รายงานพิเศษ : ยกระดับตรวจคุณภาพผ้าไหมไทยตรานกยูงฯ ตั้งเป้าปี’62รับรองมาตรฐานให้ได้2แสนเมตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/423470

รายงานพิเศษ : ยกระดับตรวจคุณภาพผ้าไหมไทยตรานกยูงฯ  ตั้งเป้าปี’62รับรองมาตรฐานให้ได้2แสนเมตร

รายงานพิเศษ : ยกระดับตรวจคุณภาพผ้าไหมไทยตรานกยูงฯ ตั้งเป้าปี’62รับรองมาตรฐานให้ได้2แสนเมตร

วันอังคาร ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายวสันต์ นุ้ยภิรมย์

กรมหม่อนไหมเผยปี’62 ยกระดับตรวจสอบรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทยตรานกยูงพระราชทาน ด้วยกระบวนการและเทคโนโลยี 4.0 ซึ่งให้บริการได้รวดเร็ว สร้างความเชื่อมั่นให้ตลาดสินค้าหม่อนไหมอย่างมั่นคง

นายวสันต์ นุ้ยภิรมย์ รองอธิบดีกรมหม่อนไหมเปิดเผยว่า กรมหม่อนไหม เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลสินค้าหม่อนไหมให้มีคุณภาพมาตรฐาน ให้บริการตรวจสอบรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทย(ตรานกยูงพระราชทาน) สำหรับผู้ยื่นคำขอทั้งเกษตรกรและผู้ประกอบการ เพื่อยกระดับสินค้าผ้าไหมไทยให้ได้มาตรฐาน ทั้งนี้ มาตรฐานผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทย (ตรานกยูงพระราชทาน) เป็นมาตรฐานที่กรมจัดทำขึ้น เพื่อสนองพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงอนุรักษ์และรักษาผ้าไหมไทยให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมคู่ชาติไทย มีหลักเกณฑ์สำคัญคือต้องผลิตในประเทศไทย ลอกกาวและหรือย้อมสีด้วยวัสดุธรรมชาติหรือสารเคมีที่ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและสีสม่ำเสมอ ลวดลายและเนื้อผ้า ซึ่งมาตรฐานตรานกยูงนี้มี 4 ชนิดประกอบด้วย

1.ตรานกยูงพระราชทานสีทอง (Royal Thai Silk) เป็นผ้าไหมที่ผลิตโดยใช้เส้นไหม วัตถุดิบ และกระบวนการผลิตที่อนุรักษ์ภูมิปัญญาพื้นบ้านดั้งเดิมของไทยอย่างแท้จริง ใช้เส้นไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านเป็นทั้งเส้นพุ่งและเส้นยืนเส้นไหมต้องสาวด้วยมือผ่านพวงสาวลงภาชนะทอด้วยกี่ทอมือแบบพื้นบ้านพุ่งกระสวยด้วยมืออาจตกแต่งด้วยเส้นเงิน หรือเส้นทองที่ได้มาตรฐานได้ไม่เกินร้อยละ 20 โดยพื้นที่ในหน่วยตารางหลา ในกรณีผ้าที่ทอด้วยกรรมวิธีการยก หรือจก หรือขิด อนุญาตให้ตกแต่งด้วยเส้นเงินหรือเส้นทองที่ได้มาตรฐานได้ไม่เกินร้อยละ 50

2.ตรานกยูงพระราชทานสีเงิน (Classic Thai Silk) เป็นผ้าไหมที่ผลิตโดยยังคงอนุรักษ์ภูมิปัญญาพื้นบ้านผสมผสานกับการประยุกต์ใช้เครื่องมือและกระบวนการผลิตบางขั้นตอน ใช้เส้นไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านหรือพันธุ์ไทยปรับปรุงเป็นเส้นพุ่งและ/หรือเส้นยืนเส้นไหมสาวด้วยมือแบบพื้นบ้าน หรือสาวเข้าอักหรือเข้าระวิงหรือสาวด้วยเครื่องจักรที่มีกำลังไม่เกิน 5 แรงม้าทอด้วยกี่ทอมือ เช่น กี่ทอมือแบบพื้นบ้านชนิดพุ่งกระสวยด้วยมือ กี่กระตุก อาจมีการตกแต่งด้วยเส้นเงินหรือเส้นทองที่ได้มาตรฐานได้ไม่เกินร้อยละ 20 โดยพื้นที่ในหน่วยตารางหลา กรณีผ้าที่ทอด้วยกรรมวิธีการ ยก หรือ จก หรือ ขิด อนุญาตให้ตกแต่งด้วยเส้นเงิน หรือเส้นทองที่ได้มาตรฐานได้ไม่เกินร้อยละ 50

3.ตรานกยูงพระราชทานสีน้ำเงิน (Thai Silk) เป็นผ้าไหมที่ผลิตด้วยภูมิปัญญาของไทยแบบประยุกต์ ใช้เทคโนโลยีการผลิตเข้ากับสมัยนิยมและเชิงธุรกิจ ใช้เส้นไหมแท้เป็นทั้งเส้นพุ่งและเส้นยืน เส้นไหมที่ใช้อาจเป็นได้ทั้งชนิดที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย หรือเป็นเส้นไหมที่นำเข้าจากต่างประเทศ กรณีที่ใช้เส้นไหมที่นำเข้าจากต่างประเทศต้องมีเอกสารกำกับการนำเข้าที่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่กำหนดวิธีการสาวและวิธีการทออาจตกแต่งด้วยเส้นเงินหรือเส้นทองที่ได้มาตรฐานได้ไม่เกินร้อยละ 20 โดยพื้นที่ในหน่วยตารางหลา ในกรณีผ้าที่ทอด้วยกรรมวิธีการ ยก หรือ จก หรือ ขิด อนุญาตให้ตกแต่งด้วยเส้นเงิน หรือเส้นทองที่ได้มาตรฐานได้ไม่เกินร้อยละ 50

4.ตรานกยูงพระราชทานสีเขียว (Thai Silk Blend) เป็นผ้าไหมที่ผลิตด้วยกระบวนการผลิตและเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ผสมผสานกับภูมิปัญญาไทยด้านลวดลายและสีสันระหว่างเส้นใย ไหมแท้กับเส้นใยอื่นที่มาจากธรรมชาติ หรือเส้นใยสังเคราะห์รูปแบบต่างๆ ตามวัตถุประสงค์ใช้งานหรือตามความต้องการของผู้บริโภค ใช้เส้นไหมแท้เป็นส่วนประกอบหลัก มีเส้นใยชนิดอื่นเป็นส่วนประกอบรอง โดยพื้นที่ในหน่วยตารางหลา ต้องระบุส่วนประกอบของเส้นไหมแท้และเส้นใยชนิดอื่นเป็นเปอร์เซ็นต์ให้ชัดเจน อาจตกแต่งด้วยวัสดุอื่นไม่กำหนดวิธีการผลิต

รองอธิบดีกรมหม่อนไหมกล่าวต่อว่า การให้บริการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทย (ตรานกยูงพระราชทาน) เป็นอีกหนึ่งกระบวนสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคและตลาด ในเรื่องคุณภาพผ้าไหมที่รับประกันได้ว่า ผ้าทุกผืนที่ได้รับการติดตรานกยูงพระราชทานมีคุณภาพด้านความสม่ำเสมอของสี ลวดลาย เนื้อผ้าและสีไม่ตกแน่นอน ตั้งแต่พ.ศ.2553 – 2561 มีการผลิตผ้าไหมได้จำนวน 827,361 เมตร แต่ผ่านเกณฑ์ 734,852 เมตร คิดเป็นร้อยละ88 โดยในปี 2561 ที่ผ่านมาตัวเลขการผลิตผ้าไหมของไทยอยู่ที่ 5-6 ล้านเมตร สามารถติดตรานกยูงพระราชทานได้เพียง 90,000 เมตร ถือเป็นจำนวนที่น้อยมาก ดังนั้น ในปีงบประมาณ 2562 กรมหม่อนไหมตั้งเป้าหมายในการให้บริการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทย (ตรานกยูงพระราชทาน)ให้ได้ 200,000 เมตร เน้นขับเคลื่อนการทำงนเชิงรุก โดยกรมหม่อนไหมได้คิดค้นระบบการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอำนวยความสะดวกและรวดเร็วในการให้บริการรับรอง พร้อมมอบหมายบุคลากรทำงานในเรื่องดังกล่าวเพิ่มขึ้น จากเดิมต้องใช้ระยะเวลาตรวจรับรองกว่า 1 เดือน ขณะนี้ตรวจและรับรองได้ภายใน 3 วัน ทำให้การทำงานรวดเร็วทันต่อความต้องการของเกษตรกรที่จะเข้าสู่การรับรองมากยิ่งขึ้น

“โดยจากเป้าที่ตั้งไว้ปี’62 ว่าจะรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทย (ตรานกยูงพระราชทาน) ให้ได้ 200,000 เมตร ขณะนี้รับรองไปแล้วกว่า 1 แสนเมตร มั่นใจว่าระยะเวลาทีเหลือภายในปีงบประมาณนี้กรมหม่อนไหมจะดำเนินการได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้แน่นอน” รองอธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าว

เปิดตัวมะพร้าวลูกผสมสามทาง ผลงานโบแดงกรมวิชาการเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/423447

x

เปิดตัวมะพร้าวลูกผสมสามทาง ผลงานโบแดงกรมวิชาการเกษตร

วันอังคาร ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร โชว์ผลงานปรับปรุงพันธุ์มะพร้าวด้วยวิธีผสมสามทางได้ 2 พันธุ์ใหม่ ใช้ชื่อลูกผสมสามทางชุมพร 1 และลูกผสมสามทางชุมพร 2 เผยคุณสมบัติเด่นตามหลักเกณฑ์ปรับปรุงพันธุ์ ให้ผลผลิตสูง เปอร์เซ็นต์น้ำมันสูง ขนาดผลกลางถึงใหญ่ ส่งต่อเทคโนโลยีผสมสามทางสู่ภาคเอกชนแล้ว

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรเปิดเผยว่า มะพร้าวเป็นพืชเศรษฐกิจ เพื่อบริโภคและอุตสาหกรรมแปรรูป การซื้อขายตลาดมุ่งเน้นที่ขนาดของผลเป็นหลัก ขณะที่โรงงานแปรรูปมุ่งเป้าไปที่เนื้อมะพร้าวสดและเปอร์เซ็นต์น้ำมัน การปรับปรุงพันธุ์มะพร้าวเพื่อให้ได้เป้าหมายดังกล่าวข้างต้นเป็นสิ่งท้าทายสำหรับนักวิจัย ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร กรมวิชาการเกษตร วิจัยพัฒนาปรับปรุงพันธุ์มะพร้าวใหม่ๆ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงให้สอดรับสถานการณ์ตลาดและความต้องการภาคอุตสาหกรรม โดยการวิจัยพัฒนามะพร้าวด้วยวิธีการผสมสามทางเติมเต็มส่วนที่ยังมีจุดอ่อนของมะพร้าวลูกผสมเดี่ยว จนได้มะพร้าวลูกผสมสามทาง 2 พันธุ์ที่ให้มีลักษณะดีเด่นตามหลักเกณฑ์ปรับปรุงพันธุ์คือ ให้ผลผลิตสูง ผลขนาดกลางถึงใหญ่ เปอร์เซ็นต์น้ำมันไม่ต่ำกว่า 50% ปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดีใช้ชื่อว่ามะพร้าวลูกผสมสามทางชุมพร 1และมะพร้าวลูกผสมสามทางชุมพร 2  มีคุณสมบัติเหมาะสำหรับแนะนำให้เกษตรกรปลูก เพื่อเพิ่มผลผลิตให้เพียงพอกับความต้องการ  โดยมะพร้าวทั้ง 2 พันธุ์ผ่านการพิจารณาเป็นพันธุ์รับรองของกรมวิชาการเกษตรเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2562

มะพร้าวลูกผสมสามทางชุมพร 1 ให้ผลผลิตเฉลี่ย 2,252 ผล/ไร่/ปี ผลมีขนาดกลางถึงใหญ่  น้ำหนักผล 1,882 กรัม/ผล น้ำหนักเนื้อมะพร้าวแห้งเฉลี่ย 767 กิโลกรัม/ไร่ ส่วนมะพร้าวลูกผสมสามทางชุมพร 2 ผลมีขนาดปานกลางถึงใหญ่  น้ำหนักผล 1,509 กรัม/ผล ผลผลิตเฉลี่ย 2,372 ผล/ไร่/ปี น้ำหนักเนื้อมะพร้าวแห้งเฉลี่ย 584 กิโลกรัม/ไร่

อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวต่อว่า ปัจจุบันได้แนะนำและถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตพันธุ์มะพร้าวลูกผสมด้วยวิธีการผสมสามทางไปสู่บริษัทเอกชนที่มีแปลงแม่พันธุ์ดังกล่าวแล้ว ในอนาคตคาดว่าจะกระจายพันธุ์ไปสู่เกษตรกรที่ต้องการพันธุ์มะพร้าวได้เพิ่มขึ้น เพิ่มทางเลือกให้เกษตรกรนอกเหนือจากพันธุ์ที่มีปลูกอยู่ในปัจจุบัน รวมทั้งขยายพื้นที่ปลูกแหล่งใหม่ที่มีศักยภาพ ผลผลิตมะพร้าวเพียงพอต่อความต้องการ รักษาเสถียรภาพราคามะพร้าว ตอบสนองความต้องการอุตสาหกรรมมะพร้าว รวมทั้งลดนำเข้ามะพร้าวผลและผลิตภัณฑ์มะพร้าวจากต่างประเทศ  นับเป็นเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพิ่มผลผลิตมะพร้าวของกรมวิชาการเกษตร

ทั่วทิศถิ่น ส.ป.ก. : ส.ป.ก.เดินหน้าขับเคลื่อนMega Farm นำร่องพื้นที่คทช.‘สุราษฎร์ฯ-โคราช’1,993ไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/423263

ทั่วทิศถิ่น ส.ป.ก. : ส.ป.ก.เดินหน้าขับเคลื่อนMega Farm  นำร่องพื้นที่คทช.‘สุราษฎร์ฯ-โคราช’1,993ไร่

ทั่วทิศถิ่น ส.ป.ก. : ส.ป.ก.เดินหน้าขับเคลื่อนMega Farm นำร่องพื้นที่คทช.‘สุราษฎร์ฯ-โคราช’1,993ไร่

วันจันทร์ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินนโยบายโครงการบริหารจัดการวิสาหกิจแปลงใหญ่หรือ Mega Farm Enterprise ซึ่งเป็นการปรับรูปแบบการผลิตทางการเกษตรจากเดิมที่เกษตรกรผลิตตามความคุ้นชินเปลี่ยนเป็นการผลิตที่มีการวางแผนการผลิตเพื่อสนองต่อความต้องการของตลาดและผู้บริโภค เปลี่ยนจากการผลิตที่ต่างคนต่างผลิตเป็นการผลิตแบบกลุ่มมีการรวมตัวกันในรูปสหกรณ์สร้างอำนาจต่อรองในการซื้อปัจจัยการผลิตและการตลาด รวมทั้งเปิดโอกาสให้กลุ่มเกษตรกร ภาครัฐและภาคเอกชนร่วมกันคิด วางแผน ทำการผลิตจนถึงจำหน่ายผลผลิตสู่ตลาดซึ่งสร้างความมั่นใจให้แก่กลุ่มเกษตรกรในเรื่องผลผลิต ตลาดและราคา ทำให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการมีรายได้เพิ่มขึ้นและมีความมั่นคงในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก) ได้ขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว สนองนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำร่องใน 2 พื้นที่โครงการจัดที่ดินทำกินชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) ในเขตปฏิรูปที่ดิน เนื่อที่รวม 1,993 ไร่ โดยมุ่งหวังที่จะลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสและเพิ่มพูนรายได้เกษตรกร เพื่อยกระดับระบบเกษตรกรรมไทยให้ก้าวทันต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจจุบันและสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้

 

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก. เปิดเผยว่า โครงการบริหารจัดการวิสาหกิจแปลงใหญ่ หรือ Mega Farm Enterprise เป็นโครงการที่เชื่อมโยงนโยบายการจัดทำแผนการผลิตภาคการเกษตร (Agricultural Production Plan) ภายใต้แนวทาง “การตลาดนำการผลิต” และ “โครงการเกษตรแปลงใหญ่” (Mega Farm) เข้าด้วยกัน เพื่อพัฒนาระบบเกษตรกรรมของประเทศไทยตั้งแต่เริ่มต้นการผลิตจนกระทั่งมีผลผลิตจำหน่ายออกสู่ตลาดให้มีศักยภาพก้าวทันต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจจุบันและสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิตขณะเดียวกันผลผลิตที่ได้มีคุณภาพได้มาตรฐานและมีผลผลิตต่อพื้นที่มากขึ้น และเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยเป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนให้มีส่วนร่วมกับกลุ่มเกษตรกรในการบริหารจัดการเกษตรแปลงใหญ่ให้มีประสิทธิภาพ มีพื้นที่เป้าหมายดำเนินการประกอบด้วย พื้นที่ ส.ป.ก.ที่มอบให้เกษตรกร พื้นที่ตามโครงการจัดที่ดินทำกินแห่งชาติ (คทช.) พื้นที่ซึ่งเกษตรกรได้รวมตัวกันจัดตั้งเป็นสหกรณ์การเกษตรหรือวิสาหกิจชุมชน และพื้นที่ทำการเกษตรแปลงใหญ่อยู่แล้วรวมกันอยู่หลายๆ แปลงในพื้นที่อำเภอเดียวกัน

จากเกณฑ์ดังกล่าวข้างต้น ส.ป.ก. จึงได้คัดเลือกพื้นที่โครงการจัดที่ดินทำกินชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) ในเขตปฏิรูปที่ดินซึ่งเป็นพื้นที่เกษตรกรรมผืนใหญ่และเกษตรกรในพื้นที่รวมตัวกันจัดตั้งเป็นสหกรณ์การเกษตรอยู่แล้วนำเสนอต่อคณะกรรมการอำนวยการโครงการบริหารจัดการวิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ (Mega Farm Enterprise) เพื่อเพิ่มพูนรายได้เกษตรกรเพื่อพิจารณาเข้าร่วมโครงการ โดยมีพื้นที่ ส.ป.ก. เข้าร่วม 2 พื้นที่ คือ 1.โครงการจัดที่ดินทำกินชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) ในเขตปฏิรูปที่ดิน ตำบลไทรทอง อำเภอชัยบุรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี เนื้อที่ประมาณ 972 ไร่ ซึ่ง ส.ป.ก. จัดที่ดินเป็นแปลงที่อยู่อาศัยและแปลงเกษตรกรรมให้เกษตรกรจำนวน 114 ราย เนื้อที่ 726 ไร่ (ที่อยู่อาศัยรายละ 1 ไร่ แปลงเกษตรกรรมรายละ 5 ไร่) และแปลงเกษตรกรรมรวมเนื้อที่ 60 ไร่ และ 2.โครงการจัดที่ดินทำกินชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) ในเขตปฏิรูปที่ดิน บ้านเหนือ ตำบลปากช่อง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ 1,021 ไร่ ซึ่ง ส.ป.ก. โดยจัดที่ดินเป็นแปลงที่อยู่อาศัยและแปลงเกษตรกรรมให้เกษตรกรจำนวน 85 ราย เนื้อที่ 510 ไร่ (ที่อยู่อาศัยรายละ 1 ไร่ แปลงเกษตรกรรมรายละ 5 ไร่ เช่นเดียวกับจังหวัดสุราษฎร์ธานี) และแปลงเกษตรกรรมรวมเนื้อที่ 30 ไร่ ทั้ง 2 พื้นที่นี้ เกษตรกรได้รวมกันจัดตั้งสหกรณ์การเกษตรเพื่อเช่าพื้นที่จาก ส.ป.ก. และดำเนินกิจกรรมต่างๆ ในพื้นที่ โดยพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีจัดตั้งสหกรณ์การเกษตรไทรทอง ส่วนพื้นที่จ.นครราชสีมามีสหกรณ์การเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดินปากช่อง (คทช.) เป็นผู้ดำเนินการ ซึ่ง ส.ป.ก.พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นแก่การประกอบอาชีพเกษตรกรรมและอยู่อาศัยใน 2 พื้นที่ภายใต้ข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ที่ ส.ป.ก. ลงนามไว้กับ 8 หน่วยงาน

 

 

สำหรับในส่วนที่ ส.ป.ก.ดำเนินการมีแผนการส่งเสริมเกษตรกร 3 กิจกรรมหลัก ประกอบด้วย 1.การทำแผนแม่บทชุมชน และแผนพัฒนาอาชีพ โดย ส.ป.ก. จัดเวทีทำแผนแม่บทชุมชนใน 2 พื้นที่เพื่อให้กลุ่มเกษตรกรได้เข้าใจกลุ่มหรือชุมชนของตนเอง รู้ถึงปัญหาและความต้องการ ซึ่งนำไปสู่การร่วมคิดกำหนดอนาคตและกิจกรรมพัฒนาต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาและให้ชุมชนสามารถเดินไปในทิศทางที่ต้องการได้ นอกจากนี้ ส.ป.ก.ร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตรสนับสนุนให้สหกรณ์ใน 2 พื้นที่จัดทำแผนพัฒนาธุรกิจของสหกรณ์เพื่อกำหนดกิจกรรมทางการเกษตรหลักในพื้นที่โครงการ การดำเนินงาน และการตลาด ซึ่งสหกรณ์การเกษตรไทรทอง กำหนดกล้วยหอมทองและผักเป็นธุรกิจหลักของสหกรณ์ ส่วนสหกรณ์การเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดินปากช่อง (คทช.) กำหนดธุรกิจหลักคือ ผักปลอดภัยตามมาตรฐาน GAP และผักอินทรีย์

กิจกรรมที่ 2 การพัฒนาอาชีพ ส.ป.ก.ส่งเสริมให้เกษตรกรทำการเกษตรแบบผสมผสานตามแนวทางการใช้ตลาดนำการผลิต รวมทั้งการผลิตสินค้าเกษตรตามมาตรฐานการผลิต GAP และอินทรีย์ เพื่อผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพตรงกับความต้องการของตลาด และกิจกรรมที่ 3 การเชื่องโยงตลาด ส.ป.ก. ช่วยเชื่อมโยงตลาดให้กับสหกรณ์ตามแนวคิด “การตลาดนำการผลิต” โดยจับคู่ความร่วมมือระหว่างสหกรณ์การเกษตรไทรทอง จำกัด กับสหกรณ์การเกษตรบ้านนาสาร จำกัด จนนำไปสู่การลงนามบันทึกข้อตกลงทำความร่วมมือระหว่าง 2 สหกรณ์ เพื่อผลิตกล้วยหอมทองคุณภาพส่งออกไปญี่ปุ่น โดยมีนายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรฯ เป็นประธานสักขีพยานเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2562

นอกจากนี้ ส.ป.ก. ได้จัดให้กลุ่มเกษตรกรในโครงการจัดที่ดินทำกินชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) ในเขตปฏิรูปที่ดิน บ้านเหนือ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนกับผู้แทนซีพีและผู้แทนสภาอุตสาหกรรมเกี่ยวกับแนวโน้มความต้องการสินค้าเกษตรของตลาดในระดับต่างๆ และความพร้อมของกลุ่มเกษตรกรในการผลิตแบบแปลงใหญ่ เมื่อวันที่ 23เมษายน 2562 ที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน ส.ป.ก. ได้ทำ MOU กับตลาดไทเพื่อเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการจำหน่ายสินค้าเกษตรของสหกรณ์การเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดินอีกด้วย

กษ.จัดทีมเดินสายฟังความเห็นชาวประมง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/423261

x

กษ.จัดทีมเดินสายฟังความเห็นชาวประมง

วันจันทร์ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายดุลยเดช วัชรสินธุ์ ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมนายอรุณชัย พุทธเจริญ รองอธิบดีกรมประมง และนายสายันต์ เอี่ยมรอดผู้ตรวจราชการกรมประมง จัดทีมประมงจังหวัดลงพื้นที่ภาคตะวันออก (ตราด ระยอง และจันทบุรี) เพื่อประชุมรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาฟื้นฟูอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำ การส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ รวมถึงปัญหาในการประกอบอาชีพประมงจากตัวแทนกลุ่มชาวประมงทั้งพื้นบ้านและพาณิชย์ในพื้นที่ประมาณ 200 คน พร้อมชี้แจงการดำเนินการของภาครัฐที่แก้ปัญหาเพื่อช่วยเหลือชาวประมงโดยไม่ปล่อยผ่าน

นายอรุณชัย พุทธเจริญ รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า การประชุมดังกล่าวมีตัวแทนชาวประมงร่วมกันเสนอปัญหาสรุปได้ ดังนี้ ด้านกฎหมายประมง มีการเสนอให้ปรับแก้กฎหมาย พ.ร.ก.ประมง พ.ศ. 2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2560 และขอให้ยกเลิกกฎหมายบางมาตรา เนื่องจากมองว่าการออกกฎหมายที่ผ่านมาไม่มีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ในประเด็นดังกล่าวกระทรวงเกษตรฯออกคำสั่งที่ 452/2561 ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อแก้กฎหมายที่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบอาชีพทำการประมง และมีข้อสรุปในการแก้ไข พ.ร.ก.การประมง 2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติมทั้งสิ้น 18 มาตรา ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนยกร่างตัวบทกฎหมาย ประเด็นขาดแคลนแรงงาน โดยชาวประมงให้ข้อมูลว่าแม้จะอยู่ใกล้เขตชายแดนแต่ก็ยังขาดแคลนแรงงานประมง อีกทั้ง ยังมีความยุ่งยากในขั้นตอนการจ้างแรงงานที่ซับซ้อนและมีค่าใช้จ่ายสูง จึงขอให้ใช้แรงงานกลุ่มที่ถือบัตรสีชมพู (บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย) ต่อไป และให้ใช้มาตรา 83 แห่ง พ.ร.ก. การประมงตลอดทั้งปี ซึ่งประเด็นนี้ได้ชี้แจงต่อชาวประมงว่า เดิมภาครัฐได้ใช้มาตรา 83 แห่ง พ.ร.ก. การประมง พ.ศ. 2558 กรณีเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน แต่ขณะนี้ได้แก้ปัญหาโดยนำเข้าแรงงานต่างด้าวในเรือประมงด้วยวิธี MOU เป็นการปกป้องตัวแรงงานและเจ้าของเรือเพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้ใช้แรงงานผิดกฎหมาย และตัวแรงงานได้รับค่าจ้างตามที่ตกลง โดยกระทรวงแรงงานทำ MOU แล้ว 3 ประเทศ ได้แก่ พม่า กัมพูชา และลาว ส่วนการจัดตั้ง One stop service บริเวณพรมแดนเรื่องแรงงานต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนว่าดำเนินการได้หรือไม่

นอกจากนี้ ยังชี้แจงประเด็นการแจ้งเข้าแจ้งออกเรือประมงและเครื่องมือวีเอ็มเอส (VMS) และเงื่อนไขเอกสารที่ปรับลดลงตามข้อเสนอของชาวประมงแล้ว พร้อมเร่งช่วยเหลือเรื่องการปิดสัญญาณ VMS กรณีเรือไม่ประสงค์ออกไปประมงเพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย ประเด็นเรื่องอวนลากแมงกะพรุน อยู่ในขั้นตอนออกประกาศเพื่อให้ทำประมงได้ตามข้อเสนอ ประเด็นการซื้อเรือคืน ล่าสุดได้จ่ายเงินชดเชยงวดที่หนึ่งเข้าบัญชีชาวประมง 250 รายแล้ว เหลือเพียง 2 ราย ที่ต้องรอคำสั่งแต่งตั้งผู้จัดการมรดก ส่วนประเด็นอื่นชาวประมงยังเสนอให้กำหนดมาตรการบริหารจัดการทรัพยากรประมง พื้นบ้าน พาณิชย์และภาคอุตสาหกรรมต่อเนื่องอย่างเหมาะสม เพื่อมุ่งสู่ความยั่งยืนระดับจังหวัด ซึ่งมอบหมายให้ประมงจังหวัดไปขับเคลื่อนกิจกรรมต่อ โดยใช้กลไกการทำงานของคณะกรรมการประมงประจำจังหวัด และให้ประมงจังหวัดลงพื้นที่สร้างความรับรู้และรับฟังความเห็นของชาวประมงอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำปัญหาข้อเสนอแนะจากชาวประมงพื้นบ้านและพาณิชย์มาพิจารณาหาแนวทางดำเนินการให้เหมาะสมตามบริบทกฎหมายต่อไป

เตือนเกษตรกรรับมือโรคแคงเกอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/423260

x

เตือนเกษตรกรรับมือโรคแคงเกอร์

วันจันทร์ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระยะนี้อากาศร้อนมีฝนตก กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกพืชตระกูลส้ม อาทิ ส้มโอ ส้มเขียวหวาน มะนาว และมะกรูด เตรียมรับมือการระบาดของโรคแคงเกอร์ที่พบได้ในระยะที่พืชแตกใบอ่อน อาการบนใบ เริ่มแรกมีจุดฉ่ำน้ำ ต่อมาขยายใหญ่เป็นจุดแผลนูนฟูขึ้นคล้ายฟองน้ำสีเหลืองอ่อน จากนั้น แผลเปลี่ยนเป็นเนื้อเยื่อแข็งสีน้ำตาลเข้ม ตรงกลางแผลยุบตัว ขอบแผลยกตัวขึ้น บริเวณรอบแผลมีวงสีเหลืองล้อมรอบ พบอาการของโรคได้ทั้งผิวใบด้านหน้าและด้านหลัง เห็นชัดเจนบนผิวใบด้านหลัง แผลเกิดได้ทั้งบนใบและก้านใบ ทำให้ใบเหลืองร่วงก่อนกำหนด อาการบนกิ่ง ลักษณะคล้ายอาการบนใบ แต่ไม่มีวงสีเหลืองล้อมรอบแผล ต่อมาแผลจะแตกแข็งเป็นสีน้ำตาล ขยายรอบกิ่งหรือตามความยาวกิ่ง รูปร่างแผลไม่แน่นอน อาการบนผล ลักษณะคล้ายอาการบนใบ แต่จะเกิดแผลเดี่ยวกลมฝังลึกลงไปในผิว แผลขยายเป็นสะเก็ดใหญ่ มีวงสีเหลืองล้อมรอบ บางครั้งพบผลปริแตกตามรอยแผล หากเกิดโรคระยะผลอ่อนทำให้ผลผลิตไม่ได้คุณภาพ หากรุนแรงผลจะร่วง

เกษตรกรควรหมั่นสำรวจตรวจแปลงปลูกหากพบต้นที่แสดงอาการของโรค ให้ตัดแต่งส่วนที่เป็นโรค เก็บเศษซากพืชที่ร่วงหล่น และกำจัดวัชพืชในแปลงนำไปเผาทำลายทิ้ง จากนั้นพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชกลุ่มสารประกอบทองแดง เช่น สารคอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ 85% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคิวปรัสออกไซด์ 86.2% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 10-15 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคอปเปอร์ไฮดรอกไซด์ 77% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 15-20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นทุก 7-10 วัน 2-3 ครั้ง และควรเลือกใช้กิ่งพันธุ์จากแหล่งปลูกที่ไม่มีการระบาดของโรคนี้ หรือใช้กิ่งพันธุ์ที่ไม่มีร่องรอยการติดเชื้อ หลีกเลี่ยงการนำกิ่งพันธุ์จากต้นที่เป็นโรคไปปลูกใหม่

นอกจากนี้ ในระยะที่พืชตระกูลส้มแตกใบอ่อน ให้เกษตรกรกำจัดหนอนชอนใบที่เป็นพาหนะเชื้อสาเหตุโรค หากพบให้พ่นด้วยปิโตรเลียมสเปรย์ออยล์ 83.9% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารโคลไทอะนิดิน 16% เอสจี อัตรา 5 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอิมิดาโคลพริด 70% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 2 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอิมิดาโคลพริด 10% เอสแอล อัตรา 8 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไทอะมีทอกแซม 25% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 5 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นให้ทั่วทั้งหลังใบและหน้าใบ กรณียังมีการระบาดของหนอนชอนใบให้พ่นซ้ำ และควรทำความสะอาดเครื่องมืออุปกรณ์การเกษตรที่ใช้กับต้นเป็นโรคก่อนนำไปกลับมาใช้ใหม่

ชายคาพระพิรุณ : 1 กรกฎาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/423259

586851

ชายคาพระพิรุณ : 1 กรกฎาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ โดย อธิบดีโอภาส ทองยงค์ มุ่งมั่นพัฒนาสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกรและเกษตรกร ให้มีระบบบริหารจัดการด้านการเงิน การบัญชีที่มีคุณภาพและเชื่อถือได้ ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยมุ่งให้นำ “องค์ความรู้ด้านบัญชี” ไปใช้แก้ไขจุดอ่อนและเสริมจุดแข็งเพื่อให้เอื้อต่อการพัฒนาภาคการเกษตรได้อย่างเหมาะสม สมดุล และเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ตามกรอบแนวคิด 3 พอ พลิกชีวิต : น้ำพอดี ดินพอเหมาะ คนพอเพียง โดยสามารถเชื่อมโยง “ข้อมูลทางบัญชี” ในมิติต่างๆ ไปสู่การบริหารจัดการดินและน้ำในระดับครัวเรือน เพื่อการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน ด้วยการยึดแนวคิด ประหยัด เรียบง่ายและประโยชน์สูงสุด อธิบดีโอภาส เน้นย้ำว่า การดำเนินการตามกรอบแนวคิด 3 พอ พลิกชีวิต : น้ำพอดี ดินพอเหมาะ คนพอเพียง ให้บรรลุตามเป้าหมายสร้างวิถีสู่ความพอเพียงที่มุ่งหวังไว้ ล้วนมีปัจจัยความสำเร็จที่ได้จากการทำบัญชีและการบันทึกข้อมูลทั้งสิ้น หากทุกฝ่ายเข้าใจกรอบแนวคิด คุณลักษณะ คำนิยามของเศรษฐกิจพอเพียงอย่างแจ่มชัดแล้ว ก็จะง่ายขึ้นในการนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ และจะนำไปสู่ผลที่คาดว่าจะได้รับ คือ การพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ความรู้และเทคโนโลยี

ปัจจุบันผู้บริโภคทั่วโลกให้ความสนใจกับการบริโภคอาหารที่สด สะอาด ปลอดภัย ไร้สารตกค้างกันมากขึ้น ดังนั้น ประเทศไทย ประเทศผู้เป็นหนึ่งฐานการผลิตสินค้า วัตถุดิบสำหรับทำอาหาร ซึ่งเปรียบเสมือนครัวโลก จึงต้องหันมาใส่ใจและให้ความสำคัญกับเรื่องการผลิตอาหารปลอดภัยเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคด้วยเช่นกัน สำหรับในส่วนของกรมประมง นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง ได้ให้นโยบายและวางแนวทางปฏิบัติเพื่อติดอาวุธทางปัญญาเสริมความรู้ผลิตอาหารปลอดภัยใส่ใจสิ่งแวดล้อมให้เกษตรกรทั่วประเทศ เผยแพร่ความรู้แก่เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและผู้ประกอบการตลอดสายการผลิต ให้ทราบถึงแนวทางวิธีการในการผลิตสัตว์น้ำให้ปลอดภัยต่อการบริโภค ซึ่งที่ผ่านมากรมประมง ได้มีการลงพื้นที่ทั่วประเทศ ให้ความรู้เกี่ยวกับสถานการณ์การเกิดโรคในสัตว์น้ำ เพื่อให้รู้ทัน รู้จักและเข้าใจโรคแต่ละชนิดมากขึ้น รวมถึงการประเมินการวิเคราะห์ความเสี่ยงของการเกิดโรค การเฝ้าระวังโรคในฟาร์ม การตรวจติดตามการเกิดโรค รวมทั้งหลักการจัดการความปลอดภัยทางชีวภาพลดปัญหาการเกิดโรคระบาด และการใช้ยาที่ไม่สมเหตุสมผล รวมถึงการสร้างความตระหนักรู้ในเรื่องของการใช้ประโยชน์ทรัพยากรน้ำร่วมกันอย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเรื่องต่างๆ เหล่านี้ เป็นทิศทางและกระแสการผลิตสัตว์น้ำของโลกด้วย

นอกจากนี้ เมื่อช่วงปลายเดือนพฤษภาคม – ต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ยังได้ร่วมกับเครือข่ายผู้เลี้ยงกุ้งไทย จัดงานสัมมนา “ชูกุ้งไทยสู่ความยั่งยืน ยกมาตรฐานกุ้งไทย สด สะอาด รสชาติดี ปลอดสารพิษ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” ในพื้นที่ทางภาคตะวันออกและภาคใต้ รวม 11 จังหวัด ได้แก่ จันทบุรี นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ปัตตานี สตูล ตรัง กระบี่ พังงา และระนอง โดยมีเกษตรกรจากชมรมผู้เลี้ยงกุ้ง 16 ชมรม รวมแล้วกว่า 900 คน ให้ความสนใจเข้าร่วมฟังการสัมมนากันมาก ทั้งนี้ ภายในงานสัมมนามีการบรรยายและให้ความรู้เกี่ยวกับการสร้างความเข้าใจในการใช้ยาและเคมีภัณฑ์ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ รวมทั้ง เรื่องของกระบวนการจัดการน้ำที่ใช้เลี้ยงสัตว์น้ำก่อนที่จะทิ้ง เพื่อไม่ให้เป็นการทำลายสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ในงานสัมมนาดังกล่าว ผู้เข้าร่วมงานยังได้แสดงเจตจำนงร่วมกันในเรื่องของความตั้งใจที่จะลดการใช้ยาต้านจุลชีพที่ไม่สมเหตุสมผลทำให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยา สารตกค้างในกุ้ง และเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบต่ออุตสาหกรรมกุ้งไทยที่ทั้งระบบ

ดังนั้น การจัดงานดังกล่าว ถือเป็นการช่วยส่งเสริมให้อุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้งไทยเกิดความยั่งยืน และยังเกิดภาพลักษณ์ที่ดีต่อประเทศไทยด้วย และจากการติดตามผลหลังจากที่เกษตรกรได้รับความรู้ไปนั้น พบว่าเกษตรกรมีความสนใจกระตือรือร้น ตอบรับนโยบายและมุ่งมั่นที่จะผลิตสัตว์น้ำให้มีความสด สะอาด ไร้สารตกค้าง เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคกันมากข้น จะเห็นว่าแนวทางการดำเนินการที่ผ่านมาถือเป็นการทำงานเชิงรุก เพราะเจ้าหน้าที่กรมได้ลงพื้นที่ชนิดที่เรียกว่าเคาะประตูกันถึงบ้านจัดการส่งเสริมความรู้กันถึงที่เลยทีเดียว ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำให้เป็นเกษตรกรอัจฉริยะ (Smart Farmer) ในการผลิตสินค้าสัตว์น้ำให้มีคุณภาพได้มาตรฐานสากลมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ถือเป็นการสร้างจุดแข็งของไทยในการช่วยเพิ่มขีดความแข่งขันในการส่งออกสินค้าสัตว์น้ำของประเทศไทยกับประเทศคู่ค้าได้อย่างมาก

กรมส่งเสริมการเกษตร เตรียมจัดประชุมวิชาการข้าวโพดและข้าวฟ่าง ครั้งที่ 39 ระหว่างวันที่ 27-29 สิงหาคม 2562 นี้ ขอเชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วมประชุมและส่งผลงานการศึกษาวิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่าง ภายในวันที่ 15 กรกฎาคม 2562 ทั้งนี้ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่https://corn-sorghum39.doae.go.th สำนักส่งเสริมและจัดการสินค้าเกษตร 0-2940-6124 E-mail : cornandsorghum39@gmail.com

‘กฤษฎา’แสดงความยินดีผู้อำนวยการใหญ่FAOคนใหม่ หนุน5ธันวาคมของทุกปีเป็นวันดินโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/423244

'กฤษฎา'แสดงความยินดีผู้อำนวยการใหญ่FAOคนใหม่ หนุน5ธันวาคมของทุกปีเป็นวันดินโลก

‘กฤษฎา’แสดงความยินดีผู้อำนวยการใหญ่FAOคนใหม่ หนุน5ธันวาคมของทุกปีเป็นวันดินโลก

วันอาทิตย์ ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 15.18 น.

รมว.เกษตรฯ แสดงความยินดีกับผู้อำนวยการใหญ่ FAOคนใหม่ ปลื้มเวทีโลกพร้อมหนุน วันที่ 5 ธันวาคมของทุกปีเป็นวันดินโลก ร่วมผลักดันจัดตั้งและมอบรางวัล “คิงภูมิพลวันดินโลก “

30 มิถุนายน 2562 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังได้เข้าร่วมลงคะแนนเลือกตั้งผู้อำนวยการใหญ่ ขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO Director General) ในระหว่างการประชุมสมัชชาใหญ่ FAO Conference ระหว่างวันที่ 22-28 ก.ค.62 ณ สำนักงานใหญ่ FAO กรุงโรม ประเทศอิตาลี โดยมีประเทศสมาชิก 191 ประเทศ จากทั้งหมด 194 ประเทศ เข้าร่วมการเลือกตั้งผู้อำนวยการใหญ่ในครั้งนี้

ซึ่งภายหลังปิดหีบการเลือกตั้ง ผลปรากฎว่านายฉู ดองหยู (Qu Dongyu) ผู้สมัครของจีน ได้รับชัยชนะการเลือกตั้งในที่ประชุมสมัชชาใหญ่ของ FAO โดยได้รับคะแนนเสียงสนับสนุนด้วยเสียงข้างมาก 108 คะแนน จาก 191 ประเทศที่เข้าร่วมประชุม โดยผู้สมัครจากฝรั่งเศส ได้ 71 คะแนน และจอร์เจีย ได้ 12 คะแนน และงดออกเสียง 1 ประเทศ

นายกฤษฎา ได้กล่าวแสดงความยินดีกับ นายฉู ดองหยู ผู้อำนวยการใหญ่เอฟเอโอคนใหม่ (Director General Elect) ในนามกลุ่มประเทศเอเชีย (Asia Group) ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยทำหน้าที่ประธานกลุ่มเอเชียที่ FAO พร้อมกับได้เข้าพบหารือ และขอบคุณ นายโฮเซ กราเซียโน ดาซิลวา ผู้อำนวยการใหญ่เอฟเอโอคนปัจจุบัน ชาวบราซิล ซึ่งได้ดำรงตำแหน่งมานานกว่า 8 ปี (2 สมัย) ที่ผ่านมา นายกราเซียโน ดาซิลวา ได้สนับสนุนผลักดันโครงการและแผนงานของประเทศไทย เช่น สนับสนุนการประกาศกำหนดให้ทุกวันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันดินโลก (World Soil Day) ร่วมผลักดันให้มีการจัดตั้งและมอบรางวัลคิงภูมิพลวันดินโลก (King Bhumibol World Soil Day Award) ทั้งนี้ ได้ขอบคุณ FAO ที่สนับสนุนและมีความร่วมมือทางวิชาการกับไทย ในการแก้ไขปัญหาการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (IUU) ด้วย

ในการประชุมครั้งนี้ รมว.เกษตรฯ จะได้ขึ้นกล่าวถ้อยแถลงสถานการณ์อาหารและการเกษตรของไทย (State of Food and Agriculture) ต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่ของ FAO ต่อไป

รมว.เกษตรฯขึ้นเวทีโลกยกศาสตร์พระราชาในหลวงร.9-ร.10 พัฒนาการเกษตรยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/423240

รมว.เกษตรฯขึ้นเวทีโลกยกศาสตร์พระราชาในหลวงร.9-ร.10 พัฒนาการเกษตรยั่งยืน

รมว.เกษตรฯขึ้นเวทีโลกยกศาสตร์พระราชาในหลวงร.9-ร.10 พัฒนาการเกษตรยั่งยืน

วันอาทิตย์ ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 15.11 น.

“รมว.เกษตร ขึ้นเวทีโลกยกศาสตร์พระราชาในหลวงร.9 – ร.10 พัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน เพิ่มความมั่นคงอาหาร การพัฒนาชนบท และขจัดปัญหาความยากจนอย่างเต็มที่”

30 มิถุนายน 2562 นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลัง ร่วมประชุมองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือเอฟเอโอ ว่ารัฐบาลไทย ได้น้อมนำศาสตร์พระราชาของในหลวง รัชกาลที่ 9 และพระราโชบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ์ รัชกาลที่ 10 โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินโครงการต่างๆ จนประสบความสำเร็จ เพื่อเพิ่มความมั่นคงอาหาร การพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน การพัฒนาชนบท และขจัดปัญหาความยากจนอย่างเต็มที่

รมว. เกษตรฯ กล่าวในเวทีการประชุมที่ให้ความสำคัญถึงปัญหาการอพยพย้ายถิ่นฐาน ว่ามีสาเหตุมาจากปัญหาทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และสภาพแวดล้อม ในอดีตเมื่อ 30 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเคยเผชิญปัญหาผู้อพยพจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง และสงครามอินโดจีน ในเวลานั้น ประเทศไทยต้องดูแลเลี้ยงดูคนอพยพจำนวนนับแสนคน แต่ประเทศไทยก็ได้รับความช่วยเหลือจากองค์การข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) รวมถึงมิตรประเทศต่างๆ ที่เข้ามาช่วยเหลือนำผู้ลี้ภัยเหล่านั้นไปตั้งถิ่นฐานในประเทศที่ 3

ในปัจจุบัน ปัญหาการอพยพย้ายถิ่นฐานมีสาเหตุจากปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านที่อพยพเข้ามาหางานทำ เพื่อต้องการทำให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นทั้งแรงงานภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการ โดยรัฐบาลไทยได้ดูแลคนเหล่านั้นตามหลักมนุษยธรรม โดยได้แก้ไขปัญหาผู้อพยพ โดยมีการขึ้นทะเบียนและอนุญาตให้แรงงานต่างด้าวสามารถประกอบอาชีพในประเทศไทยได้อย่างถูกต้อง เพื่อแก้ไขปัญหาการหลบหนีเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย

ตั้งแต่ปี 2015 ไทยมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างที่สำคัญ เพื่อแก้ไขปัญหาการประมงที่ผิดกฎหมาย ไร้การรายงาน และไร้การควบคุม (IUU) และปัญหาแรงงานในอุตสาหกรรมประมง ทั้งนี้จากนโยบายด้านแรงงาน ประเทศไทยยังมีการผ่อนปรนให้สิทธิในการมีถิ่นที่อยู่ถาวรแก่บุคคลต่างด้าวที่อาศัยในประเทศไทยไม่น้อยกว่า 30 ปี และประสงค์ที่จะทำงานในประเทศไทย รวมทั้งบุตรหลานที่เกิดในประเทศไทยให้ได้รับสิทธิการถือสัญชาติไทย สิทธิ์ในการศึกษา และการรักษาพยาบาล เช่นเดียวกับประชาชนไทย ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวนั้น องค์กรสหประชาชาติ และ NGOs ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวร่วมกับรัฐบาลไทย

รมว.เกษตรฯ กล่าวอีกว่า รัฐบาลไทยได้ให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาการประมงที่ผิดกฎหมาย ไร้การรายงาน และไร้การควบคุม (IUU) ซึ่งไทยขอขอบคุณ FAO สหภาพยุโรป และ ILO ที่ให้ความช่วยเหลือทางวิชาการในการแก้ไขปัญหา IUU และปัญหาแรงงานทาสในอุตสาหกรรมประมง และร่วมกับสมัชชาความร่วมมือทรัพยากรดินโลก และ FAO เพื่อขับเคลื่อนงานด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งดินและน้ำ ในการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อสร้างความมั่นคงอาหารและการพัฒนาเกษตรอย่างยั่งยืน รัฐบาลไทย ขอยืยันว่าจะขับเคลื่อนวาระทรัพยากรดิน ให้มีการจัดตั้งเป็นองค์กรถาวรภายใต้ธรรมนูญของ FAO รวมทั้งการพัฒนาชนบท และเกษตรกรรม จะนำมาซึ่งการสร้างงาน สร้างโอกาส สร้างอาชีพ ให้แก่เกษตรกร ให้คนรุ่นหนุ่มสาว และผู้หญิงในชนบท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การพัฒนาชนบทและการแก้ไขปัญหาการอพยพย้ายถิ่นฐานของไทย

แห่ปลูกข้าว‘กข43’ ชาวนาภาคกลางเดินหน้า ราคาประกันตันละ12,500บ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/423167

แห่ปลูกข้าว‘กข43’  ชาวนาภาคกลางเดินหน้า  ราคาประกันตันละ12,500บ.

แห่ปลูกข้าว‘กข43’ ชาวนาภาคกลางเดินหน้า ราคาประกันตันละ12,500บ.

วันอาทิตย์ ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

แห่ปลูกข้าว‘กข43’

ชาวนาภาคกลางเดินหน้า

ราคาประกันตันละ12,500บ.

ตลาดสดใส-คนไทยนิยม

ชาวนาภาคกลาง แห่ปลูกข้าว กข 43 พบราคาพุ่งโรงสีรับซื้อราคาประกันตันละ 12,500 บาท อธิบดีกรมการข้าว ชี้ ตลาดเปิดกว้างคนไทยรักสุขภาพนิยมบริโภคข้าวดัชนีน้ำตาลต่ำ ถึงปานกลาง

เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน นายประสงค์ ประไพตระกูล อธิบดีกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ข้าวพันธุ์ กข43 เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ของนาแปลงใหญ่ หรือ โครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ภายใต้แผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร ที่มุ่งเน้นให้เกษตรกรได้รวมกลุ่มกันผลิต และยกระดับให้เป็นสินค้าตลาดเฉพาะของกลุ่มคนรักสุขภาพ การผลิตข้าวเพื่อสุขภาพ กข43 ให้มีคุณภาพ ต้องมีการควบคุมการผลิตตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่กระบวนการเพาะปลูกจนกระทั่งแปรรูป กรมการข้าวจึงรับสมัครและคัดเลือกเกษตรกรเข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่ เพื่อผลิตข้าวตามมาตรฐาน GAP และสีแปรเป็นข้าวสารโดยโรงสีข้าวที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน GMP เท่านั้น จึงจะได้ข้าวสารที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน Q เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพของสินค้า นาแปลงใหญ่เดิมบาง อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี เป็นหนึ่งกลุ่มเกษตรกร ที่สามารถผลิตข้าว กข43 ได้ตามมาตรฐาน GAP ปลอดภัย ไร้สารตกค้าง

“ข้าว กข43 เป็นข้าวพันธุ์ใหม่ที่น่าสนใจ ได้รับการตอบรับที่ดีจากเกษตรกรในการทดลองปลูกในปี 2561 ที่ผ่านมา ปัจจุบันจะพบแหล่งปลูกข้าวพันธุ์ กข43 อยู่ในพื้นที่จังหวัดชัยนาท พระนครศรีอยุธยา และสุพรรณบุรีเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากข้าว กข43 ควรปลูกในพื้นที่นาชลประทาน พื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน หรือพื้นที่ที่เกษตรกรมีเวลาทำนาน้อยกว่าพื้นที่ปลูกข้าวอื่นๆ รวมไปถึงในพื้นที่ที่มีปัญหาวัชพืชระบาดในนาข้าวก็เหมาะจะปลูกข้าว กข43 ด้วยเช่นกัน เพราะข้าว กข43 มีอายุสั้นเพียง 95 วัน ทนทานต่อโรคใบไหม้และเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เป็นข้าวเจ้าที่ผสมระหว่างข้าวสุพรรณบุรี กับสุพรรณบุรี 1 มีการรับรองพันธุ์ มีการปลูกกันมากที่จังหวัดสุพรรณบุรี คุณสมบัติพิเศษคือ ปริมาณดัชนีน้ำตาลต่ำ ถึงปานกลาง”อธิบดีกรมการข้าว กล่าว

นายประสงค์ กล่าวว่า จะเห็นว่าคนไทย ห่วงใยและใส่ใจสุขภาพกันมากยิ่งขึ้น นอกจากจะให้ความสำคัญกับเรื่องของการ ออกกำลังกายแล้ว เรื่องของการเลือกรับประทานข้าว ก็เป็นส่วนสำคัญ เนื่องจากข้าวเป็นอาหารหลักที่เราต้องรับประทานอยู่เป็นประจำ ซึ่งข้าว กข43 ในข้าวขัดขาวนั้น มีค่าดัชนีน้ำตาลอยู่ที่ 57.5 ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่ต่ำ ถึงปานกลาง และนอกจากคุณค่าทางโภชนาการที่เป็นที่ถูกอกถูกใจคนรักสุขภาพแล้ว ข้าว กข43 เมื่อหุงสุกแล้วยังเป็นข้าวที่ให้ความนุ่ม เหนียว มีกลิ่นหอมอ่อนๆ คล้ายกับข้าวหอมมะลิอีกด้วย

ปัจจุบันเกษตรกรมีการพัฒนาด้านการตลาดอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากว่าโรงสีข้าวเอกชนมีการประกันราคาข้าว กข43 อยู่ที่ 12,500 บาทต่อตัน ต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 3,200-3,500 บาทต่อไร่ อายุการเก็บเกี่ยวสั้นลง ต่างจากข้าวหอมปทุมหรือปทุมธานี 1 ซึ่งมีราคาการรับซื้ออยู่ที่ 8,000-9,000 บาท/ตัน ต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 3,000-4,000 บาทต่อไร่ อายุการเก็บเกี่ยวนานกว่าข้าว กข43

นอกจากนี้ เกษตรกรยังมีการพัฒนาตลาดข้าว กข43 โดยการรวมกลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์เป็นข้าวสารอัดสุญญากาศในรูปแบบหลากหลาย ทั้งในแบบ 1 กิโลกรัม 50 บาท 5 กิโลกรัม 200 บาท 15 กิโลกรัม 600 บาท และแบบกระสอบใหญ่ 2,000 บาท จำหน่ายในชุมชน งานจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าทางการเกษตร และผู้บริโภคที่มีการสั่งซื้อล่วงหน้า สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรไม่น้อยกว่า 20,000–30,000 บาท ส่งผลให้เกษตรกรหันมาปลูกข้าว กข43 และมีแนวโน้มหันมาปลูกกันมากยิ่งขึ้น

นักวิชาการถามสร้าง’เขื่อนคลองสังข์’เพื่ออะไร? เหตุ’ยาง-ปาล์ม’ใช้น้ำน้อยกว่าปลูกข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/423096

นักวิชาการถามสร้าง'เขื่อนคลองสังข์'เพื่ออะไร? เหตุ'ยาง-ปาล์ม'ใช้น้ำน้อยกว่าปลูกข้าว

นักวิชาการถามสร้าง’เขื่อนคลองสังข์’เพื่ออะไร? เหตุ’ยาง-ปาล์ม’ใช้น้ำน้อยกว่าปลูกข้าว

วันเสาร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 16.17 น.

29 มิถุนายน นายไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ อาจารย์สาขาวิชาการพัฒนาชุมชน ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว กล่าวถึงโครงการก่อสร้างเขื่อนคลองสังข์ จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งภาครัฐอ้างว่าต้องมีระบบชลประทาน โดยตั้งคำถามว่าสวนยางพารา-สวนปาล์ม ไม่ต้องใช้น้ำมาก แล้วจะสร้างเขื่อนไปเพื่ออะไร ดังนี้

“คนใต้รู้มานานแล้วว่า การปลูกยางและปาล์ม ไม่ต้องมีระบบชลประทาน อาศัยน้ำฝนอย่างเดียวเท่านั้น ใครสร้างเขื่อนสร้างอ่างเก็บน้ำไปรดสวนยางกับสวนปาล์ม ถ้าไม่บ้าก็เพี้ยน แต่เขื่อนคลองสังข์อ้างเหตุผลหลักว่าจะนำน้ำไปใช้ในการทปลูกข้าว ปลูกยางพารา และปาล์มน้ำมัน ขณะที่ในปัจจุบันพื้นที่ท้ายเขื่อนไม่มีการทำนาแล้ว มีแต่สวนยางกับสวนปาล์ม อยากรู้เหมือนกัน สถาบันไหน อาจารย์คนไหน สอนวิศวกรชลประทานที่วางโครงการเขื่อนแห่งนี้”

ทั้งนี้โครงการก่อสร้างเขื่อนคลองสังข์ อยู่ในพื้นที่ อ.คลองใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ภาครัฐโดยกรมชลประทานจะใช้ทีดิน สปก. ที่ประชาชนเคยได้รับสิทธิ์ให้ใช้ประโยชน์มาตั้งแต่ปี 2532 ซึ่งสมัยนั้นยังมีการทำนา แต่ในปัจจุบันผู้คนได้ปรับเปลี่ยนไปทำสวนยางพาราและปาล์มน้ำมันที่ไม่ได้ใช้น้ำมากเหมือนการปลูกข้าว จึงเกิดคำถามขึ้นว่าเป็นโครงการที่คุ้มค่าหรือไม่โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับการบังคับให้ชาวบ้านแถบนั้นต้องเสียสละสิทธิที่ดินทำกิน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง : https://www.naewna.com/local/420888 (สร้าง’เขื่อนคลองสังข์’ไม่คุ้มค่า! ชี้ยุคสมัยเปลี่ยน-คนเลิกทำนาแล้ว : 19 มิ.ย.2562)