กยท.ฟันธงราคา‘ยาง’ทะลุเกินโลละ60บาทชัวร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/422165

กยท.ฟันธงราคา‘ยาง’ทะลุเกินโลละ60บาทชัวร์

กยท.ฟันธงราคา‘ยาง’ทะลุเกินโลละ60บาทชัวร์

วันอังคาร ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 15.30 น.

“กยท.”ฟันธงราคายางทะลุเกิน 60 บาทต่อกก.ชัวร์ ดันโครงการถนนยางทุกชุมชนดูดซับยางพาราได้ปีละกว่าล้านตัน ยกเป็นผลงาน“โมเดลการตลาดนำการผลิต”ของกฤษฏา

25 มิ.ย.62 นายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า จากนโยบายการตลาดนำการผลิตของนายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ ส่งผลแนวโน้มสถานการณ์ราคายางพาราในครึ่งปีหลังดีขึ้น โดย กยท.ใช้มาตรการรักษาเสถียรภาพราคายางด้วยการเข้าไปประมูลยางแผ่นรมควัน เพื่อดูดซับปริมาณยางส่วนเกินในตลาดกลางยางพาราของ กยท. ทำให้ปริมาณยางส่วนเกินลดลง นอกจากนี้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น ส่งผลให้ราคายางสังเคราะห์คู่แข่งยางธรรมชาติปรับราคาสูงขึ้นด้วย ตลาดผู้ใช้ยางจึงหันมาใช้ยางธรรมชาติมากขึ้นด้วย

สำหรับราคายางต้นเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา ยางแผ่นดิบอยู่ที่ 55.99 บาทต่อกิโลกรัม , ยางแผ่นรมควันอยู่ที่ 59.75 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนราคาประมูล ณ ตลาดกลางยางพารา ยางแผ่นดิบอยู่ที่ 56.23 บาทต่อกิโลกรัม , ราคายางแผ่นรมควันเฉลี่ยอยู่ที่ 60.05 บาทต่อกิโลกรัม

รักษาการผู้ว่าฯกยท. กล่าวว่าสำหรับมาตรการเพิ่มการใช้ยางในประเทศนั้น ได้เดินหน้าโครงการสร้างถนนผสมยางพารา 1 หมู่บ้าน 1 กิโลเมตร ล่าสุดองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั่วประเทศใช้งบทำถนนพาราซอยซีเมนต์แทนถนนลูกรังปีละประมาณ 50,000 กิโลเมตร ทั้งนี้ถนน 1 กิโลเมตร ใช้ยางพารา 1.3 ตัน แต่ละปีจะใช้ปริมาณยางสร้างถนนไม่ต่ำกว่าปีละ 1 ล้านตัน ที่สามารถดูดซับปริมาณยางในตลาดได้จำนวนมาก ประกอบกับปัจจัยทางการเมืองที่รัฐบาลชุดใหม่ เน้นนโยบายสำคัญเรื่องยางพารา ต้องมีมาตรการสร้างเสถียรภาพราคาให้สูงขึ้น ส่งผลให้ราคายางครึ่งปีหลังมีแนวโน้มที่ดี โดยเฉพาะยางแผ่นรมควันราคาทะลุ 60 บาทต่อกิโลกรัมแน่นอน

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์เขาคิชฌกูฏ’ปิ๊งไอเดีย แกะเนื้อทุเรียนแช่แข็งส่งจีน…ต่อยอดธุรกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/421944

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์เขาคิชฌกูฏ’ปิ๊งไอเดีย  แกะเนื้อทุเรียนแช่แข็งส่งจีน...ต่อยอดธุรกิจ

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์เขาคิชฌกูฏ’ปิ๊งไอเดีย แกะเนื้อทุเรียนแช่แข็งส่งจีน…ต่อยอดธุรกิจ

วันอังคาร ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การส่งออกทุเรียนไปยังประเทศจีน เป็นธุรกิจที่กำลังเติบโตและอยู่ในช่วงขาขึ้น โดยทุเรียนที่ส่งออก ต้องมาจากสวนและโรงบรรจุหีบห่อที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาจากสวนที่ได้รับ GAP มีใบรับรองการปลอดศัตรูพืชกำกับ (PC) ผลไม้ต้องบรรจุในบรรจุภัณฑ์ที่ใหม่และสะอาด กล่องบรรจุผลไม้ต้องระบุหมายเลขสวน หมายเลขสถานที่บรรจุหีบห่อ และหมายเลขผู้ส่งออก และระบุข้อความเป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาจีนว่า “Export to the People’s Republic of China” และระบุรายละเอียดฉลากไว้ที่บรรจุภัณฑ์อย่างชัดเจน

สหกรณ์การเกษตรเขาคิชฌกูฏ จำกัด เป็นสหกรณ์ที่ส่งออกทุเรียนไปจีนจำนวนมาก ด้วยวิสัยทัศน์ที่มุ่งเป็นศูนย์กลางรวบรวมผลผลิตทางการเกษตร พัฒนาธุรกิจและองค์กรสู่ความเข้มแข็งและมั่นคง ส่งเสริมให้สมาชิกและครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่ดี เพื่อให้สมาชิกมีส่วนร่วมกับสหกรณ์มากขึ้นและผลประกอบการของสหกรณ์ดีขึ้น ผลผลิตทางการเกษตรของสมาชิกมีคุณภาพตามความต้องการของตลาด และจำหน่ายผลผลิตได้ราคาเพิ่มขึ้น ส่งเสริมธุรกิจของสหกรณ์มีความเข้มแข็ง บริการสมาชิกและชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เพื่อเพิ่มศักยภาพ และพัฒนาธุรกิจของสหกรณ์ให้เข้มแข็ง รองรับการเติบโต และแก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาด สหกรณ์การเกษตรเขาคิชฌกูฏ จำกัด จึงขอรับเงินอุดหนุนงบประมาณโครงการไทยนิยมยั่งยืนของรัฐบาล ผ่านกรมส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อสร้างอาคารห้องเย็น จัดหาอุปกรณ์การตลาดและเครื่องมือรวบรวมและแปรรูปผลไม้ ปัจจุบันสหกรณ์ใช้ประโยชน์จากอาคารและอุปกรณ์ดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า สร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับสมาชิก

นางสาวสุรางค์ ชาวนา ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรเขาคิชฌกูฏ จำกัด เผยว่า การเข้ามาร่วมโครงการรับซื้อผลผลิตของสหกรณ์เกิดช่วงปี 2541-2542 ที่มีปัญหาผลผลิตเงาะล้นตลาด สหกรณ์ฯจึงเข้าไปแทรกแซงตลาดและรับซื้อส่งโรงงาน จากนั้นในปี 2545 สหกรณ์ฯจึงรับซื้อและรวบรวมผลผลิตเองโดยเริ่มจากมังคุด แต่เกิดปัญหาไม่พร้อมด้านบุคลากรและสถานที่ คณะกรรมการขณะนั้นจึงให้บริษัทเอกชนเข้าร่วมเป็นผู้ค้ากับสหกรณ์ฯ โดยบริษัท ริชฟิลด์ เฟรช ฟรุ๊ตท์ จำกัด เป็นผู้ค้าร่วมมาถึงปัจจุบัน ทั้งนี้ นอกจากรวบรวมมังคุดแล้ว สหกรณ์ฯยังรวบรวมผลผลิตทุเรียน เนื่องจากปัจจุบันทุเรียนเป็นที่ต้องการของตลาด ราคาดี ส่งผลให้สมาชิกหลายรายปรับเปลี่ยนพื้นที่มาปลูกทุเรียนมากขึ้น โดยรอบปี 2562 สหกรณ์ฯรวบรวมทุเรียนได้กว่า 1,705 ตัน เป็นมูลค่า 149,400,000 บาท และคาดการณ์ว่าอีก 4-5 ปีข้างหน้า อาจเกิดปัญหาทุเรียนล้นตลาดและราคาตกต่ำ จึงขอสนับสนุนงบประมาณจากโครงการไทยนิยม ยั่งยืน 29,000,000 บาท จากกรมส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อสร้างอาคารห้องเย็นและจัดซื้ออุปกรณ์ รวบรวมผลผลิต ยกระดับสู่การแปรรูปผลไม้ เพื่อส่งออกของขบวนการสหกรณ์ในจังหวัดจันทบุรีในอนาคต

จากการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคในประเทศจีนปัจจุบัน พบว่า ความต้องการบริโภคทุเรียนเปลี่ยนไปจากเดิม จากที่เคยซื้อทั้งผลเปลี่ยนเป็นซื้อทุเรียนแบบแกะเนื้อบรรจุกล่องหรือถาดขนาด 1-2 พู สหกรณ์ฯจึงได้ใช้โอกาสนี้ขยายตลาดทุเรียนแช่แข็งส่งขายไปตลาดจีน โดยสหกรณ์ฯจะรับซื้อผลผลิตเต็มที่ช่วงทุเรียนกระจุกตัวระยะเวลาไม่เกิน 45 วัน เพื่อป้อนเข้าสู่ห้องเย็น หลังสหกรณ์ฯรับซื้อผลผลิตทุเรียนจากเกษตรกรแล้ว จะคัดแยกเกรดเป็น a b c และทุเรียนตกไซส์ โดยทุเรียนเกรด a และ b จำหน่ายเป็นทุเรียนผลสดกว่า 90% ส่งไปจำหน่ายที่จีน ส่วนอื่นจะขายตลาดในประเทศ ผ่านห้าง Makro และ The Mall ส่วนทุเรียนตกไซส์ มีตำหนิ ลูกไม่สวย ไม่สามารถจำหน่ายเป็นผลสดได้ จะคัดผลที่สุกงอมเต็มที่ แกะแยกเนื้อส่งเข้าห้องเย็น ก่อนนำเข้าตู้แช่แข็งความเย็น -70 องศา จากนั้นนำมาบรรจุใส่ถุงขนาด 5 กิโลกรัมและบรรจุกล่อง 20 กิโลกรัม โดยแต่ละวันสหกรณ์ผลิตทุเรียนแช่แข็งได้ประมาณ 65 ตัน

“อาคารห้องเย็นที่ใช้ผลิตทุเรียนแช่แข็งนี้สร้างประโยชน์เพิ่มมูลค่าผลผลิตและสร้างรายได้ให้เกษตรกร เนื่องจากที่ผ่านมาเกษตรกรต้องขนทุเรียนตกไซส์และสุกงอมไปเร่ขาย ไม่ได้ราคา แต่เมื่อมีโรงงานห้องเย็นเป็นของสหกรณ์ฯเอง ทำให้ราคาทุเรียนตกไซส์จากเดิม 30 – 40 บาทต่อกิโลกรัม ขยับขึ้นเป็น 60 – 70 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งการที่สหกรณ์ฯเข้าไปเป็นตัวกลางรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรนั้น ส่งผลต่อการรักษาเสถียรภาพราคาผลไม้ของจ.จันทบุรี และยังช่วยรัฐบาลประหยัดงบประมาณที่ต้องนำไปแทรกแซงราคาตลาดผลไม้ให้เกษตรกรอีกด้วย” นางสุรางค์ กล่าว

นายจิรวัฒน์ สากจินดา สมาชิกสหกรณ์การเกษตรเขาคิชฌกูฏ จำกัด บอกว่า ตนเป็นสมาชิกสหกรณ์มา 20 ปีแล้ว ทำสวนผลไม้ 40 ไร่ แบ่งเป็นทุเรียน 30 ไร่ และมังคุด 10 ไร่ ผลผลิตทั้งหมดจะส่งขายให้สหกรณ์แห่งเดียว เพราะเชื่อมั่นในระบบสหกรณ์มีตาชั่งได้มาตรฐาน รับซื้อราคายุติธรรม รวมทั้งมีตลาดแน่นอน พอสิ้นปียังมีเงินปันผลให้อีก ส่งผลให้ทุกวันนี้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น และมีเงินเก็บเพื่ออนาคต

จะเห็นได้ว่าการที่สหกรณ์การเกษตรเขาคิชฌกูฏ จำกัด ไม่หยุดนิ่งที่จะพัฒนาและต่อยอดธุรกิจไปเรื่อยๆ นอกจากจะส่งผลให้สหกรณ์มีความเข้มแข็ง มั่นคงแล้ว ยังช่วยให้สมาชิกอยู่ดีมีสุขตามไปด้วย

กยท.มั่นใจปัจจัยหนุนราคายางทะลุ60บ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/421938

x

กยท.มั่นใจปัจจัยหนุนราคายางทะลุ60บ.

วันอังคาร ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่าสถานการณ์ยางพาราครึ่งปีหลังแนวโน้มราคาดีขึ้น เพราะความต้องการทั้งตลาดต่างประเทศและในประเทศเพิ่มขึ้น โดยตลาดล่วงหน้าต่างประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ผลจากความต้องการใช้ยางแผ่นรมควันในอุตสาหกรรมการผลิตของญี่ปุ่นที่เพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับจีนตลาดใหญ่ของยางไทยที่ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัวขึ้น ประกอบกับกยท.ใช้มาตรการรักษาเสถียรภาพราคายางด้วยการเข้าไปประมูลยางแผ่นรมควัน เพื่อดูดซับปริมาณยางส่วนเกินในตลาดกลางยางพาราของ กยท. ทำให้ปริมาณยางส่วนเกินลดลง นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น ส่งผลให้ราคายางสังเคราะห์คู่แข่งยางธรรมชาติปรับราคาสูงขึ้นด้วย ตลาดผู้ใช้ยางจึงหันมาใช้ยางธรรมชาติมากขึ้น โดยราคายางต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ยางแผ่นดิบอยู่ที่ 55.99 บาทต่อกกิโลกรัม ยางแผ่นรมควันอยู่ที่ 59.75 บาทต่อกกิโลกรัม ส่วนราคาประมูล ณ ตลาดกลางยางพารา ยางแผ่นดิบอยู่ที่ 56.23 บาทต่อกิโลกรัม ราคายางแผ่นรมควันเฉลี่ยอยู่ที่ 60.05 บาทต่อกิโลกรัม

ส่วนความต้องการใช้ยางในประเทศนั้น ไม่ว่าจะเป็นโครงการสร้างถนนผสมยางพารา 1 หมู่บ้าน 1 กิโลเมตร ล่าสุดองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั่วประเทศใช้งบทำถนนพาราซอยซีเมนต์แทนถนนลูกรังปีละประมาณ 50,000 กิโลเมตร ทั้งนี้ ถนน 1 กิโลเมตร ใช้ยางพารา 1.3 ตัน แต่ละปีจะใช้ปริมาณยางสร้างถนนไม่ต่ำกว่าปีละ 1 ล้านตัน ดูดซับปริมาณยางในตลาดได้จำนวนมาก ประกอบปัจจัยทางการเมืองที่พรรคร่วมรัฐบาลชุดใหม่มีนโยบายสำคัญเรื่องยางพารา ต้องมีมาตรการสร้างเสถียรภาพราคาให้สูงขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ราคายางครึ่งปีหลังมีแนวโน้มที่ดี โดยเฉพาะยางแผ่นรมควันราคาอาจทะลุ 60 บาทต่อกิโลกรัมแน่นอน

ส.ป.ก.เร่งขับเคลื่อนวิสาหกิจแปลงใหญ่ นำร่องเขตปฏิรูปที่ดินสุราษฎร์-โคราช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/421940

x

ส.ป.ก.เร่งขับเคลื่อนวิสาหกิจแปลงใหญ่ นำร่องเขตปฏิรูปที่ดินสุราษฎร์-โคราช

วันอังคาร ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ส.ป.ก. เผยความคืบหน้าการดำเนินงาน Mega Farm Enterprise เน้นใช้ 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่ การทำแผนแม่บทชุมชน การพัฒนาอาชีพ และการเชื่องโยงตลาด พัฒนาเกษตรกรใน 2 พื้นที่ที่เข้าร่วมโครงการไปสู่เป้าหมายภายใต้นโยบายตลาดนำการผลิตของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หวังให้ทั้ง 2 พื้นที่ดังกล่าวเป็นโมเดลนำไปสู่การส่งเสริมและพัฒนาด้านการจัดสรรที่ดินทำกินให้เกษตรกรในพื้นที่อื่นๆ ต่อไป

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.)เปิดเผยว่า ส.ป.ก. ได้เร่งการขับเคลื่อนการดำเนินงานโครงการบริหารจัดการวิสาหกิจแปลงใหญ่หรือ Mega Farm Enterprise ซึ่งเป็นอีกโครงการที่เชื่อมโยงนโยบายการจัดทำแผนการผลิตภาคการเกษตร (Agricultural Production Plan) ภายใต้แนวทาง “การตลาดนำการผลิต” และ “โครงการเกษตรแปลงใหญ่” (Mega Farm) เข้าด้วยกัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบเกษตรกรรมของประเทศไทยตั้งแต่เริ่มต้นการผลิตจนกระทั่งมีผลผลิตจำหน่ายออกสู่ตลาดให้มีศักยภาพก้าวทันต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจจุบัน และสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ภายใต้การบูรณาการระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการเข้าไปมีส่วนร่วมกับกลุ่มเกษตรกรในการบริหารจัดการเกษตรแปลงใหญ่ให้มีประสิทธิภาพ

สำหรับพื้นที่ ส.ป.ก. ที่เข้าร่วมโครงการนี้มีด้วยกัน 2 แห่งคือ 1.โครงการจัดที่ดินทำกินชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) ในเขตปฏิรูปที่ดิน ตำบลไทรทอง อำเภอชัยบุรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี เนื้อที่ประมาณ 972 ไร่ ซึ่ง ส.ป.ก. จัดที่ดินเป็นแปลงที่อยู่อาศัยและแปลงเกษตรกรรมให้เกษตรกรจำนวน 114 ราย เนื้อที่ 726 ไร่ (ที่อยู่อาศัยรายละ 1 ไร่ แปลงเกษตรกรรมรายละ 5 ไร่) และแปลงเกษตรกรรมรวมเนื้อที่ 60 ไร่ 2.โครงการจัดที่ดินทำกินชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) ในเขตปฏิรูปที่ดิน บ้านเหนือ ตำบลปากช่อง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ 1,021 ไร่ ซึ่ง ส.ป.ก. ได้จัดที่ดินเป็นแปลงที่อยู่อาศัยและแปลงเกษตรกรรมให้เกษตรกรจำนวน 85 รายเนื้อที่ 510 ไร่ (ที่อยู่อาศัยรายละ 1 ไร่ แปลงเกษตรกรรมรายละ 5 ไร่) และแปลงเกษตรกรรมรวมเนื้อที่ 30 ไร่ ซึ่งทั้ง 2 พื้นที่จะใช้แผนการดำเนินงาน 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่ การทำแผนแม่บทชุมชน การพัฒนาอาชีพ และการเชื่องโยงตลาด

“โครงการดังกล่าวนอกจากจะเป็นการปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตทางการเกษตร จากเดิมที่เกษตรกรผลิตตามความคุ้นชินไปเป็นการผลิตที่มีการวางแผนเพื่อสนองตอบต่อความต้องการของตลาดและผู้บริโภคแล้ว ยังเปลี่ยนรูปแบบการผลิตจากต่างคนต่างผลิตเป็นการผลิตแบบกลุ่มเพื่อสร้างอำนาจต่อรองในการซื้อขายผลผลิตและปัจจัยการผลิต ซึ่งคาดว่าเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจะมีรายได้เพิ่มขึ้นและมีความมั่นคงในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน” เลขาธิการส.ป.ก.กล่าว

รักษ์เกษตร : ปุ๋ยอินทรีย์ คุณค่าเหลือหลาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/421943

x

รักษ์เกษตร : ปุ๋ยอินทรีย์ คุณค่าเหลือหลาย

วันอังคาร ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม อยากเรียนถามว่า ปุ๋ยอินทรีย์มีข้อดีและข้อเสีย อย่างไรบ้างครับ

สุรินทร์ วิเชียรชัย

อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี

คำตอบ

ปุ๋ยอินทรีย์ตามนิยามของวิกิพีเดีย (สารานุกรมเสรี) ระบุว่า ปุ๋ยอินทรีย์ เป็นปุ๋ยที่ทำจากวัสดุอินทรีย์ มีธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์สำหรับการเจริญเติบโตของพืช ผลิตจากวัสดุอินทรีย์ ของเสียจากโรงงาน(บางประเภท) มูลวัว มูลไก่ มูลค้างคาว ซากต้นไม้ ใบไม้ กรดอะมิโน โดโลไมท์ และแร่ธาตุต่าง ๆ นำมาบด เติมจุลินทรีย์ บ่มหมัก กลับกอง จนย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ย

ข้อดีของการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ มีดังนี้

1) ปุ๋ยอินทรีย์มีลักษณะทางกายภาพได้หลายแบบ เช่น ปุ๋ยเม็ด ปุ๋ยผง และปุ๋ยน้ำ แต่ที่นิยมจำหน่ายในท้องตลาดส่วนใหญ่เป็นปุ๋ยเม็ด เนื่องจากสะดวกกับเกษตรกรในการนำไปใช้ ทั้งจากการหว่านด้วยมือ หรือใช้กับเครื่องพ่นเม็ดปุ๋ย

2) ปุ๋ยอินทรีย์ มีอินทรียวัตถุ มีธาตุอาหารรอง ธาตุอาหารเสริมที่ปุ๋ยเคมีไม่มี และจุลธาตุที่จำเป็นต่อจุลินทรีย์ดินและพืช ที่ปุ๋ยเคมีไม่มี ธาตุทั้งสองกลุ่มนี้ ถึงแม้ว่าพืชจะมีความต้องการน้อย แต่ก็ไม่สามารถขาดได้อย่างเด็ดขาด

3) ปุ๋ยอินทรีย์ช่วยเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อพื้นดินให้มากขึ้นจากเดิม

4) ปุ๋ยอินทรีย์ มีแร่ธาตุที่หลากหลายดีต่อการเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ของพืช อาจจะมองไม่เห็นชัดนักในระยะแรกที่ใช้งาน แต่มีผลในระยะยาวอย่างมาก พืชจะค่อยๆ แข็งแรง และเพิ่มผลผลิตมากขึ้น

5) ปุ๋ยอินทรีย์ ไม่ทำร้ายผิวหน้าดิน ช่วยทำให้ดินมีสภาพเป็นกลางและเสถียรอยู่เสมอช่วยปรับระดับความเป็นกรด-ด่างของดินให้เหมาะสมต่อการเติบโตของพืช ทั้งยังปรับสภาพความเป็นกรด-ด่างให้ดินในขณะที่มีการใช้ปุ๋ยเคมีอย่างยาวนาน เช่น อาจมีการละลายแร่ธาตุบางอย่างที่ไม่พึงประสงค์ออกมาให้แก่รากพืช เช่น อะลูมิเนียม ทำให้พืชมีลักษณะแคระแกร็นและเป็นโรคง่าย

6) ปุ๋ยอินทรีย์ ช่วยปรับโครงสร้างของดินเสียใหม่ ด้วยการทำให้เม็ดดินร่วนซุย ช่วยปรับให้หน้าดินร่วนซุย โดยไม่ต้องไถพรวนกันมากนัก ช่วยเพิ่มจำนวนจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ และสิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติในดิน ทำให้ดินมีโครงสร้างโปร่ง ร่วนซุย อ่อนนุ่ม อุ้มน้ำซึ่งจะส่งผลดีต่อพืชที่ปลูกอย่างมาก

ข้อเสียของการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ มีดังนี้

1) ปุ๋ยอินทรีย์ มีปริมาณธาตุอาหารหลักในปริมาณที่น้อยกว่าปุ๋ยเคมีมาก ปุ๋ยเคมีนั้น ผลิตจากการผสมปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมีเข้าด้วยกัน เพราะปุ๋ยเคมีสามารถเพิ่มปริมาณระดับแร่ธาตุอาหารได้อย่างเต็มที่

2) ปุ๋ยอินทรีย์ มีต้นทุนการผลิตสูงกว่าเพราะต้องใช้ในปริมาณที่มากเพื่อให้ได้ปริมาณธาตุอาหารเพียงพอต่อความต้องการของพืช

3) ปุ๋ยอินทรีย์ ไม่สามารถบังคับได้ชัดเจนและทันกับช่วงเวลาที่พืชต้องการ เช่น จะเร่งใบ เร่งดอก หรือเร่งผลผลิต

แต่อย่างไรก็ตาม การนำปุ๋ยอินทรีย์เข้ามาใช้นั้น ไม่อาจนำมาใช้เพียงอย่างเดียวได้ตลอด จำเป็นที่จะต้องใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมี จะช่วยให้ได้ผลผลิตและคุณภาพที่ดีกว่าการใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพียงอย่างเดียว ทั้งยังลดต้นทุนการผลิตจากการใช้ปุ๋ยชนิดหนึ่งชนิดใดเพียงอย่างเดียว นะครับ

นาย รัตวิ

โชว์นวัตกรรมใหม่ติดตามเครื่องจักรกล กรมชลฯเตรียมใช้รับมือน้ำหลากปีนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/421936

x

โชว์นวัตกรรมใหม่ติดตามเครื่องจักรกล กรมชลฯเตรียมใช้รับมือน้ำหลากปีนี้

วันอังคาร ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม ผู้อำนวยการสำนักเครื่องจักรกล กรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมประดิษฐ์นวัตกรรมใหม่ ชื่อว่า “ระบบติดตามเครื่องจักรกล” เป็นอุปกรณ์ควบคุม-ติดตามเครื่องจักรเครื่องมือของกรมที่ออกปฏิบัติหน้าที่ช่วงฤดูฝนปีนี้กว่า 3,000 รายการ ทำให้ติดตามสถานะการทำงาน และตรวจวัดตำแหน่งเครื่องจักรเครื่องมือแบบทันท่วงที (Real Time) จากศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) ที่ผ่านมาการบริหารเครื่องจักรเครื่องมือหลายพันรายการในความดูแลของกรมชลประทานยังไม่เป็นระบบ Real Time เนื่องด้วยใช้กำลังคน ทำให้เกิดความล่าช้าในการเข้าแก้ไขเหตุการณ์ ซึ่งนวัตกรรมระบบติดตามเครื่องจักรกลดังกล่าว จะช่วยแก้ปัญหาได้ทั้งหมด การใช้งานคือ เมื่อ SWOC วิเคราะห์ประมวลผลว่าพื้นที่ใดต้องการเครื่องจักรเครื่องมือลงพื้นที่ปฏิบัติการ เครื่องมือที่อยู่ใกล้ที่เกิดเหตุจะถูกสั่งการจาก SWOC ให้ออกปฏิบัติงานพร้อมรายงานผลทันที

นอกจากนี้ นวัตกรรมระบบติดตามเครื่องจักรกลทำให้ทราบสภาพการณ์ของเครื่องจักรเครื่องมือว่ากำลังปฏิบัติงาน หรือเกิดความเสียหาย โดยติดตามเครื่องจักรจากหน้าจอระบบปฏิบัติการ ใช้ระบบสื่อสารแบบ NB-IOT ใช้พลังงานจากโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่ ทำให้ระบบมีราคาถูกและประหยัดค่าใช้จ่ายในการใช้งาน

ผอ.สำนักเครื่องจักรกล กรมชลประทานกล่าวต่อว่า ขณะนี้เตรียมนวัตกรรมระบบติดตามเครื่องจักรกลไว้ 10 ชุดสำหรับใช้ในพื้นที่เสี่ยงน้ำหลาก เช่น หาดใหญ่ พิษณุโลก ตั้งเป้าผลิตไม่น้อยกว่า 100 ชุด สำหรับใช้ในกรมชลประทานทั่วประเทศ นวัตกรรมที่เราคิดค้นครั้งนี้ตอบโจทย์การทำงานช่วงภาวะวิกฤติ ลดระยะเวลาการทำงาน ตัดขั้นตอนการรายงาน หากเกิดปัญหาหน้างานจะเข้าแก้ไขได้ทัน หรือเมื่อเจ้าหน้าที่ติดตั้งเครื่องจักรเสร็จก็ไปทำงานบริเวณอื่นต่อได้ ไม่จำเป็นต้องใช้คนเฝ้าเครื่องจักร 24 ชั่วโมง รวมทั้งสนองนโยบายกระทรวงเกษตรฯยุค 4.0 ที่ต้องสร้างสรรค์สิ่งใหม่บริหารจัดการน้ำได้มีประสิทธิภาพ

‘ฉัตรกมล มุ่งพยาบาล’คว้านายกฯสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/421990

'ฉัตรกมล มุ่งพยาบาล'คว้านายกฯสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทย

‘ฉัตรกมล มุ่งพยาบาล’คว้านายกฯสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทย

วันจันทร์ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 18.16 น.

“ฉัตรกมล มุ่งพยาบาล”คว้านายกฯสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทย คนแรกของประเทศ กษ.พร้อมเตรียมเจาะตลาดใหม่ส่งออกทุเรียนจากตลาดจีนเป็นหลัก รองรับผลผลิตมากขึ้น หลังเพิ่มพื้นที่ปลูก32จว.กว่า8.3แสนไร่

24 มิ.ย.62 นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นเจ้าภาพจัดการเลือกตั้งนายกสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทย คนแรกของประเทศไทย โดยมีกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ และกลุ่มปลูกทุเรียนแปลงใหญ่ทั่วประเทศเข้าร่วม เปิดเผยว่า ผลจากการเลือกตั้ง ปรากฏว่า นายฉัตรกมล มุ่งพยาบาล จังหวัดชุมพร ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกสมาพันธ์คนแรก ที่มีสโลกแกน วิสัยทัศน์ สร้างความเข้มแข็ง มั่นคง และประสานประโยชน์ความร่วมมือเพื่อชาวสวนทุเรียนให้เกิดความยั่งยืนในอาชีพ ส่วนอุปนายก มี 3 คน ประกอบด้วย นายธีรภัทร อุ่นใจ จ.จันทบุรี , นายสัมฤทธิ์ ม่วงประเสริฐ จ.ศรีสะเกษ และนายประโยชน์ พรหมสุวรรณ จ.ประจวบคีรีขันธ์

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ทุเรียนเป็นราชาผลไม้ไทยที่มีความเป็นเอกลักษณ์ของประเทศ มีความสำคัญต่อภาคเกษตรไทยสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรเป็นอย่างมาก กระแสความนิยมของการปลูกทุเรียนในปัจจุบันนับว่ามีทิศทางที่สูงขึ้น เห็นได้จากการขยายพื้นที่ปลูกทุเรียนทั้งประเทศขณะนี้มีมากถึง 32 จังหวัด (ข้อมูลเอกภาพสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ปี 2561) ข้อมูลสถานการณ์การผลิตทุเรียนทั้งประเทศ ตั้งแต่ปี 2557 – 2561 พบว่า เนื้อที่ยืนต้นเพิ่มขึ้นจาก 666,505 ไร่ เป็น 839,725 ไร่ หรือเพิ่มขึ้น ร้อยละ 20.62 เนื้อที่ให้ผลเพิ่มขึ้นจาก 570,567 ไร่ เป็น 654,509 ไร่ หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.82 เมื่อเทียบกับปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้นจาก 631,774 ตัน เป็น 737,065 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.29 ขณะที่มูลค่าและปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่าการส่งออกในปี 2561 เป็นเงิน 35,333 ล้านบาท ปริมาณ 530,226 ตัน ซึ่งเพิ่มจากปี 2560 ที่มีมูลค่า 24,847 ล้านบาท ปริมาณ 513,883 ตัน และจากข้อมูล 4 ปีที่ผ่านมา (2558 – 2561) ประเทศไทยส่งออกทุเรียนเป็นอันดับ 1 ของอาเซียน โดยมีประเทศจีนเป็นตลาดหลักในการส่งออก

“กรมฯ ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ ตระหนักถึงแนวโน้มการขยายพื้นที่ปลูกทุเรียนทั้งประเทศ ในรอบ 5 ปี ตั้งแต่ปี 2557 – 2561 ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 655,505 ไร่ เป็น 839,725 ไร่ โดยมีเกษตรกรที่มีความสามารถโดดเด่นเป็นเกษตรกรต้นแบบที่ดี (best practice) พร้อมที่จะแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเกษตรกรที่ปลูกทุเรียน ซึ่งกระจัดกระจายหลายภาคทั่วประเทศ การจัดตั้งสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทยครั้งนี้ จะทำให้เกิดการผลิตทุเรียนคุณภาพสร้างมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ เพื่อให้ทุเรียนเป็นต้นแบบการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ด้วยความสามารถขององค์กรเกษตรกรเอง มีการขับเคลื่อนการผลิตและการตลาดรวมทั้งมองถึงการแสวงหาตลาดใหม่ เพื่อลดการพึ่งพาตลาดผูกขาดอย่างสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งจะเป็นแนวทางการพัฒนาการบริหารจัดการทุเรียนในอนาคตได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกรผู้ผลิตทุเรียนจะได้ปรับเปลี่ยนการผลิต มีการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาช่วยลดต้นทุนในการผลิตทุเรียนให้มีคุณภาพมากขึ้น มีการวางแผนที่ดีลดความเสี่ยงการผลิตสินค้าซึ่งมากเกินความต้องการ ถือเป็นการพัฒนาเกษตรกรรมของประเทศ ด้วยวิถีทาง แห่งนวัตกรรม การเพิ่มมูลค่าและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนตามนโยบายเกษตร 4.0” นายสำราญ กล่าว

กษ.ยันโมเดล’การตลาดนำการผลิต’ ดันรายได้เกษตรกรพุ่ง ไม่ต้องพึ่งประชานิยม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/421983

กษ.ยันโมเดล'การตลาดนำการผลิต' ดันรายได้เกษตรกรพุ่ง ไม่ต้องพึ่งประชานิยม

กษ.ยันโมเดล’การตลาดนำการผลิต’ ดันรายได้เกษตรกรพุ่ง ไม่ต้องพึ่งประชานิยม

วันจันทร์ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 18.10 น.

“กฤษฎา”ยันโมเดลการตลาดนำการผลิต ดันรายได้เกษตรกรพุ่งสูงสุดในรอบ5ปี ไม่ต้องพึ่งประชานิยม

24 มิ.ย.62 นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการติดตามผลนโยบายการตลาดนำการผลิต ได้บูรณาการร่วมกันทั้งภาครัฐภาคเอกชนและกลุ่มเกษตรกรเพิ่มการผลิตสินค้าที่ตลาดต้องการ และลดการผลิตสินค้าที่ล้นตลาดมาเป็นเวลา 1 ปีเศษ พบว่าเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรอย่างชัดเจน โดยข้อมลูจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ระบุว่า เกษตรกรมีรายได้เงินสดสุทธิหักค่าใช้จ่ายแล้วทางการเกษตรในปีเพาะปลูก 2560/2561 เป็นเงิน 74,483 บาทต่อปี เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้านี้ เป็นเงิน 58,975 บาทต่อปี เป็นอัตราส่วนกำไรเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 26.30 และเมื่อวิเคราะห์ตัวเลขเปรียบเทียบ 5 ปีย้อนหลัง จะเห็นว่าปี 2560/2561 เกษตรกรมีรายได้ที่ก้าวกระโดด ทั้งรายได้และอัตราการเติบโตภาคเกษตร

นายกฤษฎา กล่าวว่า กญุแจสำคัญที่สามารถดันรายได้เกษตรกรมาจากการบริหารความต้องการของตลาดและการผลิตอย่างเหมาะสม เช่น ข้าวพืชเศรษฐกิจสาคัญของไทย ส่งผลให้ราคาข้าวเปลือกเจ้าตันละ 7,000 – 8,000 บาท ข้าวเปลือกหอมมะลิ ราคาตันละ 15,000 บาท

“การตลาดนำการผลิต จึงเป็นทางออกให้เกษตรกรจะไม่ต้องทนทุกข์การผลิตล้นตลาด ถูกกดราคา หาที่รับซื้อไม่ได้ และภาครัฐท่ีจะไม่ต้องทุ่มเงินภาษีประชาชนมาอุ้มราคาสินค้าเกษตรจน กลายเป็นปัญหาลูกโซ่กระทบทั้งเศรษฐกิจสังคมและการเมืองอย่างที่ผ่านมา” นายกฤษฎา กล่าว

ทั้งนี้ รายได้เกษตรกร ปี 2561 เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นจากสาขาพืชเป็นหลัก อาทิ ข้าว สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร 56,123 บาท/ครัวเรือน ไม้ผลไม้ยืนต้น สร้างรายได้ 46,854 บาท/ครัวเรือน และพืชไร่ สร้างรายได้ 32,072 บาท/ครัวเรือน ซึ่งแม้รายจ่ายเงินสดทางการเกษตรเพิ่มขึ้นจากต้นทุนการผลิตที่มีราคาสูงตามภาวะเศรษฐกิจ แต่ภาพรวมจะเห็นได้ว่า ผลตอบแทนรายได้เงินสดสุทธิเกษตรยังคงสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากนโยบายของภาครัฐที่ให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกร การเพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับมาตรฐานการเกษตร ตลาดนำการผลิตการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันสินค้าเกษตรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม และการดำเนินโครงการไทยนิยมยั่งยืน

ปศุสัตว์ตั้งวอร์รูมอหิวาต์แอฟริกาในสุกร ห้ามนำเข้าผลิตภัณฑ์หมู11ชนิดจาก19ประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/421935

ปศุสัตว์ตั้งวอร์รูมอหิวาต์แอฟริกาในสุกร ห้ามนำเข้าผลิตภัณฑ์หมู11ชนิดจาก19ประเทศ

ปศุสัตว์ตั้งวอร์รูมอหิวาต์แอฟริกาในสุกร ห้ามนำเข้าผลิตภัณฑ์หมู11ชนิดจาก19ประเทศ

วันจันทร์ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 16.31 น.
“อธิบดีปศุสัตว์ ตั้งวอร์รูม ศูนย์ปฏิบัติการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร แล้วเตือนเกษตรกร ฟาร์มเลี้ยง พบอาการผิดปกติรีบแจ้งทันทีตลอด24ชม.ชี้แนวโน้มโรคระบาดกระจายวงกว้าง ห้ามนำเข้าผลิตภัณฑ์สุกร 11 ชนิดจาก 19 ประเทศเข้าไทย”
24 มิ.ย.62 นายสัตวแพยท์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้ตั้งศูนย์ปฏิบัติการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF)โดยเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร ฟาร์มสุกร สามารถดาวน์โหลดแอพพิเคชั่น DLD4.0 ของกรมปศุสัตว์ได้ตลอด 24 ชม.หรือแจ้งสายด่วนโทร 06-3225-6888 เพื่อขอรับความช่วยเหลือด้านปศุสัตว์และกรณีได้รับผลกระทบด้านปศุสัตว์จากน้ำแล้ง ภัยแล้ง แจ้งการเกิดโรคระบาด แจ้งเบาะแสการกระทำผิดตามพ.ร.บ.ต่างๆที่กรมปศุสัตว์รับผิดชอบ แจ้งเฝ้าระวังทางอาการโรคระบาด
นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าวว่า สถานการณ์โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร ที่ระบาดในประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งในเอเซียและยุโรป รวม 19 ประเทศ ซึ่งเป็นโรคไวรัสที่ระบาดในสุกร เมื่อเกิดโรคจะทำให้ตายเป็นจำนวนมาก ยังไม่มีวัคซีนและวิธีการรักษาที่จำเพาะ แม้ไม่ติดต่อสู่คนแต่สามารถอยู่ในสิ่งแวดล้อมหรือซากได้นานหลายเดือน ประเทศที่มีการระบาดจะมีผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจและสังคม
“ประเทศไทยยกระดับมาตรการป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรเป็นวาระแห่งชาติ รวมมือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเตรียมรับมือไว้ล่วงหน้า เพื่อเร่งดำเนินการไม่ให้โรคเข้าไทย ดังนั้นผู้เลี้ยงสุกรต้องเฝ้าระวังโรคใกล้ชิด สังเกตุอาการสัตว์เลี้ยง หากพบผิดปกติรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่ทันทีเข้าทำลายฝั่งกลบ เกษตรกรจะได้รับการช่วยเหลือชดเชยตามพ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ โดยอาการของโรค ตายเฉียบพลัน มีไข้สูง ผิวหนังแตก มีจุดเลือดออกหรือรอยช้ำ เฉพาะใบหู ท้อง ขาหลัง และมีอาการทางระบบอื่น เช่นทางเดินหายใจ ทางเดินอาหาร การแท้งในทุกช่วงของการตั้งท้อง จะพบได้ทุกกลุ่มและทุกช่วงอายุ อัตราป่วย100% อัตราตาย30%-100% ส่วนในลูกสุกรอัตราการตาย80-100%ภายใน4วัน”นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าว
ทั้งนี้เมื่อพบสุกรป่วยตายผิดปกติ หรือมีอาการตามนิยามโรค มาตรการป้องกัน เข้มงวดระบบการป้องกันโรค เช่น รู้แหล่งที่มาของสุกร ห้ามคนนอกเข้าฟาร์ม แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่เพื่อเร่งดำเนินการช่วยเหลือ หรือติดต่อcall center หรือผ่านแอพพิเคชั่น DLD4.0 แจ้งการเกิดโรคระบาด ห้ามเคลื่อนย้ายสุกรออกจากฟาร์ม
นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าวว่า สถานการณ์แนวโน้มของโรคระบาดยังแพร่กระจายเป็นวงกว้าง เช่น ประเทศจีน เวียดนาม กัมพูชา ลาว ส่วนประเทศไทยยังไม่เคยพบการระบาดของโรคนี้ โดยที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันทุกหน่วยงานบูรณาการ วางมาตรการคุมเข้มห้ามนำเข้าผลิตภัณฑ์จากสุกร เข้าประเทศอย่างเด็ดขาด จากประเทศที่มีการระบาด เช่น กุนเชียง ไส้กรอกทุกชนิด มั้ม หรือหม่ำ หรือซาลามี แหนม หรือจิ้นส้ม แฮมทุกชนิด เบคอนทุกชนิด เนื้อหมูรมควัน เนื้อหมูดอง เนื้อหมูเบอร์เกอร์ เนื้อหมูหมักเกลือ เนื้อหมู โดยมีระยะฟักตัวของโรค5-15วัน ซี่งสุกร มีการติดต่อของโรคจากการสัมผัสสารคัดหลั่งของสุกรป่วย การหายใจเอาเชื้อเข้าไป การกินอาหารที่มีเชื้อปนเปื้อน โดนเห็บที่มีเชื้อกัด เสื้อผ้าอุปกรณ์ปนเปื้อนเชื้อโรคสามารถแพร่กระจายไวรัสได้

เกษตรกรไทยเฮ!! ทางเลือกลดสารเคมี พบมวนตัวห้ำชนิดใหม่กินเพลี้ยในพืชเศรษฐกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/421884

เกษตรกรไทยเฮ!! ทางเลือกลดสารเคมี พบมวนตัวห้ำชนิดใหม่กินเพลี้ยในพืชเศรษฐกิจ

เกษตรกรไทยเฮ!! ทางเลือกลดสารเคมี พบมวนตัวห้ำชนิดใหม่กินเพลี้ยในพืชเศรษฐกิจ

วันจันทร์ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 14.23 น.

ครั้งแรกในไทยและเอเชีย เกษตรกรไทย เฮ!! มีทางเลือกลดใช้สารเคมี พบมวนตัวห้ำชนิดใหม่ชอบกินเพลี้ยไฟศัตรูพืชสำคัญทางเศรษฐกิจ เผยนักวิจัยกรมวิชาการเกษตร เปิดตัวมวนตัวห้ำแมลงศัตรูธรรมชาติชนิดใหม่ ช่วยควบคุมประชากรแมลงศัตรูพืช ลดปัญหาสารตกค้างในผลผลิตและสิ่งแวดล้อมหนุนต่อยอดเชิงพาณิชย์

24 มิ.ย.62 นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า กรมวิชาการเกษตรมีผลงานวิจัยด้านการควบคุมกำจัดศัตรูพืชโดยชีววิธี ซึ่งเป็นการสนับสนุนนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ต้องการให้เกษตรกรลดการใช้สารเคมีทางการเกษตร ถือเป็นวิธีการป้องกันกำจัดศัตรูพืชอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยลดระดับความเสียหายจากศัตรูพืชและสามารถช่วยควบคุมประชากรแมลงศัตรูพืชไม่ให้สูงจนก่อให้เกิดความเสียหายต่อพืชได้ รวมทั้งลดปัญหาสารตกค้างในผลผลิตและสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญเป็นวิธีการที่ได้ใช้ศัตรูธรรมชาติที่มีอยู่แล้วให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด

 

 

ในประเทศไทยมีศัตรูพืชประเภทปากดูดที่สำคัญสร้างความเสียหายให้แก่ผลผลิตทางการเกษตร ได้แก่ เพลี้ยไฟ เพลี้ยแป้ง แมลงหวี่ขาว ไรแดงและไรขาว เกษตรกรส่วนใหญ่ใช้สารเคมีในการป้องกันกำจัด ซึ่งสามารถลดประชากรของแมลงศัตรูพืชได้ชั่วคราวเท่านั้น เนื่องจากศัตรูพืชในกลุ่มนี้มีขนาดเล็กและมีวงชีวิตสั้น สามารถปรับตัวสร้างความต้านทานต่อสารเคมีได้รวดเร็ว ก่อให้เกิดปัญหาสารเคมีตกค้างในผลผลิตและสิ่งแวดล้อม เป็นอันตรายต่อผู้ใช้โดยสารพิษเข้าไปสะสมในร่างกายและส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคจากสารพิษตกค้าง

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร ได้สำรวจพบแมลงศัตรูธรรมชาติที่สำคัญถือเป็นแมลงที่พบครั้งแรกในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งแมลงศัตรูธรรมชาติดังกล่าวเป็นมวนตัวห้ำชนิด Cardiastethus exiguus Poppius พบที่แปลงมันสำปะหลังในจังหวัดกาญจนบุรี โดยมวนตัวห้ำชนิดนี้ชอบกินเพลี้ยไฟมากที่สุด ซึ่งในประเทศไทยยังไม่มีมวนตัวห้ำที่สามารถกินเพลี้ยไฟได้ รวมทั้งยังชอบกินแมลงศัตรูพืชซึ่งเป็นพืชที่สำคัญทางเศรษฐกิจ จากการศึกษาวิจัยทำให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับมวนตัวห้ำ C. exiguus ด้านชีววิทยา การเพาะเลี้ยง โดยพบว่าเป็นมวนตัวห้ำที่มีศักยภาพดีในการควบคุมแมลงและไรศัตรูพืชที่สำคัญ เช่น เพลี้ยไฟฝ้าย ซึ่งปัจจุบันมีปัญหาระบาดรุนแรงในพืชเศรษฐกิจและมีรายงานการต้านทานสารฆ่าแมลง ยากในการป้องกันกำจัด ที่สำคัญคือค้นพบวิธีการเพาะเลี้ยงมวนตัวห้ำ C. exiguus ที่ง่าย สะดวก และประหยัดได้สำเร็จ รวมทั้งมีความเป็นไปได้ในการเพาะเลี้ยงขยายในปริมาณมากหรือต่อยอดการผลิตในเชิงพาณิชย์ได้

 

 

“ปัญหาที่สำคัญในขณะนี้คือเพลี้ยไฟมีความต้านทานต่อสารฆ่าแมลง ดังนั้น การค้นพบมวนตัวห้ำชนิดใหม่นี้แม้จะไม่ได้ทำให้เพลี้ยไฟหมดไปจากประเทศไทย แต่เป็นการป้องกันไม่ให้แพร่ระบาดได้ ที่สำคัญการควบคุมโดยชีววิธีคือ การลดใช้สารเคมีฆ่าแมลง ทำให้ลดต้นทุนการผลิต  และเป็นวิธีการกำจัดศัตรูพืชที่ปลอดภัยต่อผู้ใช้  ผู้บริโภค  รวมทั้งสิ่งแวดล้อม การศึกษาวิจัยข้อมูลของมวนตัวห้ำชนิดใหม่นี้จึงสามารถลดการใช้สารเคมีในการป้องกันกำจัดศัตรูพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน  ซึ่งผลงานวิจัยดังกล่าวยังได้รับรางวัลผลงานวิจัยดีเด่นประจำปี 2561 ของกรมวิชาการเกษตรด้วย” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว