‘พล.อ.ประวิตร’ มอบ บจธ. ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทย สร้างอาชีพ-รายได้ มีที่ดินทำกิน ฝ่าวิกฤตโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/578766

'พล.อ.ประวิตร'มอบบจธ.ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทย สร้างอาชีพ-รายได้ มีที่ดินทำกิน ฝ่าวิกฤตโควิด

‘พล.อ.ประวิตร’มอบบจธ.ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทย สร้างอาชีพ-รายได้ มีที่ดินทำกิน ฝ่าวิกฤตโควิด

วันอังคาร ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 16.19 น.

“พล.อ.ประวิตร” มอบ บจธ. ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทย สร้างอาชีพ -รายได้ มีที่ดินทำกิน ฝ่าวิกฤตโควิด-19 

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) หรือ บจธ.มีความห่วงใยความเป็นอยู่พี่น้องชาวเกษตรไทยในช่วงการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 กล่าวว่า เมื่อเร็วๆนี้ ได้มอบหมายให้ บจธ.ดำเนินการตามโครงการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืนของ บจธ. ได้ดำเนินการ ช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรหลายพื้นที่ให้มีที่ดินทำกินไปแล้ว จำนวน 482 ครัวเรือน มีหลักในการทำงานที่สำคัญในการส่งเสริมสนับสนุนให้เกษตรกรและผู้ยากจนรวมกลุ่มจัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนหรือสหกรณ์การเกษตร อบรมปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อให้กลุ่ม มีระบบบริหารจัดการกลุ่มที่เข้มแข็ง โดยดำเนินการจัดหาที่ดินด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานตามที่กลุ่มร้องขอความช่วยเหลือ ที่ผ่านมา สมาชิก ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ทุกคนได้รับการอบรมการพัฒนาจิตใจและศาสตร์พระราชาตามแนวหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และเกษตรทฤษฎีใหม่ที่ บจธ. ได้จัดหลักสูตรขึ้น 

ปัจจุบันสมาชิกได้เข้ามาพัฒนาพื้นที่ ตั้งใจผลิตพืชผักอินทรีย์ปลอดสารพิษ เน้นทานพืชเป็นยา เพื่อให้พี่น้องประชาชนในจังหวัดมีสุขภาพที่ดีปัจจุบัน ผลผลิตที่ได้มีทั้งที่เกษตรกรนำออกไปจำหน่ายเอง และมีคนมารับซื้อถึงบ้าน โดยหลังจากที่สมาชิกในกลุ่มได้รับที่ดินและได้เพาะปลูกในแปลงเกษตรของตนเองมาแล้ว 1 ปีเศษ สามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรในชุมชนได้เดือนละประมาณ 6,000-10,000 บาท/ครัวเรือน กลุ่มสามารถผ่อนชำระค่าเช่าของ บจธ. เฉลี่ยครัวเรือนละ 475 บาท/ปี หรือกลุ่มละ 30,886 บาท/ปี ได้อย่างสบาย ส่งผลให้สมาชิกในชุมชนสามารถลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ในช่วงของภาวะวิกฤตของเศรษฐกิจในปัจจุบันได้ นอกจากนี้ บจธ. ได้ร่วมกับชุมชนจัดกิจกรรม “มีแล้วแบ่งปัน” ร่วมทำอาหารปลอดภัย และเครื่องดื่ม ส่งให้แก่โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ เพื่อเป็นกำลังใจให้บุคลากรทางการแพทย์ และผู้ป่วย ฝ่าวิกฤต โควิด-19 ส่งต่อผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่มีคุณภาพให้แก่ประชาชนโดยตรง เพิ่มรายจ่ายลดรายได้ให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากภาวะวิกฤตโรคโควิด-19

ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมา บจธ. ได้ดำเนินการกระจายการถือครองที่ดิน โดยการจัดหาและจัดสรรที่ดินให้แก่เกษตรกร แก้ไขปัญหาการสูญเสียสิทธิในที่ดิน ตลอดจนพัฒนาและส่งเสริมอาชีพให้แก่เกษตรกร สามารถลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ เป็นความมั่นคงและยั่งยืน ยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของตนเองและครอบครัวให้ดีขึ้นเลย

อย่างไรก็ตาม จากการเข้าไปดำเนินการยกระดับคุณภาพชีวิตของ บจธ.ให้กับพี่น้องชาวเกษตรกรในพื้นที่ต่างๆแล้ว ทำให้ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดโควิด-19 ที่ผ่านมา ไม่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดมากหนัก อย่างเช่น กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเชียงรายอุ่นไอรักษ์ แม้ว่าบางคนไม่ได้รับเงินเยียวยาก็ไม่เดือดร้อนเพราะมีกิน มีใช้ มีแจก มีจ่าย นับเป็นการเข้ามาเติมเต็มโอกาสให้แก่ชาวบ้าน เติมเต็มความฝันให้แก่ชาวบ้าน ทั้งนี้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนดังกล่าว ยังขอให้มีการขยายโครงการเพื่อเกษตรกรเช่นนี้ไปยังพื้นที่อื่นๆทั่วประเทศต่อไป

‘กองทุน FTA’ เร่งช่วยเกษตรกร สร้างความมั่นคงอาหารโคนมลพบุรี รองรับผลกระทบเปิดเสรีการค้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/578546

‘กองทุนFTA’เร่งช่วยเกษตรกร  สร้างความมั่นคงอาหารโคนมลพบุรี  รองรับผลกระทบเปิดเสรีการค้า

‘กองทุนFTA’เร่งช่วยเกษตรกร สร้างความมั่นคงอาหารโคนมลพบุรี รองรับผลกระทบเปิดเสรีการค้า

วันอังคาร ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

อัญชนา ตราโช

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลการติดตามโครงการสร้างความมั่นคงด้านอาหารโคนมรองรับการเปิดเสรีทางการค้า(FTA) ซึ่งคณะกรรมการปรับโครงสร้างการผลิตภาคการเกษตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ หรือกองทุน FTA ได้อนุมัติวงเงินยืมปลอดดอกเบี้ย 10,000,000 บาท ให้กับสหกรณ์โคนมไทย-เดนมาร์ค สวนมะเดื่อ จำกัด จังหวัดลพบุรี เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการซื้อในการจัดหาพืชอาหารสัตว์ และวัตถุดิบอาหารสัตว์ ผลิตอาหารหยาบคุณภาพดี หรือ อาหารผสมครบส่วน (TMR) จำหน่ายให้สมาชิกของสหกรณ์ฯ ระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี ตั้งแต่กรกฎาคม 2563-กรกฎาคม 2568

จากการติดตามผลการดำเนินงาน โดยผ่านการประชุมออนไลน์กับผู้ที่เกี่ยวข้องของโครงการฯ ได้แก่ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์นครราชสีมา และประธานสหกรณ์โคนมไทย-เดนมาร์กสวนมะเดื่อ จำกัด เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2564 พบว่า สหกรณ์ฯ ได้ดำเนินการรับซื้อพืชอาหารสัตว์และวัตถุดิบอาหารสัตว์ ได้แก่ มันเส้น ต้นข้าวโพดพร้อมฝักบด และหญ้าเนเปียร์สดปั่น จากสมาชิกสหกรณ์ผู้ปลูกอาหารสัตว์ จำนวน 1,122,615 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่า 2,243,938 บาท เพื่อนำมาผลิตเป็นอาหาร TMR จำหน่ายให้กับสมาชิกสหกรณ์ฯ ใช้เลี้ยงแม่โครีดนม และโคทดแทนที่มีมากกว่า 6,000 ตัว โดยสหกรณ์ผลิตอาหาร TMR จำหน่ายให้สมาชิกราคา 4 บาท/กิโลกรัม ซึ่งผลการสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียน ทำให้สหกรณ์ฯ มีวัตถุดิบในการผลิตอาหาร TMR จำนวน 770 ตัน จำหน่ายให้กับสมาชิก ส่งผลให้คุณภาพน้ำนมดีขึ้นเป็นที่ต้องการของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมนมและผลิตภัณฑ์ โดยหลังจากสมาชิกสหกรณ์ได้ใช้อาหาร TMR แล้ว สามารถจำหน่ายน้ำนมได้ราคาสูงขึ้นเฉลี่ย 60 สตางค์/กิโลกรัม และมีปริมาณผลผลิตน้ำนมเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 10

“นอกจากสหกรณ์จะรับซื้อวัตถุดิบอาหารสัตว์จากสมาชิกแล้ว ยังรับซื้อจากเกษตรกรที่อยู่นอกโครงการ ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกพืชอาหารสัตว์มีตลาดรองรับที่แน่นอน โดยที่ผ่านมาสหกรณ์ได้รับซื้อข้าวโพดพร้อมฝักบดจากเกษตรกรช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เฉลี่ยไร่ละ 5,000 บาท/รอบการผลิต และหลังจากมีโครงการเกษตรกรได้เพิ่มรอบการผลิตเป็นปีละ 2 ครั้ง ซึ่งคาดว่า เกษตรกรในพื้นที่จะมีรายได้จากการจำหน่ายวัตถุดิบให้กับสหกรณ์ฯ ทั้งปีคิดเป็นมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในขณะนี้ส่งผลกระทบต่อการรับซื้ออาหารสัตว์และจำหน่ายน้ำนมของสหกรณ์บ้างเล็กน้อย โดยสหกรณ์ได้หลีกเลี่ยงการรับซื้อพืชและวัตถุดิบอาหารสัตว์จากต่างถิ่น และปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและควบคุมการระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 อย่างเคร่งครัด” รองเลขาธิการ สศก. กล่าว

ทั้งนี้ การเลี้ยงโคนมของเกษตรกรในปัจจุบันนี้ ยังมีปัญหาเรื่องการจัดการแปลงหญ้ายังมีคุณภาพและปริมาณไม่เพียงพอแก่ความต้องการของโคนม อีกทั้งเกษตรกรบางรายอาจจำเป็นต้องให้อาหารข้นมากขึ้นทำให้ต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านอาหารสูงขึ้นไปด้วย ดังนั้นเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเปิดเสรีนำเข้าสินค้านมและผลิตภัณฑ์ ในปี 2568 โดยเฉพาะการค้าเสรีกับประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ อาจมีผลกระทบโดยตรงกับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมตลอดจนโควตาการนำนมผง และภาษีนำเข้าที่ลดลงตามข้อตกลง สำหรับเกษตรกรที่ต้องการคำแนะนำหรือปรึกษา สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 0-2561-4727 หรือ อีเมลfta.oae@gmail.com

ชายคาพระพิรุณ : ‘วันสหกรณ์นักเรียน’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/578291

ชายคาพระพิรุณ :  ‘วันสหกรณ์นักเรียน’

ชายคาพระพิรุณ : ‘วันสหกรณ์นักเรียน’

วันจันทร์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

วันนี้ 7 มิถุนายน 2564 ตรงกับ“วันสหกรณ์นักเรียน” ซึ่งเป็นวันสำคัญอันเกิดจากสายพระเนตรอันยาวไกลของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงมีแนวพระราชดำริ เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2534 ให้จัดการเรียนรู้วิชาการสหกรณ์และดำเนินกิจกรรมสหกรณ์ในโรงเรียน โดยเริ่มต้นจากโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ซึ่งเป็นโรงเรียนที่อยู่ภายใต้โครงการตามแผนพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ตามพระราชดำริ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชนในพื้นที่ทุรกันดารทั่วประเทศ เพื่อปลูกฝังแนวคิดแนวปฏิบัติตามอุดมการณ์ หลักการ และวิธีการสหกรณ์ ให้แก่เด็กและเยาวชน ทั้งการเรียนรู้ในห้องเรียนและฝึกปฏิบัติกิจกรรมสหกรณ์นักเรียน

นับตั้งแต่ปี 2534 เป็นต้นมา กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้น้อมนำแนวพระราชดำริจัดการเรียนรู้วิชาการสหกรณ์ และดำเนินกิจกรรมสหกรณ์ในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้รับโอกาสในการเรียนรู้ ฝึกฝน พัฒนาตนเอง พัฒนาคุณภาพชีวิต โดยการมีส่วนร่วมของครูนักเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน และยังได้ขยายผลไปยังโรงเรียนในสังกัดต่างๆ ทั่วประเทศ พร้อมทั้งได้กำหนดให้วันที่ 7 มิถุนายนของทุกปี เป็น “วันสหกรณ์นักเรียน” เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องสหกรณ์นักเรียนระหว่างโรงเรียนต่างๆ อีกทางหนึ่ง

นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันมีการขยายผลไปในโรงเรียนในพระราชดำริ โรงเรียนสังกัดเขตพื้นที่การศึกษา โรงเรียนพระปริยัติธรรม และโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ครอบคลุมโรงเรียนทั่วประเทศ จำนวน 30,524 โรงเรียน มีการดำเนินงานโรงเรียนต้นแบบจัดการเรียนรู้การสหกรณ์มีทั้งหมด 1,103 โรงเรียน มีครูผู้สอนที่ผ่านการอบรมเรื่องของสหกรณ์จำนวน 15,090 โรงเรียน นับว่าเป็นความก้าวหน้าของกิจกรรมสหกรณ์นักเรียนในโรงเรียน
ที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ มุ่งหวังที่จะปลูกฝังเรื่องของ อุดมการณ์ หลักการ และวิธีการสหกรณ์ให้กับนักเรียนตั้งแต่ยังเป็นเยาวชน เพื่อจะได้เรียนรู้เรื่องของขบวนการสหกรณ์ เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ จะได้นำวิธีการสหกรณ์มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน โดยในปี 2564 กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้วางแนวทางในการสร้างเครือข่ายครูสหกรณ์ที่เข้มแข็ง เพื่อเป็นช่องทางแบ่งปัน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน นำไปสู่การพัฒนาต่อยอดการเรียนการสอนในโรงเรียนของตนเอง ทั้งยังส่งเสริมการพัฒนาสื่อการเรียนการสอนที่ทันสมัย พัฒนาการอบรม วิธีการสอนให้แก่ครูสหกรณ์ที่เข้มข้นขึ้นและที่สำคัญสนับสนุนให้นักเรียนได้ไปเรียนรู้จากของจริง ในโรงเรียนที่มีการดำเนินกิจกรรมสหกรณ์ที่ประสบผลสำเร็จ

อย่างไรก็ดี แม้ว่าในวันนี้ (7 มิถุนายน 2564) จะอยู่ในช่วงของการระบาดของโควิด 19 แต่กรมส่งเสริมสหกรณ์ ก็ยังดำเนินการจัดกิจกรรมวันสหกรณ์นักเรียน ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดกิจกรรม และการสร้างความรู้ ผ่านระบบออนไลน์ ทาง Facebook Fanpage ของสำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ เผยแพร่พระราชดำรัส พระอัจฉริยภาพที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงสร้างสรรค์สหกรณ์นักเรียน คลิปสัมภาษณ์อธิบดีกรมส่งเสริมสหรณ์ที่ฝากเรื่องราวถึงน้องๆ นักเรียน คุณครู ผู้ปกครอง คลิปกิจกรรมสหกรณ์นักเรียนทั้ง 4 ด้าน กิจกรรมการจัดตั้งสหกรณ์นักเรียน กิจกรรมการจัดทำบัญชี เทคนิคการประชุมคณะกรรมการสหกรณ์นักเรียน และอีกมากมายตลอดทั้งวันนอกจากนี้ยังมีการไลฟ์สด “สหกรณ์นักเรียนกับการพัฒนาสมรรถนะเด็กไทยในยุคของการเปลี่ยนแปลง” ในช่วงเวลา 10.00- 12.00 น. ซึ่งน้องๆ นักเรียนสามารถเข้าไปเรียนรู้และร่วมกิจกรรมต่างๆ ผ่านทางช่องทางออนไลน์ดังกล่าวได้นะครับ

กิจกรรมสหกรณ์นักเรียน นับว่าเป็นกระบวนการสร้างคนให้รู้จักคิด วิเคราะห์ แก้ปัญหาด้วยตัวเอง มีทักษะในการทำงานร่วมกัน และมีคุณธรรม รู้จักช่วยเหลือผู้อื่น เมื่อเติบโตขึ้นเด็กๆ เหล่านี้ก็จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ มีความคิด วางแผนการทำงานอย่างเป็นระบบระเบียบ สามารถดูแลสังคมได้ ด้วยการนำกลไก “สหกรณ์” มาเป็นเครื่องมือแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ และขบวนการสหกรณ์ที่เข้มแข็งจะมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศต่อไป

ขุนเกษตรา

ชป.ติดตามสถานการณ์ลุ่มเจ้าพระยา สั่งเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนภูมิพล เร่งลำเลียงน้ำช่วยปชช.พื้นที่ตอนล่าง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/578289

ชป.ติดตามสถานการณ์ลุ่มเจ้าพระยา สั่งเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนภูมิพล เร่งลำเลียงน้ำช่วยปชช.พื้นที่ตอนล่าง

วันจันทร์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วย ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน และผู้เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำและการบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา พร้อมวางแผนควบคุมการใช้น้ำในแม่น้ำสายหลัก (แม่น้ำปิง แม่น้ำยม แม่น้ำน่าน และแม่น้ำเจ้าพระยา) และลำน้ำสาขา ที่เขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท

ทั้งนี้ เพื่อเร่งลำเลียงน้ำลงสู่พื้นที่ทางตอนล่าง ช่วยเกษตรกรที่ทำการเพาะปลูกข้าวนาปีไปก่อนหน้านี้และสนับสนุนน้ำเพื่อการผลิตประปา ตามนโยบายของรัฐบาล โดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ และ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นายประพิศ เปิดเผยว่า รัฐบาลมีความห่วงใยพี่น้องประชาชนและเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากฝนทิ้งช่วงในขณะนี้ จึงได้สั่งการให้กรมชลประทาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประสานความร่วมมือกันเร่งให้การช่วยเหลือประชาชนอย่างเร่งด่วน ซึ่งกรมชลประทาน ได้บริหารจัดการน้ำตามสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ เนื่องจากภาวะฝนทิ้งช่วงเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ไม่สามารถควบคุมได้ ประกอบกับปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่อย่างจำกัด จึงต้องบริหารจัดการน้ำอย่างประณีต ควบคู่ไปกับการเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำในช่วงฤดูฝน ซึ่งได้กำชับให้ทุกโครงการชลประทานวางแผนเก็บกักน้ำในพื้นที่ต่างๆ เพื่อให้มีน้ำพอใช้ในฤดูแล้งหน้าด้วย

ทั้งนี้ เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำสอดคล้องกับสถานการณ์ในภาวะเร่งด่วนนี้ กรมชลประทาน ได้ประสานไปยังการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ปรับเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ ลงมาช่วยเพิ่มปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งปริมาณน้ำดังกล่าว ได้เดินทางมาถึงเขื่อนเจ้าพระยาแล้ว จึงได้สั่งการให้สำนักงานชลประทานที่ 3 และ 4 ที่อยู่ทางตอนบน ประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับสถานการณ์น้ำรวมทั้งขอความร่วมมือจากประชาชนทุกภาคส่วนลดการใช้น้ำในแม่น้ำสายหลัก และลำน้ำสาขา เป็นการชั่วคราว พร้อมขอความร่วมมือจากพี่น้องเกษตรกรให้ใช้น้ำอย่างประหยัด ปฏิบัติตามรอบเวรการใช้น้ำอย่างเคร่งครัด เพื่อแบ่งปันน้ำให้ทั่วถึงกัน

กยท.ปรับหลักเกณฑ์โค่นยางใหม่ รองรับสถานการณ์ไม้ยางราคาพุ่ง! #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/578290

กยท.ปรับหลักเกณฑ์โค่นยางใหม่ รองรับสถานการณ์ไม้ยางราคาพุ่ง!

วันจันทร์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการ การยางแห่งประเทศไทย(กยท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้สถานการณ์ราคาไม้ยางพารามีแนวโน้มราคาที่ดีตามลำดับ ล่าสุดเมื่อเดือนเมษายน 2564 ที่ผ่านมา ราคาประมาณ 42,177 บาทต่อไร่ ดังนั้นเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ราคาไม้ยางดังกล่าว และเป็นการเพิ่มโอกาสให้เกษตรกรชาวสวนยางมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการโค่นไม้ยางพารา กยท.จึงได้ออกประกาศ เรื่อง การอนุญาตให้เจ้าของสวนยางโค่นต้นยางพาราก่อนได้รับอนุมัติการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการปลูกแทน พ.ศ. 2564 ซึ่งเป็นการปรับหลักเกณฑ์ใหม่มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2564 เป็นต้นไป

สำหรับการปรับหลักเกณฑ์ใหม่ตามประกาศของ กยท.ดังกล่าว จะมีขั้นตอนที่แตกต่างจากเดิม และง่ายต่อการปฏิบัติคือ กำหนดให้เกษตรกรเจ้าของสวนยางห้ามโค่นยางก่อนได้รับอนุมัติ โดยเกษตรกรเจ้าของสวนยางที่มีความประสงค์จะโค่นต้นยางจะต้องยื่นคำร้องรับการปลูกแทนที่การยางแห่งประเทศไทยจังหวัด หรือการยางแห่งประเทศไทยสาขาที่สวนยางของเกษตรกรตั้งอยู่ ซึ่ง กยท.จะจัดคำขอการปลูกแทนเรียงตามลำดับก่อนหลังไว้เป็นรายปี ในแต่ละปีเจ้าของสวนยางจะได้รับการปลูกแทนมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับเงินงบประมาณที่ได้รับจัดสรร

“หลังจากที่ กยท. ได้รับคำร้องแล้ว จะมีการจัดส่งเจ้าหน้าที่ออกไปทำการสำรวจรังวัด เพื่อตรวจสภาพพื้นที่แปลงปลูก หากสวนยางเข้าหลักเกณฑ์ ตามมาตรา 4 มาตรา 37 พระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 และระเบียบการยางแห่งประเทศไทย ว่าด้วยการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการปลูกแทน พ.ศ. 2558 ที่กำหนดให้เกษตรกรที่จะรับการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการปลูกแทน จะต้องเป็นเกษตรกรชาวสวนยางที่มีต้นยางอายุกว่า 25 ปีขึ้นไป หรือต้นยางทรุดโทรมเสียหาย หรือต้นยางได้ผลน้อย ตามหลักเกณฑ์ที่ กยท. กําหนด จึงจะอนุญาตให้โค่นต้นยางได้” ผู้ว่าการ กยท.กล่าว

ทั้งนี้ เมื่อเกษตรกรเจ้าของสวนยางโค่นต้นยางแล้วมี 2 ทางเลือกที่จะดำเนินการคือ 1. กรณีเจ้าของสวนยางที่รอการปลูกยางหรือไม้ยืนต้นไปถึงปีที่ได้รับอนุมัติให้การปลูกแทน กรณีนี้เจ้าของสวนยางจะได้รับเงินสนับสนุนการปลูกแทนตามปกติ คืออัตราไร่ละ 16,000 บาท และ2. กรณีเจ้าของสวนยางต้องการใช้ประโยชน์ของที่ดินเพื่อการอื่นไปก่อน เช่น ปลูกพืชล้มลุกพืชระยะสั้น การทำสวนยางแบบผสมผสาน เป็นต้น ก็สามารถกระทำได้ กยท. จะให้การสนับสนุนทางด้านอาชีพเสริมและให้บริการทางด้านวิชาการ เมื่อถึงกำหนดเวลาที่ได้รับอนุมัติการปลูกแทนในปีใด เจ้าของสวนยางก็จะได้รับเงินสนับสนุนการปลูกแทนตามปกติคืออัตราไร่ละ 16,000 บาทเช่นกัน

ผู้ว่าการ กยท.กล่าวต่อว่า ในปี 2564 มีเกษตรกรชาวสวนยางต้องการโค่นต้นยางพาราถึง 470,000ไร่ มากกว่าเป้าที่ตั้งไว้ 70,000ไร่ ซึ่งหากเกินงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรไว้ในปีนี้เกษตรกรชาวสวนยางจะได้รับเงินสนับสนุนการปลูกแทนในปีงบประมาณ 2565 สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ยางพารา 20 ปี กำหนดที่จะลดพื้นที่ปลูกยางพาราให้เหลือประมาณ 18.4 ล้านไร่ภายในปี 2579 กยท.จึงได้ขยายเป้าหมายในการลดพื้นที่ปลูกยางจากเดิม 200,000 ไร่ต่อปีเป็น 400,000 ไร่ต่อปี เพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับราคายางพารา และให้ปริมาณไม้ยางมีเพียงพอต่อความต้องการใช้ทั้งในส่วนของไม้ยางและไม้วู้ดพาเลท

“การปรับหลักเกณฑ์ดังกล่าว นอกจากจะเพิ่มโอกาสให้เกษตรกรชาวสวนยางมีรายได้มากขึ้นจากการโค่นไม้ยางพาราแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบกิจการไม้ยางพาราให้มีวัตถุดิบไม้ยางเพียงพอสำหรับแปรรูปไม้ในสถานการณ์ที่ตลาดมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น ซึ่ง กยท.ได้คาดการณ์ว่า ในช่วงปี 2564-2565 อุตสาหกรรมไม้ยางพาราจะมีแนวโน้มเติบโตขึ้นมากกว่า 10% เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดส่งออกใหญ่ของไทย ส่งผลให้มีความต้องการใช้ไม้ยางมากขึ้น ราคาจึงปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง กยท.นโยบายที่ผลักดันให้อุตสาหกรรมไม้ยาง
ของไทยให้เติบโตและเข้มแข็ง เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมยางพาราอื่นๆ จึงได้ดำเนินโครงการสนับสนุนสินเชื่อผู้ประกอบการผลิตผลิตภัณฑ์ยาง วงเงินสินเชื่อ 25,000 ล้านบาท ที่มีเป้าหมายสนับสนุนผู้ประกอบกิจการยาง ขั้นปลายน้ำ
รวมถึงกิจการไม้ยางพาราด้วย ในการขยายกำลังการผลิต ปรับเปลี่ยนเครื่องจักรการผลิต ซึ่งโครงการจะหมดเขตในเดือนธันวาคม 2564 นี้” ผู้ว่าการ กยท. กล่าวในตอนท้าย

‘เฉลิมชัย-อลงกรณ์’ เดินหน้าโครงการ ‘แบ่งปันน้ำใจ เกษตรไทยสู้ภัย COVID – 19’ #SootinClaimon.Comา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/577949

'เฉลิมชัย-อลงกรณ์'เดินหน้าโครงการ “แบ่งปันน้ำใจ เกษตรไทยสู้ภัย COVID – 19

‘เฉลิมชัย-อลงกรณ์’เดินหน้าโครงการ “แบ่งปันน้ำใจ เกษตรไทยสู้ภัย COVID – 19

วันศุกร์ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 18.31 น.

“เฉลิมชัย”เดินหน้าโครงการ “แบ่งปันน้ำใจ เกษตรไทยสู้ภัย COVID – 19”ช่วยเพชรบุรี  “อลงกรณ์”เผยรัฐบาลจัดสรรวัคซีนเพิ่มให้เพชรบุรีเริ่มฉีดมิถุนายนนี้ พร้อมเปิดตลาดกลางสินค้าเกษตรออนไลน์สัปดาห์หน้าภายใต้ยุทธศาสตร์ ”1ปิด1เปิด”

4 มิ.ย.64 เมื่อเวลา 10.00 น.  นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธานในพิธีมอบข้าวสารและผลผลิตทางการเกษตรภายใต้โครงการ “แบ่งปันน้ำใจ เกษตรไทยสู้ภัย COVID – 19”ของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อบรรเทาปัญหาจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โรคโควิด – 19) ในจังหวัดเพชรบุรี ได้แก่ น้ำพริกเครื่องแกง พริกสด มะเขือ แฟง ฟักทอง สับปะรดดอนขุนห้วย ไข่ไก่ มะนาว กล้วยน้ำว้า กล้วยหอมทอง และภาชนะใส่อาหาร 

โดยนายภัคพงศ์ ทวิพัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี นายไพโรจน์ พ่วงทอง สมาชิกวุฒิสภา นายชาญณรงค์ พวงสั้น เกษตรจังหวัดเพชรบุรี พร้อมด้วยส่วนราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี นายกเทศมนตรีเทศบาลเขาย้อย นายกอบต.ตำบลหนองชุมพลเหนือ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การต้อนรับ และเยี่ยมให้กำลังใจแก่จิตอาสาพระราชทาน 904 วปร. ที่ประกอบอาหารภายในวัดศีลคุณาราม ตำบลหนองชุมพลเหนือ อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี 

โดยนายภัคพงศ์ ทวิพัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรีได้กล่าวขอบคุณดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯและคณะที่ช่วยเหลือจังหวัดเพชรบุรีและประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19ในขณะนี้

นอกจากนี้ นายอลงกรณ์ พลบุตร นายอภิชาติ สุภาแพ่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยพาณิชย์ ดร.กัมพล สุภาแแพ่ง นายอรรถพร พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยสาธารณสุขและส่วนราชการกระทรวงเกษตรในจังหวัดเพชรบุรีได้ร่มมสมทบเงินช่วยเหลืออีกจำนวนหนึ่งมอบผ่านพระครูศรีวัชราภรณ์เจ้าคณะอำเภอเขาย้อยให้กับครัวกลางวัดศีลคุณาราม  ก่อนหน้านี้กลุ่มเพื่อนเฉลิมชัยได้มอบเงิน2แสนบาทสนับสนุนจังหวัดเพชรบุรีสู้ภัยโควิดโดยมอบผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี

นายอลงกรณ์กล่าวระหว่างเป็นประธานในพิธีมอบว่า จากการประสานงานล่าสุดนายอรรถพร พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยสาธารณสุขได้รับการยืนยันจากดร.สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยสาธารณสุขวันนี้ว่า รัฐบาลได้จัดสรรวัคซีนเพิ่มให้เพชรบุรีล็อตที่2อีก49,000โดสรวมทั้งวัคซีนที่จะฉีดให้กับผู้ลงทะเบียน”หมอพร้อม”โดยจะเริ่มฉีดตามกำหนดในเดือนมิถุนายนนี้ และหวังว่ารัฐบาลจะจัดสรรวัคซีนให้เพียงพอต่อการฉีดให้ชาวเพชรบุรีไม่น้อยกว่า70%ให้ทันวันที่1ตุลาคมซึ่งเป็นวันที่ชาวเพชรบุรีจะเปิดเมืองของเราภายใต้ยุทธศาสตร์ ”1ปิด1เปิด” 

หลังจากเสร็จพิธี ที่ปรึกษารัฐมนตรีเกษตรพร้อมด้วยนางสาวศิริวรรณ เครือเล็กเกษตรและสหกรณ์จังหวัด นายชาญ พวงสั้น เกษตรจังหวัด นายธีรวุฒิ คล้ายเคลื่อนพาณิชย์จังหวัดและคณะได้เดินทางไปประชุมหารือกับนายหยัน เยื่อใย ประธานสหกรณ์การเกษตรท่ายางและผู้จัดการตลาดเกษตรเพื่อเตรียมความพร้อมของการเปิดโครงการตลาดกลางสินค้าเกษตรออนไลน์ที่ตลาดกลางสินค้าเกษตรหนองบ้วยและบ้านลาดซึ่งจะเปิดการขายแบบซอล์ฟโอเพนนิ่งก์(Soft Opening)ในสัปดาห์ภายใต้เพชรบุรีโมเดล”1ปิด1เปิด”คือระดมพลคนเพชรปิดโควิดเร็วที่สุดและเปิดเศรษฐกิจเร็วที่สุดไปพร้อมๆกัน

เดินหน้าภารกิจสำคัญส่งเสริมกิจกรรมสหกรณ์นักเรียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/577716

เดินหน้าภารกิจสำคัญส่งเสริมกิจกรรมสหกรณ์นักเรียน

วันศุกร์ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า การส่งเสริมสหกรณ์นักเรียนเป็นภารกิจสำคัญของกรมที่ได้ดำเนินการต่อเนื่องมาถึง 30 ปี นับตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2534 ที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีรับสั่งกับนายเสงี่ยม มาหมื่นไวย อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ในขณะนั้นให้จัดกิจกรรมสหกรณ์นักเรียนในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน และโรงเรียนภายใต้โครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารตามพระราชดำริฯ ที่อื่นๆ ด้วยทรงเล็งเห็นว่าเป็นระบบเศรษฐกิจที่เหมาะสมกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล

สหกรณ์นักเรียนได้รับการพัฒนาต่อเนื่องอย่างเป็นรูปธรรม ปัจจุบันมีการขยายผลไปยังโรงเรียนในสังกัดต่างๆ รวม 30,524 โรงเรียนทั่วประเทศ มีครูที่ผ่านการอบรมครูสหกรณ์ 15,090 ราย เป็นเครือข่ายที่เข้มแข็ง เพื่อกำหนดหลักสูตร คู่มือการจัดการเรียนรู้การสหกรณ์ในสถานศึกษา และการผลิตสื่อการสอนวิชาสหกรณ์ ได้น้อมนำแนวพระราชดำริมากำหนดรูปแบบกิจกรรมการเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติที่เหมาะสม โดยมีเจ้าหน้าที่สังกัดกรมส่งเสริมสหกรณ์ตามพื้นที่ต่างๆ เข้าไปแนะนำส่งเสริมการจัดกิจกรรมสหกรณ์ในโรงเรียน จำลองภาพการดำเนินงานสหกรณ์จริง ประกอบด้วยกิจกรรมหลัก 4 ด้าน คือ กิจกรรมออมทรัพย์ เป็นการสร้างวินัยทางการเงินให้เด็กรู้จักประหยัด อดออม และวางแผนการใช้จ่าย กิจกรรมการผลิต/อาชีพ ที่นำมาสนับสนุนกิจกรรมอาหารกลางวัน กิจกรรมร้านค้าสหกรณ์ ฝึกการทำธุรกิจหารายได้เข้าสหกรณ์ ลดค่าใช้จ่ายให้สมาชิก และกิจกรรมการศึกษาและสวัสดิการ ที่เปิดโอกาสให้สมาชิกได้ไปศึกษาดูงานสหกรณ์จริง เพื่อเรียนรู้และนำมาปรับใช้ในการพัฒนาสหกรณ์ในโรงเรียน รวมถึงการจัดทำบัญชี การประชุมสหกรณ์นักเรียน การจดบันทึกรายงานการประชุม กระบวนการจัดการร้านค้า ได้ฝึกการทำงานเป็นทีม ความสามัคคี ความละเอียดรอบคอบ ความเป็นประชาธิปไตย ความซื่อสัตย์ และความเอื้ออาทร เป็นการปลูกฝังให้นักเรียนได้นำทักษะและอุปนิสัยเหล่านี้ไปต่อยอดในชีวิตประจำวัน

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : กรมคลอง กรมทดน้ำ กรมชลประทาน 119 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/577718

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : กรมคลอง กรมทดน้ำ กรมชลประทาน 119 ปี

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : กรมคลอง กรมทดน้ำ กรมชลประทาน 119 ปี

วันศุกร์ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ในวันที่ 13 มิถุนายน 2564 นี้ กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะมีอายุครบ 119 ปี กว่าจะมาถึงวันนี้กรมนี้มีตำนาน…ที่ยาวนานครับ

ย้อนไปเมื่อปี พ.ศ.2541 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้มีพระบรมราชานุญาตให้ บริษัทขุดคลองแลคูนาสยาม ได้รับสัมปทานดำเนินโครงการก่อสร้างระบบคลอง ในบริเวณพื้นที่ราบฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา หรือที่เรียกว่า “ทุ่งรังสิต” เพื่อใช้ในการเพาะปลูก และการคมนาคมขนส่งทางน้ำ

บริษัทได้ดำเนินการขุดคลองในปี 2433 เริ่มจากการขุดคลองสายใหญ่เชื่อมแม่น้ำเจ้าพระยากับแม่น้ำนครนายก นั้นก็คือ “คลองรังสิตประยูรศักดิ์” พร้อมทั้งมีการสร้างประตูระบายน้ำ จากนั้นก็ได้มีการขุดคลองสาขาอีกหลายสาย เป็นโครงข่ายระบบคลอง ทำให้พื้นที่รกร้างบริเวณทุุ่งรังสิตเปลี่ยนเป็นแหล่งเกษตรกรรมขนาดใหญ่ ครอบคลุมพื้นที่ 6 จังหวัด คือ ปทุมธานี นครนายก พระนครศรีอยุธยา สระบุรี ฉะเชิงเทรา และกรุงเทพฯ

อย่างไรก็ตามหลังจากดำเนินการขุดคลองไปได้ประมาณ 10 ปี รัชกาลที่ 5 ทรงเห็นว่า จำเป็นจะต้องมีการวางระบบการบริหารจัดการน้ำในทุ่งรังสิต จึงได้ว่าจ้าง นายเย โฮมัน วันเดอร์ ไฮเด วิศวกรชลประทานชาวฮอลันดา (เนเธอร์แลนด์) มาดำเนินการวางระบบชลประทาน พร้อมทั้งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้ง “กรมคลอง” ขึ้นมาในวันที่ 13 มิถุนายน 2445 และทรงแต่งตั้งนายเย โฮมัน วันเดอร์ ไฮเด เป็นเจ้ากรมคลองคนแรก

ต่อมาในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 โปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้ง “กรมทดน้ำ”
ขึ้นแทน “กรมคลอง” เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2457 พร้อมทั้ง สร้างเขื่อนทดน้ำขนาดใหญ่ คือ เขื่อนพระราม6 ขึ้นที่ต.ท่าหลวง อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นโครงการชลประทานขนาดใหญ่แห่งแรกในประเทศไทย จากนั้นก็ได้เริ่มก่อสร้างโครงการชลประทานกระจายไปทั่วทุกภาคของประเทศ

รัชกาลที่ 7 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระราชดำริว่า หน้าที่ของกรมทดน้ำ มิได้ปฏิบัติงานอยู่เฉพาะแต่การทดน้ำเพียงอย่างเดียว งานที่กรมทดน้ำปฏิบัติอยู่จริงในขณะนั้นมีทั้งการขุดคลอง การทดน้ำ รวมทั้งการส่งน้ำตามคลองต่าง ๆ อีกทั้งการสูบน้ำเพื่อช่วยเหลือการเพาะปลูก จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อจาก “กรมทดน้ำ” เป็น “กรมชลประทาน” เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2470 โดยให้มีหน้าที่รับผิดชอบงานการขุดคลอง การทดน้ำ การส่งน้ำ และการสูบน้ำช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกอย่างทั่วถึง

รัชกาลที่ 9 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ให้ความสำคัญกับงานชลประทานมากเป็นพิเศษ ทรงตั้งพระราชหฤทัยเกี่ยวกับการพัฒนาแหล่งน้ำเป็นลำดับแรก พระราชทานพระราชดำรัสเสมอว่า “น้ำคือชีวิต” และได้มีพระราชดำริให้กรมชลประทานดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำมาอย่างต่อเนื่องมากกว่า 2,000 โครงการ สร้างประโยชน์ให้กับประชาชนและประเทศชาติอย่างมหาศาล

รัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระราชกระแสขอให้กรมชลประทาน สืบสานต่อยอด และเร่งรัดดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในรัชกาลที่ 9 ให้สัมฤทธิ์ผล

จากกรมคลองเมื่อ 119 ปี ที่แล้วมาเป็นกรมชลประทานวันนี้ ภารกิจของกรมชลประทานยังต้องก้าวต่อไปเพื่อไปสู่เป้าหมายที่ว่า “เป็นองค์กรอัจฉริยะ ที่มุ่งสร้างความมั่นคงด้านน้ำ เพื่อเพิ่มคุณค่าการบริการ ภายในปี 2580”

รัฐศักดิ์ พลสิงห์

กรมปศุสัตว์เดินหน้า กระจายวัคซีน 40 จว. สกัดลัมปีสกินระบาด ช่วยเหลือเกษตรกร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/577757

กรมปศุสัตว์เดินหน้า  กระจายวัคซีน40จว.  สกัดลัมปีสกินระบาด  ช่วยเหลือเกษตรกร

กรมปศุสัตว์เดินหน้า กระจายวัคซีน40จว. สกัดลัมปีสกินระบาด ช่วยเหลือเกษตรกร

วันศุกร์ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมปศุสัตว์เดินหน้ากระจายวัคซีน40จว. สกัดลัมปีสกินระบาด ช่วยเหลือเกษตรกร

“ประภัตร” สั่งการกรมปศุสัตว์เร่งกระจายวัคซีนป้องกันโรคลัมปี สกินในโค-กระบือในพื้นที่ระบาดทั้ง 40 จังหวัดแล้ว ขณะที่วัคซีนที่นำเข้าเพิ่มอีก 3 แสนโดสถึงไทยในสัปดาห์หน้า พร้อมกำชับคุมเข้มการเคลื่อนย้ายสัตว์ ให้สัตวแพทย์เร่งรักษาสัตว์ป่วย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร

เมื่อวันที่ 3มิถุนายน นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยว่า คณะกรรมการแก้ไขปัญหาการระบาดของโรคลัมปี สกินในโค-กระบือซึ่งมีอธิบดีกรมปศุสัตว์เป็นประธานอนุมัติแผนการกระจายวัคซีน 60,000โดส ที่นำเข้าเป็นล็อตแรกแล้ว โดยจัดส่งไปทั้ง 40 จังหวัดที่พบการระบาด ทั้งนี้กำหนดแผนปฏิบัติการฉีดวัคซีนในอำเภอที่อยู่ในรัศมี 50กิโลเมตร จากพื้นที่เกิดโรค เพื่อควบคุมให้อยู่ในวงจำกัด ส่วนวัคซีนล็อต2จะมาถึงในสัปดาห์หน้า รวมทั้งมอบหมายให้กรมปศุสัตว์พิจารณาเปิดให้ภาคเอกชนนำเข้าวัคซีนเพื่อได้ แต่ต้องเป็นวัคซีนที่ขึ้นทะเบียนกับอย.และการดำเนินการฉีดวัคซีนต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมปศุสัตว์เนื่องจากเป็นวัคซีนเชื้อเป็น รวมทั้งต้องมีการทำเครื่องหมายประจำตัวสัตว์ที่ฉีดวัคซีนทุกตัว

ขณะที่ นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวว่า ในอำเภอที่อยู่ในรัศมี 50 กิโลเมตรจากพื้นที่เกิดโรคซึ่งจะฉีดวัคซีนให้โค-กระบือ ยังคงต้องมีมาตรการห้ามเคลื่อนย้ายโค-กระบือที่ฉีดวัคซีนออกจากคอกเลี้ยงเป็นระยะเวลา 30 วัน เนื่องจากโรคนี้มีระยะฟักตัว 28 วัน ส่วนพื้นที่เฝ้าระวังโรคคือ รัศมี 100กิโลเมตร จะยังไม่ฉีดวัคซีน แต่จะเฝ้าระวังการระบาดอย่างใกล้ชิด ขณะนี้กรมปศุสัตว์ส่งหน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่ หน่วยพ่นยาทำลายเชื้อโรค แจกและพ่นสารเคมีกำจัดแมลงที่เป็นพาหะ แจกยารักษาแผลภายนอก ยาบำรุง แร่ธาตุ ตลอดจนให้ความรู้แก่เกษตรกรในเรื่องการป้องกัน

ทั้งนี้ โรคลัมปี สกิน เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสจะเกิดเฉพาะในโค-กระบือ ไม่ติดต่อจากสัตว์สู่คน รักษาหายได้ คิดเป็นอัตราป่วยเฉลี่ย 27% ของสัตว์ที่ติดเชื้อ ส่วนอัตราตายเฉลี่ย 0.19% โดยส่วนใหญ่เกิดในโค-กระบือที่ยังเล็กและที่ไม่แข็งแรง เมื่อหายป่วยแล้ว สามารถบริโภคเนื้อโค-กระบือนั้นได้ตามปกติหากเกษตรกรพบโค-กระบือมีตุ่มเนื้อบนผิวหนัง เกิดเยื่อเมือกทั่วร่างกาย อาจมีไข้และหายใจลำบากร่วมด้วย ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์จังหวัด หรือปศุสัตว์อำเภอในท้องที่ หรือโทรศัพท์สายด่วน 06-3225-6888 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือทันท่วงที

เร่งเครื่อง Big Data ภาคเกษตร สศก.ผนึกธปท.พัฒนาระบบติดตามภาวะศก.การเกษตร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/577719

เร่งเครื่อง Big Data ภาคเกษตร  สศก.ผนึกธปท.พัฒนาระบบติดตามภาวะศก.การเกษตร

เร่งเครื่อง Big Data ภาคเกษตร สศก.ผนึกธปท.พัฒนาระบบติดตามภาวะศก.การเกษตร

วันศุกร์ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการดำเนินงาน Big Data ด้านการเกษตร ซึ่งสศก.ในฐานะหน่วยงานรับผิดชอบหลักที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้ดำเนินการและเป็นหน่วยงานด้านนโยบายและข้อมูลสารสนเทศการเกษตร ได้เร่งพัฒนาฐานข้อมูล Big Data มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อการบริหารและการให้บริการข้อมูลภาคเกษตรในทุกมิติ

สำหรับปี 2564 สศก.และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ภายใต้ความร่วมมือ MOU ของทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันพัฒนาระบบติดตามภาวะเศรษฐกิจการเกษตร ที่เป็นเครื่องมือประกอบการตัดสินใจของผู้บริหารในยุคดิจิทัลในการติดตามภาวะเศรษฐกิจการเกษตรอย่างรอบด้าน มีข้อมูลเชิงลึกในพื้นที่ มีความแม่นยำและทันต่อทุกสถานการณ์ โดยระบบติดตามภาวะเศรษฐกิจการเกษตรเป็นระบบสนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (Decision Support System) ที่ให้ข้อมูลอย่างรอบด้าน ประกอบด้วย 1) รายรับจากการขายสินค้าเกษตรของเกษตรกร 2) ต้นทุนการผลิต 3) มูลค่าความเสียหายจากภัยพิบัติ และ 4) เงินช่วยเหลือจากภาครัฐ เป็นรายพืชและรายจังหวัด

ทั้งนี้ การพัฒนาระบบติดตามภาวะเศรษฐกิจการเกษตร ในระยะที่ 1 จะเป็นการเชื่อมโยงข้อมูลระดับจังหวัด อาทิ กำหนดฤดูกาลเพาะปลูก กำหนดรอบรายสินค้าตามฤดูกาล สินค้าที่มีการผลิตรายจังหวัด และการประมาณการผลผลิตภาพรวม เข้าสู่ฐานข้อมูลเกษตรแห่งชาติ และประมวลผลด้วยวิธีการจัดทำดัชนีแบบลูกโซ่ สามารถรายงานสถานการณ์ ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรเป็นรายเดือน ในระดับจังหวัด ภาค และประเทศ ซึ่งเป้าหมายของระบบติดตาม ระยะที่ 1 คือ “ค่าพยากรณ์ผลผลิต” จะใกล้เคียง“ค่าจริงผลผลิต” เมื่อช่วงการเพาะปลูกเข้าใกล้การเก็บเกี่ยว รวมทั้ง การปรับ“ค่าพยากรณ์ผลผลิต” สะท้อนผลผลิตในพื้นที่อย่างทันกาลและมีเหตุผล และในระยะถัดไป จะมีการนำเข้าข้อมูลมิติอื่นๆ ให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น

โดยล่าสุด เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2564 สศก.โดยศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ (National Agricultural Big Data Center) หรือ NABC ได้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การจัดทำตัวเลขประมาณการผลผลิต ระบบติดตามภาวะเศรษฐกิจการเกษตร ร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1-12 (สศท.) เพื่อให้ เจ้าหน้าที่ สศท. 1-12 เรียนรู้การใช้งาน Web Application และการปรับปรุงข้อมูลสถานการณ์ผลผลิตสินค้าเกษตรระดับจังหวัดได้อย่างถูกต้อง เพื่อให้การพัฒนาคุณภาพข้อมูลผลผลิตของระบบเสร็จสมบูรณ์ รวมทั้งการวิเคราะห์เชิงลึกในการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายในการปรับโครงสร้างภาคเกษตรรายพื้นที่

เลขาธิการ สศก. กล่าวทิ้งท้ายว่า “การพัฒนาระบบติดตามภาวะเศรษฐกิจการเกษตร ภายใต้ความร่วมมือ ธปท. ในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งความร่วมมือที่ประสบความสำเร็จไปอีกขั้นของ Big Data ด้านการเกษตร อย่างไรก็ตาม การพัฒนาระบบติดตามภาวะเศรษฐกิจการเกษตร ระยะแรก จะเป็นระบบสนับสนุนการตัดสินใจให้เฉพาะผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ และหน่วยงานเกี่ยวข้องเท่านั้น ซึ่งในส่วนของเกษตรกรและประชาชนทั่วไป สามารถสืบค้นข้อมูลบริการด้านต่างๆ อาทิ ได้จากเว็บไซต์ http://www.nabc.go.th หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ 0-2579-8161 หรือ อีเมล nabc@nabc.go.th”