่างมันสำปะหลัง ได้แก่ ระยอง 11 และ CMR 43-08-89

โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมโรคใบด่างมันสำปะหลังแบบครอบคลุมพื้นที่ เพิ่งผ่านมติ ครม. เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2564 ที่ผ่านมา ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของโครงการ หากเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังทั้ง 2 ประเภท คือ เกษตรกรผู้ขอรับความช่วยเหลือ และเกษตรกรผู้ผลิตแปลงพันธุ์สะอาด มีคุณสมบัติดังกล่าวและสนใจเข้าร่วมโครงการ หรือมีข้อสอบถามเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ที่ กองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ยชุมชน โทร.0-2955-1626 หรือ สำนักงานเกษตรอำเภอ/จังหวัดใกล้บ้านท่าน อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติม

บทความ : เงินกู้ 4 แสนล้าน… กับโครงการที่เสี่ยงต่อการทุจริตสูง (ตอนที่ 2) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/580204

บทความ : เงินกู้4แสนล้าน… กับโครงการที่เสี่ยงต่อการทุจริตสูง (ตอนที่2)

วันอังคาร ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

โครงการนี้กรมส่งเสริมการเกษตรยืนยันว่าจะช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ผ่านศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) ของกรมส่งเสริมการเกษตรโดยจะทำให้เกษตรกรสามารถเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิตด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการวิเคราะห์ดินและการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินทำให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยเคมีน้อยลงในสภาวะที่ปุ๋ยเคมีมีราคาสูงขึ้นในปัจจุบัน

การดำเนินโครงการนี้ งบประมาณส่วนใหญ่ใช้ไปในการจัดซื้อชุดตรวจวิเคราะห์ดินให้ ศดปช. ศูนย์ละ 10 ชุด จัดซื้อแม่ปุ๋ยให้กับศูนย์ 3 สูตร คือ 46-0-0 จำนวน 60 กระสอบ/ศูนย์ 18-46-0 จำนวน 30 กระสอบ/ศูนย์ และสูตร 0-0-60 จำนวน 30 กระสอบ/ศูนย์ และจัดซื้อเครื่องผสมปุ๋ยให้แก่ ศดปช. ที่นำร่อง 394 ศูนย์ ใน 63 จังหวัด ศูนย์ละ 1 เครื่อง ศดปช. จะดำเนินการให้บริการตรวจวิเคราะห์ดิน แนะนำการจัดการดินและการใช้ปุ๋ยเบื้องต้น รวบรวมความต้องการและจัดหาแม่ปุ๋ยมาจำหน่ายให้แก่สมาชิกศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน กลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ และเกษตรกรทั่วไป รวมทั้งให้บริการผสมปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน

การจัดหาครุภัณฑ์ ทั้งชุดตรวจวิเคราะห์ดิน และเครื่องผสมปุ๋ย ก็ว่าไปตามกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง แต่เชื่อได้ว่าคงมีการร้องเรียนกันเกิดขึ้นตามมา ส่วนการจัดหาวัสดุ คือ แม่ปุ๋ยนั้น มีความเสี่ยงสูงกว่าอย่างอื่น ในอดีตโครงการที่เกี่ยวกับปุ๋ย มีการทุจริตเกิดขึ้นถึงขั้นทำให้ผู้บริหารระดับสูงทั้งฝ่ายข้าราชการประจำ และฝ่ายการเมืองเสียอนาคตก็มีให้เห็นกันแล้ว เช่น กรณีการจัดซื้อปุ๋ยอินทรีย์เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อปี 2546 ซึ่งเสนอโครงการโดยกรมส่งเสริมการเกษตร มีการดำเนินการแบบรวบรัด มีการผลักดันโดยคนใกล้ชิดของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯในสมัยนั้น มีข้อมูลส่อไปในทางทุจริต กระทำการโดยละเลยกฎระเบียบ และอ้างความเดือดร้อนของเกษตรกรเป็นเหตุผลในการดำเนินการ คดีนี้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้มีคำพิพากษาตัดสินจำคุก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในสมัยนั้น คนละ 6 ปี (ศาลตัดสินเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2559 ใช้เวลาในการพิจารณาคดีถึง 15 ปี) นอกจากนี้ในเวลาต่อมายังมีอดีตอธิบดี และรองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร รวมทั้งเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง กับโครงการนี้ถูกดำเนินคดีและจำคุกไปแล้วส่วนหนึ่ง และอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาอีกหลายส่วนหนึ่ง

กลับมาที่โครงการพัฒนาธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชน ที่กำลังกล่าวถึง เกี่ยวกับการจัดหาปุ๋ยมาจำหน่ายยิ่งเป็นสิ่งที่ไม่น่าจะดำเนินการ เพราะไม่ใช่ภารกิจของกรมส่งเสริมการเกษตร ศดชป. ควรเน้นภารกิจด้านวิชาการและส่งเสริมให้เกษตรกรปฏิบัติให้ถูกต้อง ไม่ควรดำเนินธุรกิจให้เรื่องเงินๆ ทองๆ มาพัวพันกับหน่วยงาน

ทั้ง 2 โครงการที่กล่าวมาข้างต้น ทั้ง ป.ป.ท. และ สตง. รวมทั้งองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เตือนมาแล้ว ก็ขอให้นำไปทบทวน ซึ่งอาจจะช้าไปเพราะโครงการจะสิ้นสุดลงในเดือนกันยายน 2564 นี้แล้ว แต่อย่างไรก็ตาม กระบวนการต่าง ๆ ขอให้รอบคอบ รัดกุม ตรวจสอบ และอธิบายได้ โดยเฉพาะข้าราชการ เพราะเวลาเกิดเป็นคดีความครั้งไร นักการเมืองลอยตัวทุกที คนรับกรรมคือข้าราชการแทบทั้งสิ้น….

อดไม่ได้ที่จะห่วงกังวลไปถึงโครงการโคกหนองนาโมเดล ของกรมการพัฒนาชุมชน ซึ่งเป็นโครงการที่เสี่ยงต่อการทุจริตสูงลำดับที่ 2 ตามที่ ป.ป.ท. ประเมินไว้ เพราะโครงการนี้มีรูปแบบและการดำเนินงานใกล้เคียงกับ โครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ แต่แยกกันทำคนละพื้นที่ ที่สำคัญของโครงการนี้คือการจ้างขุดสระน้ำที่มีความเสี่ยงต่อการทุจริตสูง ตั้งแต่การประกวดราคาที่หน่วยงานในส่วนกลางเป็นผู้ดำเนินการ โดยให้ผู้รับเหมาไปดำเนินการขุดสระในตำบลที่มีเกษตรกรร่วมโครงการ การขุดสระน้ำในแต่ละตำบล ซึ่งมีพื้นที่ และภูมิประเทศที่แตกต่างกัน หากไม่สามารถกักเก็บน้ำได้ เกษตรกรไม่ยอมรับ ก็จะเกิดผลกระทบต่อเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจรับงาน ผมเกรงว่าเจ้าหน้าที่ตรวจรับจะกลายเป็นแพะรับบาปของโครงการนี้

เป็นที่น่าสังเกตว่า โครงการที่กล่าวมาทั้ง 3 โครงการนี้ เป็นโครงการที่เป็นลักษณะ ท็อปดาวน์ คือสั่งการมาจากข้างบน ขาดกระบวนการมีส่วนร่วมของเกษตรกรโดยสิ้นเชิง มีความเสี่ยงสูงทั้งในแง่ของการทุจริต และความสำเร็จที่จะส่งผลประโยชน์ให้กับเกษตรกรอย่างแท้จริง เป็นโครงการที่สูญเปล่า เพราะเป็นโครงการที่ใช้งบประมาณจากเงินกู้4 แสนล้านบาท ที่รัฐบาลบอกว่าจะนำมาใช้กอบกู้สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ซึ่งอาจจะสูญเปล่าเหมือนโครงการของกระทรวงเกษตรฯ ที่ผ่านมาเมื่อปี 2560 และ 2561 ในยุค คสช. ที่ใช้เงินโครงการละหลายหมื่นล้านบาท

ในฐานะที่ผมเป็นอดีตข้าราชการของกรมส่งเสริมการเกษตร ไม่อยากเห็นชะตากรรมของข้าราชการรุ่นน้อง รุ่นลูก รุ่นหลาน ที่อาจจะได้รับผลกรรมจากการทำงานตามความต้องการของนักการเมือง และผู้บริหารระดับสูงเหมือนเช่น โครงการ ปุ๋ยอินทรีย์ ผักสวนครัวรั้วกินได้ และอีกหลายโครงการในอดีตไม่อยากเห็นประวัติศาสตร์ซ้ำรอย….

อนันต์ ดาโลดม

นายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย

‘ประวิตร’ นำลงพื้นที่ภาคตะวันออก ลุยพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อความมั่นคง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/580201

‘ประวิตร’นำลงพื้นที่ภาคตะวันออก ลุยพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อความมั่นคง

วันอังคาร ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าแผนการพัฒนาแหล่งน้ำ และความพร้อมรับมือฤดูฝน’64 ในพื้นที่ภาคตะวันออก ที่ อ.วังจันทร์ จ.ระยอง โดยมี นายชาญนะ เอี่ยมแสง ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง ต้อนรับ พร้อมรับฟังการบรรยายสรุปจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ การดำเนินการตามมาตรการรับมือฤดูฝนในพื้นที่ภาคตะวันออกและภาพรวม การจัดการน้ำสนับสนุนอีอีซี ทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของอีอีซี และความต้องการใช้น้ำในอนาคต

พลเอกประวิตรกล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เพื่อติดตามผลการดำเนินงานโครงการการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออกและอีอีซี รวมถึงเน้นย้ำความพร้อมในการขับเคลื่อนมาตรการรับมือฤดูฝนปี 2564 ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) เพื่อให้พื้นที่ภาคตะวันออกมีความมั่นคงเรื่องน้ำ นักลงทุนเกิดความมั่นใจ โดยมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการใน 3 ประเด็นหลัก คือ 1.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หารือและกำหนดแนวทางร่วมกันถึงความเป็นไปได้ในการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ในพื้นที่ รวมถึงเร่งดำเนินการเพิ่มน้ำต้นทุนโดยการพัฒนาระบบโครงข่ายน้ำต่างๆ ให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว

2.การนิคมอุตสาหกรรมต้องจัดหาแหล่งน้ำสำรองของตนเอง พร้อมทั้งสนับสนุนให้ภาคเอกชนใช้น้ำแบบ 3R รวมถึงเร่งดำเนินการเพิ่มน้ำต้นทุนโดยจัดทำระบบเปลี่ยนน้ำทะเลเป็นน้ำจืด ซึ่งต้องดำเนินการอย่างประหยัด และคุ้มค่ามากที่สุด และ 3.ขอให้ทุกหน่วยปฏิบัติตาม 10 มาตรการ รับมือฝนปี’64 เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงน้ำหลาก รวมถึงวางแผนเก็บน้ำสำรองทุกแหล่งทั้งผิวดินและใต้ดินไว้รองรับในช่วงฤดูแล้งหน้าด้วย   

โดยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 2561 – 2563) รัฐบาลได้เร่งรัดโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในภาคตะวันออกในทุกรูปแบบ เพื่อให้มีพื้นที่เก็บกักน้ำฝนให้มากที่สุด สามารถรองรับความต้องการใช้น้ำในพื้นที่ทั้งภาคประชาชน เศรษฐกิจ เกษตร อุตสาหกรรมได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะในพื้นที่กลุ่มจังหวัดอีอีซี ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง มีโครงการแหล่งน้ำเกิดขึ้นแล้วถึง 2,872 โครงการ พื้นที่รับประโยชน์ 372,950 ไร่ ประชาชนได้รับประโยชน์ 136,751 ครัวเรือน ปริมาณน้ำเก็บกักเพิ่มขึ้นประมาณ 138 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)

สกู๊ปพิเศษ : ระยองเปิดอีกจุดแลนด์มาร์คแห่งใหม่ เช็คอินใต้ต้นก้ามปูยักษ์อายุมากกว่า 150 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/580203

สกู๊ปพิเศษ : ระยองเปิดอีกจุดแลนด์มาร์คแห่งใหม่  เช็คอินใต้ต้นก้ามปูยักษ์อายุมากกว่า150ปี

สกู๊ปพิเศษ : ระยองเปิดอีกจุดแลนด์มาร์คแห่งใหม่ เช็คอินใต้ต้นก้ามปูยักษ์อายุมากกว่า150ปี

วันอังคาร ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ต้นก้ามปูยักษ์ หรือต้นจามจุรี ต้นนี้ ขึ้นอยู่ในพื้นที่ ตำบลชากบก อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง กำลังเป็นที่ฮือฮา จากความแปลกตาของรูปทรงที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ บรรยากาศ ร่มรื่นจนกลายเป็นจุดเช็คอินของนักท่องเที่ยว เป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ในจังหวัดระยอง โด่งดังอยู่ในโลกออนไลน์ ใครมาก็ต้องบันทึกภาพ ซึ่งมีความสวยในทุกมุม  

นางอยู่เย็น ปะโภชน์ อายุ 56  ปีอยู่บ้านเลขที่ 15/3 ม. 8 ต.ชากบก อ.บ้านค่าย จ.ระยอง บอกว่า ต้นก้ามปูต้นนี้ มีอายุกว่า 150 ปี ตนเองเกิดมาก็เห็นต้นก้ามปูยักษ์ต้นนี้ ซึ่งจะเป็นจุดศูนย์รวมของประชาชน เพราะมีการจัดงานประเพณีต่างๆ ที่นี่ โดยเฉพาะการแห่นางแมวขอฝน ชาวบ้านที่ทำพิธีก็จะขึ้นไปขอฝนกันบนต้นก้ามปูต้นนี้ พอสมัยนี้ยังไม่มีการจัดงานเพราะช่วงโควิดแต่มีการพัฒนาพื้นที่โดยเทศบาลตำบลชากบก พัฒนาให้เป็นพื้นที่ท่องเที่ยว ประชาชนเข้ามาเที่ยว ชาวชุมชนก็นำข้าวของมาขายมีรายได้ในช่วงโควิดเพราะที่ตลาดนัดขายของไม่ค่อยได้  ถึงแม้จะเป็นช่วงโควิดกลัวการติดเชื้อ แต่คนที่มาเที่ยวและคนขายของ ก็ระมัดระวัง โดยเฉพาะวันหยุดจะมีคนมาเที่ยวเยอะก็ไม่ให้อยู่กันหนาแน่น และต้องสวมแมส 

นายตรีเทพ คงมณี (ด้วง) อายุ 54 ปี บ้านเลขที่ 19/9 ม.8 ต.ชากบก อ.เมือง จ.ระยอง บอกว่า เดิมที่ดินผืนนี้เป็นของพ่อคุณเสริม ซึ่งเป็นแพทย์ประจำตำบล สมัยนั้นคือ หมอพื้นบ้าน รับรักษา คนที่เจ็บป่วย ท่านเป็นคนใจบุญชอบทำบุญมาก และเห็นความสำคัญของการจัดงานประเพณี โดยเฉพาะงานสงกรานต์ จึงได้ยกที่ดินผืนนี้ให้ใช้ประโยชน์สาธารณะ เพื่อทำบุญหมู่บ้านและจัดงานประเพณีทุกปี ชาวชุมชน ก็จะใช้ที่ดินจัดงาน โดยอาศัยร่มเงาของต้นก้ามปูที่แผ่กิ่งก้านสาขา เพราะสมัยก่อนไม่มีจุดที่พักให้ประชาชน ก็จะมาอยู่ใต้ต้นก้ามปูต้นนี้ ซึ่งร่มเงาเย็นสบายมากที่สุด เด็กจะพากันมาวิ่งเล่นใต้ต้นก้ามปูกันทุกวัน และยังได้เชื่อว่าการที่ต้นไม้ออกกิ่งก้านสาขาสวยงาม และร่มรื่นแบบนี้ ต้องมีรุกขเทวดาประจำอยู่  ซึ่งทาง นายนาค ระยอง นายกเทศมนตรีตำบลชากบก เล็งเห็นความสำคัญจึงจัดสรรงบประมาณ พัฒนาให้เป็นพื้นที่ท่องเที่ยว

สำหรับ ต้นก้ามปู ใหญ่ต้นนี้ มีลำต้นขนาดประมาณ 5 คนโอบ รูปทรงไม่สูง แต่กลับแผ่กิ่งก้านสาขาเป็นทรงพุ่มสวยงามปกคลุมพื้นที่กว่า 1 ไร่ ทำให้ภายใต้ต้นโล่ง โปร่ง และร่มรื่น จากธรรมชาติรังสรรค์ อีกทั้งเทศบาลตำบลชากบก ได้พัฒนาพื้นที่ สร้างที่นั่งไม้ล้อมรอบโคนต้น โดยออกแบบให้กลมกลืน เข้ากับธรรมชาติ จนเกิดความงดงามที่ลงตัว เมื่อมีนักท่องเที่ยวเข้ามา ชาวชุมชนชากบก ต่างก็นำสินค้าพื้นบ้านมาวางจำหน่าย  เช่น ผลไม้ตามฤดูกาล อาหารพื้นเมือง ขนมและน้ำ สร้างรายได้ให้กับชาวชุมชนในช่วงโควิด-19อีกด้วย ต้นก้ามปูยักษ์ บ้านค่ายระยอง อยู่ใกล้สี่แยกไฟแดงชากกอไผ่ อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง ถ้ามาไม่ถูก ปักหมุดที่ต้นก้ามปูยักษ์ บ้านค่ายระยอง นำทางมาถึงที่

เมืองกาญจน์ระงับ นำเข้า-ส่งออกสินค้า ด่านเจดีย์สามองค์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/580202

เมืองกาญจน์ระงับ นำเข้า-ส่งออกสินค้า ด่านเจดีย์สามองค์

วันอังคาร ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายจีระเกียรติ ภูมิสวัสดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี ได้ออกประกาศคำสั่งคณะกรรมการโรคติดต่อ จ.กาญจนบุรี ที่ 2786/2564 เรื่องระงับการใช้ช่องทางสำหรับการนำเข้า-ส่งออกขนส่งสินค้าและสินค้าผ่านแดนทุกประเภท ณ จุดผ่อนปรนทางการค้าด่านพระเจดีย์สามองค์(จุดผ่านแดนชั่วคราวเพื่อการท่องเที่ยว)ต.หนองลู อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี และช่องทางผ่านแดนที่เป็นช่องทางธรรมชาติ

ทั้งนี้ เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ยังคงพบผู้ติดเชื้อและมีแนวโน้มที่จะพบการแพร่ระบาดไปยังผู้ติดเชื้อรายใหม่ และกระจายออกไปในหลายพื้นที่ค่อนข้างรวดเร็ว ซึ่งศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19  ได้กำหนดมาตรการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดในพื้นที่จังหวัดชายแดนให้มีประสิทธิภาพ

ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกัน ควบคุมไม่ให้เกิดการแพร่ระบาด จังหวัดกาญจนบุรี จึงมีคำสั่ง ดังนี้ 1.ระงับการใช้ช่องทางสำหรับการนำเข้า-ส่งออก ขนส่งสินค้าและสินค้าผ่านแดนทุกประเภท ณ จุดผ่อนปรนทางการค้าด่านพระเจดีย์สามองค์ และช่องทางผ่านแดนที่เป็นช่องทางธรรมชาติ  โดยให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายปฏิบัติหน้าที่โดยเข้มงวด ตั้งแต่วันที่ 14 มิ.ย. 2564 จนถึงวันที่ 27 มิ.ย. 2564

2.เนื่องจากเป็นกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วน หากปล่อยให้เนิ่นช้าไปจะก่อให้เกิดผลเสียหายอย่างร้ายแรงแก่สาธารณชน หรือผลกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ จึงไม่อาจให้คู่กรณีใช้สิทธิโต้แย้ง ตามมาตรา 30 วรรค 2 (1) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539