พิธา ตัดพ้อ ยัน 44 สส.เข้าชื่อแก้ มาตรา 112 ไม่ใช่การล้มล้างการปกครอง

พิธา ตัดพ้อ ยัน 44 สส.เข้าชื่อแก้ มาตรา 112 ไม่ใช่การล้มล้างการปกครอง

พิธา ตัดพ้อ ยัน 44 สส.เข้าชื่อแก้ มาตรา 112 ไม่ใช่การล้มล้างการปกครอง

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 07.16 น.

วันที่ 24 เมษายน 2569 จากกรณีศาลฎีกาจะนัดประชุมองค์คณะเพื่อพิจารณาคำร้องคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยื่นเอาผิดอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล ฐานกระทำผิดฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง กรณีลงชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ในวันนี้ (24 เม.ย. 69)

ล่าสุด นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล โพสต์เฟซบุ๊ก Pita Limjaroenrat – พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ถึงกรณีดังกล่าว ระบุว่า 

ผมขอยืนยันเจตนาของพวกเราว่า การเข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติในครั้งนั้น มิได้เป็นการเซาะกร่อน บ่อนทำลาย หรือล้มล้างการปกครองแต่อย่างใด แต่เป็นความพยายามที่จะใช้ “สภาผู้แทนราษฎร” ในฐานะพื้นที่ของผู้แทนประชาชนที่มีความแตกต่างหลากหลาย ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกันอย่างสันติ เพื่อคลี่คลายความตึงเครียดในสังคมที่กำลังเผชิญหน้ากันอยู่ ให้อยู่ในกรอบของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย

ในช่วงเวลานั้น สังคมไทยมีความเห็นที่แตกต่างกันอย่างรุนแรง หากปล่อยให้ความขัดแย้งดำรงอยู่โดยไม่มีพื้นที่ปลอดภัยและมีความชอบธรรม ก็มีความเสี่ยงที่จะลุกลามบานปลายเกินกว่าที่พี่น้องประชาชนจะคาดคิด ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่เราในฐานะ “ผู้แทนราษฎร” ทำ คือนำเรื่องนี้กลับเข้ามาอยู่ในกระบวนการนิติบัญญัติ เพื่อให้มีการอภิปราย และแลกเปลี่ยนกันอย่างมีวุฒิภาวะในสภาที่มีข้อบังคับชัดเจน ซึ่งเป็นวิถีทางที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับระบอบประชาธิปไตย และได้รับการยอมรับโดยทั่วไปในนานาอารยประเทศ

ในความเป็นจริงแล้ว การกระทำดังกล่าวไม่ควรเป็นคดีมาตั้งแต่ต้น แต่ทั้งหมดคือกระบวนการ “นิติสงคราม” ที่มุ่งหยุดยั้งความพยายามในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมผ่านกระบวนการรัฐสภาของพวกเรา ตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล มาจนถึงพรรคประชาชน

ผมอยากให้ทุกฝ่ายลองมองอีกมุมหนึ่งว่า โดยหลักการแล้ว การใช้ “มาตรฐานทางจริยธรรม” อย่างเข้มข้น โดยไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน หรือถูกใช้แบบเลือกปฏิบัติ ไร้การถ่วงดุลและตรวจสอบ “มาตรฐานทางจริยธรรม”อาจถูกนำมาเป็นเครื่องมือทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองอย่างสิ้นเชิงและไร้สัดส่วนได้ และสิ่งนั้นต่างหากที่กำลังเซาะกร่อน บ่อนทำลายการปกครองระบอบประชาธิปไตยของเราทุกคน

สำหรับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 10 คน ที่ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ ในมุมของคนที่ถูกหยุดปฏิบัติหน้าที่มาก่อน 6 เดือนก่อนกลับเข้าสภา ผมเห็นว่า พวกเขาไม่มีความจำเป็นต้องถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ เพราะ

หนึ่ง การปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาอยู่ภายใต้กลไกการควบคุมตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว มิได้ก่อให้เกิดความเสียหายที่ไม่อาจเยียวยาแก้ไขได้ในภายหลัง

สอง พวกเขามีบทบาทสำคัญในการทำงานของสภา ทั้งการตรากฎหมาย และการควบคุมตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล

และสาม ด้วยจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพียง 10 คน ก็ไม่สามารถดำเนินการเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายต่อสภาในลักษณะเดิมซ้ำได้อยู่แล้ว

ดังนั้น การให้ทั้ง 10 คนยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จึงมิได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อภาครัฐหรือการบริหารราชการแผ่นดิน ไม่ทำให้ฝ่ายค้านอ่อนแอลง แต่เป็นการพิทักษ์รักษาระบอบรัฐสภา และความต่อเนื่องของการทำงานเพื่อประชาชนอย่างเข้มแข็งในระหว่างที่คดียังอยู่ระหว่างการพิจารณาของกระบวนการยุติธรรม

สมช.ฉีกทิ้งเอ็มโอยู44 หักดิบกัมพูชา ชี้ใช้มา25ปีไม่คืบหน้า

สมช.ฉีกทิ้งเอ็มโอยู44  หักดิบกัมพูชา  ชี้ใช้มา25ปีไม่คืบหน้า

สมช.ฉีกทิ้งเอ็มโอยู44 หักดิบกัมพูชา ชี้ใช้มา25ปีไม่คืบหน้า

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สมช.ฉีกทิ้งเอ็มโอยู44 หักดิบกัมพูชา ชี้ใช้มา25ปีไม่คืบหน้า ทำได้ไม่ต้องแจ้งเขมร พลิกใช้UNCLOSแทน ไทย-กัมพูชาถกRBC ย้ำเตือนอย่าขยับกำลัง

สมช.มีมติยกเลิก MOU 44 พลิกใช้ UNCLOS เจรจากัมพูชาแทน รัฐบาลชี้มีมา 25 ปี ไม่บรรลุเป้าหมาย สร้างความขัดแย้ง หวาดระแวงสองประเทศ ขณะเดียวกัน ไทย-กัมพูชา ถกกองเลขาฯ RBC ที่ด่านช่องสะงำ ระบุมีเรื่องต้องคุยกันกว่า 80 ครั้ง เผย 7 ข้อสรุป ไทยเตือนทหารเขมรอย่าขยับกำลัง-มาตั้งฐานฯ ใกล้แนวลวดหนาม ให้ยึดมั่นข้อตกลงหยุดยิง ขอร่วมสกัดข่าวปลอม พร้อมส่งเหยื่อค้ามนุษย์กลับประเทศ

เมื่อเวลา 11.10น.วันที่ 23เมษายน2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ว่า วันนี้กระทรวงการต่างประเทศทำเรื่องยกเลิก MOU 44 เสนอที่ประชุมสมช. จากนั้น จะเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งยังไม่ทราบว่าจะใช้ระยะเวลาอีกเท่าไหร่ แต่ยืนยันว่าจะดำเนินการเรื่องนี้โดยเร็ว ตั้งแต่รัฐบาลเข้ามาทำหน้าที่สองสัปดาห์ ก็นำเสนอเรื่องการยกเลิก MOU 44 ให้สมช.รับทราบ โดยจะใช้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) แทน ยืนยันว่ายกเลิกเฉพาะ MOU 44 โดยใช้อำนาจครม.ยกเลิก ไม่ต้องแจ้งคู่กรณี ส่วน MOU 43 ยังไม่มีการพูดถึงทุกอย่างยังเป็นไปตามเดิม

ใช้ UNCLOS ดูแลแทน

พล.ร.อ.ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ ให้สัมภาษณ์ว่า ที่ประชุมได้มีการพูดคุยถึงการยกเลิกMOU44 เนื่องจากได้ใช้มานานแล้วและไม่มีความคืบหน้า และขณะนี้ทางกัมพูชาได้เข้ามาเป็นสมาชิกอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS) แล้ว สามารถที่จะพูดคุยกันได้ในวงสมาชิกเพื่อประโยชน์ของไทย

ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังจากยกเลิกเอ็มโอยู44 แล้ว จะใช้เครื่องมือใดในการดูแลพื้นที่ระหว่างประเทศ เสธ.ทร.กล่าวว่า เราใช้หลักกฏหมายสากล ของ (UNCLOS) ซึ่งทั้งไทยและกัมพูชา เป็นสมาชิกแล้ว เมื่อเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา

หากเขมรค้านต้องคุยเวทีระหว่างปท.

เมื่อถามถึงขั้นตอนในการยกเลิกเอ็มโอยู 44 จะดำเนินการอย่างไรต่อไป พล.ร.อ.ธาดาวุธ กล่าวว่า ขั้นตอนต่อไปจะเป็นส่วนของทางรัฐบาลที่จะดำเนินการต่อไป ส่วนกองทัพเรือเป็นผู้ปฏิบัติ โดยหลักปฏิบัติของกองทัพเรือในการรักษาอธิปไตยทางทะเลของประเทศ ถ้ารัฐบาลโดยกระทรวงการต่างประเทศ มีความชัดเจนแล้ว กองทัพเรือก็มีความพร้อมในการปฎิบัติทันทีตามนโยบายของรัฐบาล

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากกัมพูชามีการคัดค้าน จะดำเนินการอย่างไร พล.ร.อ.ธาดาวุธ กล่าวว่า ต้องไปพูดคุยกันในเวทีระหว่างประเทศ

รบ.แจงเหตุผลยกเลิก MOU 44

ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้ ที่ประชุมสมช. ครั้งที่ 2/2569 ได้มีมติ “ยกเลิก MOU44” ตามนโยบายรัฐบาล ด้วยเหตุผล1. MOU44 เป็นกรอบการเจรจาการบริหารทรัพยากรร่วมกันที่อยู่ใต้ทะเลระหว่างไทย – กัมพูชา แต่ 20 กว่าปีที่ผ่านมา มีการเจรจากันเพียง 5 ครั้ง และไม่ได้ข้อสรุปที่เป็นประโยชน์แก่ทั้ง 2 ประเทศ ตรงกันข้ามกลับทำให้เกิดข้อพิพาทเรื่องเขตแดนทางทะเล ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่าง 2 ประเทศ และไม่มีแนวทางที่จะทำให้เกิดการพัฒนา และบริหารทรัพยากรร่วมกันได้

2. การยกเลิก MOU44 เพื่อเป็นการยุติการเจรจาตามกรอบ MOU44 หากฝ่ายกัมพูชา ยังคงต้องการ หรือเห็นประโยชน์จากการพัฒนา และบริหารทรัพยากรใต้ทะเลร่วมกับไทยอีก ขอให้แสดงเจตนารมณ์ หรือแจ้งมาให้ทราบ เพื่อที่จะได้จัดกรอบการเจรจากันใหม่ ที่มีความเป็นไปได้ โดยไม่นำไปสู่ข้อพิพาทเรื่องเขตแดนทางทะเล เช่นที่ผ่านมา

มีมา25ปี ไม่บรรลุเป้าหมาย

3. ต้องยอมรับว่าสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย – กัมพูชา หลายครั้ง ในช่วงเวลา 25 ปีที่ผ่านมา หลังจากมีการทำ MOU44 เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การเจรจาไม่คืบหน้า และไม่บรรลุเป้าหมายของ MOU44 ที่กำหนดไว้ และหากสถานการณ์ความขัดแย้งยังคงมีอยู่เช่นปัจจุบันนี้ การเจรจาเพื่อพัฒนาและบริหารทรัพยากรใต้ทะเลร่วมกันเป็นเรื่องที่ยาก หลักการสำคัญ คือต้องตกลงเขตแดนทางทะเลให้ได้ก่อน แล้วจึงหาแนวทางพัฒนา และบริหารร่วมกันบนพื้นฐานความจริงใจและแบ่งปันด้วยความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย

การมี MOU44 อายุ 25 ปี เจรจากันเพียง 5 ครั้ง ไม่สามารถดำเนินการได้ตามวัตถุประสงค์ ย่อมแสดงให้เห็นว่า MOU ฉบับนี้ ไม่อาจนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายได้ การมีอยู่ของ MOU44 นอกจากจะไม่สร้างประโยชน์แล้ว ยังก่อให้เกิดความหวาดระแวง ความขัดแย้งระหว่างสองประเทศอีกด้วย จึงเห็นควรที่ต้องยกเลิก และวางกรอบการเจรจากันใหม่ เพื่อลดความขัดแย้ง และนำทรัพยากรมาใช้เป็นประโยชน์ได้จริง

มุ่งสานต่อแก้ไขสถานการณ์ขัดแย้ง

น.ส.รัชดา กล่าวว่า เมื่อวันที่ 9 เม.ย. ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีได้ แถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา โดยกล่าวถึงนโยบายด้านการการต่างประเทศและความมั่นคงของไทย ในหัวข้อที่ 9 ประเด็นการส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบและการแก้ไขปัญหาข้ามแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อสร้างความสงบสุขให้กับสังคมไทย ในหัวข้อย่อย (9.2) ย้ำชัดว่า มุ่งสานต่อความพยายามในการแก้ไขสถานการณ์ไทย – กัมพูชา ด้วยสันติวิธีและกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ รวมทั้งเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิก MOU 2544 และในวันนี้ ที่ประชุม สมช.ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ก็มีมติเห็นชอบด้วยแล้ว

สำหรับขั้นตอนหลังจาก สมช.มีมติในวันนี้แล้ว จะมีการเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา และมีมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) เพื่อให้กระทรวงการต่างประเทศ ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

ไทย-กัมพูชา ถกกองเลขาฯ RBC

วันเดียวกัน กองทัพภาคที่ 2 โดยกองเลขานุการคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ด้านกองทัพภาคที่ 2 ได้จัดการประชุมประสานการปฏิบัติร่วมกับกองเลขานุการ RBC ภูมิภาคทหารที่ 4 ราชอาณาจักรกัมพูชาที่จุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ โดยมี พล.ต.กัมปนาท วาพันสุ เสนาธิการกองทัพภาคที่ 2 และ พลจัตวา นิด ณารง รองเสนาธิการภูมิภาคทหารที่ 4 เป็นประธานกองเลขานุการของทั้งสองฝ่าย

ทั้งนี้ เพื่อประสานความร่วมมือด้านความมั่นคง ขับเคลื่อนผลการประชุม GBC สู่การปฏิบัติ เสริมสร้างความเชื่อมั่น และลดความตึงเครียดในพื้นที่ชายแดน รายละเอียดสรุปได้ดังนี้1.ความสำเร็จของการประสานงานที่ผ่านมา มีการประสานงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องกว่า 80 ครั้ง สามารถแก้ไขปัญหาในพื้นที่ด้วยสันติวิธี พร้อมแลกเปลี่ยนข้อมูลสำคัญ เช่น การดำเนินงานของ AOT และมาตรการ ความปลอดภัย

แจ้งเขมรไม่ให้ตั้งฐานใกล้ลวดหนาม

2.ความร่วมมือด้านมนุษยธรรม : ทั้งสองฝ่ายร่วมกันดำเนินการรับ–ส่งผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์

อย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม3.การป้องกันปัญหาไฟป่าและสิ่งแวดล้อมชายแดน : ได้หารือแนวทางป้องกันไฟป่าและการเผาพื้นที่การเกษตร ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อกำลังพล โดยเห็นพ้องให้ร่วมกันดำเนินมาตรการเชิงป้องกัน4.มาตรการลดความตึงเครียดทางทหาร : แจ้งกัมพูชาไม่ขยับกำลังหรือมาตั้งฐานปฏิบัติการใกล้แนวลวดหนาม เนื่องจากหากมีฐานที่อยู่ใกล้กัน อาจนำไปสู่อุบัติเหตุ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายไม่พึงประสงค์

รับมือเฟคนิวส์-ยึดข้อตกลงGBC

5.การรับมือข่าวปลอม (Fake News) :เห็นพ้องให้ร่วมกันป้องกันและแก้ไขข่าวปลอม เพื่อไม่ให้เกิด

ความเข้าใจคลาดเคลื่อนและกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ6.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานชายแดน : ฝ่ายไทยได้ชี้แจงการดำเนินโครงการเส้นทางยุทธวิธีในพื้นที่ของไทย โดยยืนยันว่าเป็นการดำเนินการภายในอธิปไตย และไม่มีผลกระทบต่อฝ่ายกัมพูชา7.การยึดมั่นข้อตกลง GBC : ทั้งสองฝ่ายยืนยันการปฏิบัติตามถ้อยแถลงของ GBC ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 27 ธ.ค.2568 อย่างเคร่งครัด และให้ใช้กลไกการประสานงานชายแดนเป็นช่องทางหลักในการแก้ไขปัญหา

กองทัพภาคที่ 2 ยืนยันการปฏิบัติหน้าที่ในการพิทักษ์รักษาอธิปไตยของชาติ ควบคู่กับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยยึดมั่นในหลักสันติวิธีและกลไกความร่วมมือระหว่างประเทศ ทั้งนี้เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ความมั่นคงตามแนวชายแดน และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนอย่างสูงสุด

เปิดความสำคัญ MOU 44

สำหรับ MOU 44 นั้น เป็นบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน โดยลงนามเมื่อวันที่ 18 มิ.ย.2544 วัตถุประสงค์ เป็นข้อตกลงชั่วคราว เพื่อแก้ไขปัญหาการอ้างสิทธิไหล่ทวีปทับซ้อนกัน (Overlapping Claims Area : OCA) กลไกลการเจรจา มีการจัดตั้ง “คณะกรรมการร่วมด้านเทคนิค” (Joint Technical Committee – JTC) เพื่อทำหน้าที่เจรจาเรื่องนี้ยนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ

โดยหัวใจสำคัญของ MOU 44 คือ “เจรจาควบคู่ แยกจากกันไม่ได้” MOU 2544 เป็นเพียง “ข้อตกลงชั่วคราว” เพื่อเปิดช่องให้มีการเจรจาผ่าน “คณะกรรมการร่วมด้านเทคนิค” (JTC) โดยใช้กฎหมายระหว่างประเทศเป็นเกณฑ์ สาระสำคัญที่สุดคือการแบ่งพื้นที่เจรจาออกเป็น 2 ส่วน และต้องเจรจาไปพร้อมกัน (Indivisible Package) ดังนี้ พื้นที่ส่วนบน (เหนือเส้นละติจูด 11 องศาเหนือ) ให้เจรจาเพื่อ “แบ่งเขตแดน” ทางทะเลให้ชัดเจน และพื้นที่ส่วนล่าง (ใต้เส้นละติจูด 11 องศาเหนือ) ให้เจรจาเพื่อจัดทำระบอบ “พื้นที่พัฒนาร่วม” (Joint Development Area – JDA) เพื่อนำทรัพยากรปิโตรเลียมมาใช้ร่วมกัน

เงื่อนไขสำคัญที่ล็อกไว้คือ “ต้องทำทั้งสองเรื่องพร้อมกันเป็นองค์รวม จะแยกทำเรื่องใดเรื่องหนึ่งก่อนไม่ได้” หมายความว่า หากตกลงเรื่องแบ่งผลประโยชน์น้ำมันไม่ได้ เรื่องเส้นเขตแดนก็ไม่จบ หรือหากตกลงเรื่องเส้นเขตแดนไม่ได้ ก็จะขุดน้ำมันไม่ได้เช่นกัน

ทั้งนี้ สิ่งที่ต้องเน้นย้ำคือ MOU 2544 เป็นเพียงกรอบการเจรจา หากคณะทำงานตกลงกันได้สำเร็จ ผลลัพธ์สุดท้ายจะต้องถูกนำมาทำเป็น “สนธิสัญญา” ซึ่งต้องผ่านการเห็นชอบจากรัฐสภาของไทยตามรัฐธรรมนูญเสียก่อน จึงจะมีผลผูกพันอย่างสมบูรณ์

จับเขมรลอบเข้าไทยต่อเนื่อง

ก่อนหน้านี้ เมื่อเวลา 05.30 น.วันที่ 24 เม.ย.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กกล.บูรพา โดย ฉก.อรัญประเทศ ร่วมกับ ชค.ทพ.12 นำกำลังพล ร้อย.ทพ.1205 ร่วมกับ คทร.(ชุดเคลื่อนที่เร็ว)ฉก.อรัญประเทศ ออกทำการลาดตะเวนสกัดกั้น ป้องกันการลักลอบข้ามแดนโดยผิดกฎหมาย ในเขตพื้นที่รับผิดชอบระหว่าง จต.ส.44 – จต.อ.01 บ.อ่างศิลารัตน์ ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ได้ตรวจพบกลุ่มบุคคลต้องสงสัยเดินเท้า ลักลอบข้ามแดนจากฝั่งกัมพูชาเข้ามาในประเทศไทย ตามช่องทางธรรมชาติ บริเวณไร่อ้อย ท้ายหมู่บ้าน จึงนำกำลังเข้าตรวจสอบพบผู้ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายเป็นชาวกัมพูชา จำนวน 10 คน (ช.6 ญ.4 )พร้อมกระเป๋าสัมภาระ โดยไม่มีเอกสารแสดงตัว จึงได้นำตัวมาซักถามที่ ที่ทำการกองร้อยทหารพรานที่ 1205 ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว

หนีความอดอยาก-ภัยแล้งที่บ้านเกิด

ชาวกัมพูชาทั้งหมดรับว่าลักลอบข้ามแดนเข้าไทยเพื่อต้องการเดินทางไปทำงานก่อสร้างที่ จ.ชลบุรี เนื่องจากได้รับการติดต่อกับเพื่อนชาวกัมพูชาให้กลับไปทำงานที่เดิมเนื่องจากเคยทำงานที่ จ.ชลบุรีมาก่อนหน้านี้ ได้ค่าแรงวันละ 350บาท ซึ่งพวกตนได้กลับไปอยู่ที่บ้านเกิดในกัมพูชาไม่มีงานทำอีกทั้งไม่สามารถทำการเกษตรได้เนื่องจากปัญหาภัยแล้งในกัมพูชาทำให้เกิดความอดอยากจึงยอมเสี่ยงลักลอบเดินทางเข้าไทยอีกครั้งหวังจะได้ไปทำงานที่เดิม จ.ชลบุรีจะได้มีเงินมาเลี้ยงครอบครัวได้ แต่ระหว่างเดินเท้าเข้าไทยก็มาถูกเจ้าหน้าที่ทหารพรานไทยสกัดจับได้

จากนั้น เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวชาวเขมรทั้งหมดไปให้พนักงานสอบสวน สภ.โคกสูง จ.สระแก้ว ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“เราต้องมั่นใจว่ากู้มาแล้วต้องทำให้เศรษฐกิจฟื้นได้จริงๆ ทั้งทำให้เศรษฐกิจกลับมาโตเต็มศักยภาพและขยายศักยภาพเศรษฐกิจไทยให้โตได้ดีกว่าเดิมด้วย เพราะนี่เป็นทางเดียวที่จะทำให้รายได้ของรัฐเพิ่มขึ้นจนดอกเบี้ยไม่มาฉุดรั้งงบประมาณแผ่นดิน”

น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล

สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน

คนละครึ่งพลัส ปรับเกณฑ์ใหม่ รัฐจ่าย60ต่อ40

คนละครึ่งพลัส  ปรับเกณฑ์ใหม่  รัฐจ่าย60ต่อ40

คนละครึ่งพลัส ปรับเกณฑ์ใหม่ รัฐจ่าย60ต่อ40

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คนละครึ่งพลัส ปรับเกณฑ์ใหม่ รัฐจ่าย60ต่อ40 รอขุนคลังเคาะ

นายกฯ โบ้ยถาม “เอกนิติ” โครงการคนละครึ่งพลัส ส่วน “ภราดร” แย้มรัฐจ่าย 60 ประชาชนจ่าย 40 รอ แจงออก พ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้านบาท เข้า ครม.ย้ำรัฐไม่ได้ถังแตก มีงบกลาง และ พ.ร.บ.โอนงบฯ

เมื่อวันที่ 23เมษายน  นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการไทยช่วยไทยพลัส ในส่วนของนโยบายคนละครึ่งพลัส จำนวนเงินจะเป็น 60 : 40 หรือไม่ และจะจ่ายกี่เดือน ว่าเรื่องนี้ต้องให้ผู้รับผิดชอบคือนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง  พูดทีเดียว เพราะตนมอบหมายงานไปแล้ว เมื่อถามว่าวงเงินที่จะได้มากกว่า 2,000 บาทใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มอบหมายงานไปแล้ว

ด้านนายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้านโยบายไทยช่วยไทยพลัส ว่าจะมีการจ่ายเงินให้ประชาชนในอัตรา 60:40 (รัฐบาลจ่าย 60%ประชาชนจ่าย40%)

ผู้สื่อข่าวถามว่ารัฐจะจ่ายเงินให้ประชาชนก้อนเดียว หรือทยอยจ่าย 4 เดือน นายภราดร กล่าวว่า ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา สำหรับคุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการนั้นอยู่ในเกณฑ์เดิมคือต้องมีอายุ 18 ปีขึ้นไป ส่วนผู้ที่จะได้รับสิทธิต้องดูว่ารัฐบาลมีงบประมาณจ่ายเท่าใด หากจ่าย 20-30 ล้านคนต้องมีเงินเท่าใด ซึ่งต้องพิจารณาร่วมกับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) ที่มี 13.4 ล้านคน ว่ามีเงินเหลือเท่าไหร่ที่จะมาทำนโยบายไทยช่วยไทยพลัส

เมื่อถามว่าจะนำเงินส่วนใดมาบริหารจัดการโครงการดังกล่าว นายภราดร กล่าวว่า เป็นไปได้ทั้งหมด โดยแหล่งเงินที่ใช้ได้คืองบกลาง ปี 2569 และพ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ที่จะเกิดขึ้นในเดือนมิถุนายนนี้ โดยมีจำนวนเงินมากอยู่พอสมควร ต่อข้อถามว่าการประชุมพิจารณากรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ระหว่าง 4 หน่วยงาน (สงป. กค. สศช.และ ธปท.) ได้พูดคุยถึง พ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้านบาทหรือไม่ นายภราดร ระบุว่า ไม่ได้พูดคุย แต่เป็นแผนการทำงานระยะกลางที่นำเสนอภาพรวมทางเศรษฐกิจ

ส่วนที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง ยอมรับว่าจะมีการออกพ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้านบาท แล้วเข้าสู่การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เมื่อไหร่นั้น นายภราดร กล่าวว่า ขอให้ไปถามนายเอกนิติ เนื่องจากไม่มีรายละเอียดเรื่องดังกล่าว สำหรับการประชุม ครม.เศรษฐกิจในวันที่ 27 เมษายนนี้ จะมีวาระอะไรนั้น นายภราดร กล่าวว่า ยังไม่เห็นวาระการประชุม ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการนัดประชุมอย่างเป็นทางการเมื่อถามย้ำว่า รัฐบาลยังอยู่ในสภาวะใช้จ่ายได้ปกติ ไม่ถังแตกใช่หรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ยังมีอยู่เช่นงบกลาง 20,000 ล้านบาท รวมถึงกำลังจะออก พ.ร.บ.โอนงบฯ

โต้อุ้ม ‘ศักดิ์สยาม’คดีซุกหุ้น ปปช.แจงยิบ ยันไม่จงใจปกปิดทรัพย์สิน

โต้อุ้ม 'ศักดิ์สยาม'คดีซุกหุ้น  ปปช.แจงยิบ  ยันไม่จงใจปกปิดทรัพย์สิน

โต้อุ้ม ‘ศักดิ์สยาม’คดีซุกหุ้น ปปช.แจงยิบ ยันไม่จงใจปกปิดทรัพย์สิน

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

โต้อุ้ม ‘ศักดิ์สยาม’คดีซุกหุ้น ปปช.แจงยิบ ยันไม่จงใจปกปิดทรัพย์สิน ศาลชี้ชะตา44สส.แก้ม.112

ป.ป.ช.แจงยิบมติตีตก “ศักดิ์สยาม”คดีซุกหุ้น ชี้ไร้เจตนาปกปิดไม่พบใช้อำนาจแทรกแซงเอื้อประโยชน์พวกพ้องยันไม่ขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เหตุศาลฯได้มีคำวินิจฉัยภายหลัง‘ศักดิ์สยาม’ยื่นบัญชีทรัพย์สินฯต่อป.ป.ช.แล้ว พร้อมยังตรวจสอบปมถูกร้องจริยธรรมร้ายแรงลุ้นระทึก!ศาลฎีกาฯนัด10โมงครึ่ง ฟังคำสั่งรับคำร้องป.ป.ช.หรือไม่ คดี44อดีตสส.ก้าวไกลลงชื่อแก้ม.112 เข้าข่ายผิดจริยธรรมร้ายแรง หากศาลรับ 10สส.ปชน.ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที หากคดีสิ้นสุดผิดจริง โดยตัดสิทธิลงเลือกตั้ง-ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตลอดชีพ

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 นายสุรพงษ์  อินทรถาวร   เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช.แถลงถึงกรณีที่ ป.ป.ช. มีมติยกคำร้องคดีที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม จงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ กรณีการถือครองหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด(หจก.)บุรีเจริญคอนสตรัคชั่นว่านายศักดิ์สยามยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง สส. และรมว.คมนาคม จำนวน 6 ครั้ง ไม่ปรากฏว่ามีรายการเงินลงทุนที่เป็นหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.)บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ในบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน

แม้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่านายศักดิ์สยามยังคงไว้ซึ่งความเป็นหุ้นส่วนโดยมีผู้อื่นถือแทน แต่ ป.ป.ช.พิจารณาแล้วเห็นว่านายศักดิ์สยามได้โอนหุ้นและจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนเสร็จสิ้นตั้งแต่ปี 2561 ก่อนรับตำแหน่งและเมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง นายศักดิ์สยามได้ดำเนินการฟ้องร้องเพื่อติดตามสิทธิคืนจนมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาลอุทธรณ์ภาค1

นายสุรพงษ์ กล่าวอีกว่าจากข้อเท็จจริงข้างต้น จึงยังฟังไม่ได้ว่าเป็นการจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินนั้น และข้อเท็จจริงดังกล่าวที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้วินิจฉัยและมีมติ เป็นข้อเท็จจริงคนละประเด็นกับที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยเกี่ยวกับความเป็นรัฐมนตรีของนายศักดิ์สยาม ประกอบกับ ป.ป.ช. ได้นำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาวินิจฉัยแล้ว ดังนั้นมติคณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงไม่ขัดหรือแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ อีกทั้งศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยภายหลังจากที่นายศักดิ์สยามได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินฯ ต่อ ป.ป.ช. แล้ว

นายสุรพงษ์ กล่าวว่าส่วนกรณีที่มีหนังสือร้องเรียนนายศักดิ์สยาม เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รมว.คมนาคม กรณีเข้าไปมีส่วนได้เสียในหจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่นและใช้อำนาจแทรกแซงเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อเอื้อประโยชน์ให้หจก.ดังกล่าว และนิติบุคคลที่เป็นพวกพ้องของตนได้ทำสัญญากับกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบทนั้น ป.ป.ช.ตรวจสอบพยาน 25ปาก และเอกสารจากหลายหน่วยงาน ซึ่งพบข้อเท็จจริงว่าการประมูลเป็นไปตามปกติ หจก.บุรีเจริญฯเข้าเป็นคู่สัญญาเฉลี่ยปีละ27สัญญาซึ่งไม่ได้เพิ่มขึ้นผิดปกติเมื่อเทียบกับช่วงก่อนรับตำแหน่งอีกทั้งการเสนอราคาทำผ่านระบบ E-bidding ตามปกติ ไม่พบว่านายศักดิ์สยามใช้อำนาจหน้าที่แทรกแซงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ขณะที่หจก.ดังกล่าวมีกำไรและขยายกิจการมาต่อเนื่องตั้งแต่ปี2558-2559ซึ่งเป็นเวลาก่อนนายศักดิ์สยามรับตำแหน่งถึง 5รอบปีบัญชี ดังนั้นพยานหลักฐานไม่มีมูลให้รับฟังว่ามีการใช้อำนาจแทรกแซงหรือฝ่าฝืนกฎหมาย

เลขาธิการป.ป.ช.กล่าวอีกว่า สำหรับคดีฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงนั้น เป็นการร้องเรียนเข้ามาในประเด็นเดียวกันซึ่งปัจจุบันป.ป.ช.อยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบเบื้องต้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในวันที่24เมษายน 2569 เวลา 10.30น.ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดฟังคำสั่ง ในกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยกรณี 44 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ของพรรคก้าวไกลในขณะนั้นได้ร่วมลงชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา เพื่อยกเลิกมาตรา 112เมื่อวันที่ 25มีนาคม 2564 ซึ่งถูกกล่าวหาว่าอาจเข้าข่ายกระทำผิดจริยธรรมร้ายแรง

โดยเรื่องดังกล่าวอยู่ในความสนใจของสังคมและถูกจับตาอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ การนัดฟังคำสั่งของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในครั้งนี้ ถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการชี้ขาดว่าจะรับคำร้องไว้พิจารณาหรือไม่ หากศาลมีคำสั่งรับคำร้องก็จะนำไปสู่กระบวนการไต่สวนข้อเท็จจริงต่อไปซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสถานะทางการเมืองของ ส.ส.ทั้ง 44 รายสำหรับคำสั่งของ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในวันพรุ่งนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญอาจกำหนดทิศทางของคดีและสถานการณ์ทางการเมืองในระยะต่อไป

โดยรายชื่อบุคคลที่กล่าวมีดังนี้ 1. นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ (ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง) 2.นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ 3.นายธีรัจชัย พันธุมาศ 4. น.ส.ญาณธิชา บัวเผื่อน 5.น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล (ส.ส.ปัจจุบัน พรรคประชาชน) 6.นายกัญจน์พงศ์ จงสุทธนามณี 7.น.ส.เบญจา แสงจันทร์ (ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง) 8.พ.ต.ต.ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ 9.นายนิติพล ผิวเหมาะ 10.นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร 11.นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ (ส.ส.ปัจจุบัน พรรคประชาชน) 12.นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล (ส.ส.ปัจจุบัน พรรคประชาชน)**

13. นายปดิพัทธ์ สันติภาดา (ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง) 14.นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล (ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง) 15.นายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ 16. นายปริญญา ช่วยเกตุ คีรีรัตน์ 17.นายณัฐวุฒิ บัวประทุม (ส.ส.ปัจจุบัน พรรคประชาชน) 18.นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (ส.ส.ปัจจุบัน พรรคประชาชน) 19. น.ส.ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ (ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง) 20.น.ส.สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา 21.นายวรภพ วิริยะโรจน์ (ส.ส.ปัจจุบัน พรรคประชาชน) 22.นายคำพอง เทพาคำ 23.นายสมเกียรติ ถนอมสินธุ์ 24. นายทองแดง เบ็ญจะปัก 25.นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ 26. นายจรัส คุ้มไข่น้ำ

27. นายสุเทพ อู่อ้น (ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง) 28.นายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ 29.นายอภิชาติศิริสุนทร (ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง) 30.นายองค์การ ชัยบุตร 31.พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ 32.นายณัฐพล สืบศักดิ์วงศ์ 33. นายศักดินัย นุ่มหนู 34. นายมานพ คีรีภูวดล 35. นายวาโย อัศวรุ่งเรือง (ส.ส.ปัจจุบัน พรรคประชาชน) 36. น.ส.วรรณวิภา ไม้สน 37.นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร (ส.ส.ปัจจุบัน พรรคประชาชน)** 38.นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ (ส.ส.ปัจจุบัน พรรคประชาชน) 39. นายทวีศักดิ์ ทักษิณ 40.นายสมชาย ฝั่งชลจิตร (ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง) 41.นายสมเกียรติ ไชยวิสุทธิกุล 42.นายวุฒินันท์ บุญชู 43.นายรังสิมันต์ โรม (ส.ส.ปัจจุบัน พรรคประชาชน) 44. นายสุรวาท ทองบุ

มีรายงานข่าวแจ้งว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 235วรรค3ระบุว่า”เมื่อศาลฎีกาหรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองประทับรับฟ้อง ให้ผู้ถูกกล่าวหาหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคําพิพากษา เว้นแต่ศาลฎีกาหรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่นในกรณีที่ศาลฎีกาหรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคําพิพากษาว่าผู้ถูกกล่าวหามีพฤติการณ์หรือกระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา แล้วแต่กรณีให้ผู้ต้องคำพิพากษานั้นพ้นจากตำแหน่งนับแต่วันหยุดปฏิบัติหน้าที่ และให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้นและจะเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดเวลาไม่เกินสิบปีด้วยหรือไม่ก็ได้”

นอกจากนี้ในวรรคถัดมายังระบุว่า”ผู้ใดถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งไม่ว่าในกรณีใด ผู้นั้นไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นตลอดไปและไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ”

สำหรับรายชื่อของอดีต44 สส.พรรคก้าวไกล ซึ่งปัจจุบันเป็น สส.พรรคประชาชน มีจำนวน 10 คน แบ่งเป็น สส.บัญชีรายชื่อ 8 คน ประกอบด้วย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล นายรังสิมันต์ โรม นายวาโย อัศวรุ่งเรือง นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล นายณัฐวุฒิ บัวประทุม นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ อีก 2 คน เป็น สส.แบ่งเขตคือนายธีรัจชัย พันธุมาศ สส.กทม. และนายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กทม.

ดังนั้น หากวันที่ 24 เมษายนนี้ ศาลฎีการับฟ้องคดีดังกล่าว สส.ทั้ง10คนจะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที (ยกเว้นศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น) และถ้าคดีสิ้นสุดโดยศาลวินิจฉัยว่ามีความผิดตามฟ้อง ทั้ง 44 คน ก็จะไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นตลอดไป และไม่มีสิทธิดํารงตําแหน่งทางการเมืองใดๆ อีกต่อไป

เท้งโอดครวญหนักมาก ไม่มีวันหยุดปฏิบัติหน้าที่ ‘ผู้แทนราษฎร’

เท้งโอดครวญหนักมาก ไม่มีวันหยุดปฏิบัติหน้าที่ ‘ผู้แทนราษฎร’

เท้งโอดครวญหนักมาก ไม่มีวันหยุดปฏิบัติหน้าที่ ‘ผู้แทนราษฎร’

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 21.23 น.

เท้งโอดครวญหนักมาก ไม่มีวันหยุดปฏิบัติหน้าที่ ‘ผู้แทนราษฎร

เมื่อวันที่ 23 เม.ย.2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความผ่้านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “พวกเราจะไม่มีวันหยุดปฏิบัติหน้าที่การเป็น “ผู้แทนราษฎร”

ผมเริ่มเดินทางร่วมกับองคาพยพอนาคตใหม่ด้วยความฝัน มุ่งมั่นว่าการเมืองคือเรื่องของคนธรรมดาที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ และการเมืองคือเรื่องของทุกคน ไม่ว่าคุณจะอยู่ส่วนไหนของประเทศก็ตาม ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมกับขบวนการอนาคตใหม่เพื่อสร้างประเทศไทยที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน

ตลอดการเดินทางที่ผ่านมา เราไม่เคยเดินอยู่บนเส้นทางที่ราบเรียบ พวกเราเผชิญขบวนการนิติสงคราม ไม่ว่าจะเป็นการถูกฟ้องหมิ่นประมาท ยุบพรรค ตัดสิทธิ์​ และการถูกคุกคามในรูปแบบต่าง ๆ แต่พวกเราเชื่อมั่นว่าการทำหน้าที่ของพวกเราทุกคน ทำไปเพื่อปกป้องผลประโยชน์และภาษีของพี่น้องประชาชนทั้งสิ้น พร้อมทั้งต้องการให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีหลักนิติรัฐและนิติธรรมที่ประชาชนทุกคนล้วนเสมอภาคและถูกปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน

ผมยืนยันว่าการเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ของผู้แทนราษฎรอดีตพรรคก้าวไกลในวันนั้น อยู่ในขอบเขตอำนาจหน้าที่อันชอบด้วยรัฐธรรมนูญในฐานะผู้แทนราษฏรที่มาจากประชาชน ในการใช้สภาผู้แทนราษฎรเพื่อถกเถียงและพูดคุยในประเด็นอ่อนไหวอย่างมีวุฒิภาวะเพื่อหาทางออกจากความขัดแย้งตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา พวกเรามิได้มีความมุ่งหมายที่จะล้มล้างหรือเซาะกร่อนบ่อนทำลายตามที่ถูกกล่าวหาจากผู้มีอำนาจแต่อย่างใด

ผมอยากชวนให้ทุกคนพิจารณาด้วยใจเป็นธรรมว่า การใช้ “มาตรฐานทางจริยธรรม” โดยไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน หรือถูกใช้อย่างไม่มีมาตรฐาน กับการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติในฐานะผู้แทนของประชาชน สิ่งใดเป็นภัยต่อระบอบประชาธิปไตยของเรามากกว่ากัน

ในขณะที่คดีของพวกเราเดินหน้าอย่างรวดเร็ว หลากหลายคดีที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชัน เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประชาชน ซึ่งค้างอยู่ในมือ ป.ป.ช. กลับไม่คืบหน้า จึงต้องถามว่าสรุปแล้วมาตรฐานในการพิจารณาคดีของคณะกรรมการ ป.ป.ช. อยู่ตรงไหนกันแน่

ผมเชื่อว่าสิ่งที่พวกเราถูกกระทำในวันนี้ สาเหตุที่แท้จริงไม่ใช่การเสนอร่างกฎหมาย หากแต่เป็นเพราะพวกเราคือตัวแทนของประชาชนที่ต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงซึ่งย่อมทำให้คนบางกลุ่มที่ยึดครองประเทศไทยอยู่ ต้องสูญเสียอำนาจและผลประโยชน์ เมื่อพวกเขาถูกท้าทายจึงต้องต่อสู้กลับ โดยไม่สนใจวิธีการ ไม่แยแสต่ออนาคตของประเทศ

ในวันพรุ่งนี้ไม่ว่าศาลฎีกาจะมีคำสั่งแบบใด ผมยืนยันว่าพวกเราผู้แทนราษฎรทั้ง 10 คน ควรจะต้องปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสมาชิกผู้แทนราษฎรต่อไป

ประการแรก การปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสมาชิกผู้แทนราษฎรของพวกเราทั้ง 10 คน เป็นการทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน เพราะการปฏิบัติหน้าที่ต่อไปของพวกเราไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประโยชน์สาธารณะ หรือการบริหารราชการแผ่นดิน อันก่อให้เกิดความเสียหายที่ยากเกินแก่จะเยียวยาได้ในภายหลังได้

ประการที่สอง การปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสมาชิกผู้แทนราษฎรของพวกเราทั้ง 10 คน เป็นการทำตามอำนาจหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นส่วนสำคัญในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา

ประการที่สาม การปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสมาชิกผู้แทนราษฎรของพวกเราทั้ง 10 คนที่อยู่ในกลุ่มคดี 44 สส. ไม่สามารถกระทำการในทำนองเดียวกันกับที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาได้ กล่าวคือ พวกเราไม่สามารถเข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติที่มีลักษณะคล้ายหรือทำนองเดียวกับคำร้องของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติได้อีก

ประการสุดท้าย การปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสมาชิกผู้แทนราษฎรของพวกเราทั้ง 10 คนต่อไป ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการแสวงหาข้อเท็จจริงของศาลฎีกา หรือกระทำการยุ่งเหยิงต่อพยานหลักฐานได้ เพราะศาลรัฐธรรมนูญและ ป.ป.ช. แสวงหาข้อเท็จจริงไปหมดแล้ว

กลับกัน หากศาลฎีกาจะสั่งให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 10 คนต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ย่อมส่งผลกระทบต่อการปกครองระบอบรัฐสภาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนอื่น หรือแม้แต่ฝ่ายนิติบัญญัติทั้งหมดเกิดความหวาดกลัว ไม่กล้าทำหน้าที่ในฐานะ “ผู้แทนราษฎร” ที่เป็นสะพานเชื่อมต่อระหว่างประชาชนกับสภาผู้แทนราษฎรและการบริหารราชการแผ่นดิน เพียงเพราะว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใช้อำนาจหน้าที่ที่ตนมีตามรัฐธรรมนูญในการเสนอร่างพระราชบัญญัติ แต่กลับต้องเผชิญหน้ากับคดีความ เป็นเหตุให้ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ และอาจต้องถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต

ดังนั้น ผมย้ำว่าผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ ไม่ว่าผลออกมาในทิศทางใด ไม่ได้กระทบต่อผู้แทนราษฎรเพียงแค่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่กระทบต่ออำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งเป็นอำนาจที่มาจากประชาชน เมื่อเป็นเช่นนี้ เรื่องนี้จึงใหญ่กว่าพวกผม ใหญ่กว่าพรรคประชาชน แต่คือเรื่องของอนาคตประชาธิปไตยไทย และเรื่องของพวกเราทุกคน”

กรณ์ ส่ง 3 ข้อกังวลถึง เอกนิติ เบรก พรก.กู้เงิน-จี้ล้างบางสแกมเมอร์ตลาดหุ้น

กรณ์ ส่ง 3 ข้อกังวลถึง เอกนิติ เบรก พรก.กู้เงิน-จี้ล้างบางสแกมเมอร์ตลาดหุ้น

กรณ์ ส่ง 3 ข้อกังวลถึง เอกนิติ เบรก พรก.กู้เงิน-จี้ล้างบางสแกมเมอร์ตลาดหุ้น

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.27 น.

23 เมษายน 2569 นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า 3 ข้อกังวลถึงท่านรองนายกฯ และรมว.คลัง และ 1 ข้อฝากฝังถึงกรมบัญชีกลางเรื่องการเบิกจ่ายเงินน้ำท่วมหาดใหญ่

วันนี้ผมทำหน้าที่การตั้งคำถามในวาระ ‘กระทู้สด‘ ในสภาฯ เป็นครั้งแรกในรอบประมาณ 10 ปี

ผู้ถูกถามคือท่านรองนายกฯ เอกนิติ ซึ่งได้กรุณามาตอบกระทู้ในสภาฯ เป็นครั้งแรก

คุณเอกนิติเป็นคนที่ผมเคารพ ไว้ใจ และชื่นชมมากที่สุดในรัฐบาล จึงมีความคาดหวังต่อตัวท่านสูงตามด้วย

แน่นอน มีเรื่องที่เราคิดไม่เหมือนกัน อย่างเช่นผมอยากให้รัฐบาลลดภาษีสรรพสามิตนํ้ามัน เพราะนํ้ามันนอกจากเป็นต้นทุนชีวิตของเกือบทุกคนแล้ว ยังเป็นต้นทุนการผลิตที่สำคัญของสินค้าทุกประเภทอีกด้วย วันนี้ของแพงขึ้นเพราะนํ้ามันแพง และแม้ราคานํ้ามันลดลงแล้ว ราคาสินค้าก็ไม่ลดลงตาม นี่คือเหตุสำคัญที่เราได้เสนอให้รัฐบาลลดราคาน้ำมันด้วยการปรับลดภาษีสรรพสามิตแต่แรก

อย่างไรก็ตาม ที่สำคัญคือผมเชื่อในเจตนาตั้งใจของคุณเอกนิติ พูดง่ายๆ ผมมั่นใจว่าท่านเป็นคนดีที่หวังดีต่อประเทศ คิดต่างกันก็แลกเปลี่ยนกันตามหน้าที่และบทบาทของแต่ละคน อยู่ต่างพรรค มองต่างมุมกันบ้าง แต่เคารพซึ่งกันและกัน

แต่วันนี้ผมแอบกังวล

1. กังวลว่าท่านจะถูกกดดันให้ออก พรก. กู้เงิน ทั้งๆ ที่ขัดกับหลักวินัยทางการคลังที่ท่านยึดถือเหมือนผม และควรสำรองกระสุนสำคัญนี้ไว้ใช้ในวันที่ ’หลีกเลี่ยง‘ ไม่ได้ตามนิยามรัฐธรรมนูญจริงๆ

2. กังวลว่าท่านยังไม่มีข้อสรุปชัดเจนในฐานะประธาน คตร. ว่าวิธีคำนวณค่าการกลั่นที่อิงกับราคาสิงคโปร์นั้น เหมาะสมถูกต้องเป็นธรรมแล้วหรือยัง?

3. กังวลว่าท่าน (ยัง) ไม่เข้มพอในการกำกับให้กลต. เอาจริงกับการสอบสวนกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องกับการมีส่วนในการเปิดทางให้กลุ่ม scammer เข้ามาครองหุ้นต่างๆ ในตลาดทุนไทย

เหล่านี้คือประเด็นที่แลกเปลี่ยนกันในวันนี้ หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อท่านในการแก้ปัญหาสำคัญของบ้านเมืองต่อไป

พอวาระถาม-ตอบกระทู้เราเสร็จสิ้น ผมได้เดินไปทักทายท่าน และได้ขอให้ท่านช่วยกำชับกรมบัญชีกลางให้เร่งรัดการเบิกจ่ายงบเยียวยาซ่อมบ้านให้กับพี่น้องชาว #หาดใหญ่ ตามที่เพื่อน สส. จูรี นุ่มแก้ว ได้อภิปรายไว้ก่อนหน้า ท่านเอกนิติก็ได้รับปากว่าจะเร่งดำเนินการวันนี้ทันที

การเมืองถ้าไม่มีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเป็นประเด็น ก็จะเป็นการเมืองที่แข่งกันด้วยนโยบาย แลกเปลี่ยนกันด้วยข้อมูล บกพร่องก็ติ ทำดีก็ชม และสำคัญที่สุดก็คือช่วยกันแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชนโดยไม่แบ่งพรรคแบ่งพวก

ข่าวดีชาวหาดใหญ่! จูรี คุย เอกนิติ จ่ออนุมัติ 1,089 ล้าน เยียวยาซ่อมแซมบ้าน

ข่าวดีชาวหาดใหญ่! จูรี คุย เอกนิติ จ่ออนุมัติ 1,089 ล้าน เยียวยาซ่อมแซมบ้าน

ข่าวดีชาวหาดใหญ่! จูรี คุย เอกนิติ จ่ออนุมัติ 1,089 ล้าน เยียวยาซ่อมแซมบ้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.12 น.

23 เมษายน 2569 นายจูรี นุ่มแก้ว สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ถือเป็นข่าวดี เมื่อครู่ทางเราได้หารือ ท่านเอกนิติ รองนายกฯและรัฐมนตรีคลัง เรื่องเงินเยียวยาซ่อมแซมบ้านในหาดใหญ่และโดยรอบ 1,089 ล้าน ที่รอพิจารณาอนุมัติอยู่ที่กรมบัญชีกลาง

ท่านบอกว่า ท่านฟังอยู่และจะสั่งการไปถึงกรมฯวันนี้เลย เพื่อให้อนุมัติโดยไว

///พวกเรา…รอผลดำเนินการหลังจากท่านสั่งการวันนี้นะครับ

#จูรี #ร่างทรงชาวบ้าน #ผู้แทนหาดใหญ่

(ข่าวที่เกี่ยวข้อง : 1แสนครัวเรือนกำลังรออยู่! จูรี จี้ กรมบัญชีกลาง ไฟเขียวงบฯ 1,089 ล้าน อุ้มจ่ายเยียวยา น้ำท่วมหาดใหญ่)

ทวี แฉกลางสภา! ขบวนการปลุกปั่นขจัด สส.กมลศักดิ์ ยันรู้ตัวคนสั่งการแล้ว

ทวี แฉกลางสภา! ขบวนการปลุกปั่นขจัด สส.กมลศักดิ์ ยันรู้ตัวคนสั่งการแล้ว

ทวี แฉกลางสภา! ขบวนการปลุกปั่นขจัด สส.กมลศักดิ์ ยันรู้ตัวคนสั่งการแล้ว

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.03 น.

“ทวี”ขอ”สมช.”ช่วยดูคดี”สส.กมลศักดิ์” หลังพบข้อมูล”คนก่อเหตุ”ถูกปลุกเร้าให้ขจัดคนนี้เพื่อ”ความสงบ” แย้มตอนนี้รู้แล้วใครเป็นคนสั่ง ขออย่าตัดตอนความยุติธรรม

23 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณารับทราบร่างนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2568 – 2570 เสนอโดยสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โดย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชาติ อภิปรายตอนหนึ่งว่า ผ่านแผนพัฒนามา 16 ปี เมื่อปีที่ผ่านมามีการวิจัยพบว่าคน 3 จังหวัด มีจำนวน 2.9 ล้านคน เท่ากับ 3.2% ของจีดีพี และมีความยากจนจำนวนมาก ซึ่งงานวิจัยระบุว่าปัญหาเกิดจากแผนพัฒนาจังหวัดชายแดนใต้ เพราะงบประมาณแก้ปัญหาความไม่สงบ ได้งบ 5 แสนล้านบาท แต่ประชาชนมีรายได้น้อย มีงบที่เก็บท้องถิ่นใช้ในภาคใต้เพื่อบริหาร 3 – 4% ส่วน 89% เป็นการสงเคราะห์โดยรัฐบาลกลาง

“การใช้งบมากเป็นเพราะความมั่นคงของรัฐไม่ใช่ความมั่นคงของมนุษย์ ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับ จ.แม่ฮ่องสอน จ.เชียงราย ทำให้พบว่า 3 จังหวัดชายแดนใต้ ล้าหลังมาก ทั้งที่มีทรัพยากร และมีอัตราการเกิดจำนวนมาก ความท้าทายในมิติของการพัฒนาต้องทำอย่างไรให้เศรษฐกิจในภาคใต้ดีขึ้น เช่น การนำซอฟท์โลนลงไปในพื้นที่ แต่ไม่เข้าใจว่าชายแดนภาคใต้มีดอกเบี้ยไม่ได้เพราะขัดหลักศาสนา ถือว่าไม่เข้าใจ ทั้งนี้ การแก้ปัญหาด้วยการพูดคุย ไม่ใช่กดทับ หรือจับผิด หากทหารนำจะถูกมองว่าเป็นการจ้องจับผิด วันนี้การพูดคุยคือทางออกและเชื่อว่าจะมีข้อยุติ” พ.ต.อ.ทวี กล่าว

พ.ต.อ.ทวี กล่าวต่อว่า แต่สิ่งที่ตนเป็นห่วงในมิติที่ กอ.รมน.ดูความมั่นคง ทั้งนี้ มีประเด็นที่ นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.ปัตตานี พรรคประชาชาติ เป็นผู้เสียหาย เขาต้องสืบสวนคู่ขนาน ทราบหรือไม่ว่า พ่อของนายกมลศักดิ์เป็นข้าราชการ เขาเข้าโรงเรียนนายร้อย น้องเป็นปลัดอำเภอ แต่ถูกยกระดับให้เป็นข้าศึก ให้เป็นผู้เห็นต่าง

“คนที่มารับสารภาพบอกว่า หากขจัดคนนี้แล้วจะทำให้บ้านเมืองสงบ นี่เป็นความรู้สึกของคนที่ปลุกเร้า ผมว่าเป็นอันตรายมาก และไม่ควรใช้ความมั่นคงอยู่เหนือความยุติธรม หรือใช้กฎหมายอยู่เหนือความยุติธรรม บริบทที่เกิดกับคุณกมลศักดิ์ หากไม่สุดตามพยานหลักฐาน แล้วตัดตอนที่บุคคลซึ่งญาติของเขามาเล่าแล้วว่าใครคนสั่ง คนดำเนินการ ดังนั้น เป็นเรื่องที่ สมช.ต้องลงไปดูเพื่ออำนวยความยุติธรรม” พ.ต.อ.ทวี กล่าว

พ.ต.อ.ทวี กล่าวด้วยว่า การพูดคุยไม่ใช่การแก้ปัญหา แต่การแก้ปัญหาต้องทำทางรัฐศาสตร์ คือ การกระจายอำนาจ บริหารและการปกครอง เมื่อสังคมหวาดระแวงใช้พื้นที่แห่งนี้แก้ป้ญหา ปัจจุบันชายแดนภาคใต้ถูกโจมตีด้วยยาเสพติด ที่เป็นปัญหาทำลายคน ดังนั้น ขอให้ช่วยขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการเพราะเป็นสิ่งสำคัญ

มีอะไรให้เชื่อมั่น?! อภิสิทธิ์ ถาม สมช. วางเป้าไฟใต้สงบปี 70 ทั้งที่มีเหตุการณ์เพิ่มขึ้น

มีอะไรให้เชื่อมั่น?! อภิสิทธิ์ ถาม สมช. วางเป้าไฟใต้สงบปี 70 ทั้งที่มีเหตุการณ์เพิ่มขึ้น

มีอะไรให้เชื่อมั่น?! อภิสิทธิ์ ถาม สมช. วางเป้าไฟใต้สงบปี 70 ทั้งที่มีเหตุการณ์เพิ่มขึ้น

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.48 น.

มีอะไรให้เชื่อมั่น? “อภิสิทธิ์”ถาม”สมช.” วางเป้าไฟใต้สงบปี 70 ทั้งที่มีเหตุการณ์เพิ่มขึ้น แนะฟื้นกระบวนการพูดคุย ลดการนำจาก”ฝ่ายมั่นคง” หนุนกระจายอำนาจ สร้างคำตอบทางการเมือง

23 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณารับทราบร่างนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2568 – 2570 เสนอโดยสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)

โดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อภิปรายว่า ร่างนโยบายฉบับดังกล่าวไม่ต่างจากฉบับก่อน มีเพียงการสลับและจัดหมวดหมู่เท่านั้น ทั้งนี้ บางเป้าหมายที่ตั้งขึ้นบางเป้าหมาย มีตัวชี้วัดว่าปีหน้าต้องสงบภายในปีหน้า อย่างน้อยต้องมีสัญญาณที่ดีขึ้น แต่สถิติของเหตุการณ์ความรุนแรงที่รวบรวมจากภาคประชาชน หลังปี 2569 ที่น้อยลง เพราะสถานการณ์โควิด แต่หลายปีก่อนหน้านั้นเหตุการณ์เพิ่มขึ้น ผู้เสียชีวิตหลักร้อย ดังนั้น นโยบายที่ทำซ้ำกันมาหลายปี แต่สถานการณ์ไม่ดีขึ้น

“ก่อนหน้าที่ผมเป็นรัฐบาลได้ใช้วิธีกระบวนการพูดคุย ซึ่งทำให้สถานการณ์ดีขึ้น แต่ภายหลังปี 2560 ไม่คืบหน้าไม่ไปไหน เพราะการพูดคุยในสากลต้องมีเป้าหมายที่เป็นคำตอบทางการเมือง ไม่ใช่กระบวนการประวิงเวลาหรือเจรจาหาข่าวแต่คงนโยบายปราบปราม ทั้งนี้ กระบวนการพูดคุยที่มีหน่วยข่าวกรองนำทีม ทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจ อย่างไรก็ดี ผมมองว่ากางเป้าหมายให้เป็นศูนย์ที่อาจเกิดจากกดทับ ไม่มีใครต้องการ เพราะสิ่งที่ต้องการคือ การกระจายอำนาจ และการเคารพในอัตลักษณ์” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ในร่างนโยบายที่กำหนดว่า การกระจายอำนาจเพื่อไม่ให้เป็นเงื่อนไขการแบ่งแยกดินแดน ถ้อยคำที่เปรียบเทียบการเข้าใจกระจายอำนาจต่างกันสิ้นเชิง แม้การพูดคุยวันนี้ คือการถอยไปสู่กิจกรรมร่วมเพื่อสร้างสันติสุขในระยะยาว มีอะไรที่ทำให้เชื่อมั่นว่าสิ่งที่ทำมา 3 ปี แต่เหตุรุนแรงเพิ่ม จะทำอะไรให้เหตุสงบได้ในปีหน้า หากต้องการคำตอบทางการเมือง จะจริงใจกับการกระจายอำนาจและสร้างความเข้าใจให้คนในและนอกพื้นที่อย่างไร