‘ลัมปี สกิน’ ลามหนัก วัวกาฬสินธุ์ป่วยอื้อ ชุมพรออกคำสั่งด่วน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/576112

‘ลัมปี สกิน’ลามหนัก  วัวกาฬสินธุ์ป่วยอื้อ  ชุมพรออกคำสั่งด่วน

‘ลัมปี สกิน’ลามหนัก วัวกาฬสินธุ์ป่วยอื้อ ชุมพรออกคำสั่งด่วน

วันศุกร์ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

‘ลัมปี สกิน’ลามหนัก วัวกาฬสินธุ์ป่วยอื้อ ชุมพรออกคำสั่งด่วนห้ามเคลื่อนย้ายสัตว์

กาฬสินธุ์อ่วม เจอโรค“ลัมปี สกิน”ระบาดในวัว ล่าสุดป่วย 415 ตัวตาย 20 ตัว เกษตรกรลำบาก ร้านอีสานซบเซา ในขณะที่“ชุมพร”สั่งห้ามเคลื่อนย้ายสัตว์ ฝ่าฝืนปรับ4หมื่น จำคุก2ปี หลังพบโรคลัมปีสกินระบาด3อำเภอ

เมื่อวันที่ 27พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการติดตามสถานการณ์โรคโควิด-19 หลายพื้นที่ของประเทศไทย ยังคงพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังพบการเกิดโรคระบาดในวัว คือโรคลัมปี สกิน หรือชาวบ้านบางคนเรียกว่าโรคฝีดาษวัว พบว่ามีวัวของเกษตรกรเจ็บป่วยด้วยโรคดังกล่าว กระจายอยู่ในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ หลายอำเภอ ซึ่งการแพร่ระบาดของ 2 โรคนี้นอกจากจะส่งผลกระทบกับการดำรงชีวิตของประชาชน และเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์แล้ว ยังส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการขายเนื้อวัว และร้านขายอาหาร ลาบ ก้อย เมนูอีสานที่ทำจากเนื้อวัว ซึ่งเงียบเหงา และซบเซาเป็นประวัติการณ์

ทั้งนี้ข้อมูลจากสำนักงานปศุสัตว์ จ.กาฬสินธุ์ รายงานสถานการณ์ว่า ว่าพบใน 9 อำเภอ ประกอบด้วย อ.เมืองกาฬสินธุ์ 318 ตัว เสียชีวิต 17 ตัว, อ.ยางตลาด 39 ตัว, อ.กุฉินารายณ์ 34 ตัว เสียชีวิต 3 ตัว, อ.สามชัย 11 ตัว, อ.หนองกุงศรี 4 ตัว, อ.กมลาไสย 3 ตัว, อ.ร่องคำ 3 ตัว, อ.เขาวง 2 ตัว, อ.ท่าคันโท 1 ตัว รวมพบวัวป่วยจำนวน 415 ตัว และเสียชีวิต 20 ตัว

ด้านนายธงชัย หนังสือ ปศุสัตว์จังหวัดชุมพร เปิดเผยว่า ได้มีคำสั่งให้ นายสัตวแพทย์พิชัย โพธิ์กระสังข์ หัวหน้ากลุ่มพัฒนาสุขภาพสัตว์ นำเจ้าหน้าที่ลงพื้นตรวจสอบการแพร่ระบาดของ “โรคลัมปีสกิน” ในโค-กระบือ

โดย นายสัตวแพทย์พิชัย เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ติดตามการแพร่ระบาดของโรคลัมปีสกิน ใน โค-กระบือ หลังจากพบมีการแพร่ระบาดในพื้นที่ อ.ท่าแซะ และ อ.ปะทิว และกำลังมีการระบาดมาใน อ.เมืองชุมพร และขณะนี้จังหวัดชุมพรได้ประกาศเป็นเขตโรคระบาดชั่วคราว เพื่อเป็นการควบคุมไม่ให้โรคระบาดต่อไปยังจังหวัดทางภาคใต้ ส่วนโค-กระบือ ที่เป็นโรคลัมปีสกิน จะมีอาการลักษณะเป็นเม็ด ตุ่ม เป็นผื่น เป็นปื้น หลังจากนั้น 4-5วัน จะเป็นแผลพุพอง ติดเชื้อและเป็นหนอง ใช้เวลารักษานาน เพิ่มต้นทุนให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยง ซึ่งในการแพร่ระบาดมีแมลงเป็นพาหะ ทำให้มีความยากในการป้องกันไม่ให้แพร่กระจายออกไปในวงกว้าง รัศมีทำการของแมลงบินได้ไกลถึง 2-40กม.การควบคุมการแพร่ระบาดโรคลัมปีสกินได้ลงพื้นที่ทั้งที่มีการระบาดและไม่มีการระบาด เพื่อให้คำแนะนำการเฝ้าระวังและป้องกันโรคเชิงรุก ให้ความรู้ที่ถูกต้องโดยการป้องกันคือ ให้เกษตรกรงดนำวัวหรือควายจากต่างพื้นที่เข้าฟาร์มโดยเด็ดขาด

นายพรชัย อินทร์คำดี หัวหน้าด่านกักกันสัตว์ชุมพร กล่าวว่า ได้มีคำสั่งห้ามการเคลื่อนย้ายสัตว์เข้าออกพื้นที่ ถ้าไม่ได้รับอนุญาตจากสัตวแพทย์ หรือปศุสัตว์ หากผู้ใดฝ่าฝืนมีความผิด โทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยมีจุดตรวจถาวรอยู่ 2 จุด ได้แก่ เขายายไทย อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร และจุดตรวจท่าชนะ อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี มีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมทั้งมีชุดเคลื่อนที่เร็วในการเข้าตรวจสอบ หลังจากพบมีการระบาด ได้สั่งเพิ่มชุดลาดตระเวน และชุดดักซุ่มพวกลักลอบเข้ามา นอกจากนี้ได้จัดชุดสนับสนุนการทำงานของจังหวัดในการตรวจพ่นยาฆ่าแมลงซึ่งเป็นสาเหตุของการระบาด และยาฆ่าเชื้อพ่นตามฟาร์มด้วย

รมว.เกษตรฯขับเคลื่อนพัฒนาพืชสมุนไพรไทย เดินหน้า ‘ตลาดนําการผลิต’ ส่งเสริมภาคเกษตรเข้มแข็ง-ยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/576081

รมว.เกษตรฯขับเคลื่อนพัฒนาพืชสมุนไพรไทย เดินหน้า‘ตลาดนําการผลิต’ส่งเสริมภาคเกษตรเข้มแข็ง-ยั่งยืน

รมว.เกษตรฯขับเคลื่อนพัฒนาพืชสมุนไพรไทย เดินหน้า‘ตลาดนําการผลิต’ส่งเสริมภาคเกษตรเข้มแข็ง-ยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารการขับเคลื่อนงานนโยบายสําคัญและการแก้ไขปัญหาภาคเกษตรครั้งที่ 4/2564 โดยมีดร.ทองเปลว กองจันทร์ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทั้งเข้าร่วมประชุมผ่านระบบการประชุมทางไกลออนไลน์ ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 134 ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เล็งเห็นว่าพืชสมุนไพรมีโอกาสทางการตลาดอีกมาก เนื่องจากสามารถนําไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และหากทิศทางของตลาดสมุนไพรขยายตัวเพิ่มมากขึ้นจะช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกพืชสมุนไพร ซึ่งเป็นผู้ผลิตวัตถุดิบตั้งต้นของอุตสาหกรรมสมุนไพรได้รับประโยชน์ สามารถผลิตและจําหน่ายได้ตามความต้องการของตลาด เกษตรกรจะมีรายได้และความมั่นคงในการดํารงชีพจึงให้ความสําคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาพืชสมุนไพรไทย รวมถึงพืชทางเลือกอื่นๆ

รมว.เกษตรฯ กล่าวต่อไปว่า ดังนั้น เพื่อให้การขับเคลื่อนการพัฒนาพืชสมุนไพรไทย และพืชทางเลือกอื่นๆ บรรลุผลสําเร็จ จึงมอบหมายปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในการขับเคลื่อน และมอบ สศก. เป็นฝ่ายเลขานุการ ในการขับเคลื่อนให้เกิดความเชื่อมโยงในการพัฒนาตลอดห่วงโซ่ อุปทานตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง โดยใช้หลักการ “ตลาดนําการผลิต” ผลิตพืชที่มีศักยภาพ ที่ตลาดมีความต้องการ ซึ่งดําเนินการร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ปัจจุบันกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีกลไกการขับเคลื่อนพัฒนาพืชสมุนไพรไทย โดยมีคณะอนุกรรมการ และคณะทํางานจํานวน 2 คณะ ดังนี้ 1. คณะอนุกรรมการวัตถุดิบสมุนไพร ซึ่งมีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานอนุกรรมการ (แต่งตั้งโดยคณะกรรมการนโยบายสมุนไพรแห่งชาติ ตามคําสั่งที่ 1/1563) และ 2. คณะทํางานขับเคลื่อนพัฒนาผลิตผลสมุนไพรที่มีศักยภาพ โดยมีผู้อํานวยการกองนโยบาย เทคโนโลยีเพื่อการเกษตรและเกษตรกรรมยั่งยืน สํานักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน (แต่งตั้งโดยคณะอนุกรรมการวัตถุดิบสมุนไพร มีคําสั่งที่ 1/2563 ลงวันที่ 2 กันยายน 2563)

“ได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่งเสริมสนับสนุนเพื่อให้พืชสมุนไพรเป็นพืชทางเลือกในปี 2564 โดยดำเนินการภายใต้ตลาดนำการผลิต เนื่องจากในสมุนไพรมีสารที่มีคุณค่า สามารถนำไปสกัดแปรรูป เพิ่มมูลค่าสมุนไพรให้กับเกษตรกรได้ ตลอดจนเชื่อมโยงกับงานวิจัย และนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย อย่างไรก็ตาม ให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประชาสัมพันธ์สร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเรื่องกัญชากัญชงแก่เกษตรกรเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ สร้างรายได้ และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ซึ่งยังมีเกษตรกรที่เข้าใจคลาดเคลื่อนโดยเฉพาะการปลูกกัญชาครัวเรือนละ 6 ต้น โดยต้องรวมตัวกัน 7 คนขึ้นไปทำเป็นวิสาหกิจชุมชนถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อป้องกันการนำเอาไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง และเพื่อเป็นการลดผลกระทบที่อาจได้รับการร้องเรียน” ดร.เฉลิมชัย กล่าว

ชาวกาฬสินธุ์ปลูกป่าวันต้นไม้ เพิ่มพื้นที่สีเขียว ลดโลกร้อน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/575820

ชาวกาฬสินธุ์ปลูกป่าวันต้นไม้ เพิ่มพื้นที่สีเขียว ลดโลกร้อน

วันพฤหัสบดี ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วัดป่ากกไม้แดง บ้านสิมลี หมู่ที่ 2 ต.เหนือ อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์  พระวรจิตตานุรักษ์เจ้าคณะอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ (ธ)เจ้าอาวาสวัดป่ากกไม้แดง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นายทรงพล ใจกริ่ม ผวจ.กาฬสินธุ์ เป็นประธานฝ่ายฆราวาส  พิธีเปิดกิจกรรมวันต้นไม้ประจำปีของชาติและวันวิสาขบูชา โดยมีพระครูวิมลพัชรญาณ เจ้าคณะตำบลเหนือ เจ้าอาวาสวัดเศวตวันวนาราม พร้อมด้วยนายเลิศบุศย์ กองทอง รอง ผวจ.กาฬสินธุ์ นายสนั่น พงษ์อักษร รอง ผวจ.กาฬสินธุ์ พ.อ.เรืองพงษ์ วงศ์ศรีสุขรอง ผอ.กอ.รมน.จังหวัดกาฬสินธุ์นายพิชัย ส่งสุขเลิศสันติ ปลัด จ.กาฬสินธุ์ นายอัครพงษ์ เขียวแจ่มผู้อำนวยการสำนักงานทัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทสจ.) จ.กาฬสินธุ์ นายนิยม กิตติวงษ์ตระกูล ผู้อำนวยการส่วนทรัพยากรธรรมชาติ นายวิชา สุวรรณามังกรผอ.ส่วนยุทธศาสตร์ สำนักงาน ทสจ.กาฬสินธุ์ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ จิตอาสา ผู้นำชุมชน ประชาชน ร่วมพิธี จากนั้นร่วมกันปลูกต้นไม้ เนื่องในวันต้นไม้ประจำปีของชาติ พ.ศ. 2564 

นายทรงพล  ใจกริ่ม ผวจ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่าตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2532 ได้อนุมัติให้วันวิสาขบูชาของทุกปี เป็นวันต้นไม้ประจำปีของชาติ ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จ.กาฬสินธุ์ ร่วมกับศูนย์ป่าไม้กาฬสินธุ์ และเทศบาลตำบลเหนือ เพื่อให้วันต้นไม้ประจำปีของชาติ เป็นวันสำคัญของชาติที่ประชาชนจะได้ร่วมกันปลูกป่า เพื่อช่วยเพิ่มพูนทรัพยากรป่าไม้ของประเทศ และมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ เพิ่มพื้นที่สีเขียว ช่วยบรรเทาปัญหาภาวะโลกร้อน และลดฝุ่นละอองขนาดเล็ก(PM2.5) อีกด้วย ทั้งนี้ก่อนร่วมกันปลูกต้นไม้ ได้มีพิธีทางศาสนา เพื่อร่วมสวดภาวนาเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ผู้มาร่วมกิจกรรมและพันธุ์กล้าไม้ โดยต้นไม้ที่นำมาปลูกที่บริเวณวัดป่ากกไม้แดง บนเนื้อที่ประมาณ 11 ไร่ เป็นต้นกล้ายางนาและต้นพะยอม จำนวน 2,200 ต้น

ซอกแซกอาเซียน : 27 พฤษภาคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/575822

ซอกแซกอาเซียน : 27 พฤษภาคม 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

การช่วยเหลือของแอปเตอร์ในประเทศเมียนมาอีกแบบหนึ่ง ที่คาดว่าจะมีปัญหา ได้รับผลกระทบจากปัญหาทางการเมืองภายในประเทศ คือ การที่ประเทศญี่ปุ่นส่งข้าวแบบกึ่งสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน ซึ่งเป็นโครงการนำร่อง ยังไม่เคยมีมาก่อนไปให้ ในลักษณะเก็บสำรองไว้ล่วงหน้าและนำออกช่วยเหลือเมื่อเกิดภัยที่เรียกว่าระบบ Preposition ซึ่งผมเคยเล่าไปแล้วว่า ปีนี้ทางญี่ปุ่นและแอปเตอร์กำหนดเป้าหมายที่ 2 ประเทศ คือ เมียนมา และฟิลิปปินส์ ประเทศละ 2 ตัน และจากความวุ่นวายทางการเมืองในเมียนมา ทราบว่า ณ ปัจจุบัน (8 เมษายน) ข้าวกึ่งสำเร็จรูปที่ส่งทางเรือไปถึงท่าเรือย่างกุ้งแล้วนั้น ยังไม่มีการขนถ่ายขึ้นจากเรือเลย เรื่องของเรื่อง สาเหตุเท่าที่ทราบ คือ เกิดการหยุดงานของพนักงานท่าเรือ เลยไม่มีคนทำงานที่จะขนถ่ายสินค้าขึ้นจากเรือได้ ทั้งๆ ที่สินค้าที่ขนขึ้นเรือมานั้นก็เป็นไปเพื่อช่วยเหลือทางมนุษยธรรมแก่ชาวเมียนมา มิวายต้องโดนหางเลขไปด้วย แต่ผมก็เชื่อว่า ด้วยการประสานงานอย่างแข็งขันของกระทรวงเกษตรฯ ของเขา คงอีกไม่กี่วันเรื่องก็คงจะเรียบร้อยครับ เพราะจริงๆแล้ว ตามข้อตกลง เอ็มโอยู ที่เซ็นไว้ระหว่างแอปเตอร์กับทางการเมียนมาระบุชัดว่า หากการขนถ่ายสินค้ามีปัญหาไม่สามารถทำได้ภายในเวลาที่กำหนดแล้ว และเกิดความเสียหายขึ้น ผู้รับผิดชอบก็คือ กระทรวงเกษตรฯ ของเมียนมา เลยทำให้เจ้าหน้าที่ของเขาต่างคงไม่สามารถจะนิ่งนอนใจอยู่ได้

พูดถึงประเทศเมียนมา เมื่อคิดถึงความวุ่นวายทางการเมืองในปัจจุบัน ทำให้ผมรู้สึกเสียดายแทนมากเมื่อคิดเปรียบเทียบย้อนไปช่วง 3-4 ปีก่อนหน้านี้ ที่ผมได้เคยเดินทางไปปฏิบัติงานในประเทศเขา จากเดิมแม้จะอยู่ใกล้เคียงกับประเทศไทยเรามาก แต่ผมก็ไม่มีโอกาสได้เดินทางไปเลยแม้แต่ครั้งเดียว และเพิ่งเริ่มต้นไปเยี่ยมครั้งแรกสมัยยังรับราชการอยู่ในกรมการข้าว จนเมื่อมาเป็นผู้บริหารของสำนักงานแอปเตอร์ กลับมีโอกาสได้เดินทางไปเมียนมาเป็นว่าเล่น ปีละหลายๆ ครั้ง และก็ได้ไปแบบเจาะลึกถึงลูกถึงคนเกือบจะทุกพื้นที่ ผมเคยบอกแล้วว่ามีเพียง 3 รัฐใน 14 เขต/รัฐเท่านั้น ที่ผมยังไม่เคยไป คือ รัฐชิน รัฐคะยา และรัฐฉาน นอกนั้นไปมาหมดแล้ว (ความจริงรัฐฉาน หรือ ไทยใหญ่ ก็น่าจะเรียกได้ว่าเคยไปมาแล้ว คือข้ามชายแดนอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงรายไปเมืองท่าขี้เหล็ก ก็เป็นรัฐฉานแล้ว) ผมยอมรับว่ามีความประทับใจประเทศนี้มาก ทั้งสภาพภูมิประเทศ รวมทั้งอัธยาศัยของประชาชน และแม้ว่าจะมีทำเลที่ตั้งติดกับประเทศไทยเราแต่พบว่าเมียนมากลับมีความแตกต่างจากไทยเป็นอย่างมาก ผมพิเคราะห์เอาเองว่า สำหรับประเทศไทยนั้น เรามีความคล้ายคลึงมากกว่ากับเพื่อนบ้านเช่น สปป. ลาว และกัมพูชา ไม่ว่าจะเป็นด้านภาษา วัฒนธรรม วิถีดำรงชีวิตและความเป็นอยู่ ตลอดจนแนวคิด ทัศนคติของคนในชาติ แต่สำหรับเมียนมา นอกจากความเหมือนกับไทย สปป.ลาว กัมพูชาตรงที่นับถือศาสนาพุทธอย่างเดียวกัน และอดีตมีการเคี้ยวหมาก นุ่งโสร่งเหมือนกันแล้ว ผมว่าที่เหลืออื่นๆ ค่อนข้างจะแตกต่างกันอยู่มากทีเดียว

ถามว่าแล้วเมียนมาไปเหมือนใคร ผมว่าเหมือนกับอินเดียมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารการกินที่ชอบมีมันมาก การรักษาขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมดั้งเดิมไม่เคยสลัดทิ้ง รวมทั้งรักหวงแหนสิทธิเสรีภาพตามอุดมการณ์ประชาธิปไตย และอื่นๆ ที่ฟันธงอย่างนี้ เพราะเมียนมากับอินเดียมีเขตชายแดนใกล้ชิดติดกัน อีกทั้งสมัยเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ เมียนมาถูกจัดให้เป็นเพียงรัฐหนึ่งที่ขึ้นกับอินเดีย ขณะที่ชายแดนเมียนมาที่ติดประเทศไทยทางทิศตะวันออกนั้นมีเทือกเขาตะนาวศรีกั้นขวางไปมาหากันลำบากมาก แถมกลุ่มคนที่อยู่อาศัยก็มิใช่คนเมียนมาแท้ๆ หากแต่เป็นพวกชาติพันธุ์กะเหรี่ยง คะยาไทยใหญ่ และมอญครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ตาลเฉาะสร้างรายได้สู้ภัยโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/575819

ตาลเฉาะสร้างรายได้สู้ภัยโควิด-19

วันพฤหัสบดี ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานจากบริเวณริมถนนวัดขุนอินทประมูล ตรงข้ามกับร้านอาหารต้นมะขาม  หมู่ที่ 2 ตำบลอินทประมูล อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง นายสนธิ โพธิ์เตี้ย อายุ54 ปี สมาชิก อบต.บางพลับ พร้อมครอบครัวและญาติพี่น้อง ได้ทำการไปเก็บลูกตาลมาจากต้นตาล สดใหม่วันต่อวัน และนำมาเฉาะขายกันแบบสดๆ สร้างรายได้อย่างงามในช่วงโควิด-19 แพร่กระจาย โดยตาลเฉาะของนายสนธิ จะทำกันภายในครอบครัว และในช่วงนี้มีญาติพี่น้องที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ออกมาช่วยเฉาะตาลขายและทำผลิตภัณฑ์ที่ทำจากตาลทุกอย่างตั้งแต่น้ำตาลสด น้ำตาลบึก หัวตาลขนมตาล และตาลเฉาะ ซึ่งภายในครอบครัวช่วงนี้  มีรายได้ทุกวัน วันละ3,000-4,000 บาท โดยลูกตาลเฉาะ จะมีให้เก็บได้เพียงช่วงสั้นๆ 2-3 เดือน ในช่วงหน้าแล้ง แล้วก็รอครั้งต่อไปปีหน้า ด้าน นายสนธิ เล่าให้ฟังว่า ตนเองเป็นสมาชิก อบต.บางพลับอำเภอโพธิ์ทอง เป็นเกษตรกรทำนา จำนวน 50 ไร่ มีอาชีพเสริม ขายลูกตาลเฉาะ  ด้วยการปีนต้นตาล นำลูกตาลลงมาเฉาะขาย สร้างรายได้มานานกว่า 20 ปี  ซึ่งเป็นอาชีพที่ต้องอาศัยความชำนาญ ใจกล้า ท้าทายความสูง โดยแต่ละวัน ตนเองจะออกไปปีนต้นตาลกลางนา ที่ได้ตกลงเช่ากับเจ้าของนาไว้ ในราคาต้นละ 100 บาท ซึ่งได้เช่าไว้กว่า 1,000 ต้น ทั่วจังหวัดอ่างทอง

สหัสขันธ์คุมเข้มโรคลัมปีสกิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/575816

สหัสขันธ์คุมเข้มโรคลัมปีสกิน

วันพฤหัสบดี ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้องประชุมอำเภอสหัสขันธ์ นายตระกูล หนูนิล นายอำเภอสหัสขันธ์ เป็นประธานในการประชุมแก้ไขปัญหาโรคระบาดในสัตว์ ของอ.สหัสขันธ์ โดยนายสุรพล เกิดศักดิ์ ปศุสัตว์ อ.สหัสขันธ์ กล่าวว่า  นอกเหนือจากการออกสำรวจสัตว์ป่วยยังได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ออกติดตามอาการของโคที่ป่วยในพื้นที่อ.สหัสขันธ์ทั้ง 8 ตำบล โดยเฉพาะการออกฉีดยารักษาตามอาการเพื่อป้องกันการตายของสัตว์เลี้ยง รวมถึงการขอความร่วมมือจาก อปท.ในการจัดงบประมาณจัดซื้อยาพ่นและยารักษาสัตว์เลี้ยงโดยด่วน โดยเฉพาะการฉีดพ่นยาฆ่ายุงซึ่งเป็นพาหะนำโรคระบาด โดยคาดว่าจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในต้นเดือนมิถุนายนนี้โดยจำนวนโคในพื้นที่ อ.สหัสขันธ์ ประมาณ 5,300 ตัว ป่วยเป็นโรคลัมปีสกินแล้ว 130 ตัว ยังไม่มีรายงานจากการตายด้วยโรคนี้  อย่างไรก็ตามในส่วนของ อ.สหัสขันธ์ ยังมีการระบาดของโรคเพิร์ส หรือ PRRS ซึ่งได้ทำลายไปแล้ว 38  ตัว และได้ประกาศกำหนดเขตโรคระบาดชั่วคราวโรค PPRS ในสุกร ซึ่งห้ามเคลื่อนย้ายสัตว์ประเภทสุกร เว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากสัตวแพทย์ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบประจำเขตนั้นทุกครั้ง หาฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 22 พ.ร.บ.โรคระบาด พ.ศ.2558 โดยนายตระกูล หนูนิลนายอำเภอสหัสขันธ์ กล่าวว่า โรคระบาดที่เกิดขึ้นยังอยู่ในสถานการณ์ที่ควบคุมได้ซึ่งได้ขอให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านได้ออกสำรวจสัตว์เลี้ยงที่ป่วยเพื่อรายงานตัวเลขเข้ามาแบบวันต่อวัน แม้ว่าหลายพื้นที่เกิดโรคระบาดในสัตว์เป็นความเดือดร้อนของเกษตรกร  

58 ปีกรมพัฒนาที่ดินมุ่งแก้ดินเสื่อมโทรม ดึงเทคโนโลยีสร้างวิถีทำงาน New Normal #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/575821

58ปีกรมพัฒนาที่ดินมุ่งแก้ดินเสื่อมโทรม ดึงเทคโนโลยีสร้างวิถีทำงานNew Normal

58ปีกรมพัฒนาที่ดินมุ่งแก้ดินเสื่อมโทรม ดึงเทคโนโลยีสร้างวิถีทำงานNew Normal

วันพฤหัสบดี ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงานวันสถาปนากรมพัฒนาที่ดิน ครบรอบ 58 ปี ที่กรมพัฒนาที่ดินว่า จากนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มีความมุ่งเน้นในการดูแลรักษาปรับปรุง บำรุง ฟื้นฟูดิน เพื่อให้ทรัพยากรดินและที่ดินสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่าและยั่งยืน โดยวางแผนการใช้ที่ดินในพื้นที่ทำการเกษตร สำรวจและจำแนกดิน กำหนดบริเวณการใช้ที่ดิน ผลิตแผนที่และทำสำมะโนที่ดิน ทั้งให้ความรู้วิชาการ ผ่านการสาธิต และถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการพัฒนาที่ดิน ที่เน้นการทำเกษตรสมัยใหม่ การพัฒนาผลผลิตให้มีคุณภาพ ส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์ การเกษตรผสมผสาน เพื่อให้สามารถผลิตอาหารได้หลากหลายมีคุณค่าทางโภชนาการ มีรายได้เลี้ยงครอบครัวได้อย่างเพียงพอ

“เนื่องด้วยสถานการณ์ในปัจจุบัน ที่มีการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ทั้งการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19)ล้วนส่งผลกระทบต่อการผลิตอาหารและการเข้าถึงอาหารของประชากรโลก ดังนั้น ในโอกาสครบรอบปีที่ 58 ของกรมพัฒนาที่ดิน จึงมุ่งมั่นต่อการสร้างกระบวนการ การมีส่วนร่วมในการพัฒนาทรัพยากรดิน เพื่อแก้ไขปัญหาสภาพดินที่เสื่อมโทรม ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ และเป็นกลไกสนับสนุนการพัฒนาการเกษตรให้เกิดความยั่งยืนมากยิ่งขึ้นซึ่งจำเป็นต้องอาศัยกระบวนความร่วมมือและการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนจึงจะประสบความสำเร็จ ทั้งจากภาครัฐ ประชาชน เกษตรกรและภาคส่วนอื่นๆ โดยมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้ในกระบวนการทำงานให้เหมาะสม เพื่อสร้างวิถีการทำงานแบบ New Normal และเป็นการเตรียมความพร้อมการเข้าสู่ระบบราชการ 4.0”ร้อยเอกธรรมนัส กล่าว

ทั้งนี้ กรมพัฒนาที่ดิน ยังเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ที่ดินซึ่งมีส่วนช่วยเสริมสร้างอาชีพแก่เกษตรกรในพื้นที่ ด้วยการสนับสนุนปัจจัยการผลิตวัสดุปรับปรุงบำรุงดินและผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพด้านการพัฒนาที่ดิน ผ่านผลิตภัณฑ์ พด.ชนิดต่างๆพร้อมทั้งสร้างและพัฒนาเครือข่ายกลุ่มเกษตรกรให้เกิดความเข้มแข็ง พัฒนางานวิจัยและนวัตกรรม พัฒนาและประยุกต์ใช้ Big Data & AI กรมพัฒนาที่ดิน เพื่อสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่และเกษตรกร สำหรับนำไปใช้วางแผนการใช้ที่ดินให้เหมาะสมสำหรับการปลูกพืช การดำเนินกิจกรรมในพื้นที่

นางสาวเบญจพร ชาครานนท์ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดงานวันสถาปนากรมพัฒนาที่ดินครบรอบ 58 ปีในปีนี้ กรมพัฒนาที่ดินได้เปลี่ยนรูปแบบการจัดงานให้เข้ากับสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19)โดยใช้แนวทางเว้นระยะห่างทางสังคม (SocialDistancing) เพื่อลดปัญหาการแออัดของคนที่จะเข้ามาร่วมงาน ซึ่งกิจกรรมภายในงานจะมีพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พิธีเปิดศูนย์ความเป็นเลิศด้านการพัฒนาที่ดิน มอบรางวัลผลงานดีเด่นแก่หน่วยงานและบุคคลดีเด่น มอบทุนการศึกษามูลนิธิพัฒนาที่ดินสงเคราะห์และทุนการศึกษาสหกรณ์ออมทรัพย์กรมพัฒนาที่ดิน จำกัด ผ่าน VDO Conference และถ่ายทอดสด (Live) ผ่าน Facebook กรมพัฒนาที่ดิน

‘วราวุธ’ เตรียมขยายความร่วมมือป้องกัน รักษาป่ากับเพื่อนบ้านอาเซียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/575744

'วราวุธ'เตรียมขยายความร่วมมือป้องกัน รักษาป่ากับเพื่อนบ้านอาเซียน

‘วราวุธ’เตรียมขยายความร่วมมือป้องกัน รักษาป่ากับเพื่อนบ้านอาเซียน

วันพุธ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 14.34 น.

“วราวุธ”เตรียมขยายความร่วมมือป้องกัน รักษาป่ากับเพื่อนบ้านอาเซียน มอบ”ยุทธพล”นำปลูกป่าชายเลนจังหวัดเพชรบุรี เนื่องในวันต้นไม้ประจำปีของชาติ

การเพิ่มพื้นที่ป่าชายเลนในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากความร่วมมือของพี่น้องประชาชน รวมถึง องค์กรภาครัฐและเอกชน ด้าน นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) วางนโยบายขยายความร่วมมือกลุ่มประเทศอาเซียน พร้อมได้มอบหมายให้ นายยุทธพล อังกินันทน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกิจกรรมปลูกต้นไม้เนื่องในวันต้นไม้ประจำปีของชาติ ประจำปี พ.ศ.2564 โดยมีผู้บริหารในสังกัด ทส.ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้นำชุมชน เครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทะเล และประชาชนในพื้นที่ เข้าร่วมกิจกรรม ณ พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ตำบลชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี พร้อมเตรียมวางแผนจัดการป่าชายเลนอย่างเป็นระบบทั่วประเทศ

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ตนได้เปิดเผยบ่อยครั้งถึงความสำเร็จและความร่วมมือของพี่น้องประชาชนที่ได้มีส่วนร่วมในการเพิ่มพื้นที่และอนุรักษ์ป่าชายเลนให้ดีขึ้นในหลายพื้นที่ แต่ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่อาจส่งผลให้การรวมกลุ่มกันของพี่น้องประชาชนในการแสดงพลังเพื่อปลูกและบำรุงป่าอาจจะเห็นได้ไม่บ่อยครั้งนัก สำหรับวันนี้ (วันที่ 26 พฤษภาคม 2564) ซึ่งตรงกับวันวิสาขบูชา และเป็นวันต้นไม้ประจำปีของชาติ ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2532 หลายหน่วยงานของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ ละสิ่งแวดล้อมก็ได้จัดเตรียมกิจกรรมปลูกป่าบกและป่าชายเลนร่วมกับจิตอาสาและพี่น้องประชาชนในพื้นที่ เพื่อเป็นเครื่องหมายที่สะท้อนให้เห็นว่า พวกเรายังให้ความสำคัญกับทรัพยากรป่าไม้และพร้อมที่จะดูแลและฟื้นฟูผืนป่าให้คงอยู่และเพิ่มขึ้นเช่นนี้ต่อไป

อย่างไรก็ตาม วันนี้ตนได้มอบหมายให้ นายยุทธพล อังกินันนทน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่และเป็นประธานในกิจกรรมปลูกไม้ป่าชายเลน ในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี ร่วมกับพี่น้องประชาชนและจิตอาสา นอกจากนี้ ตนได้กำหนดแนวนโยบายในการขยายความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ รวมถึงกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มประเทศอาเซียน ภายใต้โครงการ Thailand Plus One โดยมุ่งเน้นการรักษาผืนป่า และการลดการเผาที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างแถบภูมิภาคนี้ ทั้งนี้ ตนจะได้หารือกับ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในการหาเทคโนโลยีที่ทันสมัยหรือนวัตกรรมใหม่ๆ มาช่วยในการสำรวจ ลาดตระเวน และติดตามการดำเนินงานและสถานการณ์ต่างๆ ให้ได้แบบ Real time

“สุดท้ายตนอยากจะฝากทุกคนว่า ด้วยสถานการณ์ต่างๆ ช่วงนี้ ตนห่วงใยพี่น้องประชาชนทุกคน อยากให้ทุกคนดูแลสุขภาพตนเองและคนใกล้ตัว แล้วขอฝากให้ทุกคนช่วยกันดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้สมบูรณ์และคงความสมดุลอย่างยั่งยืนเช่นนี้ต่อไป เพื่อพวกเราเองและเพื่อลูกหลานของเราทุกคน” นายวราวุธ กล่าว

ภายหลังการเปิดกิจกรรมปลูกต้นไม้เนื่องในวันต้นไม้ประจำปีของชาติ นายยุทธพล อังกินันทน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะประธานเปิดกิจกรรม เปิดเผยว่า วันนี้ (วันที่ 26 พฤษภาคม 2564) ตนได้ร่วมกับพี่น้องประชาชนและจิตอาสาในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี ร่วมปลูกป่าชายเลนเนื่องในวันต้นไม้ประจำปีของชาติ และเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา บริเวณพื้นที่ชายหาด ณ พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ตำบลชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งครั้งนี้เป็นการจัดกิจกรรมเพื่อแสดงพลังและความร่วมมือของพี่น้องชาวจังหวัดเพชรบุรี ในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลนในจังหวัด ซึ่งตนได้หารือกับหน่วยงานในพื้นที่ถึงแนวทางการเพิ่มพื้นที่ป่าบกและป่าชายเลนในจังหวัดโดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน รวมถึง การแก้ไขปัญหาการบุกรุกและการจัดหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยให้กับผู้ที่ประสบปัญหาในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ตนได้มอบให้ นายโสภณ ทองดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง สำรวจพื้นที่ป่าชายเลนในจังหวัดเพชรบุรี รวมถึง 24 จังหวัดชายฝั่งทะเล เพื่อวางแผนการบริหารจัดการ รวมถึง การกำหนดมาตรการและแนวทางการตรวจลาดตระเวน ร่วมกับภาคประชาชนและอาสาสมัครในพื้นที่อย่างเป็นระบบและเกิดความยั่งยืนในการดำเนินงาน ต่อไป

ด้าน นายโสภณ ทองดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวว่า กรม ทช.กำลังเร่งรัดประชาสัมพันธ์เชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนและประชาชนโดยทั่วไปเข้ามาร่วมปลูกฟื้นฟูป่าชายเลนให้คืนสู่ความสมบูรณ์ในการปลูกป่าชายเลน เพื่อประโยชน์จากคาร์บอนเครดิตซึ่งขณะนี้กรม ทช.ได้เตรียมพื้นที่พร้อมดำเนินการไว้แล้วประมาณ 10,000 ไร่ เพื่อรองรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมอีกทั้งหน่วยงานในสังกัดกรม ทช.ได้จัดเตรียมกล้าไม้ป่าชายเลนไว้บริการแจกฟรีสำหรับหน่วยงานและประชาชนที่มีความประสงค์จะขอรับกล้าไม้ไปปลูกในพื้นที่เอกสารสิทธิ์หรือพื้นที่สาธารณะ เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวตามเหมาะสม โดยติดต่อขอรับกล้าไม้ได้ที่สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 1 – 10 และศูนย์อนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลนทุกแห่งในพื้นที่ 

สกู๊ปพิเศษ : โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผาจุกเตรียมความพร้อมจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/575621

สกู๊ปพิเศษ : โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผาจุกเตรียมความพร้อมจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทาน

สกู๊ปพิเศษ : โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผาจุกเตรียมความพร้อมจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทาน

วันพุธ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายณฐพล ชุ่มสวัสดิ์ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผาจุก สั่งการให้นายนิพนธ์ เผ่ากันทะ หัวหน้าฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 3  และเจ้าหน้าที่โครงการฯ ลงพื้นที่พบปะผู้นำเกษตรกรนายไพฑูรย์ นาคะเกศ กำนันตำบลผาจุก, นางปานจิต อ่อนระฮุง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4, นายวุธ เล็กคำ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 8 และนายพลไชยสอน ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 9 โครงการสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าพร้อมระบบส่งน้ำ (ฝั่งซ้าย)  เขื่อนทดน้ำผาจุก อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ เพื่อเตรียมความพร้อมจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทาน ที่บริเวณโครงการสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าพร้อมระบบส่งน้ำ (ฝั่งซ้าย) เขื่อนทดน้ำผาจุกอำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ พื้นที่รับประโยชน์ 4,000 ไร่ 

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้มุ่งเน้นและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำโดยใช้ประโยชน์จากน้ำชลประทานด้วยยุทธศาสตร์การพัฒนาอย่างยั่งยืน ด้วยการส่งเสริมให้เกษตรกรผู้ใช้น้ำมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการน้ำชลประทานอย่างจริงจัง

นายณฐพล ชุ่มสวัสดิ์ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผาจุก กล่าวว่า โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผาจุก เป็นหน่วยงานหลักในระดับจังหวัดในการพัฒนาด้านแหล่งน้ำให้เพียงพอ บริหารจัดการน้ำให้กับผู้ใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพทั่วถึงเป็นธรรม และยั่งยืนเสริมสร้างให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนา และ บริหารจัดการน้ำทุกระดับอย่างบูรณาการ ดำเนินการป้องกัน และ บรรเทาภัยอันเกิดจากน้ำ

“โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผาจุก”มีหน้าที่รับผิดชอบวางแผนควบคุมบริหารงานด้านก่อสร้าง อาคารชลประทานประเภทต่างๆ เช่น ทำนบ ฝาย เขื่อนเก็บกักน้ำ เขื่อน หรือ ประตูระบายน้ำ คลองส่งน้ำคลองระบายน้ำ ระบบชลประทานในแปลงนา คันกั้นน้ำ ถนนบนคันคลอง และดำเนินการก่อสร้างระบบระบายน้ำและระบบชลประทานประเภทอื่นๆ ตามที่ได้รับ
มอบหมาย โดยรับผิดชอบการบริหารงานในลักษณะโครงการก่อสร้างทางชลประทานขนาดกลาง โครงการชลประทานขนาดเล็ก โครงการก่อสร้างทางชลประทาน รวมทั้งโครงการพระราชดำริ โครงการพิเศษและโครงการพัฒนาเพื่อความมั่นคงโดยดำเนินการเสร็จตามแผนงานงบประมาณที่กำหนดไว้ และ/หรือเงินนอกงบประมาณที่ได้รับ ตลอดจนตรวจสอบ วิเคราะห์ ติดตามประเมินผลงานก่อสร้างให้เป็นไปตามมาตรฐานถูกต้องตามหลักวิชาการรวมทั้งตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการร้องเรียนต่างๆ ตลอดจนปฏิบัติหน้าที่อื่นๆ ตามที่ผู้บังคับบัญชามอบหมาย สำหรับพื้นที่บริเวณที่ตั้งโครงการมีเนื้อที่ทั้งหมด 64 ไร่ 2 งาน 64 ตารางวา พื้นที่ชลประทาน จำนวน 327,506 ไร่ นายณฐพล กล่าว

ด้านนายเกรียงไกร ภาคพิเศษ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 3 กรมชลประทาน  กล่าวว่าสำหรับการจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทาน ถือเป็นกิจกรรมหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการมีส่วนร่วม ซึ่งทำให้เกษตรกรและชุมชนเกิดการเรียนรู้ร่วมกันในการดำเนินกิจกรรมที่มุ่งแก้ไขปัญหาของสังคม ที่จะนำไปสู่ความยั่งยืนของการบริหารจัดการน้ำอย่างแท้จริง

“กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ได้กำหนดทิศทางของการบริหารจัดการน้ำชลประทานในอนาคต โดยเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์จากน้ำชลประทานที่ได้รับการพัฒนาแล้ว แทนการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นโครงการที่ใช้ระยะเวลาในการดำเนินงานที่ยาวนาน ด้วยการเปลี่ยนจากการพัฒนาเชิงปริมาณไปเป็นการพัฒนาเชิงคุณภาพ มีกระบวนการที่สำคัญที่สุดคือ “การส่งเสริมให้เกษตรกรผู้ใช้น้ำมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการน้ำชลประทานอย่างจริงจัง” จึงได้มีการจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทานขึ้นในพื้นที่ต่างๆ เพื่อร่วมกันบริหารจัดการน้ำและบำรุงรักษาระบบชลประทานได้อย่างเข้าใจตามหลักวิชาการ สอดคล้องกับความต้องการของเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อเป็นไปตามนโยบายของนายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน ที่เน้นให้ความสำคัญการการมีส่วนร่วมของประชาชนมากที่สุด นายเกรียงไกร กล่าวท้ายที่สุด

ผลสำเร็จแปลงใหญ่กล้วยหอมทองเสิงสาง เพิ่มมูลค่าสร้างกำไรปีละกว่า 18 ล้านบาท #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/575618

ผลสำเร็จแปลงใหญ่กล้วยหอมทองเสิงสาง เพิ่มมูลค่าสร้างกำไรปีละกว่า18ล้านบาท

วันพุธ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางสุจารีย์พิชา ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 5 นครราชสีมา (สศท.5) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จังหวัดนครราชสีมามีนโยบายส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาผลิตสินค้าเกษตรที่สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ โดยเฉพาะพืชเศรษฐกิจที่ให้ผลตอบแทนสูง และคุ้มค่าแก่เกษตรกร มีตลาดรองรับ โดยสนับสนุนให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่มทำการผลิต การบริหารจัดการร่วมกันและรวมกันจำหน่าย โดยมีตลาดรองรับที่แน่นอน เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิต ผลผลิตมีคุณภาพได้มาตรฐาน และให้เกษตรกรเป็นผู้บริหารจัดการ แบบครบวงจรทั้งด้านการผลิต แปรรูปและการตลาดได้

จากการลงพื้นที่ของสศท.5 เพื่อติดตามสถานการณ์การผลิตกล้วยหอมทองของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกล้วยหอมทอง ตำบลสุขไพบูลย์ อำเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา นับเป็นกลุ่มตัวอย่างที่เข้มแข็งและประสบความสำเร็จ เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2560 มีพื้นที่ปลูกประมาณ 700 ไร่ ปัจจุบันมีสมาชิกเกษตรกร 100 ราย ซึ่งทางกลุ่มวิสาหกิจฯ มีการดำเนินงานในรูปแบบคณะกรรมการวิสาหกิจชุมชนกล้วยหอมทอง และวางแผนการผลิตและการตลาดอย่างเป็นระบบ ผลผลิตผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP รวมถึงมีโรงคัดบรรจุตามระบบ GMP เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ และปลอดภัยต่อผู้บริโภค สำหรับด้านการผลิต พบว่า ปี 2563 มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 23,632 บาท/ไร่/ปี (ระยะเวลาเพาะปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว 8-10 เดือน) ให้ผลผลิตเฉลี่ย 3,219 กิโลกรัม/ไร่/ปี ผลตอบแทนเฉลี่ย 48,795 บาท/ไร่/ปี คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) เฉลี่ย 25,163 บาท/ไร่/ปี ทั้งนี้ หากคิดเป็นผลตอบแทนของทั้งกลุ่มจะได้กำไร 18 ล้านบาท/ปี ราคาที่เกษตรกรขายได้ ณ 19 พฤษภาคม 2564 แบ่งเป็น 4 เกรด คือ เกรด Jumbo ราคาอยู่ที่ 50 บาท/หวี(น้ำหนัก 4 กิโลกรัมขึ้นไป/หวี) เกรด A ราคาอยู่ที่ 41 บาท/หวี (น้ำหนัก 2.2-4 กิโลกรัม/หวี) เกรด B ราคาอยู่ที่ 30 บาท/หวี (น้ำหนัก 1.8-2.2 กิโลกรัม/หวี) ส่วนกล้วยหอมทองแบบตกเกรด ราคาอยู่ที่ 10 บาท/กิโลกรัม (น้ำหนักต่ำกว่า 1.8 กิโลกรัม/หวี)

โดยปี 2563 ที่ผ่านมา จังหวัดนครราชสีมา โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดนครราชสีมา ได้สนับสนุนให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่กล้วยหอมทองตำบลสุขไพบูลย์ลงนามสัญญาซื้อ-ขาย กล้วยหอมทอง (MOU) กับบริษัท คิงฟรุทส์ จำกัด ระยะสัญญา 5 ปี(ปี 2563-2568) จากการลงนามในครั้งนี้ สำนักงานเกษตรจังหวัดนครราชสีมา และบริษัท คิงฟรุทส์ จำกัด ได้สนับสนุน องค์ความรู้ด้านต่างๆ ให้แก่เกษตรกรกลุ่มวิสาหกิจฯอาทิ ด้านการบริหารจัดการกลุ่ม ด้านวิชาการ ด้านการผลิต เพื่อให้ได้คุณภาพตรงกับความต้องการตลาด โดยเน้นย้ำอาหารปลอดภัยตลอดห่วงโซ่การผลิตจนถึงมือผู้บริโภค

สำหรับผลผลิตกล้วยหอมทองของกลุ่มวิสาหกิจฯ ส่วนใหญ่ร้อยละ 70 ส่งจำหน่ายให้กับบริษัทคิงฟรุทส์ จำกัด เพื่อทำการคัดเกรด และบรรจุภัณฑ์ (Packaging) จำหน่ายไปยังตลาด Modern Trade เช่น Tesco Lotus Makroและ 7-Eleven รวมทั้งจำหน่ายผลผลิตให้กับบริษัท บานาน่า เจ อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ส่วนผลผลิตร้อยละ 30 ส่งจำหน่ายตลาดต่างประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น และจีน ทางกลุ่มวิสาหกิจฯ ยังมีการแปรรูปผลผลิตเป็นกล้วยตากภายใต้แบรนด์“ไทยดง (Thaidong)” เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่า และสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรอีกทางหนึ่งด้วย

สำหรับทิศทางการบริหารจัดการของกลุ่มวิสาหกิจฯ มีแนวโน้มจะขยายพื้นที่ปลูกและตั้งเป้าเพิ่มจำนวนสมาชิกอีก 100 รายเพื่อรองรับความต้องการของตลาด เนื่องจากตลาดกล้วยหอมคุณภาพยังเปิดกว้าง และผลผลิตยังไม่เพียงพอกับความต้องการของผู้บริโภค ทั้งนี้ เกษตรกรหรือท่านที่สนใจข้อมูลการผลิตกล้วยหอมทองของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่กล้วยหอมทองสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ นายสมศักดิ์ แสงรัมย์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่กล้วยหอมทอง ตำบลสุขไพบูลย์ อำเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา โทร.
08-9720-0778 หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สศท.5 นครราชสีมา โทร. 0-4446-5120 หรืออีเมล zone5@oae.go.th