‘สื่อภูเก็ต’ โร่ร้อง ‘กมธ.พัฒนาการเมืองฯ’ ถูกผู้มีอิทธิพล ฟ้องปิดปาก ภคมน มอง โยกย้ายแค่ละคร

‘สื่อภูเก็ต’ โร่ร้อง ‘กมธ.พัฒนาการเมืองฯ’ ถูกผู้มีอิทธิพล ฟ้องปิดปาก ภคมน มอง โยกย้ายแค่ละคร

‘สื่อภูเก็ต’ โร่ร้อง ‘กมธ.พัฒนาการเมืองฯ’ ถูกผู้มีอิทธิพล ฟ้องปิดปาก ภคมน มอง โยกย้ายแค่ละคร

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.51 น.

วันที่ 17 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.)การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยนายเฉลิมพงศ์ แสงดี สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน รับยื่นหนังสือจาก นายวรพงศ์ ยูระหมาน ผู้ก่อตั้งเพจข่าวโหดจัง จังหวัดภูเก็ต กรณีถูกผู้มีอิทธิพลรายหนึ่งฟ้องร้องดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

นายวรพงศ์ กล่าวว่า วันนี้ที่ตนเองต้องลำบากมาถึงกรุงเทพฯ และมายื่นเรื่องต่อกรรมาธิการ พัฒนาการเมืองฯ ที่คิดว่าจะได้รับความเป็นธรรมมากที่สุด วันนี้ตนเองเดือดร้อนการนำเสนอปัญหาหาดบางเทา ที่ผู้มีอิทธิพล ญาติของข้าราชการระดับใหญ่ในจังหวัดภูเก็ต มาฟ้องปิดปาก จึงอยากให้สื่อมวลชนได้เห็นว่าสื่อท้องถิ่นที่ตนเองกำลังเผชิญอยู่ เผชิญกับผู้มีอิทธิพลเจ้าของที่บุกรุกที่สาธารณะจังหวัดภูเก็ต ให้ประชาชนคนประเทศไทยได้เห็น ที่ตนได้เขียนในเพจข่าวว่า “โดนหมดปลัดจังหวัดภูเก็ต ป้องกันจังหวัดภูเก็ต นายอำเภอทั้งสามอำเภอ ช่วยราชการกรณีล้างบางอิทธิพลหาดบางเทา เส้นใหญ่เร่งยกชุด นายกรัฐมนตรีปล่อยให้เกิดได้ไง” ข้อความนี้ตนโดนฟ้องเรียกค่าเสียหายหมด 5 ล้านบาท ซึ่งไม่ได้ฟ้องที่จังหวัดภูเก็ต แต่ไปฟ้องถึงศาลอาญาที่กรุงเทพฯ รู้สึกว่าการกระทำแบบนี้ ที่มีการนำเสนอข้อความ มันรุนแรงไปหรือไม่กับการฟ้องร้อง แต่ทุกคนมีสิทธิ์ฟ้องร้อง 

นายวรพงศ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ยังโดนฟ้องข้อความที่วิเคราะห์ไว้ล่วงหน้าว่า “กรณีที่นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทยและรัฐมนตรีต่างๆ ลงไปที่จังหวัดภูเก็ต ปราบล้างมาเฟียปราบล้างผู้บุกรุก ผู้มีอิทธิพล ข้าราชการจังหวัดภูเก็ตถ้าดำเนินการปราบปรามผู้มีอิทธิพลแบบนี้ ไม่เกิน 2 อาทิตย์โดนเด้งแน่” ที่ได้เขียนไว้ก่อนที่จะมีคำสั่งเด้งประมาณ 2 อาทิตย์ แล้วก็เป็นจริง จึงเอาข้อความนี้มาฟ้องอีก สิ่งที่คนในจังหวัดภูเก็ตถ้าทุกคนได้ลงมาในพื้นที่จริง ทุกคนรู้หมดว่า ใครบุกรุก ใครอยู่เบื้องหลัง ไม่สามารถนำเสนอความจริงได้เลย แต่วันนี้ตนยังมีคดีความติดตัวอยู่และต้องขึ้นมาดำเนินการที่กรุงเทพฯเพื่อที่จะรับทราบข้อกล่าวหาและดำเนินการสู้คดีต่อไป และอยากจะนำเรื่องนี้ให้สื่อมวลชนที่อยู่ในกรุงเทพฯ ช่วยกันติดตามความเป็นจริงว่าสื่อในจังหวัดภูเก็ตทุกวันนี้ถูกเบียดเบียนถูกกดขี่ ถ้านำเสนออะไรที่ไม่ได้เป็นผลบวกหรือผลประโยชน์ ก็จะโดนแบบนี้แบบ

ด้านน.ส.ภคมน กล่าวว่า ผู้มีอิทธิพลดังกล่าวไม่ใช่คนใหม่ แต่เป็นผู้มีอิทธิพลที่มีข่าวเมื่อไม่กี่วันมานี้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับข่าวการย้ายรองผู้ว่าซีฟู้ด ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็ได้พูดในที่ประชุมกระทรวงมหาดไทยว่า รองผู้ว่าฯคนดังกล่าว มีคนสนิทเกี่ยวข้องกับการเรียกรับผลประโยชน์ และบุกรุกที่สาธารณะ และคนที่ฟ้องสื่อมวลชนท้องถิ่นวันนี้ ก็เป็นคนใกล้ชิดของคนนั้น

น.ส.ภคมน กล่าวอีกว่า การย้ายรองผู้ว่าฯ เป็นเพียงละครฉากหนึ่งเท่านั้น คนที่ยังมีอำนาจและมีมือทำงานอยู่ในพื้นที่ ก็ยังดำเนินการอยู่ ยังคงเรียกรับผลประโยชน์ ฟ้องสื่อมวลชน และทำทุกอย่างเหมือนเดิม ดังนั้น รัฐบาลและนายกรัฐมนตรี ในฐานะเจ้ากระทรวง ต้องจริงใจกับประชาชน และต้องยอมรับให้ได้ หากประชาชนตั้งคำถามว่า การย้ายผู้ว่าฯและรองผู้ว่าฯภูเก็ต เป็นแค่ละครฉากหนึ่ง ที่จะนำไปสู่การวางอำนาจใหม่ในจังหวัดเท่านั้น โดยการย้ายรองผู้ว่าฯที่มีข้อกล่าวหาที่รุนแรง ทำไมจึงไม่มีการสอบทางวินัยและทางอาญาให้สาธารณชนรับรู้ 

“ร้อยวันพันปี การประชุมมหาดไทยประชาชนไม่เคยรับรู้ แต่ 2-3 วันที่ผ่านมา ประชาชนได้เห็นการประชุม เพราะคุณมีธงที่ชัดเจน ว่าต้องการจะแสดงอะไรกับสาธารณะ และได้แสดงบทนั้นออกมา สุดท้ายแล้วความขัดแย้งส่วนตัว ประชาชนไม่ได้สนใจ แต่สิ่งที่สนใจคือผลประโยชน์ อิทธิพล และส่วย จะถูกจัดการอย่างไร” น.ส.ภคมน กล่าว

น.ส.ภคมน กล่าวต่อว่า วันนี้ทุกคนทราบว่า การย้ายแค่หัวแต่หางยังอยู่ คิดเหรอว่าเขาจะไม่เสิร์ฟเครื่องบรรณาการเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นหากจะจริงจังเล่นใหญ่แล้ว ก็เอาให้จริง ขุดถอดรากถอนโคน ที่กินผลประโยชน์ในจังหวัดว่าอยู่ตรงไหนบ้าง อย่าแค่มาเล่นใหญ่ฮึ่มๆ และการย้ายครั้งนี้ เป็นเรื่องที่ตลกมาก ซึ่งกรณีของรองซีฟู้ด มีความผิดและข้อกล่าวหาชัดเจน แต่ย้ายจากจังหวัดภูเก็ตไปนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นจังหวัดที่ใหญ่กว่า แถมเป็นจังหวัดบ้านเกิดด้วย จึงคิดว่านี่คือฐานความผิดของการย้ายข้าราชการ ที่มีความผิด แต่คนถูกย้ายน่าจะดีใจที่สุดในโลกแล้ว ย้ายกันยังไงให้คนถูกย้ายดีใจ 

น.ส.ภคมน กล่าวอีกว่า ฉากละครสำคัญวันนี้เล่นไม่เนียน ผู้เขียนบททำมาไม่ละเอียด แต่ฉากละครที่ประชาชนต้องติดตามต่อไป คือการวางอำนาจใหม่ในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งที่ตนกล้าพูดแบบนี้ เปิดแผนที่ประเทศไทยดูได้เลย ว่าภาคใต้ฝั่งอันดามัน ยกเว้นจังหวัดภูเก็ตเท่านั้น ที่พรรคภูมิใจไทยยังไม่สามารถยึดครองได้ ดังนั้นการย้ายผู้ว่าฯวันนี้ คือการวางอำนาจใหม่ของระบอบสีน้ำเงิน ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป และคาดหวังว่า จะยึดอันดามันให้ได้ทั้งหมด ดังนั้น วันนี้อย่ามองแค่ความขัดแย้งของบุคคล หรือการกระทำที่เกิดขึ้นของบุคคล สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ใหญ่กว่านั้นมาก และกำลังทำให้ประชาชนหมดศรัทธา ทำให้ระบอบสีน้ำเงินขยายใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งวันนี้คนที่ต้องรับผิดชอบ คือผู้มีอำนาจทุกคน อย่าทำให้ประชาชนเบื่อหน่าย และอย่าให้หมดศรัทธากับการเมืองไทย อย่างน้อยต้องแสดงความจริงใจ และสืบเรื่องนี้อย่างจริงจัง

น.ส.ภคมน กล่าวว่า เชื่อว่า หลังจากข่าวนี้ออกไป จะมีคนออกมาบอกว่า เตรียมตั้งคณะกรรมการสอบ ขอพูดตรงๆว่าตนไม่เชื่อ เพราะที่ผ่านมา เรื่องของอธิบดีกรมการปกครอง นายกฯบอกว่าจะตั้งคณะกรรมการสอบ แต่รองอธิบดีกรมการปกครอง ได้บอกใน กมธ.พัฒนาการเมืองฯ ว่ายังไม่มีการตั้งคณะกรรมการ เพราะฉะนั้นอย่าพ่น อย่าพูดไปเรื่อยๆ ทำให้จริง ประชาชนจับอยู่

เมื่อถามว่า เปลี่ยนผู้ว่าคนใหม่แล้วขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรีได้สั่งให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยทั้ง 3 คนลงพื้นที่ จะสามารถปราบมาเฟียผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ได้หรือไม่ นายเฉลิมพงศ์ กล่าวว่า ปัญหาเรื่องอิทธิพลเรื่องส่วยมีมานานแล้ว เปลี่ยนผู้ว่าฯกี่สิบคนก็ยังมีส่วย ลมใต้ปีกของผู้มีอิทธิพลก็คือข้าราชการระดับสูงที่เกาะกินจังหวัดภูเก็ตอยู่ วันนี้คนภูเก็ตจำทนมาหลาย 10 ปี ก็อยากที่จะเลือกตั้งผู้ว่ากำหนดอนาคตของคนภูเก็ตเอง จึงอยากฝากถึงนายกรัฐมนตรีด้วยว่าคนภูเก็ตอยากเลือกตั้ง

ขณะที่นายเฉลิมพงศ์ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีเองลงพื้นที่ภูเก็ตเยอะมาก ก็น่าจะรู้ปัญหาดีอยู่แล้วว่าปัญหาเหล่านี้อยู่ตรงไหน อยู่ที่ความจริงใจของนายกรัฐมนตรี ที่บอกว่าสั่งการวันนี้เสร็จตั้งแต่เมื่อวานแต่วันนี้ยังไม่เห็น ก็ขอให้สั่งวันนี้ พรุ่งนี้เสร็จก็ได้ ไม่ใช่แค่คำพูดสวยหรูมาให้ความหวังคนภูเก็ต ซึ่งตนจะติดตามเรื่องนี้ให้ถึงที่สุดตราบใดที่ตนยังเป็น สส.ของคนภูเก็ตอยู่ ก็พยายามที่จะไปขุดหลุมต่างๆรัฐบาลต้องไปกลบหลุมให้ทัน หากมีความจริงใจจริงก็ช่วยแก้ปัญหาในหลุมนั้นด้วย

เมื่อถามว่า ในการโยกย้ายครั้งนี้จะเป็นการถือโอกาสเพื่อวางโครงข่ายระบอบสีน้ำเงินใหม่หรือไม่ น.ส.ภคมน กล่าวว่า หากไปดูผู้ว่าราชการที่ย้ายเข้าไปใหม่ตอนนี้ตนไม่ได้ สบประมาทหรือดูแคลน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าสายใกล้ชิดของท่านคือสายไหน 

“สิ่งที่เราเห็นกันหน้าฉากวันนี้ส่วนหนึ่งเป็นการวัดพลังกันเพื่อชิงกันนำเป็นที่หนึ่งในพื้นที่ภาคใต้ของผู้มีอำนาจในพื้นที่ของพรรคภูมิใจไทยเช่นกัน เรื่องแก้ปัญหาเป็นเรื่องรอง แต่วันนี้สิ่งที่ทำได้คือของใครเข้าไปมีอำนาจมากกว่าคน ๆ นั้นมีโอกาสเป็นที่หนึ่งในพื้นที่ภาคใต้ และการแก้ปัญหาของประชาชนเป็นเรื่องรองมา นี่คือจุดประสงค์หลัก ๆ ที่ดิฉันอยากชวนประชาชนมองข้ามช็อตให้ทันเกมของการวางระบอบสีน้ำเงินในวันนี้” น.ส.ภคมน กล่าว

เมื่อถามว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นที่เป็นบอกว่าเป็นการวัดพลังจะนำไปสู่รอยร้าวในพรรคหรือไม่เพราะล่าสุดนายกฯเอา EEC กลับมาดูเอง น.ส.ภคมน กล่าวว่า คนอื่นต้องให้ความเป็นธรรมก่อนเพราะตนไม่แน่ใจว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมงานล้นมือหรือไม่ นายกรัฐมนตรี อาจเห็นแล้วว่าการบริหารจัดการเรื่องปัญหา EEC และการนำเรื่อง พ.ร.บ. SEC เข้ามา อาจถูกตั้งคำถามและมีการต่อต้านจากประชาชนในพื้นที่ทั้งภาคตะวันออกและภาคใต้เพิ่มขึ้น อาจจะแบ่งเบาภาระของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม แต่ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ตนคิดว่าประชาชนและคนไทยทั้งประเทศไม่ควรรับรู้และเป็นภาระของพวกท่านไปจัดการให้เสร็จ ว่าใครควรใหญ่กว่าใคร พอแข่งกันใหญ่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น มันเกิดขึ้นกับประชาชน ปัญหาไม่ได้ถูกจัดการ กลายเป็นว่าวันนี้ต้องตัดสินกันก่อนว่าใครใหญ่ที่สุด 

“ดิฉันคาดหวังว่านายกรัฐมนตรีท่านจะสามารถนำคณะรัฐมนตรีและรัฐบาลของพรรคภูมิใจไทย ดิฉันคาดหวังจะเห็นพรรคภูมิใจไทยเป็นเอกภาพมากกว่านี้ ไม่ใช่ให้กำลังใจไม่ได้รักอะไรท่านขนาดนั้นเพียงแต่คาดหวังให้พี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศได้รับผลประโยชน์บ้างจากการขึ้นมาเป็นรัฐบาลของพรรคภูมิใจไทยในวันนี้” น.ส.ภคมน กล่าว 

หมอวรงค์ ค้านเกณฑ์บำนาญอดีตสมาชิกรัฐสภา ปูด บ้านใหญ่ใช้ตำแหน่งผู้ช่วย สส.-สว. แทนจ่ายเงิน

หมอวรงค์ ค้านเกณฑ์บำนาญอดีตสมาชิกรัฐสภา ปูด บ้านใหญ่ใช้ตำแหน่งผู้ช่วย สส.-สว. แทนจ่ายเงิน

หมอวรงค์ ค้านเกณฑ์บำนาญอดีตสมาชิกรัฐสภา ปูด บ้านใหญ่ใช้ตำแหน่งผู้ช่วย สส.-สว. แทนจ่ายเงิน

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.06 น.

ไม่เป็นธรรม! ’หมอวรงค์‘ ฮึ่มค้านหลักเกณฑ์ กำหนดระยะเวลา ‘อดีตสมาชิกรัฐสภา’ รับ ‘เงินบำนาญ – มีผู้ช่วยสส. 8 คน’  ปูด ‘บ้านใหญ่’ จ่ายเงินให้ สส.ในสภา พอสอบตกก็รับเงิน ‘กองทุนอดีตสมาชิกฯ’ ลามแฉ เอาตำแหน่งผู้ช่วยสส.-สว.ในเครือ ไปให้คนอื่นแทนการจ่ายเงิน 

วันที่ 17 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 10.30 น. ที่รัฐสภา นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยภักดี แถลงถึงกรณีที่คณะกรรมาธิการ(กมธ.)กิจการสภา มีมติ ทบทวนบำนาญอดีตสมาชิกรัฐสภาตลอดชีพ โดยมีระยะเวลาการดำรงตำแหน่งรวมทุกวาระตั้งแต่ 48 เดือนหรือ 4 ปี รวมถึงการคงไว้ของจำนวนผู้ช่วยสส. 8 คน ว่า ตนไม่เห็นด้วย ยืนยันว่าทั้งสส.และสว.ส่วนใหญ่ที่อ้างว่าเป็นตัวแทนของประชาชน มาปกป้องดูแลผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน แต่สุดท้ายก็ทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัว เอาหมดไม่ว่าจะเป็นพรรคใหญ่ คนรุ่นใหญ่ คนรุ่นใหม่ คนรุ่นเก่า เอาหมด นี่คือผลประโยชน์ ซึ่งบทสรุปของคณะกรรมาธิการกิจการสภาถือว่าฝ่าฝืนความรู้สึกของประชาชน 

นพ.วรงค์ กล่าวต่อว่า ตนขอขยยให้เห็นภาพว่าผลประโยชน์เหล่านี้ล้วนมีรากฐานมาจากเรื่องบ้านใหญ่ทั้งสิ้น นี่คือผลพวงของระบบการเมืองบ้านใหญ่ ที่เข้ามามีอิทธิพลทางการเมือง เพื่อให้ดูแลหัวคะแนน แม้แต่สส.ที่เข้ามาทำหน้าที่ในสภา บ้านใหญ่ก็ยังเลี้ยงดูโดยยังได้รับเงินเป็นรายเดือน จึงไม่แปลกใจที่สส.เหล่านี้ เมื่อถึงเวลาต้องโหวต ก็โหวตตามใบสั่ง ไม่ได้โหวตตามใจพี่น้องประชาชน นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในระหว่างที่เป็นสส. 

“ผมขอท้าว่า มีนายทุนบ้านใหญ่ยังจ่ายเงินดูแลรายเดือนให้กับสส.ที่ขณะนี้เป็นสส.อยู่ในสภา แต่วันใดที่เขาหมดตำแหน่งหน้าที่สอบตก เขาก็ต้องไปแบมือขอ จึงต้องใช้วิธีการเอาภาษีของประชาชนมาดูแลสส.ที่ไม่ได้มีบทบาทหน้าที่ต่อไป เท่ากับว่าระบบบ้านใหญ่ กำลังสร้างปัญหาให้กับการเมือง โดยใช้เงินของนายทุนเข้ามาดูแลสส.วันใดสส.หมดหน้าที่หมดตำแหน่งก็ใช้ภาษีของประชาชนในรูปการจัดตั้งกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา” น.พ.วรงค์ กล่าว 

นพ.วรงค์ กล่าวอีกว่า  ส่วนการคงไว้ของผู้ช่วยสส. 8 คนก็เป็นผลพวงมาจากบ้านใหญ่ ทุนบ้านใหญ่ของพรรคการเมืองโดยมีการเรียกตำแหน่งจาก 8 คน นี้ไปเป็นโควต้าของส่วนกลาง เพื่อไปดูแลผู้สมัครคนอื่นที่สอบตก เพื่อที่จะไม่ต้องจ่ายเงินมากโดยเอาภาษีของประชาชนมาจ่ายแทน แม้แต่สว.ที่สังกัดค่ายสีต่างๆ ก็ถูกดึงผู้ช่วยไปให้กับบ้านใหญ่ เพื่อที่บ้านใหญ่ไม่ต้องจ่ายเงิน ซึ่งเรื่องนี้ตนขอคัดค้านเพราะถือว่า การเมืองระบบบ้านใหญ่คือเผด็จการรูปแบบหนึ่งที่ไม่ตอบสนองประชาชน แต่การเลือกตั้งมักจะอ้างประชาชน สุดท้ายการให้ทุนของระบบบ้านใหญ่ก็คือพรรคการเมือง

นพ.วงรงค์ กล่าวต่อว่า ขอเรียกร้องให้ สส.ทุกคน ให้เสียสละและมีสติ กลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว เพราะคุณคือตัวแทนของประชาชน แต่ทำไมไม่ตอบสนองประชาชน และที่กมธ.กิจการสภา จะตั้งคณะอนุกมธ.ขึ้นมาศึกษาในเรื่องนี้ ที่มีสส.อยู่ด้วย นั้นถือว่าไม่เป็นธรรม เพราะมีผลประโยชน์ทับซ้อน ทางออกที่ดีที่สุด คือต้องถามประชาชน และขอเรียกร้องให้ประธานสภาฯ สอบถามไปยังประชาชนว่าคิดอย่างไร ต้องการให้สส.มีบำนาญเลี้ยงดูตลอดชีวิต และต้องมีผู้ช่วยสส. 8 คนหรือไม่ เพราะจากที่ตรวจสอบข้อมูลในสภา พบว่ามีสส.หลายคนที่มีจิตสำนึกที่ดี ตั้งผู้ช่วยสส.ไม่เกิน 3 คน เช่นเดียวกับตน 

น.พ.วรงค์ กล่าวด้วยว่า ส่วนกรณีที่กมธ.กิจการสภา เห็นสมควรตั้งงบดูแลอาหารให้กับข้าราชการ โดยไม่เชื่อมโยงกับการยกเลิกอาหารของสส.โดยเฉพาะอาหารมื้อเย็นที่สภาจะต้องดูแลเจ้าหน้าที่  ซึ่งเรื่องนี้ตนเห็นด้วยว่าไม่ควรที่จะนำมาปะปนกับอาหารของสส.

ธนกร ชี้ ไทยช่วยไทยพลัส รัฐบาลหยิบใช้ถูกจังหวะ-ถูกเวลา เชื่อช่วยลดค่าครองชีพให้กับประชาชน

ธนกร ชี้ ไทยช่วยไทยพลัส รัฐบาลหยิบใช้ถูกจังหวะ-ถูกเวลา เชื่อช่วยลดค่าครองชีพให้กับประชาชน

ธนกร ชี้ ไทยช่วยไทยพลัส รัฐบาลหยิบใช้ถูกจังหวะ-ถูกเวลา เชื่อช่วยลดค่าครองชีพให้กับประชาชน

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.50 น.

“ธนกร” เปิดงานเทศกาลผัดหมี่และของดีเมืองนัง นครศรีฯ ชี้ “ไทยช่วยไทยพลัส” รัฐบาลหยิบใช้ถูกจังหวะ ถูกเวลา หลังสหรัฐอเมริกาและอิหร่านบรรลุข้อตกลงหยุดยิง เชื่อช่วยลดค่าครองชีพให้กับประชาชนได้อย่างแท้จริง มั่นใจ”นายกหนู“มีโครงการดีๆออกมาอีกแน่

วันที่ 17 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวานนี้ นายธนกร วังบุญคงชนะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้เดินทางมาเป็นประธานเปิดงาน โครงการมหกรรมอาหารปลอดภัยเมืองนัง (เทศกาลผัดหมี่ และของดีเมืองนัง ครั้งที่ 11) ณ เวทีกลางถนนศรีสมบูรณ์ เขตเทศบาลเมืองปากพนัง (ปากพนังฝั่งตะวันตก) อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีนายสมชาย ลีหล้าน้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชและนายขวัญชัย รอดมณี นายกเทศมนตรีเมืองปากพนังให้การต้อนรับ โดยมีพี่น้องประชาชนเข้าร่วมงานจำนวนมาก
นายธนกร กล่าวว่า นครศรีธรรมราชเป็นเมืองที่มีรากฐานทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันยาวนาน และเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยพลังของคนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่ ที่ช่วยกันขับเคลื่อนบ้านเกิดให้ก้าวไปข้างหน้า โดยเฉพาะอำเภอปากพนัง ถือเป็นพื้นที่สำคัญทั้งด้านเศรษฐกิจ วิถีประมง วิถีเกษตรตรกรรม มีความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจของคนในพื้นที่ ที่ร่วมกันอนุรักษ์ สืบสาน และพัฒนาสิ่งดีงามของบ้านเราให้คงอยู่ พร้อมทั้งต่อยอดสู่อนาคตอย่างสร้างสรรค์ สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทย ที่วันนี้ส่งเสริมการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศอย่างเต็มที่ 

นายธนกร ยังกล่าวถึงกรณีที่สหรัฐอเมริกาและอิหร่าน บรรลุข้อตกลงหยุดยิงด้วยว่า ถือเป็นสัญญาณที่ดี เพราะการไม่เกิดสงครามขึ้นนั้นย่อมส่งผลดีต่อเศรษฐกิจทั่วโลก เชื่อว่าต่อจากนี้ไปนานาประเทศจะเริ่มปรับตัวเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของตัวเอง ราคาพลังงานก็จะเริ่มเสถียรมากขึ้น วิกฤตต้นทุนที่ส่งผลต่อราคาสินค้าทุกชนิดก็จะเริ่มดีขึ้นด้วย ดังนั้น โครงการไทยช่วยไทยพลัสของรัฐบาลที่ออกมาในขณะนี้ จึงเรียกได้ว่าออกมาได้ถูกจังหวะ ถูกเวลา เพื่อช่วยลดค่าครองชีพให้กับพี่น้องประชาชนได้อย่างแท้จริง และรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน จะยังคงมีนโยบายดีๆ แบบนี้ออกมาให้กับประชาชนอีกเพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่

พลอยทะเล โต้ ลิซ่า ปมย้ายผู้ว่าฯภูเก็ต ย้ำไม่ใช่ละครตบตา ย้ายเพื่อแก้มาเฟีย

พลอยทะเล โต้ ลิซ่า ปมย้ายผู้ว่าฯภูเก็ต  ย้ำไม่ใช่ละครตบตา ย้ายเพื่อแก้มาเฟีย

พลอยทะเล โต้ ลิซ่า ปมย้ายผู้ว่าฯภูเก็ต ย้ำไม่ใช่ละครตบตา ย้ายเพื่อแก้มาเฟีย

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.29 น.

”พลอยทะเล“ แจง “ลิซ่า” กรณีย้ายผู้ว่าภูเก็ต เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ แก้ไขปัญหาในภูเก็ต ได้รับการแก้ไขมากขึ้น ย้ำไม่ใช่ละครตบตา หรือวัฒนธรรมการโยกย้าย 

วันที่ 17 มิถุนายน 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจง น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กรณีให้สัมภาษณ์ถึงการย้ายผู้ว่าฯ ภูเก็ต  โดยกล่าวช่วงหนึ่งว่า “วันนี้อย่าทำแค่การเด้งไปนั่น ไปนี่ นี่คือการลงโทษแบบไม่มีใครเชื่อ วัฒนธรรมแบบนี้เลิกได้เลิก ถ้าจะเอากันจริงๆ ถอนรากถอนโคนบอกประชาชนไปเลยว่าผิดอะไร ใครอยู่เบื้องหลัง สาวกันมาให้หมด ถ้านายกรัฐมนตรีจริงใจกับประชาชนจริงเอากันให้ชัด” 

นางสาวพลอยทะเล กล่าวย้ำว่า การปรับเปลี่ยนโยกย้ายดังกล่าว เพื่อประโยชน์ทางราชการ ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย มุ่งแก้ปัญหาในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี และตามนโยบายของรัฐบาลทั้งเรื่องการปราบปรามผู้มีอิทธิพล และเรื่องอื่น ๆ ในพื้นที่ที่ยังไม่เรียบร้อย มีปัญหาสะสมมายาวนาน ให้ได้รับการแก้ไขปัญหาในทางที่ดีขึ้นโดยเร็ว 

“ตนเองในฐานะคนภูเก็ต เข้าใจและรับรู้ปัญหาในพื้นที่ การแก้ไขปัญหาจะเกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรม ต้องอาศัยการบูรณาความร่วมมือในการขับเคลื่อนการดำเนินงานของข้าราชการซึ่งเป็นกลไกลสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะในตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งเป็นตำแหน่งพ่อเมือง เป็นแม่ทัพใหญ่คอยบัญชาการในแก้ไขปัญหาต่าง ๆ  ตนเองก็พอรู้จักท่านผู้ว่านายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร เป็นผูัที่มีความรู้ความสามารถอยู่ในพื้นที่มานาน ตลอดระยะเวลาที่ท่านดำรงตำแหน่งได้ทำงานเพื่อจังหวัดภูเก็ตอย่างเต็มที่ แต่การแก้ไขปัญหาของจังหวัดภูเก็ตยังมีอีกหลายปัญหา ที่นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลต้องการให้ได้รับการแก้ไขโดยเร็ว จึงจำเป็นต้องสลับคนใหม่เข้ามาในพื้นที่ เพื่อมุมมองใหม่ ๆ สามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น“ นางสาวพลอยทะเล กล่าว

“ การย้ายครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องของผลประโยชน์ แต่ย้ายเพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ในภูเก็ตได้รับการแก้ไขมากยิ่งเพื่อให้ปัญหาคลี่คลายโดยเร็วที่สุด ไม่ใช่ละครตบตา หรือเรื่องผลประโยชน์ และวัฒนธรรมการโยกย้าย อย่างที่ น.ส.ภคมน ฯ เข้าใจ  ตนเองเชื่อว่า ท่านผู้ว่านิรัตน์  เข้าใจเหตุผลการย้ายครั้งนี้ ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็สามารถทำงานเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน ซึ่งอาชีพข้าราชการ เป็นอาชีพที่มีเกียรติ ไม่ว่าตำแหน่งไหน อยู่จังหวัดไหน ข้าราชการทุกคนก็ต้องทำงานรับใช้ชาติและประชาชน มุ่งประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ“ นางสาวพลอยทะเล ระบุ

ผู้บริจาคเฮ! ครม.ไฟเขียวลดหย่อนภาษี 2 เท่า หนุนการศึกษาไทยต่อเนื่อง

ผู้บริจาคเฮ! ครม.ไฟเขียวลดหย่อนภาษี 2 เท่า หนุนการศึกษาไทยต่อเนื่อง

ผู้บริจาคเฮ! ครม.ไฟเขียวลดหย่อนภาษี 2 เท่า หนุนการศึกษาไทยต่อเนื่อง

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.29 น.

ผู้บริจาคเฮ! ครม.ไฟเขียวลดหย่อนภาษี 2 เท่า หนุนการศึกษาไทยต่อเนื่อง

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการศึกษาของชาติอย่างต่อเนื่อง โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 มีมติเห็นชอบขยายระยะเวลามาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการศึกษา โดยให้ผู้บริจาคสามารถนำเงินหรือทรัพย์สินที่บริจาคผ่านระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Donation ของกรมสรรพากร ไปใช้สิทธิหักลดหย่อนหรือหักเป็นรายจ่ายได้ 2 เท่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570

ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวเป็นการต่ออายุสิทธิประโยชน์ทางภาษีภายหลังมาตรการเดิมตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ฉบับที่ 768 พ.ศ. 2566 สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2567 เพื่อให้การสนับสนุนการศึกษาของภาคประชาชนและภาคเอกชนเกิดความต่อเนื่อง ไม่สะดุด และสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริจาคที่ประสงค์มีส่วนร่วมยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย

ทั้งนี้ การกำหนดให้มาตรการมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ถือเป็นการอุดช่องว่างของมาตรการเดิมที่สิ้นสุดลง และช่วยให้ผู้บริจาคที่ได้ดำเนินการบริจาคผ่านระบบ e-Donation ตั้งแต่ต้นปี 2568 สามารถได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดได้อย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลรับฟังข้อห่วงใยของประชาชน และให้ความสำคัญกับการสร้างความชัดเจนด้านสิทธิประโยชน์ทางภาษี

ลดหย่อนภาษี

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า มาตรการนี้ครอบคลุมผู้บริจาคทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล โดยบุคคลธรรมดาสามารถนำเงินบริจาคไปหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่าของจำนวนเงินที่บริจาค แต่เมื่อรวมกับเงินบริจาคประเภทอื่นแล้วต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้พึงประเมินหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน ส่วนบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสามารถนำเงินหรือทรัพย์สินที่บริจาคไปหักเป็นรายจ่ายได้ 2 เท่าของรายจ่ายที่บริจาค แต่เมื่อรวมกับรายจ่ายเพื่อการกุศลหรือสาธารณประโยชน์แล้วต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายดังกล่าว

สำหรับสถานศึกษาที่อยู่ภายใต้มาตรการนี้ ครอบคลุมถึงสถานศึกษาของรัฐทั่วประเทศ  โรงเรียนเอกชนในระบบ สถาบันอุดมศึกษาเอกชน สถานศึกษาที่จัดตั้งขึ้นในประเทศไทยตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับทบวงการชำนัญพิเศษแห่งสหประชาชาติ และสถาบันอุดมศึกษาซึ่งคณะกรรมการพัฒนาการจัดการศึกษาโดยสถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศอนุมัติโดยความเห็นชอบของครม. ทั้งนี้ ผู้บริจาคต้องดำเนินการผ่านระบบ e-Donation ของกรมสรรพากร เพื่อให้สามารถตรวจสอบข้อมูลได้อย่างถูกต้อง โปร่งใส และอำนวยความสะดวกในการใช้สิทธิทางภาษี

“มาตรการนี้ไม่เพียงเป็นข่าวดีสำหรับผู้เสียภาษี แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการเปิดโอกาสให้ประชาชนและภาคเอกชนได้มีส่วนร่วมสนับสนุนการศึกษาไทยอย่างเป็นระบบ ทุกการบริจาคที่เข้าสู่ระบบ e-Donation จะช่วยเพิ่มทรัพยากรให้สถานศึกษา และสร้างประโยชน์โดยตรงต่อเด็ก เยาวชน และการพัฒนากำลังคนของประเทศในระยะยาว” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

อย่างไรก็ตาม ร่างพระราชกฤษฎีกาที่เกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป โดยจะมีการเสนอให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา ก่อนประกาศใช้เป็นกฎหมายอย่างเป็นทางการ เพื่อให้ผู้บริจาคสามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้ครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

นายกฯ ‘อนุทิน’ ลัดฟ้าเยือนรัสเซีย ร่วมประชุมสุดยอด Russia-ASEAN Summit

นายกฯ 'อนุทิน' ลัดฟ้าเยือนรัสเซีย ร่วมประชุมสุดยอด Russia-ASEAN Summit

นายกฯ ‘อนุทิน’ ลัดฟ้าเยือนรัสเซีย ร่วมประชุมสุดยอด Russia-ASEAN Summit

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.01 น.

นายกฯ ‘อนุทิน’ ลัดฟ้าเยือนรัสเซีย ร่วมประชุมสุดยอด Russia-ASEAN Summit

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะผู้แทนไทย ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่สหพันธรัฐรัสเซียอย่างเป็นทางการแล้ว เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดรัสเซีย-อาเซียน (Russia-ASEAN Summit) ที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 35 ปี แห่งความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างรัสเซียและกลุ่มประเทศอาเซียน โดยการประชุมครั้งสำคัญนี้ปักหมุดจัดขึ้นที่เมืองคาซาน ประเทศรัสเซีย ระหว่างวันที่ 17-18 มิถุนายน 2569 นี้

ที่สนามบิน นายเยฟกินี โทมิคิน (Evgeny Tomikhin) เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย ได้เดินทางมาส่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะด้วยตนเอง บรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่น โดยทางเอกอัครราชทูตฯ ได้กล่าวอวยพรให้คณะผู้แทนจากประเทศไทย ประสบความสำเร็จในการปฏิบัติภารกิจสำคัญครั้งนี้อย่างราบรื่น

นอกจากช่วงเวลาส่งคณะเดินทางแล้ว เอกอัครราชทูตรัสเซียยังได้ใช้โอกาสนี้ในการสนทนาสั้น ๆ ร่วมกับนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองก่อนที่คณะผู้แทนไทยจะออกเดินทาง เพื่อมุ่งหน้าสู่การประชุมสุดยอดที่เมืองคาซานในครั้งนี้

นายเยฟกินี โทมิคิน เอกอัครราชทูตรัสเซีย ส่งนายอนุทิน ณ สนามบิน
เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทยอำนวยพรคณะผู้แทนไทย

‘สิริพงศ์’ กางแผนตั๋วร่วม 17-45 บาท ตั้งเป้าปี 70 แจงแนวทางซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า

‘สิริพงศ์’ กางแผนตั๋วร่วม 17-45 บาท ตั้งเป้าปี 70 แจงแนวทางซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า

‘สิริพงศ์’ กางแผนตั๋วร่วม 17-45 บาท ตั้งเป้าปี 70 แจงแนวทางซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.00 น.

“สิริพงศ์” กางแผนตั๋วร่วม 17-45 บาท ตั้งเป้าปี 70 พร้อมบริหารการซื้อสัมปทานคืนผ่านกองทุน TFF หรือให้ รฟม.ออกพันธบัตรเลี่ยงผลกระทบหนี้สาธารณะ

วันที่ 17 มิถุนายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยความคืบหน้าการดำเนินนโยบายตั๋วร่วมรถไฟฟ้า ว่าขณะนี้กระทรวงคมนาคมได้นำเสนอเรื่องการลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชนต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว โดยเสนอให้กำหนดอัตราค่าโดยสารร่วมที่ 17 – 45 บาท และจัดเก็บค่าแรกเข้าเพียงครั้งเดียว ขณะนี้อยู่ระหว่างการเวียนขอความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนจะเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.ต่อไป 

ทั้งนี้สาระสำคัญของแผนดังกล่าวประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก คือ 1. การกำหนดเพดานราคาค่าโดยสาร 2. การให้กรุงเทพมหานคร (กทม.) โอนทรัพย์สินและหนี้สินของรถไฟฟ้า สายสีเขียวและสายสีทอง มาให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เป็นผู้บริหารจัดการรายเดียว (Single Ownership) และ 3. การมอบหมายให้กระทรวงการคลังหาผู้ให้บริการระบบบริหารจัดการรายได้ (Clearing House) จากผู้ที่มีความพร้อมอยู่แล้ว แทนการจัดตั้งหน่วยงานใหม่เพื่อประหยัดงบประมาณ

สำหรับแนวทางการบริหารจัดการสัญญาสัมปทานที่ต้องมีการซื้อคืนจากเอกชน นายสิริพงศ์ระบุว่า สัญญาที่ใกล้หมดอายุจะไม่มีการเจรจาซื้อคืน แต่จะรอให้สิ้นสุดตามกำหนด ส่วนสัญญาที่มีระยะเวลานานจะมีการพิจารณารูปแบบการระดมทุน เช่น การใช้ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund) หรือ “TFF” หรือการออกพันธบัตรโดยการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เพื่อให้ได้เงินมาบริหารจัดการโดยไม่ให้กระทบต่อหนี้สาธารณะของประเทศ ทั้งนี้ได้ตั้งเป้าหมายจะเริ่มใช้ระบบตั๋วร่วมเต็มรูปแบบให้ได้ภายใน ปี พ.ศ. 2570

หวั่นซ้ำรอย ‘คดีอากง-บุ้ง’ เครือข่ายนิรโทษกรรมฯ ร้อง ‘โรม’ คืนสิทธิประกันตัว ‘เอกชัย’

หวั่นซ้ำรอย 'คดีอากง-บุ้ง' เครือข่ายนิรโทษกรรมฯ ร้อง 'โรม' คืนสิทธิประกันตัว 'เอกชัย'

หวั่นซ้ำรอย ‘คดีอากง-บุ้ง’ เครือข่ายนิรโทษกรรมฯ ร้อง ‘โรม’ คืนสิทธิประกันตัว ‘เอกชัย’

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.44 น.

“เครือข่ายนิรโทษกรรมฯ” ร้อง “โรม” คืนสิทธิประกันตัว “เอกชัย” หลังพบป่วยหนักเป็นสโตรก ต่อมลูกหมาก-ตับ-ม้ามโต หวั่นซ้ำรอยคดีอากง-บุ้ง จี้ราชทัณฑ์แจงมาตรฐาน

เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.เวลา 09.20 น.ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร รับหนังสือเรื่องสิทธิการประกันตัว รับหนังสือจากเครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชนเรียกร้องคืนสิทธิ์การประกันตัว ให้นายเอกชัย หงส์กังวาน ผู้ต้องขังในคดีการเมือง ที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ 

เครือข่ายนิรโทษกรรมฯ

โดยน.ส.ณัฏฐธิดา มีวังปลา กลุ่มเรียกร้องสิทธิ์ให้ผู้ต้องขังที่มีอาการเจ็บป่วยในเรือนจำ กล่าวว่า เราเข้าไปเยี่ยมนายเอกชัยทุกสัปดาห์ นายเอกชัยถูกขังอยู่ในเรือนจำตั้งแต่วันที่ 5 ก.ย.68  และขอประกันตัว ซึ่งศาลไม่ได้อนุญาต นอกจากนี้นายเอกชัยยังได้ขออนุญาตไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ ตั้งแต่วันที่ 28 ก.ย.68 ซึ่งได้รับอนุญาตให้ออกไปรักษาในช่วงปลายเดือน มี.ค.69 พบว่าป่วยเป็นต่อมลูกหมากโต ตับโต ม้ามโต และมีภาวะสโตรกหลายครั้งในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา จึงอยากถามว่าในเมื่อเจอสาเหตุแล้วเหตุใดถึงไม่รักษาต่อ จึงขอให้ส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลราชวิถี และโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เนื่องจากโรงพยาบาลราชทัณฑ์มีเครื่องมือทางการแพทย์ไม่เพียงพอ  

น.ส.ณัฏฐธิดา กล่าวต่อว่า กังวลว่ากรณีของนายเอกชัย อาจจะซ้ำรอยในคดีอากง หรือนายอำพล ตั้งนพกุล ที่ถูกสั่งฟ้องในข้อหาประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)คอมพิวเตอร์ฯ ที่ป่วยเป็นมะเร็งและไม่ได้รับการรักษาจนเสียชีวิต และการเรียกร้องครั้งนี้ไม่ได้เฉพาะบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นสิทธิของผู้ต้องขังทุกคนในเรือนจำ

เครือข่ายนิรโทษกรรมฯ

ขณะที่นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ที่ปรึกษาประธานกมธ.ฯกล่าวว่า สิทธิในการรักษาตัวของผู้ต้องขังในเรือนจำ เป็นสิทธิของประชาชนทุกคน ตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ฯ มาตรา 55 กรณีที่ผู้ต้องขังป่วยจำเป็นจะต้องรักษาเฉพาะด้าน หรือหากรักษาในเรือนจำแล้วอาการจะไม่ทุเลาดีขึ้น กรมราชทัณฑ์มีอำนาจส่งตัวไปรักษายังโรงพยาบาลภายนอก เพื่อให้ได้รับการรักษาพยาบาลตามสิทธิ์อันพึงมีตามกฎหมาย เรื่องดังกล่าวไม่ได้เฉพาะเจาะจงบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นสิทธิของผู้ต้องขังทุกคนในเรือนจำ 

ด้านนายรังสิมันต์ กล่าวว่า ขอให้กำลังใจเครือข่ายที่มายื่นหนังสือ ประเด็นสิทธิเกี่ยวกับนักโทษควรจะมีบทสรุปไปตั้งนานแล้ว โดยเฉพาะเรื่องสิทธิการรักษาพยาบาล ผู้ต้องขังทุกคนควรจะได้รับการดูแลรักษาที่ดีเพียงพอ เรื่องนี้ควรจะเป็นบรรทัดฐานและทำให้นักโทษหลายคนสามารถเข้าถึงสิทธิได้ ก่อนหน้านี้กมธ.ฯ เดินทางไปที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร และกระทรวงยุติธรรม เพื่อพูดคุยในหลายประเด็น หนึ่งในประเด็นที่เป็นห่วงมากๆ คือสิทธิของผู้ต้องขังในมิติต่าง ๆ ซึ่งกมธ.ฯได้มีการตั้งคณะอนุกรรมาธิการฯ ในการพัฒนาสิทธิของผู้ต้องขังโดยเฉพาะด้านคุณภาพชีวิตในเรือนจำ

เครือข่ายนิรโทษกรรมฯ

“ในฐานะประธานกมธ.ฯ พร้อมที่จะรับเรื่องนี้และไปดำเนินการต่อ ส่วนตัวรู้สึกเป็นห่วงเพราะได้ติดตามเรื่องสุขภาพของนายเอกชัยมาตั้งแต่สภาฯชุดที่แล้ว เป็นห่วงว่าหากไม่ได้รับการดูแลรักษาที่ดีเพียงพอ ไม่น่าจะมีผลลัพธ์ที่ดี ในฐานะที่เราเป็นมนุษย์ด้วยกันและผู้แทนราษฎรของพี่น้องประชาชน เราพร้อมจะดำเนินการอย่างเต็มที่ตามกรอบอำนาจหน้าที่ของกมธ.ฯ เชื่อว่าสิทธิของนายเอกชัยเป็นไปตามกฎหมายอยู่แล้ว เราไม่ได้ขอให้ใครปฏิบัตินอกเหนือกฎหมาย หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แต่ขอให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน” นายรังสิมันต์ กล่าว 

เมื่อถามว่ากังวลจะซ้ำรอยกับกรณีของบุ้ง เนติพร เสน่ห์สังคม หรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่ายังไม่ดูรายละเอียดทั้งหมด แต่ไม่อยากจะสรุปว่าเหมือนหรือไม่เหมือน แต่เราไม่อยากให้มีกรณีเช่นบุ้งอีกแล้ว ดังนั้นหลักคิดง่ายนิดเดียว ถ้าผู้ต้องขังเจ็บป่วยไม่สบายเค้ามีสิทธิควรจะได้รับการรักษาที่มีประสิทธิภาพ  สิทธิเหล่านี้เป็นสิทธิที่ผู้ต้องขังทุกคนควรจะได้รับ ไม่ว่าจะนามสกุลอะไร ชื่ออะไร เราพยายามยืนยันในหลักการนี้  และนายเอกชัยไม่ได้เพิ่งมาเจ็บป่วยฃ เพราะผ่านการทำ CT-Scan มาโดยตลอด พบว่าอาการป่วยน่าเป็นห่วงจริงๆ สิ่งที่ควรได้รับคือการดูแลรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ แพทย์จะต้องทำหน้าที่อย่างมีจรรยาบรรณอยู่แล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นนายเอกชัยไม่ได้แกล้งป่วยเพื่อให้ได้ออกไปข้างนอก หากเราอยู่ในหลักการที่ผู้ต้องขังทุกคนควรจะได้รับสิทธิอย่างเท่าเทียมกัน เพื่อไม่ให้มีการซ้ำรอยในกรณีของบุ้งอีกแล้ว

“มาตรฐานของกรมราชทัณฑ์ในการดูแลผู้ต้องขังโดยเฉพาะด้านการรักษาพยาบาลอยู่ตรงไหน เป็นคำถามที่ใหญ่ที่สุดของวันนี้ หากบอกว่าทุกคนต้องถูกปฏิบัติด้วยคุณภาพที่ดี เพื่อรักษาชีวิตจริงๆ อยากเห็นคุณเอกชัยเข้ารับการรักษาพยาบาลได้จริงๆ ซึ่งกรมราชทัณฑ์จะต้องตอบคำถามนี้” นายรังสิมันต์ กล่าว

จับตา 19 มิ.ย. นี้ รมว.ยุติธรรม จ่อแฉเครือข่าย Forex เถื่อน เปิดชื่อนักการเมือง-คนดังบันเทิงเอี่ยวเพียบ

จับตา 19 มิ.ย. นี้ รมว.ยุติธรรม จ่อแฉเครือข่าย Forex เถื่อน เปิดชื่อนักการเมือง-คนดังบันเทิงเอี่ยวเพียบ

จับตา 19 มิ.ย. นี้ รมว.ยุติธรรม จ่อแฉเครือข่าย Forex เถื่อน เปิดชื่อนักการเมือง-คนดังบันเทิงเอี่ยวเพียบ

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.32 น.

จากกรณีเมื่อช่วงเช้าวันที่ 16 มิ.ย.69 ที่ผ่านมา กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้มอบหมายสั่งการให้กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ นำโดย ร.ต.อ.เขมชาติ ประกายหงษ์มณี ผอ.กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ บูรณาการร่วมกับ 4 หน่วยงาน ประกอบด้วย กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) สถาบันนิติวิทยา ศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดปฏิบัติการ “Shutdown the laundering“ ตรวจค้นเครือข่ายชักชวนลงทุนและซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (Forex) โดยไม่ได้รับอนุญาตในพื้นที่เป้าหมาย 24 จุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ และสมุทรสาคร  โดยจากปฏิบัติการตรวจค้น คณะพนักงานสอบสวนสามารถตรวจยึดทรัพย์สินมีมูลค่าได้เป็นจำนวนมาก เช่น เงินสดกว่า 65 ล้านบาท รถยนต์ซูเปอร์คาร์ 5 คัน ทองคำแท่ง โลหะเงินแท่ง เครื่องประดับ กระเป๋าแบรนด์เนม อาวุธปืน Hardware wallet คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอ นิกส์ Server และเอกสารหลักฐานสำคัญที่เกี่ยวข้อง รวมถึงได้อายัดบัญชีธนาคารที่เกี่ยวข้องกว่า 70 บัญชี ทั้งนี้ คณะพนัก งานสอบสวนยังอยู่ระหว่างการขยายผล เพื่อจะได้สรุปผลการปฎิบัติการให้สาธารณชนรับทราบต่อไปนั้น 

วันนี้ 17 มิ.ย.69 รายงานข่าวจากกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า สำหรับการเปิดปฏิบัติการ “Shutdown the laundering“ ตรวจค้นเครือข่ายชักชวนลงทุนและซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (Forex) โดยไม่ได้รับอนุญาต เกิดขึ้นเนื่องจากที่ผ่านมาได้มีผู้เสียหายจำนวนหลายร้อยคนได้ถูกชักชวนลงทุนซื้อขายเงินตราต่างประเทศภายในแอปพลิเคชั่น และเว็บไซต์ต่าง ๆ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับบริษัทนิติ บุคคลหลายแห่ง โดยอ้างว่าลงทุนแล้วจะได้รับผลตอบแทนสูง แต่เมื่อเกิดความเสียหายไม่ได้รับผลตอบแทนตามที่ถูกชักชวนลงทุนจริง จึงได้มีการร้องทุกข์กล่าวโทษกับดีเอสไอและให้เบาะแสเพื่อให้ดีเอสไอทำการสอบสวน เพราะเนื่องจากในช่วงการลงทุนแรกๆ ผู้เสียหายยังได้รับผลตอบแทนอยู่ปกติ จึงทำให้มีการระดมลงทุนเพิ่มเข้าไป แต่พอในช่วงหลัง มีการลงทุนมากขึ้น จำนวนผู้เสียหายเพิ่มมากขึ้น ตัวแอปพลิเคชั่นและเว็บไซต์กลับเริ่มไม่มีการจ่ายผลตอบแทนให้ผู้ลงทุนและเริ่มปิดตัวลง 

Forex

เบื้องต้นคณะพนักงานสอบสวนได้ดำเนินการสอบปากคำพยานผู้เสียหายไปได้บางส่วนแล้ว และยังคงทยอยสอบปากคำผู้เสียหายเพิ่มเติมต่อเนื่อง อีกทั้งยังได้มีการขยายผลตรวจสอบไปยังบริษัทนิติบุคคลหลายแห่งที่เข้ามาเกี่ยวข้อง จึงได้มีการกำหนดจุดตรวจค้นวานนี้เพื่อเข้าไปรวบรวมพยานหลักฐานสำคัญ อย่างไรก็ตาม แผนประทุษกรรมในคดีนี้มีลักษณะคล้ายกับคดีดังในอดีต อย่างแชร์ลูกโซ่ Forex-3D ที่เป็นคดีพิเศษของดีเอสไอก่อนหน้านี้ อนึ่ง สำหรับนักการเมืองคนดังที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับขบวนการหลอกลวงผู้เสียหายลงทุนครั้งนี้ พบว่าเป็นนักการเมืองที่ไม่ได้อยู่ในฝ่ายพรรคร่วมรัฐบาล ส่วนวงการบันเทิงที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ถือเป็นบุคคลที่สังคมรู้จักแน่นอน

ทั้งนี้ มีรายงานเพิ่มเติมด้วยว่า ในวันศุกร์ที่ 19 มิ.ย.นี้ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม จะเป็นผู้นำทีมคณะทำงานกรมสอบสวนคดีพิเศษ และหน่วยงานบูรณาการเกี่ยวข้อง ตั้งโต๊ะแถลงผลการปฏิบัติการและสรุปรายงาน พร้อมกับจะมีการเปิดแผนผังรายชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองคนดัง และคนในวงการบันเทิง รวมถึงบริษัทนิติ บุคคลเอกชน จำนวนมูลค่าความเสียหาย จำนวนผู้เสียหายทั้งหมด และพยานหลักฐานสำคัญที่ได้จากการตรวจค้นเครือข่ายดังกล่าวอีกด้วย

Forex
Forex
Forex

รัฐบาล จัดพิธีบำเพ็ญกุศลสัตตมวาร 7 วัน ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

รัฐบาล จัดพิธีบำเพ็ญกุศลสัตตมวาร 7 วัน ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

รัฐบาล จัดพิธีบำเพ็ญกุศลสัตตมวาร 7 วัน ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.26 น.

รัฐบาล จัด พิธีบำเพ็ญกุศลสัตตมวาร  เพื่ออุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

เมื่อเวลา 07.30 น.วันที่ 17 มิ.ย.69. ที่ทำเนียบรัฐบาล สมเด็จพระพุฒาจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก และเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ในพิธีบำเพ็ญกุศลสัตตมวาร (7 วัน) เพื่ออุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยมีคณะรัฐมนตรี หัวหน้าส่วนราชการในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ข้าราชการและเจ้าหน้าที่หน่วยงานในทำเนียบรัฐบาล และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมพิธี ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล

ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้จัดพิธีบำเพ็ญกุศลในวาระครบ 7 วัน (สัตตมวาร) ครบ 15 วัน (ปัณรสมวาร) ครบ 50 วัน (ปัญญาสมวาร) และครบ 100 วัน (สตมวาร) แห่งการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยจัดพิธีทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และต่างประเทศ ซึ่งในส่วนของรัฐบาลจัดพิธี ณ ทำเนียบรัฐบาล

ภายในพิธี ประธานฝ่ายฆราวาสได้จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย และจุดเครื่องทองน้อยเบื้องหน้าพระรูปสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ก่อนประกอบพิธีสงฆ์ โดยมีพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ จำนวน 10 รูป เจริญพระพุทธมนต์ 

จากนั้น ประธานฝ่ายฆราวาส พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี ถวายไทยธรรมและภัตตาหารแด่พระสงฆ์ และประกอบพิธีทอดผ้าไตรบังสุกุล ก่อนร่วมเจริญจิตภาวนา เพื่ออุทิศถวายเป็นพระกุศล และกรวดน้ำรับพร 

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีบำเพ็ญกุศล ประธานฝ่ายฆราวาส พร้อมผู้เข้าร่วมพิธี ได้ร่วมพิธีตักบาตรถวายพระกุศล โดยมีพระสงฆ์ จำนวน 20 รูป ออกรับบิณฑบาต ณ บริเวณหน้าตึกสันติไมตรีและหน้าตึกไทยคู่ฟ้า 

พิธีบำเพ็ญกุศลสัตตมวาร เป็นพิธีบำเพ็ญพระกุศลตามราชประเพณีและหลักพระพุทธศาสนา ซึ่งจัดขึ้นในวาระครบ 7 วันนับแต่วันสิ้นพระชนม์ เพื่ออุทิศถวายเป็นพระกุศล และน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณและพระกรณียกิจของพระองค์ ตลอดจนเป็นการสืบสานขนบธรรมเนียมและพระราชพิธีอันเป็นแบบแผนสืบมา โดยคำว่า “สัตตมวาร” หมายถึง วาระครบ 7 วัน อันเป็นกำหนดสำคัญของการประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลตามราชประเพณี