รองอธิบดีพด.พบปะเกษตรกรชาวนครศรีฯ พร้อมมอบบัตรดินดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/423074

รองอธิบดีพด.พบปะเกษตรกรชาวนครศรีฯ พร้อมมอบบัตรดินดี

รองอธิบดีพด.พบปะเกษตรกรชาวนครศรีฯ พร้อมมอบบัตรดินดี

วันเสาร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 14.50 น.

นายถวิล มั่งนุ้ย รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินด้านปฎิบัติการ พร้อมด้วยนายจำเริญ นาคคง ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินนครศรีธรรมราช และเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิชาการ ลงพื้นที่พบปะเยี่ยมเยือนเกษตรกร กลุ่มเกษตรอินทรีย์บ้านนาลึก ม.6 ต.บางจาก อ.เมือง และ กลุ่มเกษตรกรปลูกส้มโอทับทิมสยาม ม.15 ต.คลองน้อย อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช พร้อมมอบบัตรดินดี (ID Din Dee)ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อให้เกษตรกรรู้จักดินของตนเองและได้รับการจัดการดินอย่างต่อเนื่อง ผ่านระบบข้อมูลบัตรดินดี สามารถสืบค้นสาระข้อมูลเกี่ยวกับดินได้จากคลังข้อมูลดิน และร่วมเครือข่ายเกษตรกรผู้มีบัตรดินดีผ่านทางเฟสบุ๊คของสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัด

รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า สำหรับบัตรดินดี คือ บัตรประจำตัวดินของแปลงเกษตรกรที่กรมพัฒนาที่ดินมอบให้แก่เกษตรกรเฉพาะรายที่ได้รับการตรวจสุขภาพดิน และให้คำแนะนำการจัดการดินจากเจ้าหน้าที่แล้ว ซึ่งเกษตรกรที่ได้รับบัตรจะสามารถนำคำแนะนำเกี่ยวกับการจัดการดินจากเจ้าหน้าที่ที่ดูแลอย่างต่อเนื่องไปใช้ในการพัฒนาที่ดินของตนเองได้อย่างเหมาะสม รวดเร็วทันต่อฤดูกาลเพาะปลูก ส่งผลให้ดินดีและอุดมสมบูรณ์ขึ้นต่อไป นอกจากนี้ เกษตรกรยังสามารถสืบค้นสาระความรู้เกี่ยวกับดินในคลังข้อมูลดิน และร่วมเครือข่ายเกษตรกรผู้มีบัตรดินดีผ่านทาง Facebook สถานีพัฒนาที่ดินทั่วประเทศ

โครงการนี้ จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และเพื่อให้เกษตรกรได้รู้จักและเข้าใจดินของตนเอง รวมทั้งสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ด้านการจัดการดินผ่านการใช้บัตร หากเกษตรท่านใดมีความสนใจที่จะเข้าร่วมโครงการ สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ประจำสำนักงานพัฒนาที่ดินเขตทั้ง 12 แห่ง หรือสถานีพัฒนาที่ดินประจำจังหวัดทั่วประเทศ หมอดินอาสา หรือโทรสอบถามไปที่ Call Center 1760 หรือผ่านทางเว็บไซต์กรมพัฒนาที่ดิน

สทนช.เผยเกิดภาวะฝนทิ้งช่วง14จว. หวั่นพื้นที่เกษตรเสียหายถึงกลาง ก.ค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/422889

สทนช.เผยเกิดภาวะฝนทิ้งช่วง14จว. หวั่นพื้นที่เกษตรเสียหายถึงกลาง ก.ค.

สทนช.เผยเกิดภาวะฝนทิ้งช่วง14จว. หวั่นพื้นที่เกษตรเสียหายถึงกลาง ก.ค.

วันศุกร์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 15.55 น.

“สทนช.ชี้พื้นที่นอกเขตชลประทานเกิดภาวะฝนทิ้งช่วง 14 จว.ฝนตกน้อยกว่า 10 มม. เร่งเตือนเกษตรกร หวั่นพื้นที่เกษตรเสียหายฝนทิ้งช่วงถึงกลางก.ค. “

28 มิถุนายน นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า จากการติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำ พบว่า แม้ว่าขณะนี้ประเทศไทยเริ่มมีฝนเพิ่มขึ้น แต่จากการวิเคราะห์ติดตามสถานการณ์ฝนสะสม 10 วัน ที่ผ่านมา มีพื้นที่ปริมาณฝนสะสมน้อยกว่า 10 มิลลิเมตร (มม.) เป็นพื้นที่นอกเขตชลประทาน และไม่มีแหล่งน้ำต้นทุนสำรอง ที่อาจจะมีความเสี่ยงที่จะขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค และพื้นที่เกษตรอาจได้รับความเสียหายได้ จำนวน 14 จังหวัด 36 อำเภอ อาทิ จ. เชียงใหม่ สุพรรณบุรี นครราชสีมา ชลบุรี โดยมีถึง 3 อำเภอ ใน 3 จังหวัดไม่มีฝนตกเลยติดต่อกัน 10 วัน ได้แก่ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย อ.สีชัง จ.ชลบุรี และอ.คลองใหญ่ จ.ตราด ขณะเดียวกัน สทนช.ยังได้ได้วิเคราะห์พื้นที่ปริมาณฝนสะสมน้อยกว่า 50 มม.โดยกำหนดเป็นพื้นที่เฝ้าระวังนอกเขตชลประทาน จำนวน 46 จังหวัด 169 อำเภอ อาทิ จ. เชียงใหม่ ขอนแก่น นครศรีธรรมราช ชลบุรี เป็นต้น

ทั้งนี้สทนช. ได้จัดส่งข้อมูให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว พร้อมแจ้งเตือนเกษตรกร ให้ความช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ และกรมฝนหลวงและการบินเกษตร วางแผนการบินปฏิบัติการฝนหลวงเติมน้ำในอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำใช้การน้อยกว่า 30% แบ่งเป็น อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่จำนวน 22 แห่ง และอ่างขนาดกลางจำนวน 172 แห่ง เพื่อเติมน้ำในอ่างฯ และกักเก็บปริมาณน้ำให้ได้มากที่สุด รวมทั้งแผนการบริหารจัดการน้ำในอ่างฯ โดยระบายน้ำด้วยความระมัดระวังและต้องเร่งกักเก็บน้ำให้มากขึ้น จากสภาพอากาศแนวโน้มจะมีฝนตกมากในพื้นที่ภาคตะวันตก ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ ขณะที่พื้นที่ตอนกลางของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือตอนล่างจะมีฝนน้อย โดยปริมาณฝนรวมบริเวณประเทศไทยจะต่ำกว่าค่าปกติ โดยเฉพาะบริเวณภาคกลาง มักเกิดสภาวะฝนทิ้งช่วง ปริมาณและการกระจายของฝนจะลดลงอย่างมาก อาจก่อให้เกิดการขาดแคลนน้ำด้านการเกษตรในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่แล้งซ้ำซากนอกเขตชลประทาน ดังนั้นได้กำหนดมาตรการในการเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำในช่วงฝนทิ้งช่วงถึงกลางเดือนก.ค. ที่จะส่งผลกระทบต่อพื้นที่การเกษตร รวมทั้งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำ แหล่งน้ำ พื้นที่แก้มลิงต่างๆ ให้เป็นไปตามแผนและกักเก็บน้ำให้มากที่สุดสอดคล้องกับปริมาณน้ำในอ่างฯ ที่จะไม่กระทบกับพื้นที่ท้ายน้ำ

อย่างไรก็ตาม ในช่วงฤดูฝนนี้ ยังคงติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาตรน้ำมากกว่า 80% ของปริมาณน้ำใช้การด้วย เนื่องจากในช่วงเดือนส.ค.-ก.ย.ประเทศไทยจะกลับมามีฝนตกชุกหนาแน่นและต่อเนื่อง ที่ก่อให้เกิดสภาวะน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก รวมทั้งน้ำล้นตลิ่งในหลายพื้นที่ได้ โดยขณะนี้อ่างขนาดใหญ่ยังสามารถรองรับปริมาณน้ำฝนได้อีกมาก มีเพียงอ่างเก็บน้ำขนาดกลางที่มีปริมาณน้ำเกินกว่า 80% ของความจุ จำนวน 8 อ่าง แยกเป็น ภาคเหนือ 2 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3 แห่ง ภาคตะวันอออก 2 แห่ง และภาคใต้ 1 แห่ง รวมถึง สทนช.ยังอำนวยการ กำกับ ติดตาม ให้ทุกหน่วยงาน เตรียมความพร้อมรับมือในช่วงฤดูฝนนี้อย่างต่อเนื่อง

CIBA มธบ. เสนอรัฐบาลใหม่ จัดหนักสิทธิประโยชน์ภาษีหนุนภาคธุรกิจอุตสาหกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/422867

CIBA มธบ. เสนอรัฐบาลใหม่ จัดหนักสิทธิประโยชน์ภาษีหนุนภาคธุรกิจอุตสาหกรรม

CIBA มธบ. เสนอรัฐบาลใหม่ จัดหนักสิทธิประโยชน์ภาษีหนุนภาคธุรกิจอุตสาหกรรม

วันศุกร์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 14.16 น.

CIBA มธบ. เสนอรัฐบาลใหม่จัดหนักสิทธิประโยชน์ด้านภาษีหนุนภาคธุรกิจอุตสาหกรรมร่วมมือกับมหาวิทยาลัยรัฐและเอกชนวิจัยพัฒนาหลากหลายนวัตกรรมใหม่ออกสู่ตลาด คาดภาคธุรกิจแห่ตอบรับหากมีแรงจูงใจมากพอ แต่กลไกการสร้างแรงจูงใจต้องพิจารณาให้ทั้ง ม.รัฐและเอกชน 

ดร.พัทธนันท์ เพชรเชิดชู  รองอธิการบดีสายภาคีสัมพันธ์ และผู้บริหารวิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี ( College of Innovative Business and Accountancy: CIBA ) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) กล่าวว่า ในการขยายฐานรายได้ของภาคอุตสาหกรรม หลายแห่งมาจากการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ส่วนหนึ่งก็ได้มีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยทั้งภาครัฐและเอกชน ให้เข้ามาช่วยคิดวิจัยและพัฒนาและร่วมลงทุนให้เกิดการพัฒนาต่อยอดแต่ก็อยากให้มีความร่วมมือกันมากกว่านี้ เชื่อว่าหากรัฐบาลสนับสนุนหรือโปรโมทภาคเอกชนหรือภาคอุตสาหกรรมให้มาทำความร่วมมือด้านนี้กับมหาวิทยาลัยมากขึ้นในการร่วมกันคิดค้นสิ่งประดิษฐ์หรือนวัตกรรมใหม่เพื่อการพัฒนาประเทศในทุกด้าน โดยอาจจะให้สิทธิทางภาษีสามารถลดหย่อนมากกว่าเดิม จะทำให้ภาคธุรกิจหันมาทำความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในการวิจัยพัฒนามากขึ้นกว่าเดิมแน่นอน

“ที่มหาวิทยาลัยและวิทยาลัยของจีน เช่น ในหนานจิง มีบริษัทมาตั้งออฟฟิศในมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยในแต่ละแห่งเป็นร้อยบริษัท เพื่อมาเชื่อมกับมหาวิทยาลัยและนักศึกษา เอาโปรเจคมาให้เด็กทำงานร่วมกับเขา บริษัทเหล่านี้รัฐบาลจีนจะให้สิทธิประโยชน์มากมาย เช่น สิทธิประโยชน์ด้าน Corporate tax ของมณฑล เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เข้ามาร่วมลงทุนพัฒนานวัตกรรมใหม่ร่วมกัน อยากให้รัฐบาลไทยให้การสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมแบบนี้บ้าง เพราะถ้าไม่มีแรงจูงใจที่มากพอ ก็ยากที่จะขับเคลื่อนในภาพใหญ่ ไม่จูงใจภาคธุรกิจอุตสาหกรรมที่จะให้ความสนใจเข้ามาลงทุนในการวิจัยพัฒนาสิ่งต่างๆร่วมกันกับสถาบันการศึกษา” ดร.พัทธนันท์ กล่าว

ดร.พัทธนันท์ กล่าวในตอนท้ายว่า เดิมรัฐบาลสนับสนุนสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้กับภาคเอกชนซึ่งสามารถมองได้ใน 2 ประเด็น คือ 1.ค่าใช้จ่ายที่จ้างนักศึกษาในโครงการสหกิจศึกษา 2. เงินบริจาคเพื่อการศึกษา แต่ไม่ได้อยากให้มองแค่ประเด็นนั้น อยากให้เกิดมีการร่วมมือกันอย่างจริงจัง ดึงเอาความรู้จากภาคอุตสาหกรรมเข้ามาในภาคอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยมีความรู้ มีนักวิชาการ แต่เทคนิคคอลจริงๆต้องภาคอุตสาหกรรม อยากเสนอรัฐบาลชุดใหม่สนับสนุนเรื่องนี้อย่างจริงจัง ถ้าเอกชนมาจับมือมหาวิทยาลัยพัฒนางานวิจัยด้านต่างๆขึ้นมา รัฐบาลสามารถประกาศให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อสร้างแรงจูงใจที่มากพอและต้องมีกลไกให้ทั้งมหาวิทยาลัยรัฐและมหาวิทยาลัยเอกชน

มกอช.จับมือนิวซีแลนด์เดินหน้าโครงการE-Cert

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/422612

x

มกอช.จับมือนิวซีแลนด์เดินหน้าโครงการE-Cert

วันศุกร์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวจูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยหลังเป็นประธานเปิดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง ระบบการแลกเปลี่ยนใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์ด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช ระหว่างไทย-นิวซีแลนด์ที่โรงแรม อินดิโก้ กรุงเทพฯว่า ปัจจุบัน การเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างกัน ถือเป็นเครื่องมือสำคัญทางการค้า เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันยุคดิจิทัล สำหรับประเทศไทยผลักดันจัดทำโครงการแลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทย (National Single Window: NSW) ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างปรับปรุงพัฒนาระบบ รวมทั้งปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบ

ซึ่งเมื่อเดือนพฤษภาคม 2561 นิวซีแลนด์มีหนังสือเชิญไทยเข้าร่วมโครงการนำร่องแลกเปลี่ยนข้อมูลใบรับรองสุขนามัยและสุขอนามัยพืชอิเล็กทรอนิกส์สำหรับสินค้าเกษตรและอาหารส่งออกจากนิวซีแลนด์มายังไทย และในการประชุมคณะกรรมการร่วมด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (Joint SPS Committee) ระหว่างไทย-นิวซีแลนด์ ครั้งที่ 7 ตามพันธกรณีความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นไทย-นิวซีแลนด์ เมื่อเดือนสิงหาคม 2561 ทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงการจัดทำโครงการระบบการแลกเปลี่ยนข้อมูลใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์สุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (E-Cert) สำหรับการค้าสินค้าเกษตรและอาหารระหว่างกัน โดยเห็นว่าโครงการดังกล่าวจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพตรวจสอบย้อนกลับ อำนวยความสะดวกและเพิ่มมูลค่าทางการค้าระหว่างไทย-นิวซีแลนด์ให้มากขึ้น

ทั้งนี้ จากสถิติการค้าระหว่างประเทศ พบว่า หลังความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นไทย-นิวซีแลนด์ เริ่มมีผลบังคับใช้ ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2548 สถานการณ์การค้าสินค้าเกษตรและอาหารระหว่างไทย-นิวซีแลนด์ เติบโตขึ้น จากที่มีมูลค่าการค้าระหว่างกันเพียง 8,407 ล้านบาทในปี 2547 เพิ่มเป็น 20,420 ล้านบาท ในปี 2560 อัตราการเติบโตเฉลี่ย 8% ต่อปี โดยมูลค่าการส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 9 ต่อปี และมูลค่าการนำเข้า มีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 8 ต่อปี

ดังนั้น มกอช. ในฐานะผู้ประสานงานหลักภายใต้ Joint SPS Committee ไทย-นิวซีแลนด์ จึงจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรมขั้นปฐมภูมิ (Ministry of Primary Industries: MPI) ของนิวซีแลนด์ขึ้น เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล และสร้างความรู้ความเข้าใจแก่เจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมวิชาการเกษตร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กรมศุลกากร และ มกอช. เกี่ยวกับระบบใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์ กระบวนการตรวจปล่อยสินค้านำเข้า และการออกใบรับรองด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช ตลอดจนรูปแบบการเชื่อมโยงข้อมูล เพื่อรองรับการใช้งานจริงในอนาคต

เลาะรั้วเกษตร : จากขยะทะเลถึงผักตบชวา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/422621

เลาะรั้วเกษตร : จากขยะทะเลถึงผักตบชวา

เลาะรั้วเกษตร : จากขยะทะเลถึงผักตบชวา

วันศุกร์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 34 ได้สิ้นสุดลงแล้ว ประเทศไทยในฐานะประธานอาเซียน โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่ประธานการประชุมได้อย่างเรียบร้อย ภายใต้แนวคิด “ร่วมมือ ร่วมใจ ก้าวไกล ยั่งยืน” พร้อมกับตราสัญลักษณ์ของการประชุมในปีนี้ เป็นรูปพวงมาลัย ผลงานการออกแบบของ เขมพงษ์ รุ่งสว่าง และ ชยุตา หอมหนัก

ความหมายของตราสัญลักษณ์ คือสัญลักษณ์ของการต้อนรับและให้เกียรติผู้มาเยือน ดอกไม้ที่มาร้อยมาลัย สื่อถึงประชาชนของประชาคมอาเซียนที่มีความร่วมมือเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน อุบะมาลัย เป็นตัวแทนของประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ ที่รวมกันแล้วคล้ายลูกศรที่พุ่งขึ้น หมายถึงความร่วมมือในการขับเคลื่อนอาเซียนให้ก้าวไปข้างหน้า โดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง

ที่ยกเรื่องการประชุมสุดยอดอาเซียนขึ้นมา เพราะมีเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่ง ที่ผู้นำอาเซียนจะต้องให้การรับรองในการประชุมครั้งนี้ คือ ปฏิญญากรุงเทพฯ ว่าด้วยการต่อต้านขยะทะเลในภูมิภาคอาเซียน เจตนารมณ์ของปฏิญญาดังกล่าว ต้องการป้องกัน ลด และจัดการกับขยะทะเล โดยให้ประเทศสมาชิกอาเซียนสนับสนุนนวัตกรรม แนวคิด การวิจัย และส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการลดขยะทะเล โดยเฉพาะขยะที่มาจากกิจกรรมของประชากรที่อยู่บนพื้นดิน

นอกจากนี้ ยังต้องมีแนวทางการบริหารจัดการ มาตรการป้องกัน โดยการใช้กฎหมาย และกฏระเบียบต่างๆ ตลอดจนความร่วมมือของภาคเอกชนในการมีส่วนร่วมและลงทุนในการป้องกันและลดขยะทะเลโดยการนำนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้

เรื่องของขยะทะเล เป็นเรื่องที่สำคัญพอๆ กับขยะบนบก โดยเฉพาะพลาสติกที่ไม่ย่อยสลาย เพราะในแต่ละปีมีสัตว์ทะเลจำนวนไม่น้อย ทั้งปลาโลมา ปลาวาฬ เต่าทะเล และสัตว์ทะเลอีกหลายชนิดที่พากันตาย และผลการชันสูตรซากสัตว์ทะเลเหล่านั้นพบว่ามีเศษพลาสติกเข้าไปอยู่ในระบบการย่อยอาหาร หรือปิดกั้นระบบหายใจเป็นส่วนใหญ่ กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแลดล้อมได้พยายามรณรงค์ไม่ให้นักท่องเที่ยวทิ้งขยะลงทะเล ไม่ให้บริษัทผลิตน้ำดื่มใช้พลาสติกบางๆ ผนึกปิดฝาขวด ขอความร่วมมือไม่ให้ผู้บริโภคใช้หลอดดูดน้ำพลาสติค และอื่นๆ อีกมากมาย

จากปฏิญญากรุงเทพฯ ว่าด้วยการต่อต้านขยะทะเลในภูมิภาคอาเซียน คงจะทำให้กลุ่มนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมีความหวังมากขึ้นว่าสังคมจะช่วยทำให้ทะเลในภูมิภาคอาเซียนปราศจากขยะที่เป็นมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม และสิ่งมีชีวิตในทะเล

ก่อนการประชุมสุดยอดอาเซียนสักประมาณ 1 สัปดาห์ มีข่าวในสื่อโซเชียล และโทรทัศน์อยู่หลายสถานี เรื่องที่ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนอำเภอภาชี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ประสบความสำเร็จในการนำใบผักตบชวา มาทำจานใส่อาหารแทนโฟม หรือพลาสติกและยินดีจะสอนให้ฟรีสำหรับผู้สนใจมาเรียนรู้นำกลับไปทำใช้เอง หรือทำเป็นการค้า เป็นการนำเอาวัชพืชที่เป็นอุปสรรคต่อการสัญจรในลำน้ำ หรือเป็นอุปสรรคในการไหลของน้ำ มาแปรรูปให้เกิดประโยชน์ อันจะช่วยลดปริมาณผักตบชวาลงได้

อันที่จริง ผักตบชวานำมาใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน กล่าวคือ ใบใช้ทำภาชนะใส่อาหาร ก้านทำเป็นเส้นใยทอผ้า และกระดาษ หรือทำเครื่องจักสาน ส่วนรากนำมาทำปุ๋ยหมักใส่พืช

ผักตบชวา มีทั้งประโยชน์และเป็นวัชพืชที่ไม่พึงประสงค์ แถมยังเป็นวัชพืชที่ขยายพันธุ์เพิ่มประชากรได้อย่างรวดเร็ว ประเภทกำจัดเท่าไรก็ไม่ชนะ ทำให้เป็นภาระของหลายหน่วยงานที่ต้องกำจัด โดยในแต่ละปีไม่น่าเชื่อว่าต้องใช้งบประมาณรวมกันมากกว่า 2,000 ล้านบาท ทั้ง กรมชลประทาน กรมเจ้าท่า กรมโยธาธิการและผังเมือง และกรุงเทพมหานคร จนเมื่อปี 2559 สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ออกมาตั้งข้อสังเกตว่าเป็นงบประมาณที่มากเกินไปหรือไม่

กระทรวงเกษตรฯ เอง โดยกรมชลประทานเคยมีโครงการร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ใช้เชื้อราในการควบคุมผักตบชวา ซึ่งสำนักวิจัยและพัฒนากรมชลประทานบอกว่าได้ผลดีกับพื้นที่ต้นน้ำ หรือผักตบชวาที่หลงเหลือจากการใช้เครื่องจักรกำจัด กรมชลประทานมีวิธีการกำจัดผักตบชวาหลายวิธีนอกเหนือจากการทดสอบใช้เชื้อราแล้ว ยังมีการใช้แรงงานคน ใช้เครื่องจักร และใช้สารย่อยสลายฉีดพ่น ขึ้นอยู่กับพื้นที่ ถ้าพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลเป็นพันๆ ไร่ ก็จะใช้หลายๆ วิธีแบบผสมผสาน แต่ละหน่วยงานที่เอ่ยชื่อมาแล้วข้างต้น ก็คงใช้วิธีการไม่แตกต่างกันนัก

คำถาม คือ มีหลายหน่วยงานที่ช่วยกันกำจัด มีงบประมาณเป็นพันล้านในการกำจัดมีหลายวิธีในการกำจัด มีการใช้ประโยชน์จากผักตบชวาด้วย แต่ทำไมผักตบชวาจึงไม่หมดเสียที….รัฐบาลชุดใหม่ของท่านนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา น่าจะหยิบยกเรื่องการกำจัดผักตบชวามาเป็นเรื่องสำคัญ และหาแนวทางกำจัดให้ได้ผล มิเช่นนั้นจะต้องเสียงบประมาณปีละกว่า 2,000 ล้านบาท ไปเรื่อยๆ ส่วนราชการอาจจะไม่เสียดาย แต่ประชาชนเสียดาย…..

แว่นขยาย

ปลุกกระแสฝ้ายพันธุ์ใหม่‘ตากฟ้า6’ คุณสมบัติพิเศษเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/422617

x

ปลุกกระแสฝ้ายพันธุ์ใหม่‘ตากฟ้า6’ คุณสมบัติพิเศษเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

วันศุกร์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ฝ้าย เป็นพืชสำคัญทั้งในอดีตและปัจจุบัน เนื่องจากเป็นวัตถุดิบหลักที่เหมาะสมที่สุดในการผลิตเครื่องนุ่งห่ม โดยเฉพาะในภาวะโลกร้อนเช่นปัจจุบัน เพราะสามารถดูดซับเหงื่อได้ดี ระบายความร้อนออกจากเส้นใยได้เร็ว ถึงแม้ปัจจุบันพื้นที่ปลูกฝ้ายของประเทศไทยจะลดลงมาก เนื่องจากมีพืชแข่งขันอื่นที่ทำรายได้สูงกว่า และปัญหาด้านมลภาวะจากกระบวนการฟอกย้อม แต่เกษตรกรส่วนหนึ่งยังคงผูกพันและต้องการปลูกฝ้าย เพื่อใช้ผลิตหัตถกรรมสิ่งทอในครัวเรือนทั้งของตนเอง หรือรองรับการผลิตหัตถกรรมสิ่งทอของชุมชนในรูปผลิตภัณฑ์ OTOP แสดงให้เห็นว่าการปลูกฝ้ายยังคงความสำคัญสำหรับวิถีชีวิตชุมชนของประเทศไทย

ศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์ กรมวิชาการเกษตร จึงวิจัยพัฒนาฝ้ายพันธุ์ใหม่ใช้ชื่อว่า “ตากฟ้า 6” มีคุณสมบัติพิเศษ มุ่งเน้นความเป็นเส้นใยธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ให้ความนิ่มนวล และมีสีน้ำตาลตามธรรมชาติโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการฟอกย้อม เพื่อลดต้นทุนแรงงาน ลดขั้นตอน เวลาฟอกย้อมสี อีกทั้งยังปลอดภัยต่อการใช้สารเคมีฟอกย้อม ตรงตามความต้องการของผู้บริโภคที่กลับมานิยมใช้เส้นใยฝ้ายสีธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวต่อว่า ฝ้ายพันธุ์ตากฟ้า6 เป็นฝ้ายพันธุ์แรกของไทยที่มีเส้นใยสีน้ำตาลตามธรรมชาติและมีความละเอียดอ่อนของเส้นใยสูง เมื่อนำไปทอจะได้เนื้อผ้านิ่ม สบาย ให้ผลผลิตเฉลี่ย 177 กิโลกรัมต่อไร่ ต้านทานโรคใบหงิก เจริญเติบโตดี ดูแลรักษาง่าย ทนโรคแมลงศัตรู เก็บเกี่ยวง่าย และปลูกได้ในแหล่งผลิตฝ้ายของประเทศไทยทั่วไป จากการนำฝ้ายพันธุ์ตากฟ้า6 ไปให้กลุ่มเกษตรกรและกลุ่มทอผ้าพื้นเมืองปลูกทดสอบ เกษตรกรพึงพอใจต่อการปลูกฝ้ายพันธุ์ตากฟ้า6 และกลุ่มทอผ้าชอบเส้นใยที่อ่อนนุ่มและสีธรรมชาติที่แปลกใหม่ ทำให้การปลูกและทอผ้าฝ้ายพื้นเมืองกลับมาเป็นพืชที่สร้างรายได้ให้เกษตรกรอีกครั้ง

นอกจากนี้ เส้นใยจากฝ้ายพันธุ์ตากฟ้า6 สามารถนำไปแปรรูปเพิ่มจากความแปลกใหม่ โดยมีผู้ผลิตหัตถกรรมศูนย์ทอผ้าพื้นเมืองบ้านและกลุ่มสายใยทองผ้าทอยกดอก จ.ลำพูน กลุ่มทอผ้าจ.ชัยภูมิ กลุ่มทอผ้าพื้นเมือง จ.เลย กลุ่มทอผ้าฝ้าย จ.เพชรบูรณ์ และกลุ่มทอผ้าไทย จ.นครสวรรค์ นำเส้นใยจากฝ้ายพันธุ์นี้ไปแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ตลอดจนสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์สิ่งทอรูปแบบใหม่ๆ เป็นการสร้างงานให้ชาวบ้าน ซึ่งผลิตภัณฑ์สิ่งทอจากฝ้ายพันธุ์ตากฟ้า6 เพิ่มมูลค่าได้มากกว่าเส้นใยประดิษฐ์ถึงเท่าตัว โดยเฉลี่ยของผลิตภัณฑ์สิ่งทอจากฝ้ายพันธุ์ตากฟ้า6 ราคาประมาณ 1,000 บาทต่อชิ้น ผู้ผลิตจะได้เพิ่มขึ้นจากเดิมชิ้นละ 500 บาท ทำให้กระแสปลูกและทอผ้าฝ้ายพื้นเมืองกลับมาเป็นพืชที่สร้างรายได้ให้เกษตรกรอีกครั้ง

“ฝ้ายพันธุ์ตากฟ้า6 จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เพิ่มมูลค่าผลผลิต และนำไปใช้เป็นวัตถุดิบผลิตสิ่งทอที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จัดเป็น green product เพื่อยกระดับและเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์สิ่งทอสำหรับตลาดเฉพาะ(NicheMarket) ทั้งในประเทศ และเพื่อการส่งออก” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

เกษตรฯร่วมเป็นสักขีพยาน เลือกนายกสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/422620

เกษตรฯร่วมเป็นสักขีพยาน เลือกนายกสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทย

เกษตรฯร่วมเป็นสักขีพยาน เลือกนายกสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทย

วันศุกร์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมเป็นสักขีพยานเลือกตั้งนายกสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทยเพื่อกำหนดแนวทางพัฒนาและบริหารจัดการทุเรียนในภาพรวมทั้งระบบ เล็งใช้ฐานข้อมูลจากแปลงใหญ่ทุเรียนเป็นกลไกการขับเคลื่อนดันให้ชาวสวนทุเรียนทั่วประเทศสร้างเครือข่ายความเข้มแข็งบริหารจัดการผลผลิตได้อย่างยั่งยืนในทุกมิติ

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากแนวโน้มราคาของทุเรียนที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องติดต่อกันมา ส่งผลให้มีการการขยายพื้นที่ปลูกทุเรียนทั้งประเทศเพิ่มมากขึ้นถึง 32 จังหวัด และจากข้อมูล 4 ปีที่ผ่านมา (2558 – 2561) ประเทศไทยส่งออกทุเรียนเป็นอันดับ 1 ของอาเซียน โดยมีจีนเป็นตลาดหลักในการส่งออกกรมส่งเสริมการเกษตรในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ได้ตระหนักถึงแนวโน้มการขยายพื้นที่ปลูกทุเรียนทั้งประเทศ ในรอบ 5 ปี ตั้งแต่ปี 2557 – 2561 ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 655,505 ไร่ เป็น 839,725 ไร่ โดยมีเกษตรกรที่มีความสามารถโดดเด่นเป็นเกษตรกรต้นแบบที่ดีพร้อมที่จะแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเกษตรกรที่ปลูกทุเรียนกระจัดกระจายหลายภาคทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่แปลงใหญ่ทุเรียนที่ปัจจุบันมีผู้จัดการแปลงที่เป็นผู้นำมีความสามารถผลักดันนโยบายต่างๆ จากภาครัฐไปสู่ภาคเกษตรกรได้เป็นอย่างดี

ซึ่งการเลือกตั้งนายกนายกสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทยจึงเป็นอีกหนึ่งองค์กรเครือข่ายระดับประเทศที่จะเข้ามาบริหารจัดการผลผลิตทุเรียนซึ่งเป็นองค์กรภาคเกษตรกรโดยตรง และมีภาครัฐเป็นฝ่ายให้การสนับสนุนโดยคาดหวังว่าการจัดตั้งสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทยครั้งนี้จะช่วยผลักดันให้การผลิตทุเรียนมีคุณภาพสร้างมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ มีการขับเคลื่อนการผลิตและการตลาด รวมทั้งมองหาตลาดใหม่ๆ เพื่อลดความเสี่ยงกับการพึ่งพาตลาดส่งออกรายใหญ่เพียงรายเดียวเพื่อป้องกันปัญหาที่เกิดและอาจส่งผลกระทบต่อทุเรียนไทยเป็นวงกว้างต่อไปในอนาคตได้

ด้าน นายฉัตรกมล มุ่งพยาบาล นายกสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทย กล่าวว่า การจัดตั้งสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทยถือเป็นจุดเริ่มต้นการขับเคลื่อนการบริหารจัดการผลไม้เป็นรายพืชภายใต้การขับเคลื่อนต่อยอดจากการส่งเสริมในระบบเกษตรกรแปลงใหญ่ ของกรมส่งเสริมการเกษตรซึ่งจะมีคณะทำงานเป็นผู้ที่มีอาชีพทำสวนทุเรียนจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศรวม 18 คน ที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการกระบวนการขับเคลื่อนการดำเนินงานของเกษตรกรชาวสวนทุเรียนในระบบส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ให้มีประสิทธิภาพและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งนี้ก็เพื่อให้สมาชิกของสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนแปลงใหญ่มีความมั่นคงในอาชีพอย่างยั่งยืนครอบคลุมทุกด้านต่อไป

ครม.เคาะตั้งสทนช.4ภาคดูแล22ลุ่มน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/422616

x

ครม.เคาะตั้งสทนช.4ภาคดูแล22ลุ่มน้ำ

วันศุกร์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสมเกียรติ  ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีวันที่ 25 มิถุนายน มีมติเห็นชอบร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ……. มีสาระสำคัญคือ ตั้งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติภาคใน 4 ภูมิภาค ครอบคลุม 22 ลุ่มน้ำใหม่ แบ่งเป็น 1.ภาคเหนือ จ.ลำปาง 2.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.ขอนแก่น 3.ภาคกลาง จ.สระบุรี และ 4.ภาคใต้ จ.สงขลา มีหน้าที่สำคัญ อาทิ อำนวยการ กำกับ ดูแลถึงพื้นที่ระดับลุ่มน้ำทั้ง 22 ลุ่มน้ำ โดยประสานหน่วยงานรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และองค์กรผู้ใช้น้ำ บังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวกับการใช้ พัฒนา บริหารจัดการ บำรุงรักษา ฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวกับการควบคุมมลพิษทางน้ำในลุ่มน้ำให้เป็นไปตามแผนแม่บท รวมถึงตั้งอีก 2 หน่วยงาน อยู่ที่ สทนช.ส่วนกลางได้แก่ กองต่างประเทศ มีภารกิจสำคัญ อาทิ เสนอแนะนโยบาย แผนแม่บท บทบาท และท่าทีของประเทศไทยเกี่ยวกับความร่วมมือระหว่างประเทศด้านทรัพยากรน้ำ และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำระหว่างประเทศ รวมถึงดำเนินความร่วมมือ ประชุมเจรจา จัดทำความตกลงด้านทรัพยากรน้ำกับต่างประเทศ และองค์การระหว่างประเทศ  ทำหน้าที่วิเคราะห์ วิจัย แลกเปลี่ยนความรู้ ข้อมูล เทคโนโลยีนวัตกรรม ด้านทรัพยากรน้ำกับต่างประเทศและองค์การระหว่างประเทศ เพื่อพัฒนาต่อยอดการบริหารจัดการน้ำที่สอดคล้องกับประเทศไทย รวมถึงการแก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้งอย่างยั่งยีน และกองกฎหมาย เพื่อขับเคลื่อนพ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ.2561 ซึ่งมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการแล้ว รวมถึงสนับสนุนการดำเนินงานด้านกฎหมาย ตลอดจนหลักเกณฑ์วิธีการที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรน้ำ หลังครม.รับทราบร่างฯดังกล่าวที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแล้ว สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติจะเสนอนายกฯพิจารณาลงนาม และประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป

กฤษฎาเข้มปัญหาหนอนกระทู้ระบาด! ลามสวนข้าวโพด42จว.เสียหายเกือบ3แสนไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/422686

กฤษฎาเข้มปัญหาหนอนกระทู้ระบาด! ลามสวนข้าวโพด42จว.เสียหายเกือบ3แสนไร่

กฤษฎาเข้มปัญหาหนอนกระทู้ระบาด! ลามสวนข้าวโพด42จว.เสียหายเกือบ3แสนไร่

วันพฤหัสบดี ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 17.03 น.

เมื่อวันที่ 27 มิถนายน 2562 นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงมาตรการแก้ปัญหาการระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด ที่กำลังระบาดหนักในไร่ข้าวโพดในหลายจังหวัดของประเทศในขณะนี้ ว่าเพื่อให้มีการติดตามสถานการณ์ เพื่อแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. 2562 ที่ผ่านมา ได้สั่งการให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯ อธิบดีและผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง ให้เฝ้าระวังควบคุม จำกัด ป้องกัน และแก้ไขปัญหาโรคระบาดในพืชและสัตว์อย่างรอบด้าน

โดยในระดับพื้นที่ให้ใช้กลไกคณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ระดับจังหวัด (อ.พ.ก.) โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดประธาน กำหนดแนวทางการดำเนินงานและการแก้ไขปัญหาร่วมกันทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรให้เกษตรจังหวัดประสาน ปภ.จังหวัดให้ความช่วยเหลือต่อไป ขณะเดียวกันได้กำชับให้หน่วยงานในส่วนกลางติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดด้วย

นายกฤษฎา กล่าวว่า สำหรับหนอนกระทู้ เป็นศัตรูพืชชนิดใหม่ของประเทศไทย มีถิ่นกำเนิดมาจากทวีปอเมริกา พบการระบาดในแอฟริกา ปี2559 ในเอเชีย ปี2561 และในประเทศไทย พบการระบาดครั้งแรกเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2561 ที่แปลงข้าวโพดในจังหวัดตากใกล้ชายแดนประเทศเมียนมาและได้แพร่ระบาดทั่วทุกภาคของประเทศไทยกว่า 40 จังหวัด โดยอยู่ระหว่างฤดูกาลผลิตข้าวโพดหลังนา (ระหว่างตุลาคม 2561 – เมษายน 2562) ซึ่งเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เข้าไปติดตามดำเนินการให้คำแนะนำในพื้นที่จากสถานการณ์การระบาดขณะนั้น ทำให้พื้นที่ระบาดลดลง 150,463 ไร่ จากพื้นที่ระบาดทั้งหมด 165,028 ไร่ หรือลดลงคิดเป็นร้อยละ 91.2

โดยในฤดูกาลผลิตปัจจุบัน ข้อมูล ณ วันที่ 19 มิถุนายน 2562 พบการระบาด จำนวน 291,356 ไร่ ในพื้นที่ 42 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี นครสวรรค์ พิจิตร เพชรบูรณ์ อุดรธานี พิษณุโลก น่าน นครพนม นครปฐม ลำปาง สระบุรี อุตรดิตถ์ ขอนแก่น ลำพูน จันทบุรี สตูล ชียงใหม่ เชียงราย ลพบุรี ชลบุรี ตาก ราชบุรี ปราจีนบุรี เลย หนองบัวลำภูนครราชสีมา ชัยภูมิ อุบลราชธานี แพร่ มหาสารคาม สิงห์บุรี ตรัง กระบี่ สระแก้ว สงขลา ยะลา นราธิวาส สุโขทัย กาฬสินธุ์ นครศรีธรรมราช พะเยา และจังหวัดปัตตานี

ทั้งนี้ สำหรับมาตรการควบคุมการระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด ล่าสุดกรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินการ6 แนวทาง ดังนี้

1) กำหนดมาตรการควบคุมและป้องกันการระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด

2) ได้แจ้งจังหวัดทุกจังหวัดที่มีพื้นที่ปลูกข้าวโพด ให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการสำรวจ ติดตามสถานการณ์การระบาด และรายงานผลการสำรวจทุกสัปดาห์ แจ้งผ่านทางหนังสือราชการ การประชุม VDO Conference

3) ผลิตสื่อเพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันการระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด (โปสเตอร์10,000 แผ่น / แผ่นพับ100,000 แผ่น)

4) ดำเนินโครงการควบคุมหนอนกระทู้fall armywormโดยชีววิธี โดยการผลิตพ่อแม่พันธุ์แมลงศัตรูธรรมชาติและแมลงศัตรูธรรมชาติพร้อมปล่อย ได้แก่ แตนเบียนไข่ไตรโคแกรมมา จำนวน240,000 แผ่น และแมลงตัวห้ำ (แมลงหางหนีบ มวนพิฆาต มวนเพชฌฆาต) จำนวน6,096,600 ตัว

5) ส่งเสริมและสนับสนุนให้ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน ดำเนินการผลิตขยายศัตรูธรรมชาติ ได้แก่ แมลงหางหนีบ เพื่อควบคุมหนอนกระทู้ในแปลงตนเองและสมาชิก ให้ลดความรุนแรงของการระบาด กรณีระบาดรุนแรงส่งเสริมให้ใช้สารเคมีตามคำแนะนำเกษตรกร และ6) ได้ประเมินสถานการณ์และผลกระทบจากการระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด และจัดตั้งทีมติดตามสถานการณ์ลงพื้นที่ให้คำแนะนำในการป้องกันกำจัด และติดตามผลการดำเนินงานในจังหวัดต่างๆ ที่พบการระบาด

อย่างไรก็ตาม จากการประเมินสถานการณ์และผลกระทบภายหลังจากที่ใช้มาตรการข้างต้น พบว่าเกษตรกรส่วนใหญ่มีความเข้าใจสถานการณ์ การระบาดและป้องกันกำจัดหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด พื้นที่ส่วนใหญ่ได้ดำเนินการตามคำแนะนำและสามารถป้องกันกำจัดได้ ส่วนเกษตรกรที่ขาดการดูแลอย่างต่อเนื่อง จะดำเนินการไถพื้นที่ข้าวโพดและปลูกใหม่ บางรายตัดต้นข้าวโพดเพื่อเป็นอาหารสัตว์ ตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ ซึ่งเกษตรกรเห็นความสำคัญในการป้องกันและกำจัดหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด โดยนำศัตรูธรรมชาติไปเลี้ยงในศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน (ศจช.) เพื่อขยายพันธุ์และปล่อยในพื้นที่ระบาด และเกษตรกรได้รับรู้การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์จากทุกช่องทาง ขณะนี้อำเภอแต่งตั้งคณะกรรมการออกสำรวจพื้นที่คาดว่าจะเสียหาย และรายงานตามลำดับ

‘กฤษฎา’เกาะติดสถานการณ์ระบาด ‘หนอนกระทู้’บุกไร่ข้าวโพด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/422626

'กฤษฎา'เกาะติดสถานการณ์ระบาด 'หนอนกระทู้'บุกไร่ข้าวโพด

‘กฤษฎา’เกาะติดสถานการณ์ระบาด ‘หนอนกระทู้’บุกไร่ข้าวโพด

วันพฤหัสบดี ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 15.33 น.

“กฤษฎา” เกาะติดสถานการณ์ระบาดของ“หนอนกระทู้” งัดมาตรการเข้ม สั่งทุกหน่วยงานเฝ้าระวัง ควบคุม ป้องกัน “หนอนกระทู้” ที่กำลังระบาดหนักในไร่ข้าวโพดอย่างใกล้ชิด ล่าสดพบแพร่ระบาดลุกลามทั่วทุกภาคของประเทศไทยกว่า42จังหวัด จำนวน291,356ไร่ พร้อมเร่งให้การช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงมาตรการแก้ปัญหาการระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดที่กำลังระบาดหนักในไร่ข้าวโพดในหลายจังหวัดของประเทศในขณะนี้ว่า เพื่อให้มีการติดตามสถานการณ์ เพื่อแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. 2562ที่ผ่านมาได้สั่งการให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯ และอธิบดี/ผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง ให้เฝ้าระวัง ควบคุม จำกัด ป้องกัน และแก้ไขปัญหาโรคระบาดในพืชและสัตว์อย่างรอบด้าน  โดยในระดับพื้นที่ให้ใช้กลไกคณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ระดับจังหวัด (อ.พ.ก.) โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดประธาน กำหนดแนวทางการดำเนินงานและการแก้ไขปัญหาร่วมกันทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรให้เกษตรจังหวัดประสาน ปภ.จังหวัดให้ความช่วยเหลือต่อไป ขณะเดียวกันได้กำชับให้หน่วยงานในส่วนกลางติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดด้วย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง : กองทัพ ‘หนอนกระทู้’ บุกไร่ข้าวโพดเกษตรกรขาดทุนยับ จี้รัฐช่วยด่วน (ชมคลิป)

 

 

ทั้งนี้ สำหรับมาตรการควบคุมการระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด ล่าสุดกรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินการ6 แนวทาง ดังนี้ 1) กำหนดมาตรการควบคุมและป้องกันการระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด 2) ได้แจ้งจังหวัดทุกจังหวัดที่มีพื้นที่ปลูกข้าวโพด ให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการสำรวจ ติดตามสถานการณ์การระบาด และรายงานผลการสำรวจทุกสัปดาห์ แจ้งผ่านทางหนังสือราชการ การประชุม VDO Conference  3) ผลิตสื่อเพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันการระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด (โปสเตอร์10,000 แผ่น / แผ่นพับ100,000 แผ่น)   4) ดำเนินโครงการควบคุมหนอนกระทู้fall armywormโดยชีววิธี โดยการผลิตพ่อแม่พันธุ์แมลงศัตรูธรรมชาติและแมลงศัตรูธรรมชาติพร้อมปล่อย ได้แก่ แตนเบียนไข่ไตรโคแกรมมา จำนวน240,000 แผ่น และแมลงตัวห้ำ (แมลงหางหนีบ มวนพิฆาต มวนเพชฌฆาต) จำนวน6,096,600 ตัว 5) ส่งเสริมและสนับสนุนให้ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน ดำเนินการผลิตขยายศัตรูธรรมชาติ ได้แก่ แมลงหางหนีบ เพื่อควบคุมหนอนกระทู้ในแปลงตนเองและสมาชิก ให้ลดความรุนแรงของการระบาด กรณีระบาดรุนแรงส่งเสริมให้ใช้สารเคมีตามคำแนะนำเกษตรกร และ6) ได้ประเมินสถานการณ์และผลกระทบจากการระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด และจัดตั้งทีมติดตามสถานการณ์ลงพื้นที่ให้คำแนะนำในการป้องกันกำจัด และติดตามผลการดำเนินงานในจังหวัดต่างๆ ที่พบการระบาด

 

 

อย่างไรก็ตาม จากการประเมินสถานการณ์และผลกระทบภายหลังจากที่ใช้มาตรการข้างต้น พบว่า 

1) เกษตรกรส่วนใหญ่มีความเข้าใจสถานการณ์ การระบาดและป้องกันกำจัดหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด พื้นที่ส่วนใหญ่ได้ดำเนินการตามคำแนะนำและสามารถป้องกันกำจัดได้

2) เกษตรกรที่ขาดการดูแลอย่างต่อเนื่อง จะดำเนินการไถพื้นที่ข้าวโพดและปลูกใหม่ บางรายตัดต้นข้าวโพดเพื่อเป็นอาหารสัตว์ ตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่

3) เกษตรกรเห็นความสำคัญในการป้องกันและกำจัดหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด โดยนำศัตรูธรรมชาติไปเลี้ยงในศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน (ศจช.) เพื่อขยายพันธุ์และปล่อยในพื้นที่ระบาด

4) เกษตรกรได้รับรู้การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์จากทุกช่องทาง

5) อำเภอแต่งตั้งคณะกรรมการออกสำรวจพื้นที่คาดว่าจะเสียหาย และรายงานตามลำดับ

 

 

นายกฤษฎา กล่าวด้วยว่า สำหรับ หนอนกระทู้ เป็นศัตรูพืชชนิดใหม่ของประเทศไทย มีถิ่นกำเนิดมาจากทวีปอเมริกา พบการระบาดในแอฟริกา ปี 2559 ในเอเชีย ปี 2561 และในประเทศไทย พบการระบาดครั้งแรกเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2561 ที่แปลงข้าวโพดในจังหวัดตากใกล้ชายแดนประเทศเมียนมาและได้แพร่ระบาดทั่วทุกภาคของประเทศไทยกว่า 40 จังหวัด โดยอยู่ระหว่างฤดูกาลผลิตข้าวโพดหลังนา (ระหว่างตุลาคม 2561 – เมษายน 2562) ซึ่งเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เข้าไปติดตามดำเนินการให้คำแนะนำในพื้นที่จากสถานการณ์การระบาดขณะนั้น ทำให้พื้นที่ระบาดลดลง 150,463 ไร่ จากพื้นที่ระบาดทั้งหมด 165,028 ไร่ หรือลดลงคิดเป็นร้อยละ 91.2

โดยในฤดูกาลผลิตปัจจุบัน ข้อมูล ณ วันที่ 19 มิถุนายน 2562 พบการระบาด จำนวน 291,356 ไร่ ในพื้นที่ 42 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี นครสวรรค์ พิจิตร เพชรบูรณ์ อุดรธานี พิษณุโลก น่าน นครพนม นครปฐม ลำปาง สระบุรี อุตรดิตถ์ ขอนแก่น ลำพูน จันทบุรี สตูล ชียงใหม่ เชียงราย ลพบุรี ชลบุรี ตาก ราชบุรี ปราจีนบุรี เลย หนองบัวลำภูนครราชสีมา ชัยภูมิ อุบลราชธานี แพร่ มหาสารคาม สิงห์บุรี ตรัง กระบี่ สระแก้ว สงขลา ยะลา นราธิวาส สุโขทัย กาฬสินธุ์ นครศรีธรรมราช พะเยา และจังหวัดปัตตานี