หวัง อี้ ถึงไทย เตรียมถก อนุทิน-สีหศักดิ์ ยกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ไทย-จีน

หวัง อี้ ถึงไทย เตรียมถก อนุทิน-สีหศักดิ์ ยกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ไทย-จีน

หวัง อี้ ถึงไทย เตรียมถก อนุทิน-สีหศักดิ์ ยกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ไทย-จีน

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.11 น.

23 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 15.45 น.ที่ผ่านมา นายธนพ ปัญญาพัฒนากุล เอกอัครราชทูตประจำกระทรวงการต่างประเทศ ให้การต้อนรับ นายหวัง อี้ สมาชิกกรมการเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกลางด้านกิจการต่างประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทย ในฐานะแขกของกระทรวงการต่างประเทศ ระหว่างวันที่ 23 – 25 เม.ย.นี้ โดยมี นายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย ร่วมให้การต้อนรับ

สำหรับกำหนดการของ นายหวัง อี้ นั้น ในวันพรุ่งนี้ (24 เม.ย.) เวลา 09.00 น.จะเข้าพบหารือกับ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ ที่กระทรวงการต่างประเทศ จากนั้น เวลา 11.00 น.เข้าเยี่ยมคารวะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ที่ทำเนียบรัฐบาล

จากนั้น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน จะเป็นประธานร่วมในการประชุมกลไกหารือระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย – จีน ครั้งที่ 3 ที่ จ.กระบี่ เพื่อสานต่อพลวัตความสัมพันธ์หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ ขยายการค้า การลงทุน และกระชับความร่วมมือระหว่างไทยกับจีน รวมทั้งแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในประเด็นภูมิภาคและระหว่างประเทศ ทั้งนี้ ภายหลังการประชุมเสร็จสิ้น ทั้งสองฝ่ายจะแถลงข่าวร่วมกัน ในเวลาประมาณ 19.00 น.

ปชน.เปิดปฏิบัติการล่าชื่อ สส.! ยื่นฟัน ป.ป.ช. ปฏิบัติหน้าที่มิชอบปม ศักดิ์สยาม ซุกหุ้น

ปชน.เปิดปฏิบัติการล่าชื่อ สส.! ยื่นฟัน ป.ป.ช. ปฏิบัติหน้าที่มิชอบปม ศักดิ์สยาม ซุกหุ้น

ปชน.เปิดปฏิบัติการล่าชื่อ สส.! ยื่นฟัน ป.ป.ช. ปฏิบัติหน้าที่มิชอบปม ศักดิ์สยาม ซุกหุ้น

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.08 น.

ปชน.เปิดปฏิบัติการ! ล่าชื่อ สส. ยื่นฟัน ป.ป.ช. ปฏิบัติหน้าที่มิชอบปม ศักดิ์สยาม ซุกหุ้น ย้อนเกล็ดแสบ เรามีบรรทัดฐานด้วยหรือ เชื่อเป็น พฤติกรรมอำพรางซ้ำ เหมือนการเล่นละคร แล้วเอา ศาล เป็นตัวประกอบ ด้าน ไอติม ซัดเป็นการ ฟอกขาว ชัดเจน จ่อชวนเพื่อนฝ่ายค้าน ลงชื่อในวงประชุมครั้งหน้า

เมื่อวันที่ 23 เม.ย.2569 ที่รัฐสภา นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์กรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้แจงเรื่องการยกคำร้องคดีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรมว.คมนาคม ในคดีซุกหุ้นว่า เท่าที่อ่านคำชี้แจงที่ออกมา คิดว่าไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน ดูแล้วเหมือนเป็นการเชื่อพฤติการณ์ที่อำพรางซ้ำด้วยซ้ำ จึงเป็นอีกครั้งที่เราต้องตั้งคำถามองค์กรอิสระอย่าง ป.ป.ช. ว่าการชี้แจงของนายศักดิ์สยามว่าเป็นคนละข้อกล่าวหาที่ศาลรัฐธรรมนูยวินิจฉัย ตนคิดว่าไม่เป็นความจริงโดยสิ้นเชิง เพราะเมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ายังคงหุ้นเอาไว้อยู่ เอกสารที่ได้จากสถาบันการเงินก็ชัดว่าต้นทางมาจากใคร เจตนาชัดว่าเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ตามกฎหมาย ป.ป.ช.หรือไม่ ตนขอพูดตรงๆ มันเหมือนการเล่นละครแล้วเอาศาลเป็นตัวประกอบ 

เมื่อถามว่ารายละเอียดเกี่ยวกับนายศักดิ์สยามที่ ป.ป.ช.ชี้แจงมา มองว่าเป็นการแก้ต่างให้นายศักดิ์สยามหรือไม่ นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า ด้วยความเป็นธรรม ป.ป.ช.ก็ชี้แจงตามการแก้ข้อกล่าวหาของนายศักดิ์สยาม แต่ตนมองว่าไม่สมเหตุสมผล ไม่สามารถพิสูจน์ย้อนกลับได้เลยว่าไม่เจตนาปกปิดทรัพย์สิน

เมื่อถามว่าจะกลายเป็นบรรทัดฐานให้คดีอื่นหรือไม่ นายปกรณ์วุฒิ ถามกลับผู้สื่อข่าวว่า “เราเคยมีบรรทัดฐานด้วยหรือ” ตนคิดว่า ป.ป.ช. ไม่เคยมีบรรทัดฐานใดๆ ที่ผ่านมาคิดว่าก็ไม่เคยใช้บรรทัดฐานเดียวกันในแต่ละคดี 

เมื่อถามว่าที่เป็นหลักการว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กร สามารถใช้ได้หรือไม่ นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า คำนี้มีผลเฉพาะผลของการวินิจฉัย ซึ่งกรณีของนายศักดิ์สยาม คำวินิจฉัยที่ผูกพันทุกองค์กรคือนายศักดิ์สยามต้องพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีและต้องห้ามดำรงตำแหน่งภายใน 2 ปี เช่นเดียวกับกรณีของพรรคก้าวไกล ผลคือพรรคก้าวไกลพ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรคถูกตัดสิทธิ์รับเลือกตั้ง 10 ปี ดังนั้น ตนจึงเห็นด้วยกับรายละเอียด 50 หน้าของคดีนายศักดิ์สยามไม่ได้มีผลผูกพันทุกองค์กร แต่ที่ตนถามคือพยานหลักฐานประกอบคดีเป็นชุดเดียวกัน สืบเจตนาได้ชัดเจนเป็นรูปธรรม เป็นหลักฐานที่มัดตัวจนดิ้นไม่หลุดอยู่แล้ว ผลการพิจารณาของ ป.ป.ช. จึงแทบเป็นอื่นไปไม่ได้เลย

ด้านนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคประชาชน กล่าวเสริมว่า สิ่งที่เราเห็นจากคำแถลงของ ป.ป.ช. ทำให้กังวลว่าเป็นการแถลงเพื่อฟอกขาวพฤติกรรมนายศักดิ์สยาม ที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยว่าเป็นเจตนาซุกหุ้น ดังนั้น พรรคประชาชนจึงมีข้อสรุปว่าคำแถลงของ ป.ป.ช. เข้าข่ายเป็นเหตุอันควรสงสัยว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จึงจะดำเนินการ 2 อย่าง 1. ใช้สิทธิตามมาตรา 236 ของรัฐธรรมนูญ ร่วมกันเข้าชื่อ สส.ในสภา 1 ใน 5 หรือจำนวน 140 คน เสนอต่อประธานสภา เพื่อพิจารณาส่งไปที่ประธานศาลฎีกา ให้ตั้งคณะกรรมการไต่สวน ป.ป.ช.ว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยสัปดาห์หน้าจะนำเรื่องเข้าวิปฝ่ายค้านเพื่อสอบถามเพื่อนสมาชิกพรรคฝ่ายค้านทั้งหมดว่าเห็นด้วยหรือไม่ รวมทั้งสอบถามไปยังสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ว่าจะเข้าชื่อด้วยหรือไม่ 2. จะผลักดันการแก้ไขมาตรา 236 ของรัฐธรรมนูญ ยกเลิกการใช้ดุลยพินิจของประธานสภาฯ ว่าจะส่งหรือไม่ส่งชื่อ สส. เข้าชื่อกัน ขอให้ตรวจสอบองค์กรอิสระ เพราะเรื่องนี้เคยเกิดขึ้นแล้วในอดีต สมัยนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี อดีตประธานรัฐสภา ที่ไม่ส่งเรื่องนาฬิกาของพล.อ.ประวิตร และคลิปเสียงของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผบ.ตร. เรื่องติดสินบน 

เมื่อถามว่าหากเป็นไปตามข้อ 1 กังวลว่าประธานสภาฯ จะไม่ส่งชื่อหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ก็หวังว่านายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร จะปฏิบัติหน้าที่โดยคำนึงถึงข้อเท็จจริง เหตุและผลเป็นหลัก แต่อย่างที่บอก หากเราไม่ต้องการให้เกิดข้อกังวลนี้ ต้องตัดอำนาจการใช้ดุลยพินิจของประธานสภาฯ ออกไป อย่างไรก็ตาม ระหว่างนี้ เราก็หวังว่าประธานสภาฯ จะไม่ใช้อำนาจและดุลยพินิจ เพื่อกระทำการใดๆ ที่อาจจะขัดกับหลักการและเหตุผลที่ควรจะเป็น

พริษฐ์ ชวน ปชช.จับตาคดี 44 สส.พรุ่งนี้ เชื่อสิ่งที่ทำ ไม่เข้าข่ายฝ่าฝืนจริยธรรม

พริษฐ์ ชวน ปชช.จับตาคดี 44 สส.พรุ่งนี้ เชื่อสิ่งที่ทำ ไม่เข้าข่ายฝ่าฝืนจริยธรรม

พริษฐ์ ชวน ปชช.จับตาคดี 44 สส.พรุ่งนี้ เชื่อสิ่งที่ทำ ไม่เข้าข่ายฝ่าฝืนจริยธรรม

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.51 น.

ไม่หวั่นแม้วันมามาก! ปกรณ์วุฒิ เผยกำลังใจเต็มเปี่ยม พร้อมยืดอกรับชี้ชะตา คดี 44 สส. พรุ่งนี้ เดินหน้าทำงานต่อ ลุยจัดประชุมใหญ่ปรับโครงสร้างพรรคส้ม ด้าน พริษฐ์ ชวน ปชช.จับตาผลลัพธ์ ยังเชื่อสิ่งที่ทำ ไม่เข้าข่ายฝ่าฝืนจริยธรรม หวั่นกระบวนการยุติธรรม2มาตรฐาน ทำประเทศไร้ที่พึ่ง

เมื่อวันที่ 23 เม.ย.2569 ที่รัฐสภา นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงการประชุมใหญ่สามัญประจำปีพรรคประชาชน ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-26 เม.ย.2569 ซึ่งตรงกับวันที่ศาลฎีกานัดฟังคำสั่งในคดี 44 สส.วันพรุ่งนี้ (24เม.ย.) ว่า ตอนนี้กำลังใจเต็มเปี่ยม สบายมาก ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราจะเดินหน้า เราทำงานได้อยู่แล้ว 

ด้านนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคประชาชน กล่าวถึงการปรับเปลี่ยนโครงสร้างกรรมการบริหารพรรค หากศาลฯมีคำสั่งในคดี44สส. ว่า เป็นอนาคตที่ยังไม่ได้เกิดขึ้น เราก็ต้องยืนยันว่าสิ่งที่ 44 คน ทั้ง สส.ปัจจุบันและอดีต สส.ได้ดำเนินการ ไม่มีอะไรที่จะนำไปสู่การถูกตีความว่าฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรม ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง หรือถูกสั่งให้หยุดปฎิบัติหน้าที่ จึงอยากเชิญชวนประชาชนให้จับตาดูผลลัพธ์ของคำสั่งในวันพรุ่งนี้และคดีดังกล่าว เพราะผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นกับ 44 คนหรือพรรคประชาชน แต่จะส่งผลกระทบต่อมาตรฐานของกระบวนการยุติธรรมในประเทศเรา 

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่ประชาชนทุกคนอยากเห็น ไม่ว่าจะเห็นต่างกันอย่างไรในประเด็นไหน ไม่ว่าจะชื่นชอบหรือไม่ชื่นชอบพรรคการเมืองใด เราต้องการเห็นกระบวนการยุติธรรมที่มีมาตรฐานเดียวกันกับทุกฝ่าย ถ้าเมื่อไรก็ตามที่ประชาชนมีข้อกังวลว่ามีกระบวนการยุติธรรมสองมาตรฐาน ประเทศนี้ก็จะไร้มาตรฐานกับการมีกระบวนการยุติธรรมที่ควรจะเป็น

อนุทิน ย้ำพรรคร่วมเนื้อเดียวกัน เล็งถก สส.รัฐบาล ทุกสัปดาห์

อนุทิน ย้ำพรรคร่วมเนื้อเดียวกัน เล็งถก สส.รัฐบาล ทุกสัปดาห์

อนุทิน ย้ำพรรคร่วมเนื้อเดียวกัน เล็งถก สส.รัฐบาล ทุกสัปดาห์

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.37 น.

23 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังการหารือกับ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่ปรึกษานายกฯ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคประชาชาติ ว่า สำหรับเรื่องทางการเมือง นายวันมูหะมัดนอร์ ก็แสดงความชัดเจนว่าให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ พรรคประชาชาติก็พร้อมเป็นพรรคร่วมรัฐบาลอย่างเต็มที่

เมื่อถามว่า ตอนลงพื้นที่ชายแดนใต้ สส.พรรคประชาชาติ มาถ่ายภาพร่วมกับนายอนุทิน ตอนนี้ถือเป็นเนื้อเดียวกันใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนนี้พรรคประชาชาติเป็นพรรคร่วมรัฐบาล และสภาฯ ก็เปิดแล้วรัฐบาลต้องปฏิบัติภารกิจ 100% ทุกสัปดาห์จะพยายามจัดให้มีการประชุม สส.พรรคร่วมรัฐบาล มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

เคลียร์คัทแบ่งเค้กประธานกมธ.! เช็กเลย ภูมิใจไทย-พรรคส้ม-เพื่อไทย-กล้าธรรม ใครได้อะไร

เคลียร์คัทแบ่งเค้กประธานกมธ.! เช็กเลย ภูมิใจไทย-พรรคส้ม-เพื่อไทย-กล้าธรรม ใครได้อะไร

เคลียร์คัทแบ่งเค้กประธานกมธ.! เช็กเลย ภูมิใจไทย-พรรคส้ม-เพื่อไทย-กล้าธรรม ใครได้อะไร

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.36 น.

เคลียร์คัทแบ่งเค้กประธานกมธ.! ภูมิใจไทย ซิว ความมั่นคงฯ-ป.ป.ช.-พัฒนาการเมือง-ตำรวจ ด้าน พรรคส้ม คว้า กฎหมาย-กิจการศาลฯ-ติดตามงบ-พัฒนาการเมือง ส่วน เพื่อไทย นั่ง กิจการเด็ก-แรงงาน-ศึกษา-อว. ขณะที่ กิจการสภาฯ-กีฬา-ท่องเที่ยว เป็นของ กล้าธรรม 

23เม.ย.2569 เมื่อเวลา14.00น. ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้นัดตัวแทน6พรรคการเมือง ที่ได้โควตาประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)สามัญประจำสภาฯ ทั้ง35คณะ ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย ได้14คณะ พรรคประชาชน ได้9คณะ พรรคเพื่อไทย ได้5คณะ พรรคกล้าธรรม ได้4 คณะ พรรคประชาธิปัตย์ ได้2คณะ และพรรคไทรวมพลัง ได้1คณะ มาหารือถึงการจัดสรรโควตาดังกล่าวจากการหารือก่อนหน้านี้เมื่อวันที่20เม.ย.ที่ผ่านมายังคุยกันไม่ลงตัว เนื่องจากมียกมธ.ที่พรรคการเมืองมีความต้องการตรงกันหลายคณะ โดยใช้เวลาหารือกันประมาณ40นาที

จากนั้นในเวลา 14.40 น. นายธนยศ ทิมสุวรรณ สส.เลย พรรคภูมิใจไทย ในฐานะคณะกรรมการประสานงานร่วมรัฐบาลในสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) กล่าวภายหลังการประชุมว่า ประธานสภาฯ ได้นัด 6 พรรคการเมืองที่มีสัดส่วนได้ประธานกมธ.มาหารืออีกรอบ ซึ่งทุกพรรคการเมืองไม่ว่าจะเป็นพรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคกล้าธรรม และพรรคไทรวมพลัง ทุกคนได้พูดคุยกันและเห็นว่าเป็นการทำงานร่วมกัน ทุกคนยอมแพ้ในสิ่งที่ตัวเองยืน แม้จะมีหลายคณะที่หลายพรรคมีความต้องการที่ตรงกัน จึงทำให้ได้ข้อสรุปโดยดี ส่วนคณะกรรมาธิการที่มีข้อถกเถียงกันก่อนหน้านี้นั้น จริงๆเป็นสิ่งที่ทุกพรรคอยากได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการจะทำงาน วันนี้จึงได้มีการพูดคุยกันมากขึ้น ได้มีการแลกเปลี่ยนเพื่อทำงานร่วมกัน และทุกคนถอยร่วมกันจึงทำให้ได้ข้อตกลงร่วมกัน 

เมื่อถามว่า กมธ.ฯ ในสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทย ได้ตามที่มีรัฐมนตรีสังกัดกระทรวงหรือไม่ นายธนยศ กล่าวว่า ไม่ใช่ เราไม่ได้มองว่ารัฐมนตรีอยู่กระทรวงไหน เราต้องได้กระทรวงนั้น ซึ่งเป็นไปไม่ได้ว่าจะได้กระทรวงที่พรรคภูมิใจไทยสังกัดดูแล อยู่ที่การพูดคุย ซึ่งทุกคนอยากให้เดินหน้าทำงานในสภาให้ดีที่สุด และคิดว่าไม่เกี่ยวกันเพราะทุกกมธ.มีความสำคัญหมด และการทำงานในกมธ.เป็นการทำงานร่วมกัน 

เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านแฮปปี้ใช่หรือไม่ นายธนยศ กล่าวแซว นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ว่า “ยิ้มหน่อยๆ” ก่อนที่จะให้นายปกรณ์วุฒิ เป็นผู้ตอบคำถาม โดยนายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า เหมือนที่ทางวิปรัฐบาลได้ตอบไป แน่นอนว่าครั้งที่ผ่านมาเราอาจมีการถกเถียงเรื่องของกระบวนการ แต่ตนเชื่อเช่นกันและเห็นตรงกันว่าท้ายที่สุดก็จบลงบนการเจรจาร่วมกัน น่าจะได้ประโยชน์สูงสุดกับทุกฝ่าย เพราะได้พูดคุยกันตลอดในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา และยอมถอยคนละก้าว ทุกพรรคก็เดินได้ ซึ่งค่อนข้างโอเคทั้งสองฝ่าย จับมือทำงานร่วมกันด้วยกัน ไม่ว่าจะฝ่ายไหนก็เห็นตรงกันว่าการทำงานกมธ. แม้ว่าตนจะเป็นสส.มาสองสมัยและบางครั้งนั่งกมธ.ที่ประธาน กมธ.เป็นคนละฝ่าย แต่การทำงานก็เป็นไปด้วยดี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับโควตาประธาน กมธ. มีดังนี้พรรคภูมิใจไทยได้ 14 คณะ ประกอบด้วย 1.กมธ.แก้ปัญหาหนี้สิน ความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ 2.กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ 3.กมธ.การคุ้มครองผู้บริโภค 4.กมธ.การเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน 5.กมธ.การที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 6.กมธ.การปกครอง 7.กมธ.การกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่น และการบริหารราชการรูปแบบพิเศษ 8.กมธ.การป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) 9.กมธ.การพลังงาน 10.การพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา 11.กมธ.การศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม 12.กมธ.การสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม 13.กมธ.การอุตสาหกรรม และ 14.กมธ.การตำรวจ 

ขณะที่พรรคประชาชน ได้ 9 คณะประกอบด้วย 1.กมธ.การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน 2.กมธ.กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน 3.กมธ.คมนาคม 4.กมธ.ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ 5.การทหาร 6.กมธ.การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน 7.กมธ.การพัฒนาเศรษฐกิจ 8.กมธ.การสวัสดิการสังคม และ 9.กมธ.การป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยพิบัติและสาธารณภัย 

ส่วนพรรคเพื่อไทย ได้ 5 คณะ ประกอบด้วย 1.กมธ.กิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ 2.กมธ.การเกษตรและสหกรณ์ 3.กมธ.การแรงงาน 4.กมธ.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และ 5.กมธ.การศึกษา ขณะที่พรรคกล้าธรรม ได้ 4 คณะ ประกอบด้วย 1.กมธ.กิจการสภาผู้แทนราษฎร 2.กมธ.การกีฬา 3.กมธ.การท่องเที่ยว และ 4.กมธ.การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ ได้ 2 คณะ ประกอบด้วย กมธ.การสาธารณสุข และ กมธ.การป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด (กมธ.ป.ป.ง.) และพรรคเพื่อไทยรวมพลัง ได้ 1 คณะ คือ กมธ.การต่างประเทศ

อนุทิน มอบอำนาจ วันนอร์ คุมแก้ปัญหาชายแดนใต้ เน้นสันติวิธี

อนุทิน มอบอำนาจ วันนอร์ คุมแก้ปัญหาชายแดนใต้ เน้นสันติวิธี

อนุทิน มอบอำนาจ วันนอร์ คุมแก้ปัญหาชายแดนใต้ เน้นสันติวิธี

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.35 น.

23 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่ปรึกษานายกฯ ได้ขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อเข้าพบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย จากนั้น นายอนุทิน ได้ลงจากตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อส่งนายวันมูหะมัดนอร์

จากนั้น นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้ นายวันมูหะมัดนอร์ เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งที่ปรึกษานายกฯ และมีห้องทำงานในทำเนียบฯ จึงนัดเข้ามาหารือ โดยได้หารือเกี่ยวกับการทำความเข้าใจกับโรงเรียนตาดีกาและปอเนาะในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตนให้ท่านช่วยสั่งการในนามของตนได้เลย สำหรับสิ่งที่ต้องสั่งการในพื้นที่ โดยจะประสานกระทรวงศึกษาธิการ ฝ่ายปกครอง ให้ดำเนินการสร้างความเข้าใจต้องใช้ความละมุนละม่อมไมตรีจิตมิตรภาพดำเนินการ ไม่ใช่ใช้กฎระเบียบเข้าไปตรวจสอบใช้อำนาจตามกฎหมายพูดคุยทำเช่นนี้ไม่ได้ ต้องใช้ความเป็นพี่น้องภารดรภาพเข้าไปแก้ปัญหา ซึ่งนายวันมูหะมัดนอร์ ก็เห็นด้วย

เมื่อถามว่า นายวันมูหะมัดนอร์ ได้ให้คำแนะนำอะไรถึงการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ บ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า เยอะเลย และนายวันมูหะมัดนอร์ บอกว่ายังแข็งแรงพอ หากตนลงพื้นที่เมื่อไหร่ท่านจะร่วมไปกับคณะด้วย รวมไปถึงหากมีภารกิจเยือนประเทศที่เป็นมุสลิม ในภูมิภาค ทั้งมาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไน หรือประเทศในตะวันออกกลาง ก็พร้อมจะร่วมคณะช่วยกันไปทำงานเพราะท่านมีเครือข่ายมาก ตนฟังแล้วก็ชื่นใจ เราเกรงใจท่านเรื่องความแข็งแรง ซึ่งท่านบอกว่าไม่มีปัญหา ท่านอยากจะไปด้วย ฟังแล้วก็รู้สึกยินดี ถ้าท่านมีใจทำให้ยิ่งทำให้ภารกิจสำเร็จได้

เมื่อถามว่า นอกจากเรื่องชายแดนภาคใต้แล้ว จะให้นายวันมูหะมัดนอร์ ช่วยให้คำปรึกษาตรงไหนอีกหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้านายวันมูหะมัดนอร์ช่วยคลี่คลายปัญหาชายแดนภาคใต้ได้ก็คุ้มค่าที่ได้ท่านมาเป็นที่ปรึกษาแล้ว

ลากคอถึงตัวบงการ! อนุทิน ยันคดียิง สส.นราธิวาส ไม่มีตัดตอน

ลากคอถึงตัวบงการ! อนุทิน ยันคดียิง สส.นราธิวาส ไม่มีตัดตอน

ลากคอถึงตัวบงการ! อนุทิน ยันคดียิง สส.นราธิวาส ไม่มีตัดตอน

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.32 น.

23 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังการหารือกับ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่ปรึกษานายกฯ ว่า ในการหารือได้พูดคุยถึงคดียิง สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ซึ่งรับทราบร่วมกันว่าจับผู้กระทำผิดได้จะมีการขยายผลให้มากที่สุดไปถึงผู้บงการ ผู้สื่อข่าวชอบถามจะมีการตัดตอนหรือไม่ ไม่มี มันตัดตอนไม่ได้ เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจทำตามขั้นตอน

ต้องได้น้ำได้เนื้อ! นายกฯ แย้มรูปแบบ ครม.สัญจร ไม่เหมือนเดิม

ต้องได้น้ำได้เนื้อ! นายกฯ แย้มรูปแบบ ครม.สัญจร ไม่เหมือนเดิม

ต้องได้น้ำได้เนื้อ! นายกฯ แย้มรูปแบบ ครม.สัญจร ไม่เหมือนเดิม

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.05 น.

“นายกฯ”แย้มรูปแบบ”ครม.สัญจร”ไม่เหมือนเดิม ไม่ใช่แค่เปลี่ยนสถานที่ บอกต้องได้น้ำได้เนื้อ รมต.ทำกิจกรรมร่วมกัน-ไม่ใช่ต่างคนต่างไป

23 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ว่า ได้แจ้งในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว ตอนแรกจะไล่จากภาคเหนือลงมา เพราะเข้าใกล้หน้าน้ำแล้ว ซึ่ง นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม บอกว่าอย่าลืม อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งตนก็บอกว่า First come, first served ตรงไหนพร้อมก็ไป

นายอนุทิน กล่าวว่า ทั้งนี้ การประชุม ครม.สัญจร ในห้วงที่ตนเป็นหัวหน้ารัฐบาล จะไม่ใช่การประชุมที่แค่เปลี่ยนสถานที่ แต่เป็นการประชุมที่ต้องลงไปคลุกกันที่หน้างาน อย่างที่ผู้สื่อข่าวชอบบ่นว่า ตนประชุมนาน เพราะตนไม่ใช่ประชุมเป็นพิธี ตนประชุมจะต้องรู้เอง ไม่ใช่ตามบทบาทที่มาเปิดประชุมแล้วก็มอบหมายต่อ มันไม่มี ถ้าตนเข้าร่วมประชุมแล้วก็ต้องประชุมทุกเรื่องให้จบ ตรงไหนแก้ไขปัญหาได้ จะได้แก้ไขได้ทันท่วงทีการประชุม ครม.สัญจร ในช่วงที่ตนเป็นรัฐบาล น่าจะได้น้ำได้เนื้อเยอะ จะมีการลงพื้นที่ด้วยกัน เดินทางด้วยกัน ทำกิจกรรมร่วมกัน ไม่ใช่ว่าต่างคนต่างไป แล้วเช้าก็ไปเจอกัน ประชุมกัน แล้วต่างคนต่างกลับ ซึ่งจะไม่เกิดขึ้นในรัฐบาลนี้

เมื่อถามว่า จะเริ่มประชุม ครม.สัญจร ช่วงไหน นายกฯ กล่าวว่า พร้อมเมื่อไหร่ก็ไป ถ้าทางเหนือพร้อมก่อนก็ไปเหนือ โดยให้ทางสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และเลขาคณะรัฐมนตรี (ครม.) รองนายกฯ ที่รับผิดชอบเป็นคนเลือก ทั้งนี้รูปแบบการประชุม ครม.สัญจร ต้องไปดูที่หน้างาน ถ้าไปเจาะจงไว้ก็เหมือนเดิม ไม่ใช่ไปไหน 15 นาทีแล้วก็เรียกออกมา มันไม่ได้ ไปก็ต้องไปจนงานเสร็จ ดึกดื่นค่ำคืน เลยเวลา ล่วงเวลา อย่างตอนนี้ตนประชุม ลูกน้องก็ไม่กล้ามาเรียกแล้ว เพราะก็โดนตนก็ดุทุกที

อนุทิน ย้อนเจ็บปม ถุย บอกนักวิชาการที่ทําตัวไม่เป็นนักวิชาการ น่าอดสูกว่า

อนุทิน ย้อนเจ็บปม ถุย บอกนักวิชาการที่ทําตัวไม่เป็นนักวิชาการ น่าอดสูกว่า

อนุทิน ย้อนเจ็บปม ถุย บอกนักวิชาการที่ทําตัวไม่เป็นนักวิชาการ น่าอดสูกว่า

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.59 น.

23 เมษายน 2569 ที่ทําเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีนักวิชาการบางคนวิพากษ์วิจารณ์การทํางานของนายกฯ บอกว่าทํางานไม่เป็น อดสูที่มีนายกฯ ทําพฤติกรรมไม่เหมาะสมจากการแสดงกิริยาพูดถุยบนเวที โดย นายอนุทิน หัวเราะ พร้อมระบุว่า “นักวิชาการที่ทําตัวไม่เป็นนักวิชาการ น่าอดสูกว่า เดี๋ยวหนวดกระดิก”

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จังหวะที่นายกฯ เดินออกจากวงสัมภาษณ์ ได้เห็นสื่อที่ถือไมค์แล้วมีหนวด แกล้งทำท่าตกใจ พร้อมระบุว่า “อุ้ย เห็นหนวดแล้วตกใจ” ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นักวิชาการที่นายกฯ พูดถึง อาจจะหมายถึง นายพิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ที่มีลักษณะเด่น คือการไว้หนวด หรือไม่

ยิ่งช้ายิ่งจ่ายแพง! สนธิรัตน์ ถอดบทเรียนจีน จี้ไทยเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน

ยิ่งช้ายิ่งจ่ายแพง! สนธิรัตน์ ถอดบทเรียนจีน จี้ไทยเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน

ยิ่งช้ายิ่งจ่ายแพง! สนธิรัตน์ ถอดบทเรียนจีน จี้ไทยเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.51 น.

23 เมษายน 2569 นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ อดีต รมว.พลังงาน และอดีต รมว.พาณิชย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เปลี่ยนผ่านพลังงาน – ไม่ใช่จะเปลี่ยนหรือไม่ แต่จะเปลี่ยนช้าแค่ไหนในโลกที่ไม่เหมือนเดิม

ผมเพิ่งกลับจากจีนแล้วมีสิ่งหนึ่งที่น่าคิดมาก คือในช่วงที่โลกเผชิญสงครามยืดเยื้อและราคาพลังงานฟอสซิลผันผวนหนัก จีนกลับได้รับแรงกระแทกน้อยกว่าหลายประเทศ บทเรียนนี้น่าสนใจมากสำหรับไทยครับ

เหตุผลสำคัญไม่ใช่แค่เพราะจีนเป็นประเทศใหญ่ แต่เพราะจีนค่อย ๆ เปลี่ยนผ่านพลังงานมาเป็นเวลาหลายปี โดยเฉพาะในภาคขนส่งที่ลดการพึ่งพาน้ำมันลงมาก รถจำนวนมากถูกแทนที่ด้วยรถไฟฟ้า ทำให้ราคาน้ำมันโลกที่พุ่งขึ้นไม่ส่งผลต่อชีวิตประจำวันรุนแรงเท่ากับประเทศที่ยังผูกติดกับน้ำมัน

อีกด้านหนึ่ง จีนลงทุนกับพลังงานหมุนเวียนอย่างจริงจัง ทั้งโซลาร์และลม จนพลังงานไฟฟ้าจากแหล่งในประเทศมีบทบาทมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อพึ่งพาพลังงานที่ผลิตเองได้มากขึ้น ก็ยิ่งลดความเปราะบางจากความผันผวนของตลาดน้ำมันและก๊าซโลก

นี่คือจุดที่ไทยควรมองให้ชัด เพราะเรายังพึ่งพาพลังงานฟอสซิลสูงมาก ทั้งน้ำมันนำเข้าและก๊าซธรรมชาติที่ต้นทุนผันผวนตามสงครามและภูมิรัฐศาสตร์ ทุกครั้งที่โลกปั่นป่วน คนไทยก็ต้องรับผลผ่านค่าน้ำมัน ค่าไฟ ค่าขนส่ง และค่าครองชีพที่สูงขึ้น

คำถามจึงไม่ใช่ว่าไทยควรเปลี่ยนผ่านพลังงานหรือไม่ แต่คือเราจะเปลี่ยนช้าแค่ไหนในโลกที่ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ถ้าเรายังใช้โครงสร้างพลังงานแบบเดิม เราก็จะยิ่งเปราะบางแบบเดิม และต้องจ่าย “ต้นทุนความเสี่ยง” แพงขึ้นเรื่อย ๆ

ทั้งที่จริงแล้ว ไทยก็มีศักยภาพสูงมาก เรามีแดด มีพื้นที่ มีภาคธุรกิจที่พร้อม และมีความต้องการไฟฟ้าสะอาดเพิ่มขึ้นจากอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ถ้าเร่งปลดล็อกกฎระเบียบ ลงทุนโครงข่ายไฟฟ้า และเปิดทางให้พลังงานหมุนเวียนเติบโตได้จริง ไทยก็มีโอกาสลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้าได้มาก

บทเรียนจากจีนจึงไม่ใช่เรื่อง “ต้องทำเหมือนจีนทุกอย่าง” แต่คือการเห็นให้ชัดว่า ประเทศที่ลงทุนกับไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียน และการพึ่งพาแหล่งพลังงานในประเทศมากขึ้น จะมีภูมิคุ้มกันมากกว่าประเทศที่ยังผูกอนาคตไว้กับน้ำมันและก๊าซจากนอกประเทศ

ในวันที่โลกพลังงานกำลังเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ไทยควรใช้ช่วงเวลานี้เร่งคิด เร่งลงทุน และเร่งเปลี่ยนผ่าน เพราะยิ่งช้า เราจะยิ่งจ่ายแพงขึ้น แต่ถ้าเดินทัน เราอาจเปลี่ยนวิกฤตพลังงานโลกให้กลายเป็นโอกาสของประเทศได้เหมือนกัน

#สนธิรัตน์