กาฬสินธุ์เตรียมประกาศ เขตประสบภัย ‘โรคระบาดสัตว์ลัมปีสกิน’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/576861

กาฬสินธุ์เตรียมประกาศ เขตประสบภัย'โรคระบาดสัตว์ลัมปีสกิน'

กาฬสินธุ์เตรียมประกาศ เขตประสบภัย’โรคระบาดสัตว์ลัมปีสกิน’

วันจันทร์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 15.45 น.

ปศุสัตว์จังหวัดกาฬสินธุ์ประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และกำชับทุกอำเภอเร่งสำรวจ เตรียมประกาศเป็นเขตประสบพิบัติภัยโรคระบาดสัตว์ เพื่อเร่งช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากโรคลัมปี สกิน หลังพบโค กระบือป่วย และตายจำนวนมาก พร้อมเตรียมฉีดวัคซีนทันทีหากได้รับการจัดสรร ย้ำเนื้อโคที่ผ่านโรงฆ่าสัตว์ปลอดภัย บริโภคได้ และโรคนี้ไม่ติดสู่คน

31 พฤษภาคม 2564 ที่ห้องประชุมสำนักงานปศุสัตว์ จ.กาฬสินธุ์ นายสนั่น พงษ์อักษร รองผู้ว่าราชการ จ.กาฬสินธุ์  นายสุทิน กาญจนรัช ปศุสัตว์ จ.กาฬสินธุ์ พร้อมด้วยตัวแทนสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.กาฬสินธุ์ ตัวแทนสำนักงานท้องถิ่นจังหวัด ปศุสัตว์อำเภอทุกอำเภอและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประชุมร่วมกัน เพื่อติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคลัมปี สกินในโค และกระบือในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ พร้อมร่วมกันหารือระเบียบในการประกาศเป็นเขตประสบภัยพิบัติโรคระบาดสัตว์ และวางแนวทางในช่วยเหลือเกษตรกรชดเชยและเยียวยาที่ได้รับผลกระทบจากโรคลัมปี สกินที่สัตว์ป่วยและตาย

นายสุทิน กาญจนรัช ปศุสัตว์ จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า สถานการณ์โรคลัมปี สกิน ในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ขณะนี้พบการแพร่ระบาดทั้ง 18 อำเภอทั้งจังหวัด โดยล่าสุดข้อมูลตั้งแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์ – วันที่ 29 พฤษภาคม 2564  เบื้องต้นในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ มีสัตว์ป่วยสะสม 9,994 ตัว แบ่งเป็นโค เนื้อ 9,978 ตัว โคนม 6 ตัว กระบือ 10 ตัว สัตว์ตาย 338 ตัว เกษตรกรได้รับผลกระทบ 5,586 ราย และขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการให้ปศุสัตว์แต่ละอำเภอลงพื้นที่สำรวจ และรายงานเข้ามา เพื่อที่จะสรุปข้อมูลอย่างละเอียดอีกครั้งโดยเฉพาะจำนวนสัตว์ที่ป่วยหรือเสียชีวิต

นายสุทิน กล่าวอีกว่า ในส่วนมาตรการต่างๆที่จะช่วยเหลือ ชดเชย และเยียวยาเกษตรกรผู้เลี้ยงโค กระบือที่ได้รับผลกระทบ สัตว์ป่วยและตายนั้น เริ่มแรกได้ดำเนินการป้องกันและควบคุมโรค ซึ่งทางจังหวัดได้ประกาศให้เป็นเขตโรคระบาดในสัตว์ชนิดโรคลัมปี สกิน ประเภทโค กระบือ พร้อมสั่งห้ามเคลื่อนย้ายสัตว์ออกนอกหรือนำเข้ามาในจังหวัด ให้สัตว์อยู่กับที่ และเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดเพิ่มเติม เนื่องจากตัวสัตว์เป็นพาหะนำโรค โดยมีสาเหตุจากแมลงต่างๆที่ดูดเลือด ทั้ง เหลือบ เห็บ หมัด แมลงวันคอก โดยเฉพาะยุงลายที่เป็นสาเหตุหลัก ซึ่งควบคุมค่อนข้างยาก โดยวิธีการป้องกันตามหลักการแล้วจะต้องไม่ให้สัตว์ที่ป่วยเป็นโรคอยู่ร่วมกับสัตว์ปกติ ควรแยกออกจากกัน ใช้ยาทาตามตัว ซึ่งทางปศุสัตว์ได้ประสานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นออกฉีดพ่นยาป้องกันไม่ให้แมลงหรือยุงกัดหลายพื้นที่แล้ว

นายสุทิน กล่าวต่อว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการสำรวจในทุกพื้นที่ พร้อมทั้งหารือกับสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อที่จะประกาศให้พื้นที่กาฬสินธุ์เป็นเขตประสบภัยพิบัติโรคระบาดสัตว์ และหาแนวทางชดเชย เยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ สำหรับวัคซีนนั้น ขณะนี้ทราบว่าทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รับวัคซีนมาแล้ว 60,000 โดส แต่เนื่องจากเป็นวัคซีนที่ผลิตจากเชื้อเป็น สามารถก่อโรคได้ หากใช้ไม่ดี หรือถูกต้อง ซึ่งจะต้องรอให้ผ่านอย.และรอคณะกรรมการการจัดสรรวัคซีนของกรมฯ ทั้งนี้หากผ่านกระบวนการขั้นตอนดังกล่าว และได้รับการจัดสรรแล้วก็สามารถดำเนินการฉีดช่วยเหลือเกษตรกรได้เลย เบื้องต้นคาดว่าน่าจะประมาณสัปดาห์หน้า นอกจากนี้รัฐบาลยังอยู่ระหว่างการนำเข้าอีก 300,000 โดส เพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร

นายสุทิน กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอเน้นย้ำว่าสัตว์ที่เป็นโรคนี้ แม้ดูจากภายนอกแล้วจะน่ากลัว เพราะเป็นตุ่ม เป็นแผล ซึ่งโรคนี้สามารถรักษาหาย เนื้อกินได้ และไม่ติดคน เป็นเฉพาะในโค กระบือเท่านั้น และที่สำคัญเนื้อโคทุกตัวที่จะเข้าโรงฆ่าสัตว์นั้นจะต้องได้รับการตรวจโรคและสุขภาพ เพราะฉะนั้นอยากให้ประชาชนมั่นใจว่าเนื้อปลอดภัยบริโภคได้ และอยากฝากถึงพี่น้องเกษตรกรหากพบว่าโค กระบือของตัวเองเริ่มป่วย โดยมีอาการซึม ไม่ค่อยกินหญ้า ควรรีบแยกตัวออกจากฝูง หากเป็นไปได้ให้กางมุ้ง เพื่อที่จะไปเป็นพาหนะไปยังตัวอื่น และใช้ยาทาป้องกันทุกตัว

รัฐบาลเดินหน้าแผนแม่บทฯน้ำ 20 ปี กว่า 2.27 ล้านครัวเรือนได้รับประโยชน์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/576723

รัฐบาลเดินหน้าแผนแม่บทฯน้ำ20ปี  กว่า2.27ล้านครัวเรือนได้รับประโยชน์

รัฐบาลเดินหน้าแผนแม่บทฯน้ำ20ปี กว่า2.27ล้านครัวเรือนได้รับประโยชน์

วันจันทร์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สทนช.แจงครม.รับทราบผลงานตามแผนแม่บทฯน้ำ 20 ปี เพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนได้มากกว่า 1,100 ล้านลบ.ม. ระบบประปาเข้าถึง 3,000 หมู่บ้าน พัฒนาน้ำบาดาลได้กว่า 100 ล้านลบ.ม.เตรียมขับเคลื่อนอีก 526 โครงการเพิ่มน้ำต้นทุนอีก 3,000 ล้าน ลบ.ม. ภายในปี 2566

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้ คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบผลการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของรัฐบาล ภายใต้แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) ตามที่ สทนช.เสนอภายใต้การขับเคลื่อนผ่านกลไกคณะกรรมการทรัพยากรแห่งชาติ(กนช.) ที่มีพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พร้อมทั้งได้เร่งรัดให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินงานให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดให้ทุกหมู่บ้านมีน้ำสะอาดเพื่อการอุปโภคบริโภค น้ำเพื่อการผลิตมั่นคง ความเสียหายจากอุทกภัยลดลง คุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน และบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ภายใต้การพัฒนาอย่างสมดุล โดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน

ทั้งนี้ จากผลการดำเนินงานตามแผนแม่บทฯน้ำ ตั้งแต่ปี 2561 ถึงปัจจุบัน พบว่า สามารถเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุน สร้างระบบส่งน้ำ ตลอดจนการปรับปรุงโครงการเดิมให้สามารถใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพแล้วจำนวน 125,162 โครงการมีแหล่งเก็บกักน้ำได้เพิ่มขึ้น 1,138 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ประชาชนได้รับประโยชน์กว่า 2.27 ล้านครัวเรือน ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 2.38 ล้านไร่ รวมทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพระบบประปาหมู่บ้านได้อีก 3,214 หมู่บ้าน พัฒนาน้ำบาดาลเพื่อการเกษตรและสร้างธนาคารน้ำใต้ดินได้ปริมาณน้ำมากกว่า 100 ล้าน ลบ.ม. ตลอดจนยังได้ดำเนินการรักษาระบบนิเวศฟื้นฟูป่าต้นน้ำ จำนวน 135,170 ไร่ และดำเนินโครงการเกี่ยวกับการจัดการน้ำท่วม โดยสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำโดยปรับปรุงสิ่งกีดขวางทางน้ำอีก 110 แห่ง ปรับปรุงลำน้ำธรรมชาติ 223 แห่ง และจัดทำระบบป้องกันชุมชนเมือง 3 แห่ง

เลขาธิการ สทนช.กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลยังประสบผลสำเร็จในการบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่งผลให้ในปี 2562/63 ไม่มีการประกาศภัยแล้งเลย ขณะที่ในช่วงฤดูฝนปี 2562 มีความเสียหายเพียง 94 ล้านบาท ต่ำสุดหลังอุทกภัยปี 2554 และในปี 2563 มีพื้นที่ประสบอุทกภัย 58 จังหวัด มูลค่าความเสียหาย 223 ล้านบาท ต่ำสุดเป็นลำดับที่ 3 ในรอบ 9 ปี

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การขับเคลื่อนแผนแม่บทฯน้ำ 20 ปี เป็นไปตามเป้าหมาย สทนช. จะเร่งบูรณาการหน่วยงานเพื่อขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ซึ่งขณะนี้มีโครงการที่ผ่านการพิจารณาของ กนช. ระหว่างปี 2559-2564 แล้วรวมทั้งสิ้นจำนวน 38 โครงการ หากดำเนินการแล้วเสร็จทั้งหมดจะสามารถเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักได้ 629 ล้าน ลบ.ม. เพิ่มพื้นที่ได้รับประโยชน์ได้ 1.4 ล้านไร่ มีครัวเรือนได้รับประโยชน์ 312,612 ครัวเรือน รวมทั้งยังขับเคลื่อนโครงการขนาดเล็กและการจัดการแหล่งน้ำระดับชุมชน

นอกจากนี้ ภายในปี 2566 สทนช.ยังจะขับเคลื่อนโครงการขนาดเล็กและการจัดการแหล่งน้ำระดับชุมชนพร้อมทั้งขับเคลื่อนโครงการสำคัญอีกจำนวน 526 โครงการ แบ่งเป็น โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 151 โครงการ โครงการขนาดใหญ่ หรือโครงการที่ต้องบูรณาการร่วมกันหลายหน่วยงาน รวมจำนวน 106 โครงการ และโครงการสำคัญที่สอดคล้องตามนโยบายการแก้ไขปัญหาด้านน้ำ รวม 269 โครงการ หากดำเนินการแล้วเสร็จจะสามารถเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนได้ 3,172 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์เพิ่ม6.5 ล้านไร่ และผันน้ำได้ปริมาณน้ำเพิ่ม 3,841 ล้าน ลบ.ม. รวมทั้งการป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่ได้เพิ่ม 4.3 ล้านไร่ และพัฒนาพื้นที่ลุ่มต่ำชะลอน้ำหลากได้อีกถึง 2,320 ล้าน ลบ.ม. เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายแผนแม่บทน้ำฯ20 ปี ที่จะเกิดประโยชน์กับประชาชนในท้ายที่สุด

ติดตามความก้าวหน้างานก่อสร้าง ระบบคลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งซ้าย โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผาจุก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/576719

ติดตามความก้าวหน้างานก่อสร้าง ระบบคลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งซ้าย โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผาจุก

วันจันทร์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายณฐพล ชุ่มสวัสดิ์ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผาจุก สั่งการให้นายนิพนธ์ เผ่ากันทะ หัวหน้าฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 3 และ นางนรินทร นาคเหล็กนายช่างชลประทานปฏิบัติงาน และเจ้าหน้าที่โครงการฯ ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้างานก่อสร้างระบบคลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งซ้าย  พร้อมอาคารประกอบ โครงการเขื่อนทดน้ำผาจุก อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ เพื่อเตรียมความพร้อมวางแผนงานจัดสรรน้ำและปรับปรุงระบบชลประทาน พื้นที่ชลประทานฝั่งซ้ายรวม 205,735 ไร่

นายณฐพล กล่าวว่า  โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผาจุก สำนักงานชลประทานที่ 3 กรมชลประทาน  ได้ทำการประชาสัมพันธ์เชิงรุกโดยการลงพื้นที่พบปะผู้นำท้องที่ ท้องถิ่นและผู้นำชุมชนในพื้นที่ตำบลผาจุกและเกษตรกรผู้ใช้น้ำจากโครงการสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าพร้อมระบบส่งน้ำ (ฝั่งซ้าย) เขื่อนทดน้ำผาจุก อ.เมือง  เพื่อเตรียมความพร้อมจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทาน โดยสร้างการรับรู้และทำความเข้าใจหลักการบริหารจัดการน้ำร่วมกัน ตลอดจนวิธีการบำรุงรักษาระบบชลประทานตามหลักวิชาการ ให้สอดคล้องกับความต้องการใช้น้ำของเกษตรกรในพื้นที่

นอกจากนี้ นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน ได้ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก จึงกำชับให้ทุกโครงการชลประทานให้ความสำคัญในเรื่องดังกล่าว เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับประโยชน์จากโครงการให้มากที่สุด

ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผาจุก กล่าวอีกว่า โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผาจุก เป็นหน่วยงานหลักในระดับจังหวัดในการพัฒนาด้านแหล่งน้ำให้เพียงพอ บริหารจัดการน้ำให้กับผู้ใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพทั่วถึง เป็นธรรม และยั่งยืนเสริมสร้างให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนา และบริหารจัดการน้ำทุกระดับอย่างบูรณาการ ดำเนินการป้องกัน และบรรเทาภัยอันเกิดจากน้ำ

โดยโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผาจุก มีหน้าที่รับผิดชอบวางแผนควบคุมบริหารงานด้านก่อสร้างอาคารชลประทานประเภทต่าง ๆ อาทิ ทำนบ ฝาย เขื่อนเก็บกักน้ำ เขื่อน หรือประตูระบายน้ำ คลองส่งน้ำคลองระบายน้ำ ระบบชลประทานในแปลงนา คันกั้นน้ำ ถนนบนคันคลอง และดำเนินการก่อสร้างระบบระบายน้ำและระบบชลประทานประเภทอื่นๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย

วัคซีน ‘ลัมปีสกิน’ ถึงไทย ‘ดร.เฉลิมชัย’ รับมอบ ลอตแรกหกหมื่นโดส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/576706

วัคซีน‘ลัมปีสกิน’ถึงไทย  ‘ดร.เฉลิมชัย’รับมอบ  ลอตแรกหกหมื่นโดส

วัคซีน‘ลัมปีสกิน’ถึงไทย ‘ดร.เฉลิมชัย’รับมอบ ลอตแรกหกหมื่นโดส

วันจันทร์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

วัคซีน‘ลัมปีสกิน’ถึงไทย ‘ดร.เฉลิมชัย’รับมอบลอตแรกหกหมื่นโดส เร่งฉีดรักษาโค-กระบือ

วัคซีนโรคลัมปี สกิน ลอตแรก 6 หมื่นโดส บินถึงเมืองไทยแล้ว ก่อนตามมาอีก3 แสนโดสเร็วๆ นี้ “เฉลิมชัย” สั่งเด็ดขาดอย่าช้า โค-กระบือในพื้นที่ระบาด ต้องได้วัคซีนก่อน

เมื่อวันที่ 30พฤษภาคม ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เดินทางมายังอาคารสำนักงานเขตปลอดอากร ชั้น1 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อร่วมในพิธีรับมอบวัคซีนโรคลัมปี สกิน จากประเทศแอฟริกาใต้ โดยมีนายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวรายงาน พร้อมให้การต้อนรับร่วมกับผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งนี้ สายการบินเอมิเรตส์ เที่ยวบิน EK766/EK384 เส้นทางโยฮันเนสเบิร์ก-กรุงเทพฯ ได้นำวัคซีนโรคลัมปี สกิน (Lumpy Skin Vaccine : LSDV) จำนวน 60,000 โดส ที่บรรจุในคอนเทนเนอร์ชนิดปรับควบคุมอุณหภูมิ ออกจากเดินทางจากประเทศแอฟริกาใต้ เมื่อวันที่ 27 พ.ค. ที่ผ่านมา ในเวลา 19.10 น. ก่อนแวะพักที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเดินทางออกจากเมืองดูไบ ในวันที่ 30 พ.ค. เวลา 02.50 น. มาถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในเวลา 12.15 น. ของวันนี้ เมื่อมาถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เจ้าหน้าที่สนามบินได้ลำเลียงวัคซีนเข้าสู่คลัง และจัดเก็บภายในห้องควบคุมอุณหภูมิตามมาตรฐาน พร้อมดำเนินการตามพิธีการศุลกากร พร้อมกันนี้หลังจากพิธีรับมอบวัคซีนแล้ว ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานได้ทำพิธีปล่อยรถขนส่งวัคซีน พร้อมเวชภัณฑ์ยา และทีมสัตวแพทย์ออกปฎิบัติงานฉีดวัคซีนป้องกันโรคลัมปี สกิน ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ได้รับผลกระทบ

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า นับเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่มีการนำเข้าวัคซีนโรคลัมปี สกิน ด้วยเป็นโรคอุบัติใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ซึ่งพบการติดเชื้อครั้งแรกในโคเนื้อของเกษตรกรที่อำเภอพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อต้นเดือนมีนาคม 2564 ที่ผ่านมา และได้แพร่กระจายของโรค โดยมีแมลงเป็นพาหะ ไปยังโค-กระบือของเกษตรกรในจังหวัดต่าง ๆ ถึง 35 จังหวัด มีสัตว์ป่วยรวม 7,200 ตัว และตาย 53 ตัว จากสถานการณ์ระบาดของโรคลัมปี สกิน ที่เกิดขึ้นนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ได้มีความห่วงใยและกำชับให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาการระบาดให้สำเร็จโดยเร็ว

“การใช้วัคซีนควบคุมโรค เป็น 1 ใน 5 มาตการที่สำคัญของการควบคุมการระบาดที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินการ โดยมอบหมายให้กรมปศุสัตว์จัดหาและสั่งซื้อวัคซีน ซึ่งกรมปศุสัตว์สามารถสั่งซื้อวัคซีน LSDV จำนวน 60,000 โดสได้จาก บริษัท Intervet International B.V. ประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งมีโรงงานผลิตอยู่ที่ประเทศแอฟริกาใต้ และนำมาสู่การรับมอบในวันนี้

ดร.เฉลิมชัย กล่าวต่อไปว่า วัคซีน LSDV ล๊อตแรกจำนวน 60,000 โดสที่ได้รับในวันนี้ จะนำไปฉีดให้กับโคกระบือของเกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาดเป็นหลักก่อน โดยต้องฉีดรอบจุดเกิดโรคเพื่อควบคุมการแพร่กระจายของโรค และเป็นไปตามหลักวิชาการ ซึ่งตนได้สั่งการให้กรมปศุสัตว์รีบดำเนินการโดยเร็วที่สุด เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้เกษตรกรพร้อมกันนี้ยังได้สั่งการให้กรมปศุสัตว์ดำเนินการจัดหาวัคซีนเพิ่มเติมอีกจำนวน 300,000 โดส เพื่อให้เพียงพอ และเพื่อสร้างความมั่นคงด้านวัคซีนของประเทศไทย ที่สำคัญต้องขอฝากเรียนถึงพี่น้องเกษตรกรทุกคนที่กำลังประสบความเดือดร้อนว่า การฉีดวัคซีนโรคลัมปี สกินให้กับโคกระบือนี้ เป็นมาตรการช่วยเหลือของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น โค กระบือทุกตัวในพื้นที่การระบาด จะได้รับการฉีดให้ฟรี ดังนั้นหากพบการเรียกร้องค่าใช้จ่าย ขอให้แจ้งมาที่ตนโดยตรง จะดำเนินการจัดการด้วยมาตรการขั้นเด็ดขาด ”

“ส่วนความคืบหน้าในการดำเนินการแก้ไขปัญหาจนถึงขณะนี้นั้น ด้วยการทำงานอย่างทุ่มเทของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมปศุสัตว์ สามารถควบคุมการระบาดของโรคลัมปี สกินให้อยู่ในวงจำกัดได้แล้ว โดยนายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ รายงานตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม เป็นต้นมา ยังไม่มีรายงานการกระจายหรือการระบาดเพิ่มในจังหวัดใหม่” ดร.เฉลิมชัยกล่าว

ทหารเรือเปิดโครงการ ปลูกต้นไม้เพื่อแผ่นดิน สืบสานสู่ 100 ล้านต้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/576720

ทหารเรือเปิดโครงการ ปลูกต้นไม้เพื่อแผ่นดิน สืบสานสู่100ล้านต้น

วันจันทร์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

พลเรือโทสมัย ใจอินทร์ รองผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “รวมใจไทย  ปลูกต้นไม้ เพื่อแผ่นดิน” สืบสานสู่ 100 ล้านต้น เพื่อพัฒนาพื้นที่วนเกษตรและพันธุ์ไม้ต่อเรือ ณ  พื้นที่ป่าไม้ด้านหน้า กรม รพศ.2 นสร.กร. อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี โดยมี พลเรือตรีศุภชัย ธนสารสาคร  ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ พร้อมด้วยข้าราชการ หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ กองเรือยุทธการ เข้าร่วมในพิธีเปิด 

พลเรือตรีศุภชัยกล่าวว่าตามที่กระทรวงกลาโหม ได้อนุมัติให้ทุกเหล่าทัพ พิจารณาจัดกิจกรรมวันต้นไม้ประจำปีของชาติ พ.ศ.2564 โดยมีการจัดกิจกรรมปลูกต้นไม้ และปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคล พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ภายใต้ชื่อ “รวมใจไทย ปลูกต้นไม้ เพื่อแผ่นดิน” โดยมีวัตถุประสงค์ในการพัฒนาพื้นที่ วนเกษตรและพันธุ์ไม้ต่อเรือ 
รวมถึงให้มีพื้นป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ พัฒนาคุณภาพชีวิตของกำลังพล ให้เกิดความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน อยู่บนพื้นฐานของการพึ่งตนเอง ความพอกิน  พอใช้  พออยู่ พอร่มเย็น  

โดยทางหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ ได้พิจารณาเปิดพื้นที่รกร้าง บริเวณด้านหน้า กรมรบพิเศษที่ 2 ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 7 ไร่เศษ เป็นสถานที่ในการจัดพิธีเปิดโครงการฯ ร่วมใจกันปลูกต้นไม้ รวมถึงการบำรุงรักษาต้นไม้ให้เจริญงอกงาม อันเป็นการสนองพระราชดำริ ด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ เพื่อปลูกจิตสำนึกให้กำลังพลในหน่วย ได้เห็นความสำคัญของการอนุรักษ์ และฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้อีกทั้งเป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียว และฟื้นฟูพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม ให้มีความอุดมสมบูรณ์ ช่วยป้องกัน และลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ

ชายคาพระพิรุณ : 31 พฤษภาคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/576721

ชายคาพระพิรุณ : 31 พฤษภาคม 2564

ชายคาพระพิรุณ : 31 พฤษภาคม 2564

วันจันทร์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

จากข้อมูลของกองอำนวยการน้ำแห่งชาติที่ระบุว่า ในช่วงเดือนพฤษภาคม-กันยายน 2564 นี้ มีพื้นที่หลายจังหวัดที่คาดการณ์ว่าจะเป็นพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมและเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง โดยคาดว่าจะมีพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมตั้งแต่เดือนพฤษภาคม -กันยายน 2564 โดยเริ่มจากตอนบนของประเทศ ก่อนที่แนวฝนจะเลื่อนลงสู่ภาคกลางและภาคใต้ ในขณะที่พื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง คาดว่าจะเกิดขึ้นระหว่างเดือนพฤษภาคม – กรกฎาคม 2564 พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ดังนั้น เพื่อเป็นการสร้างการรับรู้มาตรการรับมือฤดูฝน ในพื้นที่คาดการณ์เสี่ยงท่วมและเสี่ยงแล้งตามข้อมูลของกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ เพื่อลดความเสียหาย และแนะนำวิธีการปฏิบัติที่เหมาะสมกับสถานการณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร โดยนายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรจึงได้กำหนดมาตรการเพื่อเตรียมความพร้อมและแก้ไขปัญหาดังกล่าว พร้อมได้สั่งการให้สำนักงานเกษตรจังหวัดและสำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่ดำเนินการติดตามข่าวสารพร้อมทำการแจ้งเตือนข้อมูลคาดการณ์ พื้นที่เสี่ยงและคาดการณ์ฝนตก เพื่อให้เกษตรกรมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจ พร้อมกับลงพื้นที่เร่งสร้างการรับรู้ให้แก่เกษตรกรในจังหวัดพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้เกษตรกรปรับตัวรับสถานการณ์ โดยพื้นที่ที่คาดว่าจะเสี่ยงน้ำท่วม ให้เร่งสร้างการรู้เรื่องวิธีการดูแลรักษาพืช และการจัดการความชื้นในฤดูฝนการจัดพื้นที่และการระบายน้ำออกจากพื้นที่เพาะปลูก รวมทั้งการฟื้นฟูหลังพืชประสบปัญหาน้ำท่วม ส่วนพื้นที่ที่คาดว่าจะเสี่ยงภัยแล้ง ให้เร่งสร้างการรับรู้เรื่องการเลือกชนิดพืชและระยะเวลาการเพาะปลูก เพื่อลดความเสี่ยงจากฝนทิ้งช่วง การดูแลรักษาพืชในสภาวะฝนทิ้งช่วง และการรักษาความชื้นในแปลงเพาะปลูกพืช และการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า รวมถึงประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรเบื้องต้น และเร่งดำเนินการสำรวจความเสียหายเพื่อเยียวยาตามระเบียบกระทรวงการคลัง กรณีพื้นที่เกษตรเสียหายโดยสิ้นเชิง และติดตาม เยี่ยมเยียน แนะนำ ให้กำลังใจเกษตรกรในพื้นที่อย่างใกล้ชิด

ในการนี้ นายเข้มแข็ง ยังฝากถึงพี่น้องเกษตรกรให้ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับสภาพอากาศอย่างสม่ำเสมอ เพื่อจะได้รับมือกับสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดทำเอกสารคำแนะนำสำหรับเกษตรกรในการรับมือกับปัญหาดังกล่าว ได้แก่ การฟื้นฟูไม้ผลหลังน้ำลด การปลูกและดูแลรักษาพืชผักในช่วงฤดูฝน การเตรียมตัวของเกษตรกรเพื่อรับมือภัยแล้ง การรับมือฝนทิ้งช่วงในสวนไม้ดอกไม้ประดับ และการควบคุมศัตรูพืชหลังน้ำลด และคำแนะนำที่เกี่ยวข้องโดยผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดเอกสารได้จาก QR Code ที่กำหนดหรือติดต่อที่สำนักงานเกษตรจังหวัด และสำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้านท่าน

ขุนเกษตรา

‘รมช.มนัญญา’ ลุยกาฬสินธุ์ เฝ้าระวังเข้ม ‘โรคลัมปี สกิน’ ในโค-กระบือ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/576611

'รมช.มนัญญา'ลุยกาฬสินธุ์ เฝ้าระวังเข้ม'โรคลัมปี สกิน'ในโค-กระบือ

‘รมช.มนัญญา’ลุยกาฬสินธุ์ เฝ้าระวังเข้ม’โรคลัมปี สกิน’ในโค-กระบือ

วันอาทิตย์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 21.45 น.

เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2564 นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์โรคลัมปี สกิน (Lumpy skin disease) ในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ โดยตรวจเยี่ยมและพบปะกลุ่มผู้เลี้ยงโคบ้านโนนสูง ต.โนนสูง อ.ยางลาด จ.กาฬสินธุ์ และกลุ่มผู้เลี้ยงโคบ้านหนองเม็ก ต.โคกสะอาด อ.ฆ้องชัย จ.กาฬสินธุ์ เพื่อรับฟังปัญหาและมอบสิ่งของเวชภัณฑ์/ยาฆ่าแมลง และชมการฉีดพ่นยาฆ่าแมลง ตลอดจนให้กำลังใจกับเกษตรกร พร้อมด้วย นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ เกษตรกร เข้าร่วม

ทั้งนี้ นางสาวมนัญญา กล่าว โรคลัมปี สกิน ในโค กระบือ ถือเป็นโรคอุบัติใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เตรียมการเฝ้าระวังและเตรียมความพร้อมป้องกันตั้งแต่เดือนธันวาคม 2563 อีกทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีฯ มีความห่วงใยต่อสถานการณ์อย่างมาก ได้กำชับให้กระทรวงเกษตรฯ เร่งแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน ตนในฐานะกำกับดูแลกรมส่งเสริมสหกรณ์ซึ่งมีสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคในภาคตะวันออกเฉียงเหนือจำนวนมาก จึงได้สั่งการให้เฝ้าระวังโรคในพื้นที่พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด สำหรับ จ.กาฬสินธุ์ เกษตรกรส่วนใหญ่เลี้ยงโคเนื้อเพื่อเป็นสัตว์เศรษฐกิจ มีเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ จำนวน 88,771 ราย มีจำนวนโคเนื้อ 108,411 ตัว คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ 2,700 ล้านบาท

การแพร่ระบาดของโรคลัมปีสกิน ในโค กระบือ ของพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่งผลให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคดังกล่าวเข้ามาในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์จึงได้มีประกาศ เรื่อง กำหนดเขตโรคระบาดชนิดโรคลัมปีสกิน ในสัตว์ชนิดโค กระบือ เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2564 โดยกำหนดใหม่ทุกพื้นที่หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ เป็นเขตโรคระบาด ห้ามเคลื่อนย้ายสัตว์ชนิดโค กระบือ หรือซากสัตว์ดังกล่าว เว้นแต่จะได้รับอนุญาต

สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดกาฬสินธุ์ รายงานสถานการณ์โรคลัมปี สกิน ว่า ตั้งแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์- 29 พฤษภาคม 2564 พบโค กระบือ ของเกษตรกรป่วยในพื้นที่ 18 อำเภอ เกษตรกรได้รับผลกระทบ จำนวน 5,586 ราย โคกระบือป่วยสงสัยโรคลัมปีสกิน จำนวน 9,994 ตัว แบ่งเป็น โคเนื้อ 9,978 ตัว โคนม 6 ตัว กระบือ 10 ตัว ในส่วนของสหกรณ์การเกษตรยางลาด จำกัด อ.ยางตลาด มีสมาชิก 2,100 คน จำนวนโคที่เลี้ยง 6,837 ตัว โคป่วย 710 ตัว และสหกรณ์การเกษตรฆ้องชัย จำกัด อ.ฆ้องชัย มีสมาชิก 2,215 คน จำนวนโคที่เลี้ยง 2,020 ตัว โคป่วย 765 ตัว ทั้งนี้ ปศุสัตว์จังหวัดกาฬสินธุ์ได้แจ้งให้ปศุสัตว์อำเภอทุกอำเภอเข้มงวดการเฝ้าระวังและมาตรการป้องกันและควบคุมโรคกรณีสงสัยโรคลัมปี สกิน ให้เจ้าหน้าลงพื้นที่ทำการรักษาและช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่อย่างเร่งด่วน โดยได้เน้นย้ำหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าให้ความช่วยเหลือในด้านการสนับสนุนเวชภัณฑ์ที่ใช้ในการควบคุมกำจัดแมลงดูดเลือด การใช้ยาฆ่าแมลงฉีดพ่นในพื้นที่เกิดโรค น้ำยาฆ่าเชื้อ และยารักษาโรคสัตว์ เพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคไม่ให้กระจายไปสู่พื้นที่ที่ยังไม่เกิดโรค

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เร่งหาแนวทางให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ และเชื่อมั่นว่าสามารถควบคุมสถานการณ์ของโรคดังกล่าวได้ อีกทั้ง ในวันนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะเป็นประธานในพิธีส่งมอบวัคซีนลอตแรก จำนวน 60,000 โด๊ส เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบจากโรคลัมปี สกิน พร้อมด้วยนายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ณ ด่านกักกันสัตว์ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พร้อมทั้งปล่อยขบวนรถขนส่งวัคซีนลัมปี สกิน และทีมสัตวแพทย์ออกปฏิบัติงานฉีดวัคซีนป้องกันโรคดังกล่าว ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบต่อไป

“กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำชับด่านกักสัตว์ตามแนวชายแดนทุกด่าน ให้เข้มงวดโดยเฉพาะการลักลอบเคลื่อนย้ายสัตว์ เพราะจะสร้างความเสียหายให้กับเกษตรกรในประเทศ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลและกระทรวงเกษตรฯ ยืนยันไม่ทอดทิ้งเกษตรกร โดยมอบหมายให้หน่วยงานเร่งลงพื้นที่สำรวจความเสียหาย และให้ความช่วยเหลือ โดยกรมปศุสัตว์ ร่วมกับ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) มอบยาฆ่าแมลงซึ่งเป็นพาหะของโรค ในส่วนของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้มอบหมายให้บูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ กำจัดและป้องกันแมลงในพื้นที่ ทำความสะอาดคอกและอุปกรณ์ในการเลี้ยง ทั้งนี้ โรคดังกล่าวไม่สามารถติดต่อสู่คนได้ เนื่องจากเป็นโรคที่เกิดทางผิวหนัง เมื่อโค กระบือ หายแล้ว สามารถรับประทานได้” รมช.มนัญญา กล่าว

มาถึงไทยแล้ว! วัคซีนลัมปีสกินล็อตแรก 6 หมื่นโดส ช่วยเกษตรกรฉีดโค-กระบือฟรี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/576651

มาถึงไทยแล้ว! วัคซีนลัมปีสกินล็อตแรก6หมื่นโดส ช่วยเกษตรกรฉีดโค-กระบือฟรี

มาถึงไทยแล้ว! วัคซีนลัมปีสกินล็อตแรก6หมื่นโดส ช่วยเกษตรกรฉีดโค-กระบือฟรี

วันอาทิตย์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 18.41 น.

30 พฤษภาคม 2564 เวลา 17.00 น. ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เดินทางมายังอาคารสำนักงานเขตปลอดอากร ชั้น1 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อร่วมในพิธีรับมอบวัคซีนโรคลัมปี สกิน จากประเทศแอฟริกาใต้ โดยมีนายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวรายงาน พร้อมให้การต้อนรับร่วมกับผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งนี้ สายการบินเอมิเรตส์ เที่ยวบิน EK766/EK384 เส้นทางโยฮันเนสเบิร์ก-กรุงเทพฯ ได้นำวัคซีนโรคลัมปี สกิน (Lumpy Skin Vaccine : LSDV) จำนวน 60,000 โดส ที่บรรจุในคอนเทนเนอร์ชนิดปรับควบคุมอุณหภูมิ ออกจากเดินทางจากประเทศแอฟริกาใต้ เมื่อวันที่ 27 พ.ค. ที่ผ่านมา ในเวลา 19.10 น. ก่อนแวะพักที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเดินทางออกจากเมืองดูไบ ในวันที่ 30 พ.ค. เวลา 02.50 น. มาถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในเวลา 12.15 น. ของวันนี้

เมื่อมาถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เจ้าหน้าที่สนามบินได้ลำเลียงวัคซีนเข้าสู่คลัง และจัดเก็บภายในห้องควบคุมอุณหภูมิตามมาตรฐาน พร้อมดำเนินการตามพิธีการศุลกากร พร้อมกันนี้หลังจากพิธีรับมอบวัคซีนแล้ว ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานได้ทำพิธีปล่อยรถขนส่งวัคซีน พร้อมเวชภัณฑ์ยา และทีมสัตวแพทย์ออกปฎิบัติงานฉีดวัคซีนป้องกันโรคลัมปี สกิน ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ได้รับผลกระทบ

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า นับเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่มีการนำเข้าวัคซีนโรคลัมปี สกิน ด้วยเป็นโรคอุบัติใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ซึ่งพบการติดเชื้อครั้งแรกในโคเนื้อของเกษตรกรที่อำเภอพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อต้นเดือนมีนาคม 2564 ที่ผ่านมา และได้แพร่กระจายของโรค โดยมีแมลงเป็นพาหะ ไปยังโค-กระบือของเกษตรกรในจังหวัดต่าง ๆ ถึง 35 จังหวัด มีสัตว์ป่วยรวม 7,200 ตัว และตาย 53 ตัว จากสถานการณ์ระบาดของโรคลัมปี สกิน ที่เกิดขึ้นนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ได้มีความห่วงใยและกำชับให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาการระบาดให้สำเร็จโดยเร็ว

‘การใช้วัคซีนควบคุมโรค เป็น 1 ใน 5 มาตการที่สำคัญของการควบคุมการระบาดที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินการ โดยมอบหมายให้กรมปศุสัตว์จัดหาและสั่งซื้อวัคซีน ซึ่งกรมปศุสัตว์สามารถสั่งซื้อวัคซีน LSDV จำนวน 60,000 โดสได้จาก บริษัท Intervet International B.V. ประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งมีโรงงานผลิตอยู่ที่ประเทศแอฟริกาใต้  และนำมาสู่การรับมอบในวันนี้’  

ดร.เฉลิมชัย กล่าวต่อไปว่า วัคซีน LSDV ล็อตแรกจำนวน 60,000 โดสที่ได้รับในวันนี้ จะนำไปฉีดให้กับโคกระบือของเกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาดเป็นหลักก่อน โดยต้องฉีดรอบจุดเกิดโรคเพื่อควบคุมการแพร่กระจายของโรค และเป็นไปตามหลักวิชาการ ซึ่งตนได้สั่งการให้กรมปศุสัตว์รีบดำเนินการโดยเร็วที่สุด เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้เกษตรกรพร้อมกันนี้ยังได้สั่งการให้กรมปศุสัตว์ดำเนินการจัดหาวัคซีนเพิ่มเติมอีกจำนวน 300,000 โดส เพื่อให้เพียงพอ และเพื่อสร้างความมั่นคงด้านวัคซีนของประเทศไทย

“ที่สำคัญต้องขอฝากเรียนถึงพี่น้องเกษตรกรทุกคนที่กำลังประสบความเดือดร้อนว่า การฉีดวัคซีนโรคลัมปี สกินให้กับโคกระบือนี้ เป็นมาตรการช่วยเหลือของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น โค กระบือทุกตัวในพื้นที่การระบาด จะได้รับการฉีดให้ฟรี ดังนั้นหากพบการเรียกร้องค่าใช้จ่าย ขอให้แจ้งมาที่ตนโดยตรง จะดำเนินการจัดการด้วยมาตรการขั้นเด็ดขาด”

ส่วนความคืบหน้าในการดำเนินการแก้ไขปัญหาจนถึงขณะนี้นั้น ด้วยการทำงานอย่างทุ่มเทของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมปศุสัตว์ สามารถควบคุมการระบาดของโรคลัมปี สกินให้อยู่ในวงจำกัดได้แล้ว โดยนายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ รายงานตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม เป็นต้นมา ยังไม่มีรายงานการกระจายหรือการระบาดเพิ่มในจังหวัดใหม่

ดร.เฉลิมชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า แต่อย่างไรก็ตาม การดำเนินมาตรการควบคุมป้องกันทั้ง 5 มาตรการ ได้แก่

1.ควบคุมการเคลื่อนย้ายโค-กระบือ เพื่อลดการแพร่กระจายของโรค และปฏิบัติตามแนวทางการเคลื่อนย้ายอย่างเคร่งครัด

2.การเฝ้าระวังการเกิดโรคอย่างใกล้ชิด เน้นการรู้โรคให้เร็ว ควบคุมได้ทัน โรคสงบได้อย่างรวดเร็ว

3.การป้องกัน และควบคุมแมลงพาหะนำโรค ให้เกษตรกรป้องกันโดยใช้สารกำจัดแมลงทั้งบนตัวสัตว์ และบริเวณโดยรอบฟาร์ม ทั้งในพื้นที่ระบาดของโรคและพื้นที่เสี่ยง

4.การรักษาสัตว์ป่วยตามอาการ

5.การใช้วัคซีนควบคุมโรค ยังต้องดำเนินการอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง เพื่อให้การระบาดสงบโดยเร็วที่สุด และไม่เกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคต

ด้าน นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับแผนการกระจายวัคซีนโรคลัมปี สกิน ตลอดจนมาตรการชดเชยเยียวยาเกษตรกร ขณะนี้ คณะกรรมการอำนวยการ และคณะทำงานศูนย์ปฏิบัติการป้องกัน ควบคุม และเตรียมความพร้อมเผชิญเหตุโรคลัมปี สกิน หรือ War room ได้มีการวางแผนไว้เป็นที่เรียบร้อย และจะสามารถดำเนินการได้ทันที เมื่อได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาก่อน จึงจะสามารถนำมาใช้ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อความปลอดภัยของสัตว์ที่ได้รับวัคซีน คาดว่าจะใช้เวลาไม่นาน ซึ่งเมื่อทุกอย่างพร้อมกรมปศุสัตว์จะเร่งดำเนินการฉีดวัคซีนให้กับโค-กระบือของเกษตรกรในทันที

ขณะนี้กรมปศุสัตว์ได้จัดให้มีกิจกรรม Kick off รณรงค์ป้องกันและกำจัดโรคลัมปี สกิน โดยดำเนินการร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด และองค์การบริหารส่วนจังหวัดในทุกจังหวัด ล่าสุดเมื่อวันที่ 25 – 26 พ.ค. 2564 ได้จัดกิจกรรมขึ้นที่จังหวัดขอนแก่น สกลนคร และมุกดาหาร โดยมีนายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี การ Kick off รณรงค์ป้องกันและกำจัดโรคลัมปี สกิน มีกิจกรรมที่ประกอบด้วยการปล่อยขบวนสัตวแพทย์เคลื่อนที่ หน่วยพ่นยาทำลายเชื้อโรค แจกและพ่นสารเคมีกำจัดแมลงที่เป็นพาหะ แจกยารักษาแผลภายนอก ยาบำรุง แร่ธาตุ ตลอดจนให้ความรู้ความเข้าใจโรคและการป้องกันให้กับพี่น้องเกษตร

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ผลงานด้านน้ำของรัฐบาล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/576080

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ผลงานด้านน้ำของรัฐบาล

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ผลงานด้านน้ำของรัฐบาล

วันศุกร์ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ในการประชุมคณะรัฐมนตรี สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้รายงานผลการบริการจัดการทรัพยากรน้ำของรัฐบาล  โดยการขับเคลื่อนของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(กนช.)  ภายใต้แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580)

กนช.ชุดปัจจุบันมีรัฐมนตรีหลายท่านและผู้บริหารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำนวน 15 หน่วยงาน 9 กระทรวง ร่วมเป็นกรรมการ โดยมี “บิ๊กป้อม” พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานใครบอกว่า “บิ๊กป้อม” ไม่รู้ๆๆๆๆ ไม่น่าจะเป็นความจริง

โดยเฉพาะในเรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ พลเอกประวิตร ได้ให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ ล่าสุดได้สั่งเร่งรัดให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินงานให้เป็นไปตามเป้าหมายของแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี  ที่กำหนดไว้ว่า “ทุกหมู่บ้านมีน้ำสะอาดเพื่อการอุปโภคบริโภค น้ำเพื่อการผลิตมั่นคง ความเสียหายจากอุทกภัยลดลง คุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน และบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ภายใต้การพัฒนาอย่างสมดุล  โดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน”

ต้องยอมรับว่า  ตั้งแต่มีการตั้ง สทนช. ขึ้นมา ทำให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศขับเคลื่อนได้อย่างเป็นระบบ และมีประสิทธิภาพมากขึ้นเกิดการบูรณาการทำงานร่วมกันของทุกหน่วยงาน ทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และท้องถิ่น สามารถลดความซ้ำซ้อนของแผนงาน/โครงการที่ผ่านการพิจารณาตามกลไกของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัดและคณะกรรมการลุ่มน้ำ สะท้อนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน สามารถแก้ไขปัญหาด้านน้ำได้อย่างตรงจุดและสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนตามบริบทของลุ่มน้ำนั้นๆ ได้อย่างแท้จริง 

ผลงานเป็นหลักฐานการยืนยันการทำงาน!!!

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สทนช. เปิดเผยว่า  ตั้งแต่เริ่มใช้แผนแม่บทฯน้ำ 20 ปี ตั้งแต่ปี 2561 จนถึงปัจจุบันได้ดำเนินโครงการต่างๆกว่า 125,000 โครงการ มีแหล่งเก็บกักน้ำได้เพิ่มขึ้น 1,138 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ประชาชนได้รับประโยชน์กว่า 2.27 ล้านครัวเรือน ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 2.38 ล้านไร่ รวมทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพระบบประปาหมู่บ้านได้อีก 3,214 หมู่บ้าน พัฒนาน้ำบาดาลเพื่อการเกษตรและสร้างธนาคารน้ำใต้ดินได้ปริมาณน้ำมากกว่า 100 ล้าน ลบ.ม.  ตลอดจนยังได้ดำเนินการรักษาระบบนิเวศฟื้นฟูป่าต้นน้ำ จำนวน 135,170 ไร่ และดำเนินโครงการเกี่ยวกับการจัดการน้ำท่วมรวมกว่า 226 แห่ง

นอกจากนี้ภายในปี 2566 ยังจะขับเคลื่อนโครงการสำคัญอีกจำนวน 526 โครงการแล้วเสร็จจะสามารถเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนได้ 3,172 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์เพิ่ม 6.5 ล้านไร่ และผันน้ำได้ปริมาณน้ำเพิ่ม 3,841 ล้าน ลบ.ม. รวมทั้งการป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่ได้เพิ่ม 4.3 ล้านไร่ และพัฒนาพื้นที่ลุ่มต่ำชะลอน้ำหลากได้อีกถึง 2,320 ล้าน ลบ.ม. 

การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่ประสบผลสำเร็จอีกเรื่องก็คือ การบริหารจัดการน้ำท่วม-น้ำแล้งของกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ(กอนช.) ซึ่งมี รองนายกฯประวิตร เป็นผู้อำนวยการ กอนช. ในฤดูแล้งปี 2562/63 ที่ผ่านมา ไม่มีการประกาศภัยแล้งเลย ทั้งๆที่ปริมาณน้ำต้นทุนมีจำนวนจำกัด ในขณะที่ช่วงฤดูฝนเกิดความเสียหาย
จากภาวะน้ำท่วมน้อยมาก ปี 2562 มีความเสียหายแค่ 94 ล้านบาท ต่ำสุดหลังเกิดภาวะน้ำท่วมในปี 2544 และในปี 2563 มูลค่าความเสียหายเพียง 223 ล้านบาท ต่ำสุดเป็นลำดับที่ 3 ในรอบ 9 ปี

สทนช. นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้พลเอกประวิตร ดูแลรับผิดชอบโดยตรง  และยังเป็นประธาน กนช.รวมทั้งยังนั่ง เป็น ผอ.กอนช.อีก  

ไม่ได้เชียร์จนเกินจริงนะครับ  แต่การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศที่ประสบผลสำเร็จ มีประสิทธิ ภาพมากขึ้นในขณะนี้  “รองนายกฯประวิตร” มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อน….

รัฐศักดิ์ พลสิงห์

อบจ.สกลนครระดมกำลังทุกภาคส่วน จัดกิจกรรม Kick off สู้โรค ‘ลัมปี สกิน’ สกัดระบาดอย่างหนักในพื้นที่ภาคอีสาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/576078

อบจ.สกลนครระดมกำลังทุกภาคส่วน จัดกิจกรรม Kick off สู้โรค‘ลัมปี สกิน’ สกัดระบาดอย่างหนักในพื้นที่ภาคอีสาน

วันศุกร์ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.ชูพงศ์ คำจวง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สกลนครนายวีระสันติ ประทุมพล ปศุสัตว์ จ.สกลนคร ว่าที่ร้อยตีรวยรุ่ง ใครบุตรนายอำเภอสว่างแดนดิน จัดกิจกรรม Kick off รณรงค์ป้องกันและกำจัดโรคลัมปี สกิน ที่บ้านบึงโน ต.โคกสี อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร

โดยการลงพื้นที่เพื่อมอบสารกำจัดแมลง 2,500 ลิตร ให้กับพี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงโค ให้นำไปฉีดพ่นกำจัดยุง ซึ่งยุงเป็นพาหะสำคัญ ของโรคลัมปี สกิน ทำให้โคเกิดแผลพุพอง ซึ่งกำลังระบาดอย่างหนักในภาคอีสานอยู่ในขณะนี้

สำหรับงาน Kick off รณรงค์ป้องกันและกำจัดโรคลัมปี สกิน ในครั้งนี้ มีกิจกรรมประกอบด้วย1.ปล่อยขบวนสัตวแพทย์เคลื่อนที่ไปตามพื้นที่ต่างๆ เพื่อรักษาโค-กระบือ ที่ป่วยโดยเป็นการรักษาตามอาการในเบื้องต้น2. ปล่อยขบวนหน่วยพ่นยาทำลายเชื้อโรคและพ่นสารเคมีกำจัดแมลง ซึ่งเป็นพาหะของโรค เพื่อยับยั้ง ชะลอการแพร่ระบาด

3. แจกสารเคมีกำจัดแมลงที่เป็นพาหะ แจกยารักษาแผลภายนอก ยาบำรุง แร่ธาตุ ตลอดจนให้ความรู้ความเข้าใจโรคและการป้องกันให้กับเกษตรกร สร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง โรคลัมปี สกิน เป็นแล้วรักษาหาย เนื้อทานได้ ไม่ติดต่อสู่คน พร้อมทั้งสั่งการให้หน่วยงานในพื้นที่ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ของโรคอย่างใกล้ชิด

นายวีระสันติ ประทุมพล ปศุสัตว์ จ.สกลนคร กล่าวว่า หากเกษตรกรต้องการความช่วยเหลือเบื้องต้น หรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับโรคลัมปี สกิน สามารถติดต่อได้ที่หน่วยงานปศุสัตว์ในพื้นที่ของท่าน หรือติดต่อสำนักควบคุมโรค ป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ (สบค.) กรมปศุสัตว์ หรือสายด่วนแจ้งโรคระบาดกรมปศุสัตว์ โทร 06-3225-6888 หรือแจ้งผ่านแอปพลิเคชัน DLD 4.0 “แจ้งการเกิดโรคระบาด” ได้ตลอดเวลา และสามารถติดตามสถานการณ์การระบาดและศึกษาองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับโรคลัมปีสกิน ได้ที่เว็บไซต์ของสำนักควบคุม ป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ กรมปศุสัตว์