กรมชลฯเพิ่มศักยภาพแก้มลิงพิษณุโลก แก้ท่วม-แล้งเก็บน้ำเพิ่มมีใช้ตลอดปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/446221

news_default

กรมชลฯเพิ่มศักยภาพแก้มลิงพิษณุโลก แก้ท่วม-แล้งเก็บน้ำเพิ่มมีใช้ตลอดปี

วันพฤหัสบดี ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมชลประทานเดินหน้าพัฒนาแก้มลิงบ้านห้วยน้ำสุด จ.พิษณุโลก เต็มศักยภาพ หวังช่วยราษฎรให้มีน้ำใช้ตลอดทั้งปี พร้อมเร่งหาพื้นที่สร้างแก้มลิงอีกกว่า 10 โครงการ หวังใช้หน่วงน้ำแก้ปัญหาน้ำท่วมและสร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำให้กับพื้นที่

นายชำนาญ ชูเที่ยง ผู้อำนวยการโครงการชลประทานพิษณุโลก กรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานมีแผนดำเนินโครงการแก้มลิงบ้านห้วยน้ำสุด อ.วัดโบสถ์ จ.พิษณุโลกเต็มรูปแบบ หลังได้ขุดลอกเพิ่มความจุไปแล้ว โดยจะก่อสร้างอาคารรับน้ำ อาคารระบายน้ำ ให้สมบูรณ์ เพื่อราษฎรจะได้มีน้ำเพื่อการเกษตรตลอดทั้งปี ช่วยเพิ่มรายได้สร้างความมั่นคงให้ชุมชน และหากมีน้ำเข้าทุ่งมากพอสามารถส่งไปช่วยพื้นที่ใกล้เคียงได้อีก โดยจะเร่งดำเนินโครงการฯให้แล้วเสร็จภายในเดือนเมษายน 2563 ทั้งนี้ ต.หินลาด ตั้งอยู่บนที่สูงเนินเขา พื้นที่ลาดชันไม่มีแหล่งเก็บน้ำ ช่วงฤดูฝนน้ำจะไหลลงพื้นที่ราบรวดเร็ว เพราะไม่มีแหล่งกักเก็บน้ำ ราษฎรจึงประสบปัญหาขาดแคลนน้ำในฤดูแล้งซ้ำซากทุกปี ตั้งแต่เดือนมีนาคมจนกว่าฝนจะมา หากปีไหนฝนมาช้าจะเกิดผลกระทบมากกว่าเดิม

นอกจากโครงการดังกล่าวแล้ว กรมชลประทานยังมีแผนที่พัฒนาแก้มลิงที่จ.พิษณุโลกอีกหลายแห่ง โดยระยะสั้น จะหาพื้นที่แก้มลิงให้ช่วยเก็บน้ำให้มากขึ้น เพื่อช่วยเสริมความมั่นคงด้านน้ำให้พื้นที่นอกเขตชลประทาน พร้อมชักน้ำจากแม่น้ำยมในช่วงน้ำหลาก เข้าไปเก็บในแก้มลิงขนาดใหญ่ 3 แห่งที่อ.บางระกำ คือ บึงจะเกร็ง บึงขี้แร้งและบึงระมาน ซึ่งจะได้น้ำเพิ่มอีกประมาณ 2-3 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) จากเดิมเก็บน้ำได้รวมกัน 32 ล้านลบ.ม. ซึ่งนอกจากทำให้กักเก็บน้ำได้เพิ่มขึ้นแล้ว ยังช่วยหน่วงน้ำยมไม่ให้ไหลลงด้านล่างเร็วเกินไปอีกด้วย

ส่วนระยะยาวกรมชลประทาน มีแผนหาพื้นที่ขุดลอกแก้มลิงเก็บน้ำอีกไม่น้อยกว่า 10 โครงการ อาทิ อ่างเก็บน้ำคลองชมพู เพื่อพัฒนาลุ่มน้ำคลองชมพูและแก้ปัญหาน้ำท่วมที่ อ.เนินมะปราง อ่างเก็บน้ำห้วยแยง เพื่อพัฒนาลุ่มน้ำวังทอง โครงการคลองชักน้ำฝั่งขวาแม่น้ำยม (คลองสุชน-คลองตะโม่-แก้มลิง) พร้อมอาคารประกอบ โครงการปรับปรุงประตูระบายน้ำต.บ้านไร่ อ.บางกระทุ่ม เป็นต้น ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมในที่ลุ่มต่ำตอนล่าง 5 อำเภอได้แก่ เนินมะปราง พรหมพิราม บางระกำ บางกระทุ่ม และอำเภอเมือง และช่วยแก้ปัญหาภัยแล้งซ้ำซากยาวนานให้ 4 อำเภอตอนบนที่เป็นภูเขาได้แก่ นครไทย ชาติตระการ วัดโบสถ์ และวังทอง

สำหรับการขุดลอกเพิ่มความจุโครงการแก้มลิงบ้านห้วยน้ำสุดที่ผ่านมา ทำให้เก็บน้ำได้ 50,000 ลบ.ม.เต็มความจุสูงสุดช่วยสร้างความมั่นใจได้ว่าราษฎร ต.หินลาด 282 ครัวเรือนจะมีน้ำต้นทุนอุปโภค-บริโภค เพียงพอใช้จนถึงฤดูแล้งที่กำลังจะมาถึง

อ.ส.ค.จับมือสวทช.วิจัยพัฒนา ยกระดับกิจการโคนมครบวงจร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/446223

news_default

อ.ส.ค.จับมือสวทช.วิจัยพัฒนา ยกระดับกิจการโคนมครบวงจร

วันพฤหัสบดี ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.)กล่าวว่า อ.ส.ค. มีพันธกิจหลักในการส่งเสริมการเลี้ยงโคนม ให้เป็นอาชีพแก่เกษตรกรไทยอย่างมั่นคงยั่งยืน พัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมนมครบวงจรและมีมูลค่าเพิ่ม การสร้างความรู้ด้านกิจการโคนมและอุตสาหกรรมนม และมุ่งบริหารจัดการองค์กรให้เป็นองค์กรที่มีขีดสมรรถนะ (HPO)ด้วยหลักธรรมาภิบาล

จากภารกิจดังกล่าว อ.ส.ค. จึงดำเนินแนวทางแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม โดยพัฒนาประสิทธิภาพการเลี้ยงโคนมเพื่อให้ได้น้ำนมที่ดีมีคุณภาพสูงและได้มาตรฐาน พร้อมแข่งขันกับตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศแถบอาเซียน ตลอดจนพัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรมโคนมโดยนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาพัฒนาอุตสาหกรรมโคนมทั้งระบบ เพื่อพัฒนาการเลี้ยงโคนม ระบบฟาร์ม การคัดเลือกสายพันธุ์ พัฒนาคุณภาพน้ำนมดิบ ตลอดทั้งอุตสาหกรรมโคนมทั้งระบบ ปัจจุบัน อ.ส.ค.นำเทคโนโลยีมาบริหารจัดการฟาร์ม โคนมประสิทธิภาพสูง (Thai Denmark Smart Dairy Farm)ของอ.ส.ค. วงเงินไม่ต่ำกว่า 55.9 ล้านบาท เพื่อตั้งฟาร์มโคนมสาธิตเชิงธุรกิจประสิทธิภาพสูง หรือ“Smart Farm”ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยทั้ง Hard ware และ Soft ware เข้ามาช่วยบริหารจัดการฟาร์มโคนมของเกษตรกร ประกอบกับปัจจุบันนโยบายการตลาดทำการค้าเสรีตามข้อตกลง Free Trade Area in Milk production (FTA) ที่มีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมโคนมของประเทศ ทำให้มีการนำเข้าผลิตภัณฑ์นมจากต่างประเทศ โดยเฉพาะนมผงพร่องมันเนยจากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ซึ่งมีปริมาณการนำเข้าสูงที่สุด อ.ส.ค.เตรียมพร้อมดูแลบริหารจัดการ พร้อมร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนดำเนินการวิจัย เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ให้ผู้บริโภคอยู่เสมอ

โดยความร่วมมือร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.) เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่อ.ส.ค. ดำเนินงานและร่วมกันหารือ เพื่อขยายผลงานวิจัยพัฒนา นำมาประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมโคนม และเพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน โดยสวทช.จะเข้ามาวิจัยพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและนวัตกรรมในกิจการโคนม พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีองค์ความรู้จากการวิจัยและพัฒนา เพื่อยกระดับมาตรฐานการเลี้ยงโคนมและผลิตภัณฑ์นมด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ให้อ.ส.ค.เพื่อขยายผลวิจัยที่นำมาพัฒนาแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม และยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ พร้อมทั้งสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเชิงพื้นที่ เพื่อพัฒนากิจการโคนมแบบครบวงจรด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดทั้งพัฒนาฐานข้อมูลและนำองค์ความรู้ผลงานวิจัยมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อสอดรับกลยุทธ์การตลาดของอ.ส.ค. ตามแผนรัฐวิสาหกิจระยะ 5 ปี (2560-2564) ในการขับเคลื่อนผลักดันผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค ก้าวสู่แบรนด์นมแห่งชาติและเป็นผู้นำอุตสาหกรรมไทยในอาเซียน

ดันศูนย์ข้าวชุมชน-แปลงใหญ่ เร่งผลิตเมล็ดพันธุ์ดี2แสนตันแก้ขาดแคลน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/446222

ดันศูนย์ข้าวชุมชน-แปลงใหญ่ เร่งผลิตเมล็ดพันธุ์ดี2แสนตันแก้ขาดแคลน

วันพฤหัสบดี ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมการข้าวดันศูนย์ข้าวชุมชน-นาแปลงใหญ่ ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดี 1 แสนตัน แก้วิกฤติขาดแคลน ยันเกษตรกรมีเมล็ดพันธุ์ดีใช้ทั่วถึง พร้อมชู“ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านสวนแตง” ต้นแบบผลิตเมล็ดพันธุ์ดี สร้างอาชีพ และรายได้มั่นคงสู่เกษตรกร

นางจุรี ภัทรกุลนิษฐ์ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการผลิตข้าว กรมการข้าวเปิดเผยว่า กรมการข้าวได้รับมอบนโยบายสำคัญให้ขับเคลื่อนนโยบายด้านการเกษตร ได้แก่ ส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ และศูนย์ข้าวชุมชน เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตข้าวคุณภาพส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่ม มีความเป็นอยู่ดีขึ้น ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกษตรกรผลิตข้าวคุณภาพได้คือ ใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดี โดยปัจจุบันเกษตรกรต้องการใช้เมล็ดพันธุ์ดีในปริมาณจำนวนมากบางส่วนซื้อเมล็ดพันธุ์ดีจากหน่วยงานรัฐ ภาคเอกชนปีละประมาณ 3 แสนตัน ทั้งนี้ ปีงบประมาณ 2563 กรมการข้าวตั้งเป้าหมายส่งเสริมการผลิตและการกระจายเมล็ดพันธุ์ดี 2 แสนตัน โดย 1 แสนตัน ผลิตโดยศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวของกรมการข้าว 28 แห่ง ส่วนอีก 1 แสนตัน ผลิตโดยศูนย์ข้าวชุมชนหรือกลุ่มนาแปลงใหญ่ ซึ่งกรมคัดเลือกศูนย์ข้าวชุมชนหรือกลุ่มนาแปลงใหญ่ ที่มีศักยภาพผลิตเมล็ดพันธุ์ดีและเข้มแข็ง 1,000 แห่ง เพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ดีแห่งละ 100 ตัน

“กรมสนับสนุนเมล็ดพันธุ์หัวเชื้อให้ศูนย์ข้าวชุมชนหรือนาแปลงใหญ่ ได้ใช้เป็นพันธุ์ดี หรือพันธุ์ตั้งต้น และถ่ายทอดองค์ความรู้ให้เกษตรกรผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้ได้คุณภาพ และผ่านการรับรองมาตรฐานเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีคือ มาตรฐานGAP Seed ซึ่งเป็นตัวการันตีมาตรฐานของเมล็ดพันธุ์ข้าว ดังนั้น เกษตรกรมั่นใจได้ว่า จะมีเมล็ดพันธุ์ดีใช้ได้ทั่วถึงเข้าถึงได้ง่าย ยืนยันฤดูกาลผลิตหน้า และปีต่อไป จะไม่มีปัญหาขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ดีแน่นอน”ผอ.สำนักส่งเสริมการผลิตข้าว กล่าว

สำหรับศูนย์ส่งเสริมและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีบ้านสวนแตง (ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านสวนแตง) อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี ถือเป็นหนึ่งศูนย์ต้นแบบ ที่มีศักยภาพผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดี ซึ่งผลิตได้มากกว่า 100 ตัน ที่สำคัญการผลิตเมล็ดพันธุ์ดีเป็นการสร้างอาชีพ รายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร มากกว่าการผลิตเมล็ดพันธุ์และขายเป็นข้าวเปลือก ที่ราคาต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ตลาด

ซอกแซกอาเซียน : 10 ตุลาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/446220

566101

ซอกแซกอาเซียน : 10 ตุลาคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมื่อการประชุมเจรจาที่กระทรวงเกษตรป่าไม้และประมงของญี่ปุ่นเสร็จ ตอนบ่ายแก่ๆ เขาก็พาไปชมโรงงานแปรรูปข้าว หรือโรงสีนั่นแหละ ตั้งอยู่ในจังหวัดชิบะ ไม่ไกลจากโตเกียวมากนัก เพราะโรงงานแห่งนี้แหละที่ทางการญี่ปุ่นจ้างให้สีข้าวและบรรจุกระสอบ เพื่อจัดส่งไปช่วยเหลือต่างประเทศ

การเดินทางของคณะเราซึ่งรวมถึงผู้แทนฟิลิปปินส์ ทางญี่ปุ่นจัดรถตู้ให้นั่งรวมกันไป มีคนขับพร้อม เข้าใจว่าเป็นรถราชการ พูดถึงคนขับรถยนต์ หรือที่เรามักเรียกติดปากกันว่า พขร. ผมชอบระบบของญี่ปุ่นเขามาก อันที่จริงแล้ว เราคงพอทราบกันล่ะว่าของเขาควรจะเป็นอย่างไร แต่ผมอยากนำมาเสนอไว้อีกครั้ง เผื่อว่าท่านผู้บริหารราชการเมืองไทยจะเห็นงามและคิดเอาไปใช้บ้าง นั่นคือ พขร. หน่วยราชการญี่ปุ่นนี้ เขาจะแต่งตัวสุภาพมาก ใส่เสื้อขาวแขนสั้นทับในกางเกงขายาวสีดำ รองเท้าหนังสีดำ และใส่ถุงมือสีขาว ทุกครั้งที่นำรถมาจอดเทียบเพื่อให้แขกผู้โดยสารขึ้นลงรถตู้ เขาจะวิ่งมายืนที่ประตูผู้โดยสารคอยเปิดและปิดประตู พร้อมโค้งคำนับ ยิ้มแย้มแจ่มใส จนเราก็ต้องขอบคุณและคำนับตอบด้วยความเกรงใจ ดูแล้วช่างน่าประทับใจดีแท้ครับ ที่เขาทำได้เช่นนี้ ส่วนหนึ่งเท่าที่ผมพอรู้มาอยู่บ้างสำหรับในประเทศที่เจริญแล้ว ไม่ว่าสิ่งที่ทำนั้นจะเป็นอาชีพที่ดูต่ำต้อย อย่างเช่น คนกวาดถนนก็ตาม เป็นเพราะมีความภาคภูมิใจในอาชีพที่ทำและการได้รับเกียรติจากสังคมโดยเท่าเทียมกัน กล่าวง่ายๆ คือ ในสังคมที่ยึดถือค่านิยมตามระบบคุณธรรม แทบจะไม่มีใครดูถูกใคร ไม่ว่าใครจะประกอบอาชีพอะไร หากเขาคนนั้นประกอบอาชีพด้วยความซื่อสัตย์ สุจริตและเคารพในสิทธิและเกียรติของคนอื่นครับ

ตกตอนเย็นหลังจากไปดูงานการสีข้าวของญี่ปุ่น ซึ่งโดยสรุป ผมว่าคงจะไม่มีใครทำได้เทียบเท่า หรือใกล้เคียงกับระบบของเขาเป็นแน่ คณะก็เดินทางกลับมาโตเกียว และในตอนค่ำ ก็จะเป็นการเลี้ยงรับรองของเจ้าภาพตามประเพณี แต่การเลี้ยงรับรองของญี่ปุ่นแตกต่างอย่างมากกับที่ฟิลิปปินส์ เพราะสถานที่จัดเลี้ยงไม่ได้ใช้ห้องประชุมใหญ่ของกรมหรือสำนักงานพร้อมมีดนตรีเต้นรำกันอย่างครื้นเครงสุดเหวี่ยง แต่ของญี่ปุ่นไปจองร้านอาหารข้างนอก และจัดแบบพิธีการเป๊ะเลยซึ่งความจริงทางสำนักเลขานุการแอปเตอร์ของพวกเราเองก็เคยจัดเลี้ยงแบบนี้มาหลายครั้งแล้วเมื่อมีการประชุมกันในวาระต่างๆ ที่กรุงเทพฯ

สถานที่จัดเลี้ยงเป็นห้องอาหารตั้งอยู่บนอาคารสูง ไม่ไกลจากย่านอาซะกุสะซึ่งเป็นจุดท่องเที่ยวที่สำคัญของโตเกียวเท่าใดนักห้องอาหารคงราวๆ ชั้นที่ 20 เห็นจะได้ สามารถมองออกผ่านกระจกเห็นวิวเมืองโตเกียวด้านหนึ่งสวยงามมาก มีคนร่วมงานเลี้ยงประมาณเกือบ 20 คน เจ้าภาพญี่ปุ่นมีท่านอธิบดีมาเอง นั่งกลางโต๊ะยาวหันหลังให้กระจก ส่วนแขกทั้งหมดนั่งหันหน้าออกกระจกเห็นวิวได้ และนี่คือวิธีการจัดโต๊ะที่นั่งตามโปรโตคอลที่ถูกต้องแบบหนึ่ง บนโต๊ะหน้าเก้าอี้นั่งจะเขียนชื่อและตำแหน่งผู้นั่งไว้ทุกคน และมีกระดาษเขียนเมนูอาหารไว้ด้วยทุกที่นั่ง เรียกว่าเต็มรูปแบบพิธีการทูตเลย

แต่บรรยากาศงานเลี้ยงที่ญี่ปุ่นคืนนั้น กลับไม่ดูเงียบเกร็งไปตามระบบระเบียบพิธีการทูตเท่าใดนัก เพราะต้องขอบคุณท่านอธิบดีญี่ปุ่นที่กรุณาพูดคุย และสร้างบรรยากาศที่เป็นกันเองให้กับพวกเราทุกคนขึ้นชื่อว่าคนญี่ปุ่นแล้ว เกือบทุกคนดื่มจัดมากกินเหล้าเบียร์เหมือนกินน้ำ พอได้ที่ก็จะเริ่มพูดจาเสียงดังฟังชัด พร้อมกับพูด “คัมปาย” คล้ายๆ กับ“กัมเปย”ในภาษาจีน ชนแก้วกันถี่ๆขณะที่อาหารก็มาตามคอร์ส แต่ก็ไม่ดึกอะไรนัก สักสามทุ่มก็เลิก เพราะเห็นเจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรฯ ญี่ปุ่นบอกว่า เจ้านายแกคงพอ เพราะก่อนจะมาพบกินกับพวกเรา แกไปงานเลี้ยงอื่นมาก่อน นี่ก็เป็นภารกิจของผู้ใหญ่นะ กลางคืนยันดึกดื่นต้องเข้าสังคมไม่ต่างกันเลยเกือบทั่วโลก

เวลาสามทุ่มของญี่ปุ่น สำหรับคอดื่มถือว่ายังเยาว์วัยมาก พวกเจ้าหน้าที่ก็เลยนัดแนะพวกเราไปกินกันต่ออีกร้าน ซึ่งเหมือนกับผมเมื่อสมัยยังหนุ่มๆ อยู่ที่มักจะร่วมกับเพื่อนคอเดียวกัน ชวนกันไปต่อ “ข้าวต้มสัก 1 แบน” หมายถึงจะไปกินข้าวต้มก่อนกลับบ้าน แต่เมื่อไปถึง กลับไปสั่งเหล้าที่ร้านข้าวต้มกินต่ออีก คนญี่ปุ่นก็เช่นกัน ที่โดยทั่วไปจะกินจนกระทั่งประมาณเที่ยงคืนหรือตีหนึ่ง ซึ่งเป็นเวลารถไฟใต้ดินเที่ยวสุดท้าย จึงได้เวลาแยกย้ายกลับบ้าน

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ไม่ตกขบวน’วราวุธ’ประกาศจุดยืนไม่เอาสารพิษ สั่งรณรงค์ต่อเนื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/446127

news_default

ไม่ตกขบวน’วราวุธ’ประกาศจุดยืนไม่เอาสารพิษ สั่งรณรงค์ต่อเนื่อง

วันพุธ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 19.19 น.

เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2562 นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)  และประธานยุทธศาสตร์พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) กล่าวถึงจุดยืนเรื่องสารพิษอันตราย 3 ชนิดทางการเกษตร ว่า เรื่องนี้เกี่ยวกับกระทรวง ทส.โดยตรง เพราะมีกรมควบคุมสารพิษ เป็น 1 ในคณะกรรมการวัตถุอันตราย ซึ่งสิ่งใดที่เป็นอันตรายต่อเกษตรกรและประชาชน หรือสารเคมีใดก็แล้วแต่ที่สะสมในดินนานๆ เกิดการตกค้าง กระทบกับแหล่งน้ำ โดยเฉพาะในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ภาคกลาง ไม่เป็นผลดีต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของเกษตรกร กระทรวง ทส.ไม่สนับสนุนแน่ โดยตนได้ให้นโยบายกับกรมควบคุมมลพิษแล้วให้รณรงค์ต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้มีสารพิษตกค้างในดิน น้ำ อากาศ และจะพยายามบอกให้เกษตรรู้ถึงพิษภัย ไปจนถึงการให้หยุดการนำเข้าสารพิษอันตราย

นายวราวุธ กล่าวว่า ในส่วนของพรรค ชทพ.ได้เขียนเรื่องนี้เอาไว้ในนโยบาย และได้พูดตอนหาเสียงมาตลอดว่าสนับสนุนแนวทางการใช้ปราชญ์ชาวบ้าน เทคโนโลยีชาวบ้าน เกษตรอินทรีย์ เกษตรแปลงใหญ่ หรือนิคมการเกษตร เพราะการใช้ปราชญ์ชาวบ้าน โดยเฉพาะการนำศัตรูพืชมาปราบศัตรูพืชนั้น เป็นสิ่งที่พรรค ชทพ.สนับสนุน เพราะตามสถิติ ประเทศไทยเป็นประเทศที่ใช้สารเคมีในการทำการเกษตรมากพอสมควร แต่มีผลผลิตต่อไร่คำนวณได้ต่ำมาก ดังนั้น สะท้อนให้เห็นว่าสารเคมีไม่ได้ทำให้ผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น พรรค ชทพ.จึงได้เห็นความสำคัญของเกษตรอินทรีย์ ปราชญ์ชาวบ้าน

ส่วนประเด็นที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า ใครจะอยู่เบื้องหลังจนจะไม่ให้ยกเลิกสารพิษอันตรายนั้น เราไม่สนใจ แต่ถือเอาเรื่องสุขภาพของประชาชน เกษตรกร และสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องใหญ่ เชื่อว่านักการเมือง พรรคการเมือง ย่อมคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนมาเป็นอันดับหนึ่งอยู่แล้ว ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนเองต้องปรับเปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับสถานการณ์ และการเปลี่ยนไปของโลกปัจจุบัน

แบน3สารพิษลาม! ม็อบต้านฮึ่มลุกฮือทั่วประเทศ แฉยับอดีตบิ๊กเกษตรฯวิ่งล็อบบี้ยืดเวลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/446231

news_default

แบน3สารพิษลาม! ม็อบต้านฮึ่มลุกฮือทั่วประเทศ แฉยับอดีตบิ๊กเกษตรฯวิ่งล็อบบี้ยืดเวลา

วันพุธ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 17.40 น.

แบน3สารพิษลาม! ม็อบต้านฮึ่มลุกฮือทั่วประเทศ แฉยับอดีตบิ๊กเกษตรฯวิ่งล็อบบี้ยืดเวลา

9 ตุลาคม 2562 เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2562 ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีสมาพันธ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยเกษตรกรกว่า 50 คน เข้ามาขอยื่นคัดค้านการยกเลิกการใช้สารเคมี 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต ขณะที่ทางมูลนิธิชีววิถี หรือ ไบโอไทย ก็ได้เดินทางมายื่นหนังสื่อสนับสนุนให้มีการยกเลิกการใช้ สารเคมี 3 ชนิด ซึ่งบรรยากาศเต็มไปด้วยความขัดแย้งของทั้ง 2 กลุ่ม

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังร่วมประชุมกับเครือข่ายต้านสารเคมีวัตถุอันตรายทางการเกษตร 686 องค์กร ว่า พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) และกระทรวงเกษตรฯ ยืนยันมีนโยบายแบน 3 สารเคมี ได้แก่ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต ทันที และไม่ต้องผิดหวังที่นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ มาร่วมประชุมไม่ได้ เพราะก่อนหน้านี้มีอาการชาที่มือ และแขนทั้ง 2 ข้าง และก่อนการประชุมมีอาการวูบ จึงมอบให้ตนมารับหนังสือแทน

ทั้งนี้ ขอให้มั่นใจว่ากระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายขับเคลื่อนไปสู่เกษตรยั่งยืนทำให้ประเทศไทยเป็น “Organic Thailand” และยินดีร่วมกับทุกกลุ่ม เพื่อแก้ปัญหาที่หมักหมมในด้านเกษตรมานานครึ่งศตวรรษ ที่จะต้องไร้ทุจริต และไร้ผลประโยชน์แอบแฝง

นายอลงกรณ์ กล่าวอีกว่า โดยเฉพาะ 3 สารเคมี มีการนำเข้า 200-300 ล้านกิโลกรัมต่อปี มีมูลค่าปีละหลายหมื่นล้านบาท โดยรมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารเกษตรกรรมยั่งยืน ซึ่งมี รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน จะเร่งเสนอร่างกฎหมายพัฒนาการทำเกษตรกรรมยั่งยืน เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรโดยเร็ว เพื่อจะเดินหน้าทำเกษตรอินทรีย์เต็มรูแบบในพื้นที่เกษตรทั่วประเทศ 145 ล้านไร่ พร้อมกับตราพระราชบัญญัติตั้งองค์กรเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ในการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยไปสู่เกษตรตามศาสตร์พระราชา เช่น เกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรผสมผสาน เกษตรตามธรรมชาติ และนำมาอยู่ใน พ.ร.บ.ฉบับนี้ เพื่อสืบสานต่อยอดศาสตร์พระราชาของในหลวงรัชกาลที่ 9 และตามกระแสพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 10

โดยดำเนินการผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) 882 แห่งทั่วประเทศ และศูนย์ถ่ายทอดความรู้ที่มีอยู่ 10,000 กว่าแห่ง รวมทั้งร่วมกับยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ เกษตรแปลงใหญ่ ตั้งเป้าผลักดันไปสู่เกษตรอินทรีย์ 1 ล้านไร่ ภายในปีนี้ ปี 63 จำนวน 5 ล้านไร่ และในปีต่อๆ ไป จะขยายพื้นที่เกษตรอินทรีย์ปีละ 25 % พร้อมกับปรับปรุงโครงสร้างภาษีตามกฎหมายสิทธิความปลอดภัยของผู้บริโภค เพื่อดำเนินการเก็บภาษีการนำเข้าสารเคมีทุกชนิดมาเข้ากองทุนเกษตรอินทรีย์แห่งประเทศไทย เหมือนเช่นการเก็บภาษีบุหรี่ เหล้า หรือที่เรียกว่าภาษีบาป

“เราจะไม่ยอมให้คนไทยเสียชีวิตจากโรคมะเร็ง หรือต้องอยู่กับโรคต่างๆ อย่างทุพพลภาพ เหมือนพืชผักที่ตายทั้งเป็น ดังนั้นการแบน 3 สารพิษ จะต้องเกิดขึ้น 1 ธ.ค.นี้ โดยรัฐบาลมอบให้รัฐมนตรีที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องทุกคน ให้เดินหน้าเรื่องนี้ทันที นอกจากนี้ นายเฉลิมชัย ได้เรียกบัญชีสารชีวภาพจากกรมวิชาการเกษตรมาดูทั้งหมดพอย่างเร่งด่วน เพื่อปรับเปลี่ยนการทำเกษตรของประเทศนี้ ไปสู่เกษตรยั่งยืนให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด แม้จะเป็นเรื่องยาก เพราะเกษตรกรเคยชินกับการใช้สารเคมี แต่เป็นเป้าหมายแรกที่จะให้เป็นสัญลักษณ์ว่าประเทศไทย พร้อมจะเป็นครัวโลก และก้าวไปสู่เกษตรอินทรีย์ หรือ Grow Organic Thailand”นายอลงกรณ์ กล่าว

ด้านนายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผอ.มูลนิธิชีววิถี (ไบโอไทย) กล่าวว่า ไม่ผิดหวังที่ไม่ได้พบรมว. เกษตรและสหกรณ์ เพราะท่านไม่สบายจริงๆ เช่นเดียวกับน.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ที่ต้องพักฟื้นที่รพ.สมิติเวช หลังการประชุมแบน 3 สาร เพราะคงโดนกดดันมาตลอด ซึ่งอยากขอให้ข้อเสนอการแบน 3 สารของกระทรวงเกษตรฯ ที่จะนำเสนอคณะกรรมการวัตถุอันตราย ให้มีความหนักแน่นและสมบูรณ์ เพื่อจะได้ไม่ผิดหวังเหมือน 2 ครั้งที่ผ่านมา ที่คณะกรรมการวัตถุอันตราย ยืดระยะเวลาการแบนสารพิษออกไป และขอเรียกร้องให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เสนอให้คณะกรรมการวัตถุอันตราย มีการลงมติแบบเปิดเผย ไม่ใช่ลงมติลับเหมือนที่ผ่านมา เพราะตัวแทนหน่วยงานมีถึง 19 คน และมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 10 คน ซึ่งผู้ทรงคุณวุฒิ 3 คน มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทค้าสารเคมีข้ามชาติ และบริษัทนำเข้าสารเคมี อย่าให้เกิดเหมือนครั้งที่ผ่านมา ที่ลงมติให้ใช้ต่อ โดยอ้างว่ายังไม่มีสารทางเลือก

“พวกเรากังวลอย่างเดียว รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องจะแบน 3 สาร แต่ในท้ายที่สุดจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ จะต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด หากดูกรอบเวลาจะต้องมีการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายภายใน 2 สัปดาห์นี้ เพื่อให้การแบน 3 สาร มีผลบังคับใช้ทันวันที่ 1 ธ.ค.นี้ ตามที่ รมช.มนัญญา เสนอ และเรียกร้องนายกฯ จะต้องเห็นผลประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ และต้องมีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ลงทะเบียนจะใช้สารเคมีจำนวน 4 แสนราย ให้มีปรับเปลี่ยนจากการใช้สารเคมีไปสู่เกษตรปลอดสาร ซึ่งรัฐต้องสนับสนุนเกษตรกรเหล่านี้ เพราะที่ผ่านมารัฐอำนวยความสะดวกให้เอกชน โดยไม่เก็บภาษีนำเข้าสารต่างๆ มากว่า 30 ปี อ้างว่าเกษตรกรจะได้มีต้นทุนราคาถูก และเชื่อว่าเมื่อเกษตรกรรู้พิษภัยของสารเคมี เกษตรกรจะไม่ยินยอมให้ผู้อื่นเอาสารพิษมาให้ใช้อีก อย่างไรก็ตาม จะติดตามท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์ต่อไป” นายวิฑูรย์ กล่าว

นายวิฑูรย์ กล่าวอีกว่า ภาคเอกชนยินดีที่จะมีการขับเคลื่อนร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ ในการเสนอร่าง พ.ร.บ.เกษตรกรรมยั่งยืน เนื่องจากมีการเรียกร้องจัดทำมายาวนาน เพราะเป็นเรื่องสำคัญมาก ในการรับประกันความปลอดภัยของผู้บริโภค และการจัดตั้งสถาบันเกษตรอินทรีย์ การขับเคลื่อนนี้มีความยากลำบาก จะต้องมีภาคประชาชนร่วมด้วยจึงจะสำเร็จ โดยเฉพาะกฎหมายรับประกันสิทธิผู้บริโภค ได้รับอาหารปลอดภัย และพ.ร.บ.ควบคุมความปลอดภัยของอาหารอันเนื่องมาจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ที่จะต้องร่วมกันผลักดันให้เกิดขึ้นในประเทศไทย เพราะไม่ต้องการสารเคมีราคาถูกที่นำเข้ามาไม่เสียภาษี แต่ทำให้คนกินตาย และในสัปดาห์หน้าจะไปพบกับนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม เพื่อประสานคณะกรรมการวัตถุอันตราย สั่งแบน 3 สารภายในปีนี้ อย่ายืดเวลาไปถึงวันที่ 1 ม.ค.63 ตามที่มีกระแสข่าว ไม่อย่างนั้นประชาชนจะลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิทั่วประเทศ เพราะไม่ต้องการอาหารราคาถูก แต่ฆ่าผู้บริโภค

รายงานข่าวกระทรวงเกษตรฯ เปิดเผยว่าอดีตข้าราชการระดับสูงเกษตรฯ ที่ผันตัวเองเป็นผู้นำเข้าสารเคมี 3 ชนิด ยังวิ่งเต้นเข้าหาผู้ใหญ่ในรัฐบาล เพื่อให้ยืดเวลาแบน 3 สาร ไปถึงเดือน ม.ค.63 เพราะจะเคลียร์สตอกมีมูลค่าเป็นพันๆล้านบาท เร่งส่งออกไปประเทศที่สามให้หมดโดยจะทำให้ขาดทุนน้อยลง หากประเทศไทยแบน 3 สาร จะทำให้ถูกกดราคาอย่างมากจากประเทศปลายทาง

อย่างไรก็ตาม สารเคมีเหล่านี้นำเข้ามามีต้นทุนเพียงตันละ7-800 บาท ที่ผ่านมาไม่ต้องเสียภาษีนำเข้า ส่งออกแต่อย่างใด โดยสร้างกำไรให้กับบริษัทค้าสาร  ได้ปีเป็นหมื่นๆล้านบาท

‘หมอประกิต’แนะแก้ปัญหา’ม็อบยาเส้น’ ส่งเสริมเปลี่ยนอาชีพแทนลดภาษีเพื่อป้องกันคนสูบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/446141

news_default

‘หมอประกิต’แนะแก้ปัญหา’ม็อบยาเส้น’ ส่งเสริมเปลี่ยนอาชีพแทนลดภาษีเพื่อป้องกันคนสูบ

วันพุธ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 15.27 น.

เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2562 ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวถึงกรณีเกษตรกรที่ปลูกยาเส้นและผู้ประกอบการค้าขายยาเส้นชุมนุมประท้วงเพราะได้รับผลกระทบจากนโยบายขึ้นภาษียาเส้นของรัฐบาล ว่า การตัดสินใจแก้ปัญหาเรื่องนี้ของรัฐบาลที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสุขภาพของคนไทย และต่อเนื่องมาถึงค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคคนที่ป่วยจากการสูบบุหรี่

ซึ่งการสูบบุหรี่ยาเส้นเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญและเรื้อรังของไทยมาโดยตลอด จากการเก็บภาษีที่ต่ำมาก ส่งผลให้ราคายาเส้นถูกมาก เป็นสาเหตุสำคัญของการทำให้เด็กๆ และเยาวชนเสพติดบุหรี่ และทำให้คนยากจนที่สูบบุหรี่ไม่เลิกสูบ ทั้งที่ยาเส้นก็มีอันตรายเหมือนกับยาสูบชนิดอื่นๆ ตนเห็นว่าวันนี้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ มีทางเลือกเพียง 2 ทาง ทางเลือกแรกคือรัฐบาลทำตามที่ชาวไร่ และผู้ค้ายาสูบเรียกร้อง ลดภาษียาเส้นที่ขึ้นไปแล้ว เรื่องก็จะจบ เป็นวิธีแก้ปัญหาที่ง่ายและรวดเร็ว แต่เป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด

เพราะจะทำให้วัตถุประสงค์ของการขึ้นภาษี ที่ต้องการจะลดจำนวนคนไทยที่สูบบุหรี่ยาเส้นเกือบ 5 ล้านคนให้น้อยลง ก็เป็นเรื่องยากที่จะเกิดขึ้น คนที่จะเจ็บป่วยจากการสูบบุหรี่ก็จะไม่ลดลง รัฐบาลจะต้องรับภาระการรักษาพยาบาลคนที่ป่วยเหล่านี้ ยิ่งเพิ่มภาระแก่โรงพยาบาล และงบประมาณของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) หรือบัตรทอง

“ผู้เชี่ยวชาญองค์การอนามัยโลก (WHO) ประเมินไว้ว่า การขึ้นภาษียาเส้นของรัฐบาลไทยครั้งนี้ จะลดจำนวนคนที่สูบบุหรี่ยาเส้นลง 240,000 คน และจะทำให้ลดจำนวนคนที่จะป่วยและเสียชีวิตจากการสูบบุหรี่ 120,000 คน จากสถิติที่พบว่า ครึ่งหนึ่งของคนที่สูบบุหรี่ จะป่วยและเสียชีวิตจากโรคที่เกิดจากการสูบบุหรี่” เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าว

ศ.นพ.ประกิต กล่าวต่อไปว่า ส่วนทางเลือกที่สองคือ รัฐบาลทำตามข้อแนะนำของผู้เชี่ยวชาญองค์การอนามัยโลก และข้อกำหนดของอนุสัญญาควบคุมยาสูบ ที่ให้มีการขึ้นภาษียาสูบ และให้ใช้มาตรการช่วยเหลือชาวไร่ยาสูบด้วยวิธีอื่น และคงแผนการขึ้นภาษีไว้ เช่น เยียวยาผลกระทบที่เกิดจากการขึ้นภาษี สนับสนุนให้ทำอาชีพอื่น หรือสนับสนุนการปลูกพืชทดแทน โดยอาจจะเอาเงินภาษียาเส้นที่เก็บเพิ่มขึ้นได้มาใช้เป็นงบประมาณในการแก้ปัญหา

วิธีนี้จะส่งผลดีต่อแผนการขึ้นภาษีที่ศึกษาเตรียมการไว้อย่างดีมานานแล้ว ซึ่งจะทำให้คนสูบบุหรี่ลดลง คนเจ็บป่วยลดลง ประหยัดงบประมาณรักษาสุขภาพ และเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุด ลดข้อครหาที่ว่ารัฐบาลทำอะไรที่ย้อนแย้ง ทางหนึ่งก็จะเอาใจชาวไร่ยาสูบ อีกทางก็ลงแส้หน่วยงานต่างๆ ให้หาทางรณรงค์ลดการบริโภคยาสูบ ที่สำคัญตนเห็นว่าวิธีนี้แม้จะทำยากกว่า แต่เป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุด เพราะไม่ช้าก็เร็วรัฐบาลจะต้องเดินทางนี้อย่างแน่นอน เนื่องจากผู้คนจะปฏิเสธการใช้ยาสูบมากขึ้น ความต้องการใบยาสูบมีแต่จะลดลง

“ถ้ารัฐบาลแก้ปัญหา ด้วยการยอมลดภาษียาเส้นตามที่มีการเรียกร้อง จะเป็นการถอยหลังเข้าคลอง และลบล้างความพยายามควบคุมยาสูบที่หน่วยงานต่าง ๆ พยายามทำอยู่ สุขภาพของคนไทยก็ไม่ต้องหวังว่าจะให้ดีขึ้น เราเข้าใจ เห็นใจเกษตรกรและรัฐบาลต้องช่วยเหลือ เหตุการณ์การประท้วงที่เกิดขึ้นเป็นวิกฤต รัฐบาลต้องแก้ปัญหาโดย แปลงวิกฤตให้เป็นโอกาส ไม่ใช่แก้ปัญหาแบบเหมือนกับไม่ได้แก้ ขอให้รัฐบาลตัดสินใจ เพื่ออนาคตสุขภาพของลูกหลานไทย ให้เราภูมิใจและศรัทธา” ศ.นพ.ประกิต กล่าวย้ำ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง : เผาหุ่น‘บิ๊กตู่’!ม็อบยาเส้นเพชรบูรณ์ประท้วง ไล่รบ.แก้ปัญหาไม่ได้ก็ออกไป (ชมคลิป)

‘ประกายรัตน์’หนุนรัฐแก้ปัญหาสารพิษเป็นระบบ คุ้มครองผู้บริโภค-สร้างความมั่นคงทางอาหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/446110

news_default

‘ประกายรัตน์’หนุนรัฐแก้ปัญหาสารพิษเป็นระบบ คุ้มครองผู้บริโภค-สร้างความมั่นคงทางอาหาร

วันพุธ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 14.19 น.

9 ตุลาคม 2562 นางประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยกรณีที่มีกระแสเรียกร้องในวงกว้างให้มีการยกเลิกการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีอันตรายต่อสุขภาพของประชาชนและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมว่า ตนเห็นด้วยที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้และได้สั่งการให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายเร่งหารือผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง 4 ฝ่าย คือ รัฐ ผู้นำเข้า เกษตรกร ผู้บริโภคเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวภายใน 60 วัน ขณะที่รัฐมนตรี 3 กระทรวงที่เกี่ยวข้องได้มีท่าทีชัดเจนในการคำนึงถึงสุขภาพของประชาชนเป็นสำคัญ ซึ่งการเคลื่อนไหวในเรื่องดังกล่าวยังแสดงถึงการตื่นตัวของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคประชาสังคมที่ช่วยกันติดตามและนำเสนอประเด็นนโยบายของรัฐอย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง

นางประกายรัตน์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)ได้มีมติเห็นชอบรายงานผลการตรวจสอบที่ 31/2562  เรื่องสิทธิในชีวิตและร่างกายอันเกี่ยวเนื่องกับสิทธิผู้บริโภคกรณีคัดค้านการต่ออายุใบสำคัญการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายพาราควอตของกรมวิชาการเกษตร ซึ่งการตรวจสอบของ กสม.ได้พิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้านโดยเฉพาะด้านพิษวิทยาที่มีผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน ปริมาณสารพิษตกค้างในสินค้าเกษตร รวมถึงผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมกันนี้ กสม. ได้มีข้อเสนอแนะไปยังคณะรัฐมนตรี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะกรรมการวัตถุอันตราย เพื่อให้ดำเนินมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ตลอดทั้งแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือคำสั่งใด ๆ ให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน

นางประกายรัตน์ กล่าวต่อว่า ข้อเสนอแนะของ กสม. ที่มีถึง 3 หน่วยงานมีดังนี้ 1. คณะกรรมการวัตถุอันตราย ควรกำหนดให้พาราควอตเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตรายปี 2535 มาตรา 18 โดยห้ามมิให้มีการผลิต การนำเข้า การส่งออก หรือการมีไว้ในครอบครอง 2. กระทรวงเกษตรฯ ควรแก้ไขปัญหาการใช้สารเคมีทางการเกษตรทุกชนิดในระยะยาว ขณะเดียวกันจะต้องพัฒนาทางเลือกด้านสารชีวภาพและเทคโนโลยีชีวภาพเพื่อการเกษตรที่ยั่งยืนสำหรับเกษตรกรอย่างเป็นระบบและจริงจัง และ 3. คณะรัฐมนตรีควรจัดให้มีกฎหมายว่าด้วยการควบคุมสารเคมีทางการเกษตร เพื่อเป็นการป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน โดยพิจารณาจากร่างกฎหมายที่เสนอโดยภาคประชาสังคม-สาธารณสุข

“กสม. ยังรอคอยความหวังว่า ทั้งสามหน่วยงานจะปฏิบัติตามข้อเสนอแนะของ กสม. อย่างครบถ้วน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาการใช้พาราควอต รวมทั้งสารเคมีการเกษตรตัวอื่น ๆ ในภาคการเกษตรที่มีอันตรายสูงต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม เช่น คลอร์ไพริฟอส ไกลโฟเซต เป็นไปอย่างเป็นระบบและยั่งยืนในทุกมิติตามที่รัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 55 ได้บัญญัติให้รัฐต้องดูแลและส่งเสริมให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดี อันสอดคล้องกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ข้อ 12 วรรคหนึ่ง ที่กำหนดให้รัฐภาคีแห่งกติกานี้รับรองสิทธิของทุกคนที่จะมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตตามมาตรฐานสูงสุดเท่าที่เป็นได้ ดังนั้น รัฐไทยจึงควรดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 40 วรรคสอง เพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคและเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างแท้จริง” กสม. ประกายรัตน์ กล่าว

‘อธิบดีปศุสัตว์’ปล่อยขบวนหน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่ ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคอีสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/446069

‘อธิบดีปศุสัตว์’ปล่อยขบวนหน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่ ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคอีสาน

วันพุธ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 12.36 น.

“อธิบดีกรมปศุสัตว์”ปล่อยขบวนหน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 9 ตุลาคม 2562 ที่ศูนย์ราชการกรมปศุสัตว์ จ.ปทุมธานี นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานพิธีปล่อยขบวนรถหน่วสัตวแพทย์เคลื่อนที่ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พร้อมด้วยนายสุรเดช สมิเปรม,ปศุสัตว์เขต 1 ผู้อำนวยการกองสวัสดิภาพสัตว์และสัตวแพทย์บริการ ผู้อำนวยการสำนัก/กอง เลขานุการกรม และคณะเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์

เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วมจากอิทธิพลของพายุโซนร้อนโพดุล และคากิจิ ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดอุบลราชธานี ยโสธร ศรีสะเกษ และร้อยเอ็ด ตั้งแต่เดือนกันยายน 2562 ส่งผลให้มีประชาชนและเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ได้รับความเดือดร้อน โดยเฉพาะจังหวัดอุบลราชธานีได้รับผลกระทบมากที่สุด จำนวน 12 อำเภอ 97 ตำบล 782 หมู่บ้าน มีปศุสัตว์และสัตว์เลี้ยงที่ได้รับผลกระทบมากกว่า 3 แสนตัว และประชาชนได้รับผลกระทบประมาณ 2 หมื่นคน แม้ว่าหน่วยงานของกรมปศุสัตว์ได้ดำเนินการให้การช่วยเหลือ โดยมีการอพยพสัตว์และให้การรักษาพยาบาลสัตว์จำนวน 18,643 ตัว แจกถุงยังชีพจำนวน 2,746 ถุง และจ่ายอาหารสัตว์ (หญ้าแห้งและหญ้าหมัก) จำนวน 777,220 กิโลกรัม ซึ่งปรากฏว่ายังไม่มี โค กระบือ และสุกรตายจากอุทกภัยในครั้งนี้ จนสถานการณ์ได้ผ่านพ้นภาวะวิกฤตไปแล้ว แต่กรมปศุสัตว์ได้เล็งเห็นว่ามี 7 อำเภอของจังหวัดอุบลราชธานีที่จะต้องให้ความสำคัญในการฟื้นฟูภายหลังสถานการณ์คลี่คลายลง ทั้งในเรื่องการรักษาพยาบาลสัตว์ การเฝ้าระวังการเกิดโรคระบาด และการส่งเสริมสุขภาพสัตว์

กรมปศุสัตว์จึงได้สั่งการให้จัดโครงการหน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่ขึ้น เพื่อลงพื้นที่ช่วยเหลือปศุสัตว์และสัตว์เลี้ยงภายหลังการเกิดอุทกภัย ณ จังหวัดอุบลราชธานี โดยรูปแบบของหน่วยสัตวแพทย์ฯ ครั้งนี้ จะดำเนินการไปทีละอำเภอ เรียงไปจนครบทั้ง 7 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง อำเภอวารินชำราบ อำเภอดอนมดแดง อำเภอเขื่องใน อำเภอตระการพืชผล อำเภอพิบูลมังสาหาร และอำเภอสว่างวีระวงศ์ โดยครอบคลุมกว่า 60 ตำบล 450 หมู่บ้าน ระหว่างวันที่ 9 ถึง 22 ตุลาคม 2562 รวมระยะเวลาทั้งสิ้น 14 วัน การดำเนินการจะประกอบด้วย 1.หน่วยให้บริการสำหรับปศุสัตว์ ดำเนินการในรูปแบบหน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่กระจายไปตามหมู่บ้านที่ประสบอุทกภัย โดยจะให้บริการตรวจรักษาโค กระบือ สุกร และสัตว์ปีก รวมถึงให้คำแนะนำการเลี้ยงสัตว์ปศุสัตว์แก่เกษตรกร วันละประมาณ 30 – 35 หมู่บ้าน และ 2.หน่วยให้บริการสำหรับสัตว์เลี้ยง จะดำเนินการวันละ 2 จุด ในชุมชนที่มีสัตว์เลี้ยงจำนวนมาก โดยจะให้บริการตรวจรักษาสุนัขและแมว ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และผ่าตัดทำหมัน

ทั้งนี้ ต้องขอขอบคุณเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ทุกท่านที่ร่วมมือกันดำเนินการฯ จากการดำเนินการหน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่ดังกล่าว คาดว่าทั้งสัตว์ปศุสัตว์และสัตว์เลี้ยงของประชาชนจะได้รับการดูแลรักษาให้มีสุขภาพที่ดี แข็งแรง และสามารถลดการสูญเสียของเศรษฐกิจได้อีกทางหนึ่งด้วย

กรมชลฯวางแผนแก้ท่วมแล้งลุ่มชี-มูลล่าง สำรวจแก้มลิง-ขุดคลองผันน้ำลุย6โครงการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/445927

news_default

กรมชลฯวางแผนแก้ท่วมแล้งลุ่มชี-มูลล่าง สำรวจแก้มลิง-ขุดคลองผันน้ำลุย6โครงการ

วันพุธ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า แนวทางแก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งในพื้นที่ลุ่มน้ำชี-น้ำมูลตอนล่าง ครอบคลุมจ.ร้อยเอ็ด ยโสธร ศรีสะเกษและอุบลราชธานีอย่างยั่งยืนนั้น ระยะสั้นสั่งให้เร่งสำรวจ โครงการพัฒนาแหล่งน้ำเดิม รวมทั้งแก้มลิง ที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพื่อปรับปรุง ขุดลอกตะกอน เพิ่มปริมาณการกักเก็บให้เต็มศักยภาพ รวมทั้งสำรวจพื้นที่จัดสร้างแก้มลิงใหม่ที่เหมาะสม ถ้าเป็นพื้นที่สาธารณะก็ขอเข้าใช้ประโยชน์ทันที แต่ถ้าเป็นที่เอกชนอาจต้องจัดหางบประมาณจัดซื้อหรือเจรจาขอใช้เป็นพื้นที่รับน้ำในฤดูน้ำหลาก คล้ายๆรูปแบบ “บางระกำโมเดล” ซึ่งนอกจากจะตัดยอดน้ำช่วงฤดูน้ำหลาก หรือช่วงที่พายุเข้าได้แล้วยังกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งได้อีกด้วยสำหรับระยะยาว จะศึกษาการสร้างคลองผันจากแม่น้ำชีและแม่น้ำมูล ลงสู่แม่น้ำโขงโดยตรง เพื่อตัดยอดน้ำไม่ให้ไหลผ่าน อ.เมือง และอ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี รวมทั้งยังแก้ปัญหาการระบายน้ำลงสู่แม่น้ำโขงที่มีอุปสรรคสำคัญคือ แก่งสะพือและแก่งตะนะ กีดขวางการระบายน้ำได้อีกด้วย ซึ่งจะเริ่มศึกษาในปี 2563

อย่างไรก็ตาม น้ำท่วมจ.อุบลราชธานี และพื้นที่ใกล้เคียงในปีนี้ ปริมาณน้ำส่วนใหญ่มาจากลุ่มน้ำยัง สาขาของแม่น้ำชี ซึ่งยังไม่มีเครื่องมือบริหารจัดการน้ำแบบถาวร มีเพียงฝายบ้านท่าลาดที่ อ.เสลภูมิ ที่ใช้ทดน้ำเข้าพื้นที่การเกษตร ดังนั้น กรมชลประทานจึงวางแผนระยะเร่งด่วนภายในปี 2563 จัดหาและขุดลอกแก้มลิงประมาณ 14 โครงการ ซึ่งจะตัดยอดน้ำและเก็บน้ำได้เพิ่มอีก 7.12 ล้านลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์ 5,600 ไร่ พร้อมทั้งศึกษาสำรวจออกแบบโครงการผันน้ำ ลำน้ำยัง-ห้วยวังหลวง-บึงเกลือ-กุดปลาคูณ ที่อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด เพื่อผันน้ำไปเก็บไว้ตามลำน้ำสาขา นอกจากนี้ ยังดำเนินโครงการศึกษาความเหมาะสมการบรรเทาอุทกภัยลำน้ำยัง และลำน้ำชีตอนล่าง จ.ร้อยเอ็ด และ จ.ยโสธร เพื่อแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบตั้งแต่ลำน้ำยังไปจนถึงลำน้ำชีตอนล่างที่ จ.อุบลราชธานีส่วนแผนงานระยะยาวที่ศึกษาความเหมาะสมโครงการพัฒนาแหล่งน้ำไว้ในลุ่มน้ำยัง 6 โครงการ เมื่อก่อสร้างเสร็จกักเก็บน้ำได้ 22.27 ล้านลบ.ม. ใช้งบประมาณ 2,400 ล้านบาท มีพื้นที่รับประโยชน์ 29,000 ไร่

“หากสามารถหาพื้นที่เก็บน้ำได้ร้อยละ 10 ของน้ำท่าในลุ่มน้ำยัง จะช่วยบรรเทาปัญหามวลน้ำจำนวนมากไหลบ่าท่วมจ.ร้อยเอ็ด ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังกักมวลน้ำบางส่วนไม่ให้ไหลสมทบกับน้ำชี เพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วม จ.อุบลราชธานีได้ด้วย นอกจากนี้ยังช่วยการันตีน้ำต้นทุนที่จะใช้ช่วงฤดูแล้งให้ราษฎรในจ.กาฬสินธุ์ และร้อยเอ็ดที่แม่น้ำยังไหลผ่าน มีน้ำกินน้ำใช้พอเพียงตลอดปี” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว