กรมวิชาการเกษตรย้ำจุดยืน3สารพิษ พร้อมทำตามมติคณะกก.ตามกม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/445926

news_default

กรมวิชาการเกษตรย้ำจุดยืน3สารพิษ พร้อมทำตามมติคณะกก.ตามกม.

วันพุธ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ชี้แจงแนวทางดำเนินการของกรมวิชาการเกษตรเกี่ยวกับวัตถุอันตราย 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอตคลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต ตามที่เป็นประเด็นข่าวอยู่ขณะนี้ว่า กรมวิชาการเกษตร เป็นเพียงหน่วยงานผู้ปฏิบัติตามข้อเท็จจริงตามหลักวิชาการและตามข้อกฎหมายที่ให้อำนาจหน้าที่ไว้เพียงบางส่วนเท่านั้น   มิได้มีอำนาจหน้าที่เบ็ดเสร็จทั้งหมด โดยกรมวิชาการเกษตร พร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่ตามทิศทางที่ถูกต้องตามข้อเท็จจริงตามหลักวิชาการและภายใต้กรอบกฎหมายที่ให้ไว้ ขอยืนยันว่ากรมวิชาการเกษตรมิได้ต่อต้านการยกเลิกการใช้วัตถุอันตรายทั้ง 3 ชนิด แต่อย่างใด  แต่เป็นการให้ข้อเท็จจริงตามหลักวิชาการเท่านั้น การตัดสินใจขั้นสุดท้ายเป็นอำนาจของคณะกรรมการที่ระบุไว้ชัดเจนตามกฎหมาย

“การยกเลิกการใช้สารเคมีทางการเกษตรจำเป็นต้องมีข้อมูลและเหตุผลประกอบการยกเลิกที่ชัดเจนและเพียงพอ เช่น ข้อมูลความเป็นพิษของสารเคมีต่อสุขภาพมนุษย์ สุขภาพสัตว์ รวมถึงการตกค้างในพืชและสิ่งแวดล้อม และมีสารที่ใช้ทดแทน ซึ่งกรมวิชาการเกษตรมีหน้าที่ต้องให้ข้อมูลที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ และขอเน้นย้ำว่าที่ผ่านมา ได้ทำหน้าที่ดีที่สุดแล้วตามขอบเขตอำนาจหน้าที่ที่ระบุไว้ในกฎหมายตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 ซึ่งให้อำนาจหน้าที่กรมวิชาการเกษตร พิจารณาขึ้นทะเบียนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในประกาศกระทรวงเกษตรฯ และพิจารณาการขออนุญาตและการอนุญาตให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง  โดยกรมวิชาการเกษตร พร้อมที่จะปฏิบัติตามมติของคณะกรรมการที่มีอำนาจที่ระบุไว้ชัดเจนตามกฎหมายทุกประการ” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

ส่องเกษตร : เป็น อยู่ คือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/445923

449007

ส่องเกษตร : เป็น อยู่ คือ

วันพุธ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ทุกวันนี้มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายในวงการเกษตร ที่อาจดูว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เรื่อยๆ เงียบบ้าง ดังบ้างในสังคม แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของคนส่วนใหญ่ของประเทศ เพราะการเกษตรเป็นกิจกรรมพื้นฐานของการสร้างหนึ่งในปัจจัยสี่ที่สำคัญของการดำเนินชีวิต นั่นคือ อาหาร ทั้งยังเกี่ยวไปยังวิถีวัฒนธรรม ศิลปะ และประเพณีต่างๆ ของสังคมไทยด้วย

การทำงานของผู้ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรในทางตรงและทางอ้อม ต่างมุ่งสู่ตัวของเกษตรกรเป็นสำคัญ เพราะปัจจัยแห่งความสำเร็จในการพัฒนาใดๆ คือ การพัฒนาคน งานบางงานหากคนได้รับการพัฒนาแล้ว เทคโนโลยีต่างๆ จะตามมาเอง ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้เทคโนโลยีนำการพัฒนาแต่อย่างใด เพราะบางสถานการณ์เทคโนโลยีที่คิดว่าดีงามแล้ว อาจไม่เหมาะกับสิ่งที่มีอยู่ตรงหน้าก็เป็นได้ ดังนั้นการสนับสนุนเงินทุน อุปกรณ์ เครื่องมือต่างๆ จะเป็นการสูญเปล่าทันที หากคนไม่ได้รับการพัฒนา คำโบราณท่านว่าไว้ เหมือนลิงได้แก้ว

ปัจจุบันยังพบเห็นความพยายามดังกล่าวอยู่มากในการพัฒนาด้านการเกษตร มีการทุ่มเทปัจจัยต่างๆ ลงไป โดยที่คนยังไม่มีความพร้อม ผลสำเร็จจึงไม่มีวันเกิดขึ้น วีธีการทำงานหรือแนวคิดดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าตัวของเจ้าหน้าที่เองก็ต้องได้รับการพัฒนาด้วยไม่ใช่เฉพาะเกษตรกรเท่านั้น เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการเกษตร ถือได้ว่าเป็นกลไกสำคัญของภาครัฐในการผลักดันนโยบายต่างๆ ให้เห็นผลในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่ทำงานเสร็จ ต้องเป็นผู้ที่ทำงานให้สำเร็จด้วย เจ้าหน้าที่จึงต้องมีจิตใจที่มุ่งมั่นเสียสละ ทำงานเพื่อส่วนร่วม เพื่อประเทศชาติเป็นหลัก มองภาพกว้างให้เป็น มองผลประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน ปฏิบัติตนเป็นข้าราชการที่ดี ทำงานอย่างมุ่งมั่น สร้างสรรค์ ซื่อสัตย์ ตรวจสอบได้ ไม่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้มีอำนาจในทางที่ผิดที่พยายามแสดงบทบาทว่าเป็นผู้เสียสละ ห่วงใยบ้านเมือง แท้จริงแล้วเบื้องหลังรอยยิ้มและความห่วงใยที่แสดงออกอย่างจริงใจ กลับไม่มีความจริงใดในความห่วงใยนั้น

สังคมไทยในทุกวันนี้ เป็นสังคมตามกระแส ผู้ที่เก่งกาจในการสร้างภาพ สร้างกระแส ชนะผู้ที่มีข้อมูลที่ถูกต้องแต่สร้างกระแสไม่เป็น เมื่อกระแสไปสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ถูกบิดเบือนกลายเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และสิ่งที่ถูกต้องกลายเป็นสิ่งผิด เพราะกระแสไม่เกิด สังคมที่ไร้ซึ่งความรับผิดชอบต่อความถูกต้องของข้อมูล จึงมีโอกาสสูงที่สังคมนั้นจะเดินไปในทางที่ผิด และยิ่งประเด็นระดับชาติที่กระทบผู้คนเป็นจำนวนมาก หากตัดสินใจผิดพลาดจากข้อมูลที่บิดเบือน ผลประโยชน์ที่สังคมได้รับ จึงตกแก่กลุ่มคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้ตกแก่ส่วนรวมแต่อย่างใด สังคมตามกระแสจึงเป็นรูปแบบของสังคมที่น่ากลัวมาก ยิ่งผู้มีข้อมูลที่ถูกต้องไม่ได้รับการปกป้อง ยิ่งทำให้ไม่มีใครออกมาแสดงตัวตน เมื่อทุกคนก้มหน้ายอมรับกระแสที่บิดเบือน จึงมีกลุ่มคมที่พยายามปั่นกระแสเพื่อผลประโยชน์แห่งตนและพวกพ้องเสมอ

สังคมที่สาละวนกับการสร้างกระแส ทำให้ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงบางอย่างหลุดรอดออกไปจากความใส่ใจของสังคม โดยเฉพาะประเด็นเรื่องน้ำน้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำมูลและแม่น้ำชีในปีนี้ โดยเฉพาะจังหวัดอุบลราชธานี แสดงให้เห็นถึงปัญหาของการจัดการน้ำกับผังเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นโอกาสอันนี้ที่จะวิเคราะห์ประเด็นปัญหา และวางแนวทางการแก้ไขปัญหาในระยะยาว หากสถานการณ์น้ำฝนในลุ่มน้ำดังกล่าวเป็นเหมือนเช่นปีปัจจุบัน ในขณะที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบน เขื่อนหลักและอ่างเก็บน้ำที่สำคัญมีปริมาณน้ำกักเก็บเพียงพอต่อการอุปโภค บริโภค และการทำการเกษตรของฤดูแล้งที่จะมาถึงหรือไม่ ซึ่งสถานการณ์ในปีนี้ หน่วยงานที่รับผิดชอบได้ออกมาให้ข้อมูลเบื้องต้นกับฝ่ายนโยบายแล้วว่าฤดูแล้งที่จะถึงนี้น่าจะมีปัญหา ถ้าไม่มีมาตรการในการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง หากฝ่ายนโยบายไม่ได้มองภาพรวมของประเทศ บิดเบือนข้อมูลนำไปเป็นประโยชน์กับกลุ่มตน ทรัพยากรน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัด ย่อมส่งผลกระทบกับผู้คนในวงกว้างอย่างแน่นอน และผลที่ได้มันจะไม่คุ้มกับผลเสียที่ตามมา

สังคมที่อยู่และเป็นบนกระแสที่สร้างได้ ทำให้ประเด็นที่ทุกฝ่ายควรให้ความสำคัญหลุดหายออกไปจากความใส่ใจของสังคม เกิดช่องว่างให้ผู้ที่แสวงหาผลประโยชน์เข้ามาใช้อำนาจในการดำเนินการโดยไม่ใส่ใจกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสังคมโดยรวม เป็นตัวอย่างความสำคัญของการพัฒนาคน ลำดับแรกที่ควรเกิดขึ้น คือ โปรดตั้งคำถามกับทุกกระแส ก่อนที่จะตกเป็นเหยื่อของกระแส มารักษาผลประโยชน์ชาติไปด้วยกันครับ

สมชาย ชาญณรงค์กุล

แผ่นดินอาบสารพิษ! พบตัวอย่างผักผลไม้มากถึง 26.6% มี’พาราควอต’ตกค้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/446014

news_default

แผ่นดินอาบสารพิษ! พบตัวอย่างผักผลไม้มากถึง 26.6% มี’พาราควอต’ตกค้าง

วันอังคาร ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 21.55 น.

8 ตุลาคม 2562 เฟชบุ๊ก BIOTHAI  ได้โพสต์รายงานผลการสำรวจสารพิษตกค้างในผักผลไม้ โดยระบุว่า หมดข้อสงสัย ! กระทรวงสาธารณสุขสำรวจสารพิษตกค้างในผักผลไม้ พบตัวอย่างผักผลไม้มากถึง 26.6% มีสารพิษกำจัดวัชพืช “พาราควอต” ตกค้าง จากการสุ่มตรวจผักและผลไม้รวม 168 ตัวอย่าง

ในเอกสารประกอบคำชี้แจงคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาแนวทางการควบคุมการใช้สารเคมีภาคเกษตรกรรม วันที่ 8 ตุลาคม 2562 ณ ห้องประชุม 311 อาคารรัฐสภา เกียกกาย ตัวแทนจากกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งประกอบไปด้วย เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และผู้อำนวยการสำนักโรคจากการประกอบอาชีพ กรมควบคุมโรค ได้เปิดเผยผลการตรวจวิเคราะห์ดังกล่าว โดยพบพาราควอตตกค้างในผักร้อยละ 26.6 และพบพาราควอตตกค้างในผลไม้ร้อยละ 12.5

การพบพาราควอตตกค้างในผักผลไม้ชี้ให้เห็นว่า :

1) คำกล่าวอ้างว่าสารพิษกำจัดวัชพืชพ่นวัชพืชไม่ได้พ่นลงบนผักโดยตรง จึงเป็นไปไม่ที่จะพบในพืชผัก ถูกพิสูจน์แล้วว่าไม่เป็นความจริง

2) คำกล่าวอ้างทางทฤษฎีว่าพาราควอตเมื่อฉีดพ่นแล้วจะถูกตรึงไว้ในดิน ก็ไม่เป็นความจริง เมื่อพบผักผลไม้มากกว่า 1 ใน 4 พบการตกค้าง หรือ

3) หากคำกล่าวอ้างว่าพาราควอตถูกตรึงแน่นไว้ในดินเป็นความจริง แต่การตรวจพบพาราควอตมากถึง 1 ใน 4 ของตัวอย่างที่สุ่มตรวจ อาจชี้ให้เห็นว่าการสะสมในดินของพาราควอตนั้น มากจนเกินกว่าที่ดินจะดูดซับได้อีกแล้ว พืชจึงสูบสารละลายพาราควอตในดินไปสู่พืช ดังสมมติฐานของนักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมหลายคนที่อธิบายเรื่องนี้ก่อนหน้านี้

4) การแถลงข้อเท็จจริงของกระทรวงสาธารณสุขยืนยันการตกค้างของพาราควอตในผักผลไม้ที่ไทยแพนเคยประกาศก่อนหน้านี้ เช่นเดียวกับงานวิจัยของมหาวิทยาลัยนเรศวร ที่ จ.หนองบัวลำพู

5) การพบพาราควอตในผักผลไม้ อธิบายเชื่อมต่อกับงานวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดลที่พบว่าแม่ซึ่งมิได้อาศัยอยู่ในพื้นที่เกษตรกรรมแต่ก็พบพาราควอตในเซรั่มของแม่ และขี้เทาของทารก กล่าวคือเป็นการได้รับผ่านการรับประทานผักและผลไม้นั่นเอง

คำกล่าวที่ว่าแผ่นดินนี้อาบสารพิษ ไม่เป็นคำกล่าวที่เกินจริงแต่ประการใด!

กมธ.ต้านสารพิษฯแฉด่านเชียงราย ไร้ระบบตรวจสารพิษพืชผักจากจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/445940

news_default

กมธ.ต้านสารพิษฯแฉด่านเชียงราย ไร้ระบบตรวจสารพิษพืชผักจากจีน

วันอังคาร ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 17.36 น.

“กมธ.ต้านสารพิษทางการเกษตรฯ” เผยผลการลงพื้นที่ จ.เชียงราย ห่วงไม่มีระบบสุ่มตรวจพืชผักนำเข้าจากจีน “อิสสระ” อัด “กรมวิชาการเกษตร” ไม่ให้ความร่วมมือ ขู่ไม่มาเจอมาตรการขั้นเด็ดขาด

8 ตุลาคม 2562 ที่รัฐสภา นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการควบคุมการใช้สารเคมีในภาคเกษตรกรรม สภาผู้แทนราษฏร แถลงผลการประชุม ว่า จากที่กรรมาธิการฯได้เดินทางไป อ.เชียงของ จ.เชียงราย เพื่อตรวจสอบต้นทางการขนส่งพืชผักผลไม้จากประเทศจีนเข้าสู่ตลาดสี่มุมเมือง พบว่าด่านแห่งนี้ไม่มีห้องแล็ปตรวจสอบสารพิษปนเปื้อน เมื่อสินค้าเข้ามายังตลาดสี่มุมเมืองจะส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค ทั้งคนกทม.และปริมณฑล โดยรัฐไม่มีมาตรการเพียงพอในการตรวจสอบ

สำหรับเรื่องนี้ทางกรรมาธิการฯได้เชิญเจ้าหน้าที่จากกระทรวงสาธารณสุขมาให้ข้อมูล ซึ่งได้รับความร่วมมือโดยส่งระดับอธิบดีและเลขาธิการองค์การอาหารและยา(อย.) มาด้วยตนเอง โดยที่ประชุมได้ให้การบ้านไปพิจารณาเรื่องโครงสร้าง อุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ ซึ่งตนได้เสนอว่าการพิจารณาร่างงบประมาณพ.ศ.2563 ที่จะเข้าสภาในเร็วๆนี้ หากมีการปรับลดงบในส่วนของกระทรวง ทบวง กรม ที่ยังไม่ถือเป็นเรื่องเร่งด่วน งานหลักที่ต้องดูแลคือประชาชนในเรื่องคุณภาพชีวิตที่ต้องได้รับการพิจารณาในลำดับแรก

นายชวลิต กล่าวว่า แต่สิ่งที่น่าสนใจมากกว่าคือกระทรวงเกษตรฯจะมีบทบาทอย่างไรที่จะส่งเสริมการใช้สารทดแทน และการปลูกพืชปลอดสารพิษ ซึ่งการที่ น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ที่ออกมาระบุถึงผลประชุมคณะกรรมการ 4 ฝ่ายที่มีมติ 9 ต่อ 0 แบน3สารพิษ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่1 ธันวาคม 2562 ซึ่งกระแสสังคมทุกภาคส่วนให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก ดังนั้นควรที่จะมีการตรวจสอบสินค้าเกษตรนำเข้า เพราะจากข้อมูลของหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุขพบว่ามีสารพาราควอตอยู่ในพืชผัก ถึง 26.6% ถือเป็นข้อมูลหนึ่งที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายจะต้องนำไปพิจารณาก่อนที่จะมีมติแบน 3 สารพิษในปลายเดือนนี้ ดังนั้นขอยืนยันว่ากรรมาธิการจะไม่ปล่อยเรื่องอย่างแน่นอน

ด้านนายอิสสระ สมชัย รองประธานคณะกรรมาธิการกล่าวว่า ที่ประชุมอยากฟังความเห็นเพิ่มเติมจากกระทรวงเกษตรฯว่าจะเอาอย่างไรกันแน่ โดยเฉพาะกรมวิชาการเกษตร ที่ได้เชิญไป แต่กลับส่งข้าราชการระดับผู้อำนวยการมาชี้แจง ถือว่าให้ความสนใจและให้ความร่วมมือ และเหตุผลที่คณะกรรมการ4 ฝ่ายมีมติแบนนั้นมีอะไรบ้าง ไม่ใช่มาเล่าว่ามีมติอย่างไรบ้าง ดังนั้นกรรมาธิการฯจะเชิญมาอีกครั้ง หากยังไม่มาก็ต้องมีมาตรการอย่างใดอย่างหนึ่งเพราะเรื่องความเป็นความตายของประชาชนที่ต้องการความช่วยเหลือ แต่ข้าราชการกลับไม่ให้ความร่วมมือ

ปวดหัวหนักมาก!‘มนัญญา’ยังแอดมิด โชว์แกร่งพรุ่งนี้ลุยยื่นเอกสารแบน 3 สารพิษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/445937

news_default

ปวดหัวหนักมาก!‘มนัญญา’ยังแอดมิด โชว์แกร่งพรุ่งนี้ลุยยื่นเอกสารแบน 3 สารพิษ

วันอังคาร ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 17.26 น.

ปวดหัวหนักมาก!‘มนัญญา’ยังแอดมิด โชว์แกร่งพรุ่งนี้ลุยยื่นเอกสารแบน 3 สารพิษ

8 ตุลาคม 2562 ความคืบหน้ากรณี น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.​ เกษตรและสหกรณ์ เข้าตรวจอาการปวดหัวอย่างหนักที่ รพ.สมิติเวช โดยล่าสุด น.ส.มนัญ​ญา​ ระบุหมอยังให้นอนพักรับการรักษา ให้ยาแก้เครียดและให้น้ำเกลือ โดยให้นอนพักที่ รพ. เพื่อดูอาการ

“พี่ไม่เคยปวดหัวหนักมากขนาดนี้มาก่อน ปกติปวดหัวหายากินเองก็หาย หมอจึงให้อยู่รพ.ก่อน ได้สั่งทีมงานตรวจดูความเรียบร้อยเอกสารการแบนสารเคมี 3 ตัว ซึ่งวันพรุ่งนี้พี่จะไปดูอีกรอบให้รัดกุมและส่งให้ท่านนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการ 3 กระทรวง คณะกรรมการวัตถุอันตราย” น.ส.มนัญญา กล่าว

‘จุรินทร์’อนุมัติกรอบวงเงิน2.4พันล้าน กองทุนฟื้นฟูพัฒนาเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/445900

news_default

‘จุรินทร์’อนุมัติกรอบวงเงิน2.4พันล้าน กองทุนฟื้นฟูพัฒนาเกษตรกร

วันอังคาร ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 15.58 น.

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2562  เวลา 14.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรว่า การประชุมวันนี้มีองค์ประกอบคณะกรรมการทั้งในส่วนของส่วนราชการและตัวแทนเกษตรกร ที่เป็นเหมือนบอร์ดบริหารครบถ้วน โดยจะมีคณะกรรมการฯที่เป็นผู้ดำเนินการในทางปฏิบัติ 2 ชุด คือ คณะกรรมบริหารและคณะกรรมการจัดการหนี้ ซึ่งทั้ง2ชุดจะมีองค์ประกอบคือส่วนราชการ ตัวแทนภาคเอกชน ตัวแทนเกษตรกร วันนี้ดำเนินการครบถ้วนตามกระบวนการแล้ว จากนี้จะมีการตรวจสอบคุณสมบัติคณะกรรมการทั้ง 2 ชุด แล้วแต่งตั้ง หากครบถ้วนจะลงนามแต่งตั้งให้แล้วเสร็จภายในสัปดาห์นี้ และที่ประชุมยังอนุมัติกรอบวงเงินสำหรับการดำเนินการของกองทุน 2,463 ล้านบาท เป็นกรอบวงเงินในปีงบประมาณ 63 โดยวงเงินดังกล่าวเป็นเรื่องของการบริหารจัดการ ทั้งงบประจำและงบสำหรับการบริหารจัดการ เรียกว่างบลงทุน แต่จะใช้ตามนั้นหรือมากกว่านั้นขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง และการซื้อหนี้จากธนาคารของรัฐถือเป็นภารกิจของกองทุนอยู่แล้ว หากหนี้ใดบุคคลเป็นผู้ค้ำประกันโดยไม่มีหลักทรัพย์ กองทุนจะไม่สามารถซื้อหนี้ได้ และกรณีที่วงเงินหนี้เกิน 2.5 ล้านบาท คณะกรรมการบริหารหนี้ ก็จะตั้งอนุกรรมการเพื่อพิจารณา ว่าอันไหนสมควรกำหนดหลักเกณฑ์อย่างไร ทำได้หรือไม่

เมื่อถามว่า วงเงินดังกล่าว จะนำเข้า ครม. เพื่ออนุมัติอีกหรือไม่ นายจุรินทร์ กล่าวว่า หากโครงการใดคณะกรรมการบริหารจัดการหนี้มีอำนาจก็เห็นชอบได้ อะไรจำเป็นต้องเข้ากรรมการกองทุนชุดใหญ่ก็เสนอเข้ามา อันไหนเกินอำนาจก็ต้องไป ครม. ซึ่งแต่ละเรื่องมีรายละเอียดอยู่ เช่น เกษตรกรที่เป็นลูกหนี้ธนาคารรัฐ

แม่เครียดหนัก! ลูกชาย’มนัญญา’แฉถูกกลุ่มอำนาจกดดัน หลังลุยแบน3สารพิษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/445864

news_default

แม่เครียดหนัก! ลูกชาย’มนัญญา’แฉถูกกลุ่มอำนาจกดดัน หลังลุยแบน3สารพิษ

วันอังคาร ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 14.11 น.

“เจเศรษฐ์”ลูกชาย”มนัญญา”เพิ่งรู้อาการปวดหัว เครียดหนัก นอนให้น้ำเกลือ รพ.สมิตเวช เผยถูกกดดันมาตลอด เรื่องแบน3สารพิษ ไปขวางคอหอยกลุ่มผลประโยชน์

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2562 นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และลูกชายคนโตของน.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯเปิดเผยว่าตนเพิ่งรู้ว่าคุณแม่ เข้ารพ.สมิตเวช เพราะคุณแม่ไม่ได้บอก จนตนโทรไปถาม คุณแม่บอกด้วยน้ำเสียงไม่มีแรง ว่าอาการปวดหัวหนักมาก  จึงมาพบคุณหมอตรวจอาการได้ฉีดยาคลายเครียด และให้น้ำเกลือสักพัก ซึ่งน่าจะออกจากรพ.ช่วงบ่ายๆเพราะคุณแม่ ห่วงงานมากที่กระทรวงเกษตรฯ ที่ผ่านมาคุณแม่ไม่ค่อยเป็นอะไรง่ายๆเป็นคนไม่อยู่นิ่งทำงานตลอด จะส่งน้องชายไปเฝ้าดูแลคุณแม่ เพราะตนติดภารกิจยังทำงานกับชาวบ้านในพื้นที่ เมื่อวานโทรคุยกับคุณแม่ ฟังเสียงเหมือนไม่ค่อยสบายด้วย

“อาการเครียดอาจมาจากเรื่องเร่งเดินหน้าแบน 3 สารพิษ  และมีการกดดันเข้ามาตลอด แต่คุณแม่เป็นคนที่เห็นอะไรผิดยิ่งจะไม่ยอม ต้องแก้ไขทำให้สำเร็จ ถูกต้องในทางที่ดีขึ้นเป็นประโยชน์กับประชาชนมากที่สุด”นายเจเศรษฐ์ กล่าว

ด่วน! ‘มนัญญา’ปวดหัวหนักมากเข้าฉีดยารพ.สมิตเวช เจอมรสุมแบน3สารพิษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/445842

news_default

ด่วน! ‘มนัญญา’ปวดหัวหนักมากเข้าฉีดยารพ.สมิตเวช เจอมรสุมแบน3สารพิษ

วันอังคาร ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 13.16 น.

ด่วน! “มนัญญา” ปวดหัวหนักมาก เข้ารพ.สมิตเวช ฉีดยาระงับความเครียดจากถกเถียงนานกว่า2ชั่วโมงกว่า จนต้องทุบโต๊ะประกาศรับผิดชอบเองทุกอย่าง จึงจบมีมติแบน 3 สารพิษทันที ปักธง 1 ธ.ค.62  เผยมีกำลังใจดีจากประชาชนเทใจช่วยล้นหลามยกให้เป็นวีรสตรี ลั่นไม่ยอมปล่อย คกก.วัถตุอันตราย ยืดเวลาไปถึงวันที่ 1 ม.ค.63 อย่างที่มีกระแสข่าว  อดีตขรก.กษ.ผวาจะฆ่าตัวตาย หลังฟังมติ 9-0 แบนสาร ต้องแบกขาดทุนหลายพันล้านบาท นำเข้าสารเคมีไว้ในสต็อกจำนวนมาก เก็งข้อสอบพลาด จ่ายหัวคิวลิตรละบาทเอาไม่อยู่ 

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2562 น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยว่า วันนี้ตนมีอาการปวดหัวหนักมาก เหมือนเส้นจะแตกคงจะเครียดมากไปจากการดำเนินการเรื่องแบนสารเคมี 3 ชนิด ได้ไปฉีดยาที่รพ.สมิตเวช แล้ววันนี้จะเข้ากระทรวงฯช่วงบ่ายเพื่อตรวจอ่านเอกสารทั้งหมด จากการประชุมของคณะกรรมการ 4 ฝ่ายเมื่อวานนี้ ที่มีฝ่ายรัฐ ผู้นำเข้า เกษตรกร ผู้บริโภค ได้ลงมติเป็นเอกฉันท์ 9-0 เสียงให้แบน 3 สารทันทีมีผลทันทีวันที่1ธ.ค.62 ซึ่งทั้งหมดจะเร่งนำเสนอนายกรัฐมนตรี  และเสนอรมว.กระทรวงเกษตรฯ รมว.กระทรวงสาธารณสุข รมว.อุตสาหกรรม ลงนามเห็นชอบการแบน และเสนอเข้าคณะกรรมการวัตถุอันตราย ภายในสัปดาห์นี้ เพื่อให้คณะกรรมการฯสามารถเรียกประชุมแบน 3 สารได้ทันที จากกำหนดเดิมที่จะประชุมวันที่ 27 ต.ค.

“คณะทำงาน4ฝ่ายเซ็นรับรองมติแบน3สาร คลอร์ไพริฟอส พาราควอต ไกลโฟเซต เป็นวัถตุอันตรายประเภท4 ห้ามครอบครอง ห้ามจำหน่าย ห้ามนำเข้า ห้ามผลิต ให้มีผลวันที่1ธ.ค.นี้และพี่จะรวบรวมเอกสาร ทำให้เสร็จวันนี้ ทีมงานกำลังตรวจอีกที ส่งให้ท่านนายกฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จากนั้นยื่นให้คกก.วัตถุอันตราย ซึ่งกระทรวงเกษตรฯยื่นเร็ว จะได้เรียกประชุมได้เร็ว ซี่งในที่ประชุมคณะทำงาน 4 ฝ่ายเมื่อวานนี้ใช้เวลานาน เพราะพูดคุยกันเยอะมากถกหลายปัญหา  พี่จึงตัดสินใจ บอกว่า พี่ขอรับผิดชอบทุกอย่างไม่ว่า จะเกิดอะไรขึ้น พี่รับผิดชอบ ถ้าไม่อย่างนั่นไม่จบ อ้างเหตุการณ์ที่มีมาก่อน ข้าราชการ กลัวโดนถูกฟ้อง เจอนู้นนี่ ทำให้แบน 3 สารไม่ได้ พี่จึงบอกในที่ประชุมว่า ตอนนี้ไปดูชื่อ สกุลใคร ทุกอย่างมันเป็นเปลี่ยนไปหมดแล้ว และสั่งย้ำเลยว่า ไม่ให้ใช้เอกสารเก่า มาเสนอพี่ไม่รับเลย ให้ใช้เอกสารใหม่มาพิจารณา เพราะที่ผ่านมาประชุมกัน พูดวนเวียนอยู่กับเอกสารเก่า ส่วนบทเรียนในอดีตบางอย่างมาศึกษาได้ให้เกิดประโยชน์กับเกษตรกรและคนส่วนใหญ่มากที่สุด ถ้าไปยึดติดเรื่องเดิมๆจะเดินหน้าต่อไปไม่ได้ เหมือนเดิม” น.ส.มนัญญา กล่าว

“ตัวแทนฝ่ายคุ้มครองผู้บริโภค ยังหยิบขวดพาราควอต คลอร์ไพริฟอส ไกลโฟเซต ขึ้นมาตั้งบนโต๊ะในที่ประชุม ยืนยันว่ามาตรการจำกัดการใช้สาร ที่ชอบยกขึ้นมาพูดเสนอเป็นแผนปฏิบัติการอบรมเกษตรกร ผู้รับจ้างพ่นสาร ทำไม่เคยได้ทำจริง ใครไปซื้อสารต้องมีใบอนุญาตการใช้จากหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯจึงซื้อได้จากร้านค้า ซึ่งภาคผู้บริโภคยืนยันว่าทำไมคนทั่วไปเดินไปชื้อได้เลย พ่อค้ายังถามว่าทำไมไม่ชื้อไว้เพิ่ม เป็นการยืนยันว่ามาตรการที่หน่วยงานทำมาใช้ไม่ได้ ต้องล้มตรงนี้ มันจบไปแล้ว ไม่มีแล้ว ถือว่าล้มเหลวทั้งหมด วิธีการจำกัดการใช้สาร3ชนิด” น.ส.มนัญญา กล่าว

รมช.เกษตรฯ กล่าวว่า ที่ตนเดินมาถึงจุดนี้ได้ต้องยกความดี ให้พรรคภูมิใจไทย ให้เกียรติตนทุกอย่าง ทำได้เต็มที่ วันนี้มีกำลังใจดีจากประชาชนทั่วสารทิศส่งมาให้กำลังใจตนเป็น วีรสตรี หลายคนบอกว่าไม่คิดว่าในชีวิตจะได้อยู่เห็นเรื่องการแบนสารพิษหมดจากประเทศไทย ทำได้จริง ซึ่งตนมีความเป็นแม่ มีคุณธรรม จริยธรรม ในประเทศไทยมีคนเก่งๆมีเยอะ หากมีความดี มีคุณธรรม จริยธรรมด้วยจะช่วยพัฒนาประเทศได้ดีมากยิ่งขึ้น ตนพยายามทำเรื่องแบน3สารให้จบโดยเร็ว โดยไม่ยอมให้ยืดไปอีกถึงวันที่1ม.ค.63 ต้องให้แบนวันที่1ธ.ค.62 ก่อนคนไทยไปเที่ยวปีใหม่ ไปสูดอากาศทางเหนือ จะได้สูดอากาศบริสุทธิ์ กินพืชพรรณธัญญาหารปลอดสารพิษ

“พี่ทำวันนี้ได้ เพราะพรรคภูมิใจไทย ให้สิทธิ และเชื่อใจพี่ยืนหยัด ทุกอย่างสั่งการทุกหน่วยงานไปแล้วห้ามมีใครมาหาผลประโยชน์จากเกษตรกร อีกไม่ได้ จากนี้หน่วยงานต้องให้แนวทางทำเกษตรที่ถูกต้องกับเกษตรกร จะมาแอบอ้างเสนอโครงการเอื้อประโยชน์นายทุนไม่ได้เด็ดขาด ต่อไปการทำโครงการอะไรให้เกษตรกร ต้องเป็นโครงการที่ดี ถูกต้อง ได้รับการยอมรับทั้งสองฝ่าย ทั้งผู้รับผู้ให้ เช่นกรมวิชาการเกษตร มีสำนักวิศวกรรมการเกษตร ที่ต้องออกแบบให้ตอบโจทย์เกษตรกร ประชาชน เพราะทุกคนเป็นเจ้าของประเทศ ไม่ใช่นั่งคิดออกแบบกันเองในห้อง จะส่งอะไรไปให้เกษตรกรใช้ ต้องใช้ คนกินต้องกิน แบบเดิมๆ จากนี้อยู่ที่ผู้บริโภค สิทธิของผู้จ่ายเงิน ผู้ใช้ มีสิทธิในการโต้แย้ง พี่ตั้งมั่นพูดเสมอ ออกคำสั่งไปทุกกรมที่พี่ดูแล ใครทำอะไร ไม่ว่าแต่อย่าเอาเปรียบเกษตรกร ดังนั้นสารเคมี3ชนิดที่ยังอยู่ในท้องตลาด ตามร้านค้าต่างๆ ทางบริษัทต้องเก็บกลับคืนทั้งหมด เพราะเป็นวัตถุอันตราย ประเภทที่4 เท่ากับอันตรายเท่าระเบิด พี่ตั้งธงไว้ดีเดย์วันที่1 ธ.ค.นี้ และก่อนหน้านี้ คกก.วัตถุอันตราย ทุกคนจะบอกว่า จะทำตามข้อมูลของกระทรวงเกษตร  ดังนั้นพี่ไม่ยอมให้ยืดการแบนไปวันที่1ม.ค.63 อย่างที่มีกระแสข่าวออกมา เพราะที่ผ่านมาพี่ไปตรวจสอบเองเห็นทุกอย่างเลวร้ายมาก เด็กนักเรียนทางจังหวัดภาคเหนือ ตรวจเจอสารพิษในกระแสเลือดจำนวนมาก คนเป็นมะเร็งตายมากขึ้นจากสารพิษ จะไม่ปล่อยให้ทำร้ายคนไทยต่อไป พี่ทำเรื่องนี้เพื่อให้มันจบ” น.ส.มนัญญา กล่าว

มีรายงานข่าวจากกระทรวงเกษตรฯ เปิดเผยว่า มีอดีตข้าราชการระดับสูงของกระทรวงเกษตร ได้ผันตัวเป็นผู้นำเข้าสาร3ชนิดรายใหญ่ของประเทศมาหลาย 10 ปี และยังมีอาชีพเป็นนายหน้าติดต่อล็อบบี้เจรจาให้ผลประโยชน์กับระดับผู้บริหารในกระทรวง พรรคการเมืองต่างๆ แลกกับการเปิดทางให้บริษัทข้ามชาติ และบริษัทรายใหญ่ในไทย ที่ได้ขอนำเข้าสารเคมีต่างๆที่มีมาจำหน่ายในท้องตลาดเป็นร้อยยี่ห้อ มากว่า 40 ปี  มาในราชอาณาจักรได้สะดวก โดยที่ไม่ต้องจ่ายภาษีนำเข้า ส่งออก  หาเหตุอ้างว่า เพื่อให้สารเคมีทางการเกษตร มีราคาถูก และเพื่อต้นทุนเกษตรกรถูกลง ดังนั้นหลังจากคณะกรรมการ 4 ฝ่าย มีมติแบน 3 สาร ส่งผลทำให้อดีตข้าราชการ รายนี้เครียดอย่างรุนแรงแทบจะฆ่าตัวตาย เพราะมีสารอยู่ในสต็อกจำนวนมาก ต้องแบกรับความเสียหายขาดทุนเป็นพันๆล้านบาท และที่กล้านำเข้ามามาก แม้จะมีหน่วยงานอื่นนอกกระทรวงเกษตรฯต้องการแบนสารเหล่านี้มากว่า2ปีก็ตาม เพราะทุกครั้งสามารถเจรจาจ่ายผลประโยชน์ ได้ยืดเวลาการแบนมาได้ทุกรอบ

อีกทั้งเก็งตลาดผิดคิดว่า ยิ่งมีข่าวแบนสารจะทำให้เกษตรกร ต้องการซื้อตุนไว้มาก แต่กลับกลายว่าเก็งตลาดพลาด เพราะทุกวันนี้เกษตรกรมีทางเลือกซื้อใช้สารตัวอื่นที่มีอันตรายต่อร่างกายน้อยกว่า แม้จะให้ผลประโยชน์ผู้ใหญ่กระทรวงเกษตรฯ พรรคการเมือง  ยังเอาไม่อยู่ทานกระแสสังคมไม่ไหว จึงต้องยกความดีให้กับ รมช.มนัญญา เข้ามาทำเพื่อเกษตรกร ประชาชน ไม่เอานายทุน ทำให้ทั้งประเทศเกิดปรากฏการณ์ล้าง3สารพิษที่อาบแผ่นดินไทยให้หมดจากประเทศได้จริงเพราะความเป็นส.ส.มาจากท้องถิ่น กล้าชนทุกอย่างไม่สนใจหน้าอินหน้าพรหม  ที่จากเดิมหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯพยายามเร่งเดินหน้า อบรม เกษตรกร ใช้งบไปกว่า100ล้านบาท และออกกฎกระทรวง5ฉบับในมาตรการจำกัดการใช้3สาร  ใช้ข้ออ้างเกษตรกรยังเคยชินอยากใช้3สารต่อจึงอ้างเรื่องการหาสารทดแทน ในแบบเดียวกันกับ3สาร ยังไม่ได้ กำลังจะมีผลบังคับใช้ทั่วประเทศวันที่20ต.ค.โดยจากแผนดังกล่าวจะแบนในปี63

“อดีตข้าราชการ รายนี้มีอิทธิพลต่อคนกระทรวงเกษตร มาช้านาน มีสารเคมีนำเข้ามามูลค่าเป็นพันล้าน ๆ บาท ติดมือยังอยู่ในสต็อก พอมติแบน3สารออกมาขายไม่ได้ แทบจะฆ่าตัวตายทันทีหลังจากฟังมติ 9-0  ยังมีอดีตข้าราชการกระทรวงฯหลายรายที่ไปเป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัทค้าสารเคมีข้ามชาติ คอยเก็บค่าต๋ง นำเข้าสารลิตร1บาท ส่งข้าราชการและผู้ใหญ่ในกระทรวงนี้” รายงานข่าว ระบุ

‘เฉลิมชัย’ชี้ราคายางพาราเริ่มปรับตัวสูงขึ้น ยันเร่งรัดมาตรการประกันรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/445810

news_default

‘เฉลิมชัย’ชี้ราคายางพาราเริ่มปรับตัวสูงขึ้น ยันเร่งรัดมาตรการประกันรายได้

วันอังคาร ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 10.15 น.

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ราคายางพาราในต้นสัปดาห์นี้สูงขึ้น โดยราคายางแผ่นดิบรมควันชั้น 3 เมื่อวานนี้ อยู่ที่ 37.99 บาท สูงขึ้นกว่าปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา 0.26 บาท ตั้งแต่ปลายเดือนกันยายน ราคายางปรับลดลงเนื่องจากเป็นเทศกาลวันชาติจีน ตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน – 10 ตุลาคม หยุดกิจกรรมการซื้อขายยาง เหลือเฉพาะตลาด TOCOM ของญี่ปุ่น และ SICOM ของสิงคโปร์ ทำให้ราคายางปรับลด เนื่องจากคู่แข่งมีน้อย และพ่อค้ายางเกือบทุกเจ้ารอราคาตลาดล่วงหน้าที่เซี่ยงไฮ้ของจีน ที่จะเปิดทำการหลังเทศกาลวันชาติ จึงจะใช้ราคาอ้างอิงในการซื้อขาย

นอกจากนี้ บริษัท Chongqing ซึ่งเป็นบริษัทซื้อขายยางรายใหญ่อันดับ 1 ของจีน ที่นำเข้ายางประมาณปีละ 1,500,000 ตัน ประกาศเลิกกิจการตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน จึงส่งผลต่อผู้ส่งออกยางของไทย ราคายางในไทยจึงปรับลดลง โดยบริษัท Chongqing เป็นลูกค้ารายใหญ่ 1 ใน 5 บริษัทผู้ส่งออกยางรายใหญ่ของไทย ดังนั้น จึงส่งผลกระทบทั้งเรื่องการจ่ายเงินค่าสินค้า ไม่มารับยางที่ส่งถึงท่าเรือจีน อีกทั้งยังมียางระหว่างขนส่งและยางที่เตรียมส่งมอบในโรงงานผู้ผลิต ทำให้ราคายางที่บริษัทต่างๆ รับซื้อจากเกษตรกรชาวสวนยางลดต่ำลง

นายเฉลิมชัย กล่าวต่อว่า ราคายางพาราในตลาดโลกยังได้รับผลกระทบจากความกังวลเรื่องสงครามการค้าระหว่างจีนกับอเมริกา ธนาคารระมัดระวังการปล่อยเงินกู้ ทั้งยังไม่ปล่อยเงินกู้ให้แก่บริษัทยาง โดยจะปล่อยเงินกู้ได้ต่อเมื่อบริษัทนำสัญญาการซื้อขายไปแสดงเท่านั้น ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเร่งขายยางในราคาต่ำเพื่อให้ได้สัญญาไปประกอบการกู้เงินเพื่อใช้หมุนเวียนในธุรกิจยาง จึงซื้อยางพาราจากเกษตรกรในราคาต่ำเช่นกัน

นายเฉลิมชัย กล่าวต่อว่า การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) คาดว่าหลังจากตลาดซื้อขายล่วงหน้าที่เซี่ยงไฮ้ของจีนกลับมาซื้อขายหลังเทศกาลวันชาติ ราคายางจะค่อยๆ กลับมาอยู่ในภาวะปกติได้ ทั้งนี้ เกษตรกรไม่ต้องกังวล เนื่องจากโครงการประกันรายได้ชาวสวนยางพาราผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) แล้ว โดยจะเร่งเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติต่อไป แต่ตามโครงการประกันรายได้นั้นกำหนดให้เกษตรกรได้รับประโยชน์ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา ดังนั้น ไม่ว่าเกษตรกรจะขายยางได้ในราคาเท่าไรก็สามารถรับเงินส่วนต่างจากโครงการฯ ซึ่งกำหนดให้ราคายางแผ่นคุณภาพดี อยู่ที่ 60 บาท/กิโลกรัม น้ำยางสด (DRC 100%) 57 บาท/กิโลกรัม และยางก้อนถ้วย (DRC 50%) 23 บาท/กิโลกรัม ซึ่ง กนย.มีมติเร่งรัดการจ่ายเงินงวดแรกให้เร็วขึ้นเป็นวันที่ 1 – 15 พฤศจิกายน 2562

‘กรมวิชาการเกษตร’แจง เงื่อนไขเลิกใช้วัตถุอันตราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/445665

news_default

‘กรมวิชาการเกษตร’แจง เงื่อนไขเลิกใช้วัตถุอันตราย

วันอังคาร ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรชี้แจงหลักเกณฑ์เงื่อนไขกรณีจะยกเลิกใช้วัตถุอันตรายทางการเกษตรว่า ต้องใช้ข้อมูลวิชาการพิจารณาประเด็นต่างๆ ได้แก่ ข้อมูลความเป็นอันตรายต่อมนุษย์ มีผลกระทบต่อสุขภาพชัดเจน ข้อมูลการตกค้างพบว่ามีผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม เป็นสารที่มีพิษเฉียบพลันสูง และเป็นอันตรายต่อมนุษย์และสัตว์ได้ง่าย เป็นสารอยู่ในอนุสัญญาระหว่างประเทศ และมีสารใช้ทดแทนที่เหมาะสม

ดังนั้น เมื่อกรมพิจารณาตามข้อมูลวิชาการที่ชัดเจนตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว จะเสนอคณะกรรมการวัตถุอันตรายเพื่อประกาศเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 คือ ห้ามผลิต นำเข้า ส่งออกและขาย เพื่อออกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่องบัญชีรายชื่อวัตถุอันตรายต่อไป ปัจจุบันกรมเสนอห้ามใช้วัตถุอันตรายไปแล้ว 98 ชนิด เหตุผลได้แก่ เป็นสารอาจก่อให้เกิดมะเร็ง มีพิษตกค้างนาน ทำให้เกิดพิษสะสมในดินได้นาน และเป็นสารที่ทำให้ตัวอ่อนในครรภ์ผิดปกติ ทั้งนี้ เพื่อเฝ้าระวังอันตรายของวัตถุอันตรายทางการเกษตรที่ใช้อยู่ปัจจุบัน กรมตั้งคณะทำงานดำเนินการเกี่ยวกับวัตถุอันตรายที่ต้องเฝ้าระวัง มีหลักเกณฑ์จัดวัตถุอันตรายเข้าอยู่ในรายการเฝ้าระวัง ได้แก่ เป็นสารมีพิษเฉียบพลันสูง เป็นอันตรายต่อมนุษย์และสัตว์ได้ง่าย มีข้อมูลเป็นสารมีพิษเรื้อรัง และเป็นผลร้ายต่อมนุษย์และสัตว์ทดลอง เป็นสารภายใต้อนุสัญญาระหว่างประเทศ เป็นสารที่มีพิษตกค้างสะสมในสิ่งมีชีวิตและถ่ายทอดได้ในห่วงโซ่อาหาร สลายตัวยากและคงทนในสภาพแวดล้อม เป็นสารที่เป็นอันตรายรุนแรงต่อพืชหรือสัตว์ที่เป็นประโยชน์ สารถูกห้ามใช้หรือเฝ้าระวังหรือจำกัดการใช้ในต่างประเทศ

“ปัจจุบันกรมมีวัตถุอันตรายอยู่ในบัญชีต้องเฝ้าระวังตามหลักเกณฑ์พิจารณาดังกล่าวแล้ว 18 ชนิด ซึ่งพาราควอต ไกลโฟเซตและคลอร์ไพริฟอส ถูกจัดรวมอยู่ด้วย ถ้าคณะกรรมการที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายมีมติประการใดเกี่ยวกับวัตถุอันตราย กรมพร้อมปฏิบัติตามทุกประการ”อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว