จับพิรุธ ปล่อยผ่าน ซิน เคอ หยวน ไม่ได้ตรวจทุกเตา ยันเปิดได้ก็ปิดได้ อรรถวิชช์ รับปากลุยสุ่มตรวจทั่วประเทศ

จับพิรุธ ปล่อยผ่าน ซิน เคอ หยวน ไม่ได้ตรวจทุกเตา ยันเปิดได้ก็ปิดได้ อรรถวิชช์ รับปากลุยสุ่มตรวจทั่วประเทศ

จับพิรุธ ปล่อยผ่าน ซิน เคอ หยวน ไม่ได้ตรวจทุกเตา ยันเปิดได้ก็ปิดได้ อรรถวิชช์ รับปากลุยสุ่มตรวจทั่วประเทศ

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.34 น.

’อรรถวิชช์‘ แนะเร่งตามตรวจสอบพิรุธเหล็กเส้นซิน เคอ หยวนฯกว่า40,000เส้นไปสู่ ’ร้านค้าปลายทาง‘ ได้มาตรฐานหรือไม่ เผย ’กรมโรงงานฯ‘ ยันกลับมาเปิดโรงงานแล้วก็ปิดได้ หากพบน่าสงสัย รับปากลุยลงสุ่มตรวจทุกเตาหลอมทั่วประเทศ ชวนจับตาถก ‘กมอ.’ เข้มเปลี่ยนมาตรฐานเหล็ก ลั่นคนเราเจ็บต้องจำ เหล็กข้ออ้อยไร้มาตรฐาน ส่งผล ’ตึกถล่ม‘ ได้

วันที่ 17 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 11.40 น. ที่รัฐสภา นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้าชี้แจงข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร กรณีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการดำเนินกิจการของบริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัดว่า เรื่องที่ไม่ผิดปกติของบริษัท ซิน เคอ หยวนฯ คือได้แก้ไขมาตรฐานความปลอดภัยเรียบร้อยแล้ว ในการทำให้โรงงานปลอดภัยผลิตสินค้าได้ แต่สิ่งที่ผิดปกติมีพิรุธคือมาตรฐานสินค้าที่เขาผลิต การตรวจเหล็กต้องตรวจทุกเตา แต่การตรวจคราวนี้ไม่ได้ตรวจทุกเตา มันเกิดการสุ่มตรวจเฉพาะบางเตาเท่านั้น และผ่านกระบวนการตรวจทดสอบออกมาได้ จึงมีความกังวลใจว่าเหล็กหลอมด้วยเตาแบบ IF (Induction Furnance) โดยธรรมชาติของมันมันสำหรับการหลอมเหล็กที่มีสารเจือปนน้อย เช่น หลอมสแตนเลส ก็ออกมาเป็นสแตนเลส แต่ถ้านำเศษเหล็กเขรอะๆเข้าไปหลอมเลยคุณภาพออกมาจะต่ำลง ดังนั้น ต้องเข้าใจว่าคำว่ามาตรฐาน 100เปอร์เซ็นต์คือ100 ไม่ใช่ตรวจผ่าน95เปอร์เซ็นต์ อีก5เปอร์เซ็นต์หลุด แบบนี้ไม่ใช่มาตรฐาน

นายอรรถวิชช์ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีเหล็กที่ทางเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม(สมอ.) ชี้แจงต่อกมธ.ฯ เป็นเหล็กที่ทางบริษัทซิน เคอ หยวนฯ เตรียมเอาไว้แล้วนำไปตรวจ โดยเป็นการตรวจจาก2สถาบันคือ สถาบันยานยนต์ กับสถาบันไทย-เยอรมัน ซึ่งเป็นไปตามความต้องการของซิน เคอ หยวนที่จะต้องการตรวจที่นี่ ตอนขออนุญาตขอกับสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย ก็ควรต้องกลับไปตรวจกับสถาบันเหล็กฯ ที่เกิดจากสุ่มตรวจ ถือว่าไม่ใช่การตรวจทดสอบจริง แต่ก็ผ่านไปแล้ว ตนจึงได้ฝากไปว่า ขอให้ใช้ความระมัดระวัง โดยเฉพาะเหล็กเส้นที่บริษัท ซิน เคอ หยวนฯ มีการตรวจปล่อยออกมาแล้วจำนวนกว่า 40,000 เส้น ในช่วงรอยต่อที่นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ออกจากตำแหน่งรมว.อุตสาหกรรม แล้วนายธนกร วังบุญคงชนะ เข้ามาเป็นรมว.อุตสาหกรรม ยังไม่มีใครมาติดตาม ก็ขอให้มีการดำเนินการติดตามเหล็กเส้นทั้ง40,000กว่าเส้นนี้ตามร้านค้าปลายทาง โดยการสุ่มตรวจว่าได้มาตรฐานหรือไม่ ถ้าไม่ได้มาตรฐานต้องดำเนินการให้ถูกต้อง แล้วต้องไม่ใช่ทำเฉพาะกับซิน เคอ หยวน แต่ต้องทำกับทุกบริษัททั่วประเทศแบบไม่บอกล่วงหน้า ซึ่งทางอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม รับปากแล้วว่าจะทำการสุ่มตรวจทุกเตาในทุกโรงเหล็ก ตนก็จะรอดูผล

“เกณฑ์ที่บอกว่าต้องสุ่มตรวจทุกเตา เกิดในช่วงรอยต่อที่นายธนกร เข้าไปเป็นรมว.อุตสาหกรรม แต่เหล็กมันถูกปล่อยออกมาแล้ว40,000กว่าเส้น นายธนกร ก็ตั้งคณะกรรมการสอบ แล้วบอกว่าต่อจากนี้ต้องสุ่มตรวจทุกเตา แต่พอไปเปิดของซิน เคอ หยวน ตรวจเรื่องความปลอดภัยผ่าน แต่มาตรฐานเหล็กไม่ได้ตรวจทุกเตาตามที่ได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบ เลยต้องตามไปตรวจว่าเหล็ก40,000กว่าเส้น มันไปสู่ร้านค้าใดที่ปลายทางผมคิดว่าวันนี้กมธ.ฯได้รับรู้แล้วว่ามันมีความปกติในการสุ่มตรวจ ซึ่งทางกรมโรงงานอุตสาหกรรม ที่มาชี้แจงต่อกมธ.ฯวันนี้ก็ยืนยันว่าถึงเปิดโรงงานแล้วก็ปิดได้หากพบพิรุธ” นายอรรถวิชช์ กล่าว

นายอรรถวิชช์ กล่าวด้วยว่า สิ่งที่น่าสนใจคือสัปดาห์หน้าจะมีการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม(กมอ.) ต้องติดตามว่าจะมีการเปลี่ยนมาตรฐานเหล็กหรือไม่ เช่น 1.ต่อไปนี้ต้องมีเตาปรุงน้ำเหล็กที่ถือเป็นส่วนสำคัญ เพราะถ้ามีเตาปรุงน้ำเหล็กคุณภาพเหล็กจะดีขึ้น 2.ต่อไปควรจะห้ามเหล็กหลอมแบบIFในเหล็กข้ออ้อยที่ใช้ทำคาน หรือเสาในตึกสูงหรือไม่ ต้องวัดใจกันว่า กมอ. จะทำตามมาตรฐานดังกล่าวหรือไม่ ยืนยันว่าเรื่องนี้ตนติดตามตลอด ตนเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ออกมาครั้งนี้ไม่ได้ออกมาค้าน แต่ตนออกมาปกป้องว่าคนเราเจ็บต้องจำ เหล็กข้ออ้อยที่มันไม่ได้มาตรฐาน มันจะส่งผลทำให้อาคารมันถล่มได้เมื่อเกิดแผ่นดินไหว เพราะถือเป็นเรื่องใหญ่

สว.นพดล โวลั่น ไทย เหนือชั้นกว่า เขมร ได้ 2 มือดีระดับโลกด้านศาลกฎหมายทะเลช่วยสู้

สว.นพดล โวลั่น ไทย เหนือชั้นกว่า เขมร ได้ 2 มือดีระดับโลกด้านศาลกฎหมายทะเลช่วยสู้

สว.นพดล โวลั่น ไทย เหนือชั้นกว่า เขมร ได้ 2 มือดีระดับโลกด้านศาลกฎหมายทะเลช่วยสู้

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.34 น.

สว.นพดล โวลั่น ไทย เหนือชั้นกว่า เขมร ได้ 2 มือดีระดับโลกด้านศาลกฎหมายทะเลช่วยสู้ ยกเคสเคยชนะคดี ติมอร์เลสเต-ออสเตรเลีย มาแล้ว ประสบการณ์-ต้นทุนสังคมสูง โต้เป็นไปได้ยาก แบ่งเค้กก่อนลากเส้นเขตแดน ยันไม่ยอมแล้ว สภาสูง ปรับหมากลุยเชิงรุก หาก ฮุนเซน โพล่งอะไรอีก พร้อมโต้ทันที

เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.2569 ที่รัฐสภา นายนพดล อินนา สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านต่างประเทศ วุฒิสภา ให้สัมภาษณ์กรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ตั้งนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การต่างประเทศ เป็นหัวหน้าคณะเจรจาฝ่ายไทย และนายทรงชัย ชัยปฏิยุทธ เอกอัครราชทูต ณ กรุงคูเวต เป็นรองหัวหน้าคณะ เพื่อเข้าร่วมกระบวนกระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS) ในกรณีข้อพิพาททางทะเลระหว่างไทยและกัมพูชาว่า มีความเหมาะสมมากที่นายสีหศักดิ์เป็นหัวหน้าคณะ และเอกอัครราชทูต ณ กรุงคูเวต ซึ่งเคยเป็นอดีตรองอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมายระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ เพราะฉะนั้น น่าจะมีข้อมูลครบถ้วนที่จะไปสนับสนุนนายสีหศักดิ์ คงจะทำงานเป็นทีมกันได้ด้วยดี ส่วนทางฝั่งกัมพูชาก็ได้ตั้งนายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา เป็นหัวหน้าคณะเหมือนกัน และมีรัฐมนตรีกิจการชายแดนเข้ามาเป็นรองหัวหน้าคณะ ซึ่งตนมองว่าฝ่ายไทยดำเนินการตามขั้นตอนได้ดี 

นายนพดล กล่าวต่อว่า ในส่วนกรรมาธิการทั้ง 2 คน ที่ฝ่ายไทยเสนอ ได้แก่ Judge Albert Hoffmann ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศจากแอฟริกาใต้ และ Judge Rudiger Wolfrum นักกฎหมายชาวเยอรมัน ต้องยอมรับว่ามีความเชี่ยวชาญ มีประสบการณ์และอาวุโสทั้งคู่  เพราะทั้งคู่เป็นประธานศาลกฎหมายทางทะเลระหว่างประเทศ 

 “นานๆจะเสนอประธานทั้งคู่ ซึ่งก็จะมีความเชี่ยวชาญทางทะเลเป็นอย่างมาก ท่านหนึ่งเคยเป็นผู้ประนอมภาคบังคับของติมอร์เลสเตและออสเตรเลียเช่นเดียวกัน เป็นที่น่าสังเกตว่าทางติมอร์เลสเตในอดีตเคยเสนอท่านนี้เป็นผู้ประนอม แสดงว่าท่านนี้ต้องมีความโดดเด่นมากทีเดียว และอย่าลืมว่ากรณีติมอร์เลสเตและออสเตรเลีย ติมอร์เลสเตได้เปรียบในเรื่องนี้” นายนพดล กล่าว 
   
นายนพดล กล่าวอีกว่า ยืนยันว่าฝั่งไทยจะไม่เสียเปรียบ เผลอๆจะมีความเหนือชั้นกว่าด้วยซ้ำไป แต่อย่างที่ตนเรียนมาโดยตลอด คณะกรรมาธิการทั้งหมดก็มีหน้าที่เสนอแนะ และรับฟังข้อคิดเห็นจากทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชา ทั้งหมดนี้อยากให้มั่นใจได้ว่าบุคคลที่ถูกเสนอมาทั้งหมดเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ และมีต้นทุนทางสังคมระดับโลกสูง คงไม่ทำอะไรที่ผิดกติกาของ UNCLOS โดยต้องลากเส้นตามหลักคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ชัดเจนมาก จะไปทำอะไรนอกเหนือจากนี้คงไม่ได้ และตนคิดว่าท่านเหล่านั้นคงไม่ไปทำเพราะต้นทุนสูง และประสบการณ์ที่ท่านสะสมมา จนมาถึงวันนี้ก็ไม่ใช่ง่าย ดังนั้น จึงไม่น่าวิตกมากนัก

เมื่อถามว่ามองว่าต่อไปแผนของประเทศกัมพูชาจะมีการคุยเรื่องผลประโยชน์ก่อนที่จะมีการแบ่งเขตแดน และต้องเจรจาอย่างไรให้เหนือกว่าประเทศกัมพูชา นายนพดล กล่าวว่า ตนคิดว่ากระทรวงการต่างประเทศของเรารับทราบข่าวเบื้องต้นแล้ว และพยายามที่จะแย้งเรื่องนี้ ซึ่งก็ถูกต้องแล้ว เพราะกรรมาธิการทั้ง 5 คน เขามีแค่ข้อเสนอแนะเท่านั้นเอง ที่จะทำให้เกิดความเป็นธรรม ซึ่งการที่จะไปดำเนินการตามฝั่งกัมพูชาเสนอว่าหากขีดเส้น ลากเส้น หรือแบ่งเขตทางทะเลไม่สำเร็จ ก็ให้ทำเรื่องผลประโยชน์ไปพลางก่อน ซึ่งคงจะทำยาก เพราะเราไม่รู้ว่าหากไม่ลากเส้น ก็จะไม่รู้ว่ามีเขตที่ทับซ้อนอยู่ตรงไหน ฉะนั้น คิดว่าฝ่ายไทยคงแย้งเรื่องนี้ไป เป็นไปตามหลักกติกาสากล

เมื่อถามถึงกรณีที่สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ออกมาตอบโต้เมื่อมีประเด็นเหล่านี้ ทางฝั่งวุฒิสภาของประเทศไทยในฐานะสภาสูงเช่นกันจะมีการตอบโต้อย่างไร นายนพดล กล่าวว่า นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภาของไทย ได้ลงนามแต่งตั้งกรรมการที่ปรึกษาด้านต่างประเทศของวุฒิสภาขึ้นมา โดยได้มอบหมายให้ตนเป็นประธาน หากมีกรณีใดที่ต่างประเทศโดยเฉพาะกัมพูชา หรือในอนาคตอาจมีประเทศอื่นซึ่งเรายังไม่ทราบ ทำให้ฝ่ายนิติบัญญัติโดยเฉพาะวุฒิสภา ของประเทศไทยในภาพรวมเสียหาย จากการปล่อยข่าวปลอม เราก็จะขอตอบโต้ ในทุกประเด็น เพื่อให้สังคมไทยและสังคมโลกได้เข้าใจ ซึ่งเราได้เชิญทูตอาเซียนบวกสาม จำนวน 12 ประเทศ มาทำความเข้าใจเรื่องการยกเลิก MOU 43 44 ที่ผ่านมาทูตจำนวนทั้ง 12 ประเทศนั้น เข้าใจดี โดยจะนำไปขยายความให้กับประเทศที่ไม่ได้มาร่วมประชุมด้วย ซึ่งจะเป็นนโยบายหนึ่งของวุฒิสภาในการทำทูตเชิงรุก

เมื่อถามว่า ได้มีการประเมินว่าจะได้ข้อยุติเรื่องพื้นที่ทับซ้อนหรือไม่ นายนพดล กล่าวว่า ในอดีตที่ผ่านมา MOU 44 ไม่ได้มีการขยับไปไหน และไม่ได้มีความก้าวหน้าเลย แต่กรรมาธิการฯ ของเราได้มีมติเอกฉันท์ที่จะยกเลิก ดังนั้น นี่จะเป็นกติกาสากลช่องทางหนึ่งที่จะทำให้สามารถหาข้อยุติโดยใช้กติกาสากล และมีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จ เพราะส่วนหนึ่งที่ MOU 44 ไม่ประสบความสำเร็จเพราะการลากเส้นของกัมพูชา ไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากล เมื่อเทียบกับประเทศไทย ดังนั้นเมื่อเราดึงทุกอย่างเข้าสู่กติกาสากล คิดว่าหลายเรื่องน่าจะสามารถหาข้อยุติได้

‘เลขาฯพระปกเกล้า’ร่วมเวทีสิทธิมนุษยชนโลก ณ กรุงปักกิ่ง ชูบทบาท’ธรรมาภิบาลเพื่อสิทธิมนุษยชน’

'เลขาฯพระปกเกล้า'ร่วมเวทีสิทธิมนุษยชนโลก ณ กรุงปักกิ่ง ชูบทบาท'ธรรมาภิบาลเพื่อสิทธิมนุษยชน'

‘เลขาฯพระปกเกล้า’ร่วมเวทีสิทธิมนุษยชนโลก ณ กรุงปักกิ่ง ชูบทบาท’ธรรมาภิบาลเพื่อสิทธิมนุษยชน’

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.33 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ได้รับเชิญจากคณะกรรมการจัดงาน 2026 Forum on Global Human Rights Governance ให้เข้าร่วมการประชุมพร้อมกล่าวสุนทรพจน์ ในหัวข้อ “The Human Rights Implications of the Global Governance Initiative” ณ Beijing Hotel กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน สะท้อนบทบาทของสถาบันพระปกเกล้าในฐานะองค์กรคลังสมองด้านนิติบัญญัติและธรรมาภิบาลของประเทศไทยที่ได้รับการยอมรับในเวทีนานาชาติ

การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นโดย State Council Information Office (SCIO) และ Ministry of Foreign Affairs of the People’s Republic of China ภายใต้หัวข้อ “Joint Development, Shared Human Rights: The 40th Anniversary of the Adoption of the Declaration on the Right to Development and a New Vision for Global Human Rights Governance” โดยมีผู้แทนจากภาครัฐ องค์การระหว่างประเทศ นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายประเทศเข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับสิทธิในการพัฒนา การกำกับดูแลระดับโลก และแนวทางการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนในบริบทของความท้าทายร่วมสมัย

ในการกล่าวสุนทรพจน์ รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ ได้นำเสนอแนวคิดและบทบาทของสถาบันพระปกเกล้าในการขับเคลื่อนหลักธรรมาภิบาลเพื่อส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ซึ่งสอดคล้องกับหลักการสำคัญ 5 ประการของ Global Governance Initiative (GGI) ได้แก่

– ความเสมอภาคแห่งอธิปไตย (Sovereign Equality) ผ่านการส่งเสริมการมีส่วนร่วมและการสะท้อนเสียงของประชาชนและชุมชน

– หลักนิติธรรมระหว่างประเทศ (International Rule of Law) ผ่านการสนับสนุนกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำข้อเสนอด้านกฎหมาย

– พหุภาคีนิยม (Multilateralism) ผ่านการส่งเสริมความร่วมมือด้านธรรมาภิบาลระหว่างประเทศ รวมถึงการสนับสนุนประเทศไทยในกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)

– การพัฒนาที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง (People-Centered Approach) ผ่านการสร้างพื้นที่การเรียนรู้และการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยเฉพาะศูนย์พัฒนาการเมืองภาคพลเมืองและ KPI Poll

– การลงมือปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม (Real Actions) ผ่านการผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายจากภาคประชาชนสู่กระบวนการนิติบัญญัติ อาทิ การผลักดันร่างพระราชบัญญัติการจัดการขยะอย่างยั่งยืนภาคประชาชน

ซึ่งการเข้าร่วมประชุมและการได้รับเชิญให้กล่าวสุนทรพจน์ในเวทีระดับนานาชาติครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของสถาบันพระปกเกล้าในการขยายบทบาทของประเทศไทยบนเวทีโลกด้านธรรมาภิบาลและสิทธิมนุษยชน พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายความร่วมมือ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และนำเสนอประสบการณ์การพัฒนาประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมของไทยสู่ประชาคมนานาชาติ อันเป็นการตอกย้ำบทบาทของสถาบันพระปกเกล้าในฐานะ “คลังสมองของชาติด้านนิติบัญญัติ” ที่มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนและการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในระดับสากล

กมธ.อุตสาหกรรม แจงยิบ! เหตุ ซินเคอหยวน คัมแบ็คเปิดโรงงาน

กมธ.อุตสาหกรรม แจงยิบ! เหตุ ซินเคอหยวน คัมแบ็คเปิดโรงงาน

กมธ.อุตสาหกรรม แจงยิบ! เหตุ ซินเคอหยวน คัมแบ็คเปิดโรงงาน

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.15 น.

“กมธ.อุตสาหกรรม”แจงยิบ! เหตุ”ซินเคอหยวน”คัมแบ็คเปิดโรงงาน ส่งเหล็กกว่า 4 หมื่นเส้นตรวจสอบ-เช็กคุณภาพสิ่งแวดล้อม ได้มาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด เตรียมถกดัน”ร่าง มอก.ฉบับใหม่”สัปดาห์หน้า อุดช่องโหว่ของเก่า เข้มกำหนดทุกโรงงานต้องมี”เตาปรุงน้ำเหล็ก”สร้างความเชื่อมั่นให้ ปชช. ขณะที่”ซินเคอหยวน”ส่งแค่เอกสารมาแจงในกรรมาธิการฯ เล็งยกคณะลงพื้นที่ดูกระบวนการผลิตของโรงงานฯ ช่วงปิดสมัยประชุม

17 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา นายศุภโชค ศรีสุขจร สส.นครปฐม พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร แถลงภายหลังการประชุม กมธ.ฯ กรณีการกลับมาดำเนินกิจการของบริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด มีการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจง อาทิ กรมโรงงานอุตสาหกรรม สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) สมาคมเหล็ก เป็นต้น ขณะที่บริษัท ซิน เคอ หยวน ไม่ได้มีการส่งตัวแทนมาชี้แจงใน กมธ. เพียงแต่ส่งเอกสารมาชี้แจงว่า กมธ.ซักถามกรมโรงงานฯ ถึงสาเหตุที่บริษัท ซิน เคอ หยวนฯ ที่เคยถูกสั่งปิดไป 1 ครั้ง แล้วกลับมาเปิดอีกครั้ง จนเป็นประเด็นทางสังคมถามไปยัง นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม ซึ่งนายวราวุธ ได้ชี้แจงผ่านกระทู้สภาฯ ว่า การที่บริษัท ซิน เคอ หยวนฯ กลับมาเปิดโรงงาน ไม่ได้อยู่ในอำนาจหน้าที่ของคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือ รมว.อุตสาหกรรม เนื่องจากตามคำสั่งมาตรา 39 แห่ง พ.ร.บ.โรงงาน ปี 2535 กำหนดไว้ หากโรงงานไม่สามารถทำตามมาตรฐานที่ทางกรมโรงงานฯ และ สมอ.กำหนดไว้ กรมโรงงานฯ มีอำนาจหน้าที่สั่งปิดเพื่อหยุดกระบวนการผลิตทั้งหมด

นายศุภโชค กล่าวต่อว่า กรมโรงงานฯ ชี้แจง กมธ.ฯ ว่า กระบวนการผลิตของบริษัทซิน เคอ หยวนฯ ได้มาตรฐานตามที่กำหนด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม มาตรฐานอุตสาหกรรม มีการสุ่มตรวจเหล็ก จำนวน 41,635 เส้น ส่งสถาบันทดสอบคุณภาพเหล็กถึง 2 สถาบันที่เป็นที่ยอมรับ ผลทดสอบออกมาคือได้มาตรฐานตามที่ มอก.กำหนด ส่วนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการผลิตเหล็กแบบ IF (Induction Furnance) นั้น ในการประชุม กมธ.ฯ สัปดาห์หน้า จะมีการพิจารณาร่างมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) เหล็กเส้นก่อสร้าง ฉบับใหม่ ที่จะยกระดับมาตรฐานคุณภาพเหล็กทั้งแบบ IF และ EF โดยเฉพาะเหล็กแบบ IF ที่คุณภาพในการหลอมสู้แบบ EF ไม่ได้ ทาง รมว.อุตสาหกรรม ได้สั่งการ สมอ.กำหนดให้ต่อจากนี้โรงเหล็ก IF ทุกโรงจะต้องมีโรงเตาปรุงน้ำเหล็ก เพื่อให้การผลิตได้มาตรฐานของร่างฯ มอก.ฉบับใหม่ที่จะมีการบรรจุ โดยจะมีการเชิญสมาคมเหล็กทั้งในแบบเตาหลอม IF และ แบบ EF เข้ามาหารือให้ตกผลึกว่ามาตรฐานใหม่ที่เราจะใช้จะเป็นแบบใด

เมื่อถามว่า บริษัท ซิน เคอ หยวนฯ ที่ไม่มีเตาปรุงน้ำเหล็ก จะยังดำเนินการต่อไปได้หรือไม่ ประธาน กมธ.การอุตสาหกรรม กล่าวว่า สมอ.ได้ยืนยันกับทาง กมธ.ว่าจะมีการสั่งตรวจ ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบ ต้นตอที่นำมาผลิต ไปจนถึงเมื่อผลิตเสร็จแล้วไปสู่ร้านค้าปลายทาง จะมีการดำเนินการสุ่มตรวจอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่ตรวจเฉพาะบริษัท ซิน เคอ หยวนฯ แต่ตรวจสอบโรงเหล็กทั่วประเทศทั้ง 40 กว่าโรงที่หลอมแบบ IF ยอมรับว่า ระเบียบ มอก.ฉบับเดิม ยังมีช่องโหว่อยู่ ขอให้ประชาชนเชื่อมั่น กมธ.ฯ จะเร่งผลักดันร่าง มอก.ฯ ฉบับใหม่ออกมาให้เร็วที่สุด ให้ได้มาตรฐาน ให้ประชาชนกลับมาเชื่อมั่นเหล็กไทยอีกครั้ง

เมื่อถามว่า กมธ.ฯ จะลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานหรือไม่ นายศุภโชค กล่าวว่า การเข้าไปตรวจสอบโรงงานที่เป็นบริษัทเอกชนต้องทำหนังสือไปก่อน กมธ.ฯ ไม่มีอำนาจหน้าที่เข้าไปตรวจสอบบริษัทเอกชน แต่ได้มีการประสานกับอุตสาหกรรมจังหวัด และกรมโรงงานฯ เพื่อขอเข้าไปดูกระบวนการผลิตของบริษัทซิน เคอ หยวนฯ คาดว่าจะดำเนินการในอีกประมาณ 2 – 3 สัปดาห์ ช่วงปิดสมัยประชุมสภาฯ

อนุชา บุกตลาดนางเลิ้ง โชว์กึ๋นใช้แอปฯ รวม ของดีเขตชั้นใน เผยบ่าย 2 พร้อมฟาดปม ซื้อจ้างเจาะจง พุ่ง 90%

อนุชา บุกตลาดนางเลิ้ง โชว์กึ๋นใช้แอปฯ รวม ของดีเขตชั้นใน เผยบ่าย 2 พร้อมฟาดปม ซื้อจ้างเจาะจง พุ่ง 90%

อนุชา บุกตลาดนางเลิ้ง โชว์กึ๋นใช้แอปฯ รวม ของดีเขตชั้นใน เผยบ่าย 2 พร้อมฟาดปม ซื้อจ้างเจาะจง พุ่ง 90%

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.57 น.

“อนุชา” ผนึกทีม ปชป. บุกตลาดนางเลิ้ง  โชว์กึ๋นใช้แอปฯ รวม “ของดีเขตชั้นใน” – เผยบ่าย 2 พร้อมฟาดปม “ซื้อจ้างเจาะจง” พุ่ง 90% 

วันที่ 17 มิถุนายน 2569 นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 นำทีมลงพื้นที่หาเสียงย่านประวัติศาสตร์ “ตลาดนางเลิ้ง” เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ซึ่งถือเป็นพื้นที่ฐานเสียงเดิมที่เหนียวแน่นของพรรคประชาธิปัตย์ โดยมี นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค และ น.ส.นิภาพรรณ จึงเลิศศิริ ผู้สมัคร ส.ก. เบอร์ 2 ร่วมเดินสายพบปะพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนอย่างใกล้ชิดในช่วงเที่ยงวัน โดยนายอนุชาได้แลกเปลี่ยนมุมมองกับชาวบ้านเรื่องสถานการณ์เศรษฐกิจในพื้นที่ พร้อมชูแนวคิดการพัฒนาตลาดนางเลิ้งและย่านใกล้เคียง เช่น โรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมธานี ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง

โดยนายอนุชา ระบุว่า ตลาดนางเลิ้งและพื้นที่ใกล้เคียงมีศักยภาพสูง ทั้งแหล่งอาหารระดับตำนานและสถานที่สำคัญ เช่น โรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมธานี (โรงหนังนางเลิ้ง) ที่มีความสวยงามและทรงคุณค่า แต่ยังขาดการประชาสัมพันธ์เชิงรุก ตนจึงตั้งเป้าสร้างแพลตฟอร์มรวมศูนย์ (One-Stop Platform) ให้คนกรุงสแกนปุ๊บรู้ปั๊บว่าเขตนั้นมีของดีอะไร เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้กลับมาคึกคัก ไม่ใช่แค่พึ่งพาคนในพื้นที่ แต่ต้องดึงนักท่องเที่ยวจากเขตอื่นและปริมณฑลให้เข้ามาร่วมสร้างรายได้ ไม่เพียงแต่เขตพื้นที่ป้อมปราบศัตรูพ่าย แต่มีเป้าหมายนำเทคโนโลยีแพลตฟอร์มดิจิทัลเข้ามาช่วยรวบรวมข้อมูลของดีในแต่ละเขตพื้นที่ให้เข้าถึงง่าย เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถวางแผนการท่องเที่ยวและการรับประทานอาหารได้ในแอปพลิเคชันเดียว

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ นายอนุชาย้ำถึงความตั้งใจในการนำพรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กลับมาได้รับความไว้วางใจจากชาวกรุงเทพมหานครอีกครั้ง โดยชูจุดเด่นเรื่องการเมืองที่สุจริตและยึดมั่นในการทำงานเพื่อประชาชนเป็นที่ตั้ง พร้อมเปิดเผยข้อมูลจากการประมวลผลผ่านระบบ “ส่องรัฐ” ว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โครงการจัดซื้อจัดจ้างของ กทม. กว่า 90 เปอร์เซ็นต์ เป็นการใช้วิธีเฉพาะเจาะจง ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน เป็นการหลีกเลี่ยงการแข่งขันราคา รวมถึงพบพิรุธในโครงการขนาดใหญ่ที่ระดับ 4,000 ล้านบาท ที่ผู้ประมูลสองรายเสนอราคาต่างกันเพียงหลักล้านบาท ซึ่งเป็นการประมูลและเสนอราคาใกล้เคียงกันผิดปกติ 

นายอนุชา ยืนยันว่า หากได้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. จะปราบปรามปัญหาการทุจริตให้หมดสิ้นไปอย่างเด็ดขาด เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่คนกรุงเทพฯ โดยจะมีเวทีนำเสนอนโยบายเพิ่มเติมในวันศุกร์ที่ 19 มิถุนายนนี้ ที่ย่านสีลม และจะมีการปราศรัยใหญ่โค้งสุดท้ายก่อนถึงวันเลือกตั้งในวันที่ 28 มิถุนายนนี้

“ผมจะไม่ทนให้เกิดการทุจริตใน กทม. อีกต่อไป พฤติกรรมแบบนี้ตรวจสอบได้ และหากผมได้รับเลือกตั้ง จะจัดการเรื่องนี้ให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด กทม. ต้องเลิกเป็นเมืองที่สงสัยกันว่ามีการโกงกิน แต่ต้องโปร่งใสตรวจสอบได้จริง” นายอนุชา กล่าว

สำหรับปัญหาเฉพาะหน้าในเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย นายอนุชาเน้นย้ำเรื่องการจัดระเบียบหาบเร่แผงลอยเพื่อป้องกันกลุ่มอิทธิพลและการเข้ามาสวมสิทธิ์ของแรงงานต่างด้าวที่แย่งอาชีพคนไทย โดยจะใช้ระบบลงทะเบียนผ่านเทคโนโลยี QR Code เข้ามาควบคุมและตรวจสอบให้ชัดเจน

นอกจากนี้ นายอนุชายังได้แสดงความเห็นถึงกรณีเหตุการณ์ถนนทรุดตัวในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งว่า เกิดจากความบกพร่องในการกำกับดูแลผู้รับเหมา โดยเสนอว่า กทม. จะต้องเพิ่มความเข้มงวดในการคัดเลือกบริษัทรับเหมาที่มีคุณภาพและประวัติการทำงานที่ดี แทนที่จะคำนึงถึงเพียงราคาที่ถูกที่สุด พร้อมกำชับวิศวกรประจำโครงการให้ตรวจสอบความปลอดภัยตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด เพราะเป็นเรื่องของความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน 

นายอนุชา กล่าวทิ้งท้ายเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมฟังการนำเสนอนโยบายเพิ่มเติมในวันศุกร์ที่ 19 มิถุนายนนี้ เริ่มตั้งแต่เวลา 18.00 น. ณ ปาร์ค สีลม และจะมีการปราศรัยใหญ่โค้งสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง 28 มิถุนายนนี้ เพื่อแสดงวิสัยทัศน์เปลี่ยน กทม. ให้เป็นเมืองแห่งความหวัง ไม่ใช่แค่แก้ปัญหาไปวัน ๆ และก่อนเดินทางกลับ นายอนุชาและทีมงานได้แวะกราบสักการะศาลเสด็จพ่อกรมหลวงชุมพรฯ ย่านนางเลิ้ง เพื่อความเป็นสิริมงคล โดยเจ้าตัวยอมอุบคำขอไว้เป็นความลับว่า “ขอพรให้คนกรุงเทพฯ ได้พบกับสิ่งที่ดีที่สุด” ก่อนจะออกเดินสายหาเสียงต่อด้วยความมั่นใจ

เปิดภาพ ไชยชนก เดินไปคุยกับ รักชนก ระหว่างประชุมสภา

เปิดภาพ ไชยชนก เดินไปคุยกับ รักชนก ระหว่างประชุมสภา

เปิดภาพ ไชยชนก เดินไปคุยกับ รักชนก ระหว่างประชุมสภา

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.40 น.

ช็อตเด็ดรัฐสภา! “ไชยชนก” เดินหา “ไอซ์” ถึงถิ่น ปชน. กลางห้องประชุมร่วมรัฐสภา มีเปิดโทรศัพท์ให้กันดูด้วย ก่อน “เจ๊มันแกว” ร่วมวงอีกคน ขณะบรรยากาศเกือบทั้งวันสงบเรียบร้อย 

วันที่ 17 มิถุนายน 2569  ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภา ถึงการประชุมร่วมรัฐสภา วาระการพิจารณาพิธีสารและกรอบความตกลงทางการค้าเสรีกับประเทศต่างๆ ว่า บรรยากาศเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย มีสมาชิกร่วมอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง ส่วนใหญ่สนับสนุนกรอบความร่วมมือของประเทศไทยและคู่ค้า เพื่อผลักดันให้มีการยกระดับทางด้านเศรษฐกิจ 

อย่างไรก็ตาม ช่วงหนึ่ง นายไชยชนก ชิดชอบ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้เดินเข้าไปพูดคุยกับ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ถึงที่นั่งของพรรคประชาชน ก่อนที่ น.ส.รักชนก ได้หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาให้นายไชยชนกดู จากนั้น นางนันทนา สงฆ์ประชา ได้เดินเข้ามาร่วมวงด้วย ซึ่งใช้เวลาพูดคุยกันไม่นาน โดยนายไชยชนกได้เดินโอบไหล่ พา นางนันทนากลับไป

ชาวสวนมะพร้าวน้ำหอมสุดทน รทสช.นำ เกษตรกร ยื่นหนังสือร้อง ‘โสภณ’ ถึง ‘นายกฯ’

ชาวสวนมะพร้าวน้ำหอมสุดทน รทสช.นำ เกษตรกร ยื่นหนังสือร้อง ‘โสภณ’ ถึง ‘นายกฯ’

ชาวสวนมะพร้าวน้ำหอมสุดทน รทสช.นำ เกษตรกร ยื่นหนังสือร้อง ‘โสภณ’ ถึง ‘นายกฯ’

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.35 น.

‘รทสช.’นำ‘ชาวสวนมะพร้าวน้ำหอม2 จังหวัด’โร่ร้อง ‘โสภณ’ถึง‘นายกฯ’เร่งช่วยแก้ไขราคาตกต่ำ สวนทางกลไกตลาดของน้อย ราคายังตกแทนที่จะขึ้น พร้อมขอล้งกลางรับซื้อมีราคาประกันชัดเจน หลัง‘ศุภจี’ยังพื้นที่ 2 เดือนแล้วไม่คืบ

วันที่ 17 มิ.ย. เมื่อเวลา11.30 น.  ที่รัฐสภา  นายชัชวาลล์ คงอุดม สส.บัญชีรายชื่อและเลขาธิการพรรค พร้อมนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาคิ(รทสช.)นำชาวสวนมะพร้าวน้ำหอม จ.ราชบุรี และจ.สมุทรสาคร เข้ายื่นหนังสือถึงประธานสภาผู้แทนราษฎรผ่าน พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ที่ปรึกษาประธานสภาฯ ถึงนายกรัฐมนตรีเพื่อขอให้ช่วยแก้ไขปัญหาราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำ  

ชาวสวนมะพร้าวน้ำหอม 2 จังหวัด

โดยนายอรรถวิชช์ กล่าวว่า ตนได้พาชาวสวนมะพร้าวน้ำหอมจากจ.ราชบุรี และจ.สมุทรสาคร มาเรียกร้องขอให้ช่วยเพราะราคามะพร้าวน้ำหอม แม้มีผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย แทนที่จะขายหน้าสวนได้ราคา แต่กลับมีราคาตกต่ำผิดปกติ  ซึ่งชาวสวนกลุ่มนี้เคยมาชุมนุมหน้ารัฐสภาในวันที่นายกฯแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งแม้นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะลงพื้นที่ไปในจ.ราชบุรีแล้ว แต่การลงครั้งนั้นได้ลงพื้นที่คุยกับตัวแทนล้งและส่วนราชการเกี่ยวข้อง โดยกลุ่มเกษตรกรยังไม่ได้มีการพูดคุย ผ่านมา 2 เดือนกว่า ราคามะพร้าวน้ำหอมยังตกต่ำเช่นเดิม ไม่มีความคืบหน้าและยังไม่เกิดการรวมกลุ่มขายให้ล้งกลางจริงตามที่ภาครัฐระบุจะเร่งแก้ไข มีแค่ขั้นตอนการเปิดลงทะเบียนเกษตรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอม ส่วนกระบวนการอื่นๆยังไม่ได้รับการติดต่อแต่อย่างใด จึงต้องมาร้องผ่านประธานสภาฯถึงนายกฯ 

ด้านนายปารเมษฐ์ อัศวพงศ์วาณิช ผู้ประสานงานตัวแทนกลุ่มขาวสวนมะพร้าวน้ำหอม2 จังหวัด กล่าวว่า ตนได้นำชาวสวนมะพร้าวน้ำหอมใน2จังหวัดมายื่นเรื่องร้องเรียนผ่านประธานสภาฯไปยังรัฐบาล คือ 1.ราคามะพร้าวตกต่ำช่วงกลางปีที่แล้ว จนถึงเมื่อเวลาสองเดือนก่อน แม้ปัจจุบันมีราคาสูงขึ้นบ้าง เพราะมีผลผลิตออกมาน้อย แต่ราคากับตกต่ำลง ผิดปกติ  2. กลุ่มชาวสวนฯขอให้มีหน่วยงานกลางของรัฐ ตั้งล้งกลางในการรับซื้อโดยมีการประกันราคามะพร้าวน้ำหอม ซึ่งปัจจุบันมีกรมการค้าภายในเข้ามาบ้าง แต่ยังไม่ทั่วถึง  3.ขอให้รัฐบาลจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะขึ้นมากำกับดูแลเรื่องมะพร้าวน้ำหอมโดยตรง ทั้งการขออนุญาตปลูกจำหน่ายและขึ้นทะเบียนผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอมพันธุ์แท้ทั่วประเทศ จะทำให้ราคามะพร้าวน้ำหอมดีขึ้น เป็นลำดับไป

ชาวสวนมะพร้าวน้ำหอม 2 จังหวัด

ขณะที่นายวสุ วีระตระกูล ตัวแทนชาวสวนมะพร้าวน้ำหอม จ.ราชบุรี กล่าวว่า ขอให้รัฐบาลเร่งประกาศการประกันราคา พร้อมการตั้งล้งกลางของรัฐในการออกราคากลาง เพราะทุกครั้งที่ทำมาการลงพื้นที่เป็นการวนวูบเหมือนเดิมนับ 1 ใหม่ทุกครั้ง เรื่องนี้เป็นที่น่าจะทำและควรจะทำเป็นอย่างยิ่ง เพราะสามารถจบปัญหาได้ และในส่วนของจังหวัด ที่สำเร็จไปเรื่องเดียวคือ การขึ้นทะเบียนผู้ปลูกแต่ไม่มีล้งกลาง ไม่มีราคากลาง วันนี้ราคาตกมาก ราคาขายหน้าสวนเหลือลูกละ12-15 บาท ส่วนราคาออกหน้าล้งหรือโรงเก็บลูกละ28-30 บาท ส่วนราคาขายถึงผู้บริโภค ที่ทราบที่จ.กาญจนบุรี ขายที่ลูกละ50-60 บาท แตกต่างกันมาก ชาวสวนไม่ได้อะไรเลย แม้ผลผลิตออกน้อย แร่ราคายังตกต่ำเหมือนเดิม  เช่นเดียวกับนายสืบศักดิ์ ศรีพุก ตัวแทนเกษตรชาวสวนมะพร้าว จ.ราชบุรี กล่าวเพิ่มเติมว่า  ขอให้ภาครัฐช่วยลดต้นทุนการปลูกด้วยทั้งเรื่องราคาปุ๋ย  ราคายาเพื่อจะได้บำรุงผลผลิตให้ได้มากขึ้น

โดยพล.ต.ต.วิชัย  กล่าวว่า ประธานสภาฯฝากบอกมาว่า ได้รับทราบปัญหาที่เกษตรกรชาวสวนมะพร้าวประสบอยู่ และพร้อมรับเรื่องนี้ เพื่อนำส่งต่อไปให้รัฐบาลเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขให้ต่อไป 

ชาวสวนมะพร้าวน้ำหอม 2 จังหวัด

ครอบครัววิน จยย. ถูก ตชด. ยิงเสียชีวิต ร้องกมธ.ตำรวจ หวั่นไม่ได้รับความเป็นธรรม

ครอบครัววิน จยย. ถูก ตชด. ยิงเสียชีวิต ร้องกมธ.ตำรวจ หวั่นไม่ได้รับความเป็นธรรม

ครอบครัววิน จยย. ถูก ตชด. ยิงเสียชีวิต ร้องกมธ.ตำรวจ หวั่นไม่ได้รับความเป็นธรรม

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.28 น.

‘ครอบครัววินจยย.’ถูก ‘ตชด.’ยิงเสียชีวิต ร้อง ‘กมธ.ตำรวจ’ช่วย หวั่นไม่รับได้ความเป็นธรรม หลังถูกข่มขู่ ด้าน’วัชรพงศ์‘ยันให้ความเป็นธรรม ไม่ต้องกังวลตำรวจจะซูเอี๋ยกัน

วันที่ 17 มิถุนายน 2569 เวลา 12.00 น.ทึ่รัฐสภา นายวัชพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ สส.สระบุรี พรรคภูมิใจไทย ประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร รับเรื่องร้องเรียนจากญาติ ผู้ขับขี่จักรยานยนต์รับจ้าง ที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเเวนชายแดน(ตชด.)ยิงเสียชีวิตเสียชีวิต เพื่อขอให้ช่วยเหลือเนื่องจากถูกข่มขู่ และกังวลว่าอาจไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะผู้ก่อเหตุเป็นข้าราชการตำรวจ

นายวัชรพงศ์ กล่าวว่า ยังไม่ได้สอบถามเจ้าของคดี เนื่องจากเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้น และมีผู้เสียชีวิตรวม 2 ราย ทั้งนี้เจตนารมณ์ของรัฐบาล โดยเฉพาะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ได้ต่อสู้เรื่องการพกพาอาวุธปืนในที่สาธารณะมาโดยตลอด ซึ่งคดีนี้เข้าข่ายชัดเจน แม้ผู้ก่อเหตุจะเป็นข้าราชการตำรวจ ก็ขอให้ความมั่นใจว่ากมธ.ฯ จะให้ความเป็นธรรม โดยไม่ต้องกังวลว่าข้าราชการตำรวจจะเข้าข้าง หรือซูเอี๋ยกัน เพราะความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนต้องมาเป็นอันดับแรก ทั้งนี้คาดว่าจะนำเรื่องเข้าสู่กมธ.ฯได้ในวันที่ 2 ก.ค.นี้ และพร้อมเป็นที่พึ่งให้ ไม่ต้องกลัวกระบวนการสอบสวนที่ไม่เป็นธรรม 

นายวัชรพงศ์ กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องห้ามพกพาอาวุธปืนในที่สาธารณะนั้น กรณีนี้ชัดเจน แม้ผู้ก่อเหตุจะเป็นข้าราชการตำรวจ แต่เท่าที่ทราบเบื้องต้นไม่มีหน้าที่ที่จะพกพาอาวุธปืนในขณะปฏิบัติหน้าที่ หรือพื้นที่ที่ผู้ก่อเหตุรับผิดชอบอยู่ ดังนั้นค่อนข้างชัดเจนเข้าข่ายกระทำความผิด ส่วนที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งข้อหาเบื้องต้น ไม่ว่าจะเป็นการกระทำเกินกว่าเหตุ หรือพยายามฆ่า ก็ต้องให้เวลาตำรวจเจ้าของคดีสืบสวนต่อไป

ด้านญาติผู้เสียชีวิต กล่าวว่า ขอฝากความเป็นธรรมให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิตทั้ง 2 ราย เพราะตอนนี้โดนกระแสโจมตีหนักมาก โดนข่มขู่ พอถามว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานไหน ก็ถูกตอบกลับว่าเดี๋ยวจะโดนอีกสักเม็ดหนึ่ง จะเอาไหม จึงต้องขอความเป็นธรรมด้วย อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ทางครอบครัวผู้เสียหาย จะยื่นเรื่องร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การกฏหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ต่อไป

ยกระดับเกษตรไทย สุริยะ ลงพื้นที่สุพรรณบุรี เดินหน้า ข้าวคาร์บอนต่ำ

ยกระดับเกษตรไทย สุริยะ ลงพื้นที่สุพรรณบุรี เดินหน้า ข้าวคาร์บอนต่ำ

ยกระดับเกษตรไทย สุริยะ ลงพื้นที่สุพรรณบุรี เดินหน้า ข้าวคาร์บอนต่ำ

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.25 น.

“สุริยะ”ลงพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี ขับเคลื่อนนโยบายข้าวคาร์บอนต่ำ ยกระดับรายได้ชาวนาไทย ด้วยการเทคโนโลยีลดต้นทุน เพิ่มมูลค่า และศักยภาพการแข่งขันของข้าวไทยใน ตลาดโลก

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่รับฟังปัญหาและพบปะเกษตรกร พร้อมเยี่ยมชมการส่งเสริมการปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้ง และการปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ ณ วิสาหกิจชุมชน แปลงใหญ่เกษตรสมัยใหม่(ข้าว) ต.เดิมบาง อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี โดยกล่าวว่า จังหวัดสุพรรณบุรีนับเป็นพื้นที่สำคัญของการผลิตข้าว และข้าวนับเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ เป็นฐานรากของความมั่นคงทางอาหาร แต่ในปัจจุบัน เข้าไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายด้านทั้งต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ความเสี่ยงจากภัยแล้งและสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง รวมถึงการแข่งขัน และแนวโน้มของตลาดโลก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัย การตรวจสอบย้อนกลับและการผลิตที่เป็นกับสิ่งแวดล้อม และมีแนวทางในการขับเคลื่อนข้าวคาร์บอนต่ำที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรไทย และลดต้นทุนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพในการใช้น้ำและปัจจัยการผลิต

สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ

 ทั้งนี้ที่ผ่านมาได้มอบหมายให้กรมการข้าวดำเนินการพัฒนาและกระจายเมล็ดพันธุ์ ที่มีคุณภาพสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลกและให้ผลผลิตดี มีภูมิต้านทานต่อสภาพแวดล้อม และเพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกร อีกทั้งส่งเสริมการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการเทคนิคการผลิตแบบเทียนสลับแห้งและสิ่งแวดล้อมเสียค่าน้ำในอนาคต การปลูกข้าวคาร์บอนจะไม่เป็นภาระใหม่ของเกษตรกรแต่ต้องเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เกษตรกรต้นทุนเพิ่มมูลค่าและเข้าถึงตลาดที่ดีขึ้น นอกจากนี้เกษตรสหกรณ์จะร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ภาคเอกชน โรงสีข้าว ผู้ส่งออก การศึกษาและเกี่ยวข้องเพื่อพัฒนท และต่อยอดแนวทางการผลิตข้าวปราณีตเพื่อเพิ่มมูลค่า ของเข้าไทยที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นเพื่อให้การขับเคลื่อนคาร์บอนเกิดเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ยังได้ 4 ข้อสั่งการ4ข้อสำคัญ ให้กรมการข้าวเพื่อผลักดันนโยบายให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น ประกอบด้วย การขยายผลผ่านศูนย์ข้าวชุมชนและแปลงใหญ่ การยกระดับงานวิจัยเมล็ดพันธุ์ การพัฒนาระบบรับรองมาตรฐานที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และการเชื่อมโยงตลาดอย่างครบวงจร เพื่อสร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่กลับมาสานต่ออาชีพเกษตรกรรมด้วยระบบการทำนาที่สะดวกและมีรายได้มั่นคงกว่าเดิม นอกจากนี้ยังได้สั่งการให้สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกช.) ร่วมกับกรมการข้าว เร่งจัดทำ ใบรับรองมาตรฐานข้าวคาร์บอนต่ำ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและใช้เป็นเครื่องมือในการนำไทยก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านข้าวปลอดภัยและข้าวคาร์บอนต่ำในระดับโลกอีกด้วย

สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ
สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ
สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ
สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ
สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ
สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ

เปิดเบื้องหลัง อนุทิน ดึง EEC ออกจากมือ พิพัฒน์ มาดูแลเอง

เปิดเบื้องหลัง อนุทิน  ดึง EEC ออกจากมือ พิพัฒน์ มาดูแลเอง

เปิดเบื้องหลัง อนุทิน ดึง EEC ออกจากมือ พิพัฒน์ มาดูแลเอง

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.55 น.

เปิดเบื้องหลัง”นายกฯ”ดึง “EEC” ออกจากมือ “พิพัฒน์” มาดูแลเองหลังคุยกันสัปดาห์ก่อน เผยเตรียมดันเป็นโครงการสำคัญเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ในมุมมองใหม่ ตั้งเป้าศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารโลก – ฮับดาต้าเซนเตอร์ในภูมิภาค สั่งเชื่อมการทำงานทุกหน่วยงาน ปัดไม่เกี่ยวปมขวางแก้สัญญารถไฟ 3 สนามบิน 

วันที่ 17 มิถุนายน 2569  แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยถึง เบื้องหลังคำสั่ง 2 ฉบับที่ครม.รับทราบคือ 1.คำสั่งนายกรัฐมนตรีในการยกเลิกให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม กำกับดูแล สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือสำนักงานอีอีซี และ 2. ยกเลิกการเป็นประธานคณะกรรมการ (ประธานบอร์ด) คณะกรรมการเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ซึ่งมาจากการพูดคุยกันระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย และนายพิพัฒน์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งนายกรัฐมนตรีจะนำโครงการ EEC กลับมาดูแลด้วยตัวเองทั้งหมด โดยนายกรัฐมนตรี จะเป็นหัวหน้าทีมขายโครงการประเทศไทย โดยนำ EEC เป็นโปรเจ็กต์นำ (Pilot project) ไปขายกับนักลงทุนต่างประเทศ ซึ่งจะนำเสนอโปรเจ็กต์ EEC ในมุมมองใหม่

แหล่งข่าว เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีตั้งเป้าหมายให้ EEC เป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารโลกและเป็นศูนย์กลางการลงทุนด้านดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ซึ่งจะต้องมีการประสานงานร่วมกับหลายหน่วยงาน ดังนั้นนายกรัฐมนตรีจึงเห็นความจำเป็นที่จะดึงการบริหารงาน EEC
กลับมาในการกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรีโดยตรง 

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า การผลักดันให้ EEC เป็นแหล่งความมั่นคงทางอาหารของโลกเนื่องจากในพื้นที่นี้มีความพร้อมทั้งเรื่องของปศุสัตว์ ประมง เกษตร ผลไม้ พืชสวน ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญกับประเทศต่างๆทั่วโลก และสามารถเป็นจุดแข็งของ EEC ที่จะดึงดูดการลงทุนเข้ามาในพื้นที่ได้อย่างมหาศาล 

ทั้งนี้รัฐบาลพิจารณาแล้วเห็นว่าการดึงดูดการลงทุนใน EEC จะเน้นอุตสาหกรรมหนักแบบเดิมไม่ได้ เพราะมีข้อจำกัดเรื่องการจัดหาไฟฟ้า และน้ำที่มีต้นทุนในการจัดหาสูง และหากจะเน้นการลงทุนในพื้นที่นี้ในอุตสาหกรรมดาต้าเซนเตอร์ที่ใช้ไฟฟ้าสูงมาก รัฐบาลก็มีการกำหนดอัตราค่าไฟสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 9 ขึ้นมาใหม่ ซึ่งมีราคาสูงกว่าผู้ใช้ประเภทอื่นๆ 

“การดึงงาน EEC กลับมาดูเองของนายกฯ ไม่ได้มีความขัดแย้งใดๆ ระหว่างนายกรัฐมนตรีกับนายพิพัฒน์  ซึ่งนายพิพัฒน์ เป็นผู้มานำเสนอเองว่า การทำงานระหว่างสำนักงานอีอีซี และบีโอไอ มีการปะทะกันมาโดยตลอด นายพิพัฒน์ ไม่ชอบทำงานท่ามกลางการปะทะกันในลักษณะนี้ จึงเสนอให้นายกรัฐมนตรีนำกลับไปกำกับดูแลเองดีกว่า และไม่ได้เกี่ยวข้องกับประเด็นที่นายพิพัฒน์ ไม่เห็นด้วยกับการแก้สัญญารถไฟความเร็วสูง 3 สนามบิน เพราะคนที่สั่งไม่ให้แก้สัญญาโครงการนี้ก็คือนายกรัฐมนตรีเอง โดยนายกรัฐมนตรีบอกด้วยว่าผมก็ไม่เสี่ยงกับการแก้สัญญาในโครงการนี้เช่นกัน ส่วนเรื่องโครงการดิสนีย์แลนด์ ที่นายพิพัฒน์อยากให้ทำใน EEC นั้น นายกฯก็ตั้งคำถามกับนายพิพัฒน์ ว่าเมื่อไหร่จะได้ทำ เพราะยังไม่ได้ศึกษาเรื่องผลตอบแทนโครงการเลยว่าคุ้มค่าหรือไม่” แหล่งข่าว กล่าว