เร่งนำเข้าวัคซีน 6 หมื่นโดสสกัดโรคลัมปีสกินในโค-กระบือ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/575617

เร่งนำเข้าวัคซีน6หมื่นโดสสกัดโรคลัมปีสกินในโค-กระบือ

วันพุธ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เกษตรฯ เร่งควบคุมโรคลัมปี สกิน ในโค-กระบือขอความร่วมมือผู้เลี้ยงห้ามเคลื่อนย้ายสัตว์ มั่นใจหยุดยั้งได้ ย้ำมีวัคซีนเพียงพอลอตแรก 6 หมื่นโดส

นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า โรคลัมปี สกิน (Lumpy Skin Disease)ในโค กระบือ ถือเป็นโรคอุบัติใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เตรียมการเฝ้าระวังและเตรียมความพร้อมป้องกันตั้งแต่เดือนธันวาคม 2563 และเมื่อวันที่ 25 ก.พ. 2564 ตนในฐานะกำกับดูแลกรมปศุสัตว์ได้ลงพื้นที่ จ.ตาก เพื่อประชุมเฝ้าระวังและป้องกันควบคุมโรคลัมปี สกิน โดยได้ปิดด่านชายแดนทั้งหมดเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคจากประเทศเพื่อนบ้าน ตลอดจนออกมาตรการเข้มงวด หากมีการเคลื่อนย้ายต้องตรวจเลือดโค กระบือทุกตัว และกักโค กระบือ 28 วัน โดยขณะนี้โรคดังกล่าวได้แพร่ระบาดใน 35 จังหวัด ทั้งภาคตะวันออกเฉียงเหนือภาคเหนือ ภาคตะวันตก และภาคใต้ และได้รับรายงานจากกรมปศุสัตว์ว่า มีโค กระบือป่วยกว่า 7,000 ตัว จาก 6 ล้านตัวทั่วประเทศ อีกทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหมได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และกำชับให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งแก้ไขปัญหาการควบคุมโรคอย่างเร่งด่วน

นายประภัตร กล่าวเพิ่มเติมว่า แผนปฏิบัติการฉีดวัคซีนโรคลัมปี สกิน แบ่งเป็น 2 โซน คือ 1.พื้นที่เกิดโรค Infected Zone 50 กิโลเมตร โดยฉีดวัคซีนในอำเภอที่อยู่ในรัศมี 50 กิโลเมตรจากพื้นที่เกิดโรค และมีมาตรการห้ามเคลื่อนย้ายโค กระบือที่ฉีดวัคซีนออกจากคอกเลี้ยงเป็นระยะเวลา 30 วัน และ 2.พื้นที่เฝ้าระวังโรค Surveillance Zone 100 กิโลเมตร ไม่ฉีดวัคซีน สามารถเคลื่อนย้ายภายใต้การกำกับดูแลของเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นวัคซีนเชื้อเป็น การดำเนินการฉีดวัคซีนต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมปศุสัตว์รวมทั้งต้องมีการทำเครื่องหมายประจำตัวสัตว์ที่ฉีดวัคซีนทุกตัว

“การนำเข้าวัคซีนป้องกันโรคลัมปี สกินลอตแรกจะถึงในวันศุกร์ที่ 28 พ.ค. นี้ จำนวน 60,000 โดส ทั้งนี้การออกให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันแก่โค-กระบือของเกษตรกร จะดำเนินการตามแผนปฏิบัติการของคณะกรรมการแก้ไขปัญหาโรคลัมปี สกิน เป็นผู้พิจารณา โดย ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ลงนามแต่งตั้งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตามการฉีดวัคซีนต้องปฏิบัติควบคู่กับมาตรการของกรมปศุสัตว์ โดยเฉพาะควบคุมการเคลื่อนย้าย และกำจัดแมลงพาหะของโรค ในส่วนของเกษตรกรที่มีความตื่นตระหนกและมีความต้องการวัคซีนสูง ขอชี้แจงว่าวัคซีน 60,000 โดสนี้ คณะกรรมการแก้ไขปัญหาโรคลัมปี สกิน จะทำการแจกจ่ายไปตามพื้นที่ที่เกิดโรคในขณะนี้ก่อน ซึ่งบางจังหวัดยังไม่เกิด แต่มีความต้องการด้วย จึงเตรียมของบกลางเพิ่มอีกสำหรับจังหวัดที่ต้องการ” นายประภัตร กล่าว

นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า โรคลัมปี สกิน เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส จะเกิดเฉพาะในโค-กระบือ ไม่ติดต่อจากสัตว์สู่คน รักษาหายได้ และสามารถบริโภคได้ โดยสัตว์ที่ป่วยจะมีอาการที่สามารถสังเกตได้คือ พบตุ่มเนื้อบนผิวหนัง และเยื่อเมือกทั่วร่างกาย ซึ่งต่อมาจะตกสะเก็ดและเป็นแผลหลุม สัตว์อาจมีไข้และหายใจลำบากร่วมด้วย ขอให้พี่น้องเกษตรกรหมั่นดูแลสุขภาพของโค-กระบือ ให้มีสุขภาพแข็งแรง หากพบสัตว์มีอาการผิดปกติ สงสัยว่าป่วยให้แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์จังหวัด หรือปศุสัตว์อำเภอในท้องที่หรือโทรศัพท์สายด่วน 06-3225-6888 หรือทางแอปพลิเคชั่น DLD 4.0 เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าดำเนินการให้ความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

กรมการแพทย์ จับมือเอกชน พัฒนาสายด่วน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/575616

กรมการแพทย์ จับมือเอกชน พัฒนาสายด่วน

วันพุธ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

บริษัท โนวา ออร์แกนิค จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารเสริมและผลิตภัณฑ์เสริมความงามภายใต้ แบรนด์ “ลีฟเนส” “โดนัทท์” “ถั่งเช่าผสมมัลติวิตามินบี” และ “คิว-ติน” จับมือร่วมกับบริษัท เทล ทู เทล จำกัด บริการจิตอาสารับสายด่วนเฉพาะกิจ 1668 กรมการแพทย์ เพื่อช่วยเหลือการจัดการเตียงสำหรับผู้ป่วยโควิด-19

เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ระลอกใหม่แพร่ระบาดในวงกว้างและรวดเร็ว  ทำให้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ตระหนักถึงปัญหาในการ
ตอบสนองผู้ป่วยเนื่องจากคู่สายไม่เพียงพอ  จึงดำเนินการจัดตั้งช่องทางสายด่วน 1668 เฉพาะกิจในรูปแบบ One Stop Service จำแนกทีมดำเนินการเป็นสามส่วน คือ 1.ทีม Frontline Call Center  2. ทีมรับสายและประเมินอาการ 3. ทีมบริหารจัดการเตียงและข้อมูล ซึ่งทั้ง 3 ทีมจะดำเนินการร่วมกันตั้งแต่การรับเคสผู้ป่วยจนสามารถหาเตียงให้กับผู้ป่วยโควิดได้เข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลหรือ
Hospitel ได้

บริษัท โนวา ออร์แกนิค จำกัด จัดตั้งทีมจิตอาสา 15 คน ให้บริการในส่วน Frontline Call Center  รับสายด่วน 1668 ไปแล้ว 5,300 สาย ตั้งแต่วันที่ 6-23 พฤษภาคม 2564 ที่ผ่านมา โดยช่วยประสานหาเตียงให้กับผู้ป่วยโควิดทั้งในกรุงเทพมหานคร และต่างจังหวัดกว่า 1,617  เตียง

ทีมจิตอาสามีความพร้อมในการรับสายที่มากขึ้นในแต่ละวัน ล่าสุด กระทรวงสาธารณสุข ขอแจ้งเปลี่ยนเบอร์ Call Center ในการหาเตียงผู้ป่วยโควิด-19 ที่ศูนย์แรกรับผู้ติดเชื้อโควิด-19 อาคารนิมิบุตร สนามกีฬาแห่งชาติ จากเบอร์ 0-2079-1000 เป็นเบอร์ สายด่วน 1668 ตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2564 เป็นต้นไป สายด่วน 1668  ให้บริการหาเตียงผู้ป่วยโควิด-19 ทุกวัน เวลา 08.00-22.00 น.

‘SACICT’ เชิญชวนนิสิต-นักศึกษา ร่วมแข่งขันออกแบบงานหัตถกรรม รายการเรียลิตี้โชว์ ‘สงครามทำมือ’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/575611

‘SACICT’เชิญชวนนิสิต-นักศึกษา ร่วมแข่งขันออกแบบงานหัตถกรรม รายการเรียลิตี้โชว์‘สงครามทำมือ’

วันพุธ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายพรพล เอกอรรถพร ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ หรือ SACICT กล่าวว่า ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) หรือ SACICT จัดแข่งขันออกแบบผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมร่วมสมัยสู่สากล ประจำปี 2564 เพื่อค้นหาคนรุ่นใหม่ นิสิต นักศึกษา ที่กำลังศึกษาในระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่า เข้าร่วมการแข่งขันออกแบบผลิตภัณฑ์จักสานผ่านรายการ Reality Show “SACICT WAR CRAFT สงครามทำมือ” ออกอากาศทางช่องอมรินทร์ทีวี โดยสามารถสมัครเข้าร่วมรายการในรูปแบบทีม ทีมละ 3 คน ชิงเงินรางวัลรวมมูลค่ากว่า 300,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัล สมัครได้แล้วตั้งแต่วันนี้ ถึง 4 มิถุนายน 2564

รายการ “SACICT WAR CRAFT สงครามทำมือ” เป็นการสนับสนุนและพัฒนาศิลปหัตถกรรมไทยให้ก้าวไกลเป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและเวทีหัตถกรรมโลก เน้นการสร้างการรับรู้และสร้างแรงบันดาลใจให้กับกลุ่มเป้าหมาย ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้จากครูช่าง และกูรูด้านงานศิลปหัตถกรรมทั้งผู้ผลิต ผู้เชี่ยวชาญด้านงานศิลปหัตถกรรมไทย โดยโจทย์ในปี 2564 จะเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมประเภทงานจักสาน ผ่านรูปแบบรายการโทรทัศน์ Reality Show เพื่อร่วมอนุรักษ์ พัฒนา และชูจุดเด่นในด้านการยกระดับมูลค่าของศิลปหัตถกรรมไทย รวมถึงยังเป็นการพัฒนางานศิลปหัตถกรรมไทยประเภทจักสานให้เป็นที่รู้จัก และสนใจของสังคมไทยต่อไป

สำหรับการออกแบบแบ่งเป็น3 ประเภท ประกอบด้วย 1. จักสานกลุ่มแฟชั่น 2. จักสานกลุ่มเครื่องใช้และของตกแต่ง 3. จักสานในรูปแบบนวัตกรรมใหม่ โดยใช้วัตถุดิบในการผลิตชิ้นงาน 4 ประเภท ประกอบด้วย กระจูด กก ไม้ไผ่และ ป่านศรนารายณ์ ทั้งนี้สามารถส่งใบสมัครพร้อมผลงานให้ครบถ้วนทาง E-MAIL : sacictwarcraft@gmail.com หรือจะสมัครทางออนไลน์ : เข้ามากรอกรายละเอียดการสมัครได้ที่  https://forms.gle/4kVuTdj1pc3PE8Vd9

ลุยเกษตรสุดเขตทั่วไทย : 26 พฤษภาคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/575612

ลุยเกษตรสุดเขตทั่วไทย : 26 พฤษภาคม 2564

วันพุธ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

‘ลุงตู่’จะทำได้ไหม ที่ลั่นวาจา

การแก้ปัญหาทุจริตเป็นวาระแห่งชาติ

เมื่ออาทิตย์ก่อนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พูดถึงปัญหาการทุจริตที่ส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการภาครัฐ การพัฒนาเศรษฐกิจ การค้าการลงทุน และการพัฒนาประเทศ, การทุจริตยังรวมไปถึงภาพลักษณ์ที่ไม่ดีของประเทศไทย ทั้งในแง่การรับรู้ของภาคประชาชน และภาคธุรกิจ

…รัฐบาลได้ประกาศให้การแก้ไขปัญหาการทุจริตเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อให้มีการปฏิบัติอย่างจริงจังเป็นรูปธรรมทุกปีองค์การเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ จะดำเนินการสำรวจสถานการณ์การทุจริตของทุกประเทศทั่วโลก

…ลุงตู่ ยกตัวอย่างในปีที่ผ่านมาประเทศไทยถูกจัดอันดับปัญหาการทุจริตผ่านดัชนีการรับรู้การทุจริตหรือ คอร์รัปชั่น เพอเซพชั่น อินเด็กซ์ หรือค่าซีพีไอ (CPI) โดยมีค่าคะแนนอยู่ในอันดับที่ 104 จากประเทศที่เข้าร่วมประเมินทั้งหมด 180 ประเทศทั่วโลก

…เรามองมาที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นกระทรวงที่ใกล้ชิดประชาชน มีการตั้งงบประมาณประชาสัมพันธ์ไว้ 3 เปอร์เซ็นต์ จากงบการประมูลงาน ทุกกรมในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ จะตั้งงบไว้ประชาสัมพันธ์ 3 เปอร์เซ็นต์เหมือนกันหมด

…งบประชาสัมพันธ์นี้ เป็นช่องทางทำมาหากินของนักการเมืองตั้งแต่สมัยหลงจู๊คลองกระทรวงฯ เป็นงบประมาณที่ข้าราชการกระทรวงอึดอัด ที่จะต้องทำตามคำสั่งนักการเมืองกังฉิน แนบรายชื่อบริษัทของคนใกล้ชิดและพวกพ้องมาพร้อมงบประชาสัมพันธ์

…เลิกเถอะครับ การทุจริตเชิงนโยบายแบบนี้…เป็นช่องทางทุจริตของนักการเมืองที่ข้าราชการอยากจะปฏิเสธ อึดอัด ต้องทำตามนายท่านสั่ง…ถ้าไม่ทำตามก็อาจจะมีผลกระทบถึงตำแหน่งหน้าที่การงาน

…ไหนๆ บิ๊กตู่ ประกาศออกมาแล้วว่า การแก้ปัญหาทุจริตเป็นวาระแห่งชาติ “หนุ่มยูโร” ขอให้มองมาที่งบประชาสัมพันธ์กระทรวงเกษตรฯด้วย

…อย่าปล่อยให้เป็นช่องทางหากินของนักการเมืองกังฉินและพวกพ้อง ที่สูบกินงบประมาณของชาติมานานจนข้าราชการเขาอึดอัดครับ

‘กรมปศุสัตว์’ ระดมสมอง แก้ปัญหาโรคลัมปี สกิน พร้อมกำหนดแนวทางการใช้วัคซีนตามหลักวิชาการ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/575658

'กรมปศุสัตว์'ระดมสมอง แก้ปัญหาโรคลัมปี สกิน พร้อมกำหนดแนวทางการใช้วัคซีนตามหลักวิชาการ

‘กรมปศุสัตว์’ระดมสมอง แก้ปัญหาโรคลัมปี สกิน พร้อมกำหนดแนวทางการใช้วัคซีนตามหลักวิชาการ

วันอังคาร ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 20.44 น.

“กรมปศุสัตว์”ระดมสมองแก้ปัญหาโรคลัมปี สกิน พร้อมกำหนดแนวทางการใช้วัคซีนตามหลักวิชาการ

25 พฤษภาคม 2564 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ได้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาโรคลัมปี สกิน (Lumpy Skin Disease) ครั้งที่ 1/2564 ซึ่งคณะกรรมการนี้ประกอบด้วยทุกภาคส่วนจากภาครัฐและเอกชน คณาจารย์ ผู้ทรงคุณวุฒิจากสถาบันอุดมศึกษา องค์กรวิชาชีพ และเกษตรกร ร่วมประชุม เพื่อติดตามสถานการณ์ และแนวทางการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรค และกำหนดแนวทางการใช้วัคซีน และได้ชี้แจงกรณีที่มีข่าวเผยแพร่ผ่านสื่อมวลชนว่า กรมปศุสัตว์ไม่สามารถควบคุมการระบาดของโรคลัมปี สกิน ในโคกระบือของเกษตรกรนั้น ต้องขอชี้แจงว่า เป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงทั้งหมด เพราะตั้งแต่พบว่า โคเนื้อของเกษตรกรที่ อ.พนมไพร จ.ร้อยเอ็ด มีอาการป่วยคล้ายกับโรคลัมปี สกิน กรมปศุสัตว์ได้ลงพื้นที่ พร้อมเก็บตัวอย่างมาตรวจสอบในห้องปฏิบัติการจนมีผลยืนยันในช่วงปลายเดือนมีนาคมว่าโคป่วยด้วย โรคลัมปี สกินจริง ช่วงรอผลตรวจสอบทางห้องปฏิบัติการนั้นได้มีการดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อควบคุมและแก้ไข เข้มงวดการเฝ้าระวัง และมาตรการป้องกันและควบคุมโรค กรณีสงสยโรคลัมปี สกิน เป็นต้น โดยในการดำเนินการนั้นได้รายงานให้ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายประภัตร โพธสุธนรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีความห่วงใยและติดตามสถานการณ์รับทราบอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดจากการประชุม คณะกรรมการบริหารการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและการแก้ไขปัญหาภาคเกษตร ครั้งที่ 4/2564 เมื่อวันที่ 24 พ.ค. 2564  ที่ผ่านมาที่มี ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีวาการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน ได้มีข้อสั่งการให้ กรมปศุสัตว์เร่งควบคุมต้นตอของการระบาดของโรคลัมปี  สกิน โดยให้เข้มงวดเรื่องการเคลื่อนย้ายสัตว์ โดยเฉพาะการลักลอบเคลื่อนย้ายสัตว์ตามแนวชายแดนทุกแห่ง ดังนั้นหากพบผู้กระทำผิดให้ดำเนินการทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด แต่หากปล่อยปละละเลยให้มีการลักลอบเคลื่อนย้าย และเกิดการแพร่ระบาดของโรคเพิ่มขึ้น จะดำเนินการทางวินัยโดยเด็ดขาด

ทั้งนี้ อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวเพิ่มเติมว่า พร้อมกันนี้ได้มีการตั้งคณะกรรมการอำนวยการ และคณะทำงานศูนย์ปฏิบัติการป้องกัน  ควบคุม และเตรียมความพร้อมเผชิญเหตุโรคลัมปี สกิน หรือ War room เพื่อทำหน้าที่ติดตาม สถานการณ์โรคระบาด วางแผนมาตรการควบคุมโรค วางแผนการกระจายวัคซีน การป้องกันกำจัดโรค ตลอดจนมาตรการชดเชยเยียวยาเกษตรกรตามมาตรการการช่วยเหลือ และขอขอบคุณองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นหลายท้องถิ่นที่ช่วยดำเนินการฉีดพ่นสารเคมีควบคุมแมลงดูดเลือดซึ่งเป็นพาหนะของโรคลัมปี สกิน

“ส่วนกรณีของวัคซีน ด้วยโรคลมปี สกิน เป็นโรคอุบัติใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นในประเทศไทย จึงยังไม่เคยมีการใช้ วัคซีนในสัตว์สำหรับควบคุมและป้องกันโรคในประเทศมาก่อน ขณะนี้กรมปศุสัตว์ได้ดำเนินการสั่งซื้อวัคซีนจากประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งมีแหล่งผลิตในประเทศแอฟริกาใต้ รวม 60,000 โดส และขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการประสานงานจัดส่งวัคซีน หลังจากวัคซีนเข้ามาถึงประเทศไทยแล้ว จะต้องดำเนินการขอหนังสือรับรองรุ่นการผลิต  จากสำนักงานคณะกรรมการอาหาร และยา จึงจะสามารถนำมาใช้ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์กำลังดำเนินการจัดหาวัคซีนเพิ่มเติมอีก ประมาณ 300,000  โดส เพื่อการควบคุมโรคและเพื่อความมั่นคงด้านวัคซีนของประเทศไทย” 

สถานการณ์การเกิดโรคล่าสุด ปัจจุบันพบใน 35 จังหวัด มีสัตว์ป่วย จำนวน 7,200  ตัว ตาย 53 ตัว และที่สำคัญสามารถควบคุมการระบาดให้อยู่ในวงจำกัด  โดยตั้งแต่วันที่ 20 พ.ค.เป็นต้นมา ยังไม่มีรายงานการกระจายหรือการระบาดเพิ่มในจังหวัดใหม่ ดังนั้น ขอฝากถึงเกษตรกร หากมีข้อสงสัย หรือต้องการได้รับความช่วยเหลือ สามารถติดต่อได้ที่ สำนักควบคุมป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ (สคบ.) หรือสายด่วนแจ้งโรคระบาดกรมปศุสัตว์ call center 063-225-6888 หรือแจ้ง ผ่านแอปพลิเคชั่น   DLD4.0 “แจ้งการเกิดโรคระบาด” ได้ตลอดเวลา และสามารถติดตามองค์ความรู้ต่าง ๆ ที่เกี่ยวของ ได้ที่ เว็บไซต์ https://sites.google.com/view/dldlsd/home

ไทยเจ้าภาพร่วมจัดประชุมใหญ่ ‘ทูน่าโลก ครั้งที่ 16’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/575346

ไทยเจ้าภาพร่วมจัดประชุมใหญ่‘ทูน่าโลก ครั้งที่ 16’

วันอังคาร ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพร่วมจัดประชุมใหญ่ “ทูน่าโลก ครั้งที่ 16” ใน Theme “การก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก(โควิด-19) ของอุตสาหกรรมปลาทูน่าโลก”พร้อมเดินหน้าผลักดันอุตสาหกรรมปลาทูน่าโลกสู่ความยั่งยืน

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังร่วมเปิดการประชุมและจัดแสดงสินค้า“ทูน่าโลก ครั้งที่ 16” (The Sixteenth INFOFISH World Tuna Trade Conferenceand Exhibition – Virtual) หรือ “INFOFISH TUNA 2021” ผ่านระบบออนไลน์เป็นครั้งแรก ทาง http://www.tuna2021.vfairs.com ว่า การประชุมและจัดแสดงสินค้าในครั้งนี้ เป็นความร่วมมือระหว่าง INFOFISH ร่วมกับกรมประมง (DOF) สมาคมอุตสาหกรรมทูน่าไทย (TTIA) คณะกรรมาธิการปลาทูน่าแห่งมหาสมุทรอินเดีย (IOTC) คณะกรรมาธิการปลาทูน่าเขตร้อนทวีปอเมริกา (IATTC) และคณะกรรมาธิการประมงแห่งมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกและตอนกลาง (WCPFC) ที่กำหนดจัดขึ้นเป็นประจำทุกๆ 2 ปี และประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพร่วมจัดการประชุมมาแล้ว 8 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2547 ซึ่งมุ่งหวังที่จะให้งานดังกล่าวเป็นการประชุมทางด้านวิชาการและการค้าปลาทูน่าของโลกที่ใหญ่ที่สุด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารในอุตสาหกรรมปลาทูน่าอย่างรอบด้าน อาทิ ความรู้ทางวิชาการ สภาวะทรัพยากรปลาทูน่าทั่วโลก การบริหารจัดการทรัพยากรปลาทูน่า การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม การกำหนดมาตรการทางกฎหมายต่างๆ การค้าและการตลาด ตลอดจนปัญหาและอุปสรรคในเชิงธุรกิจ รวมถึงการอำนวยความสะดวกในการเจรจาทางธุรกิจระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายภายในงาน ซึ่งจะทำให้เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืน

สำหรับผลิตภัณฑ์จากอุตสาหกรรมปลาทูน่านั้น เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก และเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีห่วงโซ่คุณค่าทางการค้าสูง
อีกทั้งตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์ปลาทูน่าได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคทั่วโลก ในปี 2020 มีรายงานว่าการส่งออกผลิตภัณฑ์ปลาทูน่าของโลก อยู่ที่ประมาณ 3,042,000 ตัน ปริมาณเพิ่มขึ้น 14.20% จากปี 2015 และการประมงปลาทูน่าเชิงพาณิชย์เป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคม ที่ไม่ส่งผลเสียต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (Blue economy) ซึ่งปลาทูน่ากระป๋องหรือปลาทูน่าดิบ (ซาชิมิ) ไม่ได้เป็นเพียงสินค้าที่มีความต้องการสูงเท่านั้น แต่ยังเป็นแหล่งโปรตีนที่สําคัญของโลก และทูน่ายังมีความสำคัญในห่วงโซ่อาหารในน่านน้ำเขตร้อนและเขตอบอุ่น ที่เกื้อกูลวิถีชีวิตความเป็นอยู่ชาวประมงพื้นบ้าน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันอุตสาหกรรมปลาทูน่ากําลังเผชิญกับความท้าทายหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคว่าสามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของปลาทูน่า และวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตผลิตภัณฑ์ปลาทูน่าว่าไม่ได้มาจากการประมง IUU และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล รวมทั้งเป็นไปเพื่อสนับสนุนความยั่งยืนของทรัพยากรปลาทูน่าของโลก

“ประเทศไทยในฐานะผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ทูน่าที่มีคุณภาพให้กับตลาดโลก ได้ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนของทรัพยากรปลาทูน่า ซึ่งถือว่าเป็นต้นทางที่ส่งผล
ต่อความยั่งยืนของอุตสาหกรรมปลาทูน่า โดยการสร้างระบบการควบคุม และระบบการตรวจสอบย้อนกลับที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ทราบแหล่งที่มาของปลาทูน่าว่ามาจากการทำประมงที่ถูกต้องและได้มาตรฐานสากล และขอสนับสนุนให้ทุกประเทศและทุกภาคส่วนได้ร่วมกันขับเคลื่อนดำเนินการ เพื่อให้อุตสาหกรรมปลาทูน่าเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) และสนับสนุนการทำประมงที่ยั่งยืนภายใต้เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่ออนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากมหาสมุทรและทรัพยากรทางทะเล เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป” ดร.เฉลิมชัย กล่าว

เกษตรปลื้มมะม่วงแปลงใหญ่สระแก้วผลตอบรับดี เตรียมส่งออกตลาดฮ่องกงพันตันมูลค่า 45 ล้านบาท #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/575349

เกษตรปลื้มมะม่วงแปลงใหญ่สระแก้วผลตอบรับดี  เตรียมส่งออกตลาดฮ่องกงพันตันมูลค่า45ล้านบาท

เกษตรปลื้มมะม่วงแปลงใหญ่สระแก้วผลตอบรับดี เตรียมส่งออกตลาดฮ่องกงพันตันมูลค่า45ล้านบาท

วันอังคาร ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

โมเดล “ตลาดนำการผลิต” และ“เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” สุดเจ๋งทำมะม่วงแปลงใหญ่สระแก้ว เตรียมโกอินเตอร์ไปฮ่องกง หลังพาณิชย์เจรจาผู้ส่งออกผลไม้ซื้อขายนำร่องพันตัน มั่นใจคุณภาพมะม่วงได้มาตรฐาน หวังต่อยอดขยายผลในปีต่อไป

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ตามนโยบาย “ตลาดนำการผลิต” ของ ดร.เฉลิมชัยศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นนโยบายหลักของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการขับเคลื่อนการพัฒนาด้านการเกษตรโดยเน้นให้เกษตรกรทำการเกษตรให้ได้ผลผลิตดีมีคุณภาพออกจำหน่าย สอดคล้องกับความต้องการของตลาด รวมทั้งการส่งเสริมให้เกษตรกรเกิดความร่วมมือในการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อการผลิตและการตลาด โดยร่วมมือในการพัฒนาสินค้าเกษตร ตั้งแต่ต้นน้ำ ถึงปลายน้ำ ช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรในการจัดหาแหล่งจำหน่ายสินค้าที่มีคุณภาพ มีความปลอดภัย เพื่อให้ผู้บริโภคในพื้นที่เข้าถึงสินค้าเกษตร สินค้าแปรรูป และสินค้าหัตถกรรมที่มีความปลอดภัย ตามแนวทางของโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ เพื่อยกระดับให้ภาคการเกษตรของไทยก้าวไปสู่มาตรฐานสากลและนำพาให้เกษตรกรประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้อย่างยั่งยืน

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวอีกว่า โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกร สร้างความเข้มแข็งและพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือระหว่างกลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และสหกรณ์ รวมถึงเชื่อมโยงไปถึงผู้ประกอบการภาคเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเพื่อให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิต มีผลผลิตต่อหน่วยเพิ่มขึ้นผลผลิตมีคุณภาพได้มาตรฐาน และสอดคล้องกับความต้องการของตลาด ภายใต้การบูรณาการของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินงานมาตั้งแต่ ปี 2559 มีเกษตรกรที่สมัครเข้าร่วมโครงการอย่างต่อเนื่องทุกปี ปัจจุบันมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการแล้ว จำนวน 8,158 แปลง เกษตรกร 495,352 ราย พื้นที่ 6,525,545.04 ไร่ เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP 115,462 ราย RSPO 2,642 รายเกษตรอินทรีย์ 12,908 ราย และมาตรฐานอื่นๆ 8,469 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 15พฤษภาคม 2564)

กรมส่งเสริมการเกษตรได้รับรายงานจากนายประจักร์ ประสงค์สุข เกษตรจังหวัดสระแก้ว ว่า เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2564 ที่ผ่านมา ได้เป็นผู้แทนกรมส่งเสริมการเกษตรร่วมเป็นสักขีพยานการลงนามบันทึกข้อตกลงซื้อขาย(Memorandum of Purchasing: MOP) การส่งออกผลไม้ไทยสู่ตลาดฮ่องกง ผ่านระบบออนไลน์ (Zoom) ระหว่างนายวรเทพแก้ววงษ์นุกูล ประธานเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกมะม่วงส่งออกจังหวัดสระแก้ว กับผู้แทนบริษัทChaingmai Herbs Trading Limited ซึ่งเป็นบริษัทผู้นำเข้าของฝั่งฮ่องกง โดยมีนายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายเกียรติศักดิ์ จันทรา ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว นางสาวนงเยาว์ ศรีฉันทะมิตร พาณิชย์จังหวัดสระแก้ว นายบำรุง ล้อเจริญวัฒนะชัย ประธานหอการค้าจังหวัดสระแก้ว และนายเกษมสันต์ ศรีโสภา ประธานเครือข่ายธุรกิจ Moc Biz Club ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุมคลังจังหวัดสระแก้ว โดยปริมาณซื้อขายเฉพาะมะม่วงน้ำดอกไม้ของจังหวัดสระแก้ว จำนวน 1,000 ตัน มูลค่ารวม 45 ล้านบาท เป็นการดำเนินงานร่วมกันระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ ตามโมเดล“เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” ซึ่งจากผลสำเร็จดังกล่าว ทางจังหวัดสระแก้วจะต่อยอดทำ เป็น “สระแก้วโมเดล” ในการพัฒนามะม่วงน้ำดอกไม้ เพื่อส่งออกไปยังตลาดฮ่องกง ให้มีคุณภาพมาตรฐานระดับสูง โดยจะร่วมมือกันระหว่างสำนักงานเกษตรจังหวัดสระแก้วกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดสระแก้ว และเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนมะม่วงจังหวัดสระแก้ว เพื่อการส่งออกที่ยั่งยืนต่อไป

ทั้งนี้ กลุ่มเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกมะม่วงส่งออก จังหวัดสระแก้ว เป็นการรวมกลุ่มกันของเกษตรกร จำนวน 8 กลุ่ม ซึ่งมีทั้งที่เป็นกลุ่มแปลงใหญ่ และกลุ่มวิสาหกิจชุมชน โดยมีพื้นที่ปลูกรวมกัน 10,510 ไร่ เกษตรกร 4,713 ครัวเรือน ผลผลิตรวม 15,200 ตัน ปัจจุบันได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP แล้วจำนวน 132 แปลง

เดินหน้าเพชรบุรีโมเดล ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ ‘1ปิด 1เปิด’ สู้ภัยโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/575295

เดินหน้าเพชรบุรีโมเดล ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ '1ปิด1เปิด' 'สู้ภัยโควิด

เดินหน้าเพชรบุรีโมเดล ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ ‘1ปิด1เปิด’ ‘สู้ภัยโควิด

วันจันทร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 16.44 น.

“อลงกรณ์”เดินหน้าเพชรบุรีโมเดลขับเคลื่อนยุทธศาสตร์“1ปิด1เปิด”สู้ภัยโควิด  ลงพื้นที่ระดมพลคนเกษตรร่วมมือภาครัฐภาคเอกชนขยายเศรษฐกิจการค้าตลาดกลางสินค้าเกษตรท่ายาง-บ้านลาดด้วยแพลตฟอร์มออนไลน์เพิ่มยอดขายขยายการค้าช่วยเกษตรกร

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยวันนี้(24พ.ค.)ว่า ภายใต้ข้อสั่งการของดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทีมเกษตรเพชรบุรีได้เริ่มเดินหน้า”เพชรบุรีโมเดลด้วยยุทธศาสตร์“1ปิด1เปิด”อย่างต่อเนื่องหลังจากช่วยฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อโควิดในชุมชนโรงงานกลุ่มคลัสเตอร์แคลคอมพ์แล้ว
เมื่อวันอาทิตย์(23พ.ค.)ที่ผ่านมาตนและคณะประกอบด้วยรองผู้ว่าราชการจังหวัดนางวันเพ็ญ มังศรีนายพงษ์ทร วิเศษสุวรรณ รองผู้จัดการใหญ่บริษัทไปรษณีย์ไทย นายกฤชฐา โภคาสถิตย์ ประธานคณะอนุกรรมการอีคอมเมิร์ซของกระทรวงเกษตร นายอรรถพร พลบุตร คณะที่ปรึกษารมช.สาธารณสุข ดร.ทัดทอง พราหมณี ผู้ช่วยอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ดร.บัญญัติ ศิริธนาวงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์AICและคณบดีคณะเกษตรพร้อมด้วยพาณิชย์จังหวัด เกษตรและสหกรณ์จังหวัด เกษตรจังหวัด ปศุสัตว์จังหวัด ประมงจังหวัด พร้อมด้วยนายพันธุ์ธัช หิรัญจิรวงศ์ประธานหอการค้า นางอารี โชติวงศ์ประธานสภาอุตสาหกรรม ประธานบริษัทประขารัฐเพชรบุรี ทีมกรมประชาสัมพันธ์ นายหยัน เยื่อใยประธานและคณะกรรมการสหกรณ์การเกษตรท่ายาง นายฟื้น พูลสมบัติ ประธานและคณะกรรมการสหกรณ์การเกษตรบ้านลาดและผู้บริหารแพลตฟอร์มไทยแลนด์โพสต์มาร์ต(Thailand postmart)ได้ลงพื้นที่ตลาดกลางสินค้าเกษตรท่ายางและตลาดกลางสินค้าเกษตรบ้านลาดพร้อมรับฟังบรรยายสรุปและร่วมประชุมหารือโครงการพัฒนาตลาดกลางสินค้าเกษตรด้วยแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นช่องทางการตลาดใหม่เสริมการค้าแบบออฟไลน์เพื่อเพิ่มยอดขายและขยายเศรษฐกิจการค้าซึ่งที่ประชุมเห็นด้วยกับโครงการดังกล่าวโดยจะเร่งดำเนินการเริ่มคิดออฟการค้าออนไลน์ทั้งการค้าแบบ B2B และ B2C ภายใน 10 วัน

นอกจากนี้ ยังให้ส่งเสริมเพิ่มสินค้าเกษตรอินทรีย์ สมุนไพร สินค้าประมงและปศุสัตว์ในตลาดกลางสินค้าเกษตรทั้ง2แห่งซึ่งเป็นตลาดกลางสินค้าเกษตรขนาดใหญ่ในการกำกับของกระทรวงเกษตรฯเพียงจุดเดียวในรัศมีตั้งแต่จังหวัดชุมพรจนถึงกาญจนบุรีและสมุทรสาครพร้อมกับให้คณะอนุกรรมการอีคอมเมิร์ซนำระบบสั่งซื้อล่วงหน้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์(pre order platform)มาใช้ด้วยหลังจากประสบความสำเร็จในการเปิดตลาดทุเรียนในประเทศจีนซึ่งจะมีการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ ระบบประกันสินค้า ระบบสร้างแบรนด์สหกรณ์และสินค้าเกษตรมาใช้ด้วยและจะร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรีซึ่งเป็นศูนย์AICเพชรบุรีในการอบรมบ่มเพาะด้านอีคอมเมิร์ซซึ่งจะให้ทีมLocal Heroที่ผ่านการฝึกอบรมการขายออนไลน์ของกระทรวงเกษตรมาช่วยสนับสนุนการทำงานและการสร้างคอนเท้นต์ของสินค้าเกษตร
ทั้งนี้ตนได้มอบหมายให้หน่วยงานกระทรวงเกษตรเร่งตรวจประเมินขึ้นทะเบียนรับรองGAPและGMPเพื่อสร้างมาตรฐานสินค้าเกษตรและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค 

นอกจากนี้ บริษัทไปรษณีย์ไทยจะจัดตั้งหน่วยบริการพิเศษในตลาดกลางทั้ง2แห่งเพื่อบริการการขนส่งทั้งระบบปกติและระบบควบคุมความเย็น(Cool container)สำหรับผักและผลไม้โดยใช้แพลตฟอร์มไทยแลนด์โพสต์มาร์ต

ในขณะที่พาณิชย์จังหวัด หอการค้าจังหวัดและอุตสาหกรรมจังหวัดและสภาอุตสาหกรรมจังหวัดจะช่วยด้านข้อมูลสถานประกอบการและโรงงานในกลุ่มเป้าหมายB2B สำหรับสหกรณ์การเกษตรท่ายางและบ้านลาดรับผิดชอบการพัฒนาตลาดกลางแบะการคัดเลือกเกษตรกรและสินค้าเกษตรให้พร้อมขึ้นแพลตฟอร์มออนไลน์โดยที่ประชุมกำหนดเป้าหมายให้เริ่มการขายออนไลน์ภายใน10วันภายใต้ความพร้อมทั้งต้นน้ำการผลิต การแปรรูปการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ การสร้างแบรนด์ การจัดการตลาด การพัฒนาคน การบริหารโลจิสติกส์ การบริหารธุรกิจและแพลตฟอร์มออนไลน์ภายใต้แบรนด์สินค้าเกษตรเพชรบุรีที่สดสะอาดปลอดภัยจากไร่ถึงลูกค้า

นายอลงกรณ์กล่าวในตอนท้ายว่า เราระดมพลคนทุกภาคส่วนปิดเกมโควิดให้เร็วที่สุดพร้อมกับเปิดธุรกิจการค้าให้กว้างที่สุด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อน”ยุทธศาสตร์1ปิด1เปิด”โดยเริ่มที่เพชรบุรีโมเดลเป็นจังหวัดแรกก่อนขยายไปจังหวัดอื่นๆ ประการสำคัญคือเพชรบุรีอยู่ในกลุ่ม  10 จังหวัดแรกที่รัฐบาลมีแผนจะเปิดรับการท่องเที่ยวจึงต้องเร่งมือเตรียมจังหวัดเพชรบุรีให้พร้อมสำหรับโอกาสในอนาคต

สกู๊ปพิเศษ : ชาวพังงาพลิกวิกฤติช่วงโควิด-19 หาหอยติบ ตัวโต เนื้อแน่น เลี้ยงครอบครัว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/575116

สกู๊ปพิเศษ : ชาวพังงาพลิกวิกฤติช่วงโควิด-19  หาหอยติบ ตัวโต เนื้อแน่น เลี้ยงครอบครัว

สกู๊ปพิเศษ : ชาวพังงาพลิกวิกฤติช่วงโควิด-19 หาหอยติบ ตัวโต เนื้อแน่น เลี้ยงครอบครัว

วันจันทร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

อาชีพการหาหอยติบ เป็นวิถีชีวิตของชาวบ้านบ้านบางหลาโอน หมู่ 7 ต.คึกคัก อ.ตะกั่วป่าจ.พังงา ซึ่งทำกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ รุ่นย่าจนถึงปัจจุบัน แต่หลังจากไวรัสโควิด-19 ระบาดทำให้คนส่วนใหญ่ต้องตกงาน กลับมาอยู่บ้าน กลับมาอยู่พร้อมหน้าครอบครัวกันอีกครั้ง มีการทำกิจกรรมร่วมกันในหมู่ญาติพี่น้อง กลับมาใช้ชีวิตเดิมๆ อาชีพเดิมๆ ไม่ขี้เกียจไม่อดตาย หนึ่งในนั้นคือ อาชีพหาหอยติบ บริเวณชายหาดนางทอง ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวนิยมมาพักผ่อนเล่นน้ำอาบแดด หรือรอชมพระอาทิตย์ตกน้ำจำนวนมากช่วงที่ยังไม่เกิดโรคระบาดโควิด-19 

หอยติบ จะอยู่ตามโขดหินราวใหญ่ ซึ่งเราจะต้องรอเวลาช่วงที่น้ำทะเลลงจากนั้นก็เดินลุยน้ำข้ามไปยังโขดหินราวใหญ่ซึ่งอยู่ห่างจากฝั่ง 50 เมตรวิธีเก็บหอยติบ เราจะใช้เหล็กแหลมที่เรียกว่าปะโต๊ะแซะเปลือกหอยที่ติดตามซอกหินให้แตกโดยเลือกที่เปลือกหอยอ้วนๆ แล้วใช้มีดปลายแหลมแกะเอาเฉพาะเนื้อหอยออกมา คนที่หาหอยติบต้องใช้ความระมัดระวังสักนิด เนื่องจากแนวโขดหินจะมีทั้งเปลือกหอยที่มีความคมเหมือนใบมีดโกนและแหลมคมอาจทิ่มแทงมือได้

นอกจากหอยติบแล้วที่โขดหินราวใหญ่ก็จะมีหอยจำพวก หอยลิ่น หอยน้ำพริก หอยทรายหรือแม้แต่หอยตาวัว ก็มีอยู่เป็นจำนวนมาก ต้องใช้ความสามารถเฉพาะตัวจะได้มากได้น้อยแล้วแต่คน

นางสาวปริยาภัทร ด้วงมาก อายุ 30 ปี ชาวบ้านในพื้นที่เขาหลัก  บอกว่า หลังจากโรคโควิดระบาด ร้านอาหารที่บ้านก็ต้องปิดตัวเนื่องจากไม่มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวที่เขาหลักต้องอยู่กับบ้าน เข้าสวนปลูกผัก รวมกลุ่มกันเฉพาะญาติพี่น้องเท่านั้นพอตกเย็นก็ชวนน้า หลาน ออกไปหาหอยติบเนื่องจากทะเลอยู่ใกล้บ้าน ทำให้นึกถึงสมัยเด็กๆ พ่อ แม่สอนให้หาหอยติบ เป็นอารมณ์ที่ย้อนอดีตได้เป็นอย่างดีหอยติบพอหามาได้ก็นำมาแบ่งปันกินกันในครอบครัวไม่ต้องซื้อหา หอยติบที่นี่จะตัวโต เนื้อแน่น น่ารับประทานเนื่องจากช่วงโรคโควิด-19 ระบาด ทำให้ธรรมชาติมีความอุดมสมบูรณ์

หอยติบ มีลักษณะคล้ายหอยนางรม สามารถนำไปประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู ไม่ว่าจะเป็นแกงเลียงใส่ผักพื้นบ้าน พล่าหอยติบ ผัดกะเพรา แกงคั่วกะทิ ทอดกับไข่หรือเมนูเด็ดที่ขึ้นชื่อของจังหวัดพังงาและภูเก็ตคือทอดโกต้าว คือหอยติบทอดกับแป้งมันใส่ซีอิ๊ว และต้นหอม หรือจะรับประทานแบบดิบๆก็ได้ เพราะหอยติบ มีรสชาติอร่อย เนื้อแน่น และหวาน จึงเป็นที่นิยมรับประทานของชาวบ้าน หากวันไหนหาได้มากก็จะแบ่งขายเป็น ขนาดกระป๋องนม กระป๋องละ 50 บาท

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์บริการไออาร์พีซี จำกัด’ ต้นแบบสหกรณ์ภาคเอกชน ใช้เทคโนโลยี-บริการดี- มีมาตรฐาน-สวัสดิการทั่วถึง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์บริการไออาร์พีซี จำกัด’ ต้นแบบสหกรณ์ภาคเอกชน  ใช้เทคโนโลยี-บริการดี- มีมาตรฐาน-สวัสดิการทั่วถึง

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์บริการไออาร์พีซี จำกัด’ ต้นแบบสหกรณ์ภาคเอกชน ใช้เทคโนโลยี-บริการดี- มีมาตรฐาน-สวัสดิการทั่วถึง

วันจันทร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สหกรณ์บริการไออาร์พีซี จำกัด จัดตั้งขึ้นในสถานประกอบการเอกชน เพื่อดูแล สร้างความมั่นคง และจัดสวัสดิการให้กับพนักงานบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) จ.ระยอง และบริษัทในเครือ โดยมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ยึดหลักธรรมาภิบาล ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของสมาชิกในการดำเนินธุรกิจกับสหกรณ์ พัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศให้มีประสิทธิภาพ อำนวยความสะดวกและเชื่อมโยงธุรกิจ กิจกรรม ให้ตรงตามความต้องการของสมาชิกและเกิดประโยชน์สูงสุด จนได้รับการคัดเลือกให้เป็นสหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติประจำปี 2564

นางเกื้อกูล ธรรมสุนทร ผู้จัดการสหกรณ์บริการไออาร์พีซี จำกัด เปิดเผยว่า ในการดำเนินงาน สหกรณ์ฯ ได้มีการจัดทำแผนกลยุทธ์การดำเนินงานและมีการทบทวนทุกปี มีการแบ่งแยกหน้าที่ของฝ่ายบริหารและฝ่ายจัดการชัดเจน มีระบบบริหารจัดการโดยยึดหลักธรรมาภิบาล ตลอดจนได้ทำโครงการส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมที่เป็นประโยชน์แก่สมาชิก สังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม อย่างสม่ำเสมอ โดยมีสำนักงานสหกรณ์จังหวัดระยอง เข้ามาส่งเสริมให้คำแนะนำในการดำเนินงานของสหกรณ์ภายใต้กฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบ การบริหารจัดการและการควบคุมภายใน และร่วมจัดทำแผนกลยุทธ์ แผนพัฒนากับคณะกรรมการดำเนินการ ฝ่ายจัดการผู้ตรวจสอบกิจการ และให้การศึกษาอบรมแก่สมาชิกเข้าใหม่ของสหกรณ์อย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันสหกรณ์ฯ มีสมาชิกมากกว่า 3,500 คน เป็นพนักงานสังกัด บมจ.ไออาร์พีซี และบริษัทในเครือ ซึ่งมีหลายพื้นที่ และเพื่อให้การบริการสมาชิกครอบคลุมทุกด้าน จึงได้มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการปฏิบัติงาน ไม่ว่าจะเป็นโครงการ “Zero Stock Online” ที่เป็นการพัฒนาระบบการจำหน่ายสินค้าและบริการให้ทันสมัย สร้างความพึงพอใจให้แก่สมาชิก เป็นการลดค่าใช้จ่ายในการจัดทำหน้าร้านเพื่อจำหน่ายสินค้า และลดค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการสินค้าคงคลัง โดยสมาชิกสหกรณ์ฯ สามารถดูรายละเอียดเกี่ยวกับสินค้า และแจ้งความประสงค์มายังสหกรณ์ฯ ผ่านช่องทาง Line, Facebook, E-Mail, Internet, Website สหกรณ์ฯ และทางโทรศัพท์ สมาชิกสามารถชำระเงินได้หลายช่องทาง ได้แก่ สินเชื่อเช่าซื้อ, สินเชื่อ ATM และเงินสด สมาชิกสามารถรับสินค้าได้ด้วยตนเอง หรือใช้บริการจัดส่งสินค้า โดยสหกรณ์ฯ ทำการคัดเลือกร้านค้าพันธมิตรที่มีมาตรฐาน ราคายุติธรรม และสามารถให้บริการสมาชิกครอบคลุมได้ทุกพื้นที่ ทำให้สหกรณ์ฯ มีปริมาณธุรกิจด้านการจำหน่ายสินค้าและบริการประมาณ 15 ล้านบาท ปริมาณธุรกิจด้านสินเชื่อในการซื้อสินค้า/บริการประมาณ 3.4 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังได้จัดทำโครงการส่งเสริมการออม เงินฝาก “Smart Value” โดยมีแนวคิดในการบริหารจัดการทุนดำเนินการ ด้วยการระดมทุนจากแหล่งเงินทุนภายในสหกรณ์ฯ และนำมาปฏิบัติให้เกิดประสิทธิผล โดยสมาชิกสามารถทำธุรกรรมทางการเงิน (เงินฝาก) กับสหกรณ์ฯ ซึ่งจากเดิมสมาชิกจะต้องนำเงินมาฝากที่สำนักงานสหกรณ์ฯแต่ในปัจจุบันได้นำนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมทางการเงินให้แก่สมาชิก ผ่านช่องทาง QR Code, Mobile Banking, E-Banking หรือหักผ่านบัญชีเงินเดือน รวมถึงสมาชิกที่เกษียณอายุงานแต่ยังคงเป็นสมาชิกต่อเนื่อง ก็สามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้เหมือนสมาชิกปกติ ผ่านช่องทาง Cash Management ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ทำให้สหกรณ์ฯ มีทุนดำเนินงานเพิ่มขึ้น 201.8 ล้านบาท ลดต้นทุนทางการเงินได้ราว 3 ล้านบาท

ส่วนด้านธุรกิจสินเชื่อ สหกรณ์ฯ ได้นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการลดขั้นตอนการให้บริการ เพื่อให้สมาชิกเกิดความสะดวก และมาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง โดยทำโครงการให้บริการ “เงินกู้ ATM” ขึ้นมา เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้สมาชิกสามารถนำวงเงินจากทุนเรือนหุ้นสะสมของตนเองมากำหนดวงเงินกู้ ATM โดยมีการกำหนดวงเงินสูงสุด 99% ของทุนเรือนหุ้นสะสมของสมาชิกที่มีอยู่ แต่วงเงินสูงสุดไม่เกินจำนวน 500,000 บาท โดยพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ของสมาชิกจากรายได้ประจำสุทธิคงเหลือไม่น้อยกว่า 8,000 บาท ซึ่งสมาชิกสามารถทำรายการเบิก ถอน โอน ชำระค่าสินค้าและบริการ ผ่าน Application ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับสมาชิกในการใช้บริการสินเชื่อ ตอบสนองตรงตามความต้องการของสมาชิกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่ายในการจัดทำเอกสารเกี่ยวกับสินเชื่อทำให้สหกรณ์ฯ มีปริมาณธุรกิจด้านสินเชื่อเพิ่มขึ้น 6.4 ล้านบาท

“สหกรณ์บริการไออาร์พีซี จำกัด เป็นสหกรณ์ที่มุ่งเน้นให้ความสำคัญในการให้บริการแก่สมาชิกครอบคลุมในทุกด้าน ทั้งบริการทางการเงิน บริการจัดหาสินค้ามาจำหน่าย สวัสดิการอื่น ๆ นอกเหนือจากสวัสดิการของบริษัท ส่งเสริมให้สมาชิกมีฐานะความเป็นอยู่ที่ดี มีความมั่นคง นำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยมีระบบการบริหารจัดการที่ยึดหลักธรรมาภิบาล ซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส และตรวจสอบได้” นางเกื้อกูล กล่าว

ด้าน นายสันต์ คำบาล หนึ่งในสมาชิกของสหกรณ์บริการไออาร์พีซี จำกัด กล่าวว่า เป็นสมาชิกสหกรณ์ฯ มาตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง มีความเชื่อมั่นในการบริหารงานของคณะกรรมการบริหารที่มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีการให้บริการที่สะดวกสบายครอบคลุมในทุกด้าน โดยเฉพาะการอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงการบริการด้วยการนำเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาบริการแก่สมาชิก อย่างโครงการ “Zero Stock Online” รวมถึงการทำธุรกรรมการเงินต่างๆ ที่รวดเร็ว ลดขั้นตอน ระบบสหกรณ์จึงถือเป็นระบบที่ช่วยเหลือเกื้อกูลและแบ่งปันกัน ทำให้พนักงานได้รับการดูแลในด้านต่างๆ เป็นอย่างดี มีคุณภาพชีวิตที่ดีมีความมั่นคงในชีวิต