‘กฤษฎา’ติดเบรกม็อบประมง ยันไม่ออกกฏใดทั้งสิ้นจนกว่ามีครม.ใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/423867

'กฤษฎา'ติดเบรกม็อบประมง  ยันไม่ออกกฏใดทั้งสิ้นจนกว่ามีครม.ใหม่

‘กฤษฎา’ติดเบรกม็อบประมง ยันไม่ออกกฏใดทั้งสิ้นจนกว่ามีครม.ใหม่

วันพุธ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 10.54 น.

3 กรกฎาคม 2562 นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้ส่งข้อความทางไลน์แจ้งว่า”รัฐมนตรีเกษตรฯปัจจุบันจะไม่มีการออกกฎหรือระเบียบอะไรเรื่องประมงทั้งสิ้นเพราะกำลังจะมี ครม.ใหม่พี่น้องประมงไม่ต้องกังวลครับ”

จากกรณีปัญหาวิกฤติปลาทูไทยที่กำลังจะสูญพันธุ์ จากการจับลูกปลาทูขนาดเล็กไปจำหน่าย จนเกิดกระแสสังคมในโซเซียลมีเดีย ขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  และกรมประมงนำ พ.ร.ก.การประมง 2558 มาตรา 57 ที่มีข้อกำหนด “ห้ามมิให้ผู้ใดจับสัตว์น้ำหรือนำสัตว์น้ำที่มีขนาดเล็กกว่าที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดขึ้นเรือประมง” มาบังคับใช้

ทั้งนี้ที่ผ่านมากรมประมงได้มีการเชิญประชุมรับฟังความคิดเห็นร่วมกับประมงพื้นบ้าน 2 ครั้ง และประมงประมงพาริชย์ 1 ครั้ง และประชุมโดยคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อแก้ไขกฎหมายอันส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบอาชีพการทำประมง ที่แต่งตั้งโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อหารือร่วมกันระหว่างประมงพื้นบ้านและพาณิชย์ อีกจำนวน 1 ครั้ง ซึ่งปัจจุบันยังไม่สามารถหาข้อยุติร่วมกัน ซึ่งกลุ่มประมงพื้นบ้าน ได้ยอมรับในขนาดของปลาทูที่ห้ามทำการประมง ที่ขนาดต่ำกว่า 14 เซนติเมตร ขณะที่ทางประมงพาณิชย์ ขอให้มีการศึกษาเพิ่มเติม โดยแจ้งว่าจะไปดำเนินการประชุมหารือร่วมกับสมาคมประมง ทั้ง 22 จังหวัดชายทะเลเพื่อหาข้อยุติก่อน

ด้านนายมงคล สุขเจริญคณา ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย กล่าวว่าหากมีประกาศใช้มาตรา57 จะเตรียมขอมติกรรมการสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย  ถ้ามีการประกาศกำหนดห้ามนำสัตว์น้ำขนาดเล็กกว่ากำหนดขึ้นเรือประมง  ตามมาตรา 57 ขอให้นัดพี่น้องชาวประมงทั้งประเทศ  โดยเฉพาะ 3 สมุทร (สมุทรปราการ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร )ที่อยู่ใกล้ ทาง สมาคมการประมงแห่งประเทศไทย จะจัดให้มีการขออนุญาตชุมนุมสาธารณะ หน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยวันเวลาที่จะชุมนุมจะแจ้งให้พี่น้องชาวประมงทราบในแอพพลิเคชั่นไลน์  กลุ่มสมาชิกชาวประมงทั้งประเทศอีกครั้ง คาดว่าจะมีผู้ร่วมชุมนุม 5 หมื่นคน ชุมนุมยืดเยื้อ  ขอไว้ 1 เดือน

“หากมีการกระทำผิดจะเป็นความผิดร้ายแรงตามมาตรา114(8)  แล้วจะมีความผิดมีโทษปรับตามมาตรา139  ปรับตั้งแต่ 1 แสนถึง30 ล้านบาท กรณีที่เป็นเรือประมงพาณิชย์ และหากมีการนำคดีขึ้นสู่ชั้นศาล จะมีโอกาส ถูกสั่งยึดเรือประมง ตามมาตรา169และจะต้องถูกคำสั่งทางปกครอง ยึดสัตว์น้ำทั้งหมดที่มีอยู่ในเรือประมง มาตรา113(1)และเพิกถอนใบอนุญาตมาตรา113(4) จะทำให้เจ้าของเรือประมงที่มีเรือประมงหลายลำไม่สามารถขอใบอนุญาตประมงพาณิชย์กับเรือลำอื่นๆที่ไม่ได้กระทำความผิดอีกด้วย อยากจะถามว่าพวกเราชาวประมงจะยอมกันหรือไม่”นายมงคล กล่าว

ส่องเกษตร : ผลไม้ตะวันออก ผลไม้แดนใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/423790

449007

ส่องเกษตร : ผลไม้ตะวันออก ผลไม้แดนใต้

วันพุธ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมืองไทยโชคดีหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือ อาหารการกินอุดมสมบูรณ์ สมกับเป็นแดนที่ได้ชื่อว่าสุวรรณภูมิ ยกตัวอย่างเช่นผลไม้ ไม่ว่าฤดูกาลไหนเราก็ไม่เคยไม่มีผลไม้ให้รับประทานกัน ไม่เหมือนบางประเทศที่ต้องรอฤดูกาลถึงจะมีผลไม้ให้รับประทาน ซึ่งนอกจากจะต้องรอฤดูกาลแล้ว ยังมีอยู่ไม่กี่ชนิด เหมือนมองกลับมายังบ้านเรา ตลอดฤดูกาลไม่ว่าจะฝน หนาว หรือฤดูร้อน คนไทยก็ไม่เคยอด แถมผลไม้ยังเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามฤดูกาล บางชนิดก็มีให้รับประทานได้ตลอดทั้งปี เรียกได้ว่าเป็นสวรรค์ของคนรักผลไม้กันเลยทีเดียว

เมื่อกล่าวถึงผลไม้ ทุเรียน นับเป็นราชาแห่งผลไม้ ในขณะที่มังคุดเป็นราชินีแห่งผลไม้ ผลไม้สองชนิดนี้ เป็นที่รู้จักของต่างประเทศเป็นอย่างดี จึงทำให้สามารถส่งออกไปจำหน่ายในหลายๆ ประเทศ โดยลูกค้าหลักของทุเรียน คือ ชาวจีน ที่ชื่นชอบทุเรียนมากขึ้นส่งผลให้ช่วง 2-3 ปีหลัง ความต้องการทุเรียนในตลาดจีนเพิ่มมากขึ้นจนน่าตกใจ

ธรรมชาติของทุเรียน มังคุด และเงาะ ตัวละครเอกแห่งผลไม้ ผลผลิตจะเริ่มออกไล่จากภาคคะวันออกของไทย ประมาณปลายเดือนเมษายน – มิถุนายน จากนั้นก็จะเริ่มย้ายลงไปสู่ภาคใต้ ตั้งแต่เดือนมิถุนายน- สิงหาคม-กันยายน อยู่ประมาณนี้ เป็นวัฏจักร ขึ้นกับสภาพดินฟ้าอากาศในแต่ละปี เป็นอันทราบกันในหมู่ของผู้ค้าและผู้บริโภคผลไม้ ในขณะที่จีนซึ่งเป็นประเทศผู้ซื้อทุเรียนรายใหญ่ของไทย หรืออาจจะเรียกว่าเป็นตลาดแบบผูกขาดก็ว่าได้ ได้ปรับตัวกำหนดมาตรฐานของทุเรียนนำเข้าหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นทุเรียนต้องมาจากสวนที่ได้รับ GAP ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมวิชาการเกษตร โรงคัดบรรจุก็ต้องได้มาตรฐาน GMP และขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตรด้วยเช่นกัน เมื่อจะส่งออกต้องผ่านการตรวจสอบศัตรูพืชและได้รับการรับรองสุขอนามัยพืชจากกรมวิชาการเกษตรว่าปลอดจากแมลง ศัตรูพืชติดไป

ปัญหาที่เกิดขึ้นตามมาคือ แปลง GAP และโรงคัดบรรจุ GAMจะพัฒนาตนเองให้สามารถรองรับการส่งออกไปจีนได้หรือไม่เมื่อถึงฤดูการส่งออกหากเดินทางไปแถบจังหวัดจันทบุรี จะพบโรงคัดบรรจุเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ บางเส้นทางตั้งอยู่ห่างกันไม่ถึง 100 เมตร ปัญหาที่เกิดขึ้นคือมาตรฐานของโรงคัดบรรจจุและปัญหาด้านแรงงาน ไม่นับรวมถึงการแย่งกันซื้อทุเรียนจากแปลง GAP ส่งผลให้เกิดการสวมสิทธิ์กันเกิดขึ้นและเมื่อสิ้นสุดฤดูกาลของผลไม้ภาคตะวันออกก็ถึงเวลาแห่งการเคลื่อนย้ายโรงคัดบรรจุเหล่านี้ไปยังพื้นที่ภาคใต้ ปิดโรงในภาคตะวันออกไว้ ถ้าใครได้ไปเห็นในช่วงที่ปิดฤดูผลไม้ภาคตะวันออก อาจจะเข้าใจไปว่าเป็นโรงคัดบรรจุที่ร้าง เจ้าของอาจรอประกาศขายอยู่ แต่ความเป็นจริงแล้ว เจ้าของโรงคัดบรรจุกำลังวุ่นวายกับการรับซึ้อผลผลิตชุดใหม่ในพื้นที่ภาคใต้

อันที่จริงแล้ว ปัญหาลักษณะเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นหากทุกฝ่ายรู้จักควบคุมและวางแผนให้ดี เพราะถ้ามองกันในภาพรวมทั้งระบบและทุกคนในระบบช่วยกันแก้ไข มีส่วนร่วมกันอย่างเต็มที่ ทั้งตัวเกษตรกร ผู้รวบรวม พ่อค้าคนกลาง เจ้าของโรงคัดบรรจุ เจ้าของทุนเจ้าหน้าที่ และภาครัฐที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเกษตร พาณิชย์ ฝ่ายปกครอง หรือฝ่ายความมั่นคง เพราะในขณะที่อีกฝ่ายพยายามแก้ไขอย่างสุดกำลัง แต่ผู้เกี่ยวข้องในแต่ละขั้นตอน เพิกเฉยเสียซ้ำร้ายยังมองแต่ประโยชน์เฉพาะหน้า คำนึงประโยชน์ตัวเองเป็นหลัก ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการส่งออกยิ่งฤดูผลไม้ภาคตะวันออกที่ผ่านมา ผลไม้มีราคาดี โรงคัดบรรจุจึงเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ต่างแข่งกันรวบรวมผลผลิตเพื่อส่งออกและทำกำไรมากๆโดยไม่ได้คำนึงถึงเงื่อนไขใดๆนอกจากธุรกิจตัวเอง เมื่อเกิดปัญหาขึ้นจากการกระทำของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงรายเดียว กลับกลายเป็นปัญหาของประเทศที่ไม่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ยังไม่นับรวมถึงปัญหาแรงงานอีกปัญหาหนึ่งการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปเรื่อยๆ ไม่มีการวางระบบและคนในระบบไม่ได้ร่วมมืออย่างจริงจัง จึงยากที่จะแก้ไขปัญหาผลไม้อย่างยั่งยืน ขณะที่ผลไม้จากแดนใต้กำลังออกสู่ตลาด แล้วยังจะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเช่นเคยอีกหรือ ถึงเวลต้องทบทวนกันให้ดีๆ

สมชาย ชาญณรงค์กุล

รายงานพิเศษ : ก.เกษตรเล็งเปิดพิพิธภัณฑ์ผ้าไหมไทยในต่างประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/423793

รายงานพิเศษ : ก.เกษตรเล็งเปิดพิพิธภัณฑ์ผ้าไหมไทยในต่างประเทศ

รายงานพิเศษ : ก.เกษตรเล็งเปิดพิพิธภัณฑ์ผ้าไหมไทยในต่างประเทศ

วันพุธ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สำนักการเกษตรต่างประเทศ และมหาวิทยาลัยจอร์จวอชิงตัน ร่วมประชาสัมพันธ์ผ้าไหมไทย “The Legend of Thai Silk” ภายใต้โครงการเจรจาความร่วมมือจัดทำพิพิธภัณฑ์หม่อนไหมและเผยแพร่ภูมิปัญญาผ้าไหมไทยและผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน โดยกรมหม่อนไหมได้ร่วมจัดนิทรรศการแสดงผ้าไหมไทย ณ Textile museum, George Washington University พร้อมกับพบปะหารือ Mr. John Wetenhall ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์สิ่งทอ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และความร่วมมือในการจัดทำพิพิธภัณฑ์ผ้าไหมไทยและประชาสัมพันธ์ผ้าไหมตรานกยูงพระราชทานพร้อมเตรียมขยายผลผลักดันผ้าไหมไทยให้เป็นที่ยอมรับในตลาดต่างประเทศ และเล็งแนวโน้มจัดทำพิพิธภัณฑ์ผ้าไหมสนองนโยบายตลาดนำการผลิตของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นางสาวศิริพร บุญชู อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า จากการเดินทางไปเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผ้าไหมไทย ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. กรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงาน
ที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สำนักการเกษตรต่างประเทศ และมหาวิทยาลัยจอร์จวอชิงตันได้ร่วมประชาสัมพันธ์ผ้าไหมไทยในหัวข้อ “The Legend of Thai Silk” ภายใต้โครงการเจรจาความร่วมมือจัดทำพิพิธภัณฑ์หม่อนไหมและเผยแพร่ภูมิปัญญาผ้าไหมไทยและผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน โดยกรมหม่อนไหมได้ร่วมจัดนิทรรศการแสดงผ้าไหมไทย ณ Textile museum, George Washington University ซึ่งนิทรรศการของกรมหม่อนไหมก็ได้รับความสนใจจากชาวต่างชาติเป็นอย่างมาก

พร้อมกันนั้นก็ได้ร่วมบรรยายเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาผ้าไหมไทย การส่งเสริมให้เกษตรกรไทยประกอบอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและทอผ้าไหมตามพระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการที่จะอนุรักษ์เผยแพร่คุณค่าความงดงามของผ้าไหมไทยให้ชาวโลกได้รับรู้รวมถึงเครื่องหมายตรานกยูงพระราชทานทั้ง 4 ชนิด ได้แก่ สีทองสีเงิน สีน้ำเงิน และสีเขียว ซึ่งเป็นเครื่องหมายรับรองคุณภาพผ้าไหมไทยที่แสดงว่าจะต้องผลิตในประเทศไทยเท่านั้น ย้อมสีเนื้อผ้าที่มีความสม่ำเสมอของสี ลวดลาย เนื้อผ้า และสีไม่ตก เพื่อเป็นการการันตีคุณภาพผ้าไหมไทย สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคได้ว่าผ้าไหมไทยที่ผ่านการับรองรองตราสัญลักษณ์นกยูงพระราชทานนั้น ผู้บริโภคจะมั่นใจได้ว่าผ้าไหมไทยชิ้นนั้นมีโครงสร้างผ้าที่ถูกต้อง ถูกชนิด และสีไม่ตก

ทั้งนี้ กรมหม่อนไหมและเจ้าหน้าที่สำนักการเกษตรต่างประเทศ สำนักปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังได้ร่วมประชุมหารือกับ ดร.พอล ไมเคิลเทย์เลอร์ ผู้อำนวยการ โครงการประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และชาติพันธุ์วิทยาแห่งเอเชีย ยุโรป และตะวันออกกลาง สถาบันสมิธโซเนียน พิพิธภัณฑ์แห่งชาติด้านประวัติศาสตร์ทางธรรมชาติ เพื่อหาแนวทางความร่วมมือความเป็นไปได้ในการทำงานวิจัยร่วมกันในประเด็นวัฒนธรรมภูมิปัญญา เกี่ยวกับผ้าไหม ทั้งนี้รัฐบาลสหรัฐอเมริกาโดยหอสมุดรัฐสภามีบันทึกรายการสิ่งของที่นำมาแสดงในงานแสดงสินค้า ณ เมืองฟิลาเดลเฟีย เมื่อปี ค.ศ. 1876 ซึ่งเป็นรายการของที่ระลึกและมีการแลกเปลี่ยนร่วมมือทางวัฒนธรรม ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18 เช่น ผ้าไหม อุปกรณ์การทอผ้า อุปกรณ์การสาวไหม และรังไหม

นอกจากนี้ทางคณะยังได้เข้าพบปะหารือ Mr. John Wetenhallผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์สิ่งทอ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและพูดคุยถึงความร่วมมือในการจัดทำพิพิธภัณฑ์ผ้าไหมไทยในต่างประเทศเพื่อประชาสัมพันธ์ผ้าไหมไทยที่ได้รับรองตรานกยูงพระราชทานให้ต่างประเทศได้ทราบถึงที่มาที่ไป และความโดดเด่นในเรื่องของภูมิปัญญาด้านหม่อนไหมของคนไทยให้เป็นที่รู้จักและรับรู้ในวงกว้างมากยิ่งขึ้น ซึ่งก็นับเป็นอีกหนึ่งโปรเจคที่น่าสนใจเพราะหากประเทศไทยจะเดินหน้าทำตลาดให้กับสินค้าสิ่งทอโดยเฉพาะผ้าไหม ตลาดต่างประเทศถือเป็นตลาดพรีเมียมที่จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสิ่งทอไหมไทยได้ และหากมีการประชาสัมพันธ์ให้ข้อมูลผู้บริโภคที่ถูกต้องก็จะส่งผลให้ตลาดต่างประเทศเกิดการยอมรับ นับเป็นการเปิดตลาดที่มีความเข้มแข็งและยั่งยืนอย่างแท้จริง

เตือนชาวสวน-ผู้ส่งออกเฝ้าระวัง ‘ด้วงงวงเจาะเมล็ดมะม่วง’ระบาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/423789

x

เตือนชาวสวน-ผู้ส่งออกเฝ้าระวัง ‘ด้วงงวงเจาะเมล็ดมะม่วง’ระบาด

วันพุธ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เผยว่า ขณะนี้พบด้วงงวงเจาะเมล็ดมะม่วง : Sternochetus olivieri (Faust) ซึ่งเป็นแมลงปีกแข็งที่เข้าทำลายกัดกินเมล็ดภายในผลมะม่วง และเป็นอุปสรรคต่อการส่งออกมะม่วงไปเกาหลีใต้ ตั้งแต่วันที่ 6 กันยายน 2561 – 26 มิถุนายน 2562 รวม 12 ครั้ง สร้างความเสียหายมากกว่า 10 ล้านบาท โดยขณะนี้เกาหลีใต้ยังไม่มีมาตรการรุนแรงเพื่อหยุดยั้งการนำเข้า แต่รอดูท่าทีการแก้ไขและปฏิบัติเพื่อควบคุมการระบาดของด้วงงวงดังกล่าว ดังนั้น ประเทศไทยต้องร่วมแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างเร่งด่วนจริงจัง เนื่องจากตลาดเกาหลีใต้ถือเป็นตลาดส่งออกมะม่วงสำคัญของไทยในขณะนี้ มีปริมาณส่งออกสูงสุดถึง 10,247,991 กิโลกรัม หากตลาดส่งออกที่เกาหลีใต้สะดุดส่งผลกระทบต่อเกษตรกรชาวสวนมะม่วงมาก กรมจึงขอความร่วมมือเกษตรกรและผู้ส่งออกร่วมกันแก้ปัญหา

สำหรับการป้องกันและกำจัด 1. วิธีเขตกรรมในแปลงปลูกให้เก็บผลมะม่วงสุกที่ถูกด้วงเข้าทำลายหรือเผาทิ้ง ตัดแต่งกิ่งให้โปร่ง กำจัดวัชพืช พร้อมพรวนดินบริเวณทรงพุ่ม 2) ทางเคมี พ่นสารเคมีอิมิดาคลอพริด อัตรา 5 – 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือแลมป์ด้าไซฮาโลทริน อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือคาร์บาริล(Sevin S 85) อัตรา 30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ผสมสารจับใบ พ่น ล้างต้นและลงดินเพื่อฆ่าตัวแก่ในระยะมะม่วงเริ่มแทงช่อดอกควรพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช เพื่อควบคุมเพลี้ยไฟ ราแอนแทรคโนส สารควบคุมเพลี้ยไฟ ควรใช้สารเคมีแลมป์ด้าไซฮาโลทริน หรืออิมิดาคลอพริด(สลับกันไปเพื่อป้องกันแมลงดื้อยา) ทุกๆ 7 – 10 วัน ยกเว้นช่วงดอกบาน และฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชต่อไป ส่วนการดูแลต้องดำเนินการต่อไป โดยเฉพาะด้วงงวงเจาะเมล็ด ให้ฉีดพ่นสารเคมีกลุ่มอิมิดาคลอพริด และแลมป์ด้าไซฮาโลทรินอัตราข้างต้น โดยเฉพาะระยะมะม่วงติดผลเล็ก ขนาดเมล็ดถั่วเขียวจนถึงระยะห่อผล สามารถควบคุมด้วงงวงเจาะเมล็ดได้แน่นอน 3) การควบคุมด้วงงวงเจาะเมล็ดนอกแปลงปลูก เมล็ดมะม่วงที่โรงงานนำมาแปรรูปแล้วควรควบคุมด้วงงวงเจาะเมล็ดด้วยการฉีดพ่นสารเคมีกำจัดศัตรูมะม่วง (กลุ่มอิมิดาคลอพริดหรือแลมป์ด้าไซฮาโลทริน เก็บไว้ในโรงที่ทำด้วยมุ้งลวดกันแมลงแพร่กระจาย สำหรับผู้ที่นำเมล็ดมะม่วงจากโรงงานมาทำการแกะเมล็ดเพาะเป็นกล้า ต้องชุบเมล็ดด้วยสารเคมีอิมิดาคลอพริด 5 – 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือแลมป์ด้าไซฮาโลทริน 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตรหรือคาร์บาริล 30 – 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตรประมาณ 25 นาที หรือถ้าเป็นเมล็ดที่แกะแล้วควรฉีดพ่นทำลายแมลงตัวแก่ที่เมล็ด เพื่อเป็นการตัดวงจรการแพร่ระบาดต่อไป 4) สำหรับการแก้ปัญหาการส่งออก ผู้ส่งออกต้องตระหนักและให้ความร่วมมือซื้อมะม่วงจากเกษตรกรที่ได้รับการรับรอง GAP เท่านั้น เพื่อลดปัญหาด้วงงวงเจาะเมล็ดกับมะม่วงที่ส่งออกไปยังปลายทาง และขอความร่วมมืออย่านำใบรับรอง GAP ของสวนอื่นไปสวมสิทธิ์ เพื่อซื้อขายส่งออก ทั้งนี้ กรมวิชาการเกษตรจะมีมาตรการสุ่มตัวอย่างก่อนอบไอ
น้ำเข้มข้นมากยิ่งขึ้น รวมทั้งมาตรการป้องกันปัญหาการสวมสิทธิ์ให้รัดกุมมากขึ้น

กองทุนFTAไฟเขียวงบ59.9ล.พัฒนาโคเนื้อ-โคนม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/423792

x

กองทุนFTAไฟเขียวงบ59.9ล.พัฒนาโคเนื้อ-โคนม

วันพุธ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยผลประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ (กองทุน FTA) ว่า เพื่อเป็นการรองรับการเปิดเสรีการค้าไทย-ออสเตรเลีย ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในปี 2564 และการเปิดเสรีการค้าไทย-นิวซีแลนด์ มีผลบังคับใช้ในปี 2568 ซึ่งหากการเปิดเสรีการค้ามีผลบังคับใช้อาจมีการนำเข้าเนื้อโค น้ำนมและผลิตภัณฑ์จากทั้ง 2 ประเทศ ที่มีศักยภาพการผลิตสูงกว่า ทำให้เกษตรกรไทยซึ่งส่วนใหญ่เป็นรายย่อย ไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับต่างประเทศได้ เนื่องจากมีต้นทุนการผลิตสูงกว่าต่างประเทศ ดังนั้น กองทุน FTA เล็งเห็นความจำเป็นในการสร้างความเข้มแข็งให้สินค้าโคเนื้อและโคนมของไทย เพื่อรองรับการเปิดเสรีการค้า จึงอนุมัติงบประมาณ 59.9 ล้านบาท ให้กรมปศุสัตว์ และ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) นำไปพัฒนาการผลิตสินค้าโคเนื้อและโคนม 2 โครงการ ได้แก่

โครงการศึกษาศักยภาพการขุนคุณภาพซาก และผลตอบแทนทางเศรษฐกิจของโคเนื้อ 5 สายพันธุ์ ในระบบการขุนเชิงการค้า ของกรมปศุสัตว์ 4 ล้านบาท เพื่อเร่งศึกษาศักยภาพการขุนโคเนื้อ 5 สายพันธุ์ ซึ่งเป็นพันธุ์ที่เกษตรกรนิยมเลี้ยง ได้แก่ โคเนื้อพันธุ์พื้นเมือง โคเนื้อลูกผสมโคนมและโคเนื้อ โคเนื้อพันธุ์บราห์มัน โคเนื้อพันธุ์ตาก และโคเนื้อพันธุ์กบินทร์บุรี ซึ่งข้อมูลที่ได้จากการศึกษาจะช่วยให้เกษตรกรวางแผนการเลี้ยงโคเชิงการค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ หน่วยงานภาครัฐสามารถนำข้อมูลมากำหนดนโยบายและแนวทางส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงโคเนื้อและโคขุนได้เหมาะสม โดยโครงการนี้ได้รับความร่วมมือจากสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคขุนในเขตปฏิรูปที่ดินปางศิลาทอง จำกัด จังหวัดกำแพงเพชร ให้ใช้สถานที่และร่วมดูแลโคเนื้อระหว่างที่มีการศึกษาวิจัย

นางอัญชนา ตราโช

สำหรับอีกหนึ่งโครงการ คือ โครงการจัดตั้งฟาร์มโคนมประสิทธิภาพสูง (Thai Denmark Smart Dairy Farm) ของ อ.ส.ค. 55.9 ล้านบาท เพื่อจัดตั้งฟาร์มโคนมสาธิตเชิงธุรกิจที่มีประสิทธิภาพสูง
หรือ “Smart Farm” ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยช่วยบริหารจัดการฟาร์ม สามารถให้ผลผลิตน้ำนมดิบเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 20 กก./ตัว/วัน โดยจะเป็นตัวอย่างในการพัฒนาบริหารจัดการฟาร์มของเกษตรกร เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และฝึกปฏิบัติของบุคลากรมืออาชีพการเลี้ยงโคนม รวมทั้งเปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปเข้าชมเพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์อาชีพการเลี้ยงโคนมกระตุ้นการบริโภคนมภายในประเทศ สำหรับเกษตรกรที่ต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมจากกองทุน FTA สอบถามได้ที่ โทร.0-2561-4727 หรือ E-mail : fta.oae@gmail.com หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่ www2.oae.go.th/FTA

กษ.แจงมาตรการสกัดกั้นโรคใบด่างมันสำปะหลัง ระบาดเพิ่มเป็น9จว.เหตุขนย้ายท่อนพันธุ์ติดโรคข้ามเขต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/423761

กษ.แจงมาตรการสกัดกั้นโรคใบด่างมันสำปะหลัง ระบาดเพิ่มเป็น9จว.เหตุขนย้ายท่อนพันธุ์ติดโรคข้ามเขต

กษ.แจงมาตรการสกัดกั้นโรคใบด่างมันสำปะหลัง ระบาดเพิ่มเป็น9จว.เหตุขนย้ายท่อนพันธุ์ติดโรคข้ามเขต

วันอังคาร ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 17.33 น.

2 กรกฎาคม 2562 นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าได้ให้เร่งรัดป้องกันและแก้ไขปัญหาสถานการณ์โรคระบาดใบด่างมันสำปะหลัง ตามข้อสั่งการของนายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรฯ มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งโรคนี้มีสาเหตุจากเชื้อไวรัส Sri Lankan Cassava Mosaic Virus นับตั้งแต่ในเดือนสิงหาคม 2561 กรมวิชาการเกษตรได้สำรวจพบโรคใบด่างมันสำปะหลังในพื้นที่บ้านไพรพัฒนา ตำบลไพรพัฒนา อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ และอำเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร์ ในแปลงเกษตรกร 8 ราย รวมพื้นที่ 68 ไร่ ซึ่งได้ดำเนินการตามมาตรการฉุกเฉินที่ได้กำหนดไว้โดยทำลายต้นมันสำปะหลังในแปลงดังกล่าวทั้งหมดด้วยวิธีฝังกลบและพ่นสารกำจัดแมลงหวี่ขาวยาสูบ เพื่อกำจัดแมลงหวี่ขาวยาสูบซึ่งเป็นพาหะของโรคในพื้นที่แปลงมันสำปะหลังรวมทั้งพืชอาศัยที่อยู่ในพื้นที่ข้างเคียง

หลังจากนั้นเป็นต้นมากรมวิชาการเกษตร ยังคงดำเนินการสำรวจพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังทั่วประเทศอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดรวมพื้นที่ 8.9 ล้านไร่ พบโรคใบด่างมันสำปะหลัง จำนวน 1,490 ไร่ ในจังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี สระแก้ว และนครราชสีมา และได้ดำเนินการตามแผนปฏิบัติการฉุกเฉิน โดยทำลายต้นมันสำปะหลังและแปลงปลูกมันสำปะหลังดังกล่าว ส่วนในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรีพบการระบาดเป็นวงกว้างในพื้นที่แปลงมันสำปะหลัง รวมพื้นที่ 927 ไร่ จึงได้มีประกาศเขตควบคุมศัตรูพืชและทำลายแปลงมันสำปะหลังที่พบโรคใบด่างทันที

ในฤดูปลูกมันสำปะหลังปี 61/62กรมวิชาการเกษตรและกรมส่งเสริมการเกษตรยังคงดำเนินการสำรวจพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงมากบริเวณชายแดนและแหล่งผลิตท่อนพันธุ์มันสำปะหลังที่สำคัญ โดยพบการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังเพิ่มขึ้นจากปี 2561 ซึ่งมีสาเหตุมาจากการเคลื่อนย้ายท่อนพันธุ์ที่ติดโรคและแมลงหวี่ขาวยาสูบเป็นพาหะนำโรค โดยในช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน พบพื้นที่การระบาดจำนวน 17,403 ไร่ใน 9 จังหวัด ได้แก่ สุรินทร์ อุบลราชธานี บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ ปราจีนบุรี ชลบุรี ฉะเชิงเทรา นครราชสีมา และสระแก้ว ซึ่งได้ดำเนินการทำลายตามมาตรการป้องกันกำจัดเสร็จสิ้นแล้ว 7 จังหวัด อยู่ในระหว่างดำเนินการ 2 จังหวัดได้แก่ สระแก้ว และ อำเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา

“นับตั้งแต่ได้รับรายงานการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังในประเทศกัมพูชาในปี 2558 กรมวิชาการเกษตรได้กำหนดมาตรการ ด้านวิชาการ ด้านกฎหมาย และสร้างการรับรู้พร้อมประชุมชี้แจงกับผู้เกี่ยวข้องตั้งแต่ปี 2558 พร้อมกับดำเนินการสำรวจและเฝ้าระวังโรคใบด่างมันสำปะหลังอย่างเข้มข้นและต่อเนื่องมาตลอด ไม่ได้ปล่อยปละละเลยแต่ประการใด หากพบโรคใบด่างจะทำลายโดยการฝังกลบและพ่นสารเคมีเพื่อกำจัดแมลงหวี่ขาวยาสูบทันที โดยในปี 2561 ได้มีการทำลายมันสำปะหลังที่เป็นโรคใบด่างไปแล้วรวมจำนวน 1,237 ไร่ ในปี 2562 ทำลายไปแล้วรวมจำนวน 3,257 ไร่ นอกจากนี้ยังได้กำชับเจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืชบริเวณชายแดน ไทย-กัมพูชา เพิ่มความเข้มงวดตรวจสอบ การนำเข้ามันสำปะหลัง โดยทำการเปิดตรวจ 100 % และขอความร่วมมือพร้อมทำความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่และผู้นำเข้าให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดโดยเคร่งครัด เพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้าท่อนพันธุ์และเหง้าที่มีเชื้อไวรัส SLCMV พร้อมกันนี้ยังเปิดสายด่วนเฝ้าระวังโรคใบด่างมันสำปะหลัง โทร 02-579-8516,061-4152517 ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องแจ้งได้ตลอด 24 ชั่วโมงด้วย”อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

ฝนหลวงระดม11หน่วยช่วยพื้นที่เกษตร’อีสาน’ หลังเผชิญปัญหาฝนทิ้งช่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/423742

ฝนหลวงระดม11หน่วยช่วยพื้นที่เกษตร'อีสาน' หลังเผชิญปัญหาฝนทิ้งช่วง

ฝนหลวงระดม11หน่วยช่วยพื้นที่เกษตร’อีสาน’ หลังเผชิญปัญหาฝนทิ้งช่วง

วันอังคาร ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 16.40 น.

2 กรกฎาคม 2562 นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า ในขณะนี้ประเทศไทยในหลายๆพื้นที่ได้รับอิทธิพลจากพายุดีเปรสชั่นและอิทธิพลลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ทำให้มีฝนตกในพื้นที่ปริมาณเล็กน้อย โดยเฉพาะในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือพื้นที่การเกษตรเริ่มประสบปัญหาฝนทิ้งช่วงเป็นจำนวนมาก ได้แก่ การปลูกอ้อยและมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นพื้นที่เกษตรอาศัยน้ำฝนเป็นหลักจึงจำเป็นต้องอาศัยน้ำฝนธรรมชาติส่วนหนึ่งและการปฏิบัติการฝนหลวง เพื่อช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรที่ประสบปัญหาในช่วงสภาวะฝนทิ้งช่วงดังกล่าวได้โดยผลการปฏิบัติการฝนหลวงเมื่อวานนี้ (1 ก.ค 2562) หน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จำนวน 6 หน่วย จาก 11 หน่วย ปฏิบัติการทั่วประเทศ ทำให้มีฝนตกบริเวณพื้นที่การเกษตร พื้นที่ประสบภัยแล้ง และพื้นที่เสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคบางส่วนของจังหวัด พิจิตร เพชรบูรณ์ ยโสธร อำนาจเจริญ อุบลราชธานี สุรินทร์ บุรีรัมย์ นครสวรรค์ ลพบุรี สุพรรณบุรี ปราจีนบุรี และฉะเชิงเทรา รวมถึงเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักบริเวณพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนสิรินธร เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และอ่างเก็บน้ำคลองสียัด

ทั้งนี้กรมป้องกันและบรรเทา สาธารณภัยได้ออกประกาศเขตพื้นที่ภัยแล้ง ยังคงมีจำนวน 5 จังหวัด (21 อำเภอ 89 ตำบล 750 หมู่บ้าน) ประกอบด้วย จ.เชียงราย ศรีสะเกษ มหาสารคาม ตราด และชลบุรี ขณะที่สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่า 30% เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ จำนวน 22 แห่ง อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 172 แห่ง ส่วนพื้นที่ประกาศเสี่ยง ฝนตกหนักถึงหนักมากจากกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าจะอยู่ที่บริเวณ ภาคเหนือตอนบน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก ในส่วนของแผนที่ปริมาณความชื้นในดินของกรมทรัพยากรน้ำ จะเห็นได้ว่าบริเวณพื้นที่ภาคเหนือ มีความชื้นในดินน้อยกว่าพื้นที่ภาคอื่นๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน มีปริมาณค่าความชื้นในดิน อยู่ระหว่าง 0-20 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้พื้นที่ภาคเหนือประสบปัญหาเรื่องของภัยแล้งมากกว่าภาคอื่นๆ ส่วนพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ มีปริมาณค่าความชื้นในดิน อยู่ระหว่าง 40-60 เปอร์เซ็นต์

อย่างไรก็ตาม ความต้องการน้ำของพื้นที่การเกษตรและการเพาะปลูกในแต่ละพื้นที่มีความต้องการไม่เหมือนกัน ทางกรมฝนหลวงและการบินเกษตรจึงต้องเร่งดำเนินการปฏิบัติการฝนหลวง เพื่อที่จะช่วยเหลือให้ครอบคลุมทุกพื้นที่

‘กฤษฎา’ลั่นฟื้นฟูปลาทูไทย จ่อห้ามจับสัตว์น้ำทะเลขนาดต่ำกว่า14ซม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/423669

'กฤษฎา'ลั่นฟื้นฟูปลาทูไทย จ่อห้ามจับสัตว์น้ำทะเลขนาดต่ำกว่า14ซม.

‘กฤษฎา’ลั่นฟื้นฟูปลาทูไทย จ่อห้ามจับสัตว์น้ำทะเลขนาดต่ำกว่า14ซม.

วันอังคาร ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 14.06 น.

2 กรกฎาคม 2562 นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าภายใน7วันนี้จะได้คำตอบจากกรมประมง โดยตนได้สั่งการให้เร่งศึกษาหาทางแก้ไขปัญหาทรัพยากรสัตว์น้ำในท้องทะเลไทยในประเด็นที่สังคมกำลังให้ความสนใจกรณีเกี่ยวกับประเด็นปัญหาวิกฤตปลาทูไทยใกล้สูญพันธุ์ จากการจับลูกปลาทูขนาดเล็กไปจำหน่าย โดยขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  และกรมประมงนำ พ.ร.ก.การประมง 2558 มาตรา 57 ที่มีข้อกำหนด “ห้ามมิให้ผู้ใดจับสัตว์น้ำหรือนำสัตว์น้ำที่มีขนาดเล็กกว่าที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดขึ้นเรือประมง” มาบังคับใช้

ทั้งนี้กรมประมง จะต้องเร่งศึกษาให้ชัดเจนตามที่ชาวประมง กล่าวอ้างด้วยว่าหากประกาศใช้มาตรา57 จะกระทบอาชีพประมงอย่างไร และให้ไปดูครบทุกประเด็นทั้งผลกระทบประมงพื้นบ้าน ประมงพาณิชย์ รวมทั้งการปรับแก้กฏหมาย 17มาตรา ที่ชาวประมงประสบความเดือดร้อนหลังจากมีมาตรการแก้ไขปัญหาประมงไอยูยู เนื่องจากกฏหมายมีโทษรุนแรงและยังมีกฏระเบียบ ข้อห้ามต่างๆที่เรือประมง มักทำผิดถูกดำเนินคดีได้โดยง่าย เช่น จะต้องลดภาระที่ชาวประมง มีค่าใช้จ่ายที่ต้องเปิดเครื่องติดตามเรือประมงตลอด เพื่อลดผลกระทบต่ออาชีพประมงและกิจการต่อเนื่องโดยเร็วที่สุด

“ปัญหาปลาทูใกล้สูญพันธุ์ แม้มีการปิดอ่าวทุกปี มีการเรียกร้องให้มีการออกกฏกระทรวง ประกาศรัฐมนตรีฯมาห้ามจับสัตว์น้ำที่มีขนาดต่ำกว่า14เซนติเมตร กำลังให้กรมประมง ศึกษาให้ชัดเจน ถ้าประกาศแล้วส่งผลดีกับการฟื้นฟูอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำทะเล โดยทุกฝ่ายได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันอย่างยั่งยืน พร้อมจะดูแลทุกอย่าง ”นายกฤษฏา กล่าว

‘ชาวบ้านห้วยฝั่งแดง’บุกกระทรวงเกษตรฯ ที่นาจมน้ำ20ปีหลังสร้าวอ่างเก็บน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/423663

'ชาวบ้านห้วยฝั่งแดง'บุกกระทรวงเกษตรฯ ที่นาจมน้ำ20ปีหลังสร้าวอ่างเก็บน้ำ

‘ชาวบ้านห้วยฝั่งแดง’บุกกระทรวงเกษตรฯ ที่นาจมน้ำ20ปีหลังสร้าวอ่างเก็บน้ำ

วันอังคาร ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 13.54 น.

ชาวบ้านห้วยฝั่งแดง อำเภอน้ำขุ่น จังหวัดอุบลราชธานี ได้ทำหนังสือถึงนายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เพื่อขอให้เร่งรัดจ่ายค่าชดเชยค่าสูญเสียโอกาส เนื่องทนทุกข์จากการได้รับผลกระทบในโครงการสร้างอ่างเก็บน้ำของกรมชลประทาน ซึ่งต้องทนรับความลำบากมานานกว่า 20 ปีเพราะน้ำได้ท่วมที่นาและที่ทำกินโดยไม่ได้รับการเยียวยา

2 กรกฎาคม 2562 กรมชลประทานได้สร้างอ่างเก็บน้ำห้วยฝั่งแดง ทับที่นาและที่ดินซึ่งกำลังเดินสำรวจสิทธิ์ ต่อมาชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบได้ร้องเรียนตั้งแต่น้ำท่วมตลอดทุกรัฐบาล จนกระทั่งรัฐบาลที่มีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีมติของกรรมการทุกระดับที่พิจารณาในเรื่องนี้ ทั้งคณะทำงานระดับจังหวัดอุบลราชธานี คณะกรรมการระดับกระทรวงเกษตรฯ และคณะกรรมการของรัฐบาลที่ตั้งขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) ซึ่งมีนายสุวพันธ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ต่างเห็นด้วยที่จะให้จ่ายค่าชดเชยการสูญเสียการทำประโยชน์ในที่ดินหลังฤดูเก็บเกี่ยว

ในหนังสือร้องเรียนระบุว่า ชาวบ้านห้วยฝั่งแดง 9 ครอบครัวที่มีสมาชิก 109 คน ซึ่งประสบความทุกข์ยากจากการสูญเสียที่ดินทำกินหลักของครอบครัวมาเป็นระยะเวลา 22 ปี จนสมาชิกในครอบครัวต้องแยกย้ายกันไปขายแรงงานในต่างถิ่น และมีเด็กในวัยเรียนหลายคนต้องออกจากการเรียนกลางคันเพราะต้องติดตามผู้ปกครองไปทำงานต่างจังหวัด นอกจากนี้ยังมีเด็ก-เยาวชนที่ต้องสูญเสียโอกาสด้านการศึกษาระดับอุดมศึกษาเพราะขาดรายได้จากครอบครัวสนับสนุน เนื่องจากเมื่อที่นาถูกน้ำท่วมจึงต้องเช่าที่ดินของคนอื่นเพื่อทำนา

เมื่อคณะกรรมการทุกระดับต่างมีมติในการแก้ไขปัญหาอย่างครบถ้วน พวกเราจึงหวังว่าการชดเชยต่างๆ จะนำมาสู่การฟื้นคืนชีวิตคนในครอบครัวได้ทำการเกษตรและได้พัฒนาคุณภาพชีวิตให้มีความเป็นปกติสุขได้ดั้งเดิม จึงอยากให้ท่านรัฐมนตรีช่วยเร่งรัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยดำเนินการตามมติเพื่อให้ทันกับห้วงฤดูกาลทำการเกษตรในปีนี้ด้วย

นางมะไล เจียงเพ็ง ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบเนื่องจากน้ำในอ่างเก็บน้ำห้วยฝั่งแดงท่วมที่นากว่า 30 ไร่ กล่าวว่าในการประชุมล่าสุดที่มีนายสุวพันธ์เป็นประธาน ได้มีมติให้จ่ายเงินค่าชดเชยให้กับชาวบ้าน ทั้งนี้เมื่อปี 2559 เคยมีการคำนวณค่าเยียวยาจากการสูญเสียที่ดินทำกินให้กับชาวบ้าน 9 ครอบครัวเป็นเงิน 20.5 กว่าล้านบาท แต่เมื่อเจรจาไปๆมาๆกับหน่วยงานราชการได้ต่อรองเรื่อยๆจนลดลงเหลือเพียง 18 ล้านบาทเมื่อปี 2560 แต่พอเอาเข้าจริงๆก็ต่อรองอีกที่จังหวัด ซึ่งชาวบ้านไม่อยากให้เรื่องยืดเยื้อออกไปอีก เพราะรู้สึกเหนื่อยหน่าย ล่าสุดเขาบอกว่าจะจ่ายให้ 13.9 ล้านบาท

“ตอนแรกเขาบอกว่าจะคำนวณค่าข้าวให้เกวียนละ 1.5 หมื่นบาท ต่อมาก็ต่อรองเรื่อยๆจนเหลือกิโลกรัมละ 10 บาท เช่นเดียวกับเรื่องค่าแรง เมื่อก่อนคำนวณค่าเยียวยาเป็นค่าแรงขั้นต่ำวันละ 100 บาท ซึ่งเราก็ตกลงเพราะอยากให้เรื่องจบๆอยากจะได้มีเวลาทำมาหากิน แต่พอเรายิ่งอ่อน เขาก็ยิ่งต่อรอง จนเราถอยที่สุดแล้ว สุดท้ายเขาบอกว่าคำว่าเยียวยาผิดกฎหมายและเปลี่ยนเป็นค่าสูญเสียประโยชน์ ค่าแรงก็เปลี่ยนเป็นค่าภัยพิบัติ สรุปเหลืออยู่ 13.9 ล้าน เรายังได้ยินว่าเขาจะผ่อนจ่ายอีกต่างหาก พวกเรารู้สึกเหนื่อยมาก เขามักอ้างว่าติดระเบียนข้อกฎหมายต่างๆ ทั้งๆที่กรรมการทุกระดับต่างก็เห็นชอบหมดแล้ว แต่ระบบราชการก็ยังยืดเยื้ออยู่เรื่อยๆ จนเราต้องเดินทางไปยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ

นางมะไลกล่าวว่า ที่ผ่านมาหน่วยงานราชการระดับอำเภอและจังหวัดพยายามเลี่ยงทุกอย่าง เมื่อตอนนายกรัฐมนตรีเดินทางมาที่จังหวัดอุบลราชธานี เจเหน้าที่ก็มาเฝ้าตนที่บ้านเพราะกลัวจะไปยื่นหนังสือกับนายกรัฐมนตรี จนนายกรัฐมนตรี กลับไปก็ยังมาเฝ้าจนตนต้องโทรแจ้งนายอำเภอไม่ให้ส่งคนมาเฝ้า ขณะที่ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบต่างมีหนี้สินล้นพ้นตัว เนื่องจากไม่มีที่ดินทำกินเพราะน้ำจากการสร้างอ่างเก็บน้ำท่วม จนหลายครอบครัวต้องไปรับจ้างที่อื่น อย่างกรณีของนายบุญเที่ยงซึ่งที่นาถูกท่วมเกือบหมด 15 ไร่ หรือกรณีของนางตวงพรมีที่ดิน 28 ไร่ ถูกน้ำท่วมหมดและสามีก็ตายแถมลูกยังเล็กจึงต้องไปหากินอยู่แถวจังหวัดจันทร์บุรี
“จริงๆ แล้วค่าเยียวยาที่พวกเราได้มา มันไม่คุ้มค่าหรอก เพราะพวกเราต้องครอบครัวแตกแยก บ้านแตกสาแหรกขาด อย่างดิฉันตอนน้ำท่วม ลูกก็เล็ก พ่อแม่ก็แก่ หนี้สินเพิ่มขึ้น ภาระมากกว่ารายได้ ทำให้ลูกไม่ได้เรียนหนังสือและต้องออกมาทำงานรับจ้าง พวกเราลำบากกันมาก ซึ่งเป็นผลมาจากโครงการของรัฐ” นางมะไล กล่าว

ด้านนายกฤษฎา กล่าวว่า ได้รับหนังสือแล้วจะเร่งรัดส่งเรื่องเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันนี้

รักษ์เกษตร : ‘ทองอุไร’ไม้มงคล…งามสะพรั่งที่หน้าบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/423445

x

รักษ์เกษตร : ‘ทองอุไร’ไม้มงคล…งามสะพรั่งที่หน้าบ้าน

วันอังคาร ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ผมขอทราบความรู้เรื่องต้นทองอุไรหน่อยครับ

ศานติ ศรวิเศษ

เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร

คำตอบ

ทองอุไร บางคนเรียกชื่อว่า พวงอุไร ดอกละคร สร้อยทองฯ เป็นไม้พุ่มขนาดเล็กปลูกประดับตกแต่งสวน นิยมปลูกข้างถนน เกาะกลางถนน เหมาะที่จะปลูกเป็นไม้ประดับในบริเวณบ้านรวมกลุ่มกับพันธุ์ไม้อื่นๆ หรือปลูกมุมใดมุมหนึ่งของบ้านที่แดดถึง เพราะเป็นไม้ต้นขนาดเล็ก ไม่กินเนื้อที่กิ่งใบไม่เกะกะ มีดอกเป็นสีเหลืองทองช่อใหญ่อร่ามตาไปทั่วทั้งต้น ให้ดอกดกตลอดปี มีกลิ่นหอมอ่อนๆ รูปทรงดอกเป็นช่อเป็นรวงงดงาม และทนแดดได้ดี ทองอุไร ถือได้ว่าเป็นพันธุ์ไม้มงคลอีกชนิดหนึ่งที่มีความสวยงามเฉพาะตัว หาพันธุ์ไม้อื่นๆ มาเทียบเทียมได้ยากนัก

การปลูกต้นทองอุไร ทองอุไร เป็นพันธุ์ไม้ที่ชอบแสงแดดตลอดทั้งวัน ช่วงแดดออกดอกจะบานสวยเหลืองอร่ามดั่งทองคำไม่ควรปลูกในที่ลุ่ม ที่มีระดับน้ำใต้ดินสูง เป็นพันธุ์ไม้ที่ไม่ชอบน้ำขัง ควรเลือกสถานที่ในการปลูกเป็นที่ดอน หรือที่สูงที่ไม่เคยมีน้ำท่วมขัง ที่มีความชื้นปานกลาง ระบายน้ำได้ดี แสงแดดจัดเต็มวันทนทานต่อความแห้งแล้ง ทนแดด ทนฝนได้ดี แต่ถ้าปลูกในที่ร่มรำไร ก็ให้ดอกดกเหมือนกัน ดิน ชอบดินร่วน ซึ่งมีธาตุอาหารเพียงพอต่อการเจริญเติบโต ไม่เลือกปุ๋ย แต่ก็ต้องหมั่นใส่ปุ๋ยอินทรีย์อยู่เสมอเพื่อที่จะให้ดอกนั้นออกตลอดทั้งปี ควรที่จะตัดแต่งกิ่งอย่างสม่ำเสมอ ภายหลังที่ดอกโรยล่วงไป โดยจัดตัดแต่งกิ่งให้เป็นทรงพุ่ม จะสวยงาม และเหมาะสมกับต้นทองอุไรอย่างมาก

การขยายพันธุ์ ทองอุไร สามารถขยายพันธุ์ ด้วยการเพาะเมล็ด ตอนกิ่ง และปักชำกิ่งโดยอาจแช่ในน้ำยาเร่งราก จะช่วยให้ออกรากได้ง่ายขึ้น หรืออาจหาพันธุ์ทองอุไรได้ง่ายจากแหล่ง/ร้านจำหน่ายพันธุ์ทั่วไป ซึ่งเป็นไม้ยอดนิยมอยู่ในขณะนี้

สรรพคุณทางสมุนไพร ทองอุไรสามารถใช้เป็นยารักษาโรคเบาหวานและโรคเกี่ยวกับปัญหาทางเดินอาหารได้และดอกสามารถนำมารับประทานสดได้ ทานเป็นเมี่ยงคำร่วมกับดอกไม้อื่นๆ หรือชุบแป้งทอด ทานกับน้ำพริกก็ได้

ความเป็นมงคล ด้วยชื่อและสีที่เป็นมงคล จึงนิยมใช้บูชาพระ จากผู้รู้และเอกสารต่างๆ ระบุไว้ว่า ทองอุไร จะช่วยเสริมโชคชะตาของผู้ปลูก ให้มีความเจริญรุ่งเรือง มีเงินทองร่ำรวยมั่งคั่ง จะเสริมวาสนาบารมี ได้มีเกียรติมีลาภยศสูงอีกด้วย เชื่อว่าถ้าใครปลูกทองอุไรแล้วดอกดกสะพรั่งเหลืองอร่ามงดงาม จะช่วยเสริมโชคชะตา มีความเชื่อที่ว่า ควรปลูกในวันพุธ ซึ่งเป็นวันมงคลของไม้พันธุ์นี้ เพราะมีดีมีเด่นที่นามมงคลของดอกควรให้หัวหน้าครอบครัวเป็นผู้ปลูกต้นทองอุไร เพื่อให้ได้พลังแห่งดวงชะตาที่ดีและควรจะปลูกทองอุไร ไว้ทางทิศเหนือของตัวบ้าน จึงจะเอื้อให้อิทธิพลมงคลของไม้นี้ ได้เกื้อหนุนเสริมส่งดวงชะตา ของผู้เป็นเจ้าของบ้านได้ดี แต่ถ้าทิศเหนือเป็นทิศที่อยู่ทางด้านหลังของบ้านพอดี และไม่มีพื้นที่ปลูกได้ในบริเวณหลังบ้าน ก็อนุโลมให้ปลูกหน้าบ้านได้ แต่ให้เฉียงๆ ค่อนมาทางทิศเหนือไว้เป็นเกณฑ์

นาย รัตวิ