อดีตบิ๊กข่าวกรอง ท้า ฮุนเซน เปิดชื่อมาเลย ใครทรยศชาติ ขนน้ำมันให้เขมร

อดีตบิ๊กข่าวกรอง ท้า ฮุนเซน เปิดชื่อมาเลย ใครทรยศชาติ ขนน้ำมันให้เขมร

อดีตบิ๊กข่าวกรอง ท้า ฮุนเซน เปิดชื่อมาเลย ใครทรยศชาติ ขนน้ำมันให้เขมร

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.51 น.

วันที่ 24 เมษายน 2569 นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ภาพที่มี สมเด็จฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา พร้อมข้อความในภาพ “ฮุนเซนขู่แรง!! ถ้าไทยไม่คืน  ปราสาทตาควาย จะเปิดชื่อคนไทยที่แอบขนน้ำมันมาขายให้เขมร”

ทำให้ นันทิวัฒน์ สามารถ ได้โพสต์กลับไปว่า  ลุงรีบๆ เลย 

ลุงโกธรจัดจะเปิดชื่อคนขนน้ำมันให้เขมร 

ถ้าไทยไม่คืนปราสาทตาควายให้เขมร 

อยากบอกสมเด็จอังเคิลรีบเปิดชื่อมาเลย 

เชื่อเถอะไทยไม่คืนปราสาทตาควายให้แน่นอน

ไทยขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเมื่อปี 2478 

ยังไม่มีกัมพูชา แต่เป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส 

เวลานั้น ฝรั่งเศสไม่เคยคัดค้านการขึ้นทะเบียน

แต่อยากให้ลุงอังเคิลเปิดชื่อคนไทยที่ทรยศ

หวังอี้ เยือนทำเนียบฯ นายกฯ เปิดห้องรับรอง ย้ำสัมพันธ์ ไทย-จีน

หวังอี้ เยือนทำเนียบฯ นายกฯ เปิดห้องรับรอง ย้ำสัมพันธ์ ไทย-จีน

หวังอี้ เยือนทำเนียบฯ นายกฯ เปิดห้องรับรอง ย้ำสัมพันธ์ ไทย-จีน

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.40 น.

วันนี้ 24 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายหวัง อี้ สมาชิกกรมการเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกลางด้านกิจการต่างประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีนและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรี ในโอกาสเยือนประเทศไทยในฐานะแขกของกระทรวงการต่างประเทศ ณ ห้องรับรอง ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล

อนุทิน ชาญวีรกูล
หวัง อี้
หวัง อี้
หวัง อี้
หวัง อี้
หวัง อี้

ทูตรัสเซียประธานประชุม ESCAP สมัย 82 ถกประเด็นเศรษฐกิจ

ทูตรัสเซียประธานประชุม ESCAP สมัย 82 ถกประเด็นเศรษฐกิจ

ทูตรัสเซียประธานประชุม ESCAP สมัย 82 ถกประเด็นเศรษฐกิจ

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.36 น.

ทูตรัสเซียประธานประชุม ESCAP สมัย 82 ถกประเด็นเศรษฐกิจ

เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 สถานทูตรัสเซียประจำประเทศไทย ได้เผยแพร่ความคืบหน้าครั้งสำคัญของ นายเยฟเกนี โทมิคิน (Evgeny Tomikhin) เอกอัครราชทูตรัสเซียฯ ในบทบาทผู้แทนถาวรประจำคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) โดยได้นำหารือในประเด็นยุทธศาสตร์สำคัญระดับภูมิภาค ดังนี้

“เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 นายเยฟกินี โทมิคิน (Evgeny Tomikhin) เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย และผู้แทนถาวรของรัสเซียประจำคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) ในฐานะรองประธานฯ และได้ทำหน้าที่ตำแหน่งประธานในการประชุมของคณะกรรมาธิการฯ ในการประชุมสมัยที่ 82 ในหัวข้อต่าง ๆ ของคณะกรรมาธิการ เช่น การขนส่ง เศรษฐศาสตร์มหภาค การค้า เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และสถิติ เป็นต้น”

ทูตรัสเซีย
ทูตรัสเซีย

ขอขอบคุณข้อมูลเเละรูปภาพจากทางเพจเฟสบุ๊ก สถานทูตรัสเซียประจำประเทศไทย

เพื่อไทย ประชุมใหญ่สามัญปี 69 อุ๊งอิ๊งค์ และแกนนำตบเท้าเข้าร่วม

เพื่อไทย ประชุมใหญ่สามัญปี 69 อุ๊งอิ๊งค์ และแกนนำตบเท้าเข้าร่วม

เพื่อไทย ประชุมใหญ่สามัญปี 69 อุ๊งอิ๊งค์ และแกนนำตบเท้าเข้าร่วม

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.24 น.

วันที่ 24 เม.ย. 2569 ที่พรรคเพื่อไทย มีการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569 โดยมีนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ทำหน้าที่ประธานที่ประชุม นายประเสริฐ จันทรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ทำหน้าที่เลขานุการการประชุม และนายจักรพงษ์ แสงมณี รองหัวหน้าพรรค ร่วมดำเนินการประชุม มีแกนนำพรรคเข้าร่วม อาทิ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย  นางมนพร เจริญศรี นายชูศักดิ์ ศิรินิล นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล กรรมการบริหารพรรค แกนนำพรรค สส. และ สมาชิกพรรค ร่วมประชุม มีผู้ลงชื่อเข้าร่วมประชุมเป็นองค์ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569 พรรคเพื่อไทย รวมจำนวน 264 คน ครบถ้วนตามที่กฎหมายและข้อบังคับพรรคกำหนด

มีรายงานนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ลาประชุมไปผ่าตัดต้อหิน และนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ติดภารกิจ ไม่ได้มาเข้าร่วมประชุมด้วย

เพื่อไทย

การประชุมเริ่ม เวลา 09.30 น. โดยมีระเบียบวาระ เรื่อง ประธานแจ้งที่ประชุมทราบ เรื่อง รับรองรายงานการประชุมใหญ่สามัญ ครั้งที่ 1/2569 พรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2568 เรื่อง พิจารณางบการเงิน ปี  2568 และการแต่งตั้งผู้สอบบัญชีรับอนุญาต, พิจารณารายงานการดำเนินกิจการทางการเมืองของพรรค ในรอบปี 2568, เลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคแทนตำแหน่งที่ว่างลง, เลือกตั้งคณะกรรมการสรรหาแทนตำแหน่งที่ว่าง และเพิ่มเติม

เพื่อไทย
เพื่อไทย
เพื่อไทย
เพื่อไทย
เพื่อไทย
เพื่อไทย
เพื่อไทย
เพื่อไทย

เปิดฉบับเต็ม! คำสั่งศาลฎีการับคำร้อง คดี 44 สส.ก้าวไกล สั่ง 10 สส.ปชน.ไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่

เปิดฉบับเต็ม! คำสั่งศาลฎีการับคำร้อง คดี 44 สส.ก้าวไกล สั่ง 10 สส.ปชน.ไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่

เปิดฉบับเต็ม! คำสั่งศาลฎีการับคำร้อง คดี 44 สส.ก้าวไกล สั่ง 10 สส.ปชน.ไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.24 น.

วันที่ 24 เมษายน 2569 เวลา 10.30 น.  ศาลฎีกาได้มีคำสั่งคดีหมายเลขดำที่ คมจ 1/2569 ระหว่าง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ผู้ร้อง นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ที่ 1 กับพวกรวม 44 คน ผู้คัดค้าน เรื่อง การฝ้าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

คดีนี้ ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้คัดค้านทั้ง 44 เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งสส.ของพรรคก้าวไกล กระทำการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง กล่าวคือ เมื่อระหว่างวันที่ 10 ก.พ.2564 ถึงวันที่ 20 มี.ค.2566 ผู้คัดค้านทั้ง 44 คน ร่วมกันเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่…) พ.ศ…. (แก้ไขเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาท) พร้อมบันทึกหลักการ และเหตุผล บันทึกวิเคราะห์สรุปสาระสำคัญต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อนำเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารพิจารณา

โดยอาศัยสิทธิของสส. ซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ แต่บทบัญญัติดังกล่าวมีเนื้อหาเป็นการลดทอนสถานะความสำคัญ การรับรองคุ้มครอง การเทิดทุตทุนองค์พระมหากษัตริย์ ที่ผู้ใดจะละเมิดมิได้ อันเป็นการขัดหรือแย้ง ต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 6

สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรแจ้งถึงถึงข้อบกพร่องดังกล่าว ให้ผู้คัดค้านทั้ง 44 คน ทราบแล้ว แต่ผู้คัดค้านทั้ง 44 คน ยังคงยืนยันที่จะเสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งมีเนื้อหาขัดต่อรัฐธรรมนูญ อันมีเจตนามุ่งร้ายโดยชัดแจ้งที่จะทำลายล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และก่อให้เกิดความเสียหายต่อชาติบ้านเมืองในวงกว้างอย่างร้ายแรง

การกระทำของผู้คัดค้านทั้ง 44 คน จึงเป็นการฝ้าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ฐานไม่ยึดมั่นและธำรงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิบไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

ฐานไม่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย บูรณภาพแห่งอาณาเขตและเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย เกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคงของรัฐและความสงบเรียบร้อยของประชาชน และฐานกระทำการใดที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสีย ต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง ตามมาตรธานทางจริยธรรมของตลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงดำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ.2561 ข้อ 5 ข้อ 6 ข้อ 17 ประกอบข้อ 3 วรรคสอง และข้อ 27 ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 9 เมษายน 2565 นั้น

ศาลฎีกา มีคำสั่งให้รับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย ให้ส่งสำเนาคำร้องพร้อมเอกสาร ประกอบให้ผู้คัดค้านทั้ง 44 คน หากจะคัดด้านให้ยื่นคำคัดค้านภายใน 14 วัน

ทั้งนี้ ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า ผู้คัดค้านที่ 3 ที่ 7 ที่ 17 ที่ 19 ที่ 23 ที่ 24 ที่ 26 ที่ 34 ที่ 35 และที่ 38 มีพฤติการณ์กระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปซึ่งการกระทำตามที่ถูกกล่าวหาตามคำร้อง อันอาจก่อให้เกิดความเสียหาย ประกอบกับกับผู้คัดด้านดังกล่าว ยังคงมีอำนาจหน้าที่อื่นต้องปฏิบัฏิบัติในฐานะ สส. ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

พฤติการณ์แห่งคดี จึงยัง ไม่สมควรให้ ผู้คัดค้านที่ 3 ที่ 7 ที่ 17 ที่ 19 ที่ 23 ที่ 24 ที่ 26 ที่ 34 ที่ 35 และที่ 38 หยุดปฏิบัติหน้าที่ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 235 วรรคสาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 87 วรรคสาม ประกอบมาตรา 81 และระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าด้วยการพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับการผ้าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง พ.ศ. 2561 ข้อ 12 วรรคสอง

จึงมีคำสั่งให้ ผู้คัดค้านที่ 3 ที่ 7 ที่ 17 ที่ 19 ที่ 23 ที่ 24 ที่ 26 ที่ 34 ที่ 35 และที่ 38 ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป โดยห้ามผู้คัดค้านดังกล่าวกระทำซ้ำหรือกระทำการใดๆ หรือแสดงความคิดเห็น ซึ่งการกระทำที่ถูกกล่าวหาตามคำร้อง มิฉะนั้น ศาลอาจมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น

ให้มีหนังสือแจ้งคำสั่งศาลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ

นัดพิจารณาครั้งแรก ในวันที่ 30 มิ.ย.2569 และนัดตรวจพยานหลักฐานวันที่ 4 ส.ค.2569 เวลา 09.30 น. ทั้งสองนัด

ภายหลังศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้องของป.ป.ช.ไว้พิจารณา โดยไม่สั่งให้สส.ทั้ง 10 คนของพรรคประชาชน(ปชน.)ต้อง หยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่ห้ามกลุ่มผู้คัดค้านดังกล่าวกระทำซ้ำหรือกระทำการใด ๆ หรือแสดงความคิดเห็น ซึ่งการกระทำที่ถูกกล่าวหาตามคำร้อง มิฉะนั้นศาลอาจมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น โดยศาลนัดพิจารณาครั้งแรกในวันที่ 30 มิถุนายนนี้และนัดตรวจพยานหลักฐานวันที่ 4 สิงหาคม นี้เวลา 09.30 น.ทั้ง2นัด

ด้านนายนิธิ ละเอียดดี ทนายความของพรรค ปชน.ผู้คัดค้านเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า เรื่องการชี้แจงเพิ่มเติมทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการของศาล ซึ่งศาลจะมีการนัดพิจารณาและให้นำคำชี้แจงพยานหลักฐานส่วนกรณีที่ให้สส.ปฏิบัติหน้าที่ต่อนั้นก็ถือเป็นข่าวดีในวันนี้  ส่วนเหตุผลของคำร้องที่ศาลได้รับฟังในวันนี้เพราะเราได้ยื่นเอกสารถึงอำนาจหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่าเราเป็นตัวแทนของประชาชนในการเป็นปากเสียงให้กับพี่น้องประชาชนในรัฐสภาและยืนยันว่าไม่มีการกระทำการที่ถูกกล่าวหาในคดี
   สำหรับกระบวนการหลังจากนี้ยังไม่สามารถให้ข้อมูลได้ต้องรอหารือกับทางทีมกฎหมายพรรค และตัวแทนพรรคต่อไป

ด้านนายศุภอรรถ อธิลา ผู้อำนวยการกลุ่มคดี 1 สำนักคดี ตัวแทนจากป.ป.ช.เปิดเผยว่า รายละเอียดเป็นไปตามคำชี้ช่องของผู้ร้องว่ามีพยานบุคคลอย่างไรบ้าง แล้วได้ส่งให้ผู้คัดค้านทั้ง 44 คนแล้ว ศาลได้นัดส่งคำร้องภายใน 14 วัน ส่วนรายละเอียดอื่น ๆ เป็นไปตามรายงานของศาลที่ได้แจกให้กับสื่อมวลชน ส่วนเรื่องที่ศาลรับคำร้องไว้พิจารณาแต่ให้กลุ่ม 10 สส.ของพรรคประชาชนปฏิบัติหน้าที่ต่อไปนั้นจะนำเสนอคณะกรรมการป.ป.ช.เพื่อพิจารณาต่อไป

โฆษกภท. ยันชัด ไม่ปรับ กก.บห. อนุทิน ไชยชนก เห็นพ้อง ไม่ส่งชิงสนามผู้ว่าฯ กทม.

โฆษกภท. ยันชัด ไม่ปรับ กก.บห. อนุทิน ไชยชนก เห็นพ้อง ไม่ส่งชิงสนามผู้ว่าฯ กทม.

โฆษกภท. ยันชัด ไม่ปรับ กก.บห. อนุทิน ไชยชนก เห็นพ้อง ไม่ส่งชิงสนามผู้ว่าฯ กทม.

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.14 น.

“โฆษกภท.” เผย ประชุมใหญ่พรรคพรุ่งนี้ ไม่มีปรับ กก.บห. บอก “อนุทิน-ไชยชนก“ เห็นพ้อง ไม่ส่งชิงสนามผู้ว่าฯกทม. รับ ยังต้องทำการบ้านอีกเยอะ

วันที่ 24 เม.ย. เมื่อเวลา 10.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมใหญ่สามัญประจำปีของพรรคภูมิใจไทย วันที่ 25 เม.ย.นี้ ว่า เป็นการประชุมทั่วไป ซึ่งเป็นไปตามวาระที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนด ที่ทุกพรรคต้องประชุมสามัญภายในเดือนเมษายนของทุกปี

โฆษกภท.

เมื่อถามว่า จะต้องมีการปรับเปลี่ยนอะไรในพรรคหรือไม่ ?

น.ส.แนน กล่าวว่า หลักๆ คงจะมีเรื่องข้อบังคับพรรค และตอนนี้พรรคภูมิใจไทย ยังมีตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคที่ว่างอยู่ แต่วันพรุ่งนี้ (25 เม.ย.) อาจจะยังไม่มีการเพิ่มตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค เป็นแค่การพิจารณาระเบียบข้อบังคับของพรรคเท่านั้น 

เมื่อถามว่า ในส่วนของพรรคภูมิใจไทยที่มีรัฐมนตรีใหม่หลายคน จะต้องมีการปรับเปลี่ยนกรรมการบริหารพรรค ให้คนรุ่นใหม่เข้ามาหรือไม่ ?

น.ส.แนน กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีการปรับเปลี่ยนอะไรทั้งสิ้น ยังเป็นรูปแบบเดิมอยู่ ทุกคนยังอยู่ในตำแหน่งเดิม 

โฆษกภท.

เมื่อถามว่า ขณะนี้รัฐมนตรีของพรรค ได้ลาออกจาก สส.บัญชีรายชื่อ ครบทุกคนแล้วหรือไม่ ?

น.ส.แนน กล่าวว่า น่าจะลาออกครบแล้ว ซึ่งเหตุผลที่ให้รัฐมนตรีที่เป็น สส.บัญชีรายชื่อลาออก เพราะจะได้ทำงานได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องห่วงในเรื่องนิติบัญญัติ ถือเป็นนโยบายของพรรคอยู่แล้ว เพื่อเปิดโอกาสให้คนที่อยู่ในระบบบัญชีรายชื่อเข้ามาทำหน้าที่แทน

เมื่อถามถึงความชัดเจนการส่งผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯ กทม.) ?

น.ส.แนน กล่าวว่า เป็นไปตามที่เลขาธิการพรรคพูด เรายังไม่มีนโยบายเรื่องนี้ 

โฆษกภท.

เมื่อถามย้ำว่า พรรคไม่สนใจที่จะส่งผู้สมัครในสนาม กทม.เลยใช่หรือไม่ ?

น.ส.แนน กล่าวว่า ที่ผ่านมาเรายังไม่ได้คุยกันอย่างเป็นทางการ แต่เบื้องต้นได้คุยกันคร่าวๆ ว่ายังไม่มี

เมื่อถามว่า ท่าทีของหัวหน้าพรรคในเรื่องนี้เป็นอย่างไร ?

น.ส.แนน กล่าวว่า ความคิดไปในทางเดียวกันอยู่แล้ว ทั้งนี้ ในพื้นที่ กทม. หากจะส่งผู้สมัคร ส.ก.และผู้ว่าฯ กทม. เราคงต้องทำงานอีกเยอะ

โฆษกภท.
โฆษกภท.
โฆษกภท.

ไปต่อไม่ถูก! โตโต้ ตัดพ้อ สุดย้อนแย้ง บอกให้มาสู้ในสภา กลับเสี่ยงโดนประหารการเมือง

ไปต่อไม่ถูก! โตโต้ ตัดพ้อ สุดย้อนแย้ง บอกให้มาสู้ในสภา กลับเสี่ยงโดนประหารการเมือง

ไปต่อไม่ถูก! โตโต้ ตัดพ้อ สุดย้อนแย้ง บอกให้มาสู้ในสภา กลับเสี่ยงโดนประหารการเมือง

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.13 น.

วันที่ 24 เมษายน 2569 นายปิยรัฐ จงเทพ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่าน เฟซบุ๊ก โตโต้ ปิยรัฐ – Piyarat Chongthep ระบุว่า วันที่ผมต่อสู้อยู่บนท้องถนน ทั้งนายทหาร นายตำรวจที่เข้ามาเจรจาต่างก็แนะนำว่าหากต้องการเรียกร้องเรื่องใดๆก็แล้วแต่ที่กำลังเรียกร้องกันอยู่นี่ ให้ไปว่ากันในสภาเถอะใช้กลไกการแก้ไขได้ตามระบบรัฐสภา ก็จะดีกว่ามาเสี่ยงชีวิตเสี่ยงคุกเสี่ยงทำผิดกฎหมายใดๆ อีก

แต่พอเมื่อได้เข้ามาแล้วก็ประสบพบว่า  แม้แต่การเสนอแก้ไขกฎหมายภายใต้กลไกนิติบัญญัติ ตามอำนาจหน้าที่ของเราโดยแท้ ยังเสี่ยงโดนประหารชีวิตทางการเมือง  โทษหนักเสียยิ่งกว่าการเรียกร้องบนท้องถนนเสียอีก  แบบนี้สังคมไทยคงยากที่จะมีพื้นที่ให้ได้พูดคุยกันอย่างอารยะ ยิ่งนับวันแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจะไม่มีรูระบาย และนั้นหมายถึงระเบิดเวลาที่รออยู่เบื้องหน้า

ด่วน! ศาลฎีการับฟ้อง 44 สส.ก้าวไกล พร้อมสั่ง 10 สส.ปชน.ไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่

ด่วน! ศาลฎีการับฟ้อง 44 สส.ก้าวไกล พร้อมสั่ง 10 สส.ปชน.ไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่

ด่วน! ศาลฎีการับฟ้อง 44 สส.ก้าวไกล พร้อมสั่ง 10 สส.ปชน.ไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.54 น.

วันที่ 24 เมษายน 2569 จากกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ยื่นฟ้องนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) กับพวกซึ่งเป็นอดีต สส.พรรคก้าวไกลรวม 44 คน กระทำการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ร่วมกันเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (แก้ไขเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาท) เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรเมื่อปี 2564

ล่าสุด ศาลฎีกามีคำสั่งรับคำรองคดีจริยธรรมร้ายแรงไว้พิจารณา กรณีคำร้อง ป.ป.ช. ร้องอดีต 44สส.ก้าวไกลเสนอแก้ ม.112 ผิดจริยธรรม โดยอนุญาต 10 สส.พรรคประชาชน ทำหน้าที่ต่อ ระหว่างรอคำพิพากษา   ศาลฎีกานัดไต่สวนครั้งแรก วันที30 มิ.ย. นี้

ทั้งนี้ในส่วนของอดีตสส.พรรคก้าวไกล 44 คนดังกล่าว มี 10 คนที่เป็น สส.พรรคประชาชน ในสภาผู้แทนราษฎรชุดปัจจุบัน โดยเป็น สส.บัญชีรายชื่อ 8 คน สส.กรุงเทพ 2 คน ไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่  ประกอบด้วย 1.นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ

2.น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล

3.นายรังสิมันต์ โรม ลงสมัคร

4.นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง ลงสมัคร

5.นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล

6.นายณัฐวุฒิ บัวประทุม

7.นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ

8.นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์

9.นายธีรัจชัย พันธุมาศ สส.กรุงเทพ

10.นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กรุงเทพ

สำหรับ รัฐธรรมนูญมาตรา 235 ระบุว่า “เมื่อศาลฎีกาหรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองประทับรับฟ้อง ให้ผู้ถูกกล่าวหาหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคำพิพากษา เว้นแต่ศาลฎีกาหรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ในกรณีที่ศาลฎีกาหรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษาว่าผู้ถูกกล่าวหามีพฤติการณ์หรือกระทำความผิดตามที่ ถูกกล่าวหา แล้วแต่กรณี ให้ผู้ต้องคำพิพากษานั้นพ้นจากตำแหน่งนับแต่วันหยุดปฏิบัติหน้าที่ และให้เพิกถอน สิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้นและจะเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดเวลาไม่เกินสิบปีด้วยหรือไม่ก็ได้

ผู้ใดถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งไม่ว่าในกรณีใด ผู้นั้นไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือ สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นตลอดไป และไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ” 

รัฐบาลคิกออฟ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ มิ.ย.นี้ ภราดร เผยช่วงแรกใช้งบกลางก่อน

รัฐบาลคิกออฟ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ มิ.ย.นี้ ภราดร เผยช่วงแรกใช้งบกลางก่อน

รัฐบาลคิกออฟ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ มิ.ย.นี้ ภราดร เผยช่วงแรกใช้งบกลางก่อน

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.43 น.

“ภราดร” เผย “ไทยช่วยไทยพลัส” คิกออฟ มิ.ย.นี้ คาด จ่ายเป็นรายเดือน 60-40  ชี้ ช่วงแรกใช้งบกลางก่อน

วันที่ 24 เมษายน 2569 เวลา 09.50 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงบประมาณ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าโครงการคนละครึ่ง ภายใต้โครงการไทยช่วยไทยพลัส ว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังกำลังศึกษาและคิดโมเดลในการดำเนินการอยู่ ว่าจะออกมาในรูปแบบใด แต่หลักๆ น่าจะคล้ายกับแบบเดิม เพียงแต่เปลี่ยนชื่อจาก “คนละครึ่ง”เป็น”ไทยช่วยไทยพลัส” รวมถึงเปลี่ยนตัวเลขและสัดส่วนการดำเนินโครงการ ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่า รัฐจะออกให้ 60% ประชาชนออก 40% 

เมื่อถามว่า จะจ่ายให้ 2,400 บาทเท่าเดิมหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า น่าจะกำหนดจ่ายให้เป็นรายเดือนมากกว่า ยกตัวอย่างเช่น 1,000 หรือ 1,500 บาท ส่วนจะให้กี่เดือนนั้น ต้องดูวงเงินงบประมาณ และจำนวนสิทธิ์ที่ประชาชนจะได้ก่อน ขณะนี้อยู่ระหว่างการ
คำนวนโมเดล 

นายภราดร กล่าวว่า อย่างไรก็ตามขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบงบกลาง ซึ่งน่าจะมีประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ส่วนการโอนงบประมาณนั้น กำลังให้ทางสำนักงบประมาณไล่เช็คจำนวนอยู่  เมื่อถามว่า จะเริ่มโครงการเฟสแรกได้เมื่อไหร่ นายภราดร กล่าวว่า คิดว่าน่าจะเริ่มได้ในช่วงเดือนมิถุนายน

“ในช่วงแรกของโครงการ จะไม่ใช้งบประมาณจากการโอนงบ เพราะคาดว่าหากโอนงบแล้ว น่าจะใช้ได้ไม่เร็วกว่าเดือนกรกฎาคม เพราะฉะนั้น การดำเนินโครงการในเฟสแรก ช่วงเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม คงต้องใช้งบกลางไปก่อน 

เมื่อถามถึงวาระการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจ ในวันที่ 27 เมษายนนี้ นายภราดร กล่าวว่า ต้องให้รองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจ เป็นผู้เสนอเรื่องขึ้นมา ว่าจะมีนโยบายอย่างไร หลังจากนั้นค่อยมาหารือกัน

ด้านนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า รายละเอียดของโครงการดังกล่าว ต้องสอบถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพราะขณะนี้ยังไม่นิ่ง เนื่องจากการดำเนินนโยบายต้องตัดสินใจหลายเรื่อง ทั้งนี้ การตั้งเป้าโครงการ ยังคงเป็นช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน

ไม่เปิดด่าน รมว.กลาโหม ลั่น กัมพูชาต้องทำตามข้อตกลงก่อนเจรจา

ไม่เปิดด่าน รมว.กลาโหม ลั่น กัมพูชาต้องทำตามข้อตกลงก่อนเจรจา

ไม่เปิดด่าน รมว.กลาโหม ลั่น กัมพูชาต้องทำตามข้อตกลงก่อนเจรจา

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.28 น.

วันนี้ 24 เม.ย.69 ที่กระทรวงกลาโหม พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวภายหลังเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการว่า  ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งสำคัญ ด้านความมั่นคงของประเทศ พร้อมยืนยันจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของกองทัพ สถาบัน และพี่น้องประชาชน

สำหรับนโยบายด้านความมั่นคง จะดำเนินการตามกรอบที่รัฐบาลได้แถลงไว้ โดยมุ่งเสริมสร้างความพร้อมรบของกองทัพ เพื่อปกป้องอธิปไตยจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ ควบคู่กับการผลักดันระบบทหารอาสา ซึ่งเชื่อว่าความสมัครใจจะนำไปสู่ประสิทธิภาพในการทำงาน และเป็นโอกาสให้เยาวชนได้พัฒนาตนเอง ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ การศึกษา และทักษะอาชีพ รวมถึงการเปิดโอกาสเข้าสู่เส้นทางทหารอาชีพในอนาคต ซึ่งนโยบายของกองทัพเปิดกว้างอยู่แล้ว 

พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ

นอกจากนี้ ยังมีแนวทางผลักดันอุตสาหกรรมภายในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาต่างชาติ เช่น น้ำมัน เพราะเมื่อเกิดสงครามก็ส่งผลกระทบต่อประเทศ 

สำหรับนโยบาระยะเร่งด่วน จะให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตกำลังพลในพื้นที่ชายแดน ทั้งด้านสาธารณูปโภคพื้นฐาน ได้แก่ น้ำ ไฟฟ้า ถนน และสัญญาณสื่อสาร พร้อมดูแลสวัสดิการครอบครัวกำลังพลที่เสียชีวิต โดยเฉพาะสิทธิการรักษาพยาบาลของบิดามารดา ซึ่งขณะนี้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว และอยู่ระหว่างเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จ

พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ

ส่วนสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา รัฐมนตรีกลาโหมยืนยันอย่างชัดเจนว่า เป็นเรื่องที่ต้องปฏิบัติตาม Joint Statement อยู่แล้ว

“ผมจะไม่มีวันเปิดด่าน จนกว่าจะดำเนินการตามขั้นตอนนี้ทั้งหมด เพราะเราถือว่า ได้ปกป้องอธิปไตยของเราไว้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งนโยบายของรัฐบาลได้บอกเอาไว้ชัดเจนแล้วว่า เราจะไม่เปิดด่าน จนกว่าเขาจะปฏิบัติตาม Joint Statement” พลโท อดุลย์ กล่าว

ในขณะที่ช่องทางการเจรจา ก็เป็นไปตามกลไกที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็น คณะกรรมการชายแดนภูมิภาคไทย-กัมพูชา หรือ RBC ซึ่งเป็นการพูดคุยในระดับพื้นที่ แม่ทัพภาคต้องรับนโยบายนั้น 

ส่วนการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือ GBC ซึ่งเป็นระดับกระทรวงกลาโหม ในขณะที่คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม หรือ JBC ก็เป็นของกระทรวงการต่างประเทศ ยืนยันว่า ณ วันนี้จะใช้ทั้ง 3 กลไกดังกล่าว ในการพูดคุย และยึดตาม Joint Statement ยังไม่มีการไปพูดคุยส่วนตัว เช่นเดียวกับพื้นที่ของกองทัพเรือ หลังมีการยกเลิกบันทึกข้อตกลง MOU 2544