เร่งอุดช่องว่างคัดเลือกกรรมการลุ่มน้ำ ขีดเส้น ก.ย. 64 แล้วเสร็จทั้ง 22 ลุ่มน้ำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/580205

เร่งอุดช่องว่างคัดเลือกกรรมการลุ่มน้ำ  ขีดเส้นก.ย.64แล้วเสร็จทั้ง22ลุ่มน้ำ

เร่งอุดช่องว่างคัดเลือกกรรมการลุ่มน้ำ ขีดเส้นก.ย.64แล้วเสร็จทั้ง22ลุ่มน้ำ

วันอังคาร ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สทนช.เดินหน้าแก้ไขกฎกระทรวงการได้มาซึ่งกรรมการลุ่มน้ำใหม่ทั้ง 22 ลุ่มน้ำ ขีดเส้นแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2564 พร้อมเร่งขับเคลื่อนการคัดเลือกกรรมการลุ่มน้ำในกนช. ให้แล้วเสร็จภายในเดือนมกราคม 2565 เพื่อร่วมวิเคราะห์แผนงานด้านน้ำในพื้นที่ แก้ปัญหาน้ำได้อย่างตรงจุด

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า ภายหลังจากพระราชกฤษฎีกากำหนดลุ่มน้ำ พ.ศ.2564 และกฎกระทรวงการได้มาซึ่งกรรมการลุ่มน้ำผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรรมการลุ่มน้ำผู้แทนองค์กรผู้ใช้น้ำ และกรรมการลุ่มน้ำผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการลุ่มน้ำพ.ศ. 2564 ซึ่งเป็นกฎหมายลำดับรองภายใต้พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำพ.ศ.2561 มีผลบังคับใช้ ขณะนี้ สทนช.กำลังดำเนินการจัดตั้งคณะกรรมการลุ่มน้ำทั้ง 22 ลุ่มน้ำใหม่ ให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2564 นี้ จากนั้นก็จะดำเนินการคัดเลือกกรรมการ ผู้แทนคณะกรรมการลุ่มน้ำในคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(กนช.) ให้แล้วเสร็จภายในเดือนมกราคม 2565

สำหรับคณะกรรมการลุ่มน้ำในแต่ละลุ่มน้ำนั้น จะประกอบด้วย กรรมการลุ่มน้ำโดยตำแหน่ง ได้แก่ ผู้ว่าราชการจังหวัดในเขตลุ่มน้ำนั้น และผู้แทนจากหน่วยภาครัฐ 13 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่หากเป็นลุ่มน้ำที่อยู่ในพื้นที่ชายแดนจะมีผู้แทนจากกระทรวงกลาโหม ส่วนลุ่มน้ำที่มีพื้นที่ติดชายฝั่งทะเล จะมีผู้แทนจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ลุ่มน้ำที่อยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จะต้องมีผู้แทนจากศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ร่วมเป็นกรรมการลุ่มน้ำนั้นๆ ด้วย นอกจากนี้ยังต้องมีผู้แทนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จังหวัดละ 1 คน รวมทั้งผู้แทนจากองค์กรปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษอีก 1 คน กรรมการลุ่มน้ำผู้แทนองค์กรผู้ใช้น้ำ ที่มาจากภาคเกษตรกรรม 3 คน ภาคอุตสาหกรรม 3 คนและภาคพาณิชยกรรม 3 คน และกรรมการลุ่มน้ำผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับทรัพยากรน้ำ จำนวน 4 คน ร่วมเป็นกรรมการลุ่มน้ำด้วย

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของกรรมการลุ่มน้ำผู้แทนจาก อปท. นั้น เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีผู้บริหาร อปท. ครบทั้ง 3 ประเภท ทั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด นายกเทศมนตรี นายกองค์การบริหารส่วนตำบล และยังไม่มีประธานกรรมการลุ่มน้ำที่จะทำหน้าที่แต่งตั้งคณะกรรมการสรรหา กรรมการลุ่มน้ำผู้ทรงคุณวุฒิ ทำให้กรรมการลุ่มน้ำไม่ครบตามองค์ประกอบของกฎหมาย สทนช.จึงได้เสนอให้มีการแก้ไขกฎกระทรวงการได้มาซึ่งกรรมการลุ่มน้ำฯ เพื่อให้มีคณะกรรมการลุ่มน้ำประจำลุ่มน้ำชุดแรกเกิดขึ้นโดยเร็ว โดยเปิดโอกาสให้ อปท. ใน 3 ประเภทข้างต้นที่มีผู้บริหารแล้วส่งรายชื่อผู้บริหาร จำนวน 1 คน เข้ารับการคัดเลือกเป็นคณะกรรมการลุ่มน้ำ และท่านที่ได้รับคัดเลือกเป็นกรรมการลุ่มน้ำแล้วสามารถเป็นกรรมการลุ่มน้ำในลุ่มน้ำข้างเคียงได้ ถ้าเป็นพื้นที่ติดต่อกัน ทั้งนี้เพื่อแก้ปัญหาที่บางพื้นที่ยังมีผู้บริหาร อปท. ไม่ครบทั้ง 3 ประเภท

นอกจากนี้ สทนช. ยังได้เสนอให้เพิ่มเติมบทเฉพาะกาล เพื่อกำหนดบุคคลผู้มีอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยทรัพยากรน้ำ แต่งตั้งบุคคลทำหน้าที่คณะกรรมการสรรหาเพื่อดำเนินการสรรหากรรมการลุ่มน้ำผู้ทรงคุณวุฒิ จากเดิมที่ประธานคณะกรรมการลุ่มน้ำจะเป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการสรรหา เป็นเลขาธิการ สทนช. เนื่องจากขณะนี้ทุกลุ่มน้ำยังไม่มีประธานกรรมการลุ่มน้ำ

“หลังจากจัดตั้งคณะกรรมการลุ่มน้ำให้ครบทั้ง 22 ลุ่มน้ำแล้ว ก็จะเริ่มดำเนินการคัดเลือกกรรมการผู้แทนคณะกรรมการลุ่มน้ำใน กนช. จำนวน 6 คน ประกอบด้วย กรรมการลุ่มน้ำผู้แทน อปท. 1 คน กรรมการลุ่มน้ำผู้แทนองค์กรผู้ใช้น้ำ 4 คน และกรรมการลุ่มน้ำผู้ทรงคุณวุฒิ 1 คนโดยประธาน กนช. จะเป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการคัดเลือกจำนวน 11 คน ซึ่งจะมีเลขาธิการ สทนช. เป็นประธานกรรมการคัดเลือก และจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนมกราคม 2565 เพื่อให้ทันต่อกรอบการเสนอแผนงาน/โครงการประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 เนื่องจากกรรมการลุ่มน้ำจะมีบทบาทหน้าที่ที่สำคัญในการพิจารณาแผนบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในระดับท้องถิ่นและมีส่วนร่วมในการให้ความคิดเห็นต่อแผนงาน/โครงการด้านพัฒนาแหล่งน้ำที่จะเสนอในปี 2566 ด้วย ซึ่งจะทำให้การพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพครอบคลุมทุกมิติ สามารถแก้ปัญหาในพื้นที่ได้อย่างตรงจุดสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน และอยู่บนพื้นฐานการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนอย่างแท้จริงรวมทั้งตอบสนองต่อการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ช่วยเสริมศักยภาพในการพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศตรงตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561” เลขาธิการ สทนช. กล่าวในตอนท้าย

บทความ : เงินกู้ 4 แสนล้าน… กับโครงการที่เสี่ยงต่อการทุจริตสูง (ตอนที่ 1) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/579990

บทความ : เงินกู้ 4 แสนล้าน… กับโครงการที่เสี่ยงต่อการทุจริตสูง (ตอนที่ 1 )

วันจันทร์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ได้อ่านข้อเขียนของ รศ.ดร.ต่อตระกูล ยมนาค และ ผศ.ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค เรื่อง “ต่อต้านคอร์รัปชั่น” ในคอลัมน์การเมือง แนวหน้าออนไลน์ เมื่อวันพุธที่ 5 พฤษภาคม 2564 มีสาระสำคัญที่น่าเป็นห่วงหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพราะข้อเขียนดังกล่าวได้ระบุว่ามีโครงการของกระทรวงเกษตรฯ 2 โครงการภายใต้ “งบเงินกู้สู้โควิด 4 แสนล้านบาท” ซึ่งเป็นโครงการที่ “มีความเสี่ยงการทุจริตอยู่ในระดับสูง” (ลำดับที่ 1 และ 3) ตามที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ประเมินไว้

โครงการที่มีความเสี่ยงการทุจริตสูงลำดับที่ 1 คือ “โครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่” งบประมาณ 3,550 ล้านบาท มีสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้รับผิดชอบหลัก ป.ป.ท. ตั้งข้อสังเกตว่า การทุจริตอาจเกิดจาก การจ้างแรงงานที่อาจมีการช่วยเหลือพวกพ้อง และอาจไม่ได้ทำงานจริง การจัดซื้อจัดจ้างที่อาจเอื้อประโยชน์คนบางกลุ่ม มีการล็อกสเปก หรือซื้อวัสดุต่างๆ ที่ไม่เหมาะสมในการใช้งานจริง การเบิกงบประมาณในการจัดอบรมสัมมนาไม่ตรงกับที่จ่ายจริง งบประมาณอื่นๆ สามารถจัดทำเอกสารเท็จได้ที่สำคัญคือ สตง. พบว่า โครงการนี้ไม่มีความพร้อมในการดำเนินงานเกษตรกรเข้าร่วมโครงการต่ำกว่าเป้าหมายเพราะเงื่อนไขต่างๆ ที่กำหนดขึ้น รวมทั้งการจัดสรรเงินกู้ล่าช้าด้วย

โครงการนี้ แม้สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ จะเป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก แต่หน่วยงานที่ร่วมดำเนินการในพื้นที่ไม่พ้น กรมส่งเสริมการเกษตร กรมปศุสัตว์ กรมประมง กรมพัฒนาที่ดิน และ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร โดย กรมส่งเสริมการเกษตรพัฒนาอาชีพด้านพืช กรมปศุสัตว์ พัฒนาอาชีพด้านปศุสัตว์ กรมประมงพัฒนาอาชีพด้านประมง กรมพัฒนาที่ดิน ขุดบ่อเก็บน้ำ สนับสนุนวัสดุปรับปรุงดิน และ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ประเมินผลโครงการ หน่วยงานอื่น ๆ ในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นหน่วยงานสนับสนุน สรุปคือ ทุกหน่วยงานในกระทรวงเกษตรฯ มีชื่อปรากฏอยู่ในโครงการนี้ทั้งหมด ส่วนหน่วยงานไหนจะรับผิดชอบด้านใดขึ้นอยู่กับภารกิจของหน่วยงานนั้นๆ

เป้าหมายของโครงการ จะดำเนินการในพื้นที่ 4,009 ตำบล ใน 75 จังหวัด เกษตรกรตำบลละ 16 ราย รวม 64,144 ราย พื้นที่ดำเนินการรายละ 3 ไร่ รวม 192,432 ไร่ มีการจ้างงานในระดับตำบล ตำบลละ 8 ราย รวม 32,072 ราย มีการรับสมัครเกษตรกรเข้าร่วมโครงการผ่านระบบออนไลน์ หรือยื่นใบสมัครที่เกษตรตำบล โดยมีคณะทำงานขับเคลื่อนระดับอำเภอเป็นผู้คัดเลือก ซึ่งจากข้อมูลที่ได้รับจากผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ทราบมาว่า มีเกษตรกรสมัครเข้าร่วมโครงการน้อยมาก แม้เจ้าหน้าที่จะเข้าไปขอให้สมัครก็ยังยากเย็น

ที่ ป.ป.ท.ตั้งข้อสังเกต เกี่ยวกับการจ้างแรงงานเกษตรทฤษฎีใหม่ระดับตำบล ตำบลละ 8 ราย ว่าอาจจะมีการจ้างพวกพ้องนี่ก็น่าคิด เพราะคณะกรรมการขับเคลื่อนระดับอำเภอเป็นคนคัดเลือกด้วยการสัมภาษณ์ แรงงานนี้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด จ้างมาเพื่อทำหน้าที่ประสานเชื่อมโยงการทำงานโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ ให้เข้าถึงแปลงเกษตรทฤษฎีใหม่ ประสานงานในการถ่ายทอดความรู้ และแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรให้กับเกษตรกร สำรวจ จัดเก็บและรายงานข้อมูลพื้นฐานทางการเกษตรให้เป็นปัจจุบัน รวมถึงติดตามการดำเนินงานรายแปลงด้วย อีกทั้งยังคาดหมายให้แรงงานเหล่านี้เป็นตัวแทนกระทรวงเกษตรฯ ในการจัดทำแผน และขับเคลื่อนแผนเกษตรกรรมยั่งยืนในระดับตำบล เป็นการคาดหวังที่สูงมาก แต่เท่าที่เคยสัมผัสแรงงานเหล่านี้บางคนยังไม่รู้จักว่าทฤษฎีใหม่ คืออะไร…และยังไม่ทราบบทบาทหน้าที่ของตนเองว่าต้องทำอะไรบ้าง

การดำเนินการฝึกอบรมเกษตรกรตามโครงการนี้ เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด ทำให้ต้องอบรมออนไลน์ กิจกรรมนี้น่าห่วงที่สุด เพราะลำพังนำเกษตรกรมานั่งอบรมแบบเห็นหน้าเห็นตากันตัวเป็นๆ เกษตรกรที่สนใจฟัง หรือเรียนรู้อย่างจริงจังมีน้อย แต่นี่ใช้การอบรมระบบออนไลน์ จึงไม่น่าจะสัมฤทธิผล

อีกโครงการหนึ่งของกระทรวงเกษตรฯ ที่มีความเสี่ยงทุจริตอยู่ในระดับกลาง (ลำดับที่ 3 รองจาก โครงการโคกหนอง นา โมเดล ของกรมการพัฒนาชุมชน) คือ “โครงการพัฒนาธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชน (One Stop Service)” งบประมาณ 170 ล้านบาท มีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก ป.ป.ท. ตั้งข้อสังเกตว่า การทุจริตในโครงการนี้ มีช่องทางจากการจัดซื้อจัดจ้าง โดยเฉพาะ วัสดุทางการเกษตรมีการกำหนดเงื่อนไขที่กีดกันผู้เสนอราคารายย่อย การส่งมอบปุ๋ยให้กลุ่มเป้าหมายอาจไม่ครบถ้วนตามที่จัดซื้อจริง การจัดซื้อครุภัณฑ์ การจ้างผลิตสื่อ การจ้างที่ปรึกษา อาจใช้ประโยชน์ไม่คุ้มค่าและมีการเอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้อง การจัดอบรมสัมมนาอาจมีการเบิกจ่ายที่ไม่ตรงกับการอบรมจริง

นอกจากนี้ สตง. ยังพบว่ามีความล่าช้าในการจ้างทำแพลตฟอร์ม และแอปพลิเคชั่น ในการให้คำแนะนำการใช้ปุ๋ย และเก็บข้อมูล Data Base การกำหนดเงื่อนไขของโครงการไม่สอดคล้องกับความต้องการ โครงการไม่มีความเหมาะสมในแง่ของการปฏิบัติจริง

โครงการนี้กรมส่งเสริมการเกษตร ยืนยันว่าจะช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ผ่านศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) ของกรมส่งเสริมการเกษตร โดยจะทำให้เกษตรกรสามารถเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิตด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการวิเคราะห์ดิน และการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน ทำให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยเคมีน้อยลงในสภาวะที่ปุ๋ยเคมีมีราคาสูงขึ้นในปัจจุบัน

อนันต์ ดาโลดม

นายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย

ชายคาพระพิรุณ : 14 มิถุนายน 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/579987

ชายคาพระพิรุณ :  14 มิถุนายน 2564

ชายคาพระพิรุณ : 14 มิถุนายน 2564

วันจันทร์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ที่ยังพบตัวเลขการติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ต้องให้บริการเกษตรกรและประชาชนทั่วไป ยังต้องปรับตัวและปรับเปลี่ยนวิธีทำงานเพื่อให้อำนวยความสะดวกแก่เกษตรกร ตามมาตรการป้องกันเชื้อโควิด-19 โดยเฉพาะการนำระบบออนไลน์เข้ามาเป็นเครื่องมือเพื่อลดการพบปะโดยตรง ล่าสุด กรมหม่อนไหมก็ได้แจ้งข่าวการปรับปรุงวิธีการให้บริการตรวจรับรองมาตรฐานตรานกยูงพระราชทาน ในขั้นตอนการตรวจประเมินสถานที่ผลิตและวัสดุอุปกรณ์การผลิตผ้าไหม ด้วยการตรวจประเมินทางไกล ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางการให้บริการเกษตรกรที่รวดเร็วขึ้นและลดการเสียโอกาสของเกษตรกรได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งนายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมหม่อนไหมแจ้งว่า กรมหม่อนไหมได้ปรับปรุงวิธีการให้บริการตรวจรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทย (ตรานกยูงพระราชทาน) จากเดิมที่ผู้ตรวจประเมินมาตรฐานผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทย (ตรานกยูงพระราชทาน) ต้องมีการตรวจประเมินทุกขั้นตอนในสถานที่ผลิตจริง ตั้งแต่การตรวจสถานที่ผลิตและวัสดุอุปกรณ์การผลิตผ้าไหม การตรวจวัตถุดิบ (พันธุ์ไหม เส้นไหม และเส้นใยอื่น) การตรวจกระบวนการผลิต (การสาวไหม การฟอกย้อมสี และการทอผ้า) การตรวจคุณภาพผ้าไหม (การทดสอบตกสี ความสม่ำเสมอของสี ลวดลาย และเนื้อผ้า) และการรับรองโดยการติดดวงตรานกยูงพระราชทาน พร้อม 2D barcode เพื่อการตรวจสอบย้อนกลับ แต่เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถลงพื้นที่ปฏิบัติงานได้ จึงปรับเปลี่ยนมาเป็นการตรวจประเมินทางไกล (Remote Inspection) ผ่านระบบปฏิบัติการสื่อสารออนไลน์ (Social Online) ในบางขั้นตอน ซึ่งเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับเกษตรกรที่ต้องการขอการตรวจรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทย (ตรานกยูงพระราชทาน) สอดคล้องกับมาตรการการป้องการการแพร่ระบาดของโรค ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)

สำหรับรูปแบบวิธีการตรวจประเมินผ้าไหมไทย (ตรานกยูงพระราชทาน) ทางไกล (Remote Inspection) ผ่านระบบปฏิบัติการสื่อสารออนไลน์ (Social Online) ในขั้นตอนการตรวจประเมินสถานที่ผลิตและวัสดุอุปกรณ์การผลิตผ้าไหมนั้นผู้ตรวจประเมินสามารถประเมินด้วยวิธีทางไกล ทั้งผ้าไหมตรานกยูงสีทอง สีเงิน สีน้ำเงินและสีเขียว ส่วนขั้นตอนของการตรวจประเมินวัตถุดิบที่ใช้สำหรับผลิตผ้าไหมไทยและกระบวนการผลิต ผู้ตรวจประเมินจะเข้าตรวจประเมินในสถานที่จริง ในการตรวจรับรองผ้าไหมตรานกยูงทั้ง 4 ชนิด และผ้าไหมตรานกยูงสีน้ำเงินและสีเขียวยังสามารถตรวจประเมินทางไกลได้อีกช่องทาง ส่วนขั้นตอนการตรวจประเมินคุณภาพผ้าไหมไทยตรานกยูงพระราชทางทั้ง 4 ชนิด ผู้ตรวจประเมินจะลงพื้นที่ตรวจประเมินในพื้นที่จริง เพื่อให้ได้ผ้าไหมไทยที่มีคุณภาพตามมาตรฐานตรานกยูงพระราชทานของกรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นับว่าเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการอำนวยความสะดวกให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการเพื่อลดการเสียโอกาสต่างๆ ได้ เนื่องจากผ้าไหมก็ถือเป็นสินค้าเกษตรที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่ง สำหรับท่านใดที่สนใจและต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมท่านอธิบดีกรมหม่อนไหม บอกว่าสามารถติดต่อสอบถามได้ที่กรมหม่อนไหม โทร. 0-2940-6564 ต่อ 14 ได้เลยครับ

ขุนเกษตรา

เกษตรกรเฮ! ราคาดี ปาล์มแตะ 7 บาท/กก. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/579820

เกษตรกรเฮ!ราคาดี  ปาล์มแตะ7บาท/กก.

เกษตรกรเฮ!ราคาดี ปาล์มแตะ7บาท/กก.

วันอาทิตย์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เกษตรกรเฮ!ราคาดี ปาล์มแตะ7บาท/กก.

เกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมัน เฮราคาผลปาล์ม แตะ 7 บาทต่อกิโลกรัม ราคาดี! จุรินทร์ ชู “บริหารเชิงรุก”ทำราคาพุ่ง

12 มิถุนายน 2564 เวลา 10.00 น.ที่อําเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายไชยยศ จิรเมธากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง นางสาวพิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ นายสาคร เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดกระบี่ เขต 1 นายสมชาย หาญภักดีปฏิมา รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ นายณธรรมรักษ์ จงรักษ์ นายกเทศมนตรีตำบลคลองพนพัฒนา พบปะกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่อําเภอคลองท่อม และมอบถุงยังชีพ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนที่ได้รับ ผลกระทบจากโควิด-19 ณ เทศบาลตําบลคลองพนพัฒนา อําเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่

นายจุรินทร์ กล่าวแสดงความยินดีกับชาวสวนปาล์มที่วันนี้ปาล์มราคาดี 6.80 บาท และ 7 บาทในบางช่วง ซึ่งเป็นเพราะมาตรการบริหารจัดการเชิงรุกที่กระทรวงพาณิชย์ร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและคณะกรรมการนโยบายปาล์มแห่งชาติกำหนดมาตรการหลายเรื่องเช่น สกัดการลักลอบนำเข้าปาล์มจากต่างประเทศ ออกประกาศกระทรวงเป็นคำสั่งห้ามนำเข้าปาล์มทางบก และออกทางด่านที่กำหนดเท่านั้น และสนับสนุนผู้ส่งออกน้ำมันปาล์มกิโลกรัมละ 2 บาทเพื่อส่งเสริมให้ส่งออก รับซื้อผลปาล์มในประเทศแต่มีเงื่อนไข 1.สต๊อกปาล์มในประเทศต้องเกิน 300,000 ตัน 2.ราคาปาล์มต่างประเทศต้องต่ำกว่าในประเทศ เพื่อให้ส่งออกปาล์มในประเทศ

“ แต่ถ้าราคาตก พรรคประชาธิปัตย์มีนโยบายประกันรายได้เกษตรกร ในการเข้าร่วมรัฐบาล ช่วยชาวสวนปาล์มให้ได้รับเงินส่วนต่าง ถ้าราคาปาล์มตกกว่า 4 บาท จะพยายามช่วยสุดความสามารถ “ นายจุรินทร์ กล่าว

นายจุรินทร์ กล่าวถึงข้อกังวลของเกษตรกรเกี่ยวกับประเด็นปุ๋ยแพงด้วยว่ามีสาเหตุมาจาก บริษัทผลิตแม่ปุ๋ยใหญ่คือประเทศจีน มีประเทศอินเดียมาประมูลแม่ปุ๋ยจากประเทศจีนไปล็อตใหญ่เพื่อใช้ในการเกษตร และประเทศจีนก็เริ่มฤดูไถหว่านฤดูใหม่ทำให้ต้องสต๊อกปุ๋ยเพื่อให้พอใช้ในประเทศทำให้ปุ๋ยในตลาดโลกค่าขาดแคลน

“ได้ให้เรียกผู้นำเข้าปุ๋ยมาคุย หาจุดสมดุล 1.โดยกดราคาปุ๋ยลงมาแต่ให้พอมีกำไรบ้างไม่ให้กระทบกับเกษตรกรเกินไป โดยมีมาตรการเสริม ให้เกษตรกรรวมกลุ่มเป็นกลุ่มเกษตรกรจะสามารถซื้อปุ๋ยราคาพิเศษได้โดยกระทรวงพาณิชย์กับกระทรวงเกษตรจับมือการช่วยแก้ปัญหา ประสานงานกับพาณิชย์จังหวัด เกษตรจังหวัด ให้รวมตัวกันซื้อปุ๋ยราคาพิเศษในนามกลุ่มจะช่วยลดราคาลงไปได้ “นายจุรินทร์ กล่าว

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/579376

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ

วันศุกร์ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ปีนี้แม้ฝนมาเร็ว แต่ก็ทิ้งช่วงเร็วๆเหมือนกัน สถานการณ์น้ำในขณะนี้หลายพื้นที่น้ำน้อยส่อเค้าจะเจอภัยแล้งในช่วงต้นฤดูฝน สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) มีบทบาทแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร ทำอะไรบ้างไหม หรือแค่ไปรวบรวมผลงานของหน่วยงานด้านน้ำที่ทำอยู่แล้วมาเป็นของตัวเอง จับนู้นชนนี้ มั่วกันไปหมด

สทนช.เป็นอย่างนี้ จริงๆหรือ?

ถ้าคนที่เข้าใจบทบาทของ สทนช. ตั้งขึ้นมาเพื่ออะไร และเห็นการเปลี่ยนแปลงของการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศในปัจจุบัน และกำลังก้าวไปในอนาคต รวมทั้งผลงานที่ปรากฏออกมา จะไม่พูดอย่างนี้ครับ

สทนช.ตั้งขึ้นมาตามคำสั่งของ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ที่ 46/2560 เพื่อต้องการให้การบริหารจัดการน้ำของประเทศทั้งระบบมีเอกภาพเป็นหนึ่งเดียว ลดความซ้ำซ้อน ของหน่วยงานด้านน้ำที่มีอยู่กว่า 53 หน่วยงาน จาก 13 กระทรวง รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) อีก 7,850 แห่ง โดยจะทำหน้าที่ในการบูรณาการงาน ข้อมูล แผนงาน โครงการ งบประมาณ ตลอดจนการติดตามประเมินผล และการควบคุมการปฏิบัติงาน ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับน้ำ

พร้อมมีคำสั่งให้ ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ ย้ายจากอธิบดีกรมชลประทาน มานั่งเป็นหัวเรือ ในตำแหน่งเลขาธิการ สทนช.

สทนช.เป็นหน่วยงาน Regulator กำกับนโยบายลงไปสู่ระดับพื้นที่ โดยทำหน้าที่บูรณาการรวบรวมข้อมูล มาวางแผนงานวางโครงการ และหางบประมาณ ให้หน่วยงานภาคปฏิบัติไปดำเนินการจากนั้นก็ติดตาม ขับเคลื่อนงานให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ ไม่ใช่หน่วยงาน Operation ที่จะต้องไปสร้างเขื่อนสร้างฝาย สร้างประตูระบายน้ำ ขุดอุโมงค์ขุดบ่อ ทำแก้มลิง เจาะบาดาล หรือสร้างอะไรต่อมิอะไร ที่เห็นเป็นรูปธรรม

การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำก่อนที่จะมี สทนช. อยู่ในลักษณะต่างคนต่างทำ ไม่เป็นระบบ ซ้ำซ้อนกัน เคยเห็นการสร้างถนนไหมครับ หน่วยงานหนึ่งสร้างถนนเสร็จ อีกหน่วยงานที่รื้อถนนเพื่อวางท่อประปาทำเสร็จ อีกหน่วยงานก็ไปรื้ออีกเพื่อวางสายไฟฟ้า ระบบสื่อสาร พอเกิดน้ำท่วมอีกหน่วยงานก็ไปรื้อท่อระบายน้ำ สูญเสียงบประมาณ ไปไม่รู้เท่าไร

การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำก็เช่นกัน หน่วยงานหนึ่งทำแล้ว อีกหน่วยงานก็ยังทำอีก หรือไม่ก็อีกหน่วยงานหนึ่งทำอีกหน่วยงานก็ขวาง การแก้ไขปัญหาก็ล่าช้า ซ้ำซ้อน ไม่มีประสิทธิภาพ สิ้นเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ แต่เมื่อมี สทนช.เกิดขึ้น ปัญหาเหล่านี้ค่อยๆหมดไป การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศเริ่มมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ถ้าเปรียบเทียบกับร่างกายมนุษย์สทนช.ก็คือ สมอง ที่จะต้องสั่งการไปส่วนต่างๆของร่างกายให้ทำงานตามที่วางแผนเอาไว้ เช่น สั่งไปที่ขาให้เดินไปข้างหน้า ก็ต้องเดินไปข้างหน้าทั้ง 2 ขา ไม่ใช่ขาหนึ่งไปเดินทางข้างหน้า อีกขาเดินถอยหลัง อย่างนี้ก็คงไปไม่ถึงไหน เช่นเดียวกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเดินไปในทิศทางเดียวกัน โดยมี สทนช.เป็นหน่วยงาน Regulator

การสร้างบ้าน จะต้องมีการวางแผน ออกแบบ จัดหางบประมาณ ควบคุมการก่อสร้าง เมื่อสร้างแล้วเสร็จ ถือเป็นผลงานของคนที่วางแผน ออกแบบ จัดหางบประมาณ และควบคุมหรือไม่ หรือเป็นผลงานของคนที่ก่อสร้างเท่านั้น

ไม่ต่างจากการแก้ไขปัญหาน้ำในขณะนี้สทนช.มีบทบาทสำคัญในการบูรณาการวางแผนแก้ไขปัญหา ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปปฏิบัติ ผ่านกลไกการทำงานของกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ(กอนช.) ที่มีรองนายกฯ ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นผู้อำนวยการ

ผลงานที่ผ่านมา ได้มีการบริหารจัดการน้ำในเชิงป้องกัน วิเคราะห์พื้นที่เสี่ยง และหาแหล่งน้ำสำรอง ทำให้ 2563-64 ที่ผ่านมา พบว่าไม่มีพื้นที่ประกาศภัยแล้งเลย ในขณะที่สถานการณ์น้ำท่วมก็ลดลง 2562 มีความเสียหายเพียง 94 ล้านบาท ปี 2563 ความเสียหาย 223 ล้านบาท ถือว่าน้อยมาก

จะผิดไหมถ้าผมจะพูดว่า “สทนช.เป็นหน่วยงานหลักที่กำกับ ดูแล และบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศอย่างเป็นระบบ”

รัฐศักดิ์ พลสิงห์

บทความพิเศษ : เกษตรกรจันทบุรีตั้งธนาคารชันโรงแห่งแรกของไทย ช่วยผสมเกสรได้ผล100%-เพิ่มรายได้จากน้ำผึ้งชันโรงคุณภาพสูง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/579377

บทความพิเศษ : เกษตรกรจันทบุรีตั้งธนาคารชันโรงแห่งแรกของไทย ช่วยผสมเกสรได้ผล100%-เพิ่มรายได้จากน้ำผึ้งชันโรงคุณภาพสูง

บทความพิเศษ : เกษตรกรจันทบุรีตั้งธนาคารชันโรงแห่งแรกของไทย ช่วยผสมเกสรได้ผล100%-เพิ่มรายได้จากน้ำผึ้งชันโรงคุณภาพสูง

วันศุกร์ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

รัฐไท พงษ์ศักดิ์

น้ำผึ้งชันโรง มีสรรพคุณทางยา สามารถนำไปใช้ในการแพทย์ และเป็นส่วนผสมของเครื่องสำอาง จึงเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคอย่างมาก เกษตรกรในชุมชนปัถวี จังหวัดจันทบุรี จึงรวมตัวกันเลี้ยงชันโรงในสวนผลไม้เพื่อช่วยผสมเกสร โดยจัดตั้งเป็นธนาคารชันโรง ขึ้นเป็นแห่งแรกของประเทศไทย เพื่อหมุนเวียนการนำชันโรงไปใช้ประโยชน์ในสวนของสมาชิก การันตีช่วยผสมเกสรได้ 100% และยังมีผลพลอยได้จากการจำหน่ายน้ำผึ้งชันโรงในราคาที่สูงถึงขวดละ 2,000 บาท

คุณรัฐไท พงษ์ศักดิ์ ประธานศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจชุมชนปัถวี จังหวัดจันทบุรี ผู้จัดการธนาคารชันโรงชุมชนปัถวี เปิดเผยว่า ทำสวนผลไม้อยู่ 45 ไร่ ปลูกทั้ง เงาะ ทุเรียน มังคุด ลองกอง โดยเน้นการทำแบบอินทรีย์ ไม่ใช้ปุ๋ยเคมีมาเร่งให้ออกดอกออกผล เพราะเป็นห่วงสุขภาพของตัวเอง จึงมาพึ่งกลไกธรรมชาติ โดยใช้ชันโรงช่วยผสมเกสร ตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่เกษตรตำบล กรมส่งเสริมการเกษตรโดยเข้าร่วมฝึกอบรมการเลี้ยงชันโรงกับศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดจันทบุรี และเริ่มเลี้ยงชันโรงในสวนผลไม้ของตัวเองเรื่อยมา ซึ่งพบว่าประสิทธิภาพในการช่วยผสมเกสรได้ผล 100% และเมื่อเห็นประโยชน์ในการช่วยผสมเกสรจากการเลี้ยงชันโรง จึงชักชวนเกษตรกรในพื้นที่ให้หันมาเลี้ยงชันโรง พร้อมทั้งจัดตั้งธนาคารชันโรงขึ้นในวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ.2560 เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรสมาชิกในกลุ่มที่ยังไม่มีองค์ความรู้และทุนทรัพย์ในการลงทุนเลี้ยงชันโรง ได้มีรังชันโรงไปเลี้ยงเพื่อช่วยผสมเกสรภายในสวน รวมทั้งเป็นการอนุรักษ์และขยายพันธุ์ชันโรงให้มากขึ้นเพื่อช่วยรักษาระบบนิเวศอย่างยั่งยืน

สำหรับธนาคารชันโรงมีรูปแบบการจัดการเหมือนธนาคารทั่วไป คือมีทั้งในด้านการรับฝากรังพันธุ์ชันโรง และการขอยืมรังพันธุ์ชันโรง โดยมีกฎกติกาคือ สมาชิกที่นำรังพันธุ์ชันโรงมาฝากกับธนาคาร เมื่อทำการฝากรังพันธุ์ชันโรงไว้กับธนาคารครบ 1 ปี สมาชิกจะได้รับดอกเบี้ยเป็นรังพันธุ์ชันโรงเพิ่มขึ้น เช่น นำมาฝาก 5 รังจะได้ดอกเบี้ยเป็นรังชันโรงเพิ่ม 1 รัง รวมเป็น 6 รัง ส่วนสมาชิกที่ต้องการขอยืมรังพันธุ์ชันโรงจากธนาคารไปเลี้ยง เมื่อครบ 1 ปี สมาชิกผู้ยืมจะต้องนำรังพันธุ์ชันโรงกลับมาคืนให้ธนาคารชันโรงในจำนวนที่เพิ่มขึ้นจากตอนที่ขอยืมไปจากธนาคาร เช่น ถ้ายืมรังพันธุ์ชันโรงจำนวน 5 รัง สมาชิกผู้ยืมจะต้องคืนรังพันธุ์ชันโรงให้กับธนาคารชันโรง เพิ่มขึ้น 2 รัง รวมเป็น 7 รัง โดยมีข้อแม้ว่าสมาชิกที่จะนำชันโรงไปเลี้ยง ต้องเป็นสวนผลไม้อินทรีย์ที่ไม่มีการใช้สารเคมีและต้องผ่านการรับรองมาตรฐาน Organic Thailand มีการรักษาระบบนิเวศภายในสวนที่ดี

ปัจจุบันธนาคารชันโรงมีสมาชิกจำนวน 100 กว่าราย มีจำนวนรังพันธุ์ชันโรงที่สมาชิกมาฝากไว้ในธนาคารจำนวน 125 รัง ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อความต้องการให้สมาชิกยืมไปเลี้ยง ธนาคารชันโรงจึงมีการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อกำกับดูแลบริหารจัดการให้สมาชิกที่ประสงค์จะยืมไปเลี้ยงได้รายละไม่เกิน 5 รัง แล้วนำไปขยายรังต่อ เพื่อลดต้นทุนในการซื้อรังชันโรงเข้ามาเลี้ยง ซึ่งมีราคาสูงถึงรังละ 1,500 บาท โดยธนาคารจะให้คำปรึกษา แนะนำการเลี้ยงที่ถูกต้อง การจัดหาแหล่งพืชอาหารให้เพียงพอต่อการแยกขยายรังชันโรง ซึ่งธนาคารชันโรงจะมีการประชุมชี้แจงและรายงานผลการดำเนินงานให้สมาชิกภายในกลุ่มได้ทราบเป็นระยะ รวมถึงจะทำหน้าที่รวบรวมผลผลิตน้ำผึ้งจากสมาชิกเพื่อบรรจุภัณฑ์จำหน่ายให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยมีช่องทางการจำหน่ายทั้งที่ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจชุมชนปัถวี และช่องทางออนไลน์ เพจปัถวีโมเดล ในราคาขวดละ 2,000 บาท(700 ml) ซึ่งตลาดให้การตอบรับดีมาก ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มจากการจำหน่ายน้ำผึ้งชันโรงหลักหมื่นบาทต่อปี ขึ้นอยู่กับจำนวนที่เลี้ยง (ผึ้งชันโรง 1 รังให้ผลผลิตน้ำผึ้ง 1 ขวดต่อปี)

“อยากเชิญชวนเกษตรกรให้หันมาเลี้ยงชันโรงในสวนเพื่อช่วยผสมเกสร เพราะชันโรงเป็นแมลงช่วยผสมเกสรที่มีประสิทธิภาพ และเป็นตัวชี้วัดความสมดุลของระบบนิเวศได้เป็นอย่างดี สามารถการันตีผลผลิตทางการเกษตรได้ว่าปลอดภัยจากสารเคมี และเกษตรกรยังสามารถจำหน่ายน้ำผึ้งชันโรง ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการเลี้ยงชันโรงได้อีกทางหนึ่งด้วย” คุณรัฐไท ฝากทิ้งท้าย

ก.เกษตรสั่งคุมเข้มทุเรียนใต้ สกัดผลผลิตด้อยคุณภาพสู่ตลาด ฝ่าฝืนเจอโทษหนักทั้งจำและปรับ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/579097

ก.เกษตรสั่งคุมเข้มทุเรียนใต้  สกัดผลผลิตด้อยคุณภาพสู่ตลาด  ฝ่าฝืนเจอโทษหนักทั้งจำและปรับ

ก.เกษตรสั่งคุมเข้มทุเรียนใต้ สกัดผลผลิตด้อยคุณภาพสู่ตลาด ฝ่าฝืนเจอโทษหนักทั้งจำและปรับ

วันพฤหัสบดี ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง

กรมส่งเสริมการเกษตร สั่งการเกษตรจังหวัดภาคใต้ที่เป็นแหล่งผลิตทุเรียนสำคัญ ตั้งชุดเฉพาะกิจสกัดกั้นทุเรียนอ่อนในจังหวัด ย้ำใช้บทลงโทษทางกฎหมาย เพื่อไม่ให้มีการจำหน่ายทุเรียนอ่อนเด็ดขาด

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน 2564 จะเป็นช่วงที่ทุเรียนภาคใต้ให้ผลผลิตออกสู่ตลาด กรมส่งเสริมการเกษตรจึงได้สั่งคุมเข้มเรื่องคุณภาพมาตรฐานของทุเรียนใต้ ไม่ให้มีการจำหน่ายทุเรียนอ่อนโดยเด็ดขาด เนื่องจากเกษตรกรบางส่วนอาจเร่งตัดทุเรียนอ่อนออกสู่ตลาดในช่วงต้นฤดูกาลเพื่อหวังทำกำไร ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อราคาทุเรียนทั้งในและต่างประเทศ เกิดภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อทุเรียนภาคใต้และทุเรียนไทยในสายตาผู้บริโภค และอาจส่งผลทำให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อนเมื่อถูกกดราคาจากผู้รับซื้อ สำนักงานเกษตรจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้จึงต้องตั้งชุดเฉพาะกิจเพื่อช่วยกันสกัดกั้นทุเรียนอ่อนในจังหวัด ตามแนวการบริหารจัดการผลไม้ ภายใต้สภาวะการแข่งขันที่ค่อนข้างมีข้อกำหนด และเงื่อนไขที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งจากสถานการณ์ของโควิด – 19 รวมไปถึงการแข่งขันทางการตลาดจากนานาประเทศ ทำให้ผู้บริโภคมีความต้องการสินค้าได้คุณภาพมาตรฐานและความปลอดภัย อีกทั้งจะช่วยป้องกันปัญหาทางด้านราคาผลผลิตตกต่ำและด้อยคุณภาพอีกด้วย

สุพิท จิตรภักดี

ด้าน นายสุพิท จิตรภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา กล่าวว่า สำหรับคาดการณ์ผลผลิตทุเรียนภาคใต้ปีนี้ จะมีไม่ต่ำกว่า 5.9 แสนตัน จากพื้นที่ให้ผลผลิตแล้ว 465,646 ไร่จากพื้นที่ปลูกทั้งหมด 630,604 ไร่ สำหรับราคาจำหน่ายคาดว่าจะใกล้เคียงกับปี 2563 โดยราคาขายส่งอยู่ที่กิโลกรัมละ 100 – 120 บาท หากเป็นทุเรียน Premium หรือขายในตลาดออนไลน์ ราคาจะสูงกว่านี้ ขึ้นอยู่กับคุณภาพของทุเรียน ซึ่งประเทศจีนยังเป็นตลาดส่งออกหลัก มีปริมาณความต้องการมาก คาดว่าจะมีเม็ดเงินหมุนเวียนราว 5 หมื่นล้านบาท

สำหรับผลผลิตทุเรียนในภาคใต้เกือบร้อยละ 60 เป็นผลผลิตจากจังหวัดชุมพรประกอบกับล้งส่วนใหญ่ก็ตั้งอยู่ในพื้นที่จังหวัดชุมพร ซึ่งขณะนี้ทางจังหวัดได้แต่งตั้งชุดเฉพาะกิจฯ ดังกล่าวแล้วภายใต้การกำกับของผู้ว่าราชการจังหวัด โดยได้กำหนดแนวทางในการควบคุมป้องกันและแก้ไขทุเรียนด้อยคุณภาพออกสู่ตลาด และสร้างการรับรู้ร่วมกันระหว่าง เกษตรกร ผู้ประกอบการ และภาครัฐดังนี้ 1) เก็บเกี่ยวผลผลิตตามมาตรฐานทุเรียนคุณภาพ 2) มาตรการดำเนินคดีแก่ผู้จำหน่ายทุเรียนด้อยคุณภาพ 3) การกำหนดวันเก็บเกี่ยวผลผลิตทุเรียนจังหวัดชุมพร 4) จัดทำฐานข้อมูลจำหน่ายทุเรียนแผงริมทาง มอบหมายให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดชุมพรดำเนินการ 5) จัดทำฐานข้อมูลโรงคัดแยกบรรจุที่ได้รับมาตรฐาน GMP 6) มาตรการลงโทษ (ล้ง) ที่รับซื้อทุเรียนด้อยคุณภาพตักเตือน ยึดใบอนุญาต มอบหมายให้ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรจังหวัดชุมพรดำเนินการ 7) กำหนดมาตรฐานทุเรียนคุณภาพ 8) บทลงโทษผู้ซื้อขายทุเรียนอ่อน 9) จัดอบรมเจ้าหน้าที่เรื่องการวิเคราะห์ทุเรียนคุณภาพและสนับสนุนเครื่องมือในการตรวจสอบ 10) เกษตรกรต้องมีการบันทึกข้อมูลการผลิตและแจ้งวันดอกทุเรียนบานและคาดคะเนวันเก็บเกี่ยวผลผลิต โดยให้แจ้งข้อมูลที่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. อาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) เน้นขับเคลื่อนชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจระดับหมู่บ้าน โดย อกม.จะมีหน้าที่รายงานสถานการณ์ทุเรียนในหมู่บ้านให้ผู้ใหญ่บ้านทราบ และแจ้งมายังนักวิชาการส่งเสริมการเกษตรผู้รับผิดชอบตำบล และก่อนตัดจะต้องแจ้งให้ชุดปฏิบัติการทราบก่อน หากมีทุเรียนอ่อนออกจากตำบลชุดปฏิบัติการในพื้นที่ต้องรับผิดชอบเบื้องต้นและรายงานให้ อำเภอ จังหวัดทราบทันที เพื่อสกัดไม่ให้ออกไปสู่ตลาด

ทั้งนี้ หากพบเห็นการซื้อขายทุเรียนอ่อนด้อยคุณภาพ สามารถแจ้งความดำเนินคดีได้ที่สถานีตำรวจในพื้นที่ หรือศูนย์ดำรงธรรมแต่ละจังหวัด ซึ่งจะมีบทลงโทษทางกฎหมาย ได้แก่ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 271 ผู้ใดขายโดยหลอกลวงด้วยประการใดๆ ให้ผู้ซื้อหลงเชื่อในแหล่งกำเนิด สภาพคุณภาพ หรือปริมาณแห่งของอันเป็นเท็จนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และพ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 47 ผู้ใดเจตนาก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพ ปริมาณ หรือสาระสำคัญประการอื่น อันเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการไม่ว่าจะเป็นของตนเองหรือผู้อื่น โฆษณาหรือใช้ฉลากที่มีข้อความอันเป็นเท็จหรือข้อความที่รู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือนหรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ชี้ชัดผลงานด้านน้ำของรัฐบาลก้าวหน้า ประชาชนได้ประโยชน์กว่า 2 ล. ครัวเรือน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/578830

ชี้ชัดผลงานด้านน้ำของรัฐบาลก้าวหน้า  ประชาชนได้ประโยชน์กว่า2ล.ครัวเรือน

ชี้ชัดผลงานด้านน้ำของรัฐบาลก้าวหน้า ประชาชนได้ประโยชน์กว่า2ล.ครัวเรือน

วันพุธ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สทนช.แจงการขับเคลื่อนแผนแม่บทฯน้ำ 20 ปีมีผลงานการันตี ประชาชนได้ประโยชน์กว่า 2 ล้านครัวเรือน นำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ในการจัดแผนงานและโครงการต่างๆ โปร่งใสตรวจสอบได้ ยืนยัน EEC มีความมั่นคงด้านน้ำและพร้อมเร่งผลักดันการทำงานในรูปแบบคณะทำงานและคณะอนุกรรมการ

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ชี้แจงว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับนโยบายการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ และกำหนดให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเป็นนโยบายเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการ โดยมี สทนช.ในฐานะหน่วยงานหลักที่กำกับดูแลด้านการบริหารจัดทรัพยากรน้ำทำหน้าที่บูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศ และได้ขับเคลื่อนการดำเนินการจนมีผลงานความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง เช่น การจัดทำแผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำ ที่สอดคล้องตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 และแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี(พ.ศ.2561-2580) ในปัจจุบัน สามารถขับเคลื่อนไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยดำเนินการผ่านกลไกของ คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(กนช.) คณะกรรมการลุ่มน้ำ และคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัด ทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ โดยมีผู้แทนส่วนราชการและท้องถิ่น ผู้ใช้น้ำภาคต่างๆ และผู้ทรงคุณวุฒิในพื้นที่ ทำให้ภาคประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมและเสนอแนะข้อคิดเห็นในกระบวนการจัดทำแผนงาน/โครงการ มีการบูรณาการ วิเคราะห์ ตรวจสอบ และกลั่นกรองแผนงาน/โครงการงบประมาณด้านน้ำจะถูกใช้อย่างคุ้มค่าตอบสนองความต้องการของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ สทนช.ยังได้นำเทคโนโลยีใหม่ พัฒนาระบบ Application “Thai Water Plan” มาใช้ในการตรวจสอบแผนงาน/โครงการ ในลักษณะ One Plan ทำให้ทุกหน่วยงานจะมีแผนงานด้านทรัพยากรน้ำที่เป็นหนึ่งเดียวกัน สามารถตรวจสอบ กลั่นกรอง วิเคราะห์ ข้อมูลแผนงาน/โครงการได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น มีความโปร่งใส สามารถลดการทำงานที่ซ้ำซ้อนและใช้งบประมาณได้อย่างคุ้มค่าสูงสุด นอกจากนั้น ปัจจุบัน สทนช. อยู่ในระหว่างดำเนินการจัดทำแผนแม่บทลุ่มน้ำทั้ง 22 ลุ่มน้ำใหม่ เพื่อเตรียมนำเสนอต่อคณะกรรมการลุ่มน้ำชุดใหม่ คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในปี 2564 นี้ และจะได้นำเสนอคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) พิจารณาต่อไป

เลขาธิการ สทนช. กล่าวต่อว่า สำหรับผลการดำเนินงานโครงการด้านน้ำตามแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปีมีผลสัมฤทธิ์ตั้งแต่ปี 2561 จนถึงปัจจุบันสามารถพัฒนาแหล่งน้ำเพิ่มปริมาณการเก็บกักน้ำได้ถึง 1,139.84 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) มีพื้นที่รับประโยชน์ 2.52 ล้านไร่ โดยเป็นพื้นที่ชลประทานมากกว่า 1.42 ล้านไร่ และประชาชนได้รับประโยชน์ 2.27 ล้านครัวเรือน รวมทั้งยังสามารถลดความเสียหายจากภัยทางน้ำ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาภัยแล้งหรือน้ำท่วม ลดความเสียหายคิดเป็นมูลค่าหลายร้อยล้านบาท ในส่วนการสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้กับพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(EEC) เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญ ซึ่ง สทนช.ได้ศึกษาความต้องการใช้น้ำของ EEC ในช่วงระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2580) พบว่า ในปี 2560 มีน้ำต้นทุน 2,539 ล้าน ลบ.ม. ในขณะที่ความต้องการใช้น้ำอยู่ที่ 2,419 ล้าน ลบ.ม.และจะเพิ่มขึ้นเป็น 2,888 ล้าน ลบ.ม. และ 3,089 ล้าน ลบ.ม. ในปี 2570 และปี 2580 ตามลำดับ

“สทนช.ได้เสนอ กนช. เพื่อขับเคลื่อนโครงการพัฒนาแหล่งน้ำและการจัดการทรัพยากรน้ำรองรับ EEC(ปี 2563-2580) รวมจำนวนทั้งสิ้น 38 โครงการ วงเงินงบประมาณทั้งสิ้น 52,881.47 ล้านบาท มีปริมาณน้ำต้นทุนเพิ่มขึ้น 872.19 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งจะเพียงพอต่อการรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ EEC โดยในปี 2564 จะได้ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น 2.44 ล้าน ลบ.ม. ปี 2567 จะได้ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น151.20 ล้าน ลบ.ม. ปี 2569 ได้ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นอีก 183.50 ล้าน ลบ.ม. และปี 2573 จะได้ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น 426 ล้าน ลบ.ม. ดังนั้นขอให้มั่นใจได้ว่าในพื้นที่ EEC จะมีความมั่นคงในเรื่องน้ำอย่างแน่นอน” เลขาธิการ สทนช. กล่าว

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าการทำงานของ สทนช. ในปัจจุบันมีข้อจำกัดในเรื่องของจำนวนเจ้าหน้าที่ ในขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านน้ำมากถึง 53 หน่วยงาน จาก 13 กระทรวง รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) อีก 7,850 แห่ง ที่เกี่ยวข้องด้วย ดังนั้นจึงจำเป็นต้องทำงานเชิงบูรณาการ อาศัยกลไกการทำงานเป็นคณะทำงานและคณะอนุกรรมการ ที่มาจากผู้แทนจากทุกภาคส่วนและผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งจำเป็นจะต้องมีหลายคณะ เนื่องจากปัญหาด้านน้ำนอกจากเรื่องการพัฒนาอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ การบริหารจัดการ และด้านเทคนิควิชาการแล้ว ยังมีอีกหลายมิติที่เกี่ยวข้อง จึงจำเป็นต้องมีคณะทำงานและคณะอนุกรรมการเพื่อให้ความเห็นและข้อมูลที่มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นการบูรณาการจากหลายภาคส่วนทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และประชาชน เข้ามามีส่วนร่วม

“ในปัจจุบันการบริหารจัดการน้ำตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 จะแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ ระดับชาติ (กนช.) ระดับลุ่มน้ำ(คณะกรรมการลุ่มน้ำ) และระดับพื้นที่ในเขตลุ่มน้ำ(องค์กรผู้ใช้น้ำ) มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างการมีส่วนร่วม เป็นการสื่อสารแบบ 2 ทาง เป็นการสะท้อนปัญหา ความต้องการ และการเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาจากระดับพื้นที่สู่การกำหนดแผนงาน/โครงการ และผลักดันเป็นนโยบายเพื่อขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม”ดร.สมเกียรติ กล่าวสรุปในตอนท้าย

ลุยเกษตรสุดเขตทั่วไทย : 9 มิถุนายน 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/578825

ลุยเกษตรสุดเขตทั่วไทย : 9 มิถุนายน 2564

วันพุธ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กลับมาพบกันอีกครั้งครับกับ “ลุยเกษตรสุดเขตไทย” โดย “หนุ่มยูโร”มารับใช้ท่านผู้อ่าน “แนวหน้า” ซึ่งถือว่าเป็นผู้มีอุปการคุณทุกท่านครับ

วันนี้เรายังอยู่เรื่องงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2565 ที่ผ่านสภาวาระแรกไปแล้ว …พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แถลงหลักการและเหตุผลร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้ประชุมปรึกษาลงมติให้เสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 พร้อมเอกสารประกอบงบประมาณ ต่อสภาผู้แทนราษฎรเป็นเรื่องด่วน… พร้อมด้วยเอกสารประกอบงบประมาณ บันทึกหลักการและเหตุผล บันทึกวิเคราะห์สรุปสาระสำคัญ และเอกสารเกี่ยวกับการดำเนินการตามมาตรา 77 วรรคสองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย …หลักการ ตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 เป็นจำนวนไม่เกิน 3,100,000 ล้านบาท สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายของหน่วยรับงบประมาณ เป็นจำนวน 3,074,424,773,300 บาท เพื่อชดใช้เงินคงคลัง เป็นจำนวน 596,666,700 บาท และเพื่อชดใช้เงินทุนสำรองจ่าย เป็นจำนวน 24,978,560,000 บาท….

สำหรับงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 จำแนกตามตามกระทรวง ดังนี้ 1) งบกลาง 571,047.3 ล้านบาท2) สำนักนายกรัฐมนตรี 34,017.3 ล้านบาท 3) กระทรวงกลาโหม วงเงิน 203,282 ล้านบาท 4) กระทรวงการคลัง 273,941.3 ล้านบาท5) กระทรวงการต่างประเทศ 7,618.7 ล้านบาท 6) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา 5,161.6 ล้านบาท 7) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 24,664.8 ล้านบาท 8) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 124,182.8 ล้านบาท 9) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 110,126.5 ล้านบาท 10) กระทรวงคมนาคม 175,858.7 ล้านบาท 11) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม 6,979.1ล้านบาท 12) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 28,325.5 ล้านบาท 13) กระทรวงพลังงาน 2,717.5 ล้านบาท 14) กระทรวงพาณิชย์ 6,523.3 ล้านบาท 15) กระทรวงมหาดไทย 316,527 ล้านบาท16) กระทรวงยุติธรรม 24,321.1 ล้านบาท 17) กระทรวงแรงงาน 49,742.8 ล้านบาท 18) กระทรวงวัฒนธรรม 7,104.4 ล้านบาท 19) กระทรวงศึกษาธิการ 332,398.6 ล้านบาท 20) กระทรวงสาธารณสุข 153,940.5 ล้านบาท 21) กระทรวงอุตสาหกรรม 4,380.1 ล้านบาท 22) ส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง และหน่วยงานภายใต้ การควบคุมดูแลของนายกรัฐมนตรี 112,729.9ล้านบาท 23) จังหวัดและกลุ่มจังหวัด 17,411 ล้านบาท 24) รัฐวิสาหกิจ 130,586.4 ล้านบาท 25) หน่วยงานของรัฐสภา 8,208.1 ล้านบาท 26) หน่วยงานของศาล 22,947.8 ล้านบาท 27) หน่วยงานขององค์กรอิสระและองค์กรอัยการ 18,468.6 ล้านบาท 28) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 78,305.1 ล้านบาท 29) หน่วยงานอื่นของรัฐ 479 ล้านบาท 30) สภากาชาดไทย 8,265.4 ล้านบาท 31) ส่วนราชการในพระองค์ 8,761.4 ล้านบาท 32) ทุนหมุนเวียน 195,397.9 ล้านบาท 33) รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง 596.7 ล้านบาท 34) รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินทุนสำรองจ่าย 24,978.6 ล้านบาท…

งบประมาณนี้แหละขอให้พี่น้องประชาชนจับตาดูว่า รัฐบาลจะใช้อย่างไร ที่เรียกว่าจะไม่เกิดการทุจริต…ท่านนายกฯพล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา ประกาศไว้ว่า จะตรวจสอบเรื่องการทุจริตเป็นวาระแห่งชาตินั้น จะเป็นแค่เพียงวาทะกรรม หรือ ลมปากนักการเมืองหรือไม่…

กฟก. ชี้ผลแก้ไข พรบ. ฉบับ 3 สร้างประโยชน์ให้เกษตรกรที่ไม่มีทรัพย์สินเป็นหลักประกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/578785

กฟก. ชี้ผลแก้ไข พรบ. ฉบับ 3 สร้างประโยชน์ให้เกษตรกรที่ไม่มีทรัพย์สินเป็นหลักประกัน

กฟก. ชี้ผลแก้ไข พรบ. ฉบับ 3 สร้างประโยชน์ให้เกษตรกรที่ไม่มีทรัพย์สินเป็นหลักประกัน

วันอังคาร ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 16.56 น.

8 มิ.ย.64 นายยศวัจน์  ชัยวัฒนสิริกุล รองประธานกรรมการบริหารฯ คนที่ 1 สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) เปิดเผยว่าการแก้ไขปัญหาหนี้ให้กับเกษตรกรสมาชิก นับเป็นภารกิจสำคัญของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง แต่อย่างไรก็ตามพบว่า ยังไม่อาจดําเนินการให้ครอบคลุมหนี้ของเกษตรกรบางกรณี  เช่น ไม่อาจรับภาระชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ของเกษตรกรที่ไม่มีทรัพย์สิน เป็นหลักประกันการชำระหนี้ได้

“ดังนั้นกองทุนฯ จึงได้มีการเสนอแก้ไขพระราชบัญญัติแก้ไขกฎหมายกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรให้สอดคล้องกับความเป็นจริง และเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรสมาชิกสูงสุด ตามเจตนารมณ์ของ กฟก. ซึ่งได้มีการดำเนินการแก้ไขมาอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดเป็นครั้งที่ 3 และได้มีราชกิจจานุเบกษา ประกาศ พระราชบัญญัติกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (ฉบับที่ 3 ) พ.ศ. 2563 ออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว”

“โดยในส่วนของที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาหนี้ของเกษตรกรสมาชิก คือ มาตรา 37/9 ได้มีการปรับปรุงแก้ไขวิธีการชำระหนี้แทนเกษตรกร กรณีหลักทรัพย์ค้ำประกันและใช้บุคคลค้ำประกัน โดยเมื่อกองทุนรับภาระชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ของเกษตรกรแล้ว การจัดการหนี้ให้ดำเนินการดังต่อไปนี้ 1.กรณีที่มีทรัพย์สินเป็นหลักประกัน ให้ทรัพย์สินที่ใช้เป็นหลักประกัน ตกเป็นของกองทุน และเกษตรกรจะได้รับทรัพย์สินคืนได้ก็แต่โดยการเช่าซื้อหรือซื้อ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กรรมการกำหนด 2.กรณีมีบุคคลค้ำประกัน ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด”

นายยศวัจน์  กล่าวต่อไปว่า การดำเนินการครั้งนี้ ของ กฟก. ได้ก่อให้เกิดประโยชน์โดยตรงต่อเกษตรกรสมาชิกเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อเอาหนี้ของเกษตรกรมาไว้ที่กองทุน ส่งผลทำให้เกษตรกรสามารถกำหนดระยะเวลาผ่อนได้ ซึ่งกองทุนฯ มั่นใจว่าเกษตรกรไม่มีทางที่จะไม่ชำระหนี้หรือเบี้ยวหนี้ เมื่อเราไปชำระหนี้แทนเกษตรกรแล้ว ถ้าเกษตรกรรายใดมีทรัพย์สินอยู่ก็จะโอนทรัพย์สินให้เป็นของกองทุนฟื้นฟูฯ อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เกษตรกรรายนั้นจะทยอยชำระคืน เมื่อเกษตรกรชำระจนครบตามมูลค่าหนี้ กองทุนฯจะมอบคืนทรัพย์สินที่ใช้เป็นหลักประกันให้แก่เกษตรกร

“ขอยืนยันว่า เกษตรกรได้ประโยชน์อย่างแน่นอน ถึง 2 ด้าน คือ หนึ่ง ด้านการช่วยเหลือแก้ไขปัญหาหนี้ กองทุนฯเข้าไปช่วยแบกรับภาระหนี้สินให้กับเกษตรกรแล้วมาผ่อนชำระคืนกับเราการผ่อนชำระคืนก็จะมีระเบียบกฎหมายไม่ได้กำหนดให้เราคิดดอกเบี้ย ที่ผ่านมาอาจจะคิดดอกเบี้ย 1 – 2 บาท แต่ตอนนี้ไม่มีการคิดดอกเบี้ย นี้ก็เป็นประโยชน์แก่พี่น้องเกษตรกร และสอง เกษตรกรรายใดที่ประสงค์ที่จะให้กองทุนฟื้นฟูชำระหนี้แทน ต้องเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟู หลังจากที่กองทุนฯช่วยไปแล้วเกษตรกรต้องบอกว่าที่ดินผืนนี้จะใช้ทำอะไรที่เกิดประโยชน์ต่อการสร้างอาชีพและรายได้ ทำให้หลุดพ้นวงจรหนี้อย่างยั่งยืน นี่คือสิ่งที่กองทุนฯได้ทุ่มเทเพื่อประโยชน์ของเกษตรกรสมาชิก อีกทั้งในภาพรวมเกี่ยวกับข้อกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาหนี้  มาถึงวันนี้ในภาพรวมแล้วถือว่า ค่อนข้างสมบูรณ์เกิดประโยชน์อย่างมาก สิ่งที่สำคัญต่อไปคือ การสร้างความเชื่อมั่นให้เกษตรกรสมาชิกเท่านั้น”นายยศวัจน์  กล่าว