ผู้เลี้ยงหมูบุกทำเนียบ ค้านนำเข้าหมูหวั่นอาชีพล่มสลาย

ผู้เลี้ยงหมูบุกทำเนียบ ค้านนำเข้าหมูหวั่นอาชีพล่มสลาย

ผู้เลี้ยงหมูบุกทำเนียบ ค้านนำเข้าหมูหวั่นอาชีพล่มสลาย

วันอังคาร ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กลุ่ม“ผู้เลี้ยงหมู”บุกทำเนียบฯ! 8 เมษายน ยื่นหนังสือ“นายกฯอิ๊งค์” ค้านนำเข้าหมูหวั่นอาชีพล่มสลาย

เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2568 กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูและตัวแทนสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคต่างๆ แจ้งว่า ในวันที่ 8 เมษายน 2568 เวลา 09.00 น. จะเข้ายื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรี ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ฝั่ง กพ. ตรงข้ามทำเนียบรัฐบาล เพื่อให้ข้อมูลห่วงโซ่การผลิตหมูไทยทั้งระบบ หลังรัฐบาลไทย มีแนวคิดนำเข้าหมูจากสหรัฐเพื่อแก้ไขปัญหาดุลการค้า และลดแรงกดดันการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าไทยในอัตรา37% พร้อมให้กำลังใจคณะทำงานของรัฐบาลไทย ทั้งกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ)และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการหามาตรการรองรับผลกระทบและแนวทางเจรจากับสหรัฐอย่างเหมาะสม ปกป้องผลประโยชน์ชาติและสานความร่วมมือสองประเทศได้สำเร็จ

ทั้งนี้ การนำเข้าเนื้อหมูจะสร้างผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรมสุกรไทยซึ่งมีเกษตรกรอยู่มากกว่า 200,000 ครอบครัวทั่วประเทศ รวมถึงจะกระทบห่วงโซ่การผลิตหมูทั้งหมด ตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูกพืชไร่ ไปจนถึงโรงแปรรูปเนื้อหมู ตลอดจนกระทบถึงสุขอนามัยของผู้บริโภคชาวไทยที่ต้องเสี่ยงกับสารเร่งเนื้อแดงจากหมูสหรัฐฯ ทั้ง ๆ ที่อุตสาหกรรมการเลี้ยงหมูมีการพัฒนาการเลี้ยงเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคมาโดยตลอด หากรัฐยอมให้นำหมูที่ใช้สารเร่งเนื้อแดงซึ่งมีผลถึงระบบหัวใจและระบบประสาทของมนุษย์เข้ามา ย่อมกระทบต่อสุขภาพความปลอดภัยของผู้บริโภคชาวไทยอย่างเลี่ยงไม่ได้ นับเป็นหายนะร้ายแรงต่อประชาชนและความมั่นคงทางอาหารของประเทศ

อย่างไรก็ตาม เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูเห็นด้วยที่รัฐบาลไทยจะเจรจาลดการขาดดุลของสหรัฐด้วยการเพิ่มการนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯในกลุ่มที่ไทยผลิตได้ไม่เพียงพอ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเหลือง กากถั่วเหลือง ผลไม้เมืองหนาว แอปเปิ้ล เชอรี่ เป็นต้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งไทยและสหรัฐฯ

เกษตรกรและตัวแทนสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคต่างๆ กล่าวอีกว่า พร้อมเป็นกำลังใจให้รัฐบาลไทยสามารถเจรจากับสหรัฐ ภายใต้การปกป้องผลประโยชน์ของชาติ ของประชาชนชาวไทย และรักษาอาชีพเกษตรกรผู้ผลิตอาหารปลอดภัย ตลอดจนรักษาความมั่นคงทางอาหารของประเทศได้สำเร็จ

จะนำเข้าเนื้อหมูอเมริกา พิจารณารอบด้านก่อนดีไหม?

จะนำเข้าเนื้อหมูอเมริกา พิจารณารอบด้านก่อนดีไหม?

จะนำเข้าเนื้อหมูอเมริกา พิจารณารอบด้านก่อนดีไหม?

วันจันทร์ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.29 น.

จะนำเข้าเนื้อหมูอเมริกา พิจารณารอบด้านก่อนดีไหม?

นักวิชาการแนะ ก่อนเปิดตลาดนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐอเมริกาควรพิจารณารอบด้าน ถึงผลกระทบระยาว ทั้งด้านความมั่นคงทางอาหารและความปลอดภัยของสุขภาพของคนไทย ย้ำประเทศไทยมีการเลี้ยงและการผลิตสุกรที่ดีตามมาตรฐานสากล ปลอดภัย ตลอดห่วงโซ่การผลิต

ผศ.ดร.น.สพ.ดุสิต เลาหสินณรงค์ อาจารย์ประจำภาควิชาเวชศาสตร์คลินิกและการสาธารณสุข คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า จากกรณีที่ประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ ออกมาตรการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้า และประเทศไทยอาจมีการเจรจานำเข้าเนื้อหมู และเครื่องในหมูจากสหรัฐฯ เพื่อต่อรองลดดุลการค้านั้น ขอแนะนำว่าก่อนการเจรจาอยากให้พิจารณาให้รอบด้านถึงผลกระทบในระยะยาวที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสุขภาพของคนไทย เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า การเลี้ยงหมูในสหรัฐฯ อนุญาตให้มีการใช้ สารเร่งเนื้อแดง ซึ่งส่งผลถึงผู้บริโภคโดยตรง อีกทั้งกระทบต่อความมั่นคงทางด้านอาหาร กระทบต่ออาชีพเกษตรกรของไทย มิเช่นนั้นในระยะยาวอาจทำให้ประเทศไทยต้องพึ่งพาการผลิตอาหารจากต่างชาติ ซึ่งอาจไม่เป็นผลดีในอนาคต

สารเร่งเนื้อแดง คือ ยารักษาโรคสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคหอบหืด มีคุณสมบัติช่วยขยายหลอดลมให้ผู้ป่วยสามารถหายใจคล่องขึ้น อยู่ในกลุ่มเบตาอะโกนิสท์ (Beta-Agonist) เช่น ซัลบูทามอล (Salbutamol) เคลนบูเทอรอล (Clenbuterol) มาเพนเทอรอล (Mapenterol) หรือแรคโตพามีน (Ractopamine) ซึ่งจากผลข้างเคียงของยาดังกล่าว ผู้เลี้ยงหมูจึงนำยากลุ่มนี้มาผสมในอาหารสัตว์ หรือ นำไปฉีดในหมู เพราะหมูที่ได้รับยาจะตื่นตัวและเคลื่อนไหวตลอดเวลา กล้ามเนื้อทำงานมากขึ้น ทำให้สัดส่วนไขมันของหมูบางลง สัดส่วนเนื้อแดงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ผู้ที่บริโภคเนื้อหมูที่ใช้สารเร่งเนื้อแดงจะได้รับยาที่ตกค้างอยู่ในกล้ามเนื้อหมู หลังการรับประทานยาจะออกฤทธิ์ทันที โดยมีอาการ หายใจเร็วขึ้น ใจสั่น กล้ามเนื้อสั่น สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงจะได้รับผลกระทบโดยตรง ได้แก่ กลุ่มคนที่เป็นโรคหัวใจ มีอัตราการเต้นของหัวใจผิดปกติ หากได้รับยานี้ จะทำให้อัตราการเต้นของหัวใจสูง และคนที่เป็นโรคเบาหวาน ยานี้จะไปบดบังอาการของโรคทำให้ผู้ที่เป็นเบาหวานไม่รู้ตัวและวูบได้

ผศ.ดร.น.สพ.ดุสิต ย้ำว่า “สารเร่งเนื้อแดง ไม่สลายตัวจากความร้อน ดังนั้นกระบวนการปรุงอาหารไม่สามารถช่วยกำจัดสารนี้ได้ แม้ผ่านกระบวนการปรุงอาหารแล้ว สารนี้ยังคงตกค้างอยู่” การนำยาดังกล่าวไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างกล้ามเนื้อในหมู หรือเร่งให้มีเนื้อแดงมากขึ้น ถือเป็นการปรับเปลี่ยนขั้นตอนกระบวนการการผลิต ในขณะที่ประเทศไทยมีมาตรฐานฟาร์มเลี้ยงและการผลิตสุกรได้มาตรฐานสากล มีการพัฒนาคุณภาพของเนื้อหมูและประสิทธิภาพการผลิตตามมาตรฐานตลอดห่วงโซ่มาอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการบริหารจัดการป้องกันโรคและการเลี้ยงสุกรที่เหมาะสม (Good Agricultural Practices; GAP) การจัดการให้มีความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) ตลอดจนการปฏิบัติตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ รวมถึงการนำเทคโนโลยีทั้งปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) และหุ่นยนต์ มาใช้ในฟาร์มเลี้ยงสัตว์และขบวนการแปรรูป เพื่อให้เนื้อหมูมีคุณภาพดีและปลอดภัยต่อผู้บริโภค

บุกทำเนียบฯ! 8 เม.ย.‘ผู้เลี้ยงหมู’ยื่น‘นายกฯ’ค้านนำเข้าหมู หวั่นอาชีพล่มสลาย

บุกทำเนียบฯ! 8 เม.ย.‘ผู้เลี้ยงหมู’ยื่น‘นายกฯ’ค้านนำเข้าหมู หวั่นอาชีพล่มสลาย

บุกทำเนียบฯ! 8 เม.ย.‘ผู้เลี้ยงหมู’ยื่น‘นายกฯ’ค้านนำเข้าหมู หวั่นอาชีพล่มสลาย

วันจันทร์ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.13 น.

บุกทำเนียบฯ! 8 เม.ย.‘ผู้เลี้ยงหมู’ยื่น‘นายกฯ’ค้านนำเข้าหมู หวั่นอาชีพล่มสลาย

7 เมษายน 2568 กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูและตัวแทนสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคต่างๆ แจ้งว่า ในวันที่ 8 เมษายน 2568 เวลา 09.00 น. จะเข้ายื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรี ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ฝั่ง กพ. ตรงข้ามทำเนียบรัฐบาล เพื่อให้ข้อมูลห่วงโซ่การผลิตหมูไทยทั้งระบบ หลังรัฐบาลไทยมีแนวคิดนำเข้าหมูจากสหรัฐเพื่อแก้ไขปัญหาดุลการค้าและลดแรงกดดันการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าไทยในอัตรา 37% พร้อมให้กำลังใจคณะทำงานของรัฐบาลไทย ทั้งกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการหามาตรการรองรับผลกระทบ และแนวทางเจรจากับสหรัฐอย่างเหมาะสม ปกป้องผลประโยชน์ชาติและสานความร่วมมือสองประเทศได้สำเร็จ (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : เสี่ยงวงจรเลี้ยง‘หมู’พังทั้งประเทศ สมาคมฯค้านแนวคิดนำเข้าเนื้อหมูสหรัฐ)

ทั้งนี้ การนำเข้าเนื้อหมูจะสร้างผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรมสุกรไทยซึ่งมีเกษตรกรอยู่มากกว่า 200,000 ครอบครัวทั่วประเทศ รวมถึงจะกระทบห่วงโซ่การผลิตหมูทั้งหมด ตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูกพืชไร่ ไปจนถึงโรงแปรรูปเนื้อหมู ตลอดจนกระทบถึงสุขอนามัยของผู้บริโภคชาวไทยที่ต้องเสี่ยงกับสารเร่งเนื้อแดงจากหมูสหรัฐฯ ทั้ง ๆ ที่อุตสาหกรรมการเลี้ยงหมูมีการพัฒนาการเลี้ยงเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคมาโดยตลอด หากรัฐยอมให้นำหมูที่ใช้สารเร่งเนื้อแดงซึ่งมีผลถึงระบบหัวใจและระบบประสาทของมนุษย์เข้ามา ย่อมกระทบต่อสุขภาพความปลอดภัยของผู้บริโภคชาวไทยอย่างเลี่ยงไม่ได้ นับเป็นหายนะร้ายแรงต่อประชาชนและความมั่นคงทางอาหารของประเทศ

อย่างไรก็ตาม เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูเห็นด้วยที่รัฐบาลไทยจะเจรจาลดการขาดดุลของสหรัฐด้วยการเพิ่มการนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯในกลุ่มที่ไทยผลิตได้ไม่เพียงพอ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเหลือง  กากถั่วเหลือง ผลไม้เมืองหนาว แอปเปิ้ล เชอรี่ เป็นต้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งไทยและสหรัฐฯ

เกษตรกรและตัวแทนสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคต่างๆ กล่าวอีกว่า พร้อมเป็นกำลังใจให้รัฐบาลไทยสามารถเจรจากับสหรัฐ ภายใต้การปกป้องผลประโยชน์ของชาติ ของประชาชนชาวไทย และรักษาอาชีพเกษตรกรผู้ผลิตอาหารปลอดภัย ตลอดจนรักษาความมั่นคงทางอาหารของประเทศได้สำเร็จ

‘เลขาธิการ ส.ป.ก.’เป็นปธ.เปิดกิจกรรม’สงกรานต์ รัน 2568’

'เลขาธิการ ส.ป.ก.'เป็นปธ.เปิดกิจกรรม'สงกรานต์ รัน 2568'

‘เลขาธิการ ส.ป.ก.’เป็นปธ.เปิดกิจกรรม’สงกรานต์ รัน 2568’

วันอาทิตย์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2568, 18.21 น.

เมื่อเวลา 5.40 น.วันที่ 6 เมษายน 2568 นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการ ส.ป.ก.เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม “สงกรานต์ รัน 2568” พร้อมด้วย นายภาชน์ จารุภุมมิก หัวหน้าผู้ตรวจราชการกรม ผู้อำนวยการ สำนัก/กอง/ศูนย์ ปฏิรูปที่ดินจังหวัด เจ้าหน้าที่ ส.ป.ก.และผู้เข้าร่วมกิจกรรม “สงกรานต์ รัน 2568” ร่วมในพิธีเปิด โดยมี นายสมยศ เกษสุวรรณ นายอำเภอบางไทร เป็นผู้กล่าวต้อนรับ ณ บริเวณลานหน้าศาลาพระมิ่งขวัญ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร (ศูนย์ศิลปาชีพบางไทรฯ (เดิม)) ตำบลช้างใหญ่ อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ได้เล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาพื้นที่ในการขับเคลื่อนภารกิจตามที่ได้รับมอบให้เป็นไปตามพระบรมราโชบาย จึงได้มีแนวคิดในการดำเนินกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยจัดกิจกรรม “สงกรานต์ รัน 2568” ร่วมกับชมรมนักวิ่ง กรุงเก่าจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และอำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนรักสุขภาพโดยการออกกำลังกาย รวมทั้งเป็นการเผยแพร่ภารกิจของ ส.ป.ก.ด้านงานศิลปหัตถกรรม ซึ่งมีผลิตภัณฑ์งานฝีมืออันเลื่องชื่อจาก 12 แผนกวิชาของศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลในการสนับสนุนการสร้างพลังสร้างสรรค์ หรือซอฟต์เพาเวอร์ (Soft Power) ที่มุ่งเน้นการสร้างความดึงดูดผ่านทางวัฒนธรรม อัตลักษณ์ ศิลปหัตถกรรมของท้องถิ่นด้วยสื่อ และการท่องเที่ยว

ในการนี้ เลขาธิการ ส.ป.ก.และคณะ ได้ร่วมกิจกรรมเดินเพื่อสุขภาพ ระยะทางรวม 3 กิโลเมตร และเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก.บางส่วนได้ร่วมกิจกรรมใน ระยะ “ฟัน รัน 5 กิโลเมตร” และ “มินิ มาราธอน 10 กิโลเมตร” อีกด้วย โดยกิจกรรมนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการสืบสานประเพณีสงกรานต์อันดีงามของไทย รวมไปถึงยังส่งเสริมให้ประชาชน ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและใกล้เคียง มาออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดี ทั้งยังเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ผู้ร่วมกิจกรรม รวมไปถึงประชาชนทั่วไป ได้รู้จัก ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร (เดิม) หรือศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร (ศพส.) ซึ่งได้กลับมาเปิดให้เยี่ยมชมและท่องเที่ยวอีกครั้งหนึ่ง

– 006

เสี่ยงวงจรเลี้ยง‘หมู’พังทั้งประเทศ สมาคมฯค้านแนวคิดนำเข้าเนื้อหมูสหรัฐ

เสี่ยงวงจรเลี้ยง‘หมู’พังทั้งประเทศ สมาคมฯค้านแนวคิดนำเข้าเนื้อหมูสหรัฐ

เสี่ยงวงจรเลี้ยง‘หมู’พังทั้งประเทศ สมาคมฯค้านแนวคิดนำเข้าเนื้อหมูสหรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2568, 13.11 น.

‘สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ’ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดการเปิดนำเข้าสินค้าเนื้อหมูและเครื่องใน เพื่อลดการเกินดุลการค้าสหรัฐฯ ย้ำจะกระทบอุตสาหกรรมสุกรทั้งประเทศ ทำเกษตรกรไทยหมดอาชีพ และบั่นทอนความมั่นคงทางอาหาร

6 เมษายน 2568 นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ กล่าวถึง กรณีที่ปรึกษารัฐมนตรี สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และคณะเจรจาของรัฐบาลไทย ที่มีแนวคิดนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และเนื้อหมูจากสหรัฐ เพื่อลดดุลการค้า หลังสหรัฐประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากไทย 37% โดยระบุว่า สมาคมเห็นด้วยกับการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเหลือง กากถั่วเหลือง ข้าวสาลี และวัตถุดิบอาหารสัตว์อื่นๆ ซึ่งประเทศไทยขาดแคลน และจำเป็นต้องใช้เพิ่มมากขึ้นเมื่ออุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์เติบโตขึ้น แต่ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง กับข้อเสนอในการนำเข้าเนื้อหมู ซึ่งเป็นการทำลายอุตสาหกรรมหมูของไทย เพราะทำให้เกษตรกรไทยไม่สามารถแข่งขันได้และจำต้องเลิกอาชีพในที่สุด เมื่อนั้นจะไม่มีความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อีกต่อไป เกษตรกรพืชไร่จะหมดอาชีพ และ ในที่สุด ก็จะไม่มีการนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐฯ อีก

“การเปิดรับเนื้อหมูนำเข้าจากสหรัฐฯ ไม่เพียงกระทบอย่างรุนแรงต่ออาชีพเกษตรกรตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ แต่ยังกระทบสุขอนามัยของผู้บริโภค ตลอดจนทำลายอุตสาหกรรมการผลิตหมูของไทยทั้งระบบ” นายสิทธิพันธ์ กล่าว

ทั้งนี้ ระบบการผลิตหมูในประเทศมีห่วงโซ่การผลิตที่ยาวมาก ตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ เช่น เกษตรกรผู้ปลูกพืชไร่ พ่อค้าพืชไร่ ผู้ผลิตอาหารสัตว์ เกษตรกรผู้เลี้ยง โรงชำแหละ เขียง ผู้ค้าในตลาดสด รวมถึง ผู้ประกอบการแปรรูปหมู การนำเข้าหมูจะกระทบทุกขั้นตอนในห่วงโซ่การผลิต ทำลายระบบการผลิตเนื้อหมูทั้งหมด ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของความมั่นคงทางอาหารของประเทศ ดังเช่นกรณีฟิลิปปินส์ที่ปล่อยให้มีการนำเข้าเนื้อหมู ทำให้เกษตรกรในประเทศไม่มีแรงจูงใจในการเลี้ยง  ทยอยเลิกอาชีพและ ในที่สุดนำไปสู่การขาดแคลนเนื้อหมู ต้องอาศัยพึ่งพาการนำเข้า เกิดปัญหาหมูแพงขึ้น 15-30% กระทบชาวฟิลิปปินส์ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

ขณะเดียวกัน มาตรฐานการผลิตเนื้อหมูของไทยมีความปลอดภัยสูงกว่าเนื้อหมูสหรัฐ เนื่องจากกฎหมายไทยไม่อนุญาตให้ใช้สารเร่งเนื้อแดงในการเลี้ยง เนื่องจากอาจส่งผลต่อระบบหัวใจและประสาทของมนุษย์ หากได้รับในปริมาณไม่เหมาะสม ตรงกันข้ามกับสหรัฐฯ ที่อนุญาตให้ใช้สารเร่งเนื้อแดงได้ตามกฎหมาย แม้สารเร่งเนื้อแดง จะยังเป็นที่ถกเถียงในระดับสากลถึงข้อกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของผู้บริโภค ผลกระทบต่อสัตว์ และความปลอดภัยระยะยาว แต่ก็มีหลายประเทศที่ห้ามใช้หรือห้ามนำเข้าสินค้าจากสัตว์ที่ได้รับสารนี้  เช่น สหภาพยุโรป จีน และรัสเซีย สำหรับประเทศไทยการตระหนักในความปลอดภัยของผู้บริโภคชาวไทยที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญมาโดยตลอด เป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องรักษามาตรฐานนี้ต่อไป

นอกจากนี้ ประเทศไทยกำลังมีการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตเนื้อหมู สู่การเป็นสินค้าเพื่อการส่งออก มีมาตรฐานความปลอดภัยที่สูง มีการยกระดับการป้องกันโรค และป้องกันปัญหาหมูเถื่อนที่สร้างหายนะให้คนเลี้ยงหมูมาแล้วในช่วงที่ผ่านมา หากมีการดำเนินการและการสนับสนุนอย่างเหมาะสม “หมูไทย” จะมีศักยภาพในการสร้างรายได้ให้ประเทศไทยอย่างมหาศาล เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมเนื้อไก่ที่ได้รับการพัฒนา จนแต่ละปีสามารถสร้างรายได้มากกว่าแสนล้านบาท โดยได้รับการยอมรับด้านคุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัยจากทั่วโลก

“ขอฝากถึงคณะเจรจาของรัฐบาลไทยนำโดยท่านรองนายกฯ และ รมว.คลัง นายพิชัย ชุณหวชิร ที่กำลังจะเดินทางไปเจรจากับสหรัฐฯ โปรดยกเลิกแนวคิดนำเข้าเนื้อหมู เพราะจะสร้างปัญหาตามมาอีกมหาศาล ได้ไม่คุ้มเสียแน่นอน” นายสิทธิพันธ์ กล่าว

ผส.พข.9 ลงพื้นที่ติดตามการก่อสร้างอาคารสถานีพัฒนาที่ดินกำแพงเพชร (หลังใหม่)

ผส.พข.9 ลงพื้นที่ติดตามการก่อสร้างอาคารสถานีพัฒนาที่ดินกำแพงเพชร (หลังใหม่)

ผส.พข.9 ลงพื้นที่ติดตามการก่อสร้างอาคารสถานีพัฒนาที่ดินกำแพงเพชร (หลังใหม่)

วันเสาร์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2568, 20.03 น.

ผส.พข.9 ลงพื้นที่ติดตามการก่อสร้างอาคารสถานีพัฒนาที่ดินกำแพงเพชร (หลังใหม่) และการเตรียมความพร้อมของพื้นที่ออกแบบงานจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ ปี พ.ศ.2570-2571 จังหวัดกำแพงเพชร

นายวิรุธ คงเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 9 พร้อมด้วย นายเจษฎา สาระ ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินกำแพงเพชร และเจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่ติดตามความเรียบร้อยการก่อสร้างอาคารสำนักงานสถานีพัฒนาที่ดินกำแพงเพชร (หลังใหม่) และความพร้อมของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯและพื้นที่แปลงที่จะดำเนินการออกแบบงานจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำในปี พ.ศ. 2570-2571 ณ ตำบลวังทอง อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร

โดยอาคารสำนักงานสถานีพัฒนาที่ดินกำแพงเพชร (หลังใหม่) มีความเรียบร้อยและพร้อมเปิดใช้งาน ส่วนพื้นที่งานจัดระบบฯปี พ.ศ. 2570-2571 มีความพร้อมทั้งในส่วนของพื้นที่ดำเนินการและเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ

‘กุ้ง’สัตว์น้ำเศรษฐกิจไทย อร่อยช่วยชาติ นักวิชาการชี้อุตสาหกรรมการผลิตมีมาตรฐาน

'กุ้ง'สัตว์น้ำเศรษฐกิจไทย อร่อยช่วยชาติ นักวิชาการชี้อุตสาหกรรมการผลิตมีมาตรฐาน

‘กุ้ง’สัตว์น้ำเศรษฐกิจไทย อร่อยช่วยชาติ นักวิชาการชี้อุตสาหกรรมการผลิตมีมาตรฐาน

วันศุกร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2568, 19.48 น.

นักวิชาการ ชี้ อุตสาหกรรมการผลิตกุ้งของไทยมีมาตรฐาน อยู่ภายใต้กฏหมายกำหนด ผู้บริโภคมั่นใจได้ในความปลอดภัย ชู “กุ้ง” สัตว์น้ำเศรษฐกิจสำคัญของไทย อร่อย มีโปรตีนดี ไขมันน้อย ได้โอเมก้า-3  

ผศ.ดร.จุฑา มุกดาสนิท ภาควิชาผลิตภัณฑ์ประมง คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า เดือนเมษายนเข้าสู่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว ทำให้มีการบริโภคอาหารอย่างคึกคัก หนึ่งในวัตถุดิบที่ได้รับความนิยม คือ “กุ้ง” เพราะรสชาติหวานอร่อย จึงได้รับความนิยมจากผู้บริโภคทั่วโลก โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศผู้ส่งออกกุ้งรายใหญ่ของโลก ทำให้กุ้งเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจสำคัญของไทย   

“กุ้ง” แหล่งโปรตีนคุณภาพดี มีแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย และมีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ไม่มีไขมันอิ่มตัว ส่วนหัวของกุ้งอุดมไปด้วยกรดไขมันที่ดีในกลุ่มของโอเมก้า-3 ลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคหัวใจ รวมถึงลดความเสี่ยงการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง 

ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตกุ้งรายใหญ่ของโลก อุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้งของไทยมีกุ้งสามชนิดเป็นหลัก ได้แก่ กุ้งกุลาดำ กุ้งขาวแวนนาไม และกุ้งก้ามกราม โดยมีผลผลิตไม่ต่ำกว่าปีละ 200,000 ตัน สำหรับการบริโภคทั้งภายในประเทศและส่งออกไปยังต่างประเทศ ถือเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจสำคัญที่สร้างรายได้ให้กับประเทศไทยมาอย่างยาวนาน และสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับประเทศ โดยตระหนักดีถึง “การผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน” ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบย้อนกลับในห่วงโซ่การผลิตอาหาร เพื่อให้ได้วัตถุดิบคุณภาพดี มีมาตรฐาน ปลอดภัย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและมีความรับผิดชอบต่อสังคม 

ผศ.ดร.จุฑา มุกดาสนิท กล่าวเพิ่มเติมว่า กรณีข่าวจากต่างประเทศที่มีการใช้ฟอตเฟตในอุตสาหกรรมกุ้งแช่แข็งเกินมาตรฐานนั้น แนะผู้บริโภคอย่าเพิ่งตื่นตระหนก เพราะอุตสาหกรรมการผลิตกุ้งของไทยที่ได้มาตรฐาน มีการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และปฏิบัติตามกฎหมายในข้อบังคับในการใช้สารประกอบฟอสเฟตในอาหารทะเล

ฟอตเฟต มีคุณสมบัติช่วยให้กุ้งอุ้มน้ำได้ดีขึ้น ทำให้กุ้งเกิดความชุ่มชื้น ลดการสูญเสียน้ำหนักจากการแช่แข็ง การละลาย หรือการขนส่ง ช่วยให้ปรับปรุงเนื้อสัมผัสให้ดีขึ้น เนื้อแน่น เด้ง ช่วยชะลอการเกิดสีคล้ำในเนื้อกุ้ง และยังยืดอายุการเก็บรักษาของกุ้งได้อีกด้วย ทั้งนี้ หากใช้ในปริมาณตามที่กฏหมายกำหนดจะทำให้กุ้งมีคุณสมบัติตามที่ต้องการและมีความปลอดภัยในการบริโภค

สำหรับวิธีการเลือกซื้อ กุ้งสด ให้เลือกหัวและลำตัวติดกันแน่น สีปกติตามธรรมชาติ เช่น กุ้งขาว เป็นสีขาวทั้งตัว และส่วนหัวบริเวณที่เป็นไขมันสีเหลืองไม่แตก อีกเคล็ดลับให้ดูที่ด้านหลังของกุ้ง หากยังเห็นไส้สีดำทั้งเส้น เป็นกุ้งที่มีสุขภาพดีแข็งแรง เพราะแสดงว่าก่อนจับกุ้งยังกินอาหาร เนื้อจะแน่น รสชาติหวานอร่อย ส่วนกุ้งต้มสุก หรือ กุ้งแปรรูป ต้องมีสีส้มสวยตามธรรมชาติ เส้นสีดำตรงลำไส้กุ้งอยู่ครบ จะมีรสชาติดีและเนื้อแน่น เช่น เดียวกับกุ้งสด 

ที่สำคัญในช่วงฤดูร้อน ขณะที่ซื้อกุ้งจากแหล่งจำหน่าย แนะนำให้หาภาชนะเก็บรักษาความเย็น เช่น กล่องโฟม ไปด้วยเพื่อใช้สำหรับเก็บรักษาอุณหภูมิ เพื่อความสดใหม่ และก่อนนำกุ้งเข้าแช่ในตู้เย็นให้ใส่ภาชนะที่ป้องกันอากาศและนำเข้าช่องแช่แข็งที่อุณหภูมิ -18 องศาเซลเซียส ส่วนกุ้งสุกให้แกะส่วนหัวออก ใส่ในภาชนะที่ปิดสนิทไม่สัมผัสกับอากาศและหากเก็บไว้หลายวันให้เก็บในช่องแช่แข็ง

009

‘รมว.นฤมล’เผย’กระทรวงเกษตรฯ’เตรียมจัดงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 68

'รมว.นฤมล'เผย'กระทรวงเกษตรฯ'เตรียมจัดงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 68

‘รมว.นฤมล’เผย’กระทรวงเกษตรฯ’เตรียมจัดงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 68

วันศุกร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2568, 18.06 น.

“รมว.นฤมล”เผยกระทรวงเกษตรฯ เตรียมจัดงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 68 พร้อมเปิดลงทะเบียนออนไลน์ รับพันธุ์ข้าวพระราชทาน

เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการเตรียมจัดงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2568 ว่า ในปีนี้ได้กำหนดวันพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ซึ่งประกอบด้วย พระราชพิธี 2 พิธีรวมกัน คือ พระราชพิธีพืชมงคล เป็นพระราชพิธีทางสงฆ์ โดยจะประกอบพระราชพิธี ในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง ในวันพฤหัสบดีที่ 8 พฤษภาคม 2568 และถือเป็นวันเกษตรกรด้วย สำหรับในวันถัดมาของการประกอบพระราชพิธีคือ พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ (วันไถหว่าน) อันเป็นพิธีพราหมณ์จะประกอบพระราชพิธีในวันศุกร์ที่ 9 พ.ค.2568 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง

“พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ถือเป็นพระราชพิธีซึ่งกระทำขึ้นเพื่อความเป็นสิริมงคลและส่งเสริมบำรุงขวัญเกษตรกร เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการเพาะปลูก โดยกำหนดจัดขึ้นในราวเดือนหกของทุกปี หรือเดือนพฤษภาคมที่มีฤกษ์ยาม ที่เหมาะสมต้องตามประเพณี ให้จัดขึ้นในเวลานั้นอันถือเป็นเวลาที่เหมาะสมในการเริ่มต้นฤดูกาลแห่งการทำนา”

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า ในปี พ.ศ.2568 ผู้ทำหน้าที่พระยาแรกนา คือ นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เทพีคู่หาบทอง ได้แก่ นางสาวธิรดา วงษ์กุดเลาะ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ กรมส่งเสริมการเกษตร และนางสาววราภรณ์ วิลัยมาตย์ เจ้าพนักงานธุรการปฏิบัติงานกรมวิชาการเกษตร เทพีคู่หาบเงิน ได้แก่ นางสาวฉันทิสา อารีเสวต นายสัตวแพทย์ชำนาญการ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ และนางสาวอภิชญา ฟูแสง นักวิชาการตรวจสอบบัญชีปฏิบัติการ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ผู้เชิญเครื่องอิสริยยศ จำนวน 4 ราย คู่เคียงในกระบวนแห่อิสริยยศพระยาแรกนา จำนวน 16 ราย และพระโคแรกนา ได้แก่ พระโคพอ และพระโคเพียง พระโคสำรอง ได้แก่ พระโคเพิ่ม และพระโคพูล

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมการข้าว จะทำหน้าที่ในการจัดเตรียมพันธุ์ข้าวพระราชทานและพันธุ์พืช ซึ่งนำมาใช้ในงานพระราชพิธีฯ โดยขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตนำพันธุ์ข้าวทรงปลูกในฤดูนาปี 2567 โครงการนาทดลองในโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา มาใช้ในงานพระราชพิธีฯ ประจำปี 2568ประกอบด้วย พันธุ์ข้าวนาสวน จำนวน 5 พันธุ์ (ขาวดอกมะลิ 105, กข 79, กข 85, กข 99 (หอมคลองหลวง 72) และกขจ 1 (วังทอง 72)) พันธุ์ข้าวเหนียว จำนวน 2 พันธุ์ (กข 6 และ กข 24 (สกลนคร 72)) เมล็ดพันธุ์ข้าวเปลือกที่นำเข้าในพระราชพิธีมีน้ำหนักรวมทั้งสิ้น 4,880กิโลกรัม และจัดเป็น “พันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทาน” บรรจุในซองพลาสติกแจกจ่ายให้บรรดาพสกนิกร ประชาชนผู้สนใจ และชาวนาทั่วประเทศรับไปเป็นมิ่งขวัญและสิริมงคลในการประกอบอาชีพการเกษตรตามประเพณีนิยม เพื่อให้เป็นไปตามพระราชประสงค์สืบไป

ทั้งนี้ ขอเชิญชวนประชาชนรับชมและรับฟังการถ่ายทอดสดพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2568 ในวันศุกร์ที่ 9 พฤษภาคม 2568เวลา 08.00 น. เป็นต้นไป ผ่านช่องทางสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย และสื่อโซเชียลมีเดีย รวมทั้งสามารถลงทะเบียนออนไลน์ เพื่อขอรับเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทาน ผ่านทางเว็บไซต์ https://rice.moac.go.th ได้ตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน – 2 พฤษภาคม 2568

– 006

เกษตรกรสทิงพระ ‘เก็บผลผลิตแตงกวาขาย’ หลังช่วงนี้ราคาดี-สร้างรายได้อย่างงาม

เกษตรกรสทิงพระ ‘เก็บผลผลิตแตงกวาขาย’ หลังช่วงนี้ราคาดี-สร้างรายได้อย่างงาม

เกษตรกรสทิงพระ ‘เก็บผลผลิตแตงกวาขาย’ หลังช่วงนี้ราคาดี-สร้างรายได้อย่างงาม

วันศุกร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2568, 15.18 น.

เกษตรกรในอำเภอสทิงพระเก็บเกี่ยวผลผลิตแตงกวา ซึ่งเป็นพืชระยะสั้น ใช้เวลาปลูก 30 – 35 วัน ก็สามารถเก็บผลผลิตขายสร้างรายได้อย่างงามให้กับครอบครัว อีกทั้งในช่วงนี้แตงกวาราคาดี ในท้องตลาดราคา กก.ละ 25 บาท

วันที่ 4 เมษายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายบัณฑิต – นางปราณี เหมือนนอง สองสามีภรรยา เกษตรกรอำเภอสทิงพระ ใช้พื้นที่ดิน 1 ไร่ ที่หมู่ที่ 7 ต.กระดังงา อ.สทิงพระ จ.สงขลา ปลูกพืชระยะสั้น โดยทำการปลูกแตงกวาพันธุ์จังโก้ 1,300 ต้น ยกเป็นร่อง 10 ร่องปลูกแตงกวา ร่องละ 130 ต้น และใช้ไม้เสม็ดทำเสาค้างขึงด้วยอวนตลอดแนวร่อง เพื่อให้แตงกวาได้เลื้อยขึ้นไปบนค้าง เมื่อเจริญเติบโต โดยใส่ปุ๋ยน้ำชีวภาพตั้งแต่เริ่มปลูกไม่ใช้สารเคมี รวมทั้งให้น้ำทางสายยางใช้เครื่องสูบน้ำสูบจากคลองส่งน้ำที่ขุดกักเก็บน้ำไว้ สองสามีภรรยาใช้เวลาดูแลแตงกวาเป็นอย่างดี ใช้ระยะเวลาในการปลูก 30- 35วัน แตงกวาเจริญงอกงามดี โดยไม่มีศัตรูพืชมารบกวน  ออกดอกออกผล และสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในวันนี้

สำหรับแตงกวาชุดนี้ ใช้สารปรับปรุงบำรุงดิน ของกรมพัฒนาที่ดินเพื่อปรับสภาพดิน การเก็บเกี่ยวผลผลิตแตงกวาของนายบัณฑิต-นางปราณี เหมือนนอง เกษตรกรอำเภอสทิงพระ ผลผลิตออกมาเป็นที่น่าพอใจ โดยราคาแตงกวาในวันนี้ที่แม่ค้ามารับซื้อที่บ้านราคาอยู่ที่ กก.ละ 15 บาท และสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ทุกวันตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือน และได้ตั้งเป้าในการขายผลผลิตแตงกวาแปลงนี้ไว้ 2 หมื่นบาท จากการลงทุนในการปลูก 6,500 บาท ในเวลา 1 เดือน

นายบัณฑิต เหมือนนอง เกษตรกรอำเภอสทิงพระ กล่าวว่า วันนี้เป็นการเก็บผลผลิตแตงกวาชุดแรกที่ได้ทยอยออกมาก่อน โดยเก็บได้ 30 กก.ปลูกทั้งหมด 1,300 หลุม ในพื้นที่ 1 ไร่ แตงกวาเจริญเติบโตดี ลูกดก แล้วได้ราคา ในส่วนของปัญหาในการปลูกแตงกวา ไม่มีปัญหาเลย เพราะปลูกโดยใช้ชีวภาพล้วนๆ โดยไม่ใช้สารเคมีเลย ไม่มีแมลงมารบกวน ///-026

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ส่ง จนท.ร่วม บก.ปคบ.บุกทลายโรงงานอาหารสัตว์เถื่อนจังหวัดนครปฐม

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'ส่ง จนท.ร่วม บก.ปคบ.บุกทลายโรงงานอาหารสัตว์เถื่อนจังหวัดนครปฐม

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ส่ง จนท.ร่วม บก.ปคบ.บุกทลายโรงงานอาหารสัตว์เถื่อนจังหวัดนครปฐม

วันศุกร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.54 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์เผย ส่งเจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจกรมปศุสัตว์ ร่วมกับตำรวจ บก.ปคบ. บุกตรวจสอบสถานที่ผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์เถื่อนในจังหวัดนครปฐม พบลักลอบผลิตและแบ่งบรรจุอาหารสัตว์โดยไม่ได้รับอนุญาต อายัดของกลางมูลค่ารวมกว่า 3.3 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2568 นายสัตวแพทย์ สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์เปิดเผยว่า ได้ส่งเจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจของกรมปศุสัตว์ประกอบด้วย สารวัตรปศุสัตว์ไซเบอร์ กองสารวัตรและกักกัน กองควบคุมอาหารและยาสัตว์ ร่วมกับปศุสัตว์จังหวัดนครปฐม ปฏิบัติการร่วมกับตำรวจจากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ). ในการบุกตรวจสอบแหล่งผลิตอาหารสัตว์เถื่อนในจังหวัดนครปฐม ตามที่ได้รับแจ้งเบาะแสว่า มีการลักลอบผลิตอาหารสัตว์โดยไม่ได้รับอนุญาต
ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์และตำรวจ บก.ปคบ. ร่วมกันสืบสวนติดตามพฤติกรรมของสถานที่ต้องสงสัย ก่อนขอหมายค้นจากศาลจังหวัดนครปฐม และเข้าตรวจสอบสถานประกอบการดังกล่าวในตำบลทัพหลวง อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม

ขณะเข้าตรวจสอบพบว่า สถานประกอบการดังกล่าวกำลังดำเนินการผลิตอาหารสัตว์โดยใช้เครื่องบรรจุซองอัตโนมัติและภาชนะบรรจุอาหารสัตว์ โดยมีบุคคลที่แสดงตัวเป็นผู้จัดการสถานประกอบการ แต่ไม่สามารถนำใบอนุญาตผลิตอาหารสัตว์มาแสดงได้ซึ่งเข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ. ควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ. 2558 มาตรา 15 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เจ้าหน้าที่ได้อายัดเครื่องจักร อุปกรณ์ และอาหารสัตว์ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตทั้งหมด 29 รายการซึ่งประกอบด้วย อาหารสัตว์ 10 รายการ มูลค่า 1,806,915 บาท ซองบรรจุผลิตภัณฑ์ 11 รายการ มูลค่า 1,117,971 บาท และเครื่องมือเครื่องจักร 8 รายการ มูลค่า 416,400 บาท รวมมูลค่าทั้งสิ้น 3,341,286 บาท นอกจากนี้ ยังได้เก็บตัวอย่างอาหารสัตว์จำนวน 3 ตัวอย่าง เพื่อส่งตรวจที่ห้องปฏิบัติการของกรมปศุสัตว์

คณะเจ้าหน้าที่ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน บก.ปคบ. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่าเพิ่มเติมว่า การปฏิบัติการครั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายของ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งนายอิทธิ ศิริลัทยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ให้ความสำคัญต่อการควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ เพื่อความปลอดภัยของทั้งสัตว์และผู้บริโภคผลิตภัณฑ์จากสัตว์ หากพบการกระทำผิด กรมปศุสัตว์จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

หากประชาชนพบเห็นการกระทำผิดโปรดแจ้งเบาะแสหรือข้อมูลเพิ่มเติม สามารถแจ้งได้ที่แอปพลิเคชัน DLD 4.0 ได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าตรวจสอบการกระทำความผิดและดำเนินการตามกฎหมายได้อย่างทันท่วงที

– 006