สกู๊ปพิเศษ : ชป.ติดตามผลการส่งน้ำและตรวจวัดปริมาณน้ำ ระบบท่อส่งน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรีฯ อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/577720

สกู๊ปพิเศษ : ชป.ติดตามผลการส่งน้ำและตรวจวัดปริมาณน้ำ  ระบบท่อส่งน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรีฯ อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์

สกู๊ปพิเศษ : ชป.ติดตามผลการส่งน้ำและตรวจวัดปริมาณน้ำ ระบบท่อส่งน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรีฯ อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์

วันศุกร์ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายปิยภัทร สายเมฆ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานอุตรดิตถ์กล่าวว่า ได้สั่งการให้นายมานพ สุวรรณบุตร หัวหน้าฝ่ายจัดสรรน้ำและปรับปรุงระบบชลประทาน พร้อมเจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดสรรน้ำฯ ร่วมกับนายกิตติศักดิ์ สมุทรวงค์ นายช่างเครื่องกล สำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 12 ลงพื้นที่ติดตามผลการส่งน้ำและตรวจวัดปริมาณน้ำ ของระบบท่อส่งน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในเขตพื้นที่ อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ เพื่อหาแนวทางนำไปพัฒนา ปรับปรุง วิธีการควบคุมอาคาร ให้การส่งน้ำในพื้นที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น หลังราษฎรที่อพยพจากพื้นที่ก่อสร้างเขื่อนสิริกิติ์ มาตั้งรกรากอยู่พื้นที่นิคมสร้างตนเองลำน้ำน่านในเขตอำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ กว่า 50 ปี ที่ผ่านมา ต้องประสบกับปัญหาขาดแคลนน้ำในการอุปโภค-บริโภคและการทำการเกษตร

นายปิยภัทรกล่าวว่า ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกลของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อช่วยเหลือบรรเทาปัญหาในด้านน้ำให้ราษฎรของพระองค์ท่าน ซึ่งได้เห็นผลสัมฤทธิ์จากโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ ที่สามารถให้เป็นแหล่งเก็บน้ำต้นทุนให้กับราษฎรในพื้นที่

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ รับโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรี พร้อมระบบผันน้ำ ระบบส่งน้ำ และ อาคารประกอบไว้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเมื่อวันที่ 29 กันยายน พ.ศ.2548 กรมชลประทานได้ดำเนินการก่อสร้างในปี 2554 เป็นโครงการชลประทานขนาดกลางความสูง 55 เมตร ความยาว 440 เมตร มีความจุ 73.70 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อช่วยเหลือราษฎรในพื้นที่ได้มีน้ำใช้ในการอุปโภค-บริโภคและการเกษตรตลอดทั้งปี

โดยจะเริ่มเก็บกักน้ำได้ในช่วงฤดูฝนปีนี้ คาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ในปี 2565 ใช้งบทั้งสิ้นประมาณ 4,800 ล้านบาท หลังจากนั้นสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 12 สำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ กรมชลประทาน จะทำการส่งมอบให้กับโครงการชลประทานอุตรดิตถ์ รับผิดชอบและดำเนินการวางแผนบริหารจัดการน้ำให้กับราษฎรที่ได้รับประโยชน์ต่อไป

ปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้างระบบส่งน้ำให้กับแหล่งน้ำต้นทุนเพื่อทำการเกษตรในพื้นที่ประมาณ 8,600 ไร่ โดยมีแผนการก่อสร้างโครงการ รวม 11 ปี เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จก็จะมีพื้นที่รับประโยชน์ จำนวน 53,500 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่อำเภอท่าปลา จำนวน 5 ตำบล ได้แก่ ตำบลจริม, ตำบลท่าปลา, ตำบลหาดล้า, ตำบลร่วมจิต,ตำบลน้ำหมัน และอีก 4 ตำบลของอำเภอเมืองอุตรดิตถ์ ได้แก่ ตำบลหาดงิ้ว,ตำบลบ้านด่าน ตำบลแสนตอ และ ตำบลวังดิน รวมถึงประโยชน์ทั้งด้านการประมง การท่องเที่ยว และการเลี้ยงสัตว์ได้อย่างสมบูรณ์

ลุยปั้น ‘SACICT’ ส่งขึ้นอี-คอมเมิร์ซ ดันหัตถกรรมไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/577717

ลุยปั้น‘SACICT’ ส่งขึ้นอี-คอมเมิร์ซ ดันหัตถกรรมไทย

วันศุกร์ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายพรพล เอกอรรถพร ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (SACICT) กล่าวว่า ในโลกแห่งยุคดิจิทัลชีวิตของเราแทบทุกย่างก้าวขับเคลื่อนไปพร้อมๆ กับการใช้ Social Media และ Internet ช่องทางต่างๆ ผู้คนสามารถเข้าถึงสื่ออิเล็กทรอนิกส์ได้ง่าย สะดวกรวดเร็ว

SACICT หรือ ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) ในฐานะที่เป็นหน่วยงานหลักในการส่งเสริมและสนับสนุนให้ประกอบอาชีพเพื่อสร้างงานศิลปหัตถกรรมไทยและสนับสนุนด้านการตลาดให้กับงานศิลปหัตถกรรมไทยส่งเสริมช่องทางด้านการตลาด การขยายตลาดทั้งในประเทศ และต่างประเทศ เพื่อสนับสนุนผู้ผลิตงานศิลปหัตถกรรมไทยในการจำหน่ายสินค้า

โดยได้จัดทำโครงการขยายช่องทางการตลาด E-Commerce ขึ้น โดยผ่านระบบออนไลน์ เพื่อให้ผู้ซื้อจากทั่วโลก
สามารถติดต่อซื้อขายกับผู้ผลิตงานหัตถกรรมไทยผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น รวมทั้งเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของผู้ผลิตงานศิลปหัตถกรรมไทยในตลาด ขณะเดียวกันจะเป็นการประชาสัมพันธ์ และเป็นคู่ค้ากับธุรกิจอื่น เพื่อที่จะสร้างตลาดแบรนด์ของ SACICT ให้เติบโต สามารถเข้าถึงลูกค้าได้ทั่วประเทศและทั่วโลก

นอกจากนี้ SACICT ยังเพิ่มโอกาสทางการขาย ให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายทั้งในประเทศและต่างประเทศ ลดค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ อีกทั้งยังมีระบบที่สามารถตรวจสอบประสิทธิภาพได้อย่างไรก็ตามเชื่อว่าแบรนด์ SACICT จะเป็นเจ้าแรกของประเทศที่ทำตลาด E-Commerce นำสินค้างานศิลปหัตถกรรมของไทยส่งออกต่างประเทศ ทำให้งานศิลปหัตถกรรมเป็นที่รู้จักและเข้าถึงทุกกลุ่มเป้าหมาย และผลลัพธ์ที่ตามมาคือจะช่วยเพิ่มยอดขายให้กับสมาชิก SACICT ได้อย่างมหาศาล

บุรีรัมย์คุม 23 อำเภอ! ห้ามย้ายโคกระบือ ‘ลัมปี สกิน’ ยังระบาดหนัก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/577608

บุรีรัมย์คุม23อำเภอ! ห้ามย้ายโคกระบือ 'ลัมปี สกิน'ยังระบาดหนัก

บุรีรัมย์คุม23อำเภอ! ห้ามย้ายโคกระบือ ‘ลัมปี สกิน’ยังระบาดหนัก

วันพฤหัสบดี ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 11.47 น.

3 มิถุนายน 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายธัชกร หัตถาธยากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ได้ลงนามประกาศจังหวัดบุรีรัมย์ เรื่อง กำหนดเขตโรคระบาด ชนิดโรคลัมปี สกิน (Lumpy skin disease) ซึ่งเป็นโรคอุบัติใหม่ ในชนิดสัตว์ โค กระบือ

ด้วยจังหวัดบุรีรัมย์ พบการระบาดของโรคลัมปี สกิน ในพื้นที่อำเภอเมืองบุรีรัมย์ และอำเภอโนนสุวรรณ เกิดขึ้นในสัตว์โคเนื้อ ซึ่งเป็นโรคอุบัติใหม่สำหรับประเทศไทย และเป็นโรคตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ 2558

จากสถานการณ์ดังกล่าว ที่มีแนวโน้มจะแพร่ระบาดไปยังท้องที่อื่นๆ จังหวัดบุรีรัมย์ จึงออกประกาศให้ทุกพื้นที่ใน จ.บุรีรัมย์ ทั้ง 23 อำเภอ เป็นเขตโรคระบาดชนิดโรคลัมปี สกิน ในชนิดสัตว์ โค กระบือ และห้ามมิให้ผู้ใดเคลื่อนย้ายสัตว์ หรือซากสัตว์ เข้า และออกผ่านพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ และในพื้นที่แต่ละอำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน โดยเด็ดขาด เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาด ซึ่งหากพบฝ่าฝืน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 65 แห่งพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า หลังจากปศุสัตว์จังหวัดบุรีรัมย์ พบการระบาดของโรคลัมปี สกิน ในพื้นที่คอกเลี้ยงโค และกระบือ ป่วยด้วยโรคชนิดนี้ ก็ได้เข้าไปป้องกัน และฉีดพ่นยาในแต่ละพื้นที่แล้ว ส่วนที่พบโคตายในพื้นที่ ก็มีการนำซากไปฝั่งกลบในดิน พร้อมฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อเป็นที่เรียบร้อย นอกจากนี้ ยังมีการจัดเจ้าหน้าที่ดำเนินงานเชิงรุก ในการเฝ้าระวัง และป้องกันการระบาด พร้อมทั้งออกให้ความรู้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโค และกระบือ ในการร่วมกันป้องกันโรค และดูแลสถานที่เลี้ยงให้ได้มาตรฐาน

สำหรับโรคชนิดนี้ เกิดจากเชื้อไวรัส Capripoxvirus ระบาดในโค และกระบือ ผ่านแมลงดูดเลือด เช่น ยุงเห็บ เหลือบ และแมลงวัน จะไม่ติดหรือแพร่เชื้อสู่คน

ซอกแซกอาเซียน : 3 มิถุนายน 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/577524

ซอกแซกอาเซียน : 3 มิถุนายน 2564

ซอกแซกอาเซียน : 3 มิถุนายน 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สำนักเลขานุแอปเตอร์ ได้มีโอกาสต้อนรับคณะเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากสถานทูตจีน ประจำประเทศไทย นำโดยท่านหวัง ลี่ผิง อัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจและพาณิชย์ รวมทั้งนางสาวยู่วหยาง เลขานุการเอก และนาย หวู๋เฟย ผู้ช่วยเลขานุการ การนัดหมายที่จะมาเยี่ยมสำนักเลขานุการแอปเตอร์ถูกเลื่อนมาแล้วครั้งหนึ่ง ด้วยเหตุผลของโควิด-19 แต่พอเขากำหนดมาครั้งที่สอง เราก็เลยตอบตกลง เพราะหากจะรอความปลอดภัยจากโควิดเสียก่อน ก็คงจะไม่มีโอกาสจะได้พบกัน เอาเป็นว่า เราใช้วิธีป้องกันสวมหน้ากาก และรักษาระยะห่างไว้ ก็น่าจะปลอดภัยพอ เอาเรื่องงานไว้ก่อน ดีกว่าจะงดหรือเลื่อนออกไปอีก

ท่านอัครราชทูตจีนท่านนี้ เพิ่งย้ายมาประจำที่กรุงเทพฯ เดิมประจำอยู่ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย และโดยเหตุที่ประเทศจีนเป็นสมาชิกแอปเตอร์ที่สำคัญในกลุ่มบวกสาม มีปริมาณข้าวที่สำรองเพื่อความมั่นคงฉุกเฉินมากที่สุดในบรรดาสมาชิกแอปเตอร์ 13 ประเทศ คือ 300,000 ตัน อีกทั้ง ถือเป็นครั้งแรกที่ทางการจีนมาเยี่ยมชมแอปเตอร์ โดยเท่าที่ทราบคณะผู้แทนสถานทูตจีนที่มาเยี่ยมแอปเตอร์วันนี้เมื่อประมาณเดือนก่อน ก็ได้เข้าพบท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาแล้ว นัยว่าท่านอัครราชทูตท่านนี้คงต้องการกระชับความสัมพันธ์ รวมทั้งพยายามแสวงหาความร่วมมือต่างๆ ในประเด็นที่เกี่ยวข้องระหว่างประเทศจีนและประเทศไทย ซึ่งก็ต้องขอบคุณทางการจีนเป็นอย่างมากที่ได้เห็นความสำคัญของแอปเตอร์ จนถึงขนาดเดินทางมาเยี่ยมชมด้วยตนเองเป็นครั้งแรก

ท่านหวัง ลี่ผิง เป็นคนคุยเก่งสมเป็นนักการทูต เริ่มต้นก็เล่าถึงวัตถุประสงค์ที่มาพบแอปเตอร์ พร้อมกับต้องการรับฟังกิจกรรมของแอปเตอร์ที่ดำเนินการอยู่ รวมทั้งความต้องการของแอปเตอร์ที่อยากจะได้จากจีน ซึ่งฝ่ายเราก็ได้เล่าถึงการช่วยเหลือสนับสนุนของจีนในอดีตที่ผ่านมา ดูเหมือนว่า เมื่อเทียบกับญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้แล้ว จีนยังไม่มีกิจกรรมมากเท่าที่ควร กล่าวคือ มีเพียงครั้งเดียวที่ประเทศจีนบริจาคข้าวให้กับประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อปี 2013- 2014 คราวที่ประเทศฟิลิปปินส์โดนพายุไต้ฝุ่นไห่เอี้ยน ตอนนั้นทางการจีนช่วยข้าวสารไป 800 ตัน แต่หลังจากนั้นกิจกรรมของจีนก็ดูจะเงียบๆ ไป แต่กระนั้น ในด้านการบริจาคเงินเข้ากองทุนแอปเตอร์ จีนก็ได้ดำเนินการเป็นประจำอยู่ทุกปี มิได้ขาด ตอนผมเข้ามาเป็นผู้จัดการทั่วไปก็ได้รู้จักกับมนตรีแอปเตอร์ผู้แทนประเทศจีนคุณหม่าหงเทา ที่เป็นรองอธิบดีกรมความร่วมมือทางการเกษตร ได้คุยกันก็เห็นว่าจีนสนใจที่จะเข้ามาดำเนินกิจกรรมร่วมกับแอปเตอร์ เราก็อยากหวังให้จีน ซึ่งเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาประเทศ เข้ามามีบทบาทช่วยเหลือประเทศอาเซียนมากขึ้น ผมก็หวังว่าทางสถานทูตจีนคงจะเก็บเอาข้อเสนอของเราที่ต้องการจะให้ประเทศจีนเพิ่มบทบาทในแอปเตอร์ให้มากขึ้น ไปแจ้งต้นสังกัดเขานะครับ

สุดท้ายผมได้เชิญคณะจีน เดินดูห้องทำงาน มีห้องผู้เชี่ยวชาญว่างอีก 2 ห้อง เลยบอกว่า ทางการไทยที่สนับสนุนด้านอาคารสถานที่ได้ทำห้องเผื่อไว้สำหรับผู้แทนประเทศบวกสามที่อยากจะส่งผู้เชี่ยวชาญมาประจำแอปเตอร์ ซึ่งท่านอัครราชทูตยังแซวว่าให้คุณยู่วหยาง ซึ่งมาจากกระทรวงเกษตรจีน ว่าในอนาคตน่าจะสมัครมานั่งทำงานที่นี่ดีกว่า จนเสร็จการเยี่ยมเยียนคณะจีนก็ได้ร่ำลาเดินทางกลับสถานทูต

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

เกษตรฯเดินหน้าปราบโรคใบด่างมันสำปะหลัง เน้นตัดวงจรคุมพื้นที่ระบาด-แนะชาวไร่ใช้พันธุ์สะอาด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/577523

เกษตรฯเดินหน้าปราบโรคใบด่างมันสำปะหลัง  เน้นตัดวงจรคุมพื้นที่ระบาด-แนะชาวไร่ใช้พันธุ์สะอาด

เกษตรฯเดินหน้าปราบโรคใบด่างมันสำปะหลัง เน้นตัดวงจรคุมพื้นที่ระบาด-แนะชาวไร่ใช้พันธุ์สะอาด

วันพฤหัสบดี ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินการโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมโรคใบด่างมันสำปะหลังแบบครอบคลุมพื้นที่ วงเงิน 1,329.22 ล้านบาท เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2564 ที่ผ่านมานั้น ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้ความสำคัญถึงปัญหาโรคใบด่างมันสำปะหลังเป็นอย่างมาก กำชับให้กรมส่งเสริมการเกษตรเร่งเตรียมแผนขับเคลื่อนโครงการให้สอดคล้องกับสถานการณ์การระบาด เน้นสร้างการรับรู้ให้เกษตรกรและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และดำเนินโครงการให้ทันกับระยะเวลาที่กำหนด พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบังคับใช้บทลงโทษตามพระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ. 2507 ควบคู่กับการดำเนินโครงการด้วย

โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมโรคใบด่างมันสำปะหลังแบบครอบคลุมพื้นที่ มีเป้าหมาย ในการตัดวงจรการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลัง ส่งเสริมให้เกษตรกรใช้พันธุ์สะอาดและทนทาน ต่อโรค ควบคุมไม่ให้การระบาดของโรคขยายตัวไปยังพื้นที่อื่นๆ และดำเนินการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากโรคดังกล่าว ครอบคลุมพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง จำนวน 400,000 ไร่ เกษตรกร จำนวน 40,000 ราย โดยจะดำเนินการผ่านกิจกรรมต่างๆ อาทิ 1) การทำลายพื้นที่พบโรคใบด่างมันสำปะหลังและจ่ายค่าชดเชยการทำลายให้กับเกษตรกร 2) การส่งเสริมและสนับสนุนการใช้ท่อนพันธุ์สะอาดและทนทานต่อโรค โดยจะสนับสนุนท่อนพันธุ์ จำนวนไร่ละ 500 ลำ 3) ใช้มาตรการทางกฎหมายตามพระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ. 2507ในกรณีที่เกษตรกรเจ้าของแปลงไม่ยินยอมให้ทำลายต้นมันสำปะหลังที่เป็นโรค เพื่อตัดวงจรการระบาด

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวอีกว่า ขณะนี้ การดำเนินงานโครงการอยู่ในส่วนของขั้นตอนการสำรวจพื้นที่การระบาดและทำลายแปลงที่เป็นโรค เพื่อยืนยันพื้นที่ระบาดจริงที่เป็นปัจจุบัน โดยคณะทำงานขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาโรคใบด่างมันสำปะหลังระดับตำบล จะลงพื้นที่ ปูพรมสำรวจเพื่อชี้เป้า เมื่อพบแปลงที่ระบาดจะแจ้งให้เกษตรกรเจ้าของแปลงดำเนินการทำลายพื้นที่ที่พบโรค พร้อมยื่นความประสงค์ขอรับการสนับสนุนท่อนพันธุ์สะอาด หลังจากนั้นคณะทำงานฯ ระดับอำเภอ/จังหวัด จะส่งข้อมูลขอจัดสรรค่าทำลายและค่าท่อนพันธุ์ให้กรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อรวบรวมเสนอสำนักงบประมาณพิจารณาจัดสรรงบประมาณ ในกรณีที่เกษตรกรเจ้าของแปลงไม่ยินยอมให้ทำลาย กรมส่งเสริมการเกษตรจะนำข้อมูลจากคณะทำงานฯ ในพื้นที่แจ้งให้กรมวิชาการเกษตรดำเนินการทางกฎหมายต่อไป

สำหรับขั้นตอนการชดเชยการทำลาย ภายหลังจากที่ทำลายแปลงที่ติดโรคแล้ว 30 วัน คณะทำงานฯ ระดับตำบล จะดำเนินการตรวจสอบแปลงอีกครั้ง และส่งข้อมูลให้คณะทำงานฯ ระดับอำเภอ/จังหวัด ส่งข้อมูลผู้มีสิทธิ์ได้รับเงินค่าชดเชยทำลายให้กรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินการตรวจสอบแล้วแจ้ง ธ.ก.ส. เพื่อโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรเจ้าของแปลงที่เป็นโรค ส่วนขั้นตอนการสนับสนุนท่อนพันธุ์สะอาด จะมีการรับสมัครเกษตรกรเข้าร่วมแปลงพันธุ์สะอาดเพื่อเป็นแหล่งแปลงพันธุ์สนับสนุนให้แก่เกษตรกรและเป็นแหล่งจำหน่ายพันธุ์ในพื้นที่และเกษตรกรใกล้เคียงทั้งร่นระยะเวลาการขนส่ง ได้ท่อนพันธุ์มันสะอาดที่มีคุณภาพ ในราคาย่อมเยา เมื่อผ่านการประเมินจะดำเนินการขึ้นทะเบียนแปลง เพื่อดำเนินการในขั้นตอนการผลิต และส่งมอบท่อนพันธุ์ตามที่ได้รับการจองไว้ต่อไป

นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรเร่งลงพื้นที่สร้างการรับรู้เกี่ยวกับรายละเอียดของโครงการให้กับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังได้ตระหนักถึงความสำคัญของการใช้ท่อนพันธุ์สะอาดและทนต่อโรค ซึ่งจะเป็นการควบคุมไม่ให้การระบาดของโรคขยายตัวไปยังพื้นที่อื่นๆ ได้อย่างยั่งยืน

กาฬสินธุ์เร่งช่วยเกษตรกร ประสบปัญหาฝูงโคกระบือ ป่วยโรคลัมปีสกิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/577467

กาฬสินธุ์เร่งช่วยเกษตรกร ประสบปัญหาฝูงโคกระบือ ป่วยโรคลัมปีสกิน

กาฬสินธุ์เร่งช่วยเกษตรกร ประสบปัญหาฝูงโคกระบือ ป่วยโรคลัมปีสกิน

วันพุธ ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 15.48 น.

องค์การบริหารส่วนตำบลหมูม่น อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ นำเจ้าหน้าที่ฉีดพ่นหมอกควันไล่แมลงพาหะนำโรค และมอบเวชภัณฑ์บรรเทาอาการให้กับฝูงโคที่ติดเชื้อโรคลัมปี สกิน ขณะที่ผู้ว่าฯกาฬสินธุ์กำชับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เร่งสำรวจและช่วยเหลือเกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบจากการเกิดโรคระบาดลัมปี สกิน

เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2564 นายสุชาติ สันหะ นายก อบต.หมูม่น อ.สมเด็จ จ.กาฬสินธุ์ นายภูษิต ศรีบรรดิษ ปลัด อบต.หมูม่น พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ ออกสำรวจสุขภาพโค และสอบถามเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ จากการเกิดโรคลัมปี สกินระบาด ในพื้นที่ ต.หมูม่น พร้อมทำการฉีดพ่นหมอกควัน และมอบเวชภัณฑ์รักษาอาการ หลังในพื้นที่มีโคของเกษตรกรติดเชื้อลัมปี สกิน เป็นจำนวนมาก

นายสุชาติ สันหะ นายก อบต.หมูม่น อ.สมเด็จ จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ได้รับแจ้งจากเกษตรกรผู้เลี้ยงโคและผู้นำชุมชนว่าเกิดโรคดังกล่าว ตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคม 2564 ที่ผ่านมา ทั้งนี้จากการสำรวจประชากรโคในพื้นที่ ต.หมูม่นมีโค 1,180 ตัว มีอาการป่วยด้วยโรคลัมปี สกิน 539 ตัว ตายแล้ว 4 ตัว โดยตลอดเดือนที่ผ่านมา ได้มอบหมายเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ออกสำรวจและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันก็จัดหาเวชภัณฑ์และอุปกรณ์ เพื่อทำการฉีดพ่นหมอกควัน พร้อมอบเวชภัณฑ์บรรเทาอาการโค ที่มีอาการป่วย และให้กำลังใจเกษตรกรผู้เลี้ยงโค

นายสุชาติ กล่าวอีกว่า ในกรณีที่ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ได้ประชุมเพื่อหาทางช่วยเหลือเยียวยา รวมทั้งมาตรการอื่นๆเพื่อป้องกัน ควบคุมการเกิดโรคระบาดในโค โดยมอบหมายให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกำกับดูแลนั้น โดยส่วนตัวคิดว่าท้องถิ่นยังไม่มีความพร้อมเท่าที่ควร เนื่องจากโรคลัมปี สกิน เป็นโรคอุบัติใหม่ ยังขาดองค์ความรู้ในการป้องกันและรักษาอาการ นอกจากนี้ในส่วนของงบประมาณเองก็มีจำนวนจำกัด จึงอยากให้รัฐบาลหรือผู้มีอำนาจได้ทบทวนตรงนี้ด้วย เพราะมองแล้วเหมือนจะผลักภาระมาให้ท้องถิ่นรับผิดชอบมากเกินไป แต่ท้องถิ่นก็จะพยายามอย่างเต็มที่ และตามศักยภาพที่ทำได้

ด้านนายประเวช สันหะ อายุ 50 ปี บ้านเลขที่ 119 หมู่ 11 บ้านหมูม่น ต.หมูม่น อ.สมเด็จ จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ตนเลี้ยงวัวฝูงในรูปแบบฟาร์มเปิด มีซื้อมาและขายไป ปัจจุบันมีโคประมาณ 56 ตัว เริ่มสังเกตเห็นติดเชื้อโรคลัมปี สกิน ประมาณต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งแสดงอาการหลายตัว ก่อนที่จะทำการแยกฝูงตัวที่มีอาการ  ทั้งนี้ ตนได้แจ้งผู้นำชุมชนและอบต.หมูม่น มาฉีดพ่นหมอกควันขับไล่แมลงพาหะนำโรค ขณะเดียวกันได้ไปหาซื้อวัคซีนจากคลินิกเอกชนมาฉีด ซึ่งสามารถระงับยับยั้งอาการได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็มีลูกโคอายุประมาณ 2 เดือนตายไป 1 ตัว

นายประเวช กล่าวอีกว่า ถึงแม้อาการของโคในฟาร์มที่ติดเชื้อโรคลัมปี สกินจะไม่ทรุดหนัก แต่ก็เกิดความกังวลว่าโคในฟาร์มจะล้มป่วยไปมากกว่านี้ โชคดีที่ส่วนใหญ่เป็นโครุ่นใหญ่และมีอายุหลายเดือนหลายปี จึงมีภูมิต้านทานโรคบ้าง อย่างไรก็ตาม ก็ยังรอรับการช่วยเหลือในด้านวัคซีนมาฉีดป้องกัน เพื่อไม่ให้เกิดโรคระบาดลุกลามไปมากกว่านี้ ขณะเดียวกัน จากการเกิดโรคระบาดดังกล่าวได้ส่งผลกระทบกับบรรยากาศการซื้อขายโคและเขียงเนื้อเป็นอย่างมาก ที่ตอนนี้หยุดชะงัก ไม่มีการซื้อขายเกิดขึ้น จึงทำให้ขาดรายได้จากการขายโคไปจำนวนมาก

ขณะที่นายทรงพล ใจกริ่ม ผวจ.กาฬสินธุ์ กล่าวกว่า สถานการณ์โรค ลัมปี สกิน ที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้ ในส่วนของ จ.กาฬสินธุ์นั้น หลังจากส่วนราชการการที่เกี่ยวข้อง ได้หารือเพื่อหาแนวทางป้องกัน และเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ ทั้งนี้ ในช่วงที่รอวัคซีนป้องกันโรคดังกล่าว ยังได้สั่งการให้ปศุสัตว์และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เฝ้าระวังการระบาดของโรค ควบคู่กับการหามาตรการป้องกันและบรรเทาอาการของสัตว์ที่ติดเชื้อลัมปี สกิน อย่างใกล้ชิดอีกด้วย

รายงานพิเศษ : ‘เอนก’ ยิ้มหลังปรับแผนงานโครงการ U2T มุ่งสร้างชุมชนปลอดภัยจากโควิด-19 ชูทีม U2T จ.นครนายกทำงานเชิงรุกแบบเข้าถึงชาวบ้านพร้อมฉีดวัคซีนป้องกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/577262

รายงานพิเศษ : ‘เอนก’ยิ้มหลังปรับแผนงานโครงการ U2Tมุ่งสร้างชุมชนปลอดภัยจากโควิด-19  ชูทีมU2Tจ.นครนายกทำงานเชิงรุกแบบเข้าถึงชาวบ้านพร้อมฉีดวัคซีนป้องกัน

รายงานพิเศษ : ‘เอนก’ยิ้มหลังปรับแผนงานโครงการ U2Tมุ่งสร้างชุมชนปลอดภัยจากโควิด-19 ชูทีมU2Tจ.นครนายกทำงานเชิงรุกแบบเข้าถึงชาวบ้านพร้อมฉีดวัคซีนป้องกัน

วันพุธ ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ที่ปรึกษา รมว.อว.และประธานคณะทำงานด้านการจัดการสื่อสารโครงการมหาวิทยาลัยสู่ตำบล สร้างรากแก้วให้ประเทศ (U2T) ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัด อว. และผู้บริหาร อว. ได้ร่วมกันลงพื้นที่โรงเรียนวัดเกาะกระชาย ต.เขาพระ อ.เมือง จ.นครนายก เพื่อร่วมในกิจกรรมพิเศษ“U2T COVID-19 week ก้าวต่อไป สู้ภัยโควิด”ซึ่งเป็นดำเนินการตามโครงการมหาวิทยาลัยสู่ตำบล สร้างรากแก้วให้ประเทศ หรือ U2Tโดยมีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เป็นหน่วยงานรับผิดชอบดูแล

การจัดกิจกรรม “U2T COVID-19 week ก้าวต่อไป สู้ภัยโควิด” ที่โรงเรียนวัดเกาะกระชาย มีการทำกิจกรรมต่างๆร่วมกัน เช่น ผู้รับจ้างงานในโครงการ U2T ทำความสะอาดโรงเรียน เพื่อป้องกัน และลดการแพร่กระจายของเชื้อโควิด-19 พร้อมกันนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว.พร้อมด้วยคณะ ยังได้ตรวจเยี่ยม พบปะ และให้กำลังใจผู้ได้รับจ้างงานภายใต้โครงการมหาวิทยาลัยสู่ตำบล สร้างรากแก้วให้ประเทศ (U2T) ในเขตจังหวัดนครนายกที่มาร่วมกิจกรรม

โดย ดร.เอนก กล่าวว่า “ด้วยขณะนี้ประเทศไทยกำลังประสบกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ซึ่งต้องการความร่วมมือของทุกฝ่ายเพื่อควบคุมการแพร่ระบาด ดังนั้น กระทรวง อว. จึงมีนโยบายปรับแผนการทำงานของผู้ได้รับจ้างงานในโครงการU2T จากเดิมที่เน้นงานด้านการพัฒนาพื้นที่และชุมชน ให้มาช่วยทำงานด้านการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ในชุมชนเป็นหลัก ด้วยการทำงานที่ประสานกับประชุมเข้าไปเสริมในด้านต่างๆ ที่ชุมชนต้องการ เช่น กรณีของโรงเรียนวัดเกาะกระชาย ที่มีการจัดกิจกรรมพิเศษ “U2T COVID-19 week ก้าวต่อไป สู้ภัยโควิด” ขึ้นในครั้งนี้ เป็นหนึ่งในต้นแบบของการเข้ามาทำงานป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19ตามแผนดำเนินงานของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ซึ่งได้มีการจัดส่งทีม U2T เข้ามาช่วยสนับสนุนทั้งด่านองค์ความรู้และการทำงานด้านต่างๆ ที่จะทำให้โรงเรียนและชุมชน เป็นเขตปลอดภัยจากโควิด-19” ดร.เอนก กล่าว

ส่วน นายภวนะ สุขโข ผู้ได้รับจ้างงานประเภทบัณฑิตจบใหม่ กล่าวว่า การที่กระทรวง อว.ได้ปรับเปลี่ยนแนวทางการทำงานของทีม U2T ให้มาทำงานเรื่องของโควิด-19 จากที่ได้ดำเนินการกันมาอย่างต่อเนื่องจนถึงขณะนี้ กล่าวได้ว่า สามารถทำให้ชุมชนเกิดความตระหนัก และเข้าใจถึงความสำคัญของการปฏิบัติตัวให้ปลอดภัยจากเชื้อโควิด-19 จะเห็นได้ว่า เวลานี้ ทุกคนมีแอลกอฮอล์ติดตัวเพื่อใช้ฉีดพ่นฆ่าเชื้อ ทุกบ้านมีการปฏิบัติตามคำแนะนำในการป้องกันการติดเชื้อตามมาตรการต่างๆ ทั้งหมดเป็นผลจากการลงพื้นที่ทำงานกันทั้งการให้ความรู้ การรณรงค์ในรูปแบบต่างๆ โดยเน้นการประสานกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่า สาธารณสุข อสม. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. ผู้นำท้องถิ่น ซึ่งที่ผ่านมาได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีในทุกด้าน

ขณะที่ นายนคร วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้ได้รับจ้างงานประเภทประชาชน กล่าวเพิ่มเติมว่า การทำงานในขณะนี้ของทีม U2T จะเข้าไปช่วยสนับสนุนด้านการป้องกันการติดเชื้อโรคโควิด-19
โดยเน้นการให้องค์ความรู้ตามมาตรการต่างๆ ทั้งการเข้าไปพบปะเพื่อสาธิตและให้ข้อแนะนำถึงวิธีการต่างๆ การจัดทำป้ายความรู้ติดตามแหล่งเรียนรู้ของชุมชน รวมถึงการรณรงค์ป้องกันตามกิจกรรมที่กำหนด

“สิ่งที่ทำในวันนี้ ทั้งตัวผมเอง ครอบครัว และชุมชน ต่างได้รับประโยชน์ ทำให้เรารู้ทำให้เราตระหนักถึงความสำคัญในการป้องกันตัวเองจากการติดเชื้อโควิด-19 ผมเองเห็นด้วยอย่างยิ่งกับสิ่งที่กระทรวง อว.ได้ดำเนินการในขณะนี้เพราะสอดคล้องกับสถานการณ์การระบาดที่ต้องการความร่วมมือของทุกคนในการทำให้ชีวิตและครอบครัวปลอดภัยจากโควิด-19” นายนครกล่าวทิ้งท้าย

ลุยเกษตรสุดเขตทั่วไทย : งบประมาณกระทรวงเกษตรฯปี’64 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/577261

ลุยเกษตรสุดเขตทั่วไทย : งบประมาณกระทรวงเกษตรฯปี’64

วันพุธ ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“หนุ่มยูโร” กลับมารายงานตัวอีกครั้งครับ พบกันในวันพุธที่2 มิ.ย. 2564 ที่หนังสือพิมพ์แนวหน้า หนังสือพิมพ์คุณภาพของประเทศไทยอีกฉบับครับ ครั้งก่อนเราพูดถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ประกาศให้การทุจริตเป็นวาระแห่งชาติ กระทรวงเกษตรฯ มีงบประชาสัมพันธ์ตั้งแต่สมัยหลงจู๊ 3 เปอร์เซ็นต์ของงบประมูลงาน ฉบับนี้เราจึงมาพูดถึงงบประมาณปี 2564 ของกระทรวงเกษตรฯ ที่ได้จัดสรรงบมาทั้งสิ้น 111,832.5171 บาท…เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2563 จำนวน 2,719.2521 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.49) โดยเน้นขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติรวม 5 ด้าน ประกอบด้วย….

1.ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน (31,315.7216 ล้านบาท) ซึ่งเป็นโครงการที่ขับเคลื่อนแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ด้านการเกษตร ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยงานหลักในเรื่องส่งเสริมการพัฒนาเกษตร อัตลักษณ์พื้นถิ่น เกษตรปลอดภัย เกษตรชีวภาพ เกษตรแปรรูป เกษตรอัจฉริยะ และส่งเสริมการจัดการระบบนิเวศเกษตร …

2.ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม (3,108.1736 ล้านบาท) เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ด้านพลังสังคมและด้านเศรษฐกิจฐานราก มุ่งเน้นบริหารจัดการที่ดินทำกินแก่เกษตรกรรายย่อย การถ่ายทอดองค์ความรู้แก่เกษตรกรผ่านโครงการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร พัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกร…

3.ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (77,041.9435 ล้านบาท) เพื่อขับเคลื่อนแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ด้านการเติบโตอย่างยั่งยืนและด้านการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ เพิ่มประสิทธิภาพการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำ ระบบกระจายน้ำและเชื่อมโยงวางระบบเครือข่ายน้ำ/ลุ่มน้ำทั้งในและนอกเขตชลประทาน …

4.ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบบริหารจัดการภาครัฐ(41.5900 ล้านบาท) เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ด้านการบริการประชาชนและประสิทธิภาพภาครัฐ โดยพัฒนาระบบฐานข้อมูลการเกษตร ผ่านศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ (National Agricultural Big Data Center :
NABC)…

5.ด้านความมั่นคง (325.0884 ล้านบาท) ขับเคลื่อนแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ด้านความมั่นคง ดำเนินโครงการจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ด้านการประมง การป้องกันและแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย และโครงการตำบลมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ในจังหวัดชายแดนภาคใต้..

….แล้วคิดดูครับงบประชาสัมพันธ์ 3 เปอร์เซ็นต์ ของงบการประมูลงาน ที่เป็นช่องทางทำมาหากินของนักการเมือง จนทำให้ข้าราชการเขาอึดอัดใจ…“หนุ่มยูโร” ขอถามตรงๆ เราจะแก้ไขกันอย่างไร เลิกเถอะครับ….ฉบับหน้าเจอกันใหม่ครับ…

‘กรมประมง’ เปิดตัวสัตว์น้ำประจำถิ่นหายาก-ใกล้สูญพันธุ์ 39 ชนิด เตรียมเร่งเพาะขยายปล่อยเพิ่มปริมาณ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/577269

'กรมประมง'เปิดตัวสัตว์น้ำประจำถิ่นหายาก-ใกล้สูญพันธุ์39ชนิด  เตรียมเร่งเพาะขยายปล่อยเพิ่มปริมาณ

‘กรมประมง’เปิดตัวสัตว์น้ำประจำถิ่นหายาก-ใกล้สูญพันธุ์39ชนิด เตรียมเร่งเพาะขยายปล่อยเพิ่มปริมาณ

วันอังคาร ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 19.39 น.

1 มิถุนายน 2564 นายวิชาญ อิงศรีสว่าง รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่าปัจจุบันพบว่าสัตว์น้ำบางชนิดลดจำนวนลงและมีความเสี่ยงใกล้สูญพันธุ์ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศ สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง การรุกรานของสัตว์น้ำต่างถิ่นและการสูญเสียความหลากหลายทางพันธุกรรมของสัตว์น้ำพื้นเมืองจากการปรับปรุงพันธุ์  โดยจากปัญหาที่เกิดขึ้นกรมประมงจึงได้จัดทำโครงการฟื้นฟูและอนุรักษ์สัตว์น้ำประจำถิ่นหายากหรือใกล้สูญพันธุ์ ขึ้นโดยมีเป้าหมายเพื่อฟื้นฟูทรัพยากรพันธุ์ปลาและสัตว์น้ำให้คงความหลากหลายและเพิ่มปริมาณให้มากขึ้นสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ยุทธศาสตรที่ 5 : ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการสร้างความอย่างยั่งยืนบนสังคมสีเขียวและการอนุรักษ์ฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพของทรัพยากรสัตว์น้ำ โดยทางกรมฯ จะดำเนินการผลิตสัตว์น้ำและนำไปปล่อยในแหล่งน้ำธรรมชาติเพื่อทดแทนปริมาณสัตว์น้ำที่ถูกทำลายจากปัจจัยต่างๆ ตามที่กล่าวข้างต้น สำหรับโครงการฯ มีระยะเวลาในการดำเนินการในปี 2564 ครอบคลุมสัตว์น้ำจืดและทะเล 

โดยในส่วนสัตว์น้ำจืดกรมประมงดำเนินการเพาะขยายและปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำจืดภายใต้โครงการฯ ตั้งแต่ปี 2561-2563 จำนวน 39 ชนิด รวม 4,412,520 ตัว สามารถเพาะพันธุ์สัตว์น้ำพื้นเมืองครั้งแรกของโลกได้ 2 ชนิด ได้แก่ ปลารากกล้วยจินดา และปลาจิ้มฟันจระเข้ยักษ์ และในส่วนของปี 2564 ได้พิจารณาคัดเลือกสัตว์น้ำจืดจำนวน 36 ชนิด ประกอบด้วย   ปลาสร้อยลูกกล้วยปลาเทพา ปลาเลียหิน ปลารากกล้วยจินดา ปลาแปบควาย  ปลาแดง ปลายี่สกไทย ปลาจาดปลาสร้อยเกล็ดถี่ ปลาซิวควาย ปลาชะโอน ปลากะโห้ ปลาเวียน  ปลาเทโพ ปลาม้า ปลาอีกง ปลาแก้มช้ำ ปลาสลาด ปลาดุกอุย ปลาดุกด้านปลากระทิง ปลาพรมหัวเหม็น ปลาแขยงหินปลากดเหลือง ปลาบ้า ปลาสร้อยนกเขา ปลานวลจันทร์น้ำจืด ปลาจีด ปลาตะพัด ปลาหมอตาล ปลาตุม ปลาพลวงชมพู ปลาร่องไม้ตับปลากระดี่มุก กบภูเขา ปลาหลดซึ่งปัจจุบันดำเนินการปล่อยสัตว์น้ำจืดฯ เรียบร้อยแล้วจำนวน 11 ชนิด ได้แก่ ปลาจีด ปลาตะพัด ปลาสร้อยลูกกล้วย ปลาแปปควาย ปลาแดง ปลาจาด ปลายี่สกไทย ปลาเวียน ปลาดุกอุย ปลาร่องไม้ตับ และปลาชะโอน รวมจำนวนทั้งสิ้น 397,103 ตัว

สัตว์ทะเล ด้านการอนุรักษ์สัตว์ทะเลกรมประมงได้ดำเนินงานตามแผนงานยุทธศาสตร์การเกษตรสร้างมูลค่า โครงการบริหารจัดการทรัพยากรประมง กิจกรรมฟื้นฟูและอนุรักษ์สัตว์น้ำหายากใกล้สูญพันธุ์ เพื่อเสริมสร้างความอุดมสมบูรณ์และคงความหลากหลายทางชีวภาพของทรัพยากรสัตว์ทะเลในพื้นที่ที่เหมาะสมโดยเฉพาะสัตว์น้ำหายากหรือใกล้สูญพันธุ์ สำหรับปี 2564 กรมประมงได้คัดเลือกสัตว์ทะเล จำนวน 3 ชนิด ได้แก่ ฉลามกบ หอยหวาน ปลิงกาหมาด เข้าร่วมโครงการ โดยมี ฉลามกบ  ซึ่งฉลามทำหน้าที่สำคัญในห่วงโซ่อาหารเพราะฉลามทำหน้าที่กำจัดปลาที่เชื่องช้า ป่วย หรือใกล้หมดอายุตามวัย รักษาสมดุลประชากรปลากินพืชให้อยู่ในระดับพอเหมาะ สำหรับประเทศไทยไม่มีการทำการประมงฉลามโดยตรง ส่วนใหญ่ฉลามเป็นสัตว์น้ำพลอยจับได้ (by – catch) อีกทั้งฉลามยังถูกนำมาปรุงเป็นอาหารโดยเฉพาะเมนูซุปหูฉลามส่งผลให้ปริมาณฉลามในธรรมชาติลดจำนวนน้อยลง กรมประมงได้จัดทำแผนปฏิบัติการแห่งชาติเพื่อการอนุรักษ์และบริหารจัดการฉลามของประเทศไทย (National Plan of Action for Conservation and Management of Shark, Thailand: NPOA – Sharks) (แผน 5 ปี 2563 – 2567) ภายใต้กรอบแผนปฏิบัติการสากลเพื่อการอนุรักษ์และบริหารจัดการฉลาม (International Plan of Action for the Conservation and Management of Shark: IPOA – Sharks) 

ทั้งนี้จะศึกษาและจัดทำฐานข้อมูลชีววิทยา นิเวศวิทยา การใช้ประโยชน์ฉลามในน่านน้ำไทย การประเมินสถานภาพและภัยคุกคามที่เกิดจากการประมงและสิ่งแวดล้อมที่มีต่อฉลามพร้อมกำหนดมาตรการอนุรักษ์ควบคุมการทำการประมงและการค้าฉลามที่สอดคล้องกับกฎระเบียบ ข้อกำหนด และพันธกรณีระหว่างประเทศ ตลอดจนการพัฒนาและสร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการบริหารจัดการ และการอนุรักษ์ทรัพยากรฉลาม

​สำหรับฉลามกบจากรายงานพบว่ามีจำนวนลดน้อยลงสอดคล้องกับรายงานบัญชีแดงขององค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) ระบุฐานะสถานภาพของปลาฉลามกบไว้ว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่เกือบอยู่ในข่ายเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ หมายถึง ระดับความเสี่ยงขั้นอันตรายต่อการสูญพันธุ์ในอนาคตอันใกล้ การประเมินจะดูจากสิ่งมีชีวิตที่ถูกคุกคามหรือสิ่งมีชีวิตที่ลดลงอย่างรวดเร็ว ในปี 2564 

อย่างไรก็ตามกรมประมงได้คัดเลือกฉลามกบเข้ารวมโครงกาฯ โดยมีแผนศึกษาวิจัยพร้อมปล่อยฉลามกบที่ได้จากการเพาะขยายพันธุ์ในเขตพื้นที่ปะการังเทียมของกรมประมงจำนวน 100 ตัว ปัจจุบันดำเนินการปล่อยครบจำนวนเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมที่ผ่านมา 

นอกจากนั้นยังมีหอยหวาน โดยหอยหวานเป็นทรัพยากรสัตว์น้ำที่พบแพร่กระจายอยู่ทั่วไปทั้งอ่าวไทยและอันดามัน เช่น ตราด ระยอง จันทบุรี ชลบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช มีราคาขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 500-650 บาท/กก. สำหรับปี 2564 กรมประมงร่วมกับกลุ่มประมงเรือเล็กพื้นบ้านหนองแฟบ ตำบลมาบตาพุด อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง จัดโครงการหอยหวานคืนถิ่นเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยมีเป้าหมายปล่อยหอยหวานจำนวน 50,000 ตัว อีกทั้งยังมีการกำหนดเขตพื้นที่อนุรักษ์พันธุ์หอยหวานขึ้นโดยเป็นความตกลงร่วมกันของสมาชิกภายในชุมชน และมีการจัดตั้งธนาคารสัตว์น้ำ เพื่อให้ทรัพยากรหอยหวานอยู่คู่กับชุมชนในพื้นที่จังหวัดระยองตลอดไป

ขณะเดียวกันยังมีปลิงกาหมาด เป็นหนึ่งในสัตว์ทะเลที่เสี่ยงจะสูญพันธุ์ เนื่องจากได้รับความนิยมในการจับมาเป็นอาหารและยารักษาโรค จึงถูกจับขึ้นมาใช้ประโยชน์เป็นจำนวนมากจนในธรรมชาติมีปริมาณลดจำนวนลงอีกทั้งปลิงทะเลจะขยายพันธุ์ช้ายิ่งเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงทะเลสตูล กรมประมง ได้ทดลองเพาะขยายพันธุ์จนประสบความสำเร็จเป็นแห่งแรกและแห่งเดียวของประเทศไทยและจากความสำเร็จในการเพาะขยายพันธุ์ปลิงทะเลของทางศูนย์วิจัยพัฒนาประมง ฯ ในปี 2563 สามารถปล่อยกลับคืนสู่ธรรมชาติ ได้จำนวน 1,200 ตัวขนาด 8-10 ซม.ตามแนวปะการังน้ำตื้นชายฝั่ง อ.ละงู และเกาะสาหร่าย อ.เมือง จ.สตูล ในปีงบประมาณ 2564 ได้เพาะขยายพันธุ์พร้อมปล่อยลูกปลิงขนาด 1-2 ซม. จำนวน 2,800 ตัว ขนาด 8-10 ซม. 200 ตัว โดยคาดว่าจะเริ่มปล่อยได้รอบแรกประมาณเดือน มิถุนายน 2564 ที่บริเวณเกาะสาหร่าย จ.สตูล 

สำหรับโครงการฟื้นฟูและอนุรักษ์สัตว์น้ำฯ กรมประมงได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องโดยในแต่ละปีจะคัดเลือกสัตว์น้ำจืดและทะเลที่มีความเสี่ยงหายากหรือใกล้สูญพันธุ์เข้าร่วมโครงการฯ โดยนำมาศึกษาวิจัยเพาะขยายพันธุ์ เพื่อสร้างความสมดุลในกับระบบนิเวศของแหล่งน้ำธรรมชาติ สำหรับประชาชนผู้สนใจหากต้องการศึกษาพฤติกรรมการดำรงชีวิตสัตว์น้ำประจำถิ่น สัตว์น้ำหายากหรือใกล้สูญพันธุ์ สามารถชมได้ที่ สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำของกรมประมงทั่วประเทศ 

บทความพิเศษ : กรมฝนหลวงพร้อมช่วยปชช.ไม่มีวันหยุด เพิ่มน้ำพื้นที่เกษตรสู้ภัยแล้งสะสมระยะยาว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/576960

บทความพิเศษ : กรมฝนหลวงพร้อมช่วยปชช.ไม่มีวันหยุด  เพิ่มน้ำพื้นที่เกษตรสู้ภัยแล้งสะสมระยะยาว

บทความพิเศษ : กรมฝนหลวงพร้อมช่วยปชช.ไม่มีวันหยุด เพิ่มน้ำพื้นที่เกษตรสู้ภัยแล้งสะสมระยะยาว

วันอังคาร ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมฝนหลวงฯ พร้อมช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ไม่มีวันหยุด เชิญชวน ติดตามสถานการณ์ผ่านไลฟ์สดทาง Facebook กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้ทุกวัน เพื่อเตรียมการรับมือได้ทันท่วงที

แม้ว่าในขณะนี้จะเริ่มเข้าสู่ฤดูฝนแล้ว แต่บางพื้นที่ยังพบฝนทิ้งช่วง กรมฝนหลวงและการบินเกษตรจึงยังต้องมีการปฏิบัติการฝนหลวงอย่างต่อเนื่องไม่มีวันหยุด เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนและเกษตรกร พร้อมเชิญชวนให้ติดตามสถานการณ์สภาพอากาศผ่านไลฟ์สดทาง Facebook กรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้ทุกวัน เพื่อจะได้เตรียมการรับมือได้ทันท่วงที

นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีพื้นที่ทำการเกษตรทั้งหมด 149 ล้านไร่โดยเป็นพื้นที่เกษตรอาศัยน้ำฝนกว่า 110 ล้านไร่ และเป็นพื้นที่การเกษตรในเขตชลประทาน จำนวน 30 กว่าล้านไร่ ซึ่งแม้ว่าขณะนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาได้ประกาศเข้าสู่ฤดูฝนมาตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา แต่ก็ยังถือว่าเข้าสู่ฤดูฝนไม่เต็มที่ บางพื้นที่อาจมีลักษณะฝนทิ้งช่วง ยังคงมีฝนตกเป็นบางแห่ง และตกไม่กระจายตัวในทุกพื้นที่ ในขณะที่หลายๆ พื้นที่ของประเทศ โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ ยังคงมีความต้องการน้ำเพื่อการเกษตร กรมฝนหลวงและการบินเกษตรจึงต้องเตรียมการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนและเกษตรกรอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในพื้นที่เกษตรที่ต้องอาศัยน้ำฝน จะต้องปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อเติมเต็มให้กับพี่น้องเกษตรกรบรรเทาความเสียหายในการทำเกษตร โดยใช้ข้อมูลจากฐานข้อมูลของกรมฝนหลวงและข้อมูลที่ได้รับจากอาสาสมัครฝนหลวงในพื้นที่ มาวางแผนจัดลำดับความสำคัญในการให้ความช่วยเหลือ ซึ่งกรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้บูรณาการ การทำงานร่วมกับกองทัพอากาศและกองทัพบก เปิดหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงมาตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564

ในขณะเดียวกัน เรื่องของการบริหารแหล่งน้ำต้นทุน ก็ได้ประสานงานใกล้ชิดกับกรมชลประทานและสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เพราะเป็นหน่วยงานหลัก ที่มีข้อมูลเรื่องของแหล่งน้ำต้นทุน ทั้งแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ขนาดกลาง หากมีปริมาณน้ำใช้การน้อยกว่า 30% กรมฝนหลวงฯ ก็จะต้องวางแผนปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อเติมน้ำให้กับพื้นที่ลุ่มรับน้ำเหล่านั้นต่อไป ซึ่งในปี 2564 พบว่าแหล่งน้ำหลายแห่งมีปริมาณน้ำน้อยกว่า 30% บ้างเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่อยู่ 21 แห่ง แต่หลังจากกรมฝนหลวงฯ ได้ปฏิบัติการฝนหลวงส่งผลให้ขณะนี้ลดลงเหลือ 20 แห่ง แหล่งน้ำขนาดกลาง จากเคยขาดน้ำ 200 กว่าแห่ง ขณะนี้ลดลงเหลือ 100 กว่าแห่ง อีกทั้งในช่วงที่ผ่านมาเป็นรอยต่อของช่วงฤดูร้อนจะเข้าสู่ฤดูฝน ซึ่งมีโอกาสที่จะเกิดพายุฤดูร้อน ฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงค่อนข้างมาก กรมฝนหลวงและการบินเกษตรก็ได้ร่วมกับกองทัพอากาศในการที่จะช่วยบรรเทาและยับยั้งในเรื่องของปัญหาลูกเห็บด้วย

อย่างไรก็ดี เพื่อเป็นการเตือนภัยและสร้างการรับรู้ข่าวสารให้กับเกษตรกรและประชาชนทั่วไป กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้นำฐานข้อมูลที่มีทั้งหมด มาถ่ายทอดผ่านการไลฟ์สด ทาง Facebook กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นประจำทุกวัน ซึ่งหากเกษตรกรหรือประชาชนเข้ามารับชม ก็จะทราบถึงสภาพอากาศ ได้รับการอธิบายเงื่อนไขของสภาพอากาศว่าเป็นอย่างไร มีการแจ้งเตือนพื้นที่เสี่ยงโดยใช้ข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยา ทั้งเรื่องฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง เพื่อจะได้เตรียมการรับมือได้อย่างทันท่วงที และหากพื้นที่ใดได้รับปัญหาก็สามารถประสานงานกับกรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้ทันทีผ่านข้อความ โดยจะมีเจ้าหน้าที่ของกรมฝนหลวงและการบินเกษตรรับเรื่องและตอบปัญหาได้ทันที

“ผลจากการดำเนินงานมาต่อเนื่องตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ มีผลสัมฤทธิ์ถึง 90% ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่สูง หากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา เนื่องจากสภาพอากาศค่อนข้างเอื้ออำนวยในระดับหนึ่ง แต่สิ่งที่ยังต้องให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษคือพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และตอนกลางของประเทศที่ยังประสบปัญหามีฝนน้อยกว่าที่อื่นๆ ส่วนพื้นที่ภาคใต้ที่ต้องให้ความสำคัญในช่วงเวลานี้คือพื้นที่ป่าพรุ ที่มีระดับน้ำลดลงพอสมควร ซึ่งมีโอกาสเกิดไฟไหม้ได้ อย่างไรก็ดี ต้องยอมรับว่า ในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศในปัจจุบัน ส่งผลให้การปฏิบัติการฝนหลวงทำได้ค่อนข้างยาก ดังนั้น สิ่งที่ดีที่สุดในการทำเกษตรคือการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาปฏิบัติ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน นั่นคือเกษตรกรจะต้องมีแหล่งน้ำสำรองในพื้นที่เกษตรของตัวเอง เพื่อจะได้สำรองน้ำไว้ใช้ในช่วงฝนทิ้งช่วงซึ่งจะช่วยบรรเทาได้ในระดับหนึ่ง ทั้งนี้ พี่น้องเกษตรกรและประชาชน สามารถขอรับบริการฝนหลวงและติดตามข้อมูลข่าวสารของกรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้ที่ช่องทาง Facebook กรมฝนหลวงและการบินเกษตร Twitter Instagram Line OfficialAccount : @drraa_pr และหมายเลขโทรศัพท์ 0-2109-5100” อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ฝากทิ้งท้าย