นักวิชาการ ชี้ Moody’s ปรับเครดิตไทย คือสัญญาณโครงสร้างเศรษฐกิจแข็งแกร่ง

นักวิชาการ ชี้ Moody’s ปรับเครดิตไทย คือสัญญาณโครงสร้างเศรษฐกิจแข็งแกร่ง

นักวิชาการ ชี้ Moody’s ปรับเครดิตไทย คือสัญญาณโครงสร้างเศรษฐกิจแข็งแกร่ง

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.54 น.

นักวิชาการชี้ Moody’s ปรับ Outlook ไทยสู่ “Stable” คือสัญญาณโครงสร้างเศรษฐกิจแข็งแกร่ง แนะรัฐเปลี่ยนบทบาท “อัดฉีด” สู่ “ปลดล็อกศักยภาพเศรษฐกิจ”

ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นกรณี Moody’s Ratings ปรับมุมมองอันดับความน่าเชื่อถือ (Outlook) ของประเทศไทยจาก “เชิงลบ” เป็น “มีเสถียรภาพ” (Stable) พร้อมคงอันดับเครดิตที่ Baa1 ว่า 

ดร.สติธร ธนานิธิโชติ

ไม่ใช่เพียงข่าวดีในเชิงเทคนิคด้านการเงิน แต่เป็นสัญญาณเชิงโครงสร้าง ที่สะท้อนความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

ดร.สติธร ระบุว่า การตัดสินใจของ Moody’s ไม่ได้ให้น้ำหนักกับมาตรการระยะสั้น หากแต่สะท้อนความสามารถเชิงระบบ ของประเทศไทย ทั้งด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค ความแข็งแกร่งของฐานะต่างประเทศ และศักยภาพในการรับมือแรงกระแทกจากเศรษฐกิจโลก จึงถือเป็นการยืนยันว่าเศรษฐกิจไทยยังมีฐานรากที่แข็งแรง และมีศักยภาพเติบโตต่อได้ หากได้รับการขับเคลื่อนอย่างถูกทิศทาง

ในเชิงนโยบาย เห็นว่ารัฐบาลไม่ควรมองข่าวดังกล่าวเป็นเพียงความสำเร็จด้านภาพลักษณ์ แต่ควรใช้เป็นฐานคิดในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจระยะต่อไป โดยโจทย์สำคัญไม่ใช่การอัดฉีดเศรษฐกิจระยะสั้น แต่คือการทำให้ศักยภาพที่มีอยู่แล้วของประเทศสามารถทำงานได้เต็มที่

ทั้งนี้ เสนอ 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่

ประการแรก การเปลี่ยนบทบาทรัฐจาก รัฐสงเคราะห์ ไปสู่ รัฐหนุนเสริม (enabling state) โดยลดอุปสรรคเชิงกฎระเบียบ สร้างความชัดเจนและต่อเนื่องของนโยบาย เพื่อเอื้อต่อการลงทุนภาคเอกชน แทนการพึ่งพามาตรการกระตุ้นการบริโภคระยะสั้น

ประการที่สอง การใช้เสถียรภาพทางการเมืองเป็น ทุนเชิงนโยบายเพื่อผลักดันการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง อาทิ ระบบภาษี ระบบราชการ และโครงสร้างอุตสาหกรรม ซึ่งต้องอาศัยความต่อเนื่องและเสถียรภาพของรัฐบาล

และประการที่สาม การยกระดับเศรษฐกิจจาก “การฟื้นตัว” ไปสู่ “การเติบโตอย่างมีคุณภาพ” โดยเน้นการลงทุนในเศรษฐกิจใหม่ เช่น ดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว การพัฒนาทักษะแรงงาน และการสร้างระบบนิเวศด้านนวัตกรรม เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในระยะยาว

ท่าเรือ

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

ดร.สติธร กล่าวทิ้งท้ายว่า การปรับ Outlook ครั้งนี้ควรถูกมองเป็นคำยืนยันจากภายนอกว่าไทยยังมีศักยภาพสูง แต่ศักยภาพดังกล่าวจะเกิดผลจริงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับทิศทางนโยบายของรัฐในระยะต่อไป โดยรัฐบาลควรเปลี่ยนเสถียรภาพให้เป็นพลังขับเคลื่อนเพื่อปลดล็อกศักยภาพเศรษฐกิจไทยอย่างเต็มที่ในอนาคต

อัษฎางค์ ชี้ ปาตานี บททดสอบความกล้าหาญ ของรัฐบาลอนุทิน

อัษฎางค์ ชี้ ปาตานี บททดสอบความกล้าหาญ ของรัฐบาลอนุทิน

อัษฎางค์ ชี้ ปาตานี บททดสอบความกล้าหาญ ของรัฐบาลอนุทิน

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.54 น.

วันที่ 24 เมษายน 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ปาตานี บททดสอบความกล้าหาญทางการเมืองของรัฐบาลอนุทิน

ปัญหาปาตานีไม่ใช่เรื่องชายแดนใต้ในความหมายแคบ ๆ อีกต่อไป แต่มันคือจุดตัดของรัฐชาติ อัตลักษณ์ ความมั่นคง การเมืองท้องถิ่น อิทธิพลข้ามพรมแดน และคำถามใหญ่ว่ารัฐบาลไทยกล้าพอหรือไม่ที่จะเผชิญหน้ากับความจริงอันซับซ้อนของพื้นที่นี้อย่างตรงไปตรงมา เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในปี 2569 ทำให้ชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่าโจทย์นี้ไม่ใช่แค่ “จะดับไฟอย่างไร” แต่คือ “จะออกแบบความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับพื้นที่นี้อย่างไร” ต่างหาก  

ในระดับนโยบายอย่างเป็นทางการ รัฐบาลอนุทินยังวางกรอบเรื่องนี้ในภาษาที่ปลอดภัยทางการเมืองก่อน คือในคำแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อ 9 เมษายน 2569 รัฐบาลจัดเรื่องนี้ไว้ภายใต้หมวด “ส่งเสริมความมั่นคงชายแดน” และระบุเพียงว่า “แก้ไขปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้” โดยไม่ได้เปิดนโยบายใหม่เชิงโครงสร้างหรือพูดถึงรูปแบบอำนาจการปกครองใหม่แต่อย่างใด 

จากนั้นเมื่อ 17 เมษายน 2569 คุณอนุทินลงพื้นที่ยะลาและย้ำว่ารัฐบาลถือการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็น “นโยบายสำคัญ” พร้อมชูหลัก “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” และ “เข้าใจจริง เข้าถึงจริง พัฒนาให้เห็นผลจริง” เน้นการยกระดับคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ และการบริหารพื้นที่ให้ทันโลกและทันสถานการณ์มากกว่าการแตะโจทย์การเมืองเชิงลึกของความขัดแย้ง

แต่เมื่อดูสิ่งที่รัฐ “ทำ” จริง ภาพจะซับซ้อนกว่าภาษานโยบายทันที เพราะในขณะที่รัฐบาลพูดเรื่องสันติสุขและการพัฒนา ครม. ก็เพิ่งเห็นชอบให้ขยายการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ออกไปอีก 3 เดือน ตั้งแต่ 20 เมษายน ถึง 19 กรกฎาคม 2569 โดยให้เหตุผลเรื่องความจำเป็นในการควบคุมพื้นที่ ป้องกัน ปรามปราบ และยับยั้งสถานการณ์ รวมทั้งดูแลความปลอดภัยของประชาชน 

ขณะเดียวกัน หลังเหตุโจมตีปั๊มน้ำมัน 11 แห่งเมื่อ 11 มกราคม 2569 สมช. ก็สื่อสารผ่านมาเลเซียไปยัง BRN ว่ารัฐบาลไทยไม่ยอมรับความรุนแรงที่กระทบชีวิตประชาชน และยังยืนยันแนวทางสันติวิธีผ่านกระบวนการพูดคุยอยู่ต่อไป. ภาพที่ออกมาจึงไม่ใช่รัฐที่เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่คือรัฐที่ถือ “โต๊ะเจรจา” ไว้ในมือหนึ่ง และถือ “อำนาจพิเศษ” ไว้อีกมือหนึ่งพร้อมกัน

ความยากของโจทย์ยิ่งเพิ่มขึ้นเมื่อ BRN เองขยับจากภาษาของการต่อสู้และการต่อต้าน ไปสู่ภาษาของ “end state” หรือภาพปลายทางทางการเมืองที่ชัดขึ้นเป็นครั้งแรก โดยงานวิเคราะห์ของ RSIS ระบุว่า BRN ได้เปิดข้อเสนอเรื่อง “self-government within Thailand” หรือการปกครองตนเองภายในประเทศไทย พร้อมองค์ประกอบอย่าง autonomy, power-sharing และการคุ้มครองอัตลักษณ์มลายูมุสลิม 

นี่ทำให้คำถามเปลี่ยนจาก “รัฐจะคุมเหตุรุนแรงได้ไหม” ไปเป็น “รัฐไทยพร้อมหรือยังที่จะคุยเรื่องรูปแบบความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างส่วนกลางกับพื้นที่” และตรงนี้เองคือเส้นแดงที่รัฐบาลไทยแทบทุกชุดลังเลจะข้าม

เพราะปัญหาปาตานีในวันนี้ ไม่ได้เป็นเพียงสนามปะทะระหว่างรัฐกับ BRN เท่านั้น แต่มันยังกลายเป็น “ระบบนิเวศทางอำนาจ” ที่มีงบประมาณ หน่วยงาน กฎหมายพิเศษ และผลประโยชน์เชิงสถาบันซ้อนทับกันอยู่ตลอดหลายปี 

ยิ่งสถานการณ์ยืดเยื้อ รัฐก็ยิ่งมีเหตุผลในการคงเครื่องมือพิเศษไว้ หน่วยงานความมั่นคงก็ยิ่งมีบทบาทสูงขึ้น และงบประมาณก็ยิ่งไหลผ่านโครงสร้างที่ประชาชนทั่วไปมองไม่เห็นง่ายนัก ยิ่งไปกว่านั้น การติดตามงบปี 2569 พบว่า “แผนงานบูรณาการฯ ชายแดนภาคใต้” ลดลงอย่างมากจากปีก่อน 

ขณะเดียวกันภารกิจและทรัพยากรกลับไปกระจายอยู่ในแผนงานอื่นมากขึ้น ขณะที่ระบบสิทธิประโยชน์และบำเหน็จความชอบสำหรับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ก็ยังดำรงอยู่จริง คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่ารัฐบาลจะกล้าคุยสันติภาพหรือไม่ แต่คือจะกล้ารื้อ “สภาพปกติแบบผิดปกติ” ที่หล่อเลี้ยงตัวเองอยู่บนความไม่จบของปัญหานี้หรือไม่

มิติการเมืองในพื้นที่ก็ไม่ควรถูกมองข้าม เพราะผลเลือกตั้งต้นปี 2569 สะท้อนว่าพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ไม่ได้มีผู้เล่นคนเดียว แต่เป็นสนามที่อย่างน้อย 3 พรรคใหญ่แทรกตัวอยู่ในสมการเดียวกัน คือ ภูมิใจไทย ประชาชาติ และกล้าธรรม การตัดสินใจใด ๆ ของรัฐบาลส่วนกลางจึงไม่ได้ปะทะแค่กับ BRN หรือฝ่ายความมั่นคง 

แต่ยังปะทะกับดุลอำนาจท้องถิ่น เครือข่ายผู้นำพื้นที่ และความคาดหวังของประชาชนหลากหลายกลุ่มในพื้นที่ด้วย นั่นแปลว่า หากรัฐบาลเลือก “เพลย์เซฟ” ก็อาจรักษาเสถียรภาพทางการเมืองส่วนกลางได้ระยะหนึ่ง แต่ก็อาจไม่แตะหัวใจของปัญหาเลยแม้แต่น้อย

ส่วนประเด็น NED ต้องพูดด้วยความระมัดระวังที่สุด เพราะจากเอกสารสาธารณะของ NED เอง มีหลักฐานชัดว่ามีการสนับสนุนกิจกรรมด้านประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน ภาคประชาสังคม และสื่อในไทย รวมถึงโครงการที่ระบุชัดว่าครอบคลุม “ประเด็นที่ถูกรายงานน้อยใน Southern Thailand” ด้วย 

นั่นหมายความว่า “อิทธิพลภายนอกในสนามข้อมูลและภาคประชาสังคม” มีอยู่จริงในเชิงเอกสารสาธารณะ 

แต่เท่าที่ตรวจได้จากข้อมูลสาธารณะตอนนี้ ยังไม่เห็นหลักฐานตรง ๆ ว่า NED เป็นผู้หนุน BRN โดยตรงหรือเป็นตัวละครอย่างเป็นทางการในโต๊ะพูดคุยสันติภาพ ซึ่งคู่บทบาทที่เปิดเผยชัดในกระบวนการปัจจุบันยังคงเป็นรัฐไทย BRN และมาเลเซียในฐานะผู้อำนวยความสะดวก

เพราะฉะนั้น ถ้าจะวิเคราะห์ให้คมและแฟร์ ต้องแยกให้ออกระหว่าง “มีบทบาทในสนามวาทกรรม/ภาคประชาสังคม” กับ “เป็นผู้กำกับขบวนการติดอาวุธ” ซึ่งอย่างหลังยังหาหลักฐานไม่ได้ในตอนนี้ เพราะโจรทำอะไรย่อมไม่ทิ้งหลักฐานไว้ให้ตามหาได้ง่ายๆ 

ทั้งหมดนี้จึงทำให้ปาตานีกลายเป็นบททดสอบความกล้าหาญทางการเมืองที่หนักที่สุดของรัฐบาลอนุทิน เพราะเรื่องนี้ไม่สามารถชนะได้ด้วยภาษาสวย ๆ เรื่องพัฒนาเพียงอย่างเดียว และก็ไม่สามารถกดไว้ได้ตลอดด้วยกฎหมายพิเศษเพียงอย่างเดียวเช่นกัน หากรัฐบาลกล้าชนกับความจริง ก็ต้องยอมรับว่าความขัดแย้งนี้มีทั้งมิติความมั่นคง มิติอัตลักษณ์ มิติการเมืองท้องถิ่น มิติงบประมาณ และมิติภูมิรัฐศาสตร์ซ้อนกันอยู่ 

แต่ถ้ารัฐบาลเลือกเพลย์เซฟ ก็จะเหลือเพียงสูตรเดิม คือพูดเรื่องสันติสุข รักษาอำนาจพิเศษไว้ เดินโต๊ะคุยแบบจำกัด และหวังว่าปัญหาจะไม่ลุกลามเกินระดับที่การเมืองส่วนกลางรับไม่ไหว
คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่าคุณอนุทิน “เอาจริง” หรือไม่

แต่คือเขากล้าเอาจริงกับ “รากของปัญหา” แค่ไหน

เพราะผู้นำที่เก่งอ่านอารมณ์สังคม อาจสร้างแรงเชียร์ได้เร็ว

แต่ผู้นำที่กล้าเผชิญหน้ากับความจริงอันซับซ้อนของปาตานี

ต่างหาก ที่จะพิสูจน์ได้ว่าตัวเองพร้อมแก้โจทย์ยากของประเทศจริง

นายกฯเข้าทำเนียบแต่เช้า ดูความเรียบร้อย เตรียมรับ ‘หวัง อี้’ ร่วมหารือวันนี้ 

นายกฯเข้าทำเนียบแต่เช้า ดูความเรียบร้อย เตรียมรับ ‘หวัง อี้’ ร่วมหารือวันนี้ 

นายกฯเข้าทำเนียบแต่เช้า ดูความเรียบร้อย เตรียมรับ ‘หวัง อี้’ ร่วมหารือวันนี้ 

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.42 น.

นายกฯเข้าทำเนียบแต่เช้า ดูแลความเรียบร้อย เตรียมรับ ‘หวัง อี้’ร่วมหารือซื้อสินค้าเกษตรไทย-ก่อนร่วมรับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน โดยเชฟอาหารไทย

เมื่อเวลา 08.30 น.วันที่ 24 เม.ย.69 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.แมหาดไทย เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล โดยเวลา 11.00 น.มีกำหนดการต้อนรับ นายหวัง อี้ สมาชิกกรมการเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกลางด้านกิจการต่างประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีนและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เข้าเยี่ยมคารวะ ในโอกาสเยือนประเทศไทยในฐานะแขกของกระทรวงการต่างประเทศ  ที่ห้องรับรอง ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล  

ก่อนที่ในช่วงเที่ยงจะร่วมรับประทานอาหารกลางวัน พร้อมพูดคุยเกี่ยวกับการซื้อสินค้าเกษตรของไทย การร่วมลงทุนของนักธุรกิจชาวจีน การแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี และการปราบปรามแสกมเมอร์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเดินทางถึงนายกฯได้เดินลงจากรถและเรียกให้ตำรวจรักษาความปลอดภัยประจำตึกไทยคู่ฟ้า พร้อมชี้ไปที่กระถางต้นไม้ หน้าตึกไทยคู่ฟ้า ให้ปรับตกแต่งจัดวางให้สวยงามและดูแลความเรียบร้อยด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ก่อนที่นายกฯ จะเดินทางมาถึงได้มีคณะเชฟอาหารไทย มาเตรียมความพร้อมจัดเลี้ยงอาหารกลางวัน ที่ตึกไทยคู่ฟ้า เตรียมต้อนรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สาธารณรัฐประชาชนจีน 

บิ๊กดุลย์ เข้ากลาโหม รับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ บวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พร้อมเรียกถก ผบ.เหล่าทัพ

บิ๊กดุลย์ เข้ากลาโหม รับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ บวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พร้อมเรียกถก ผบ.เหล่าทัพ

บิ๊กดุลย์ เข้ากลาโหม รับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ บวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พร้อมเรียกถก ผบ.เหล่าทัพ

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.07 น.

“บิ๊กดุลย์” เข้า “กห.” รับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ บวงสรวง 7 สิ่งศักดิ์สิทธิ์–ตรวจแถว 3 เหล่าทัพ

วันที่ 24 เมษายน 2569 ที่กระทรวงกลาโหม พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม เข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อความเป็นสิริมงคล หลังเข้าปฏิบัติหน้าที่ในกระทรวงกลาโหมอย่างเป็นทางการ และเป็นประธานจัดงานเนื่องในวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงกลาโหม ครบ 139 ปี 

โดยมีพลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด, พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก, พลอากาศเอก เสกสรร คันธา และพลเอก ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม ร่วมพิธี 

โดยได้สักการะองค์พระหลักเมือง ที่ศาลหลักเมือง กรุงเทพมหานคร จากนั้นเดินทางเข้ากระทรวงกลาโหม เพื่อประกอบพิธีถวายราชสักการะ และสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในศาลาว่าการกลาโหมจำนวน 7 แห่ง อาทิ พระบรมรูปสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระบวรฉายาสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ตลอดจนรูปหล่อบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ของกองทัพไทย เพื่อความเป็นสิริมงคล และยึดเหนี่ยวจิตใจ ในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อชาติ

ภายหลังพิธีสักการะ ได้มีการตรวจแถวกองทหารเกียรติยศผสม 3 เหล่าทัพ ณ ลานเอนกประสงค์ ศาลาว่าการกลาโหม

จากนั้นได้เป็นประธานในพิธีสงฆ์เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงกลาโหม ครบ 139 ปี ประจำปี พ.ศ.2569 ณ ห้องพินิตประชานาถ โดยมีข้าราชการ และกำลังพลในสังกัดเข้าร่วมพิธี  

ขณะที่ช่วงบ่ายมีรายงานว่า พล.ท.อดุลย์ ได้เรียกผู้บัญชาการเหล่าทัพพูดคุย เรื่องของแนวทางนโยบายรัฐบาล 

รมว.กลาโหม ลงนามแต่งตั้ง 4 ขุนพลทีมโฆษกชุดใหม่ มุ่งสื่อสารฉับไว ชี้แจงภารกิจพัฒนาประเทศทุกมิติ

รมว.กลาโหม ลงนามแต่งตั้ง 4 ขุนพลทีมโฆษกชุดใหม่ มุ่งสื่อสารฉับไว ชี้แจงภารกิจพัฒนาประเทศทุกมิติ

รมว.กลาโหม ลงนามแต่งตั้ง 4 ขุนพลทีมโฆษกชุดใหม่ มุ่งสื่อสารฉับไว ชี้แจงภารกิจพัฒนาประเทศทุกมิติ

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.57 น.

“พล.ท.อดุลย์” ลงนามแต่งตั้งทีมโฆษกกลาโหมชุดใหม่  “พล.ร.ต. สุรสันต์” โฆษก กห. ดึง ผู้พันเจี๊ยบ- น.อ.นรา ทีมโฆษกศูนย์แถลงข่าวร่วมไทย-กัมพูชา เสริมทัพ

วันที่ 24 เมษายน 2569 ที่กระทรวงกลาโหม พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ลงนามแต่งตั้งทีมโฆษกกระทรวงกลาโหมชุดใหม่ เพื่อขับเคลื่อนการสื่อสารข้อมูลข่าวสารด้านความมั่นคงให้มีความรวดเร็ว ชัดเจน และเป็นเอกภาพ โดยมีรายชื่อดังนี้

พลเรือตรี สุรสันต์ คงสิริ เป็นโฆษกกระทรวงกลาโหม ทำหน้าที่หลักในการชี้แจงนโยบายและประเด็นสำคัญของกระทรวงต่อสาธารณชน

ขณะที่ตำแหน่งรองโฆษกกระทรวงกลาโหม ประกอบด้วย พันเอกหญิง นุสรา วรภัทราทร, นาวาเอก นรา คุณโฑถม ทีมโฆษก ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ ไทย–กัมพูชา และนาวาโท ณัฐนัย จันทร์เปล่ง ร่วมสนับสนุนภารกิจด้านการสื่อสารองค์กรและการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร

การจัดตั้งทีมโฆษกในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารกับประชาชน และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับภารกิจของกระทรวงกลาโหมในทุกมิติ ทั้งด้านความมั่นคงและการพัฒนาประเทศ

เท่าพิภพ เปิดใจก่อนศาลชี้ชะตา 44 สส. ยันทำหน้าที่เพื่อประชาชนเสมอมา

เท่าพิภพ เปิดใจก่อนศาลชี้ชะตา 44 สส. ยันทำหน้าที่เพื่อประชาชนเสมอมา

เท่าพิภพ เปิดใจก่อนศาลชี้ชะตา 44 สส. ยันทำหน้าที่เพื่อประชาชนเสมอมา

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.25 น.

จากกรณี 44 อดีต สส. ก้าวไกล เสนอแก้ 112 จนนำไปสู่การยุบพรรคในปี 67 และถูก ป.ป.ช. ชี้มูลผิดจริยธรรมร้ายแรงหลังสู้คดีนานกว่า 2 ปี และศาลฎีกานัดชี้ชะตารับฟ้องหรือไม่ ซึ่งหากรับฟ้องอาจนำไปสู่การตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต ในวันที่ 24 เมษายน 2569 

วานนี้ 23 เมษายน 2569 เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.พรรคประชาชน หนึ่งในอดีต 44 สส.ก้าวไกล ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เผยความในใจถึงเส้นทางการเมืองตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนถึงวันที่ต้องลุ้นคำสั่งศาลฎีกา โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “พรุ่งนี้อาจจะเป็นวันที่ชี้ชะตาผม และเพื่อน ๆ ที่รู้จักกันในนาม “44 สส.” ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นหนึ่งในหลาย ๆ วันสำคัญของชีวิตทางการเมืองของผมวันหนึ่ง ผมยังจำวันแรกที่ได้ไปคุยเรื่องตั้งพรรคกับทั้งพี่เอก ธนาธร, อ.ปิยบุตร, พี่ต๋อม ชัยธวัช และเพื่อน ๆ คนรุ่นใหม่ (ตอนนั้นวันเกิดอายุ 28) ได้ว่าวันนั้น ผมได้รับของขวัญวันเกิดที่ดีที่สุดในชีวิต นั่นก็คือ “ความหวัง” ที่จะได้เห็นพรรคการเมืองทางเลือกที่เรามีส่วนร่วมจริง ๆ และเราจะได้กลายเป็นคนไทยที่มีส่วนร่วมกำหนดอนาคตประเทศนี้บ้าง

เท่าพิภพ

ผมก็ตกใจเหมือนกันที่ต่อมาให้ผมเป็นผู้จดจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่ ตั้งแต่มีแฮชแท็ก #ช่วยธนาธรตั้งชื่อพรรค ตกใจและงงว่าทำไมต้องเป็นผมด้วย คนอย่างผมเนี่ยนะที่จะตั้งพรรคการเมือง… อ.ปิยบุตรมาบอกผมว่า “คุณลงปาร์ตี้ลิสต์อันดับ 20 ได้ไหม” ผมตอบกลับไปว่า “อาจารย์! พรรคนี้อย่างเก่งก็ได้สัก 4 คนแหละครับ” แน่นอนว่าผมบอกแกว่าผมลงเขตก็ได้ครับ ซึ่งเขตนั้นเป็นเขตที่พรรคการเมืองหนึ่งโดนตัดสิทธิ์

เมื่อผมเป็น สส. ชีวิตผมไม่ได้ง่ายเลย ผมได้รับการร้องขอจากคนในพื้นที่บางกอกใหญ่ คลองสาน ธนบุรี ซึ่งผมพิสูจน์ตัวเองมาได้จนได้สมัยที่สอง ก็ยังเจอคนคลองสาน ธนบุรี และบางปะกอก ทดสอบอีก จนในใจไม่อยากลงสมัครต่อ จนกระทั่งมีเหตุการณ์ที่ทำให้ต้องลงเพื่อรับใช้พี่น้องชาวบางพลัดและบางกอกน้อยอีกครั้ง ระหว่างนั้นบังเอิญได้ทำกฎหมายผ่านสภาในฐานะฝ่ายค้าน คือ “#สุราก้าวหน้า”

เท่าพิภพ

วันนี้ผมได้ทำหน้าที่เสมอมา และรู้สึกภูมิใจที่ทำให้ทุกคนได้โรงพยาบาลวัดวิมุตยารามมาลงในเขตบางพลัด ผมยืนยันว่าผมไม่ผิดอะไร ผมแก้กฎหมายเพื่อประชาชน โดยประชาชน และย้ำอีกครั้ง… มันมาจากประชาชน

ขอบคุณสำหรับกำลังใจที่ให้ผม ผมยืนยันเสมอว่าผมไม่ผิด คนที่ผิดคือคนที่อ่านมาทั้งหมดแล้วไม่เข้าใจว่า ตัวคุณเองก็อยากได้ผู้แทนแบบผมและเพื่อนผมไม่ใช่หรือ…

เท่าพิภพ

จงอย่ายอมจำนนกับความผิดปกติของประเทศนี้ จงหยัดยืนขึ้นและยืนหยัดด้วยความเชื่อของตัวเอง #เท่ากับประชาชน #พรรคประชาชน”

หลังโพสต์ของ เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร เผยแพร่ออกไป บรรดาผู้สนับสนุนและชาวเน็ตต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น

“จำได้สมัยนั้นพี่โดนจับ แล้วมาออกรายการอะไรสักอย่าง พี่บอกว่า ในยุโรปเค้าทำกันเป็นปกติ เป็นชุมชน เป็นคอมมูนิตี้ และแล้วจากนั้นชื่อของนายเท่าก็ออกเดินทางพร้อมพรรคอนาคตใหม่ จนถึงปัจจุบัน”

“เลือกมากับมือครับ ถ้าต้องเลือกซ่อม ก็จะเลือกอีกครับ”

“เป็นกำลังใจให้คะ ขอบคุณที่ทำหน้าที่ได้ดีมากๆน่าชื่นชม คะ การทำหน้าที่ตามกฎหมายของ สส ทั้ง44ท่านไม่มีความผิดอะไร ตั้งแต่ต้น คะประชาชนส่วนใหญ่เขารับรู้และจะอยู่เคียงข้างกันตลอดไป แต่บ้านเมืองมันไม่มีหลักนิติรัฐ นิติธรรมตั้งแต่ต้นมันวิปริตที่คนเลวเขียนกฎกติกาปกครองคนดี บ้านเมืองมันถึงไม่พัฒนาสักที”

“Respect นะคะ ชื่นชมจากใจจริงๆ ยังอยากเห็น สส. เท่าพิภพ ขี่มอไซต์ไปสภา”

“เป็นกำลังใจนะครับ ผมมาเชียร์พรรคนี้เพราะน้าเท่าตั้งแต่ต้มเบียร์นั่นละ”

เท่าพิภพ
เท่าพิภพ
เท่าพิภพ
เท่าพิภพ

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร – Taopiphop Limjittrakorn

นักเขียนซีไรต์ ฟาดพรรคส้ม ตัวการปั่นแตกแยก เซาะกร่อน ลั่นเลิกแถ-รอศาลตัดสิน

นักเขียนซีไรต์ ฟาดพรรคส้ม ตัวการปั่นแตกแยก เซาะกร่อน  ลั่นเลิกแถ-รอศาลตัดสิน

นักเขียนซีไรต์ ฟาดพรรคส้ม ตัวการปั่นแตกแยก เซาะกร่อน ลั่นเลิกแถ-รอศาลตัดสิน

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.20 น.

วันที่ 24 เมษายน 2569 จากกรณี นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ และอดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ที่โพสต์ข้อความตัดพ้อ ถึงการเสนอแก้ไขมาตรา 112 ซึ่งเจ้าตัวยืนยันว่า เจตนาของพวกเราว่า การเข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติในครั้งนั้น มิได้เป็นการเซาะกร่อน บ่อนทำลาย หรือล้มล้างการปกครองแต่อย่างใด แต่เป็นความพยายามที่จะใช้ “สภาผู้แทนราษฎร” ในฐานะพื้นที่ของผู้แทนประชาชนที่มีความแตกต่างหลากหลาย ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกันอย่างสันติ เพื่อคลี่คลายความตึงเครียดในสังคมที่กำลังเผชิญหน้ากันอยู่ ให้อยู่ในกรอบของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุด  วิมล ไทรนิ่มนวล นักเขียนรางวัลซีไรต์  ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยระบุว่า  เมื่อคนป่าคืนเมือง สังคมไทยก็อยู่กันอย่างปรกติ กระทั่งกำเนิดเสื้อแดงก็ปั่นและเสี้ยมให้สังคมแตกแยก “เอาเจ้ากับไม่เอาเจ้า” กลายเป็นบาดแผลกว้างและลึกยากจะประสาน แม้จะมีโครงการสมานฉันท์โดยรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ก็ไม่สำเร็จ แผลยังไม่ทันแห้ง ก็กำเนิดพรรคส้ม เจ้าของพรรคประกาศในวันเปิดตัวพรรคว่า พรรคใดคิดไม่เหมือนพรรคตนย่อมเป็นศัตรู…

สิ่งที่พรรคส้มคิดไม่เหมือนพรรคอื่นคือไม่เอาเจ้า มีขบวนการสร้างใส่ร้ายเจ้ามากมาย ล้วนแต่บัดซบทั้งนั้น พวกแกนนำส้มประกาศปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อให้มั่นคง และลดช่องว่างกับประชาชน ด้วยการยกเลิกมาตร 112 ตามมาด้วยจะร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แต่ใครทำให้เกิดช่องว่าง ใครทำให้เกิดความแตกแยก ที่กว้างและลึกยิ่งกว่ายุคเสื้อแดงอีก? ถ้าไม่ใช่พรรคส้มที่เป็นหัวโจก
จนศาลตัดสินว่า “เซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์”

ทั้งหมดนั้นพรรคส้มคือตัวการทำให้สังคมตรึงเครียด ปั่นป่วนวุ่นวาย อย่าโทษคนอื่นการใช้กระบวนการรัฐสภานั้นใช้กับการเสนอร่างกฎหมายทั่วไป ไม่ใช่เสนอร่างกฎหมายที่ผิดรัฐธรรมนูญ การกระทำของพรรคส้มก็เหมือนกับพวกมาเฟียที่เข้าไปข่มขู่เจ้าของกิจการเพื่อเอาเงิน “เป็นค่าคุ้มครอง” เจ้าของกิจการอยู่อย่างปรกติมานานแสนนาน จึงสงสัยและถามว่า “คุ้มครองจากใคร” พวกมาเฟียตอบว่า “ก็พวกกูนี่แหละ จะจ่ายไหม!” เป็นทั้งผู้ข่มขู่และคุ้มครอง! เมิงไม่ต้องตอแ-ล ไม่ต้องแถ เมิงไม่ใช่ศาล ไม่ต้องตัดสินเอง เมิงเป็นจำเลย รอศาลตัดสินแล้วกัน

ปิยบุตร ซัดแรง นิติสงคราม ปมจ่อฟัน 44 สส. ลั่นใช้เป็น สงครามสั่งสอน

ปิยบุตร ซัดแรง นิติสงคราม ปมจ่อฟัน 44 สส. ลั่นใช้เป็น สงครามสั่งสอน

ปิยบุตร ซัดแรง นิติสงคราม ปมจ่อฟัน 44 สส. ลั่นใช้เป็น สงครามสั่งสอน

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.06 น.

จากกรณี 44 อดีต สส. ก้าวไกล เสนอแก้ 112 จนนำไปสู่การยุบพรรคในปี 67 และถูก ป.ป.ช. ชี้มูลผิดจริยธรรมร้ายแรงหลังสู้คดีนานกว่า 2 ปี และศาลฎีกานัดชี้ชะตารับฟ้องหรือไม่ ซึ่งหากรับฟ้องอาจนำไปสู่การตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต ในวันที่ 24 เมษายน 2569 

วานนี้ 23 เมษายน 2569 นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กวิเคราะห์ร่ายยาวถึงวิบากกรรมของอดีตพรรคก้าวไกล ตั้งแต่คดียุบพรรคมาจนถึงดาบสองที่กำลังไล่ล่า 44 สส. ในคดีจริยธรรมร้ายแรงจากการเสนอร่างแก้ไข มวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยมีข้อความทั้งหมดว่า “ตั้งแต่คดียุบพรรคก้าวไกลและเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรค 10 ปี ในข้อหาล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข จากกรณีเสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไข ป.อาญา มาตรา 112

ปิยบุตร แสงกนกกุล

ต่อเนื่องมาจนถึงคดีฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง เพราะ ไม่ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข กรณี 44 ส.ส.เสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไข ป.อาญา มาตรา 112 ซึ่งอาจส่งผลเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต

หากระบอบนี้ ไม่ต้องการให้การแก้ไข มาตรา 112 สำเร็จ ไม่มีความจำเป็นต้องใช้วิธียุบพรรค / ตัดสิทธิตลอดชีวิต เลย บรรดาผู้กุม ”ใบอนุญาตที่ 2“ สามารถใช้กลไกตามครรลองของรัฐธรรมนูญอย่างเป็นอารยะ ด้วยการใช้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรคว่ำไป หรือให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่าง พ.ร.บ.แบบนี้ ขัดรัฐธรรมนูญ แล้วพวกเขาทำแบบนี้ เพราะอะไร? ใครที่คิดอ่านเดินเกมแบบนี้ คงไม่ต้องการแค่เพียง ให้การแก้ไขมาตรา 112 ไม่สำเร็จ แต่พวกเขาคงต้องการ ”ทำสงครามสั่งสอน“ ทีหลัง พวกเอ็งอย่าริอ่านทำ “วางสนุ้ก“ ต่อไป พรรคไหนมีเสียงข้างมาก ก็อย่าบังอาจทำ
”ล้อมคอก“ ผู้แทนราษฎร มิให้เสนอกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์อีกตลอดกาล

ปิยบุตร แสงกนกกุล

แต่โดยที่พวกเขาไม่ตั้งใจ พวกเขากลับทำให้ประเด็นการเมือง (ประกอบด้วย ผู้แทนราษฎรและพรรคการเมืองที่มีประชาชนสนับสนุน 14.4 ล้านเสียง / 151 ส.ส./ ที่ 1 ของประเทศ) ต้องเผชิญหน้ากับประเด็นสถาบันพระมหากษัตริย์ ผมยืนยันเสมอมาว่า ประเทศไทยต้องปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ประเทศไทยอันเป็นที่รักของเรา ต้องมีสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นมรดกตกทอดทางประวัติศาสตร์ และเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาติ

แต่การนำประเด็นสถาบันพระมหาษัตริย์มาใช้ประกอบการยุบพรรคการเมืองที่มีประชาชนสนับสนุนจำนวนมาก และตัดสิทธินักการเมืองที่ได้รับความนิยม มีผลงานในสภา ไม่มีประวัติทุจริตคอร์รัปชั่น เช่นนี้ ย่อมส่งผลกระทบกระเทือนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ได้ มีวิธีต่างๆอีกมากมาย ที่สกัดการแก้ไข 112 ได้ ไม่มีความจำเป็นใดที่ต้องทำ ”นิติสงคราม“ ถึงขนาดนี้”

ปิยบุตร แสงกนกกุล

หลังโพสต์ของ นายปิยบุตร แสงกนกกุล เผยแพร่ออกไป ชาวเน็ตจำนวนมากต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นอย่างเผ็ดร้อน เช่น

“และหน่วยงานที่เล่นงานพรรคส้มคดีนี้กับที่ยกฟ้องคนตระกูลชิดชอบเป็นหน่วยงานเดียวกันซะด้วย”

“แก้ปัญหา นี้. ด้วยเหตุผล ไหนดี ครับ. อาจารย์..ครับ”

“###เนปาล โมเดล ???”

“เกิดมาแล้วดับศูนย์..ใครจะรอดพ้นได้ว่ะ”

“ความยุติธรรม มันล่มสลายไปแล้ว ครับ”

“กฎหมายไดไม่ไห้แก่หรือแตะต้องฉันได ย่อมไม่หน้าเชื้อถือและเคารพฉันนั้น ไม่นานคงเสื่อม จะรอดู เหมือนคน ถ้าคนดีจริงต้องวิจารณ์ได้ ถ้าวิจารไม่ได้แสดงว่าไม่ดี”

“มันไม่คิดหรอกครับ”

ปิยบุตร แสงกนกกุล
ปิยบุตร แสงกนกกุล
ปิยบุตร แสงกนกกุล

ขอขอบคุณข้อมูบลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Piyabutr Saengkanokkul – ปิยบุตร แสงกนกกุล 

วันนี้รู้ผล! ศาลนัดฟังคำสั่งคดีจริยธรรม 44 สส.ก้าวไกล จับตา 10 สส. เสี่ยงหยุดปฏิบัติหน้าที่

วันนี้รู้ผล! ศาลนัดฟังคำสั่งคดีจริยธรรม 44 สส.ก้าวไกล จับตา 10 สส. เสี่ยงหยุดปฏิบัติหน้าที่

วันนี้รู้ผล! ศาลนัดฟังคำสั่งคดีจริยธรรม 44 สส.ก้าวไกล จับตา 10 สส. เสี่ยงหยุดปฏิบัติหน้าที่

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 07.54 น.

วันที่ 24 เมษายน 2569 ศาลฎีกา นัดประชุมองค์คณะเพื่อพิจารณาคำร้องคดีที่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยื่นเอาผิดอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล ในฐานทำผิดฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง กรณีลงชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

ทั้งนี้ การนัดฟังคำสั่ง ของ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในครั้งนี้ ถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการชี้ขาดว่าจะรับคำร้องไว้พิจารณาหรือไม่ หากศาลมีคำสั่งรับคำร้อง ก็จะนำไปสู่กระบวนการไต่สวนข้อเท็จจริงต่อไป ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสถานะทางการเมืองของ ส.ส. ทั้ง 44 ราย

จุดเริ่มต้นของข้อกล่าวหานี้ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2566 “ธีรยุทธ สุวรรณเกษร” ทนายความ เป็นผู้ร้อง ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 49 ว่าการกระทำ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” และพรรคก้าวไกล ที่เสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา แก้ไขมาตรา 112 รวมถึงการใช้นโยบายแก้ไขมาตรา 112 หาเสียงเลือกตั้ง 2566 และมีพฤติการณ์รณรงค์ให้แก้ไขมาตรา 112 เรื่อยมา เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ต่อมาเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ วินิจฉัยว่า การกระทำของ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” และพรรคก้าวไกลดังกล่าว เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องทั้งสอง เลิกการกระทำ เลิกการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น เพื่อให้มีการยกเลิก มาตรา 112 อีกทั้งไม่ให้มีการแก้ไข มาตรา 112 ด้วยวิธีการที่ไม่ใช่วิธีการทางกระบวนการนิติบัญญัติโดยชอบ ที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตด้วย

จากนั้นในวันรุ่งขึ้น (1 กุมภาพันธ์ 2567) “ทนายธีรยุทธ” ยื่น กกต. เพื่อให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคก้าวไกล เนื่องจากกระทำการล้มล้างการปกครองฯ และกระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองฯ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 92 วรรคหนึ่ง (1) (2)

และในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2567 “ทนายธีรยุทธ” ยื่นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ตรวจสอบและเอาผิด สส.พรรคก้าวไกล 44 คนที่ร่วมลงชื่อเสนอแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 มีความผิดฐานร่วมกันฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมร้ายแรง

วันที่ 7 สิงหาคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัย ยุบพรรคก้าวไกล พร้อมเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคที่ดำรงตำแหน่งระหว่างวันที่ 25 มีนาคม 2564 – 31 มกราคม 2567 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีการกระทำอันเป็นเหตุให้ยุบพรรค เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคเป็นระยะเวลา 10 ปีนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่ง และห้ามมิให้ผู้เคยดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคจดทะเบียนพรรคการเมืองขึ้นใหม่ หรือเป็นกรรมการบริหารพรรคหรือมีส่วนร่วมจัดตั้งพรรคการเมืองอีก ภายในกำหนดระยะเวลา 10 ปีนับแต่วันที่พรรคถูกยุบ ตามพ.ร.ป.พรรคการเมืองฯ มาตรา 94 วรรคสอง

ต่อมาในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ผ่านมาถึง 2 ปี ป.ป.ช. มีมติเป็นเอกฉันท์ ชี้มูลความผิดอดีต สส.ก้าวไกล รวม 44 คน ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง กรณีเสนอร่าง พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายอาญามาตรา 112 จากนั้นในวันที่ 9 เมษายน 2569 ป.ป.ช. ได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เป็นคดีหมายเลขดำที่ คมจ 1/2569

กระทั่งศาลฎีกาได้นัดฟังคำสั่งว่าจะรับฟ้องหรือไม่ ในเวลา 10.30 น. วันที่ 24 เมษายน 2569 

ทั้งนี้ ที่น่าจับตาในวันนี้จะส่งผลต่อสถานะในสภาผู้แทนราษฎรของ สส. ทั้ง 10 คนของพรรคประชาชน มีดังนี้ 

1.นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ

2.น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล

3.นายรังสิมันต์ โรม ลงสมัคร

4.นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง ลงสมัคร

5.นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล

6.นายณัฐวุฒิ บัวประทุม

7.นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ

8.นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์

9.นายธีรัจชัย พันธุมาศ

10.นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร

ไม่ใช่แค่สร้าง Land bridge ทวีสุข แนะรัฐบาล ปั้น ระนอง เทียบชั้นอู่ตะเภา

ไม่ใช่แค่สร้าง Land bridge ทวีสุข แนะรัฐบาล ปั้น ระนอง เทียบชั้นอู่ตะเภา

ไม่ใช่แค่สร้าง Land bridge ทวีสุข แนะรัฐบาล ปั้น ระนอง เทียบชั้นอู่ตะเภา

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 07.37 น.

วานนี้ 23 เมษายน 2569 อ.ทวีสุข ธรรมศักดิ์ นักวิชาการอิสระและที่ปรึกษาด้านเศรษฐศาสตร์และการลงทุนระหว่างประเทศ พสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เสนอมุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ชาติ จนกลายเป็นกระแสร้อนขึ้นมาทันที โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “สิ่งที่รัฐบาลควรคิด..ไม่ใช่แค่สร้าง Land bridge ควรมองการสร้าง… – ท่าเรือน้ำลึกที่..จังหวัดระนอง ให้เทียบเท่าอู่ตะเภา – สร้างระบบรางขนส่งจากระนอง เชื่อม เชียงราย- คุนหมิง และ ระนอง เชื่อม หนองคาย ลาว และที่ ดานัง กับฮานอย ของเวียดนาม

เพราะ….ถ้า ช่องแคบ มะละกา ถูกปิด จนจบ WW 3 การสร้างท่าเรือน้ำลึกที่จังหวัดระนอง เชื่อมต่อ คุนหมิง เวียงจันทร์ ฮานอย จะเปลี่ยนโครงสร้างประเทศไทยไปตลอดกาล ระบบพลังงาน แหล่งน้ำมันในอ่าวไทยเพียงพอสำหรับใช้ในประเทศไทย และ…ส่งออก แต่…..ที่ไม่พอคือ…โรงกลั่น ที่มีมือที่มองไม่เห็น วิ่งอยู่เบื้องหลังไม่ให้สร้าง ควรใช้โอกาสนี้สร้างโรงกลั่นอีก อย่างน้อย 3 โรง จะได้ไม่ต้องอ้างราคาโรงกลั่นสิงคโปร์ เพื่อเอาไปบวกกำไร และสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม กฟผ. มีกำไรสะสมเพียงพอ หรือ กู้มาอีกนิดหน่อย

ทวีสุข ธรรมศักดิ์

เพราะเมื่อประชากรเพิ่มอีก 30 ล้าน ไฟฟ้าจะไม่พอ เพราะเราต้องขยาย Data Center อีกด้วย แหล่งเงินทุน ควรกู้มาสร้าง ไม่ควรกู้มา..แจก เพราะเมื่อสงครามใหญ่เกิดขึ้น ราคาพืชผล จะขยับขึ้นสูงมาก ขนาดเศรษฐกิจจะขยายจนหนี้จาก 70% ลงมาที่ 45-50% ได้ ทวีสุข ธรรมศักดิ์ คนว่างงานที่มีความสุข”

ลังจากโพสต์ของ อ.ทวีสุข ธรรมศักดิ์ เผยแพร่ออกไป ชาวเน็ตจำนวนมากต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นและวิเคราะห์ต่อยอดกันอย่างคึกคัก เช่น

“เห็นด้วยครับ อันนี้จะสอดรับกับรถไฟรางคู่และรถไฟความเร็วสูงที่เชื่อมต่อกับลาว และต่อกับเส้นเชียงรายก็ได้ ท่าเรือน้ำลึกระนองมีอยู่ก็ขยายออกไป ตรงจุดท่าเรือระนองนี่ยากสุด หรืออาจขยายไม่ได้ เพราะระนองพังงาภูเขาหินสูงชันตั้งตรงขึ้นไป และท่าเรือขนาด่2ท่าจอดปัจจุบันนี่ก็ขยายได้อีกยากแล้ว ถ้าทำอาคารส่วนประกอบเเละคลังสินค้าเพิ่มเติมของท่าเรือคงต้องใช้พื้นที่อีกมากจะต้องตัดไถภูเขาออกอีกเยอะ เพื่อให้ได้พื้นราบและคงถูกคัดค้านแน่นอน ท่าเรืออันดามันที่เหมาะสมใกล้สุดคือท่าเรือทวายครับ”

“จะมีรัฐไทย ชุดไหนบ้าง ที่get กับแนวคิดของอาจารย์? เสียดายโอกาสจัง ถ้าเริ่มทำตั้งแต่ตอนนี้ อนาคตประเทศไทย จะรุ่งเรือง พึ่งพาตนเองได้เป็นอย่างดี”

“ระบบการจัดการน้ำจืด สำคัญมากกก กรมชล กระทรวงคมนา ผังเมือง วางแผนดีๆ”

“หาก​สำเร็จ​จะเปลี่​ยนประเทศ​ไปเลยครับ”

“ผมและชาวบ้าน เริ่มปรับปรุงแหล่งอาหาร ไว้กันแล้วครับ ที่เคยบอกไว้ว่าตัวเรา ครอบครัว ญาติพี่น้อง สังคมรอบข้าง…ต้องรอดไปด้วยกัน…”

ทวีสุข ธรรมศักดิ์
ทวีสุข ธรรมศักดิ์
ทวีสุข ธรรมศักดิ์
ทวีสุข ธรรมศักดิ์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ทวีสุข ธรรมศักดิ์