อ.ส.ค.จัดโครงการKid-D Family สร้างชาติสร้างเด็กไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/422383

x

อ.ส.ค.จัดโครงการKid-D Family สร้างชาติสร้างเด็กไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เปิดเผยว่า อ.ส.ค. ให้การสนับสนุนโครงการ Kid-D Family “สร้างชาติ สร้างเด็กไทย ด้วยนมไทย-เดนมาร์ค” เพื่อช่วยพ่อแม่ค้นหาอัจฉริยภาพของลูกได้ง่ายขึ้น พร้อมแนวทางพัฒนาเต็มประสิทธิภาพ และทำให้หลายครอบครัวพูดคุยแชร์ประสบการณ์เลี้ยงลูกที่หลากหลาย โดยคัดเลือกครอบครัวผู้โชคดี 10 ครอบครัว จากกว่า 5,000 ครอบครัวที่สมัครเข้าร่วมโครงการผ่าน Facebook Fanpage “Thai-Denmark Fanclub” และ “Kid-D Family” ซึ่งทั้ง 10 ครอบครัวที่ผ่านเข้ารอบกิจกรรมวัดแววอัจฉริยภาพของลูกน้อยแบบ Exclusive และการ Workshop วิธีเลี้ยงลูกให้เป็นอัจฉริยะ และเทคนิคการสื่อสารเพื่อพัฒนา Mindset ครอบครัว หลังเริ่มโครงการ 1 เดือน โครงการติดตามพัฒนาการรวมถึงความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในครอบครัว ซึ่งแต่ละครอบครัวเปรียบเสมือนทูตส่งต่อความรู้ แนวทางเลี้ยงลูกที่ถูกทาง และสะท้อนความผิดพลาดจากการเลี้ยงลูกในอดีตผ่านการสื่อสารโดยตรงและทางโซเชียลมีเดีย เป็นประโยชน์ให้ครอบครัวอื่นทำ

สำหรับการตัดสินครอบครัวผู้ชนะเลิศแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มช่วงวัยคือ กลุ่มครอบครัวเด็กเล็ก(อายุ 4-6 ปี) 5 ครอบครัว และครอบครัวเด็กโต(อายุ 7-12 ปี) 5 ครอบครัว ชิงรางวัลรวมมูลค่าเกือบ 1,000,000บาท แบ่งเป็น 1) รางวัลชนะเลิศ แพ็กเกจทัวร์เปิดประสบการณ์สู่เดนมาร์ก 9 วัน 8 คืน 2 ที่นั่ง มูลค่า 400,000 บาท พร้อมเงินรางวัลอีก 15,000 บาท รวมมูลค่า 415,000 บาท 2 รางวัล (ช่วงวัยละ 1 รางวัล) 2) รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 เงินรางวัล 15,000 บาท 2 รางวัล (ช่วงวัยละ 1 รางวัล) 3) รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 เงินรางวัล 10,000 บาท 2 รางวัล (ช่วงวัยละ 1 รางวัล) 4) รางวัลชมเชย เงินรางวัล 5,000 บาท 4 รางวัล (ช่วงวัยละ 2 รางวัล) ติดตามผลการตัดสิน ข่าวสารโครงการและภาพกิจกรรมได้ที่ www.facebook.com/kiddfamily

ประกวดออกแบบแฟชั่น‘ผ้าไทยใส่ได้ทุกวัน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/422382

x

ประกวดออกแบบแฟชั่น‘ผ้าไทยใส่ได้ทุกวัน’

วันพฤหัสบดี ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวศิริพร บุญชู อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า กรมหม่อนไหมร่วมกับศูนย์การค้า ดิโอลด์ สยาม ช้อปปิ้ง พลาซ่า จัดโครงการประกวดออกแบบเครื่องแต่งกายแฟชั่นภายใต้ คอนเซ็ปต์ “ผ้าไทย ใส่ได้ทุกวัน” The Old Siam Young Designer Award 2019 เพื่อสนับสนุนให้นักออกแบบรุ่นใหม่ได้แสดงความคิดสร้างสรรค์ในการใช้ผ้าไหมไทยและผ้าไทยมาออกแบบและตัดเย็บเป็นชุดที่ใส่ได้ในชีวิตประจำวันตามแนวความคิดที่ว่า “ผ้าไทย ใส่ได้ทุกวัน” ตลอดจนเป็นการตระหนักถึงคุณค่าผ้าไหมไทย ผ้าไทย และอนุรักษ์ความเป็นไทย โดยได้รับความสนใจจากเหล่านักออกแบบรุ่นใหม่ ส่งผลงานเข้าประกวดจำนวนมาก

สำหรับการประกวดรอบแรกจะคัดเลือกผลงานที่เข้ารอบ 10 ผลงาน จาก 172 ผลงาน สำหรับนำไปตัดเย็บเป็นชุดจริง และคัดเลือกผลงานที่โดดเด่น สามารถสวมใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน ซึ่งได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีชื่อเสียงมาร่วมเป็นกรรมการตัดสิน ได้แก่ คุณทรงวาด สุขเมืองมา จากศูนย์ความรู้ด้านการออกแบบและความคิดสร้างสรรค์ TCDC คุณศิริชัย มกรานนท์ จากห้องเสื้อ Theater คุณณัฏฐ์ มั่นคง จากแบรนด์ Kloset คุณภทรฤน พงษ์ ประสิทธิ์ จากแบรนด์ VINN PATARARIN และคุณอรประพันธ์ สุทธินรเศรษฐ์ จากแบรนด์ Vickteerut ทั้งนี้ ชุดที่ได้รับการคัดเลือกและตัดเย็บทั้ง 10 ชุด จะนำไปแสดงผลงานในงานตรานกยูงพระราชทาน สืบสานตำนานไหมไทย ครั้งที่ 14 ประจำปี 2562 นี้

ซอกแซกอาเซียน : 27 มิถุนายน 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/422388

566101

ซอกแซกอาเซียน : 27 มิถุนายน 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

บ่นเรื่องภาษาอังกฤษกับคนไทยไปเมื่อคราวที่แล้ว ขอต่ออีกสักหน่อยนะครับ ใจจริงอย่าหาว่าผมค่อนแคะคนไทยด้วยกันเองเลย แต่ที่ต้องพูดเพราะเห็นว่ามันเป็นเรื่องจริงที่เราต้องยอมรับก่อน หาไม่แล้ว เราก็ยังคิดว่าเราเก่งแล้ว ดีแล้ว เลยไม่ต้องพัฒนาอะไรอีก ทั้งที่ในความเป็นจริง จากประสบการณ์ที่ผมได้เดินทางไปมาในประเทศต่างๆ ที่เป็นสมาชิกอาเซียน พบว่า เก่งสุดยอดอันดับหนึ่ง คือ ฟิลิปปินส์ ทั้งนี้ เพราะเขาใช้เป็นภาษาราชการ คนทุกคนสามารถใช้ได้ กล่าวคือ พูด ฟัง อ่าน และเขียนเหมือนคนอังกฤษหรืออเมริกันเลยทีเดียว รองลงมาน่าจะเป็นคนสิงคโปร์ พวกเขาแม้เกือบร้อยทั้งร้อยจะมีเชื้อสายจีน แต่สิงคโปร์ให้ความสำคัญกับภาษาอังกฤษอย่างมาก และได้สร้างระบบการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ สามารถพัฒนาคนเขาให้มีความรู้และใช้ภาษาอังกฤษได้ดีมาก และได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการด้วย อันดับรองลงมาน่าจะเป็นมาเลเซีย ซึ่งรวมถึงบรูไนดารุสซาลาม ดังได้กล่าวในฉบับก่อน ตามด้วยอินโดนีเซียครับ จะสังเกตว่ากลุ่มประเทศที่กล่าวมาจะอยู่เป็นเกาะทางใต้ของประเทศไทยเราทั้งหมด

กลุ่มประเทศอาเซียนที่อยู่ในแผ่นดินเหนือจากมาเลเซียขึ้นมา นอกจากไทยเรา ก็จะมีกัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่ากลุ่มประเทศ CLMV คนในประเทศทั้ง 4 ที่กล่าวนี้ เมื่อวัดฝีมือด้านภาษาอังกฤษกับไทยแล้ว แบบปอนด์ต่อปอนด์ หมายถึงเอาเฉพาะผู้ที่จบปริญญาตรีเท่าๆ กันแล้ว ผมว่าเรายังเป็นรองนิดๆ เมื่อเทียบกับกัมพูชา และสปป.ลาว ขณะที่ทั้งเมียนมาและเวียดนามน่าจะใกล้เคียงกันกับไทยมาก (แต่ในการจัดอันดับโลกต่างจากที่ผมเสนอนี้เล็กน้อย) ดังนั้น จะเห็นได้ว่าไทยเราอยู่ในอันดับที่ไม่น่าภูมิใจเลย มิน่าเล่า เวลาประชุมระหว่างประเทศจึงต้องนั่งเงียบๆ ไม่หือไม่อือ ความจริงประเทศที่พื้นฐานดี แต่พัฒนาถอยหลัง คือ เมียนมา ครับ เดิมคนเมียนมาพูดและฟังภาษาอังกฤษเก่งมากครับ ทั้งนี้เพราะเคยถูกปกครองโดยอังกฤษ และคงมีครูคนอังกฤษแท้ๆ มาปูพื้นฐานความรู้ทั้งด้านการพูดและการฟังไว้ให้อย่างแน่น แต่หลังจากได้เอกราช คนอังกฤษกลับบ้านไป คนเมียนมา หรือทางการเมียนมากลับไม่รักษาความสามารถพิเศษด้านภาษาอังกฤษไว้ เลยจบเห่กัน ทุกวันนี้ก็เรียนรู้ภาษาอังกฤษในระบบที่ไม่ต่างจากไทยแลนด์เราเท่าไหร่นักหรอก เพราะบางครั้งในที่ประชุมระหว่างชาติก็จะเห็นคนอีกคนนั่งหลบมุมเงียบเชียบ ดูหน้าตาก็ยิ่งทำให้เดาได้ยากขึ้น ว่าใครคือคนไทยกันแน่

แต่ที่แปลกใจ คือ สปป.ลาว ครับ ทุกวันนี้กำลังตีจากภาษาอังกฤษ กลับไปใช้ภาษาอีกภาษาหนึ่ง นั่นคือ ภาษาฝรั่งเศส ทั้งนี้ เนื่องจากรัฐบาลสปป.ลาวคิดอย่างไรไม่ทราบ เอาภาษาเจ้าอาณานิคมเดิมกลับมาใช้ หลังจากเปลี่ยนเป็นภาษาอังกฤษมาพักหนึ่ง อาจเป็นเพราะคนลาวรุ่นเก่าเขาใช้ภาษาฝรั่งเศสจนคุ้นชิน ผมเคยมีเพื่อนรุ่นเก่ามากๆ เป็นคนลาว เขาใช้ภาษาฝรั่งเศสได้เก่งมากเลยครับ เลยคิดว่าเขาเห็นว่าถนัดมากกว่าเลยกลับไปใช้ภาษาฝรั่งเศสอีกครั้ง สังเกตเวลาเดินทางไป สปป.ลาวตอนนี้พวกป้ายสถานที่ราชการต่างๆ นอกจากจะมีภาษาลาวเป็นอักษรหลักแล้ว อีกบรรทัดก็จะมีชื่อที่เขียนโดยใช้ภาษาฝรั่งเศส ผมว่าคนที่รู้แต่ภาษาอังกฤษเวลาไป สปป.ลาวทุกวันนี้อาจต้องเจอกับปัญหาการสื่อสารเป็นแน่เลย โชคดีที่คนไทยเราสามารถฟังภาษาลาวได้เข้าใจ และเวลาพูดภาษาไทยไป เขาก็เข้าใจ เลยทำให้ปัญหาคลี่คลายไปได้ แต่ในอนาคตจะเป็นอย่างไรไม่ทราบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นสมาชิกอาเซียนอื่นๆ ที่ไม่ใช่ประเทศไทย เพราะใช้ภาษารองคนละภาษาไปเสียแล้ว

สำหรับประเทศบวกสาม คือ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ต่างขะมักเขม้นฟื้นฟูความสามารถทางด้านภาษากันอย่างเต็มที่ เพราะเขาให้ความสำคัญ คือ คนทั่วไปก็อาจพอรู้พอสื่อสารได้ แต่ถ้าจะเป็นการเจรจาอะไรที่มีผลผูกมัดทางกฎหมาย เขาก็จะใช้มืออาชีพเข้ามาช่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศญี่ปุ่น เวลามีประชุมทางการ เขายอมลงทุนจ้างล่ามมืออาชีพไว้อย่างน้อย 1 คน โดยไม่ลังเล สังเกตคือ อะไรก็ตามที่มีผลกระทบต่อประเทศและประชาชนของเขา จะต้องได้รับการพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อนในทุกเรื่อง โดยไม่คำนึงว่า เรื่องนั้นจะยิ่งใหญ่ หรือเล็กน้อยประการใด เพราะสำหรับพวกเขาแล้วผลประโยชน์ของชาตินั้นมีความสำคัญสูงสุด

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

รายงานพิเศษ : ‘ฉัตรกมล มุ่งพยาบาล’ นายกสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทยคนแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/422386

รายงานพิเศษ : ‘ฉัตรกมล มุ่งพยาบาล’  นายกสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทยคนแรก

รายงานพิเศษ : ‘ฉัตรกมล มุ่งพยาบาล’ นายกสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทยคนแรก

วันพฤหัสบดี ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นเจ้าภาพจัดเลือกตั้งนายกสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทย คนแรกของประเทศไทย มีตัวแทนกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนแปลงใหญ่ทั่วประเทศ เข้าร่วม โดยนายฉัตรกมล มุ่งพยาบาล จังหวัดชุมพร ได้รับการแต่งตั้ง เป็นนายกสมาพันธ์คนแรก พร้อมเปิดเผยวิสัยทัศน์ สร้างความเข้มแข็ง มั่นคงและประสานประโยชน์ความร่วมมือเพื่อชาวสวนทุเรียนให้เกิดความยั่งยืนในอาชีพ

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรเปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ ตระหนักถึงแนวโน้มขยายพื้นที่ปลูกทุเรียนทั้งประเทศ ในรอบ 5 ปี ตั้งแต่ปี 2557 – 2561 ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 655,505 ไร่ เป็น 839,725 ไร่ โดยมีเกษตรกรที่มีความสามารถโดดเด่นเป็นเกษตรกรต้นแบบที่ดี (best practice) พร้อมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเกษตรกรที่ปลูกทุเรียน ซึ่งกระจัดกระจายหลายภาคทั่วประเทศ กรมจึงเล็งเห็นความสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งองค์กรเกษตรกรชาวสวนทุเรียนไทย ตลอดจนสร้างมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ เพื่อให้ทุเรียนเป็นต้นแบบพัฒนาบริหารจัดการผลไม้ด้วยความสามารถขององค์กรเกษตรกรเอง มีภาครัฐสนับสนุนอย่างไรก็ดี กรมเป็นเพียงจุดเริ่มต้นให้ชาวสวนตั้งสมาพันธ์ เพื่อกำหนดแนวทางบริหารจัดการ ระเบียบ กติกากันเอง โดยกรมสนับสนับสนุนด้านวิชาการ ขณะนี้ได้เลือกตั้งและได้นายกสมาพันธ์ คนแรกของประเทศไทยแล้ว ก็คาดหวังว่า การจัดตั้งสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทยครั้งนี้ จะทำให้เกิดการผลิตทุเรียนคุณภาพสร้างมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ ถือเป็นการพัฒนาเกษตรกรรมของประเทศ ด้วยวิถีทางแห่งนวัตกรรม เพิ่มมูลค่าและมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนตามนโยบายเกษตร 4.0

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร

ด้าน นายฉัตรกมล มุ่งพยาบาล นายกสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทยคนแรกของประเทศ เปิดเผยว่า การจัดตั้งสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทย ถือเป็นมิติใหม่ของวงการทุเรียนของที่มีการขับเคลื่อนโดยเกษตรกรทุกภาคส่วน ภายใต้บริบทการขับเคลื่อนต่อยอดจากการส่งเสริมในระบบเกษตรกรแปลงใหญ่ ของกรมส่งเสริมการเกษตร เนื่องจากวันนี้ ทุเรียนถือว่าเป็นพืชที่เป็นโอกาสของพี่น้องเกษตรกรที่มีมูลค่าในตัวสินค้าสูง วันนี้เกษตรกรชาวสวนทุเรียนทั่วประเทศกว่า 20 จังหวัด มีส่วนร่วมเลือกตัวแทนเข้ามาบริหารจัดการในรูปแบบขององค์กรที่เป็นรูปธรรมในนาม สมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทย ซึ่งจะมีคณะทำงานที่มาจากผู้ที่มีอาชีพทำสวนทุเรียนจริงๆ จากทุกภูมิภาคร่วมอีก 18 คน

ดังนั้น ในกระบวนการขับเคลื่อนทั้งหมด จะเป็นการกระจายทุกความการพัฒนาไปให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ จะไม่มีคำว่าทุเรียนภาคใต้ ทุเรียนภาคกลาง นนทบุรี จันทบุรี ระยอง ตราด หรือแม้แต่ ศรีสะเกษแต่จะขับเคลื่อนในลักษณะองค์รวมคือ ทุเรียนไทย วางแนวทางขับเคลื่อนเพิ่มศักยภาพพี่น้องเกษตรกรที่อยู่ในแปลงใหญ่ให้มีประสิทธิภาพอย่างเต็มศักยภาพ โดยสมาพันธ์จะขับเคลื่อนเพิ่มเติมในส่วนที่ขาด เพื่อให้สมาชิกทั้งที่อยู่ในระบบเกษตรกรแปลงใหญ่และเกษตรกรชาวสวนทุเรียนทั่วไปมีความมั่นคงในอาชีพ ภายใต้วิธีคิดเดียวกันคือ “ต้องมีจรรยาบรรณวิชาชีพ” และจะทำอย่างไรในฐานะองค์กรที่เป็นผู้นำทางอาชีพเรื่องของทุเรียน แล้วตอบโจทย์ในเรื่องของมาตรฐานสินค้าให้ได้มาตรฐาน GAP และการบริหารจัดการเรื่องของต้นทุน เพราะหากเราบริหารต้นทุนการผลิตแล้วยึดโยงกับคุณภาพได้ ส่วนตัวมั่นใจว่าสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทยจะเป็นองค์กรแรก และเป็นองค์เดียวที่พี่น้องเกษตรกรชาวสวนทุเรียนสามารถพึ่งพาได้

นายฉัตรกมล มุ่งพยาบาล นายกสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทยคนแรกของประเทศ

นายฉัตรกมล กล่าวอีกว่า สิ่งแรกที่สมาพันธ์ฯ จะต้องดำเนินการนับจากนี้ คือ การบริหารจัดการไปสู่ระดับจังหวัด ระดับอำเภอ ภายใต้กรอบของคณะกรรมการที่มีความรู้ความสามารถจากทุกภาค หรือแม้กระทั่งที่เป็นพื้นที่ปลูกทุเรียนใหม่อื่นๆ หวังว่าเกษตรกรต้องพัฒนาตัวเอง และเป็นที่ยอมรับของประเทศคู่ค้าภายใต้มาตรฐานเดียวกัน เพราะในอนาคต เราอาจได้รับผลกระทบจากความผันแปรในเรื่องราคา การตั้งสมาพันธ์ จึงจะช่วยตอบโจทย์ทั้งเรื่องวิธีคิดของเกษตรกรทั้งที่อยู่ในหรือนอกแปลงใหญ่ที่ต้องมีวิธีคิดเหมือนกันเรื่องการผลิตทุเรียนให้มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของคู่ค้า ถ้าคู่ค้ายอมรับในตัวสินค้า เราก็ยังคงเป็นเจ้าของตลาดทุเรียนได้ อีกทั้งเราต้องวิเคราะห์พื้นฐานของการผลิตทุเรียน ทั้งด้านเทคโนโลยีการผลิต และการกระจายตัวสินค้า และสุดท้ายที่เกษตรกรจะอยู่ได้คือ บริหารต้นทุนการผลิต อย่างไรก็ตาม ในฐานะที่ได้รับการไว้วางใจจากพี่น้องชาวสวนทุเรียนให้ทำหน้าที่นายกสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทยเป็นคนแรก ก็จะทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด ภายใต้วิสัยทัศน์ ”สร้างความเข้มแข็ง มั่นคง และประสานประโยชน์ความร่วมมือ เพื่อชาวสวนทุเรียนให้เกิดความยั่งยืนในอาชีพ” และมุ่งหวังว่าสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทย จะเข้าไปทำหน้าที่เพื่อพี่น้องเกษตรกรชาวสวนทุเรียนให้เกิดความยั่งยืนต่อไป

พบครั้งแรกในไทย‘มวนตัวห้ำC.exiguus’ ช่วยเกษตรกรกำจัดเพลี้ยไฟ-ลดใช้สารเคมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/422384

x

พบครั้งแรกในไทย‘มวนตัวห้ำC.exiguus’ ช่วยเกษตรกรกำจัดเพลี้ยไฟ-ลดใช้สารเคมี

วันพฤหัสบดี ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรเปิดเผยว่า กรมวิชาการเกษตร มีผลงานวิจัยด้านควบคุมกำจัดศัตรูพืชโดยชีววิธี ซึ่งถือเป็นวิธีป้องกันกำจัดศัตรูพืชอีกหนึ่งทางเลือกช่วยลดระดับความเสียหายจากศัตรูพืช และควบคุมประชากรแมลงศัตรูพืชไม่ให้สูงจนก่อความเสียหายต่อพืชได้ รวมทั้งลดปัญหาตกค้างในผลผลิตและสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญเป็นวิธีที่ได้ใช้ศัตรูธรรมชาติที่มีอยู่แล้วให้เกิดประโยชน์

ในประเทศไทยมีศัตรูพืชประเภทปากดูดสำคัญ สร้างความเสียหายให้ผลผลิตการเกษตร ได้แก่ เพลี้ยไฟ เพลี้ยแป้ง แมลงหวี่ขาว ไรแดง และไรขาว เกษตรกรส่วนใหญ่ใช้สารเคมีป้องกันกำจัด ซึ่งลดประชากรแมลงศัตรูพืชได้ชั่วคราวเท่านั้น  เนื่องจากศัตรูพืชกลุ่มนี้มีขนาดเล็ก วงชีวิตสั้น ปรับตัวสร้างความต้านทานสารเคมีได้เร็ว ก่อให้เกิดปัญหาสารเคมีตกค้างเป็นอันตรายต่อผู้ใช้โดยสารพิษเข้าไปสะสมในร่างกาย และส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคจากสารพิษตกค้าง

อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวต่อว่า สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช  กรมวิชาการเกษตรสำรวจพบแมลงศัตรูธรรมชาติสำคัญ พบครั้งแรกในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งแมลงศัตรูธรรมชาติดังกล่าวเป็นมวนตัวห้ำชนิด Cardiastethus exiguus Poppius พบที่แปลงมันสำปะหลังใน จ.กาญจนบุรี  โดยมวนตัวห้ำชนิดนี้ชอบกินเพลี้ยไฟมากที่สุด ซึ่งในประเทศไทยยังไม่มีมวนตัวห้ำที่กินเพลี้ยไฟได้ รวมทั้งยังชอบกินแมลงศัตรูพืชสำคัญทางเศรษฐกิจ จากการศึกษาวิจัยทำให้ได้ข้อมูลมวนตัวห้ำ C.exiguus ด้านชีววิทยา การเพาะเลี้ยง โดยพบว่าเป็นมวนตัวห้ำที่มีศักยภาพดีในการควบคุมแมลงและไรศัตรูพืชที่สำคัญ เช่น เพลี้ยไฟฝ้ายซึ่งปัจจุบันมีปัญหาระบาดรุนแรงในพืชเศรษฐกิจ และมีรายงานต้านทานสารฆ่าแมลง ยากป้องกันกำจัด ที่สำคัญค้นพบวิธีเพาะเลี้ยงมวนตัวห้ำ C.exiguus ที่ง่าย สะดวก ประหยัดได้สำเร็จ รวมทั้งเป็นไปได้ในการเพาะเลี้ยงขยายในปริมาณมาก หรือต่อยอดการผลิตในเชิงพาณิชย์ได้

“ปัญหาสำคัญขณะนี้คือ เพลี้ยไฟมีความต้านทานสารฆ่าแมลง  ดังนั้น การค้นพบมวนตัวห้ำชนิดใหม่นี้แม้ไม่ได้ทำให้เพลี้ยไฟหมดไปจากประเทศไทย แต่ป้องกันไม่ให้แพร่ระบาดได้ ที่สำคัญการควบคุมโดยชีววิธีคือ ลดใช้สารเคมีฆ่าแมลง ทำให้ลดต้นทุนการผลิต และเป็นวิธีกำจัดศัตรูพืชที่ปลอดภัยต่อผู้ใช้ ผู้บริโภค รวมทั้ง
สิ่งแวดล้อม การศึกษาวิจัยข้อมูลของมวนตัวห้ำชนิดใหม่นี้ จึงลดใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพยั่งยืน  ผลงานวิจัยดังกล่าวยังได้รับรางวัลผลงานวิจัยดีเด่นประจำปี 2561 ของกรมวิชาการเกษตรด้วย” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

กษ.ยันทุกขั้นตอนโปร่งใส มีกก.รับรองคุณภาพน้ำยางตรวจสอบย้อนกลับได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/422151

x

กษ.ยันทุกขั้นตอนโปร่งใส มีกก.รับรองคุณภาพน้ำยางตรวจสอบย้อนกลับได้

วันพุธ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงกรณีมีผู้ประกอบการยางพาราเข้าร้องเรียนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผ่านผู้อำนวยการศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล (สายด่วน 1111) ว่า พบข้อพิรุธในประกาศเว็บไซต์การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เรื่องประกาศ รายชื่อบริษัทเอกชนที่ผ่านเกณฑ์การตรวจรับรองคุณภาพน้ำยางผสมสารเพิ่ม 3 บริษัท ซึ่ง
ผู้ร้องเรียนกล่าวหาว่า เป็นการซื้อน้ำยางพาราผสมสารเพิ่มในราคาสูงและผูกขาดนั้นว่า กยท.ไม่มีอำนาจอนุมัติให้จัดซื้อหรือจัดจ้างเอกชนทำถนน หรือก่อสร้างถนนแต่อย่างใด เป็นเพียงหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มีภารกิจหลักในการดูแลเกษตรกรชาวสวนยางในการปลูก พัฒนาคุณภาพผลผลิต หาช่องทางให้เกษตรกรจำหน่ายผลผลิตยางพารา ตลอดจนส่งเสริมการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตเป็นสำคัญ

รวมทั้งแนะนำเรื่องคุณภาพน้ำยางพาราที่จะนำไปผสมผงปูนซีเมนต์ทำถนนแทนการทำถนนด้วยดินลูกรัง ตามโครงการ 1 หมู่บ้าน 1 กิโลเมตร ว่าจะต้องเป็นน้ำยางผสมสารเพิ่มและสารผสมเพิ่มที่ตรงกับข้อกำหนดของกรมทางหลวง เพื่อให้ได้ถนนที่ดีมีคุณภาพทั่วประเทศไทย ไม่ได้มีอำนาจอนุมัติในจัดซื้อหรือจัดจ้างแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ได้น้ำยางที่มีคุณภาพดี กระทรวงเกษตรฯจึงตั้งคณะกรรมการพิจารณารับรองมาตรฐานวัสดุน้ำยางพาราผสมสารผสมเพิ่มและสารผสมเพิ่ม โดยมีอำนาจหน้าที่พิจารณารับรองมาตรฐานคุณภาพ ตรวจสอบคุณภาพและการควบคุมคุณภาพน้ำยางผสมสารผสมเพิ่ม และสารผสมเพิ่ม สำหรับงานก่อสร้างถนนดินซีเมนต์ฯ พร้อมทั้งได้ประกาศคู่มือการรับรองคุณภาพของน้ำยางผสมสารผสมเพิ่ม และสารผสมเพิ่ม ซึ่งในคู่มือประกอบด้วยขั้นตอนและหลักเกณฑ์ขอรับรองคุณภาพของน้ำยางผสมสารผสมเพิ่ม และสารผสมเพิ่ม

“หลังจากแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณารับรองมาตรฐานฯ แล้ ก.ย.ท.เปิดให้ผู้ประกอบการนำน้ำยางเข้าทดสอบและรับรองมาตรฐานน้ำยางผสมสารผสมเพิ่ม โดยมีผู้มายื่นขอการรับรอง 6 ราย ทำการนัดหมายให้เข้าตรวจและเก็บตัวอย่าง 5 ราย ซึ่งจากผลการทดสอบปรากฏว่ามีผู้ผ่านการรับรอง 3 ราย สำหรับผู้ประกอบการที่ไม่ผ่านการรับรอง คณะกรรมการ ได้แจ้งผลให้ทราบและให้คำแนะนำในการปรับปรุงน้ำยางผสมสารผสมเพิ่ม เพื่อนำมาทำการทดสอบใหม่” นายกฤษฎากล่าว

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการรายใดเห็นว่า การดำเนินการขั้นตอนใดไม่ถูกต้อง สามารถยื่นอุทธรณ์มาที่คณะกรรมการพิจารณารับรองมาตรฐานฯ เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงเพิ่มเติมได้ ซึ่งถ้าเห็นว่ายังไม่ได้รับความเป็นธรรม ผู้ประกอบการสามารถนำคำร้องไปฟ้องศาลปกครองได้ต่อไป

“การดำเนินการตรวจสอบรับรองคุณภาพมาตรฐานวัสดุน้ำยางพาราผสมสารผสมเพิ่มและสารผสมเพิ่ม เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดไว้ กยท.ทำด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบย้อนกลับได้ หากประชาชนหรือผู้ประกอบการเห็นว่า การทำงานในขั้นตอนใดส่อแววทุจริตหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้แจ้งมาที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้โดยตรง หรือจะใช้สิทธิดำเนินการตามกฎหมายผ่านทางกระบวนการยุติธรรมอีกทางหนึ่งก็สามารถดำเนินการได้” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ กล่าวย้ำในตอนท้าย

สภาเกษตรฯยกระดับสมาชิกเข้ายุคดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/422149

x

สภาเกษตรฯยกระดับสมาชิกเข้ายุคดิจิทัล

วันพุธ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ว่าที่ร้อยตรีสมพูนทรัพย์ กล้าวิกรณ์  เลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า สภาเกษตรกรได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับสำนักส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) โดยนายณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือทั้งสองหน่วยงานจะร่วมมือกันดำเนินการส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดการนำความรู้และเทคโนโลยีดิจิทัลไปประยุกต์ใช้ในภาคการเกษตรด้วยความเหมาะสม พอเพียง มีแบบแผน โดยมีแนวทางขับเคลื่อนความร่วมมือให้เกิดขึ้น ได้แก่ การพัฒนาองค์ความรู้ของเกษตรกรรุ่นใหม่ ด้วยการเรียนรู้ออนไลน์ ซึ่งสภาเกษตรกรฯมีกลุ่มเป้าหมายอยู่อำเภอละอย่างน้อย 1 คน   การสร้างและใช้แอพพลิเคชั่นในกระบวนการผลิต รับรองผลผลิต การแปรรูปและการตลาดด้วยการพัฒนาความสามารถของบุคลากรสำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ บุคลากรภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารให้เข้าถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในภาคการผลิต แปรรูปและการตลาดตลอดทั้งห่วงโซ่อุปสงค์และอุปทาน ซึ่งจะเริ่มต้นจากการจัดทำแอพพลิเคชั่นการเลี้ยงกุ้ง การปลูกผักเพื่อการส่งออก เป็นต้น   การเข้าถึงบริการข้อมูลเพื่อใช้ในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยทราบว่าจะได้รับคูปองจากดีป้า 6,200 ใบ ซึ่งคูปองเหล่านี้จะมอบให้องค์กรเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับสภาเกษตรกรฯเพื่อนำไปใช้เรียนรู้ พัฒนาความต้องการที่แท้จริงของเกษตรกรภายใต้ความร่วมมือกันดำเนินงานหรือโครงการส่งเสริมสนับสนุนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารก็จะถึงเกษตรกรตัวจริง

ด้าน นายณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลกล่าวเสริมว่า การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลคงไม่ทำให้วิถีชีวิตเปลี่ยน แต่จะทำให้วิถีชีวิตของเกษตรกรหรือชุมชนหรือพื้นที่ต่างๆมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เข้าถึงบริการที่ดีขึ้น สามารถรู้ถึงข้อมูลและการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมในการเพิ่มรายได้และลดต้นทุน เราไม่ได้สร้างเทคโนโลยีที่ทำให้เกษตรกรยุ่งยาก แต่ต้องทำเทคโนโลยีที่อำนวยความสะดวกมากที่สุดในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งเกษตรกรราว 5 ล้านครัวเรือน 17 ล้านกว่าคน ในประเทศไทยกำลังก้าวสู่ระบบเศรษฐกิจดิจิตอลและเป็นสังคมดิจิทัลด้วยเราใช้บริการผ่านมือถือกันมากขึ้น สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลจึงอยากเชิญพี่น้องเกษตรกร มาร่วมโครงการกับดีป้าและสภาเกษตรกรฯด้วยกัน ความรู้เหล่านี้จะทำให้เราเดินไปข้างหน้ากับยุคเศรษฐกิจใหม่กับการที่จะทำเกษตรกรรมในรูปแบบใหม่ตั้งแต่ต้นน้ำ การคัดเลือกพันธุ์พืชที่ดี การเพาะปลูกที่มีผลิตผลที่ดี การเก็บเกี่ยวที่มีคุณภาพ และการค้าขายในโลกออนไลน์

สทนช.ประกวดภาพถ่ายชิงเงินนับแสน ชูแนวคิด‘ต้นทางคือสายน้ำ ปลายทางคือความสุข’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/422153

x

สทนช.ประกวดภาพถ่ายชิงเงินนับแสน ชูแนวคิด‘ต้นทางคือสายน้ำ ปลายทางคือความสุข’

วันพุธ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) เปิดเผยว่า สทนช.จัดกิจกรรมประกวดภาพถ่ายการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ ประจำปี 2562 ขึ้น ภายใต้หัวข้อ “ต้นทางคือสายน้ำ ปลายทางคือความสุข” เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและเปิดโอกาสให้ผู้สนใจการถ่ายภาพมีโอกาสศึกษาภารกิจเกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ ตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) และนำมาถ่ายทอดเป็นผลงานภาพถ่ายที่สวยงาม เผยแพร่สู่สายตาสาธารณชน โดยสทนช.จะได้นำภาพถ่ายที่สวยงามดังกล่าวไปใช้จัดทำสื่อประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ เกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศต่อไป

สำหรับการประกวดภาพถ่ายครั้งนี้ ต้องเป็นภาพที่สื่อให้เห็นความสำคัญของการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ทั้ง 6 ด้านประกอบด้วย ด้านการจัดการน้ำอุปโภคบริโภค ด้านการสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิตน้ำเพื่อการเกษตรและอุตสาหกรรม ด้านการจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย ด้านการจัดการคุณภาพน้ำและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ ด้านอนุรักษ์ฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำที่เสื่อมโทรมและการป้องกันการพังทลายของดิน และด้านการบริหารจัดการ

โดยผู้ส่งภาพเข้าประกวดต้องมีสัญชาติไทย ไม่จำกัดเพศ อายุ แต่ต้องเป็นภาพที่ถ่ายในประเทศไทยเท่านั้น พร้อมมีคำบรรยายใต้ภาพที่บอกเล่าเรื่องราวได้ครบถ้วนสมบูรณ์ และสามารถอธิบายแนวคิดของภาพที่สอดคล้องกับการดำเนินการตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำดังกล่าวอย่างน้อย 1 ด้าน

ส่วนรางวัลสำหรับผู้ส่งภาพเข้าประกวดครั้งนี้ประกอบ รางวัลชนะเลิศ มี 1 รางวัล ผู้ชนะการประกวดจะได้รับโล่รางวัลจากเลขาธิการ สทนช. พร้อมเงินรางวัล 50,000 บาท รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 ได้รับเงินรางวัล 30,000 บาท รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 ได้รับเงินรางวัล 10,000 บาท และรางวัลชมเชย 5 รางวัล ได้รับเงินรางวัลละ 5,000 บาท

ทั้งนี้ สทนช. กำหนดส่งผลงานระหว่างวันที่ 1 กรกฏาคม-30 สิงหาคมผ่าน 2 ช่องทางคือ ส่งทางไปรษณีย์ (ถือวันที่ประทับตราไปรษณีย์เป็นสำคัญ) มาที่กลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักงานเลขาธิการ สทนช. อาคารจุฑามาศ เลขที่ 89/168-170 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210 โทร.0-2252-9140 วงเล็บมุมซอง “ประกวดภาพถ่าย” หรือส่งด้วยตนเองที่กลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักงานเลขาธิการ สทนช. อาคารจุฑามาศ ชั้น 1 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ โดยดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่www.onwr.go.th

สำหรับการประกาศผลนั้น จะประกาศเดือนตุลาคม 2562 ทางเว็บไซต์ www. onwr.go.th และจะแจ้งผลให้ผู้ชนะการประกวดทราบโดยตรง เพื่อรับรางวัลพร้อมกัน ในงานวันครบรอบสถาปนา สทนช. ปีที่ 2 (25 ตุลาคม 2562) ทั้งนี้ ผู้สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ คุณธนชาต บุญคล้าย นายช่างภาพปฏิบัติงาน และคุณวันเพ็ญ มงคลคำ นายช่างภาพ โทร. 0-2521-9140-7 ต่อ 1066 หรือ 1067

ส่องเกษตร : ระบบการปลูกพืชต้องอาศัยเมล็ดพันธุ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/422152

449007

ส่องเกษตร : ระบบการปลูกพืชต้องอาศัยเมล็ดพันธุ์

วันพุธ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ช่วงนี้เป็นช่วงฤดูฝน คนเมืองหลวงอาจจะบ่นฟ้าฝนกันไปบ้าง แต่สำหรับเกษตรกรแล้ว โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ทำการเกษตรที่อาศัยน้ำฝนเพียงอย่างเดียว คงเฝ้ารอฝนอย่างใจจดใจจ่อ ลุ้นว่าถึงเวลาเพาะปลูกได้แล้วหรือยัง ยิ่งนาข้าวที่อาศัยน้ำฝนแล้ว พอฝนตั้งเค้ามาแต่ไกลก็ยิ้มรอแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ธรรมชาติของฤดูฝน ยังตกมาในช่วงต้นฤดู แล้วจะทิ้งช่วงไปอีกระยะ ก่อนที่จะตกมาอีกครั้งช่วงปลายฤดู ถึงกับมีคำกล่าวไว้ว่า ข้าวหอมมะลิอันโด่งดังของไทย เป็นข้าวที่ไวต่อช่วงแสง จะต้องปลูกวันแม่ แล้วเกี่ยววันพ่อ คือ ปลูกในช่วงวันที่ 12 สิงหาคม แล้วเก็บเกี่ยวในช่วงวันที่ 5 ธันวาคม ถ้าทำได้เช่นนี้ รับรองได้ผลผลิตแน่นอน

แต่ในสภาพความเป็นจริงแล้ว ผมสังเกตเห็นว่า ชาวนาบางส่วนพอฝนลง มีน้ำก็เริ่มหว่านไถกันเลยตั้งแต่ต้นพฤษภาคม พอเข้ากรกฎาคม ฝนจะเริ่มทิ้งช่วง บางพื้นที่อาจรุนแรงถึงขั้นต้องไถปลูกใหม่กันก็บ่อยครั้ง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นไปอีก อันที่จริงข้อมูลเหล่านี้ เป็นข้อมูลที่ภาครัฐมีอยู่ในมือแทบทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปัญหาอยู่ที่ทำอย่างไรเกษตรกรจะเชื่อข้อมูลที่มีอยู่ เกษตรกรในยุคก่อน ฉลาดในการทำการเกษตรพอสมควร โดยจัดระบบการปลูกพืชในพื้นที่ของตนเอง ในช่วงต้นฝนน้ำน้อย ไถเสร็จก็หว่านถั่วเขียว ปล่อยให้ถั่วเขียวเติบโตและเก็บผลผลิตได้ภายใน 45-60 วัน ก็ไถกลบ ตามด้วยการปลูกข้าวนาปี หลังการเก็บเกี่ยวข้าวจะหว่านถั่วเขียวอีกรอบหนึ่ง หรือบางพื้นที่สภาพดินเหมาะสมกับการปลูกถั่วลิสงก็จะสลับมาปลูกถั่วลิสง หรือพืชอื่นๆ ตามความเหมาะสมของพื้นที่หมุนเวียนกันไปกับปริมาณน้ำที่มีในแปลงของตนเอง

ปัจจุบันหาเกษตรกรที่วางแผนระบบการปลูกพืช ถั่วเขียว-ข้าวนาปี-ถั่วเขียว/ถั่วลิสง ได้น้อยลงไปมาก ด้วยข้อจำกัดหลายๆ ประการ ทั้งด้านแรงงาน ผลตอบแทน และนโยบายของภาครัฐเอง เพราะพืชตระกูลถั่วเหล่านี้เป็นพืชที่ถูกเรียกว่า พืชคนจน จึงไม่มีภาคเอกชนสนใจที่จะเข้าเป็นผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์จำหน่ายให้เกษตรกร ในขณะที่ภาครัฐก็หลงทางไปไกล ยุบศูนย์ขยายพันธุ์พืชฯ ของกรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งทำหน้าที่ผลิตเมล็ดพันธุ์ชั้นพันธุ์จำหน่าย ไม่ว่าจะเป็นเมล็ดพันธุ์ข้าว ถั่วลิสง ถั่วเขียว มันสำปะหลัง หรือ อ้อย เป็นต้น กลายร่างเป็นศูนย์ขยายพันธุ์ข้าว ขึ้นกับกรมการข้าว แทน บรรดาพืชตระกูลถั่วจึงตกม้าตายแต่เมล็ดพันธุ์ชั้นพันธุ์ขยายของกรมวิชาการเกษตร ไม่สามารถส่งมาให้กรมส่งเสริมการเกษตรผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์ชั้นพันธุ์จำหน่ายได้ ถึงแม้ว่าในปัจจุบัน ทั้งกรมส่งเสริมการเกษตรและกรมวิชาการเกษตรซึ่งเป็นหน่วยงานที่เผชิญปัญหาดังกล่าวอยู่ จะพยายามฟื้นงานผลิตเมล็ดพันธุ์ให้กลับคืนมา เพื่อช่วยให้ระบบการปลูกพืชของเกษตรกรสามารถดำเนินการต่อไปได้ แต่ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น ยังไม่สามารถดำเนินการได้เต็มประสิทธิภาพมากนัก เมื่อเกิดปัญหาที่จำเป็นต้องใช้เมล็ดพันธุ์เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติ หรือ ปัญหาศัตรูพืชระบาดรุนแรง เมล็ดพันธุ์ที่สำรองอยู่ไม่เพียงพอและถึงขั้นขาดแคลนกันเลยทีเดียว ยิ่งนำเมล็ดพันธุ์ชั้นพันธุ์ขยายซึ่งมีต้นทุนการผลิตสูง มาให้เกษตรกรปลูกเลยโดยไม่ผ่านการนำมาเป็นเมล็ดพันธุ์ชั้นพันธุ์จำหน่าย ยิ่งเป็นการลดจำนวนเมล็ดพันธุ์ที่จะสามารถผลิตได้ในฤดูต่อไปลงไปอีกจึงเป็นความเสี่ยงที่น่ากลัวมากสำหรับประเทศที่ประชาชนส่วนใหญ่อยู่ในภาคการเกษตร และหากประเด็นดังกล่าวถูกมองข้ามไปจากผู้กำหนดนโยบายที่ไม่เข้าใจระบบการปลูกพืชอย่างแท้จริง ปัญหาเหล่านี้จะขยายและนำไปสู่ปัญหาที่มีความซับซ้อนและยากจะแก้ไขขึ้นไปอีก ผมมองว่าอย่างนั้น

สมชาย ชาญณรงค์กุล

แนะเฝ้าระวังหนอนเจาะดอกมะลิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/422150

x

แนะเฝ้าระวังหนอนเจาะดอกมะลิ

วันพุธ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงสภาพอากาศร้อน และมีฝนตกบางพื้นที่เช่นนี้ กรมวิชาการเกษตร แนะนำให้เกษตรกรผู้ปลูกมะลิเฝ้าระวังการระบาดของหนอนเจาะดอกมะลิ โดยจะพบการเข้าทำลายในระยะที่ต้นมะลิออกดอก มักพบตัวเต็มวัยเพศเมียวางไข่สีเหลืองเป็นฟองเดี่ยวๆ ตามบริเวณกลีบดอก ก้านกลีบเลี้ยง ใต้ใบ หรือรอยยอดอ่อน เมื่อตัวอ่อนหนอนฟักออกจากไข่จะเข้าทำลายดอกมะลิระยะดอกตูมที่มีขนาดเล็ก โดยหนอนจะเจาะเข้าไปกัดกินอยู่ภายในดอกมะลิ ซึ่งสังเกตลักษณะการเข้าทำลายของหนอนได้จากอาการของดอกมะลิเป็นรอยช้ำ จะเห็นมูลของหนอนเป็นขุยอยู่ภายใต้ดอกสีของดอกมะลิจะเปลี่ยนเป็นสีม่วง สีน้ำตาลแห้ง เหี่ยวแห้ง และร่วงหล่น กรณีถ้าต้นมะลิไม่มีดอก หนอนจะเข้าทำลายกัดกินใบอ่อนหรือยอดอ่อน หากระบาดรุนแรง จะทำให้เกษตรกรไม่สามารถเก็บดอกมะลิขายได้

แนวทางป้องกันและกำจัดหนอนเจาะดอกมะลิ หากพบการเข้าทำลายของหนอน ให้เกษตรกรพ่นสารฆ่าแมลงฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคลอร์ไพริฟอส 40% อีซี อัตรา 80 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร เมื่อพบการระบาดให้เกษตรกรพ่นสารทุก 4 วัน และไม่ควรพ่นสารฆ่าแมลงชนิดเดียวติดต่อกันหลายครั้ง เพราะจะทำให้หนอนเจาะดอกมะลิสสร้างความต้านทานต่อสารฆ่าแมลงชนิดนั้นได้ กรณีในแหล่งที่หนอนเจาะดอกมะลิมีการต้านทานสารเคมีให้ใช้อัตราส่วนของสารเคมีที่สูงขึ้น ให้เกษตรกรพิจารณาเลือกใช้สารเคมีที่มีประสิทธิภาพป้องกันกำจัดหนอนเจาะดอกมะลิ ไม่ให้เข้าทำลายผลผลิตให้เกิดความเสียหายได้ตามความเหมาะสม สำหรับสารฆ่าแมลงคลอร์ไพริฟอส ห้ามใช้ในพื้นที่ปลูกพืชผักหรือพืชสมุนไพร พื้นที่ต้นน้ำ และพื้นที่สาธารณะ