ผู้ช่วยฯร่วมทำน้ำปลาจาก‘หมอคางดำ’

ผู้ช่วยฯร่วมทำน้ำปลาจาก‘หมอคางดำ’

ผู้ช่วยฯร่วมทำน้ำปลาจาก‘หมอคางดำ’

วันศุกร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ดร.ณมาณิตา กลับบ้านเกาะ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดกิจกรรมฝึกอาชีพ แปรรูปผลิตภัณฑ์น้ำปลา จากปลาหมอคางดำ โดยมีนายวีระศักดิ์ สัจจะปกาสิต ผอ.ส่วนพัฒนาผู้ต้องขัง เรือนจำจังหวัดสมุทรสาครนายเผดิม รอดอินทร์ ประมงจังหวัดสมุทรสาคร และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมที่เรือนจำจังหวัดสมุทรสาคร

ดร.ณมาณิตา กล่าวว่า ที่ผ่านมา จ.สมุทรสาคร ประสบปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ในแหล่งน้ำสาธารณะ และพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของเกษตรกร โดยภาครัฐมีมาตรการต่างๆ ออกมาแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในนั้นคือมาตรการลงแขกลงคลอง กำจัดปลาหมอคางดำ มาทำน้ำปลา โดยสำนักงานประมงจังหวัดสมุทรสาคร บูรณาการร่วมกับเรือนจำจังหวัดสมุทรสาคร และภาคเอกชน นำปลาหมอคางดำที่จับได้ มาแปรรูปเป็นน้ำปลา ภายใต้แบรนด์ “หับเผยสมุทรสาคร”เพื่อเป็นการเสริมสร้างทักษะอาชีพให้ผู้ต้องขังและเป็นการส่งเสริมให้เกิดการบริโภคผลิตภัณฑ์จากปลาหมอคางดำในวงกว้าง

สำหรับพื้นที่จัดกิจกรรมเป็นเรือนจำชั่วคราวบางหญ้าแพรก สังกัดเรือนจำจังหวัดสมุทรสาคร ตั้งอยู่ด้านข้างภายนอกเรือนจำ มีเนื้อที่ 2 ไร่ 50 ตารางวาเป็นสถานที่ควบคุมอบรมและฝึกวิชาชีพให้แก่ผู้ต้องขังชั้นดี ในรูปแบบของแปลงเกษตร บ่อเลี้ยงปลา พื้นที่เลี้ยงสัตว์ และลานแปรรูปผลิตภัณฑ์ โดยกิจกรรมผลิตน้ำปลาจากปลาหมอคางดำครั้งนี้ ใช้ปลาหมอคางดำ ที่จับได้เมื่อวันที่ 9 มีนาคมที่ผ่านมา ประมาณ 500 กิโลกรัมมาทำเป็นวัตถุดิบ ในสัดส่วน 1 ต่อ 4 คือเกลือ 1 ส่วนต่อปลาหมอคางดำ 4 ส่วนซึ่งเป็นสูตรแบรนด์น้ำปลาใน จ.เพชรบุรีที่การันตีความหอมและรสชาติถูกปากทุกคน ซึ่งหลังจากนี้มีการต่อยอดแบรนด์น้ำปลาหับเผยสมุทรสาคร ให้เป็นที่รู้จักกว้างขวางมากยิ่งขึ้น

ฉก.พญานาคราชลุยจับ เมล็ดฝ้ายเถื่อนมูลค่า1.8ล้าน

ฉก.พญานาคราชลุยจับ  เมล็ดฝ้ายเถื่อนมูลค่า1.8ล้าน

ฉก.พญานาคราชลุยจับ เมล็ดฝ้ายเถื่อนมูลค่า1.8ล้าน

วันศุกร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พ.อ.รวิรักษ์ สัตตบุศย์ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจ (ฉก.) พญานาคราช กล่าวภายหลังนำกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีการลักลอบนำเข้าเมล็ดฝ้าย ผ่านท่าเรือแหลมฉบัง โดยเข้าตรวจสอบ 2 จุด คือ 1.ท่าเรือแหลมฉบัง และ 2.ที่ตั้งบริษัทที่นำเข้าเมล็ดฝ้าย เขตทุ่งครุ กทม.

เบื้องต้นเข้าตรวจสอบเส้นทางการนำเข้าเมล็ดฝ้าย ที่ท่าเรือแหลมฉบัง พบข้อมูลในระบบแจ้งนำเข้าสินค้าของด่านตรวจพืช (NSW) มีชื่อผู้นำเข้ารายเดียวกันกับที่มีการแจ้งการนำเข้ากากเมล็ดฝ้ายไว้กับด่านตรวจพืชท่าเรือแหลมฉบัง และจากการประสานข้อมูลจากสำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง พบว่าตู้สินค้าทั้งหมดถูกปล่อยออกไปจากเขตท่าเรือแหลมฉบัง แล้ว จึงขยายผลไปยังโกดังให้เช่าเก็บสินค้า เลขที่ 319/10 ต.แหลมฟ้าผ่า อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ พบว่าในโกดังมีเมล็ดฝ้าย 231,942 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 1,831,876.29 บาท ซึ่งเป็นสิ่งต้องห้ามตาม พ.ร.บ.กักพืช พ.ศ.2507 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งการตรวจค้นพบว่าสินค้าเป็นเมล็ดฝ้ายจริงตามที่ได้รับข้อมูล สำหรับสินค้าที่สำแดงอันเป็นเท็จ มีความผิดตามมาตรา 8 พ.ร.บ.กักพืช พ.ศ.2507 และแก้ไขเพิ่มเติม (นำเข้า
สิ่งต้องห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต) และสำแดงข้อมูลอันเป็นเท็จในเอกสารแจ้งการนำเข้า และความผิดตามมาตรา 202, 244 และ 252 พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 และความผิดตามมาตรา 8 พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 จึงแจ้งข้อกล่าวหา และเก็บตัวอย่างสินค้า มอบให้พนักงานสอบสวน อายัดห้ามเคลื่อนย้ายไว้ในโกดัง เพื่อดำเนินคดี โดยลงบันทึกจับกุมที่ สภ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ

พด.คัดเกษตรกรดีเด่น ด้านพัฒนาที่ดิน-หมอดินอาสา

พด.คัดเกษตรกรดีเด่น ด้านพัฒนาที่ดิน-หมอดินอาสา

พด.คัดเกษตรกรดีเด่น ด้านพัฒนาที่ดิน-หมอดินอาสา

วันศุกร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดี กรมพัฒนาที่ดิน (พด.) กล่าวว่าได้รับมอบหมายจากทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้คัดเลือกเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาการพัฒนาที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จาก 16 สาขาอาชีพโดยให้ความสำคัญแก่หมอดินอาสา ที่ทำงานร่วมกับกรมพัฒนาที่ดิน ในการพัฒนา ดูแลดินและที่ดินทางการเกษตร นับตั้งแต่ปี 2538 พร้อมแต่งตั้งคณะกรรมการคัดเลือกเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ในสาขาการพัฒนาที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และหมอดินอาสาดีเด่น ปี 2568 ซึ่งคัดเลือกจากหมอดินอาสา 77,777 คน ที่มีผลงานดีเด่น มีความรู้ความสามารถ ในการบริหารจัดการพื้นที่การเกษตร รวมทั้งเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวมในด้านต่างๆ ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ จะประกาศผลการคัดเลือกเกษตรกร สถาบันเกษตรกรและสหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2568 ภายในเดือนเมษายนนี้ ซึ่งเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาการพัฒนาที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จะเข้ารับพระราชทานโล่รางวัลในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง สำหรับเกษตรกรดีเด่นระดับประเทศลำดับที่ 2-3 จะได้รับโล่เงินและโล่ทองแดง นอกจากนี้หมอดินอาสาดีเด่น ในลำดับ 1-2จะได้รับโล่ พร้อมรางวัลเงินสด ในงานวันคล้ายวันสถาปนากรมพัฒนาที่ดิน(23 พฤษภาคม)

ด้านนายพชร อริยะสกุล ผอ.กองวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน ที่ปรึกษาคณะกรรมการฯ กล่าวว่า การแต่งตั้งคณะกรรมการฯ มี 2 ระดับ คือคณะกรรมการในระดับเขต เพื่อคัดเลือกหมอดินอาสาที่โดดเด่นที่สุด เป็นตัวแทนระดับเขตจากสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 1–12 ส่งมายังคณะกรรมการคัดเลือกระดับกรม เพื่อพิจารณาคัดเลือกจากผลงาน รวมถึงการลงพื้นที่คัดเลือกเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาการพัฒนาที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และหมอดินอาสาดีเด่น มีหลักเกณฑ์และคุณสมบัติตามประกาศกระทรวงเกษตรฯ ดังนี้ เป็นเกษตรกร/บุคคลทางการเกษตร มีสัญชาติไทย ประพฤติดี ประกอบอาชีพด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เสียสละเพื่อส่วนรวม มีผลงานดีเด่นให้ส่วนรวมนำไปใช้ประโยชน์ได้ พื้นที่ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมาย และไม่เคยได้รับพระราชทานโล่รางวัลเกษตรกร/บุคคลทางการเกษตรดีเด่นแห่งชาติ สาขาเดียวกันมาก่อน นอกจากนี้ยังมีเกณฑ์การให้คะแนนความคิดริเริ่ม พยายามฟันฝ่าอุปสรรค มีผลสำเร็จตลอดระยะเวลาที่ปฏิบัติงานและความยั่งยืนในอาชีพ เป็นผู้นำ ทำกิจกรรมเพื่อประโยชน์ส่วนรวมในด้านต่างๆ

อนึ่ง วันพระราชพิธีพืชมงคลนับตั้งแต่ปี 2509 เป็นต้นมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ลงมติให้เป็น“วันเกษตรกร” ประจำปี โดยในปีนี้ตรงกับวันที่ 9 พฤษภาคม 2568

กรมชลฯเดินหน้า ‘บางระกำโมเดล’ ขยายอีก6หมื่นไร่ ทำนาก่อนน้ำหลาก

กรมชลฯเดินหน้า  ‘บางระกำโมเดล’  ขยายอีก6หมื่นไร่  ทำนาก่อนน้ำหลาก

กรมชลฯเดินหน้า ‘บางระกำโมเดล’ ขยายอีก6หมื่นไร่ ทำนาก่อนน้ำหลาก

วันศุกร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และกลุ่มผู้ใช้น้ำ ดำเนินโครงการบริหารจัดการน้ำแบบประชาชนมีส่วนร่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำบางระกำ หรือ “โครงการบางระกำโมเดล” ต่อเนื่อง เป็นปีที่ 9 โดยได้จัดสรรน้ำเพื่อสนับสนุนพื้นที่เพาะปลูกไว้ 390 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) เนื่องจากปริมาณน้ำสะสมจากช่วงฤดูฝนที่ผ่านมา อยู่ในเกณฑ์ดี ทำให้ปีนี้สามารถขยายพื้นที่โครงการจาก 265,000 ไร่ เป็น 327,000 ไร่ โดยเริ่มทยอยส่งน้ำเข้าระบบชลประทาน ตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม 2568 เพื่อให้เกษตรกรเตรียมแปลงเพาะปลูกพร้อมกัน และเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จก่อนฤดูน้ำหลากช่วงกลางเดือนสิงหาคม-ตุลาคม ซึ่งเป็นไปตามการปรับปฏิทินการเพาะปลูก ช่วยลดความเสี่ยงที่ผลผลิตข้าวจะเกิดความเสียหายจากน้ำท่วม อีกทั้งช่วยป้องกันและบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ตอนบน รวมถึงพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง โดยระหว่างนั้นเกษตรกรยังใช้ประโยชน์จากพื้นที่แก้มลิง สร้างรายได้เสริมจากการทำอาชีพประมง เก็บกักน้ำไว้ใช้เป็นน้ำต้นทุนทำเกษตรกรรมและการอุปโภค-บริโภคในปีถัดไป

อย่างไรก็ตาม ถือได้ว่า “บางระกำโมเดล” เป็นต้นแบบของการบริหารจัดการน้ำแบบมีส่วนร่วมอย่างเกิดประโยชน์สูงสุด สามารถลดความเสียหายทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศจากฤดูน้ำหลาก ทั้งยังสร้างรายได้เสริมให้เกษตรกรมีรายได้ตลอดทั้งปี ลดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนให้ได้มากที่สุดตามนโยบายของรัฐบาล และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

‘อธิบดีกรมฝนหลวงฯ’ลงพื้นที่บุรีรัมย์ พบปะพูดคุยกับอาสาสมัครกรมฝนหลวงฯ-เกษตรกร

'อธิบดีกรมฝนหลวงฯ'ลงพื้นที่บุรีรัมย์ พบปะพูดคุยกับอาสาสมัครกรมฝนหลวงฯ-เกษตรกร

‘อธิบดีกรมฝนหลวงฯ’ลงพื้นที่บุรีรัมย์ พบปะพูดคุยกับอาสาสมัครกรมฝนหลวงฯ-เกษตรกร

วันพฤหัสบดี ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2568, 17.18 น.

เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2568 นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร พร้อมด้วย นายสุรพันธุ์ สุวรรณไพบูลย์ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง จังหวัดบุรีรัมย์ นายนิติพงษ์ ผลชู ผู้อำนวยกลุ่มวิศวกรรม กองบริหารการบิน และคณะ ลงพื้นที่พบปะและพูดคุยกับอาสาสมัครกรมฝนหลวงและการบินเกษตรและเกษตรกรในพื้นที่ โดยมี นายจำลอง พวงประโคน ประธานอาสาสมัครกรมฝนหลวงฯ และ นายภัสกร พวงประโคน ประธานกลุ่มเกษตรอินทรีย์ จ.บุรีรัมย์ เป็นผู้กล่าวต้อนรับในครั้งนี้ เพื่อรับฟังปัญหา และความต้องการขอรับการสนับสนุนการปฏิบัติการฝนหลวง ณ ศูนย์เกษตรข้าวอินทรีย์ ตำบลโคกม้า อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์

– 006

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’เป็น ปธ.ประชุมหารือกำหนดแนวทางบูรณาการด้านการป้องกันและกำจัดโรคพิษสุนัขบ้า

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'เป็น ปธ.ประชุมหารือกำหนดแนวทางบูรณาการด้านการป้องกันและกำจัดโรคพิษสุนัขบ้า

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’เป็น ปธ.ประชุมหารือกำหนดแนวทางบูรณาการด้านการป้องกันและกำจัดโรคพิษสุนัขบ้า

วันพฤหัสบดี ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2568, 17.14 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานการประชุมหารือเพื่อกำหนดแนวทางการบูรณาการด้านการป้องกันและกำจัดโรคพิษสุนัขบ้า ระหว่าง กรมปศุสัตว์ กรมควบคุมโรค และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น

เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2568 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานการประชุมหารือเพื่อกำหนดแนวทางการบูรณาการด้านการป้องกันและกำจัดโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งเป็นการประชุมร่วมกันระหว่าง กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย โดยมีนายสัตวแพทย์บุญญกฤช ปิ่นประสงค์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ นายสัตวแพทย์ณรงค์ เลี้ยงเจริญ ผู้อำนวยการสำนักควบคุม ป้องกัน และบำบัดโรคสัตว์ นายสัตวแพทย์เลิศชัย จินตพิทักษ์สกุล ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ นายสัตวแพทย์ชัยวลัญช์ ตุนาค ผู้อำนวยการกองสวัสดิภาพสัตว์และสัตวแพทย์บริการ และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แก่ นายแพทย์ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค นางสาวนรัตนาภรณ์ สองแก้ว หัวหน้างานควบคุมโรค กองสาธารณสุขท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าประชุมฯ ณ ห้องซุ้มเรือนแก้ว ตึกอำนวยการ ชั้น 1 กรมปศุสัตว์ กรุงเทพฯ

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้รับทราบสถานการณ์และแนวโน้มการพบโรคพิษสุนัขบ้า และพิจารณาปรับมาตรการต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านการบูรณาการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคพิษสุนัขบ้าทั้งในสัตว์และในคน โดยเฉพาะการสำรวจประชากรสัตว์ การฉีดวัคซีน การสร้างความร่วมมือด้านต่างๆ ในการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านโรคพิษสุนัขบ้าต่อไป

– 006

‘อธิบดีกรมชลประทาน’จับมือ 4 หน่วยงาน ร่วมลงนาม MOU สนับสนุนข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม

'อธิบดีกรมชลประทาน'จับมือ 4 หน่วยงาน ร่วมลงนาม MOU สนับสนุนข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม

‘อธิบดีกรมชลประทาน’จับมือ 4 หน่วยงาน ร่วมลงนาม MOU สนับสนุนข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม

วันพฤหัสบดี ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.08 น.

วันนี้ (3 เม.ย.68) ณ ห้องพระพรหม โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วยผู้บริหารจากกรมการข้าว กรมส่งเสริมการเกษตร กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพพูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิศาสตร์สารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ Gistda ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือว่าด้วยการส่งเสริมและสนับสนุนข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม เพื่อแก้ไขปัญหาอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมี นางอรนุช หล่อเพ็ญศรี รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นางสาวนนทิชา วรรณสว่าง ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสิทธิพร พฤฒิพิบูลธรรม เลขานุการกรมชลประทาน และเจ้าหน้าที่จากสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน ตลอดจนผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน ในการนี้ นายเลอบุญ อุดมทรัพย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมชลประทาน (ด้านจัดสรรน้ำและบำรุงรักษา) เป็นผู้แทนกรมชลประทาน เข้าร่วมเสวนาในประเด็นเรื่อง “กลยุทธ์ปรับตัวสู่อนาคต แผนรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสำหรับภาคการเกษตรไทย” ในครั้งนี้ด้วย

นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทาน ได้ตระหนักถึงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ก่อให้เกิดภัยพิบัติด้านน้ำ ไม่ว่าจะเป็นอุทกภัย ภัยแล้ง และการรุกล้ำของน้ำทะเล ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมและทรัพยากรน้ำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในฐานะหน่วยงานหลักในด้านการบริหารจัดการน้ำ จึงจำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีและข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียม เข้ามาช่วยเสริมในการวางแผนบริหารจัดการน้ำ ทำให้การติดตามสถานการณ์น้ำ การคาดการณ์ปริมาณฝน รวมทั้งประเมินพื้นที่เพาะปลูกและบริหารความเสี่ยงจากภัยพิบัติ เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์วางแผนการบริหารจัดการน้ำ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างแม่นยำและทันท่วงที

การลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการส่งเสริมและสนับสนุนข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม เพื่อแก้ไขปัญหาอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ระหว่างหน่วยงานภาครัฐที่มีภารกิจเกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ เกษตรกรรม และการบริหารจัดการน้ำ ในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการบูรณาการร่วมกันอย่างเข้มแข็ง ในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน ซึ่งจะช่วยบรรเทาปัญหาที่จะเกิดกับประชาชนและภาคการเกษตรได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนต่อไป

– 006

ครม.เคาะ18ม.ค.วันกล้วยไม้แห่งชาติ

ครม.เคาะ18ม.ค.วันกล้วยไม้แห่งชาติ

ครม.เคาะ18ม.ค.วันกล้วยไม้แห่งชาติ

วันพฤหัสบดี ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2568, 12.33 น.

‘นฤมล’ เผยคณะรัฐมนตรี (ครม.) กำหนดให้วันที่ 18 ม.ค.ของทุกปี เป็นวันกล้วยไม้แห่งชาติ เพื่อให้เห็นคุณค่าและภาคภูมิใจในเอกลักษณ์และภาพลักษณ์ของความเป็นชาติไทย

วันนี้ (3 เม.ย.) ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้วันที่ 18 มกราคมของทุกปี เป็นวันกล้วยไม้แห่งชาติ โดยไม่ถือเป็นวันหยุดราชการ เพื่อให้สาธารณชนเกิดความตระหนักรู้และเห็นคุณค่าของกล้วยไม้ไทย รวมถึงเป็นการสร้างให้เกิดความภาคภูมิใจในกล้วยไม้ ที่เป็นทั้งเอกลักษณ์และภาพลักษณ์ความเป็นชาติไทย ซึ่งประเทศไทยเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ผลิตและส่งออกกล้วยไม้เขตร้อน (Tropical orchid) อันดับ 1 ของตลาดโลก ด้วยสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสมกับการผลิต มีพื้นที่เพาะปลูกในจังหวัดสำคัญ ได้แก่ นครปฐม สมุทรสาคร กทม.ราชบุรี และนนทบุรี รวมเนื้อที่เพาะปลูกกล้วยไม้ 17,183 ไร่ มีเกษตรกรปลูกกล้วยไม้ที่มีทักษะ และประสบการณ์ประมาณ 1,600 ราย นับเป็น Land of Orchid แห่งหนึ่งของโลก ที่เป็นแหล่งกระจายพันธุ์ของกล้วยไม้พันธุ์แท้ (Species) มีพันธุกรรมของกล้วยไม้เขตร้อนที่พบในธรรมชาติมากกว่า 1,200 ชนิด จึงได้รับความสนใจจากนักอนุรักษ์กล้วยไม้ทั่วโลก สำหรับพันธุ์กล้วยไม้ที่ส่งออกหลักของไทย ได้แก่ สกุลหวาย (พันธุ์โซเนีย และขาวสนาน) สกุลอะแรนดา (มอคคารา) แวนดา และออนซิเดียม ให้ผลผลิตมากในช่วงเดือนกันยายน – มกราคม ซึ่งผลผลิตทั้งหมดจะแบ่งสัดส่วนเพื่อใช้ในประเทศ และส่งออกร้อยละ 50

ด้านนายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กล้วยไม้สามารถเป็นเครื่องแสดงถึงพลัง Soft Power ที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นของไทยสร้างชื่อเสียงในวงการกล้วยไม้ทั่วโลก โดยในปี 2567 ไทยส่งออกดอกกล้วยไม้ปริมาณ 19,129 ตัน มูลค่า 2,181.15 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ที่ส่งออก 17,992 ตัน มูลค่า 2,116.28 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.32 และร้อยละ 3.07 ตามลำดับ มีตลาดส่งออกมูลค่าสูง 3 อันดับแรก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา เวียดนาม และญี่ปุ่น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของกล้วยไม้ไทย ดังนั้นเพื่อกระตุ้นการส่งเสริมการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว รวมทั้งสามารถยกระดับมาตรฐานกล้วยไม้ให้เกิดอาชีพที่สร้างรายได้ สู่การเป็นสินค้าเศรษฐกิจที่สำคัญสำหรับส่งออกของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ กล้วยไม้ เป็นไม้ดอกที่ใช้เพื่อประดับตกแต่งในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน เริ่มมีการปลูกเลี้ยงตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 แต่ยังไม่แพร่หลายมากนัก ต่อมาจอมพลเรือ จอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ทรงนิพนธ์และทรงจัดพิมพ์หนังสือ “ตำราเล่นกล้วยไม้” เล่มแรกของไทย เมื่อปี พ.ศ. 2460 เพื่อเผยแพร่ความรู้ให้แก่ผู้ที่สนใจปลูกเลี้ยงกล้วยไม้เป็นงานอดิเรก ทำให้การปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ขยายตัวออกสู่ประชาชนในวงกว้าง และได้รับการยกย่องให้ทรงเป็น “พระบิดาวงการกล้วยไม้ของประเทศไทย” ก่อนจะสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2487”

นอกจากนี้ในปี พ.ศ.2521 ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดงาน The 9th World Orchid Conference Bangkok 1978 ณ สวนสามพราน จังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นการจัดงานกล้วยไม้ในระดับนานาชาติขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย มีผู้เข้าร่วมงานประชุมกว่า 3,000 คน จาก 41 ประเทศทั่วโลก โดยพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เสด็จฯ แทนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เมื่อครั้งยังทรงเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จร่วมงานและเป็นประธานเปิดงานชุมนุมกล้วยไม้โลกครั้งที่ 9 และไปรษณีย์ไทย ได้ออกแสตมป์ชุดการประชุมกล้วยไม้โลกครั้งที่ 9 ปี พ.ศ.2521 ด้วย

015

กรมตรวจบัญชีฯเน้น การยกระดับมาตรฐาน มุ่งสู่ศูนย์กลางการเงิน ขับเคลื่อนงานสหกรณ์

กรมตรวจบัญชีฯเน้น  การยกระดับมาตรฐาน  มุ่งสู่ศูนย์กลางการเงิน  ขับเคลื่อนงานสหกรณ์

กรมตรวจบัญชีฯเน้น การยกระดับมาตรฐาน มุ่งสู่ศูนย์กลางการเงิน ขับเคลื่อนงานสหกรณ์

วันพฤหัสบดี ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวในการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “ยกระดับมาตรฐานข้อมูลสู่การเป็นศูนย์กลางทางการเงินของสหกรณ์ไทย” โดยมี น.ส.อนงค์นาถ จ่าแก้ว เลขานุการ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานฯ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่โรงแรมปรินซ์พาเลซ มหานาค กทม.ว่าปัจจุบันมีสหกรณ์ที่จดทะเบียน รวม 9,530 แห่ง มีสมาชิก 11,339,612 ล้านคน มีทุนดำเนินงานกว่า 3.5 ล้านล้านบาท มูลค่าธุรกิจรวม 2,139,486.96 ล้านบาท โดยมีแนวโน้มที่จะเติบโตเพิ่มมากขึ้น จึงจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาองค์ความรู้และศักยภาพการบริหาร จัดการทางการเงินให้เท่าทันเทคโนโลยีที่หลากหลาย และธุรกิจของสหกรณ์ที่มีความก้าวหน้า

ทั้งนี้ เนื่องในโอกาสครบรอบ 73 ปี แห่งการสถาปนากรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จึงจัดประชุมสัมมนาดังกล่าวขึ้น ได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ขับเคลื่อนการยกระดับมาตรฐานและสร้างความเข้มแข็งด้านการบริหารจัดการทางการเงินแก่สถาบันเกษตรกร เพื่อให้สมาชิกสหกรณ์ เกษตรกร มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความมั่นคงและยั่งยืน โดยปีงบประมาณ 2568 กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กำหนดเป้าหมายในการยกระดับความเข้มแข็งโปร่งใสในภาคสหกรณ์และเกษตรกรไทย อาทิ การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม การรักษามาตรฐานวิชาชีพ และกำกับ ดูแล ป้องกันปัญหาการทุจริตอย่างเป็นรูปธรรม โดยทบทวนและปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆ ให้สอดคล้องตามมาตรฐานสากลและสถานการณ์ปัจจุบัน เป็นต้น

ก.เกษตรฯกำจัดศัตรูพืชยั่งยืน เน้นพัฒนา-ยกระดับภาคเกษตรไทย

ก.เกษตรฯกำจัดศัตรูพืชยั่งยืน  เน้นพัฒนา-ยกระดับภาคเกษตรไทย

ก.เกษตรฯกำจัดศัตรูพืชยั่งยืน เน้นพัฒนา-ยกระดับภาคเกษตรไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

น.ส.อนงค์นาถ จ่าแก้ว เลขานุการ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานงานเปิดตัวกรอบการจัดการสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างยั่งยืนของประเทศไทย (Sustainable Pesticide Management Framework: SPMF) โดยมีนายพรเทพ ศรีธนาธร ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรฯ น.ส.ซิโมน บาร์ช ประธานองค์กรครอปไลฟ์เอเชีย น.ส.กล้วยไม้ นุชนิยม นายกสมาคมการค้านวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทย นายปิติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ประธานกรรมการคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสังคม และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กทม. ว่าการดำเนินงานภายใต้กรอบ SPMF ของประเทศไทย ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนภาคเกษตรกรรมของไทยไปสู่การผลิตอาหารที่ปลอดภัย มีคุณภาพ และสามารถเข้าถึงได้ในราคาที่เหมาะสม เพื่อตอบสนองความต้องการของทั้งประชาชนไทยและประชาคมโลกในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการถ่ายทอดเทคโนโลยีผ่านโครงการต่างๆซึ่งเป็นกิจกรรมสำคัญที่จะช่วยให้เกษตรกรไทยได้รับการถ่ายทอดนวัตกรรมที่ทันสมัยผ่านการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ และสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ที่สามารถเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การจัดงานครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือที่แข็งแกร่งและแสดงถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทย ที่ได้สนับสนุนและร่วมมือกับภาครัฐ ในการส่งเสริมและยกระดับภาคเกษตรของไทย เพื่อเสริมสร้างระบบอาหารที่ปลอดภัยและยั่งยืนตามแนวทางของ SPMF ทั้งในระดับประเทศและระดับสากล ซึ่งกรอบความร่วมมือนี้จะเป็นเวทีสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมและการเกษตรยั่งยืนของประเทศไทย

น.ส.อนงค์นาถกล่าวต่อว่า มีนโยบายที่สำคัญซึ่งมุ่งเน้นการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของอาหารและลดการใช้สารเคมีในภาคการเกษตร เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค
ส่งเสริมความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม มีแนวทางส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัย ให้ความสำคัญกับการผลิตพืชอาหารที่ปลอดภัยสำหรับการบริโภคทั้งในประเทศและส่งออก เน้นการลดการใช้สารเคมีและส่งเสริมการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practices : GAP) เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและปลอดภัยต่อผู้บริโภค รวมถึงนโยบายสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกษตรกรสามารถลดการใช้สารเคมีและหันมาใช้วิธีการทางธรรมชาติในการควบคุมศัตรูพืชและโรคพืช

“ปัจจุบันภาคการเกษตรต้องเผชิญความท้าทายไม่ว่าจะเป็นผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยธรรมชาติ ตลอดจนประเด็นด้านความมั่นคงและความปลอดภัยทางอาหาร ซึ่งอุปสรรคเหล่านี้อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเกษตรกรและระบบการผลิตอาหารของประเทศ ดังนั้น การบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัยมาใช้ในภาคเกษตรกรรมจะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความมั่นคง และเพิ่มขีดความสามารถของเกษตรกรไทย” น.ส.อนงค์นาถ กล่าว