‘มนัญญา’ออกจากรพ.แล้ว เซ็นฉับหนังสือแบน 3 สารพิษส่งกก.วัตถุอันตราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/446683

news_default

‘มนัญญา’ออกจากรพ.แล้ว เซ็นฉับหนังสือแบน 3 สารพิษส่งกก.วัตถุอันตราย

วันศุกร์ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 16.08 น.

‘มนัญญา’ออกจากรพ.แล้ว เซ็นฉับหนังสือแบน 3 สารพิษส่งกก.วัตถุอันตราย

11 ตุลาคม 2562 นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ ส.ส.จังหวัดอุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย และลูกชาย น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าคุณแม่ออกจาก รพ.สมิติเวช ตั้งแต่ช่วงบ่ายเมื่อวานนี้(10 ตุลาคม 2562) เพื่อมาเร่งดูเอกสารข้อมูลในการแบน 3 สารเคมี คลอร์ไพริฟอส พาราควอต ไกลโฟเซต เสนอให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง พร้อมลงนามในมติแบน 3 สารดังกล่าวให้มีผลวันที่ 1 ธันวาคม นี้ ส่งไปยังคณะกรรมการวัตถุอันตรายแล้ว ซึ่งในวันนี้คุณแม่เดินทางไป จ.พัทลุง เพื่อดูงานสหกรณ์การเกษตรปากพะยูน ตรวจเยี่ยมโครงการฝึกอบรมเกษตรกรสมาชิก ผสมปุ๋ยใช้เอง

“ไปเยี่ยมคุณแม่ที่รพ.เมื่อวานผมดีใจเห็นหน้าตาท่านสดใสขึ้นแล้ว ท่านบอกพักสองวัน มีแรงลุยงานของกระทรวงเกษตรฯแก้ปัญหาเกษตรกรได้เต็มที่ โดยเฉพาะการเดินหน้าแบน 3 สารเคมี จะดำเนินการอย่างเต็มที่เพื่อเกิดประโยชน์สูงสุดให้คนส่วนใหญ่ของประเทศ” นายเจเศรษฐ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่ามีกระแสข่าวว่ามีคำสั่งให้เปลี่ยนตัวกรรมการวัตถุอันตราย ในส่วนของผู้แทนกระทรวงเกษตรฯ นายเจเศรษฐ์ กล่าวว่า ไม่ทราบว่าคุณแม่ทราบเรื่องนี้หรือไม่ว่าเท็จจริงเป็นอย่างไร แต่อย่างไรก็ตามคุณแม่เป็นคนจริงจังมากทุกเรื่อง เมื่อลงมือทำอะไรแล้วต้องให้จบและสำเร็จ โดยไม่ยอมปล่อยเด็ดขาดในเรื่องที่ผิด

‘เฉลิมชัย’ฟิตจัด! ลุยประจวบคีรีขันธ์ ห่วงชาวบ้านน้ำท่วมใต้ สั่งระบายน้ำเร็วสุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/446634

‘เฉลิมชัย’ฟิตจัด! ลุยประจวบคีรีขันธ์ ห่วงชาวบ้านน้ำท่วมใต้ สั่งระบายน้ำเร็วสุด

วันศุกร์ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 14.09 น.

“เฉลิมชัย” ห่วงน้ำท่วมใต้ เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมการรับมือ เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำในพื้นที่อย่างใกล้ชิด และให้เร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วมขังให้เร็วที่สุด 

เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2562 ที่ประจวลคีรีขันธ์ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมเตรียมการรับสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ปี 2562 ณ สำนักงานชลประทานที่ 14 อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทานได้วางแผนการบริหารจัดการน้ำ และเตรียมความพร้อม เพื่อรับมือสถานการณ์ฝนในพื้นที่ภาคใต้ที่กำลังจะมาถึง โดยได้สั่งการให้โครงการชลประทานทุกแห่งในพื้นที่ภาคใต้ติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำในพื้นที่อย่างใกล้ชิด และให้เร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วมขังให้เร็วที่สุด รวมถึงการตรวจสอบอาคารและระบบชลประทานในพื้นที่ ให้สามารถรองรับสถานการณ์น้ำได้อย่างเต็มศักยภาพ

นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำให้บริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำต่าง ๆ ให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุมอย่างเคร่งครัด ปรับการระบายน้ำให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละช่วงเวลา โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำขนาดกลางที่มีปริมาณน้ำมากกว่าร้อยละ 80 ของความจุอ่างฯ เพื่อไม่ให้กระทบต่อพื้นที่ด้านท้ายอ่างฯ อีกทั้งยังเน้นย้ำให้ทุกโครงการชลประทานบูรณาการทำงานร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ฝ่ายความมั่นคง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการเข้าไปช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทั่วถึง รวดเร็ว และทันต่อเหตุการณ์

จากนั้นได้เดินทางไปเปิดกิจกรรม “เตรียมความพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือรับสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ปี 2562” พร้อมปล่อยขบวนคาราวานเครื่องมือ เครื่องจักร เครื่องมือต่าง ๆ เข้าประจำจุดเสี่ยง เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือพื้นที่หากเกิดอุทกภัยได้ทันที ซึ่งได้มีการกำหนดพื้นที่เฝ้าระวังอุทกภัยภาคใต้ทั้งหมด 89 จุด ใน 16 จังหวัด และเตรียมความพร้อมด้านเครื่องมือเครื่องจักร อาทิ เครื่องสูบน้ำจำนวน 464 เครื่อง โดยดำเนินการติดตั้งแล้ว 49 เครื่อง และสำรองอีก 415 เครื่อง เครื่องผลักดันน้ำจำนวน 300 เครื่อง ดำเนินการติดตั้งแล้ว 28 เครื่อง และสำรองอีก 272 เครื่อง รถแทรกเตอร์และรถขุดจำนวน 308 คัน เครื่องจักรกลสนับสนุนอื่น ๆ อีกจำนวน 170 หน่วย รวมเครื่องจักรเครื่องมือทั้งหมด 1,242 หน่วย

ด้าน ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวเพิ่มเติมว่า สถานการณ์น้ำภาคใต้ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 10 ก.ย. 62) อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 4 แห่ง ได้แก่ เขื่อนแก่งกระจาย เขื่อนปราณบุรี เขื่อนรัชประภา และเขื่อนบางลาง มีปริมาณน้ำรวมกัน 5,513 ล้าน ลบ.ม. อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 46 แห่ง มีปริมาณน้ำรวมกัน 351 ล้าน ลบ.ม. และเขื่อนขนาดเล็ก 106 มีปริมาณน้ำรวมกัน 31 ล้าน ลบ.ม. จากการคาดการณ์ปริมาณฝนเฉลี่ย ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่จะมีปริมาณน้ำรวมกัน 5,705 ล้าน ลบ.ม. และจากการคาดการณ์ปริมาณฝนเฉลี่ย ณ วันที่ 1 ธันวาคม 2562 อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่จะมีปริมาณน้ำรวมกัน 5,930 ล้าน ลบ.ม.

ปศุสัตว์จัดงาน‘วันไข่โลก’11ตค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/446428

news_default

ปศุสัตว์จัดงาน‘วันไข่โลก’11ตค.

วันศุกร์ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ทุกวันศุกร์ที่สองของเดือนตุลาคมเป็นวันไข่โลก ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 11 ตุลาคม เพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญและคุณประโยชน์ด้านโภชนาการของไข่ จึงจัดงานวันไข่โลกขึ้น

โดยคณะอนุกรรมการรณรงค์เพิ่มการบริโภคไข่ไก่ ภายใต้แนวคิด“กินไข่ทุกวันกินได้ทุกวัย” เพื่อสร้างความรับรู้ในวงกว้างให้คนไทยเห็นคุณประโยชน์การบริโภคไข่ ซึ่งมีกรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วน ช่วยบำรุงสมองและร่างกายให้แข็งแรงสมบูรณ์ สามารถบริโภคได้ทุกวัน ทุกเพศ ทุกวัย ที่สำคัญ เลซิธินในไข่แดงยังเป็นสารตั้งต้นของสารสื่อประสาท ช่วยบำรุงประสาท ป้องกันหลอดเลือดแข็งตัวป้องกันโรคหัวใจ โคลีน ช่วยเพิ่มความจำและระบบไหลเวียนของเลือด ป้องกันโรคอัลไซเมอร์ ลูทีน และซีแซนทีน ป้องกันจอรับภาพเสื่อมสภาพ ช่วยบำรุงสายตา โฟเลตสร้างเม็ดเลือดแดง ธาตุเหล็กป้องกันโรคโลหิตจาง สังกะสี ช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกาย การขาดสังกะสีทำให้เตี้ยและแคระแกรน แคลเซียมฟอสฟอรัส ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง วิตามินบี1 บี2 บี6 และ บี12 ช่วยการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ วิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอี ช่วยให้ไขมันแตกตัวเป็นอนุภาพเล็กๆ และไหลเวียนไปกับกระแสเลือด ป้องกันการจับตัวของไขมันที่ผนังหลอดเลือดโดยสารอาหารเหล่านี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ให้เด็กและเยาวชนได้อย่างดีเยี่ยม รวมถึงช่วยบำรุงสมองในกลุ่มวัยทำงานและผู้สูงอายุ สอดคล้องกับโครงการรณรงค์เพิ่มบริโภคไข่ไก่ภายใต้ยุทธศาสตร์ไก่ไข่ฉบับที่ 3 ทั้งยังเพิ่มการบริโภคไข่ไก่ของคนไทยให้เป็น 300 ฟอง/คน/ปี สร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยต่อผู้บริโภคด้วยการควบคุมคุณภาพการผลิตไข่ไก่ที่ได้มาตรฐาน

ขยายผลเกษตรทฤษฎีใหม่ฯเฟส2 ช่วยราษีไศล500ไร่พ้นวิกฤติน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/446430

news_default

ขยายผลเกษตรทฤษฎีใหม่ฯเฟส2 ช่วยราษีไศล500ไร่พ้นวิกฤติน้ำ

วันศุกร์ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทานเปิดเผยว่า กรมเตรียมขยายผลดำเนินโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ประยุกต์ (ระยะที่ 2) ให้ราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากโครงการฝายราษีไศลและฝายหัวนาใน 3 จังหวัดได้แก่ ศรีสะเกษ สุรินทร์ และร้อยเอ็ด โดยเกษตรกรที่สนใจและเป็นเจ้าของที่ดินที่ถูกต้องตามกฎหมายสามารถลงชื่อขอเข้าร่วมโครงการได้ที่หน่วยงานของกรมฯทั่วประเทศ หลังโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ฯระยะแรกประสบความสำเร็จ

“การนำโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ฯเข้ามา เพราะกรมเห็นว่าการจ่ายเงินชดเชยให้ราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างฝายยังไม่บรรลุประสิทธิผลเต็มที่ ถ้าราษฎรยังไม่มีรายได้ ความเดือดร้อนจะกลับมาอีก จึงเกิดแนวคิดแก้ปัญหาให้เกษตรกรและราษฎร โดยน้อมนำหลักคิดของในหลวง รัชกาลที่ 9หรือศาสตร์พระราชา ผสานกับหลักคิดว่า เมื่อมีน้ำจะมีรายได้ มาใช้ดำเนินโครงการนำร่อง โดยใช้ต้นทุนต่ำเพียงไร่ละ 26,500 บาทในการสำรวจ ออกแบบขุดบ่อและปรับรูปแปลง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเก็บกักน้ำไว้ใช้ทำเกษตรกรรม ตลอดจนสนับสนุนองค์ความรู้สำหรับทำเกษตรอินทรีย์ให้เกษตรกร” ดร.ทองเปลวกล่าว

สำหรับความคืบหน้าโครงการระยะที่ 1 ขณะนี้บ่อน้ำที่ขุดไว้เก็บน้ำช่วงฤดูฝนเต็มศักยภาพ บรรเทาปัญหาน้ำท่วมได้มีประสิทธิภาพ จึงมั่นใจว่าจะมีน้ำพอถึงฤดูแล้งปีหน้า ขณะที่ผลผลิตทางการเกษตรปลอดสารพิษเกษตรกรเริ่มนำมาจำหน่ายที่ตลาดสีเขียว จ.ศรีสะเกษแล้ว ซึ่งการใช้หลักเกษตรทฤษฎีใหม่ทำเกษตรนั้น ทำให้มั่นคงเรื่องน้ำ เนื่องจากมีแหล่งเก็บน้ำในพื้นที่เป็นของตัวเอง มีรายได้จากการเก็บเกี่ยวผลผลิตหลากหลายชนิดอีกด้วย

“วิธีทำเกษตรทฤษฎีใหม่จะช่วยบรรเทาปัญหาด้านน้ำได้ตามเจตนารมณ์และยุทธศาสตร์กรม การให้ความรู้จัดการน้ำและพึ่งพาตนเองถือเป็นเครื่องมือทรงประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาล เนื่องจากแปลงเกษตรลดใช้สารเคมี ประหยัดงบบำรุงรักษาเครื่องมือชลประทานปีละหลายพันล้านบาท เกษตรกรที่ไม่อยู่ในพื้นที่การชลประทานเข้าถึง ซึ่งมีกว่า 90 ล้านไร่ทั่วประเทศ ก็สามารถอยู่รอดจากการเก็บน้ำไว้ในพื้นที่ตัวเองได้ เกิดการสร้างงานสร้างรายได้ เพิ่มพื้นที่ป่า ภัยพิบัติจากความผันผวนของภูมิอากาศลดน้อยลง” ดร.ทองเปลวกล่าว

เลาะรั้วเกษตร : ถึง คุณสนธิ ลิ้มทองกุล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/446432

281225166

เลาะรั้วเกษตร : ถึง คุณสนธิ ลิ้มทองกุล

วันศุกร์ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2562 เวลาประมาณ 17.00 น.ผมได้รับโทรศัพท์จาก ดร.อดิศักดิ์ ศรีสรรพกิจซึ่งเป็นรุ่นน้องที่ใกล้ชิดตั้งแต่เรียนหนังสือที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และรับราชการอยู่ในกรมส่งเสริมการเกษตร และไปสิ้นสุดชีวิตราชการที่กรมวิชาการเกษตรด้วยกัน แต่ต่างกรรมต่างวาระ

ดร.อดิศักดิ์ ศรีสรรพกิจ ได้ถามผมว่าผมได้รับฟังรายการ “คุยทุกเรื่อง” กับสนธิในหัวข้อ “เปิดเบื้องหลังยื้อแบนพาราควอต” หรือเปล่า หลังจากนั้นท่านก็เล่าถึงสิ่งที่ คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ได้พยายามอธิบายถึงสารพาราควอตไกลโฟเซต และคลอไพริฟอส รวมถึงผลร้ายที่มีต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม และวิพากษ์วิจารณ์ผู้ที่คัดค้านการเสนอให้ยกเลิกการใช้สารทั้งสามชนิดนี้ ว่า เป็นคนอำมหิต ใจร้าย รวมถึงวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของคณะกรรมการวัตถุอันตรายและการทำงานของกรมวิชาการเกษตรในลักษณะว่าเป็นผู้ขัดขวางการขอให้ยกเลิกการใช้สารทั้งสาม

เรื่องที่ คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ได้พูดเบื้องต้นผมได้รับฟังจาก NGO จากนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา จนเบื่อและรู้สึกรำคาญในการบิดเบือนข้อเท็จจริง รวมทั้งการกล่าวหาผู้ที่มีความเห็นต่างว่า เป็นผู้มีผลประโยชน์รับเงินจากบริษัทที่ทำธุรกิจสารเคมี เพื่อการเกษตร รวมทั้งรับเงินจากต่างชาติเป็นเช่นนี้มาหลาย 10 ปีที่ผ่านมา

หาก คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ไม่ได้กล่าวพาดพิงถึงกรมวิชาการเกษตร ว่า “กรมวิชาการเกษตรถูกครอบงำด้วยทุนต่างชาติ มีนักวิชาการในกรมวิชาการเกษตรรับเงินรับทองจากบริษัททำสารพิษ มีการดูแลกันตั้งแต่เป็นข้าราชการชั้นผู้น้อยไล่ขึ้นมาจนเป็นผู้อำนวยการฝ่าย จนกระทั่งถึงรองอธิบดี และอธิบดี ตำแหน่งอธิบดีกรมวิชาการเกษตรจึงมีการลงขันกันเป็นสิบๆ ล้าน ถึงร้อยล้าน พฤติกรรมมันบัดซบ และกรมวิชาการเกษตร เป็นกรมที่มีปัญหามากที่สุด ถ้ายุบไปได้ เกษตรไทยจะดีขึ้น เป็นกรมที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน งานที่ดีๆ ก็มี แต่ว่ามีผลงานและการกระทำที่เลวมากกว่าดี” ผมคงไม่ออกมาตอบโต้เพราะผมเป็นเพียงอดีตข้าราชการที่มีโอกาสทำงานอยู่ที่กรมวิชาการเกษตร ประมาณ 3 ปีครึ่ง และปัจจุบันผันตัวมาเป็นเกษตรกร

ผมดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2540 โดยท่านชูชีพ หาญสวัสดิ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในขณะนั้น เพราะอธิบดีกรมวิชาการเกษตรในขณะนั้น คือ ดร. วิจิตร เบญจศีล จะเกษียณอายุราชการ ในวันที่ 30 กันยายน 2540 ท่านชูชีพ หาญสวัสดิ์ ได้ถามผมว่า “อยากให้พี่นันต์ไปเป็นอธิบดีกรมวิชาการเกษตร: ชอบไหม?” (ท่านชูชีพเรียกผมว่าพี่ เพราะท่านอายุน้อยกว่าผม 1 ปี และเป็นคนไหหลำด้วยกัน ท่านให้เกียรติผมมาก) ผมก็ตอบตกลง ผมไม่ต้องเสียเงินแม้แต่บาทเดียว ท่านชูชีพไม่เคยเรียกร้องเงินจากผม เพราะท่านรู้ว่าผมไม่มีเงิน และท่านไม่คิดที่จะทำ แม้แต่การเดินทางไปต่างจังหวัด หรือไปประชุมต่างประเทศ ท่านไม่เคยให้ผมต้องจ่ายเงินในการเลี้ยงดูท่านเลย

กรมวิชาการเกษตร เป็นกรมที่รับผิดชอบงานด้านการวิจัยและพัฒนาทางด้านพืช มีงบประมาณน้อย ข้าราชการส่วนใหญ่เป็นนักวิชาการ จบระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก เป็นจำนวนมาก สมัยที่ผมรับราชการอยู่ที่กรมวิชาการเกษตร มีนักวิจัย นักวิชาการ จบระดับปริญญาเอก ประมาณ 300 คน ซึ่งน่าจะมากกว่าทุกกรมในประเทศไทย บุคลากรส่วนใหญ่ได้ทำงานอยู่ในห้องปฏิบัติการ ในสถานีทดลอง ศูนย์วิจัย รวมทั้งด่านกักกันพืช ศูนย์จักรกลการเกษตร อยู่ในส่วนภูมิภาค ประมาณ 150 แห่ง (ในขณะนั้น ปี พ.ศ. 2540) ข้าราชการส่วนใหญ่จะมีลักษณะเป็นนักวิชาการ คือ สมถะ ใช้ชีวิตเรียบง่าย มีสังคมภายนอกน้อย มีลักษณะอนุรักษ์ รักพวกพ้อง ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นแทบที่จะไม่มี (ยกเว้นในกรณีกล้ายาง 1 ล้านไร่ ที่ก่อให้เกิดความมัวหมองแก่กรมวิชาการเกษตร)

ดังนั้น การที่คุณสนธิ ลิ้มทองกุล กล่าวหาว่า นักวิชาการรับเงินจากบริษัททำสารพิษ มีการดูแลกันทุกระดับชั้น ตำแหน่งอธิบดีมีการลงขันกันเป็นสิบๆ ล้าน ถึงร้อยล้าน พฤติกรรมบัดซบ เป็นการกล่าวหาที่รุนแรงสุดที่จะรับได้ ทั้งยังจะให้ยุบกรมวิชาการเกษตรว่าถ้ายุบไปได้ เกษตรกรไทยก็จะดีขึ้น เพราะมีผลงานและการกระทำที่เลวมากกว่าดี เป็นการดูถูก ดูหมิ่นองค์กรที่มีประวัติการจัดตั้งมายาวนาน มีผลงานทั้งการวิจัยและพัฒนามากมาย ซึ่งไม่เป็นธรรมต่อองค์กรนี้เป็นอย่างยิ่ง

ในกรณีการวิพากษ์วิจารณ์คณะกรรมการวัตถุอันตราย ว่า ทำไมถึงยอมให้คน 29 คน มีอำนาจเหนือชีวิตคนไทย 65 ล้านคน เป็นคำพูดที่เหมือนกับคำพูดของคุณหมอคนหนึ่ง ก็เป็นการดูหมิ่นดูแคลนคณะกรรมการวัตถุอันตรายเช่นกัน ผมเคยเป็นหนึ่งในคณะกรรมการชุดนี้ ไม่เคยรู้ว่าคณะกรรมการชุดนี้มีผลประโยชน์ เพราะไม่เคยได้รับเงินจากใคร และสำหรับคณะกรรมการชุดปัจจุบัน ผมก็ไม่เชื่อว่าจะได้รับผลประโยชน์ใดๆทั้งสิ้น ใครเขาจะให้มาทำไม โดยเฉพาะคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งผมรู้จักเป็นส่วนใหญ่ ผมเชื่อมั่นว่าท่านเหล่านี้ เป็นคนดี มีจริยธรรม ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการแบนสารทั้ง 3 ชนิด

ผมทำงานอยู่ที่กรมวิชาการเกษตร เพียง 3 ปีครึ่ง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2540 ถึงวันที่ 15 มีนาคม 2544 แล้วลาออกไปลงสมัครรับเลือกตั้งวุฒิสมาชิกจังหวัดสุราษฎร์ธานี ผมไม่ได้เป็นลูกหม้อกรมวิชาการเกษตร แต่ช่วงเวลาที่รับราชการอยู่ที่กรมวิชาการเกษตร ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดช่วงหนึ่งในชีวิตราชการของผมได้รับสิ่งดีๆ ประสบการณ์ดีๆ และสิ้นสุดชีวิตราชการที่ดี เป็นมงคลแก่ชีวิตมาจนถึงปัจจุบัน จึงไม่ต้องการจะให้ใครมาเหยียบย่ำองค์กรนี้ ไม่ว่าจะโดยเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม

ผมได้ติดตามรายการ “เมืองไทยรายสัปดาห์” ของคุณสนธิ ลิ้มทองกุล มาโดยตลอด โดยเฉพาะสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่คนไทยคนหนึ่งกับผู้ร่วมอุดมการณ์ เป็นผู้ถือธงนำมวลมหาประชาชนล้มระบบทักษิณจนเป็นผลสำเร็จ ทำให้เกิดความเคารพและศรัทธาในการเป็นนักต่อสู้เพื่อความถูกต้องของคุณสนธิ ลิ้มทองกุล ตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบันไม่เสื่อมคลาย แต่กรณีสารเคมี 3 ชนิดนี้ อยากให้คุณสนธิได้ศึกษาหาข้อมูลความเป็นไปตั้งแต่เริ่มต้นมาจนถึงปัจจุบันอย่างละเอียด ท่านจะได้ทราบความจริงที่แตกต่างจากที่เคยทราบมาก่อน และนำความจริงมาตีแผ่ให้สังคมได้รับทราบ จะเป็นประโยชน์และสังคมต้องยอมรับ เพราะมีความเชื่อมั่นในตัวคุณสนธิ ลิ้มทองกุล

อนันต์ ดาโลดม 

แฉสารพิษค้างสต๊อกอื้อ 3.4หมื่นตันส่อสูญเปล่า นายทุนล็อบบี้เร่งระบาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/446535

news_default

แฉสารพิษค้างสต๊อกอื้อ 3.4หมื่นตันส่อสูญเปล่า นายทุนล็อบบี้เร่งระบาย

วันศุกร์ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

แฉสารพิษค้างสต๊อกอื้อ

3.4หมื่นตันส่อสูญเปล่า

นายทุนล็อบบี้เร่งระบาย

‘บิ๊กตู่’ให้ทำตามขั้นตอน

‘วิษณุ’ชี้ถึงจุดจบแล้ว

นายกฯให้ว่าไปตามขั้นตอน แบน 3 สารพิษวิษณุเชื่อปิดฉากได้เร็วๆ นี้ เพราะทุกฝ่ายเห็นตรงกัน เสี่ยหนูบี้ซ้ำยกเลิกหรือไม่ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการวัตถุอันตรายลั่นสธ.ไม่ยอมให้สารอันตรายทำร้ายสุขภาพประชาชนอีกต่อไป เมินเอ็นจีโอฟ้อง ยันมีข้อมูลการแพทย์ระบุตัวเลขคนป่วยชัด ด้าน“มนัญญา”หมอให้ทำกายภาพ รอประเมินอาการ เจ้าตัวโพสต์บอก สตรีรุ่นนี้ไม่มีหนี ขณะที่รมว.เกษตรฯพักรักษาตัวที่บ้าน มีหมอเฝ้าดูอาการใกล้ชิด เล็งลุยพื้นที่ประจวบฯวางแผนป้องกันน้ำท่วม 16 จว.ใต้

ยังมีความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการยกเลิกสารเคมีวัตถุอันตรายทางการเกษตร 3 ชนิดคือ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต ที่กลุ่มสนับสนุนและคัดค้านต่างออกมาแสดงจุดยืนต่อเนื่อง หลังคณะทำงาน 4 ฝ่าย มีมติ 9 ต่อ 0 ให้ยกเลิกใช้ทันที โดยต่างฝ่ายต่างเดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่รับผิดชอบดูแลเรื่องนี้ ทำให้รัฐมนตรีสองคนล้มป่วยต้องเข้าโรงพยาบาล ขณะที่ทุกภาคส่วนรอดูผลประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย ว่าจะมีมติออกมาอย่างไร

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมให้สัมภาษณ์ถึงจุดยืนของรัฐบาลต่อการยกเลิกใช้สารเคมีอันตรายทั้ง 3 ชนิดหรือไม่ว่า ขอให้ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน

ด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงข้อห่วงใยเกี่ยวกับปัญหาการต่อต้าน 3 สารพิษขณะนี้ว่า ส่วนตัวเป็นห่วงอยู่แล้ว หน่วยงานที่รับผิดชอบกำลังทำอยู่ เรื่องนี้ไม่ใช่ว่าจะจบได้ง่ายๆ ไม่เช่นนั้นไม่ยืดยาวมาหลายปี แต่ก็คงจบลงได้เร็วๆนี้ เพราะความคิดเห็นตรงกันหมด ตกลงกันได้แล้ว

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า เรื่องนี้ทำให้รัฐมนตรีป่วยถึงสองคน นายวิษณุถามกลับผู้สื่อข่าวกลับว่า ป่วยจริงหรือเปล่า แต่เห็นคุณเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯไอมาตั้งนานแล้ว

ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงกรณีเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง ขอให้สธ.เปิดเผยข้อมูล จำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากสารเคมีอันตรายในภาคเกษตรทั้ง 3 ชนิดและจะยื่นฟ้องสธ.กรณีขึ้นป้ายกล่าวหาเกษตรกรประหนึ่งเป็นฆาตรกรว่า เรื่องนี้ไม่ได้กล่าวหา แต่ตนช่วยเกษตรกรด้วยซ้ำ แต่ถ้าจะฟ้องจริง ก็ห้ามไม่ได้ ส่วนกรณีที่บอกว่าไม่มีเวลาให้พบนั้น ตนขอชี้แจงว่า ใครก็สามารถมาพบตนได้ ให้มาจริงแต่ต้องมาดี ตนพร้อมพบทุกคนทุกฝ่าย ไม่ได้มีปัญหา ตนเป็นรมว.สาธารณสุข อะไรที่มีผลเสียต่อสุขภาพ ต่อชีวิต ตนไม่มีสิทธิ์ที่จะบอกว่าสนับสนุน และไม่ได้มีสิทธิจะบอกว่าจะเอาอะไรมาทดแทน หน้าที่ของตนคือสนับสนุนสิ่งที่ทำให้คนป่วยไม่ได้ เราทำงานตามหน้าที่ไม่ได้ทำตามความรู้สึก

ส่วนข้อเรียกร้องให้เปิดเผยข้อมูลผู้ป่วยจากสารอันตรายดังกล่าวนั้น รมว.สธ.เผยว่า ไม่มีปัญหา เพราะสุดท้ายคนที่จะตัดสินใจคือ คณะกรรมการวัตถุอันตรายทั้ง 27 คน ข้อมูลทั้งหมดต้องส่งเข้ามาที่คณะกรรมการฯอยู่แล้ว เพื่อนำมาอภิปรายว่าจะแบนหรือไม่ แต่สธ.มีจุดยืนอย่างเดียว อะไรที่อันตรายกับสุขภาพกับชีวิต ต่อความเป็นอยู่ของคนทั่วไปก็เซย์โนว ดังนั้น ไม่ต้องไปหาข้อมูล หรือผู้ป่วยมาแสดง เพราะรพ.ก็ขึ้นป้ายทั่วประเทศ สิ่งที่ผ่านการพิจารณาจากทั้งแพทย์และผู้อำนวยการรพ.เป็นสิ่งชี้ชัดอยู่แล้ว

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวโทรศัพท์ติดต่อน.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.กระทรวงเกษตรฯ เพื่อสอบถามอาการป่วย หลังเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล เนื่องจากเครียดจัด ปวดหัวหนักมาก แต่ไม่สามารถโทรศัพท์ติดต่อได้ว่า เมื่อพยายามติดต่อไปอีกครั้ง ปรากฏว่า น.ส.ปารีณา ซักเซ็ค ลูกสาวน.ส.มนัญญารับสาย พร้อมเผยว่า ขณะนี้แพทย์ให้มารดาพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล และให้ทำกายภาพบำบัดตั้งแต่เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม เนื่องจากอาการปวดหัวหนักมาก ร้าวลงหลัง ไหล่ ที่มีสาเหตุจากความเครียด

“วันนี้คุณแม่ไปทำกายภาพ และรอคุณหมอมาตรวจอีกครั้งว่าจะอนุญาตให้ออกจากรพ.ได้หรือไม่ เพราะคุณแม่อยากออกไปทำงาน แต่ถ้ายังออกไม่ได้ ก็จะเรียกเจ้าหน้าที่กระทรวงนำงานมาทำที่โรงพยาบาลจริงๆคุณแม่แค่อยากมาตรวจแล้วจะกลับกระทรวง แต่คุณหมอเห็นอาการเป็นมาก จึงให้แอดมิต หลังไหล่ปวดไปหมด คุณหมอบอกว่าถ้าไม่ยอมพักตอนนี้ อาการจะยิ่งแย่ไปใหญ่ กลายเป็นทำงานไม่ได้เลย และให้ทำกายภาพต่อเนื่องน.ส.ปารีณา กล่าว และว่า คุณแม่เป็นคนทำงานหนักมาตลอด ถ้ามีอาการปวดหัวแค่กินยา ตอนเป็นนายกเทศมนตรี เป็นคนมีความจริงจังในการทำงานไม่ค่อยได้พัก ตอนนี้มาทำเรื่องแบน3สาร ต้องทำการบ้านหนักมาตลอด จึงไม่ได้พักผ่อน

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า วันเดียวกัน น.ส.มนัญญา ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก “มนัญญา ไทยเศรษฐ์” เป็นภาพขณะรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลโดยมีครอบครัวคอยดูแล พร้อมข้อความสั้นๆว่า “สุภาพสตรีรุ่นนี้ไม่หนีอะไรอยู่แล้ว พร้อมค่ะ”

ส่วนความคืบหน้าอาการป่วยของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯนั้น คนใกล้ชิดนายเฉลิมชัยเผยว่า หลังนายเฉลิมชัยไปพบแพทย์ที่รักษาเป็นประจำแล้ว วันนี้ยังนอนพักที่บ้าน โดยมีแพทย์ประจำตัวมาตรวจดูอาการที่บ้านด้วย สำหรับนายเฉลิมชัยนั้น มีโรคความดันสูงอยู่แล้ว ทำให้วูบได้ เนื่องจากพักผ่อนน้อยมาตลอด ตั้งแต่มาทำงานกระทรวงเกษตร ไม่มีวันหยุดพัก ทำงานหนักทุกวัน ลงพื้นที่ตรวจภัยแล้ง น้ำท่วม สั่งการทำโครงการประกันรายได้เกษตรกรปลูกพืช5ชนิด เตรียมมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร ที่ได้ผลกระทบไว้รองรับการยกเลิก 3 สารอันตราย ที่จะมีผลเดือนธันวาคมนี้ และให้หน่วยงานทำบัญชีสารทดแทนไว้แล้ว ทั้งประชุมพรรคดูแลการหาเสียงจนดึกดื่น และออกพื้นที่ช่วยหาเสียงให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อม ส.ส.จังหวัดนครปฐมด้วย

ขณะที่นายเฉลิมชัยโพสต์เฟชบุ๊กส่วนตัว เกี่ยวกับการเตรียมลงพื้นที่จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อวางแนวทางรับมืออุทกภัย 16 จังหวัดภาคใต้ว่า วันที่ 11 ตุลาคม ตนจะเดินทางไปเปิดศูนย์บัญชาการน้ำส่วนหน้าของภาคใต้ที่จ.ประจวบคีรีขันธ์ และจะระดมเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ พร้อมทั้งเคลื่อนย้ายเครื่องมือเครื่องจักรสำหรับจัดการน้ำ ไปเตรียมตั้งรับในพื้นที่ เสี่ยงอุทกภัย 16 จังหวัดภาคใต้ โดยจะใช้เหตุการณ์น้ำท่วมของภาคอีสานเป็นตัวอย่าง และจะร่วมกับหาแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุน้ำท่วมซ้ำอีก เพื่อดูแลปกป้องประชาชน และเกษตรกรให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด พร้อมย้ำว่า ขณะนี้ตนพร้อมทำหน้าที่เต็มกำลัง เนื่องจากเป็นรัฐมนตรีลูกเกษตรกร ที่ใช้ใจแก้ปัญหา

สทนช.ลุยแผนพัฒนาลุ่มน้ำยมตอนบน ชูแม่คำปองต้นแบบใช้ศาสตร์พระราชาแก้ปัญหา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/446433

news_default

สทนช.ลุยแผนพัฒนาลุ่มน้ำยมตอนบน ชูแม่คำปองต้นแบบใช้ศาสตร์พระราชาแก้ปัญหา

วันศุกร์ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า พื้นที่ลุ่มน้ำยมตอนบนมีฝนและปริมาณน้ำท่าค่อนข้างมาก ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมช่วงฤดูน้ำหลาก ประกอบกับไม่มีแหล่งเก็บกักน้ำเพียงพอก่อให้เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำตามมาช่วงฤดูแล้ง จากการลงพื้นที่พบมีลำน้ำสาขาของแม่น้ำยมหลายแห่งพัฒนาให้เป็นอ่างเก็บน้ำ หรือสร้างประปาภูเขาได้ ผนวกกับการรับฟังความคิดเห็นของกลุ่มผู้นำชุมชนในพื้นที่ พบแนวทางที่ตอบโจทย์แก้ปัญหาดังกล่าวให้คนในพื้นที่ได้

ทั้งนี้ มีชุมชนหลายแห่งบริเวณลุ่มน้ำยมตอนบนที่ประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาเดือดร้อนด้วย“ศาสตร์พระราชา” โดยน้อมนำพระราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ 9 เข้ามาประยุกต์ใช้แก้ปัญหา ซึ่งจากนี้สทนช.จะได้รวบรวมวิธีแก้ไข แนวทางป้องกันปัญหา ที่นำไปสู่แผนปฏิบัติการเพื่อประโยชน์ของลุ่มน้ำยมตอนบนโดยตรงต่อไป โดยกำหนดทำแผนปฏิบัติการให้แล้วเสร็จภายปี 2562

“โครงการอ่างเก็บน้ำแม่คำปอง บ้านบุญแจ่ม ต.น้ำเลา อ.ร้องกวาง จ.แพร่ เป็นต้นแบบพัฒนาลุ่มน้ำยมตอนบน ในปี 2535 ความจุ 6.76 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ช่วยให้เก็บน้ำได้ แต่ยังเกิดปัญหาน้ำและโคลนไหลลงอ่างฯมาก หน้าแล้งไม่มีน้ำเช่นเคย ชาวบ้านบุญแจ่ม จึงเริ่มเข้าไปดูงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ 9 ได้เห็นความสำเร็จ จากนั้นเริ่มต้นศึกษาศาสตร์วิชาของในหลวง รวมตัวกันตั้งกลุ่มขึ้นมาเพื่ออนุรักษ์ฟื้นฟูป่า เริ่มปลูกป่า รณรงค์ไม่ให้เผาหรือทำลายป่า การทำฝายแม้วตามต้นน้ำ เพื่อช่วยชะลอกระแสน้ำและช่วยให้ป่าซับน้ำสร้างความชุ่มชื้นให้พื้นป่า เกิดเป็นจุดแข็งคือ มีแหล่งเก็บน้ำและอนุรักษ์ปลูกป่าควบคู่กันไป” ดร.สมเกียรติกล่าว

และว่า หลัง 3-4 ปีผ่านไป เริ่มเก็บน้ำในอ่างฯได้มากขึ้น แม้เป็นฤดูแล้ง ชาวบ้านเริ่มเห็นประโยชน์ เกิดกลุ่มและกองทุนที่เข้มแข็ง เพื่อให้เกิดการสร้างงานสร้างอาชีพหลายกลุ่ม อาทิ กลุ่มศูนย์เรียนรู้ชุมชนต้นแบบ กลุ่มออมทรัพย์ธนาคารต้นไม้ กองทุนป่าชุมชนบ้านบุญแจ่ม กองทุนอนุรักษ์อ่างแม่คำปอง กลุ่มออมทรัพย์เกษตรอินทรีย์ หรือที่ห้วยสามขา จ.ลำปาง มีการรวมกลุ่มเพื่ออนุรักษ์ป่าที่ประสบความสำเร็จและเข้มแข็งมาก จ.เชียงราย มีโครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ เหล่านี้เป็นการนำศาสตร์ของพระราชาไปใช้ ซึ่งอยู่ในแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ของสทนช. ด้วยเช่นกัน

นายจิรพัฒน์ แจ่มรัตนโสภิณ ผู้ใหญ่บ้านบ้านบุญแจ่ม เปิดเผยว่า บ้านบุญแจ่ม มีพื้นที่รวม 2.65 หมื่นไร่ มีพื้นที่ป่า 1.5 หมื่นไร่ตั้งแต่เรียนรู้รักษาป่า บวชป่า ไม่ตัดไม้ ราษฎรได้ป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์เป็นลำดับต้นๆของจังหวัด เป็นแหล่งน้ำและอาหารชั้นดีให้ราษฎร มีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างแม่คำปองปีละกว่า 18 ล้านลบ.ม.ทุกปี ทำให้เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมท้องถิ่นขับเคลื่อนไปได้ด้วยดี

เลขาฯสทนช.กล่าวปิดท้ายว่า ตัวอย่างผลสำเร็จยั่งยืนที่เราเรียนรู้ชัดเจนอย่างหนึ่งคือ การให้ชุมชนในพื้นที่มีส่วนร่วมบริหารจัดการ ซึ่งสทนช.จะนำเข้ามาผนวกกับการหาแหล่งเก็บน้ำ เพื่อพื้นที่ลุ่มน้ำยมตอนบนที่ยังดำเนินต่อไปตามแนวพระราชดำรัสของในหลวง ร.9 และตามโครงการพระราชดำริอีกหลายโครงการที่รอขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรม เช่น อนุมัติสร้างอ่างเก็บน้ำที่มีความจุเก็บกักน้อยกว่า 2 ล้านลบ.ม.ให้ท้องถิ่นใช้งบประมาณของตนทำได้เลย นอกจากช่วยเปิดพื้นที่เก็บน้ำแล้ว ยังเปิดพื้นที่หน่วงน้ำไม่ให้ไหลลงมากระทบลุ่มน้ำตอนล่างมากเกินไป

กษ.เปิดตัวอ้อยพันธุ์ใหม่‘ศรีสำโรง1’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/446427

news_default

กษ.เปิดตัวอ้อยพันธุ์ใหม่‘ศรีสำโรง1’

วันศุกร์ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ภาคเหนือตอนล่างเป็นแหล่งปลูกอ้อยคั้นน้ำและอ้อยโรงงานที่สำคัญของประเทศ ได้แก่ จ.กำแพงเพชร เพชรบูรณ์ สุโขทัย พิษณุโลก และนครสวรรค์ มีพื้นที่ปลูกอ้อยทั้งหมด 1.8 ล้านไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 11 ตันต่อไร่ซึ่งอ้อยคั้นน้ำนั้นถือเป็นเครื่องดื่มที่นิยมบริโภคแพร่หลายในทวีปเอเชีย เนื่องจากหาซื้อง่าย รสชาติหอมหวาน ราคาไม่แพง รวมทั้งในน้ำอ้อยยังประกอบด้วยเกลือแร่สำคัญที่ร่างกายต้องการ เช่น แคลเซียม ธาตุเหล็ก และโพแทสเซียม

ในประเทศไทยนิยมปลูกอ้อยคั้นน้ำพันธุ์สุพรรณบุรี 50 ซึ่งเป็นพันธุ์อ้อยรับรองของกรมวิชาการเกษตร อย่างไรก็ตามพื้นที่ปลูกอ้อยดังกล่าวมีสภาพแวดล้อมที่ต่างจากพื้นที่ปลูกอ้อยในภาคเหนือตอนล่าง ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสุโขทัย กรมวิชาการเกษตร จึงนำพันธุ์อ้อย ซึ่งผสมพันธุ์ที่ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี นำมาคัดเลือกและประเมินผลผลิตที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสุโขทัย มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ได้พันธุ์อ้อยคั้นน้ำที่มีผลผลิตสูงกว่าพันธุ์สุพรรณบุรี 50 หรือให้ผลผลิตอ้อยโรงงานสูงกว่าพันธุ์ที่เกษตรกรปลูก มีความหวาน หรือค่าซีซีเอส มากกว่า 12 และเป็นพันธุ์ที่เหมาะสมกับสภาพการปลูกในเขตภาคเหนือตอนล่าง  จนได้อ้อยพันธุ์ใหม่ที่มีคุณสมบัติตามที่ต้องการผ่านการรับรองพันธุ์จากกรมวิชาการเกษตรเมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา ใช้ชื่อพันธุ์ว่า “อ้อยคั้นน้ำพันธุ์ศรีสำโรง 1”

อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวต่อว่า อ้อยคั้นน้ำพันธุ์ศรีสำโรง 1มีลักษณะเด่นคือ ให้ผลผลิตน้ำอ้อยเฉลี่ย 5,647 ลิตร/ไร่ เปอร์เซ็นต์หีบ38.1 มีความหวาน 19.1 องศาบริกซ์น้ำอ้อยคั้นมีสีเหลืองอมเขียว มีกลิ่นหอมซึ่งจากการประเมินความพึงพอใจของผู้บริโภคพบว่า สิ่งที่ชอบมาก ได้แก่กลิ่นหอม รองลงมาคือ สี รสชาติและความหวาน ส่วนผลการประเมินเกษตรกรผู้ผลิตและจำหน่ายอ้อยในจ.สุโขทัย และพิษณุโลกพบว่า เกษตรกรทุกรายชอบและให้การยอมรับอ้อยพันธุ์ศรีสำโรง 1 โดยเฉพาะจำนวนผลผลิต กลิ่น รสชาติ  เปอร์เซ็นต์หีบ และขนาดลำ

“อ้อยพันธุ์ใหม่ศรีสำโรง 1 เป็นทางเลือกให้เกษตรกรใช้พันธุ์อ้อยคั้นน้ำพันธุ์ใหม่ที่มีลำต้นค่อนข้างนิ่ม ใช้ประโยชน์ได้หลากหลายทั้งคั้นน้ำ เคี้ยว หรือส่งเป็นอ้อยโรงงาน โดยในอ้อยคั้นน้ำจะมีเปอร์เซ็นต์หีบสูง น้ำอ้อยมีสีสวยและมีกลิ่นหอม รวมทั้งยังสามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่น เช่น ทำอ้อยงบ อ้อยกะทิ อ้อยผง เป็นการเพิ่มมูลค่าให้อ้อยด้วย โดยในปี 2562 หน่วยงานในส่วนภูมิภาคของกรมวิชาการเกษตรขยายอ้อยโคลน คั้นน้ำพันธุ์ศรีสำโรง 1ในพื้นที่ 5 ไร่ ซึ่งปลูกขยายต่อในพื้นที่ได้ถึง 50 ไร่” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

เปิดบัญชี3สารพิษค้างสต๊อกอื้อ บริษัทนำเข้าดิ้นหนักวิ่งล็อบบี้ยืด‘แบน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/446506

เปิดบัญชี3สารพิษค้างสต๊อกอื้อ บริษัทนำเข้าดิ้นหนักวิ่งล็อบบี้ยืด‘แบน’

วันพฤหัสบดี ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 18.03 น.

เปิดบัญชี3สารพิษค้างสต๊อกอื้อ บริษัทนำเข้าดิ้นหนักวิ่งล็อบบี้ยืด‘แบน’

10 ตุลาคม 2562 แหล่งข่าวจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมวิชาการเกษตรได้ตรวจสอบข้อมูลล่าสุด พบว่า บริษัทนำเข้าสารเคมีรายใหญ่ และบริษัทที่เป็นตัวแทนจำหน่ายในประเทศ ยังมีสต็อกสารเคมี 3 ชนิด คือ คลอร์ไพริฟอส พาราควอต และไกลโฟเซต เหลือรวมกว่า 3.4 หมื่นตัน จากยอดนำเข้าเมื่อต้นปีนี้กว่า 3.6 หมื่นตัน ซึ่งสถานการณ์ขณะนี้ของทุกบริษัทเหมือนผีถึงป่าช้า หลังจากคณะกรรมการ 4 ฝ่ายที่มี น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯ เป็นประธาน มีมติแบน 3 สาร ยกระดับความเป็นอันตรายร้ายแรงขั้นสุดต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม โดยเป็นวัตถุอันตรายบัญชีที่ 4 ห้ามนำเข้า ห้ามจำหน่าย ห้ามมีไว้ในครอบครอง ห้ามผลิต ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม นี้

นอกจากนี้ มติดังกล่าวได้ส่งให้ รมว.สาธารณสุข , รมว.เกษตรฯ และ รมว.อุตสาหกรรม ลงนามพร้อมหนุนมติที่จะส่งให้นายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการวัตถุอันตรายในสัปดาห์นี้ แม้ น.ส.มนัญญา จะนอนแอดมิดรักษาอาการป่วยปวดหัวอย่างหนัก ยังได้สั่งให้ทีมงานนำเอกสารไปส่งให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องลงนามให้ครบ ซึ่ง น.ส.มนัญญา ปักธงว่าประเทศไทยจะต้องแบน 3 สารก่อนสิ้นปีนี้ เพื่อไม่ให้ประเทศไทยเป็นแผ่นดินรองรับสารเคมีที่จะไหลทะลักเข้ามาอีกมหาศาล หลังจากที่ทั่วโลกแบนไปแล้ว 58 ประเทศ และรัฐบาลของประเทศมาเลเซียได้ประกาศแบนสารเคมีวันที่ 1 มกราคม 2563 ให้เป็นของขวัญปีใหม่แก่คนมาเลเซีย

แหล่งข่าว ระบุว่า ในส่วนบริษัทนำเข้าระดับเจ้าสัวหลายราย ซึ่งมีอดีตข้าราชการระดับสูงกระทรวงเกษตรฯเป็นแกนนำ ได้พยายามเข้าหาผู้ใหญ่ในรัฐบาล เพื่อดิ้นหนีภาวะขาดทุนทุกช่องทาง เพื่อหวังยื้อระยะเวลาการแบนออกไปได้ เพราะต้องการเร่งระบายสต็อกให้หมด โดยส่งออกไปประเทศที่สาม เพราะถ้าทางการไทยประกาศแบนเมื่อวันใดเท่ากับสินค้าในสต็อกเป็น 0 บาททันที

ข้อมูลจากกรมวิชาการเกษตร ระบุปริมาณนำเข้าพาราควอต ไกลโฟเซต คลอร์ไพริฟอส ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2562 มีปริมาณนำเข้า 36,066 ตัน และปริมาณคงเหลือ 34,688 ตัน รายละเอียดเกี่ยวกับการนำเข้าสารเคมีทดแทนที่ชื่อ กลูโฟซิเนต แอมโมเนีย ในช่วง 8 เดือนแรก มีปริมาณ 1,308 ตัน

นอกจากนี้เป็นที่สังเกตว่ากระทรวงเกษตรฯยังไม่มีการระงับออกประกาศกฏกระทรวง 5 ฉบับ เรื่องหลักเกณฑ์ในการจำกัดการใช้วัตถุอันตราย พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส โดยยังมีการอบรมเกษตรกร ผู้รับจ้างพ่นสาร และขึ้นทะเบียนผู้ใช้สารเคมี 3 ชนิดก่อนจึงจะมีสิทธิ์ซื้อพาราคอต-ไกลโฟเซต กลูโฟซิเนตได้ ซึ่งกฏกระทรวงจะมีผลบังคับใช้วันที่ 20 ตุลาคม นี้ด้วย ทำให้ต้องจับตาการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่อาจมีขึ้นในวันที่ 21 ตุลาคม นี้ ว่าเป็นเพียงรับทราบมติของการประชุม 4 ฝ่าย ของ น.ส.มนัญญา หรือไม่

เกษตรกรกว่า 5 แสนราย ร้องลุงตู่ค้านมติแบนพาราควอต ย้ำตัดสินด้วยหลักวิทยาศาสตร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/446343

news_default

เกษตรกรกว่า 5 แสนราย ร้องลุงตู่ค้านมติแบนพาราควอต ย้ำตัดสินด้วยหลักวิทยาศาสตร์

วันพฤหัสบดี ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 11.28 น.

เกษตรกรพร้อมเปิดข้อสงสัยการแบนพาราควอต ภาคประชาคมเกษตรกรกว่า 500,000 ราย เดินหน้าพบนายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยืนยันมติคณะกรรมการวัตถุอันตรายเดิม “อนุญาตให้ใช้พาราควอต” โชว์มูลค่าความเสียหายทางผลผลิตเกษตร 6.5 หมื่นล้านบาท ยังไม่รวมความเสียหายของอุตสาหกรรมต่อเนื่องกระทบ  รัฐเตรียมดึงภาษีประชาชนมาแก้ไขปัญหา ทวงถาม นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เหตุผลการแบนพาราควอต และย้ำขอให้ตัดสินจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เป็นหลัก

นายมนัส พุทธรัตน์ ประธานสมาพันธ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า เกษตรกรกว่า 500,000 ราย ขอประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันขอยืนยันมติคณะกรรมการวัตถุอันตรายเดิม “อนุญาตให้ใช้พาราควอต” ภายใต้มาตรการจำกัดการใช้ฯ เนื่องจากตลอดสองปีกว่าที่ผ่าน เกษตรกรเป็นผู้รับเคราะห์มาโดยตลอด มีการจัดตั้งคณะทำงานหลายชุดตามข้อเสนอแบนสารเคมีของกระทรวงสาธารณสุข องค์กรอิสระ เอ็นจีโอ

ท้ายที่สุดมติจากคณะกรรมการวัตถุอันตรายก็ระบุชัดว่า “ข้อมูลต่าง ๆ ของฝ่ายแบนนั้น หลักฐานไม่เพียงพอ” แสดงให้เห็นว่า “ข้อมูลเหล่านั้นไม่มีน้ำหนัก ขาดความน่าเชื่อถือมาโดยตลอด” แต่ฝ่ายเสนอแบนไม่เคยยอมรับมติ เผยแพร่ข้อมูลที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อตัวเกษตรกร ต้นทุนพุ่ง กระทบต่อเศรษฐกิจการเกษตร สินค้าปลอมและสารเคมีนำเข้าผิดกฎหมายเกลื่อน ไทยสูญเสียความน่าเชื่อถือในการส่งออก

ที่บอกว่าปาล์มน้ำมันทั่วโลกเลิกใช้พาราควอต เป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้องจริง ๆ แล้ว มาตรฐาน RSPO เป็นมาตรฐานสมัครใจ  ก็ยังให้ใช้พาราควอตตามเงื่อนที่จำเป็น และเป็นไปตามกฏระเบียบของประเทศ เกษตรกรที่เข้ามาตรฐาน RSPO มีกี่รายที่ทำได้ ตอนนี้อินโดนีเซียเองก็ยังออกจากมาตรฐาน RSPO มาใช้มาตรฐานของตนเอง

รวมทั้ง คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาการควบคุมวัตถุอันตรายฯ เคยรายงานต่อคณะกรรมการวัตถุอันตรายแล้วว่า ไม่มีข้อมูลที่สามารถเชื่อมโยงได้อย่างชัดเจนกับข้อกล่าวอ้างว่าพาราควอตเป็นสารก่อมะเร็ง โรคผิวหนังอักเสบเนื้อเน่า การถ่ายทอดจากแม่สู่ลูกนั้น ล้วนแต่ขาดความชัดเจนของข้อมูล อย่างโรคมะเร็งจากบุหรี่ในปีหนึ่งๆ ห้าหมื่นกว่าคน ทำไมไม่แบนบุหรี่

นายวราวุธ ชูธรรมธัช รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชี้แจงเพิ่มเติมว่า “ประเทศไทยจะเพิ่งเกษตรอินทรีย์ทั้งหมดไม่ได้ ต้องพึ่งเกษครเคมีด้วย ดังนั้นใครถนัดวิถีไหน ก็ทำไป และเป็นเรื่องที่ดีที่เกษตรกรออกมาให้ข้อมูล จะได้เป็นการให้ข้อมูลทั้งสองด้าน ไม่ใช่ให้ข้อมูลแต่เพียงด้านเดียว เป็นการโฆษณาชวนเชื่อ หากมีการแบน ต้นทุนเพิ่มขึ้น ผู้บริโภคก็ต้องรับภาระราคาสินค้าเกษตรที่สูงขึ้น”

สิ่งที่เกษตรกรสงสัยที่สุด ตอนนี้ คือ ความพยายาม “แบนพาราควอต” อย่างรุนแรง และไม่มีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ ควบคู่ไปกับ ความพยายาม “ผลักดันสารเคมีทดแทนตัวใหม่” ที่ราคาแพงกว่าหลายเท่า แถมสารที่แนะนำ เอ็นจีโอที่อังกฤษ บอกว่าก่อมะเร็งและทำลายระบบประสาท สามารถตกค้างในสิ่งแวดล้อม ซึ่งสารทดแทนที่แนะนำนี้ ขายในไทยมานานแล้ว แต่เกษตรกรไม่ใช้เหตุเพราะแพงและอันตรายกว่า งานนี้ อาจมีเบื้องหลังจากกลุ่มทุนรายใหญ่ร่วมแบน “หากพาราควอตยังอยู่ ตัวนี้ก็ขายไม่ได้” ท้ายสุด เกษตรกรก็รับเคราะห์เหมือนเดิม

“เกษตรกร 500,000 ราย อยากร้องขอ “นายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ จันทร์โอชา” และ “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน” ที่ได้รับเสียงเลือกตั้งส่วนใหญ่จากเกษตรกร “คณะกรรมการวัตถุอันตราย” “กรมวิชาการเกษตร” พิจารณาจากข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ ไม่ตามกระแสสังคม เพราะผลกระทบที่เกิดขึ้นประเทศชาติเสียหาย ประชาชนเดือดร้อน ต้องนำภาษีประชาชนมาใช้อีกกี่แสนล้านบาท “อย่าใช้เกษตรกรเล่นเกมการเมือง” และ “เอื้อประโยชน์นายทุนที่อยู่เบื้องหลังการแบน” นายมนัส กล่าว