เท้ง ลั่น การเมืองไม่จำเป็นต้องเลือก พร้อมทำเต็มที่ทุกหน้ากระดาษ ไม่ลด-ไม่เพิ่มเพดาน

เท้ง ลั่น การเมืองไม่จำเป็นต้องเลือก พร้อมทำเต็มที่ทุกหน้ากระดาษ ไม่ลด-ไม่เพิ่มเพดาน

เท้ง ลั่น การเมืองไม่จำเป็นต้องเลือก พร้อมทำเต็มที่ทุกหน้ากระดาษ ไม่ลด-ไม่เพิ่มเพดาน

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.22 น.

เท้ง ลั่น การเมืองไม่จำเป็นต้องเลือก หลังถูกถามแนวทางหลังจากนี้จะคมหรือไม่ คงไม่ได้มีการลด-เพิ่มเพดานอะไร ส่วนตำแหน่งบริหารอุบตอบ รอดูผลอาทิตย์นี้ ด้าน หมอวาโย กางไทม์ไลน์ คาดใช้เวลา 1-2 ปี มั่นใจศาลฎีกาให้ความเป็นธรรม 

เมื่อวันที่ 24 เม.ย.2569 ที่โรงแรมเมเปิล บางนา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงการที่ศาลฎีการับคำร้องและให้ 10 สส. ปฏิบัติหน้าที่ต่อ มองว่าได้รับความเป็นธรรมหรือไม่หรือเป็นเพราะคดีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ว่า สิ่งที่พวกเราอยากชี้ให้เห็น คืออนาคตของระบอบประชาธิปไตยไทย หนึ่งในนั้นคือกระบวนการยุติธรรมต่าง ๆและองค์กรอิสระปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน 

สิ่งที่เกิดขึ้นต่อคดีขแงนายศักดิ์สยามเอง แม้แต่อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็ออกมาให้ความเห็นว่า เคยมีคำวินิจฉัยไปแล้วเส้นทางทางการเงินมีความชัดเจน ผูกพันทุกองค์กร และเมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับคดี 44 สส. ตนก็คิดว่าเป็นสิ่งที่สังคมก็มองเห็นว่า ป.ป.ช. กำลังจะมีการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมกันหรือไม่

เมื่อถามว่ายังจะมีการปรับโครงสร้างพรรคหรือไม่ และตนจะยังเป็นหัวหน้าพรรคต่อหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ในการประชุมพรรคจะมีการเลือกกรรมการบริหารพรรค หรือกรรมการบริการพรรคชุดใหม่ ก็ขอให้รอผลการประชุมใหญ่สามัญประจำปีของพรรคในวันอาทิตย์ที่ 26 เม.ย.นี้

เมื่อถามว่า เตรียมแนวทางการสู้คดีไว้อย่างไร นายณัฐพงษ์ ได้มอบให้นายแพทย์วาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรค และฝ่ายกฏหมายพรรคประชาชน  ชี้แจงแทน ว่า  ก็คาดหวังความยุติธรรมในกระบวนการยุติธรรมในศาลฎีกาฯ อย่างน้อยปลายทางสุดท้าย ในกระบวนการนิติวิธีหลังจากนี้ ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 ก็จะมาจบที่ศาลฎีกาฯ ซึ่งเป็นศาลสูงสุดในกระบวนการยุติธรรม คงจะต้องต่อสู้ไปอีกนานพอสมควร เพราะสำนวนคดีนี้เกี่ยวกับมาตรฐานทางจริยธรรม เกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญ 60 ซึ่งในสำนวนนี้มีผู้คัดค้านถึง 44 คน แต่ละคนก็มีพยานหลักฐานและพยานบุคคล ที่เราต้องการขอหมายจากศาล เพื่อเชิญพยานบุคคลและหลักฐานภายนอกเข้ามา เพราะฉะนั้นคาดว่าน่าจะใช้เวลาประมาณ 1-2 ปี

นายแพทย์วาโย กล่าวต่อว่า คาดหมายว่าจะได้รับความยุติธรรมเป็นอย่างยิ่ง เพราะที่ผ่านมาได้คัดค้านและโต้แย้งมาโดยตลอด ว่าการไต่สวนของป.ป.ช.เป็นไปโดยมิชอบ และเราไม่ได้รับความยุติธรรมอย่างแท้จริงในกระบวนการของ ป.ป.ช. เลย  เพราะบางคนขอหมายยื่นพยานจาก ป.ป.ช. แค่หมายเดียว ป.ป.ช.ก็ยังไม่ออกให้เลย และทั้ง 43 คน ไม่มีใครได้รับอนุญาตจาก ป.ป.ช.ที่จะได้รับหมายขอพยานบุคคลภายนอกเลย จึงคิดว่าน่าจะได้รับความเป็นธรรมในศาล และคำร้องคัดค้านของตัวเองที่ยื่นต่อศาล  ขอให้ศาลวินิจฉัยถึงกระบวนการอันมิชอบของ ป.ป.ช. ก็ยังคงอยู่ ไม่ได้ยกคำร้องของตัวเองไป  ซึ่งอาจจะมีคำสั่ง เดียวกันไปในคราวเดียวกัน กับคำพิพากษาก็ได้ 

ซึ่งในโอกาสนี้ศาลได้เปิดโอกาสให้ ป.ป.ช. โต้แย้งคำพิพาทของตัวเอง ภายใน 15 วัน เพราะถือว่าเป็นกระบวนการที่ชอบแล้ว ป.ป.ช. ก็โต้แย้งมาแล้ว เหตุผลที่บอกว่าพยานหลักฐานที่ตนเองขอไปทั้งหมดไม่เกี่ยวข้องกับคดี ป.ป.ช. ก็ต้องตอบให้ได้ว่า ไม่เกี่ยวข้องกับคดีอย่างไร แต่ทั้งนี้ ทั้ง 10 คนเมื่อได้รับคำสั่ง ให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปแบบมีเงื่อนไข จะเห็นว่าเงื่อนไขค่อนข้างกว้าง ต้องตีความและผูกอยู่กับคำร้อง โดยแต่ละคนคงจะได้รับคำร้องและเตรียมข้อมูล ดูเนื้อหาตามคำร้องอย่างละเอียด เพื่อปฏิบัติตามเงื่อนไขอย่างเหมาะสม

นายแพทย์วาโย กล่าวถึงกรณี 10 สส. หาก ป.ป.ช.ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาล ว่า สามารถดำเนินการได้ตามขั้นตอนทางกฎหมาย เพราะเป็นคู่ความในคดี ในฐานะผู้ร้อง ส่วนกรณี นายสนธิญา สวัสดี ไปยื่นร้องคัดค้านคำสั่งศาล แม้จะอ้างว่าเป็นผู้ร้องในชั้น ป.ป.ช. แต่คู่ความในคดีนี้ คือ ป.ป.ช. กับ 44 อดีต สส. พรรคก้าวไกล คาดว่าศาลจะไม่รับคำร้อง เพราะไม่ใช่คู่ความ 

นายณัฐพงษ์ ยังกล่าวยืนยันในหลักการส่งรายชื่อผู้ดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้าน ว่า ในสภาไม่จำเป็นต้องรอการเลือกหัวหน้าพรรค หรือการเลือกกรรมการบริหารพรรคของพรรคประชาชน และตนเองได้ยืนยันเรื่องนี้ต่อข้าราชการสภาไปแล้ว เพราะฉะนั้น เข้าใจว่ากระบวนการเสนอชื่อตนเองเป็นผู้นำฝ่ายค้านน่าจะมีการดำเนินการอยู่ ขอไปถามฝั่งประธานรัฐสภาโดยตรง

นายณัฐพงษ์ กล่าวถึงกรณีการสื่อสารกับผู้สนับสนุนมวลชนเกี่ยวกับ จุดยืนของพรรค หรือความคาดหวังในการเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาในบางข้อ ว่า เมื่อมีคำสั่งศาลฎีกาออกมาแล้ว จะเดินหน้าอย่างไรโดยไม่เสียอุดมการณ์ ว่า เชื่อว่าเพื่อน สส. ที่ยืนอยู่บนเวทีนี้น่าจะได้รับข้อความการแสดงความยินดี ที่วันนี้ศาลไม่ได้สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่อยากให้ทุกคนตระหนักเห็นว่ากระบวนการนิติสงครามไม่ได้หยุดเพียงเท่านี้  สิ่งที่พวกเราโดนคดีมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ในประเด็นนี้ ในวันนี้ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวเนื้อหากฎหมายที่เสนอแก้ไข เรื่องการใช้อำนาจในกระบวนการนิติบัญญัติแต่อย่างใด   

“แต่เป็นเรื่องปฏิกิริยาตอบโต้จากระบอบการเมืองที่กำลังรวบประเทศนี้อยู่ ไม่ว่าจะมีอำนาจที่ไปควบคุมหรือเกี่ยวข้องกับกลไกในองค์กรอิสระ หรือการทุจริตคอรัปชั่นในขบวนการของ พรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล พรรคประชาชน เดินหน้าตรวจสอบอย่างเต็มที่มาโดยตลอด ในบรรยากาศที่ทุกคนแสดงความยินดีกับพวกเรายืนยันว่าพวกเราพร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนในการเปลี่ยนผ่านระบบการเมืองของประเทศให้เป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่ทำเพื่อประโยชน์ของประชาชนสูงสุด“ นายณัฐพงษ์ กล่าว

นายณัฐพงษ์ ยังกล่าวย้ำว่า การทำหน้าที่ต่อของฝ่ายค้านกับความเข้มข้นในการตรวจสอบรัฐบาล ทำอย่างเข้มข้นมาโดยตลอดอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า คำสั่งศาลที่ออกมาอาจจะมีเงื่อนไขมาก หลังจากนี้จะมีการลดเพดานในการขับเคลื่อนประเด็นที่แหลมคมแบบนี้หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ก็คงไม่ได้มีการลดเพิ่มเพดานอะไร เราก็เดินหน้าในแบบที่เราเคยทำมาโดยตลอด วันนี้ไม่อยากให้มองในประเด็นคำสั่งศาลอย่างเดียว อยากให้มองว่าสิ่งที่กำลังทำลายประเทศนี้อยู่ ก็คือการทำลายระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และการทำหน้าที่ของเราอย่างตรงไปตรงมาในฐานะผู้แทนราษฎร วันนี้เราเองก็ไม่ได้ถูกหยุดปฏิบัติหน้าที่ พร้อมใช้อำนาจทุกอย่างที่เรามีในฐานะ สส. ในสภา ในการขับเคลื่อนทุกอย่างต่อไป ย้ำว่าไม่มีการเพิ่มหรือลดเพดานอะไร 

ส่วนทิศทางของพรรค หลังจากนี้ ที่ถูกหลายฝ่ายมองว่าอาจจะลดโทนลงมา และมีการถกเถียงกันในสังคม หลายแนวทาง และพรรคเดินไปในทิศทางไหน นายณัฐพงษ์ ยืนยันว่า โจทย์ใหญ่ เราไม่เคยเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่สมัยพรรคอนาคตใหม่จนถึงพรรคประชาชน และการขับเคลื่อนทางการเมืองก็ไม่จำเป็นต้องเลือก เราจำเป็นต้องเดินหน้าในทุกกระดาษ 

เปิดประวัติ ‘ฉัตรชัย ไทยโชต’ เจ้าของสำนวนคดี 44 สส.

เปิดประวัติ 'ฉัตรชัย ไทยโชต'  เจ้าของสำนวนคดี 44 สส.

เปิดประวัติ ‘ฉัตรชัย ไทยโชต’ เจ้าของสำนวนคดี 44 สส.

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.22 น.

วันที่ 24 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีศาลฎีการับคำร้อง ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ร้อง นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ กับพวกซึ่งเป็นอดีต สส.พรรคก้าวไกล รวม 44 คน ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากการดำเนินการเสนอร่างพรบ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 นั้น ในส่วนของเจ้าของสำนวนคดีดังกล่าว คือนายฉัตรชัย ไทรโชต ประธานแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจในศาลฎีกา

ท้้งนี้ นายฉัตรชัย ไทรโชต ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจในศาลฎีกา และเป็นกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ (ก.ต.) ในศาลฎีกาชุดปัจจุบันด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า นายฉัตรชัย ได้รับการยอมรับกันในแวดวงตุลาการว่าเป็นผู้พิพากษาที่มีความเชี่ยวชาญ ได้รับเลือกให้เป็นกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ (ก.ต.) มาอย่างต่อเนื่องในทุกชั้นศาล ตั้งแต่ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ จนถึงศาลฎีกา นอกจากนี้ยังมีผลงานสำคัญ เช่น เป็นหนึ่งในองค์คณะผู้พิพากษาและปฏิบัติหน้าที่เป็นเจ้าของสำนวนคดีบังคับโทษชั้น 14 ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 ศาลฎีกามีมติเอกฉันท์ 5-0 วินิจฉัยให้การบังคับโทษนายทักษิณ เป็นไปตามกระบวนการของกฎหมายอย่างเคร่งครัด

บรรยากาศชื่นมื่น อุ๊งอิ๊งค์ นำคณะผู้บริหารพรรคเพื่อไทย รดน้ำดำหัว 4 สมาชิกอาวุโส

บรรยากาศชื่นมื่น อุ๊งอิ๊งค์ นำคณะผู้บริหารพรรคเพื่อไทย รดน้ำดำหัว 4 สมาชิกอาวุโส

บรรยากาศชื่นมื่น อุ๊งอิ๊งค์ นำคณะผู้บริหารพรรคเพื่อไทย รดน้ำดำหัว 4 สมาชิกอาวุโส

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.05 น.

วันที่ 24 เม.ย. 2569  ที่พรรคเพื่อไทย หลังการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569 พรรคเพื่อไทย ได้จัดให้สมาชิกพรรคได้รดน้ำดำหัวสมาชิกอาวุโสของพรรค เนื่องในโอกาสสงกรานต์ปีใหม่ไทย นำโดยน.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย และหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย รดน้ำดำหัวขอพรสมาชิกอาวุโส นายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย นายชัยเกษม นิติสิริ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย

จากนั้นนายนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นำคณะผู้บริหาร สมาชิกพรรคเข้าแถวรดน้ำดำหัว บรรยากาศชื่นมื่นอบอุ่น

อุ๊งอิ๊งค์
อุ๊งอิ๊งค์
อุ๊งอิ๊งค์
อุ๊งอิ๊งค์
อุ๊งอิ๊งค์
อุ๊งอิ๊งค์
อุ๊งอิ๊งค์
อุ๊งอิ๊งค์

10 สส.ปชน. แถลงสู้คดีถึงที่สุด ยันเจตนาแก้กฎหมาย ไร้มุ่งร้ายระบอบประชาธิปไตย

10 สส.ปชน. แถลงสู้คดีถึงที่สุด ยันเจตนาแก้กฎหมาย ไร้มุ่งร้ายระบอบประชาธิปไตย

10 สส.ปชน. แถลงสู้คดีถึงที่สุด ยันเจตนาแก้กฎหมาย ไร้มุ่งร้ายระบอบประชาธิปไตย

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.53 น.

‘เท้ง’ นำทีม 9 สส.แถลงเดินหน้าสู้คดี 44 สส.ถึงที่สุด ยันไม่มีเจตนามุ่งร้ายระบอบประชาธิปไตย แต่ไม่ต้องการเห็นนิติสงคราม กินรวบอำนาจโดยไม่แยแสประชาชน

วันที่ 24 เมษายน 2569 ที่โรงแรมเมเปิล บางนา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อม   9 สส.ประกอบด้วย นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล, นายรังสิมันต์ โรม, นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง, นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล, นายณัฐวุฒิ บัวประทุม, นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ , นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์, นายธีรัจชัย พันธุมาศ,และนายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กรุงเทพมหานคร ร่วมแถลงข่าวภายหลังศาลฎีการับคำร้องคดี 44 สส.ไว้พิจารณา ทั้งนี้ไม่สั่ง 10 สส.หยุดปฏิบัติหน้าที่ โดยกำหนดเงื่อนไข งดแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคำร้องหรือเนื้อหาคดีในระหว่างที่ศาลอยู่ระหว่างการพิจารณาวินิจฉัย

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เช้าวันนี้ ศาลฎีกาได้มีคำสั่งรับคำร้องของ ป.ป.ช. ที่กล่าวหาว่าอดีต สส.พรรคก้าวไกล 44 คน ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากกรณีที่ร่วมลงชื่อเสนอร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยมีคำสั่งเพิ่มเติมให้ สส. ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ 10 คน สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ แต่ห้ามไม่ให้กระทำซ้ำหรือกระทำการใดๆ หรือแสดงความคิดเห็น ซึ่งการกระทำที่ถูกกล่าวหาตามคำร้อง

ดังนั้น เพื่อให้สอดคล้องกับคำสั่งศาล ตนและเพื่อนๆ สส.พรรคประชาชน ขอเพียงแค่ยืนยันว่า การเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายนั้น ไม่ได้มีเจตนามุ่งร้ายต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

นอกจากนั้น นัยของคดีนี้สำคัญกว่าอนาคตทางการเมืองของพวกผม นัยที่สำคัญของคดีนี้ คือเรื่องอนาคตของประชาธิปไตยไทย ซึ่งเป็นเรื่องของพวกเราทุกคน ที่ต้องการระบอบการเมืองที่มีกลไกในการตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจต่อทุกฝ่ายอย่างเสมอภาคด้วยมาตรฐานเดียวกัน เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชน  ไม่ใช่ระบอบที่ใช้อำนาจเพื่อปกป้องการแสวงหาผลประโยชน์ของบุคคลบางกลุ่มเท่านั้น

เราไม่ต้องการเห็นกระบวนการนิติสงครามเพื่อรักษาระบอบการเมืองที่เป็นมรดกตดทอดของคณะรัฐประหาร ซึ่งต้องการลดทอนอำนาจของประชาชนลง แล้วกินรวบอำนาจและผลประโยชน์ไว้ที่กลุ่มของตนเอง กลุ่มชนชั้นนำและนักการเมืองบางกลุ่มโดยไม่แยแสต่ออนาคตของประเทศและประชาชนโดยส่วนรวม 

ดังนั้น พวกเราจะดำเนินการต่อสู้คดีในชั้นศาลฎีกาอย่างถึงที่สุด เพื่อปกป้องรักษาความชอบธรรมของอำนาจผู้แทนราษฎรในระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนร่วมกับพี่น้องประชาชนในการเปลี่ยนผ่านการเมืองไทยไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่รับใช้พ่อแม่พี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง

พระราชทานเครื่องราชฯ 20,141 ราย ‘ภูมิธรรม’ ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก-‘ซาบีดา’ประถมาภรณ์มงกุฎไทย

พระราชทานเครื่องราชฯ 20,141 ราย ‘ภูมิธรรม’ ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก-‘ซาบีดา’ประถมาภรณ์มงกุฎไทย

พระราชทานเครื่องราชฯ 20,141 ราย ‘ภูมิธรรม’ ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก-‘ซาบีดา’ประถมาภรณ์มงกุฎไทย

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.48 น.

วันที่ 24 เมษายน 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศ เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือกและเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นสายสะพาย ประจำปี 2568

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือกและเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นสายสะพาย รวมทั้งสิ้น 20,141 ราย เนื่องในโอกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568 

ประกาศ ณ วันที่ 23 เมษายน พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก, น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นประถมาภรณ์มงกุฎไทย

พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์, นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์, นางมนพร เจริญศรี ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก

นายพิชัย นริพทะพันธุ์, น.ส.จิราพร สินธุไพร, นายสุรพงษ์ ปิยะโชติ และ น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นมหาวชิรมงกุฎ

อ่านฉบับเต็ม  : คลิกที่นี่

สว.นพดล ขอบคุณ รัฐบาล เลิก MOU 44 ชี้ลากเส้นตามมาตฐานสากล UNCLOS ถูกต้อง-ไทยได้ประโยชน์

สว.นพดล ขอบคุณ รัฐบาล เลิก MOU 44 ชี้ลากเส้นตามมาตฐานสากล UNCLOS ถูกต้อง-ไทยได้ประโยชน์

สว.นพดล ขอบคุณ รัฐบาล เลิก MOU 44 ชี้ลากเส้นตามมาตฐานสากล UNCLOS ถูกต้อง-ไทยได้ประโยชน์

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.29 น.

 ‘สว.นพดล’ ขอบคุณ ‘รัฐบาล’ เลิก ’MOU 2544‘ ชี้ลากเส้นตามมาตฐานสากล  UNCLOS ถูกต้อง – ไทยได้ประโยชน์ กัมพูชามาตีกินไม่ได้อีก

วันที่ 24 เมษายน 2569  นายนพดล อินนา สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในฐานะคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา วุฒิสภา กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลเดินหน้ายกเลิก MOU 2544ว่า ขอบคุณรัฐบาลที่เห็นพ้องต้องกันกับการศึกษาของกมธ.ของวุฒิสภาชุดนี้ เพราะหลังจากที่กมธ. มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ยกเลิก MOU 2544 เมื่อเดือนธ.ค.ที่ผ่านมา เราได้ศึกษารอบคอบ รอบด้าน อย่างไม่มีอคติใดๆ ทั้งสิ้น ก็พบว่า MOU 2544 นั้นผิด เริ่มดำเนินการผิดตั้งแต่ผังในการแนบสัญญา คลาดเคลื่อนมาตั้งแต่แรก 

“การที่กัมพูชาลากเส้นไหล่ทวีปมาพาดเกาะกูดของเรา และทำให้พื้นที่ทับซ้อนมีจำนวนมากถึง 16,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งพื้นที่ทับซ้อนนี้จะไปแบ่งผลประโยชน์ทางด้านก๊าซธรรมชาติและปิโตรเลียม ซึ่งถือเป็นหลักฐานใหญ่ชิ้นหนึ่งที่นำไปสู่การเสียเปรียบของไทย” นายนพดล กล่าว

นายนพดล กล่าวต่อว่า ถ้าเราลากเส้นตามมาตรฐานสากลตาม UNCLOS 1982 หรืออนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982  ซึ่งกัมพูชาก็เพิ่งเข้าไปเป็นภาคีเมื่อต้นปีที่ผ่านมา แม้กัมพูชาจะหลีกเลี่ยง แต่ท้ายสุดก็ต้องเข้าเป็นภาคีอยู่ดี และให้สัตยาบันในเรื่องนี้ หมายความว่าทุกอย่างจะทำตามมาตรฐานสากล 

”ถ้ารัฐบาลดำเนินการยกเลิกไปตามนี้ก็ถูกต้องแล้วครับ เพราะการลากเส้นตามแนวเขตแดนสากลไทยเราจะได้ประโยชน์ อย่างน้อยพื้นที่ทับซ้อนที่เกิดขึ้นใน MOU 2544 จะลดลงอย่างมากทันที หมายความว่าพื้นที่ที่กัมพูชาจะมาหาผลประโยชน์ร่วมกันจะลดลง เผลอๆ กัมพูชาอาจจะได้น้อยมากในส่วนนั้น หรืออาจแทบไม่ได้เลยก็เป็นไปได้ เพราะฉะนั้น การที่กัมพูชามาขอเรียกร้องแบ่งผลประโยชน์จากพื้นที่ทับซ้อนเนี่ย 50% กับ 50% ตาม MOU 2544 ถ้าเราลากตามมาตรฐานสากลตาม UNCLOS 1982 ก็จะไม่เป็นไปตามสัดส่วนนั้น” นายนพดล กล่าว

นายนพดล กล่าวด้วยว่า เกาะกูดเป็นของประเทศไทย ส่วนเกาะกงเป็นของกัมพูชา ใน UNCLOS 1982 ระบุไว้ชัดเจนว่าพื้นที่เกาะก็ถือเป็นพื้นที่ของประเทศนั้นด้วย ดังนั้น การลากเส้นจะมีเขต 12 ไมล์ทะเล และเขตพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษเหล่านี้เป็นต้น ก็จะต้องลากออกมาจากเกาะ ดังนั้น ทั้งสองฝ่ายก็ต้องลากออกมาพอๆ กัน เส้นที่แบ่งเขตอาณาเขตทางทะเลก็น่าจะอยู่กึ่งกลางระหว่างเกาะกูดกับเกาะกง ซึ่งเป็นเส้นที่ประเทศไทยเคยลากไว้ตั้งแต่ปี 2516 และอยู่ในราชกิจจานุเบกษาตั้งแต่ 2516 แล้ว ซึ่งของเราลากเส้นใกล้เคียงหรือตามมาตรฐานสากลของ UNCLOS 1982 ตั้งแต่ปี 2516 มาแล้ว

“ยืนยันว่าหากยกเลิก MOU 2544 กัมพูชาจะมาตีกินไม่ได้ เขาไม่สามารถที่จะลากเส้นผ่าน 1 ใน 3 ของเกาะกูดได้เลย เพราะตามสนธิสัญญาสยามกับอินโดจีน หรือว่าไทยกับฝรั่งเศส ในปี ค.ศ. 1907 ระบุในสนธิสัญญานั้นชัดเจนว่า เกาะกูดให้ตกเป็นของสยามหรือของประเทศไทย  เพราะฉะนั้นเกาะกูดเป็นของไทยตั้งแต่ร้อยกว่าปีแล้ว ดังนั้นการลากเส้นในปี 2544 นั้น ย่อมไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น

เผยโฉม กก.บห.เพื่อไทย ‘อุ๊งอิ๊งค์’นั่งที่ปรึกษา

เผยโฉม กก.บห.เพื่อไทย 'อุ๊งอิ๊งค์'นั่งที่ปรึกษา

เผยโฉม กก.บห.เพื่อไทย ‘อุ๊งอิ๊งค์’นั่งที่ปรึกษา

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.03 น.

”เพื่อไทย“ ปรับโครงสร้างพรรคใหม่ ‘จุลพันธ์’ ยันเดินหน้าต่อ จัดทัพทำงานหลังบ้าน กรรมการบริหาร29คน เพิ่มคณะที่ปรึกษา นำโดย “แพทองธาร-อ.เชน-สุริยะ-ภูมิธรรม” ให้ทุกปัญหามีเจ้าของมีคนพท.ดูแล

วันที่ 24 เมษายน 2569 ที่พรรคเพื่อไทย  นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย  แถลงภายหลังการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569 พรรคเพื่อไทย ถึงโครงสร้างกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ว่า การประชุมพรรคครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกหลังการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยได้สรุปบทเรียนอย่างเป็นระบบตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา ตราบที่ประชาชนยังต้องการคนทำงานให้ พรรคเพื่อไทยจะยังเดินหน้าต่อไป ไม่มีเหตุผลที่จะหยุด และวันนี้พรรคเพื่อไทยพร้อมแล้วที่ประกาศโครงสร้างการทำงานชุดใหม่ที่มุ่งให้ทุกปัญหามีเจ้าของ และทุกพื้นที่มีคนดูแล ตั้งแต่ระดับนโยบายถึงระดับภูมิภาคทั่วประเทศ และเมื่อยังต้องเดินต่อ หยุดไม่ได้ เราจึงต้องปรับตัวครั้งใหญ่ ทั้งโครงสร้าง ระบบงาน บุคลากร เทคโนโลยี ทั้งหมดนี้เพื่อทำให้พรรคยังเดินหน้าต่อไปได้ ด้วยแนวทางที่ ‘ถูกต้อง’ คู่กันไปกับงานบริหารราชการแผ่นดิน 

“สิ่งที่เปลี่ยนไปจริงๆ ไม่ใช่แค่กล่องในผัง แต่คือทุกปัญหามีเจ้าของ ทุกพื้นที่มีคนดูแล เราจะไม่ยอมแพ้ ตราบใดที่พี่น้องประชาชนยังมีปัญหา ตราบที่พี่น้องประชาชนยังตั้งความหวังว่าพรรคจะทำงานเพื่อแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชน การทำนโยบายยังเป็นสิ่งที่พรรคเพื่อไทยยึดมั่น คนนอกอาจจะมองว่าพรรคเพื่อไทยอยู่ในภาวะวิกฤต แต่ไม่ว่าใครจะนิยามพรรคเพื่อไทยอย่างไร พรรคไม่ได้มีอยู่เพื่อเล่นตามบทที่ใครเขียน แต่มีอยู่เพราะประชาชนยังต้องการองค์กรที่ทำงานให้เขา เมื่อเป้าหมายคือประชาชน ภารกิจของพรรคจึงไม่มีวันสิ้นสุด การเดินหน้าปรับเปลี่ยนและพัฒนาตัวเอง เราจะเดินหน้าต่อไป“ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยกล่าว

นายจุลพันธ์กล่าวอีกว่า นอกจากนั้น ด้วยอำนาจของหัวหน้าพรรคการเมือง ยังใช้อำนาจในการบริหาร โดยแต่งตั้งคณะที่ปรึกษาขึ้นมาเป็นองค์ประกอบ เพื่อที่จะเข้ามาช่วยในเรื่องของการคิดยุทธศาสตร์ คิดแนวทางเดินหน้าทางการเมือง คิดนโยบาย แนวทางแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน ซึ่งคณะที่ปรึกษานี้จะมีบุคลากรผู้ทรงความรู้ ผู้มากด้วยประสบการณ์ของพรรคอีกจำนวนมากมาร่วม มีอดีตนายกฯ แพทองธาร นายภูมิธรรม เวชยชัย นพ.พรหมมินทร์ เลิศสุริย์เดช อ.เชน ยศชนัน วงษ์สวัสดิ์ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นต้น จะะมีการประชุมหารือร่วมกันระหว่างคณะผู้บริหารและคณะที่ปรึกษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนพรรค สามารถสอดประสานทั้งในส่วนของพรรค ส่วนของสภา และส่วนของคณะรัฐมนตรี ให้ตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน

“คนนอกอาจจะมองพรรคเพื่อไทยว่าอยู่ในภาวะวิกฤต อยู่ในภาวะที่สะดุดติดขัด แต่คนมองอย่างไรไม่ใช่ปัจจัยที่เราจะคำนึง แน่นอนว่าสถาบันการเมืองไม่ใช่เวทีละครที่เราจะเล่นตามบทของใครที่มากำหนด แต่เราคือองค์กรที่มีชีวิต และเรายืนยันว่าจะเดินหน้าโดยใช้ลมหายใจและความหวังของพี่น้องประชาชนเป็นกำลังในการขับเคลื่อน เรายังคงมีความตั้งใจในการที่จะเดินหน้าพรรคเพื่อให้เติบโตสู่การเป็นพรรคแกนหลักในการจัดตั้งรัฐบาลต่อไปในอนาคต ผมตั้งหวังว่า ด้วยการร่วมเดินทางของพวกเราจากวันนี้ไป พรรคเพื่อไทยจะเป็นสถาบันการเมืองที่เข้มแข็ง และสามารถทำประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชนสมตามที่ได้มีความตั้งใจเอาไว้” นายจุลพันธ์กล่าว

สำหรับรายชื่อคณะกรรมการพรรคชุดใหม่ ประกอบด้วย 

คณะที่ปรึกษาพรรค 
นางสาวแพทองธาร ชินวัตร
นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ
นายสมศักดิ์ เทพสุทิน
นายภูมิธรรม เวชยชัย
นายพรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช
นายเทวัญ ลิปตพัลลภ

คณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย (29 คน)
1. นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค 
2. นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรค ด้านกฎหมาย 
3. นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวพรรค ด้านวิชาการ 
4. นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รองหัวหน้าพรรคด้านข้อมูลและกิจการพิเศษ 
5. นายจักรพงษ์ แสงมณี รองหัวหน้าพรรคด้านการต่างประเทศ 
6. นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ รองหัวหน้าพรรคด้านกิจการสภา 
7. นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองหัวหน้าพรรค และ ประธานภาคเหนือบน
8. นางสาวณัฐธิดา เทพสุทิน รองหัวหน้าพรรค และ ประธานภาคเหนือล่าง 
9. นางมนพร เจริญศรี รองหัวหน้าพรรค และ ประธานภาคอีสานบน 
10. นางสาวจิราพร สินธุไพร รองหัวหน้าพรรค และประธานภาคอีสานกลาง 
11. นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รองหัวหน้าพรรค และ ประธานภาคอีสานล่าง 
12. นายสรวงศ์ เทียนทอง รองหัวหน้าพรรค และประธานภาคกลาง 
13. นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รองหัวหน้าพรรค และประธานภาค กทม. 
14. นายก่อแก้ว พิกุลทอง รองหัวหน้าพรรค และ ประธานภาคใต้  
15. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค 
16. นายธนรัช จงสุทธานามณี รองเลขาธิการพรรคฝ่ายนโยบายและวิชาการ 
17. นางสาวขัตติยา สวัสดิผล รองเลขาธิการพรรคฝ่ายกฎหมาย 
18. นายศึกษิษฎ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคและฝ่ายสื่อสารและแคมเปญ 
19. นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ รองเลขาธิการพรรคฝ่ายสมาชิกพรรคสัมพันธ์ 
20. นางสาวลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รองเลขาธิการพรรคฝ่ายสนับสนุนข้อมูล
21. นายจิรวัฒน์ ศิริพานิชย์ รองเลขาธิการพรรคฝ่ายประสานงานพื้นที่
22. นายอนุสรณ์ เอื่ยมสะอาด กรรมการบริหารพรรค 
23. นายณณัฏฐ์ หงษ์ชูเวช กรรมการบริหารพรรค 
24. นายกฤช เอื้อวงศ์ กรรมการบริหารพรรค 
25. นายวรวงศ์ วรปัญญา กรรมการบริหารพรรค 
26. รศ. เชิดชัย ตันติศิรินทร์ กรรมการบริหารพรรค 
27. นายวรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์ กรรมการบริหารพรรค 
28. ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ นายทะเบียนพรรค 
29. ทวีศักดิ์  อนรรฆพันธ์  เหรัญญิก

 

ชื่นมื่น! หวัง อี้ ชม อนุทิน หล่อมาก! ตึกไทยคู่ฟ้าเสิร์ฟ ทุเรียน-ข้าวหลาม ต้อนรับ

ชื่นมื่น! หวัง อี้ ชม อนุทิน หล่อมาก! ตึกไทยคู่ฟ้าเสิร์ฟ ทุเรียน-ข้าวหลาม ต้อนรับ

ชื่นมื่น! หวัง อี้ ชม อนุทิน หล่อมาก! ตึกไทยคู่ฟ้าเสิร์ฟ ทุเรียน-ข้าวหลาม ต้อนรับ

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.52 น.

“หวังอี้” เข้าทำเนียบ พบ”อนุทิน” ชม”หล่อมาก” ตึกไทยคู่ฟ้าเสิร์ฟ”ทุเรียน-ข้าวหลาม” ก่อนนายกฯ ขับรถพากินข้าวกลางวันที่โรงแรม

วันที่ 24 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 10.55 น.ที่ตึกไทยคู้ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายหวัง อี้ สมาชิกกรมการเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกลางด้านกิจการต่างประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีนและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เดินทางเข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทิน ชาญวรีรกูล นายกรัฐมนตรี ในโอกาสเยือนประเทศไทย ในฐานะแขกของกระทรวงการต่างประเทศ โดยมีนายกฯและ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ รอต้อนรับ 

โดยเมื่อนายหวังอี้ มาถึง นายกฯได้เข้าจับมือและโอบไหล่ทักทาย และมีการพูดคุยกันเล็กน้อย โดยนายหวังอี้ กล่าวชมนายกฯว่า “ท่านดูหล่อมากครับ” ก่อนที่นายกฯ จะตอบกลับว่า ”หล่อน้อยกว่าท่าน“ พร้อมพาคณะจะเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้าไปทันที
  
จากนั้น ทั้งสองฝ่ายได้ใช้เวลาหารือประเด็นต่างๆบนตึกไทยคู่ฟ้า ประมาณ 1 ชั่วโมง โดยมีการเสิร์ฟทุเรียนและข้าวหลามในกะลามะพร้าวต้อนรับ ซึ่งเป็นเมนูโปรดของรัฐมนตรีจีน นอกจากนี้ยังได้จัดเตรียมขนมไทยอย่างลูกชุบ และขนมสอดไส้ ไว้เตรียมรองรับด้วย ภายหลังการหารือเวลา 11.55 น. นายอนุทิน และนายหวังอี้ ได้ลงจากตึกไทยคู่ฟ้าพร้อมกันเพื่อเดินทางไปรับประทานอาหารกลางวันที่ภัตคารอาหารจีน โรงแรม Chefman สาขาราชดำริ ถนนวิทยุ เขตปทุมวันที่โรงแรม  โดยนายอนุทิน ได้เปิดประตูรถไฟฟ้าBYD ซึ่งเป็นรถยนต์ส่วนตัวของนายกฯให้นายหวังอี้ขึ้นไปนั่ง ก่อนที่ตนเองจะทำหน้าที่พลขับ โดยมีนายหวังอี้นั่งอยู่ด้านข้างนายอนุทิน และนายสีหศักดิ์ นั่งอยู่เบาะด้านหลัง.
 

อนุทิน มอบสารวันเทศบาล ชูเป็นรากฐานสำคัญการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

อนุทิน มอบสารวันเทศบาล ชูเป็นรากฐานสำคัญการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

อนุทิน มอบสารวันเทศบาล ชูเป็นรากฐานสำคัญการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.49 น.

‘นายกฯ อนุทิน’ มอบสารเนื่องในวันเทศบาล 24เมษาฯ69 ชูเป็นรากฐานสำคัญการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เป็นองค์กรสร้างสรรค์นวัตกรรมทางการบริหารจัดการท้องถิ่น เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนยั่งยืน

วันที่ 24 เมษายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย มอบสารเนื่องในวันเทศบาล 24 เมษายน 2569 ใจความสำคัญว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา “เทศบาล” ถือเป็นรากฐานสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และเป็นหน่วยงานที่มีความใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชน ภารกิจของท่านทั้งหลาย ไม่เพียงแต่เป็นการจัดบริการสาธารณะ เพื่อตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการสร้างสรรค์นวัตกรรมทางการบริหารจัดการท้องถิ่น เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต พัฒนาสังคม สิ่งแวดล้อม และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้มีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบัน

“ผมขอขอบคุณและขอเป็นกำลังใจให้บุคลากรทุกระดับ ที่ได้ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และเสียสละ เพื่อประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ขอให้ท่านทั้งหลายร่วมแรงร่วมใจกันสานต่อภารกิจเพื่อพัฒนาท้องถิ่นให้มีความเจริญก้าวหน้า เพื่อสร้างความเชื่อมันและศรัทธาให้กับประชาชนสืบไป”

สำหรับ “วันเทศบาล” ตรงกับวันที่ 24 เมษายนของทุกปี มีจุดเริ่มต้นของการก่อกำเนิดเทศบาล เกิดขึ้นในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระองค์ได้ ทรงปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินของไทยใหม่ให้ทันสมัย ทัดเทียมกับนานาอารยประเทศ โดยจัดให้มี “การปกครอง ส่วนท้องถิ่น” ขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทยในรูปแบบสุขาภิบาล ที่สุขาภิบาลท่าฉลอม จังหวัดสมุทรสาคร เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2441 และได้ขยายการจัดตั้งสุขาภิบาลออกไปในท้องถิ่นต่าง ๆ เพิ่มขึ้นทั่วประเทศ กระทั่งต่อมา ได้มีการตราพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดินแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2476 ขึ้น และได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติจัดระเบียบเทศบาล พ.ศ. 2476 เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2476 โดยได้มีการยกฐานะ สุขาภิบาลขึ้นเป็นเทศบาลหลายแห่ง กระทั่งบังคับใช้พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 จึงทำให้เทศบาลมีสถานะเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของประเทศไทย

กระทรวงมหาดไทย จึงได้ออกประกาศลงวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2532 กำหนดให้วันที่ 24 เมษายน ของทุกปี เป็น “วันเทศบาล” เพื่อระลึกถึงความสำคัญของการก่อกำเนิดเทศบาล และเพื่อให้พนักงานเทศบาลตระหนักถึงความสำคัญในบทบาทของการเป็นผู้ให้บริการสาธารณะประชาชน ด้วยหลักธรรมาภิบาล บริการเพื่อประชาชน

สภาไม่ใช่พื้นที่ทำได้ทุกอย่าง! คดี 44 อดีต สส.กับขอบเขตอำนาจผู้แทน

สภาไม่ใช่พื้นที่ทำได้ทุกอย่าง!  คดี 44 อดีต สส.กับขอบเขตอำนาจผู้แทน

สภาไม่ใช่พื้นที่ทำได้ทุกอย่าง! คดี 44 อดีต สส.กับขอบเขตอำนาจผู้แทน

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.07 น.

คำสั่งศาลฎีกาวันที่ 24 เมษายน 2569 รับคำฟ้องคดีอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล กรณีร่วมลงชื่อเสนอร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เมื่อปี 2564 เป็นพัฒนาการสำคัญของคดีนี้ เพราะข้อกล่าวหาที่อยู่ในชั้นตรวจสอบ ได้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลอย่างเป็นทางการแล้ว

ส่วนกรณี สส.พรรคประชาชน 10 คน ยังปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ในชั้นนี้ เป็นรายละเอียดประกอบ ไม่ใช่ประเด็นหลักของคำสั่งครั้งนี้ เพราะสาระสำคัญคือศาลเห็นว่าคดีมีเหตุเพียงพอให้ดำเนินกระบวนการต่อ

นั่นหมายความว่า อดีต 44 สส. จะต้องชี้แจงด้วยข้อกฎหมาย ข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานต่อศาล ไม่ใช่อาศัยคำอธิบายทางการเมืองเพียงอย่างเดียว

คดีนี้มีผลทางการเมืองชัดเจน เพราะผู้ถูกฟ้องหลายคนเป็นบุคคลสำคัญของพรรคประชาชน ทั้งในฐานะผู้นำพรรค ผู้อภิปราย และบุคคลที่มีบทบาทต่อภาพลักษณ์ของพรรค

หากผลคดีออกมาในทางลบ ผลกระทบย่อมไม่จำกัดอยู่ที่ตัวบุคคล แต่จะลามไปถึงการจัดวางบุคลากร ทิศทางพรรค และความเชื่อมั่นของฐานเสียงในระยะต่อไป

ฝ่ายที่ออกมาปกป้อง 44 อดีต สส. มักย้ำว่า การเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายเป็นสิทธิ์ของผู้แทนราษฎร ซึ่งไม่มีใครปฏิเสธ แต่สิทธิ์ดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าจะเสนอเรื่องใดก็ได้โดยไม่ต้องรับผลตามกฎหมาย

ยิ่งเป็นการเสนอแก้ไขมาตรา 112 ยิ่งมีความสำคัญมากกว่ากฎหมายทั่วไป เพราะมาตรานี้เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นสถาบันหลักของชาติ และเป็นองค์ประกอบของระบอบการปกครองไทยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ผู้ที่มองมาตรา 112 เป็นเพียงคดีหมิ่นประมาททั่วไป อาจมองข้ามข้อเท็จจริงสำคัญว่า ประมุขของรัฐไม่ใช่บุคคลธรรมดาในทางสถานะของรัฐ การคุ้มครองจึงมีมิติกว้างกว่าการคุ้มครองบุคคลทั่วไป เพราะเกี่ยวข้องกับความต่อเนื่องของรัฐ ความมั่นคง และความรู้สึกของประชาชนจำนวนมาก

เนื้อหาการแก้ไขที่มีการเสนอในเวลานั้น ถูกวิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าเป็นการลดระดับความคุ้มครองของสถาบัน และทำให้พระมหากษัตริย์ต้องเข้าสู่กระบวนการร้องทุกข์หรือฟ้องร้องในลักษณะใกล้เคียงบุคคลทั่วไป ซึ่งนำไปสู่คำถามว่า กำลังลดทอนสถานะของประมุขของรัฐหรือไม่

เรื่องนี้จึงไม่ใช่เพียงการแก้ถ้อยคำในกฎหมาย แต่เป็นเรื่องที่กระทบต่อหลักคิดของรัฐไทย และกระทบความรู้สึกของประชาชนจำนวนไม่น้อยที่ยึดโยงกับสถาบันพระมหากษัตริย์

ดังนั้น เมื่อมีการเสนอแก้ไขมาตรา 112 แล้วถูกตรวจสอบ จึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้จากธรรมชาติของประเด็นที่มีผลกระทบกว้างและมีความละเอียดอ่อนสูง

เมื่อคดีเข้าสู่ศาลแล้ว ข้อถกเถียงทั้งหมดจะต้องอยู่บนฐานของกฎหมายมากขึ้น ไม่ใช่อยู่บนการสื่อสารทางการเมืองเพียงอย่างเดียว

ผู้ถูกฟ้องมีสิทธิ์ต่อสู้คดีเต็มที่ มีสิทธิ์ชี้แจงเจตนา มีสิทธิ์นำพยานหลักฐานเข้าสู่ศาล และมีสิทธิ์พิสูจน์ว่าการกระทำของตนอยู่ในกรอบหน้าที่ผู้แทนราษฎร

ขณะเดียวกัน ฝ่ายผู้ฟ้องก็ต้องแสดงให้เห็นว่า การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามที่กล่าวอ้างจริงหรือไม่

นี่คือสาระของกระบวนการยุติธรรม คือให้ทั้งสองฝ่ายใช้ข้อเท็จจริงและหลักฐาน ไม่ใช่ใช้กระแสสังคมตัดสินคดี

ผลของคดีนี้จึงถูกจับตาอย่างมาก เพราะผู้ถูกฟ้องหลายคนเป็นกำลังหลักของพรรคประชาชน หากเกิดผลทางคดีในภายหลัง ย่อมกระทบต่อโครงสร้างพรรคอย่างหลีกเลี่ยงยาก

อีกด้านหนึ่ง คดีนี้ยังเป็นสัญญาณต่อนักการเมืองทุกพรรคว่า การเสนอแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสถาบันหลักของประเทศ ต้องพิจารณาผลตามมาให้รอบด้าน ไม่ใช่มองเพียงผลทางการเมืองระยะสั้น

แก่นของคำสั่งศาลฎีกาครั้งนี้ คือการยืนยันว่า การใช้อำนาจทางการเมืองในเรื่องสำคัญ ย่อมถูกตรวจสอบได้ และเมื่อมีข้อกล่าวหาตามกฎหมาย ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณา

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พรรคส้มวางตัวเป็นพรรคแห่งการเปลี่ยนแปลง และใช้ประเด็นปฏิรูปหลายเรื่องเป็นแนวทางทางการเมือง แต่เมื่อเลือกเดินในประเด็นที่แตะสถาบันหลักของประเทศ ก็ต้องยอมรับว่าผลตามมาจะมีน้ำหนักมากกว่านโยบายทั่วไป

การรับคำฟ้องครั้งนี้จึงทำให้อนาคตทางการเมืองของแกนนำหลายคนอยู่ในภาวะไม่แน่นอน และทำให้พรรคประชาชนต้องรับมือกับปัญหาทางการเมืองอีกครั้ง

จากนี้ไป คำตอบของเรื่องนี้จะอยู่ที่คำวินิจฉัยของศาล ไม่ใช่คำอธิบายทางการเมือง

สำหรับอดีต 44 ส.ส. คดีนี้มีผลโดยตรงต่ออนาคตทางการเมือง และสำหรับพรรคประชาชน คดีนี้อาจกำหนดทิศทางของพรรคในช่วงต่อจากนี้อย่างชัดเจน