วันโรคหายากปีที่ 16 ขับเคลื่อนนโยบายระดับชาติ เพื่อการรักษาที่เท่าเทียมและยั่งยืน

วันโรคหายากปีที่ 16 ขับเคลื่อนนโยบายระดับชาติ เพื่อการรักษาที่เท่าเทียมและยั่งยืน

วันโรคหายากปีที่ 16 ขับเคลื่อนนโยบายระดับชาติ เพื่อการรักษาที่เท่าเทียมและยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ชมรมบ้านท้าวแสนปมแห่งประเทศไทยร่วมขับเคลื่อนงานวันโรคหายาก ปีที่ 16 ซึ่งจัดโดยมูลนิธิเพื่อผู้ป่วยโรคหายากแห่งประเทศไทย ผนึกพลังแพทย์เวชพันธุศาสตร์ ผู้กำหนดนโยบาย และกลุ่มผู้ป่วยจากทั่วประเทศ เพื่อผลักดัน “นโยบายโรคหายากระดับชาติ” ที่มุ่งให้ผู้ป่วยเข้าถึงการวินิจฉัย การรักษา และการดูแลต่อเนื่องอย่างเป็นธรรม โดยได้รับเกียรติจาก นพ. ศักดา อัลภาชน์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวเปิดงาน สนับสนุนการดูแลผู้ป่วยโรคหายากอย่างเป็นระบบ

กรณีผู้ป่วยโรคเอ็นเอฟวัน (Neurofibromatosis type 1, NF1) เป็นหนึ่งในโรคหายากที่พบได้ไม่น้อย และจำเป็นต้องมี “การรักษาอย่างต่อเนื่อง” ที่ต้องอาศัยกลไกเชิงนโยบายรองรับ เพื่อให้ระบบส่งต่อและดูแลผู้ป่วยทั้งในเรื่องอาการของโรค และการดำเนินชีวิตในสังคม

นพ. ศักดา อัลภาชน์

ตลอดเวลากว่า 16 ปีของการขับเคลื่อนประเด็นโรคหายาก งานวันโรคหายากปีนี้ถูกออกแบบให้เป็นมากกว่าการสร้างความตระหนักรู้ แต่เป็นเวทีเชิงนโยบายที่เปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนร่วมสะท้อนปัญหาและพัฒนาข้อเสนอเชิงปฏิบัติ เพื่อให้ระบบสุขภาพตอบโจทย์ความต้องการของผู้ป่วยโรคหายากได้อย่างเป็นรูปธรรม

รศ.พญ. กิติวรรณ โรจนเนืองนิตย์

รศ.พญ. กิติวรรณ โรจนเนืองนิตย์ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ในนามมูลนิธิเพื่อผู้ป่วยโรคหายากแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ปัจจุบันประเทศไทยคาดว่ามีผู้ป่วยโรคหายากประมาณ 2–3 ล้านคน จากโรคหายากมากกว่า 7,000 ชนิด แม้แต่ละโรคจะพบได้ไม่บ่อย แต่เมื่อรวมกันแล้วถือเป็นประเด็นสาธารณสุขที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ในช่วงกว่าทศวรรษที่ผ่านมา เราเห็นพัฒนาการที่ดีขึ้นทั้งด้านการรับรู้ การวินิจฉัย ระบบส่งต่อ และการดูแลรักษา อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยจำนวนมากยังเผชิญความท้าทาย โดยเฉพาะการเข้าถึงบริการที่ต่อเนื่องและกลไกเชิงนโยบายที่ยังไม่ครอบคลุมในทางปฏิบัติ

งานปีนี้ จึงมุ่งยกระดับจากเวทีสร้างความตระหนักรู้ ไปสู่เวทีแลกเปลี่ยนเชิงนโยบาย ผ่านเวิร์กช็อปแบบกลุ่ม เพื่อรวบรวมข้อเสนอที่นำไปต่อยอดในระดับนโยบาย และช่วยให้ระบบดูแลผู้ป่วยโรคหายากมีความเป็นธรรมและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น”

ภายในงานมีเวิร์กช็อปเชิงนโยบายเพื่อจัดทำข้อเสนอแก้ไขอุปสรรคสำคัญในการดูแลผู้ป่วย ครอบคลุมตั้งแต่งบประมาณ การขึ้นทะเบียนผู้ป่วย ระบบการวินิจฉัยและการส่งต่อ การเข้าถึงการรักษาและยาทั้งราคาทั่วไปและยาราคาสูง การกำหนดหน่วยงานเฉพาะของกระทรวงสาธารณสุขควบคู่กับการเพิ่มบุคลากร ตลอดจนมิติด้านการศึกษาและสังคม โดยมูลนิธิฯ ตั้งเป้านำเสนอต่อสมัชชาสุขภาพ เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดกฎหมายหรือคณะกรรมการโรคหายากที่บูรณาการการดูแลอย่างครบวงจร รวมถึงแนวทางจัดตั้งกองทุนโรคหายากเพื่อการดูแลผู้ป่วย

ในโอกาสครบรอบ 10 ปีการดำเนินงาน มูลนิธิฯ สะท้อนบทบาทตลอดทศวรรษ ทั้งการสร้างความตระหนักรู้ การทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานวิจัยเพื่อการพัฒนาหลักประกันสุขภาพไทย (สวรส.) กระทรวงการคลัง และ HITAP การสนับสนุนการจัดตั้งกลุ่มผู้ป่วยและเครือข่ายโรคหายาก การสร้างความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศ การสื่อสารกับภาครัฐเพื่อผลักดันกลไกเชิงนโยบาย ตลอดจนการริเริ่มโครงการสนับสนุนผู้ป่วยด้านค่ารักษาพยาบาล ค่าเดินทาง และการบริจาคเครื่องตรวจวัดระดับแอมโมเนียในเลือด เพื่อเพิ่มโอกาสในการวินิจฉัยและการดูแลอย่างทันท่วงที

หนึ่งในกรณีศึกษาที่สะท้อนช่องว่างระบบคือ โรคท้าวแสนปม ซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรมที่ต้องอาศัยการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต และยังเป็นความท้าทายสำคัญของระบบสุขภาพไทยในด้านการวินิจฉัย การส่งต่อ และการเข้าถึงการรักษาที่เหมาะสม  

ภมรมาส สาลีพัฒนา 

ภมรมาส สาลีพัฒนา ประธานชมรมบ้านท้าวแสนปมแห่งประเทศไทย กล่าวในฐานะ Patient Champion ว่า โรค NF1 พบได้ประมาณ 1 ใน 3,000 คนทั่วโลก และในผู้ป่วยร้อยละ 30–50 จะเกิดเนื้องอกชนิด PN ซึ่งอาจกดทับอวัยวะสำคัญ สร้างความเจ็บปวด ความพิการ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการกลายเป็นมะเร็ง สำหรับเด็กไทยอย่างน้อย 121 คนที่มีเนื้องอกขนาดใหญ่ หลายรายไม่สามารถผ่าตัดได้ ส่งผลให้ผู้ป่วยและครอบครัวต้องเผชิญความไม่แน่นอนในชีวิต

“ที่ผ่านมา เราสื่อสารผ่านแคมเปญ ‘Beyond the Fighter’ เพื่อสะท้อนว่าผู้ป่วย NF1 ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงผู้ที่ต้องอดทนกับโรค แต่ควรได้รับโอกาสเข้าถึงการรักษาที่เหมาะสมและต่อเนื่อง ปีที่ผ่านมา ผู้ป่วย 20 คนที่มีเนื้องอก PN ที่ไม่สามารถผ่าตัดได้ เข้าถึงยานวัตกรรมผ่านโครงการยาบริจาค และเห็นผลลัพธ์ด้านคุณภาพชีวิตอย่างชัดเจน ทั้งการลดขนาดเนื้องอกและการใช้ชีวิตประจำวัน แต่เมื่อโครงการสิ้นสุด การเข้าถึงยาก็หยุดลง ซึ่งสะท้อนความจำเป็นของกลไกระดับนโยบาย ทั้งในเรื่องความต่อเนื่องของโครงการยาบริจาคและการนำเข้ายานวัตกรรมใหม่ ๆ ในการรักษาจำเพาะสำหรับโรคหายาก  เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการรักษาได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน”

รศ. พญ. กิติวรรณ โรจนเนืองนิตย์ กล่าวทิ้งท้ายว่า หากประชาชนสงสัยว่าตนเองหรือบุคคลใกล้ชิดอาจเข้าข่ายเป็นโรคหายาก ขอให้เข้ารับการตรวจที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน โดยแพทย์จะเป็นผู้ประเมิน วินิจฉัย และดำเนินการส่งต่อไปยังสถานพยาบาลหรือแพทย์เฉพาะทางตามความเหมาะสม ผู้ป่วยโรคหายากไม่ได้โดดเดี่ยว และไม่ควรถูกมองว่าเป็นโรคที่น่าอับอาย สิ่งสำคัญคือการเปิดใจเข้ารับการดูแลรักษาอย่างถูกต้อง พร้อมทั้งขอให้สังคมร่วมกันสร้างความเข้าใจและการยอมรับ เพื่อให้ผู้ป่วยโรคหายากสามารถใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรีและคุณภาพชีวิตที่ดี

ทั้งนี้ วันโรคหายากปีที่ 16 จึงไม่ใช่เพียงการรณรงค์เชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นเวทีนโยบายที่เชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมผลักดันกลไกการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพอย่างครอบคลุม เป็นธรรม และต่อเนื่องตลอดเส้นทางการรักษา เพื่อให้ผู้ป่วยโรคหายากไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังในระบบสุขภาพของประเทศไทย

3 หญิงเก่งแห่ง ‘มอนเดลีซ ประเทศไทย’ ส่งต่อพลังบวกให้ผู้หญิง แบ่งปันมุมมองการทำงานภายใต้องค์กรที่เปิดกว้างและเท่าเทียม

3 หญิงเก่งแห่ง ‘มอนเดลีซ ประเทศไทย’ ส่งต่อพลังบวกให้ผู้หญิง แบ่งปันมุมมองการทำงานภายใต้องค์กรที่เปิดกว้างและเท่าเทียม

3 หญิงเก่งแห่ง ‘มอนเดลีซ ประเทศไทย’ ส่งต่อพลังบวกให้ผู้หญิง แบ่งปันมุมมองการทำงานภายใต้องค์กรที่เปิดกว้างและเท่าเทียม

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มอนเดลีซ ประเทศไทย ผู้นำด้านขนมและของว่างระดับโลก ร่วมเฉลิมฉลองวันสตรีสากล หรือ International Women’s Day 2026 ตอกย้ำองค์กรที่ยึดมั่นความเท่าเทียม มุ่งเน้นการส่งต่อพลังบวก สนับสนุนให้ผู้หญิงทุกคนมีโอกาสเติบโต สนุกกับงานและจัดสรรชีวิตได้อย่างลงตัว

วันที่ 8 มีนาคมของทุกปี ตรงกับ “วันสตรีสากล” ทั่วโลกร่วมเฉลิมฉลองความสำเร็จของผู้หญิงในทุกด้านเพื่อเน้นย้ำถึงความเสมอภาคและความเท่าเทียม มอนเดลีซ อินเตอร์เนชันแนล ประเทศไทย เป็นองค์กรที่มุ่งมั่นในเรื่องความเท่าเทียม โดยสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เต็มไปด้วยพลังบวก ส่งต่อกำลังใจเพื่อความสำเร็จของทีม เปิดโอกาสให้ผู้หญิงได้พิสูจน์ศักยภาพและเติบโตสู่ระดับบริหารได้ตามความสามารถและความสนใจ โดย มอนเดลีซ ประเทศไทยยังขับเคลื่อนด้วยพลังของผู้หญิงที่มีบทบาทสำคัญในหลายด้าน

3 หญิงเก่งแห่งมอนเดลีซ ประเทศไทย ที่จะมาแบ่งปันมุมมองการทำงานภายใต้องค์กรที่เปิดกว้าง พร้อมส่งต่อพลังบวกและแรงบันดาลใจในการทำงานให้กับคนรุ่นใหม่ในองค์กร

ณัฐธิดา อนันต์นาท

ณัฐธิดา อนันต์นาท ผู้อำนวยการฝ่ายการวางแผนและบริหารกลยุทธ์ กล่าวว่า มอนเดลีซ ประเทศไทยเปิดโอกาสให้พนักงานได้พบกับความท้าทายใหม่ เช่น การเปลี่ยนสายงาน รวมถึงการเติบโตในองค์กร สิ่งที่เราต้องมีคือ Growth Mindset และ Can do Attitude เพื่อทำสิ่งที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด การเปลี่ยนแปลงมักเป็นเรื่องยากในช่วงต้น แต่สิ่งที่ได้รับตลอดมาคือความไว้วางใจและแรงสนับสนุนจากคนในองค์กร รวมถึงหัวหน้างานที่มอนเดลีซ ในการช่วยชี้นำให้เราพัฒนาทักษะเพื่อรับมือกับความท้าทายต่างๆ ได้ดีขึ้น ในขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้เรากล้าที่จะแสดงความคิด ทำงานอย่างเต็มที่ และพัฒนาศักยภาพของตนเอง

“สิ่งที่สำคัญสำหรับบทบาทการทำงานในปัจจุบัน นอกจากเรื่องภาวะผู้นำ เรายังต้องผลักดันให้ทุกคนมีความกล้าคิด กล้าลงมือทำ เรียนรู้ได้ทั้งจากความสำเร็จและความผิดพลาด ตลอดระยะเวลา 11 ปีที่ผ่านมา เราได้รับการสนับสนุนมาอย่างดี และวันนี้เราเองก็กำลังทำหน้าที่สนับสนุนทีมงานอยู่เช่นกัน สิ่งที่ต้องตระหนักอยู่เสมอคือ เราไม่ได้เติบโตเพียงลำพัง แต่ต้องใส่ใจกับคนรอบข้าง พร้อมส่งต่อพลังบวกให้กับทีมงาน เพื่อให้พวกเขามีสุขภาพใจและกายที่ดี ให้ได้เติบโตไปพร้อมๆ กัน นอกจากนั้น วัฒนธรรมการทำงานที่นี่เต็มไปด้วยความสนุก (Moment of Joy) เป็นสังคมที่มีการให้ซึ่งกันและกัน บริษัทมักจะมีกิจกรรมที่ช่วยให้คนในองค์กรใกล้ชิดกันมากขึ้นและสามารถเชื่อมโยงกันได้อย่างเต็มที่ในการทำงาน”

มณีรัตน์ บุญมัธยะ

มณีรัตน์ บุญมัธยะ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาศักยภาพองค์กรและกำจัดความสูญเสีย โรงงานมอนเดลีซ นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง กล่าวว่า มอนเดลีซ ประเทศไทย เป็นองค์กรที่ส่งเสริมความหลากหลายและความเท่าเทียม พนักงานทุกคนได้รับโอกาสในการเติบโตในสายงานและขยายศักยภาพ ที่ผ่านมามีโอกาสเข้าร่วมหลักสูตรฝึกอบรมต่างๆ และศึกษาดูงานในต่างประเทศ เพื่อนำองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่ได้รับจากการอบรมมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการผลิตสินค้า พร้อมทั้งยกระดับมาตรฐานการผลิตและคุณภาพอย่างต่อเนื่อง ต่อยอดการเติบโตของโรงงานลาดกระบัง ซึ่งเป็นหนึ่งในฐานการผลิตที่สำคัญของมอนเดลีซในภูมิภาคเอเชีย

“รู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของมอนเดลีซ และมองว่าทุกความท้าทายคือโอกาส ในสถานการณ์ที่ตลาดมีการแข่งขันสูงและผู้บริโภคมีความต้องการที่หลากหลาย เราจำเป็นต้องเร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ พร้อมทั้งรักษาคุณภาพและมาตรฐานของสินค้า เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคและรักษาความสามารถในการแข่งขันทั้งภายในและภายนอก การพัฒนาศักยภาพของพนักงานให้มีความพร้อมรับความท้าทายจึงเป็นกลยุทธ์สำคัญ รวมถึงการให้โอกาสพนักงานได้แสดงความคิดเห็น และการสร้างความผูกพันกับพนักงานให้รู้สึกมีส่วนร่วมกับองค์กร ก็เป็นปัจจัยสำคัญเช่นกัน เมื่อพนักงานทุกภาคส่วนทุ่มเทเพื่อให้องค์กรบรรลุเป้าหมายไปพร้อมกัน เราก็ได้รับแรงบันดาลใจกลับมา ซึ่งเป็นกำลังใจสำคัญที่ช่วยให้เราไม่ย่อท้อต่อการก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ”

ด้วยนโยบายที่มุ่งส่งเสริมการเติบโตให้กับพนักงานทุกระดับโดยไม่มีข้อจำกัดด้านอายุหรือเพศ มอนเดลีซประเทศไทย จึงเน้นการบ่มเพาะผู้บริหารรุ่นใหม่ไฟแรง ให้ได้ดูแลโครงการที่ใหญ่ขึ้นอย่างต่อเนื่อง ต่อยอดพลังที่อยู่ในตัวของแต่ละคนและขยายขีดความสามารถ และหนึ่งในนั้นก็คือ รุ่งอรุณ เมืองใจ ผู้จัดการฝ่ายคุณภาพ โรงงานมอนเดลีซ ขอนแก่น ซึ่งเล่าว่า รู้สึกโชคดีที่ได้รับโอกาสที่ท้าทาย ซึ่งเดิมทำงานอยู่ที่โรงงานมอนเดลีซ ลาดกระบัง ในด้านระบบบริหารจัดการคุณภาพการผลิต (Quality Management) ต่อมาได้รับเลื่อนขั้นเป็นหัวหน้างานพร้อมกับโยกย้ายให้มาดูแลขอบข่ายงานที่กว้างขึ้นที่โรงงานมอนเดลีซ ขอนแก่น ซึ่งแม้ว่าจะเป็นสายงานเดิม แต่ก็เป็นความท้าทายใหม่ เพราะต้องปรับตัวหลายด้าน ควบคู่ไปกับการบริหารทีมให้เดินหน้าในจังหวะเดียวกัน  เรารู้สึกประทับใจที่บริษัทให้โอกาสโดยไม่ปิดกั้นว่าเราอายุยังน้อย พร้อมทั้งไว้วางใจให้เราทำงานได้อย่างเต็มที่ รับฟังความเห็นของเราอย่างเปิดกว้าง เปิดใจ

 รุ่งอรุณ เมืองใจ

“มอนเดลีซทำให้เราเชื่อมั่นเสมอว่าเราจะฝ่าฟันไปได้ทุกอย่าง โดยเฉพาะการมีทีมที่ซัพพอร์ตและเกื้อหนุนเราดีมากๆ ในทุกระดับ และสิ่งที่ได้รับมาตลอดการทำงานที่มอนเดลีซ คือการสนับสนุนและความใส่ใจจากหัวหน้างาน ที่คอยให้คำปรึกษาและเปิดโอกาสให้ทำผลงานและก้าวข้ามความท้าทายต่างๆ จนเมื่อเราได้ขึ้นมาเป็นหัวหน้าทีมในวันนี้ ทำให้เราอยากส่งต่อโอกาสและสิ่งดีๆ ให้กับทีมของเรา โดยเน้นการให้ความจริงใจและแบ่งปันเวลาในการช่วยผลักดันและพัฒนาการทำงานของทีม ทุ่มเทเวลาอย่างเต็มที่ในการให้คำปรึกษา ระดมความคิดและหาทางเลือกที่ดีที่สุด และเชื่อในพลังของการทำงานร่วมกันแบบซัพพอร์ตกัน”

พลังของการ “ให้” และ “ส่งต่อพลังบวก” จากทั้งองค์กรและพนักงาน เปิดโอกาสให้บุคลากรทุกคนสามารถเติบโตทั้งด้านอาชีพและการใช้ชีวิต โดยมีผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมจากรางวัล Top Employer Awards 2026 ซึ่งมอนเดลีซประเทศไทย ได้รับรางวัลติดต่อกัน 2 ปีซ้อน สะท้อนถึงวัฒนธรรมการทำงาน มาตรฐานด้านนโยบาย สวัสดิการและพนักงานสัมพันธ์ในระดับสากล ทั้งนี้ มอนเดลีซ ประเทศไทย เป็นผู้ผลิตขนมและของว่างแบรนด์ดังระดับโลก อาทิลูกอมฮอลล์ หมากฝรั่งเดนทีน ลูกอมคลอเร็ท คุกกี้โอรีโอ แครกเกอร์ริทซ์ ช็อกโกแลตแคดเบอรี ช็อกโกแลตทอปเบอโรน และชีสฟิลาเดลเฟีย โดยมีฐานการผลิตที่สำคัญในประเทศไทย 2 แห่ง ได้แก่ โรงงานลาดกระบัง และโรงงานขอนแก่น

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ พินอคคิโอ เด็กดี

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ พินอคคิโอ เด็กดี

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ พินอคคิโอ เด็กดี

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                 กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ที่ประเทศอิตาลี มีชายชราช่างไม้คนหนึ่งอยู่คนเดียวด้วยความเหงา วันหนึ่งคุณตานำท่อนไม้จากต้นสนมาแกะสลักเป็นตุ๊กตาหุ่นไม้ที่น่ารัก และตั้งชื่อให้ว่า “พินอคคิโอ”

                 แต่แล้วเรื่องปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น! เมื่อนางฟ้าใจดีเห็นว่าคุณตาเป็นคนดี จึงเสกให้พินอคคิโอมีชีวิตขึ้นมา พินอคคิโอขยับแขนขาได้ พูดได้ และเดินได้เหมือนเด็กจริงๆ คุณตาดีใจมาก รักพินอคคิโอเหมือนลูกชาย และบอกว่า

                “พินอคคิโอเอ๋ย ถ้าลูกอยากเป็นเด็กชายจริงๆ ลูกต้องเป็นเด็กดี ซื่อสัตย์ และไม่พูดโกหกนะ”

                 คุณตายอมขายเสื้อกันหนาวของตัวเอง เพื่อจะได้เงินให้พินอคคิโอไปโรงเรียน แต่ระหว่างการเดินทาง พินอคคิโอจอมซนกลับไปหลงเชื่อคำชวนเชื่อของหมาจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ที่บอกว่า “ไปเที่ยวเล่นสนุกกว่าไปเรียนตั้งเยอะ!” พินอคคิโอหลงผิด หนีเรียนไปเที่ยวเล่น จนถูกจับตัวไปขังไว้ พอนางฟ้ามาช่วยและถามว่าทำไมไม่ไปโรงเรียน พินอคคิโอก็เริ่ม “โกหก” ครั้งที่หนึ่ง… ครั้งที่สอง… และครั้งที่สาม!

                “วึ่ดดดด!” ทันใดนั้นเอง จมูกของพินอคคิโอก็ยืดออกมายาวเฟื้อย! พินอคคิโอตกใจมากจนร้องไห้ นางฟ้าจึงสอนว่า

                “เห็นไหม   พินอคคิโอ ทุกครั้งที่เธอพูดโกหก จมูกของเธอจะยาวออกมาแบบนี้ ความลับไม่มีในโลกหรอก”

                พินอคคิโอสัญญาว่าจะกลับตัวเป็นคนดี แต่เขาก็ยังเผลอตัวไปเล่นซน จนหลงทางไปไกลแสนไกล จนรู้ข่าวว่าคุณตาได้ออกตามหาเขา ถึงกลางทะเล จนถูกปลาวาฬยักษ์ตัวใหญ่กลืนลงไปในท้อง! พินอคคิโอเสียใจมาก เขาตัดสินใจกระโดดลงน้ำไปช่วยคุณตาด้วยความกล้าหาญ

                ในท้องปลาวาฬอันมืดมิด พินอคคิโอกอดคุณตาไว้แน่นและขอโทษที่เคยดื้อและเคยโกหก ทั้งคู่ช่วยกันก่อไฟจนปลาวาฬยักษ์จามออกมา “ฮัดเช้ย!” ทำให้ทั้งสองกระเด็นออกจากปากปลาวาฬ รอดตายกลับมาที่บ้านได้อย่างปลอดภัย

                เพราะความกตัญญูที่ พินอคคิโอ ไปช่วยคุณตา และความซื่อสัตย์ที่สัญญากับตัวเองว่าจะไม่โกหกอีก เช้าวันต่อมานางฟ้าใจดีก็ประทานพรให้พินอคคิโอที่เคยเป็นหุ่นไม้สน กลายเป็น “เด็กชายจริงๆ” ที่มีเลือดเนื้อและหัวใจ พินอคคิโอและคุณตาช่างไม้จึงอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขตลอดไป

                นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : ไม่มีใครที่ไม่เคยทำผิดพลาด   ถ้าเผลอทำผิด แต่ ยอมรับผิดและปรับปรุงแก้ไข ไม่ทำผิดซ้ำอีก ทุกคนก็พร้อมจะให้อภัย

                เรียบเรียง จากนิทานอิตาลี เรื่อง การผจญภัยของพินอคคิโอ The Advanger of Pinocchio ประพันธ์โดย การ์โล กอลโลดี (Carlo Collodi) ซึ่งวอล์ท ดิสนีย์เคยนำมาทำภาพยนตร์การตูน  

อาทร จันทวิมล 

ฮาลั่นสตู‘เจ๊ปอง’ ควงคู่ ‘มอลลี่’ ปะทะ Miss Motor show ประจำปี 2026 ใน ‘มัลลิกา SHOW'(ชมคลิป)

ฮาลั่นสตู‘เจ๊ปอง’ ควงคู่  ‘มอลลี่’ ปะทะ Miss Motor show ประจำปี 2026 ใน 'มัลลิกา SHOW'(ชมคลิป)

ฮาลั่นสตู‘เจ๊ปอง’ ควงคู่ ‘มอลลี่’ ปะทะ Miss Motor show ประจำปี 2026 ใน ‘มัลลิกา SHOW'(ชมคลิป)

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.43 น.

ปิดม่านลงอย่างสวยงามและสมศักดิ์ศรี สำหรับการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ในรอบ 6 ปีของเวทีเฟ้นหาสาวงามระดับตำนาน “Miss Motor Show 2026” โดยบริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) งานนี้ “ใบปอ-วรัญญา หอมจันทึก” โชว์ปฏิภาณไหวพริบและออร่าพุ่ง คว้ามงกุฎอันทรงเกียรติไปครอง ท่ามกลางบรรยากาศสุดคึกคัก ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อิมแพ็ค เมืองทองธานี เมื่อค่ำคืนวันที่ 7 มีนาคมที่ผ่านมา ล่าสุดเช้านี้วันที่  9 มีนาคม 2569  Miss Motor show ประจำปี 2026  วรัญญา หอมจันทึก (ใบปอ) นำทีมรองชนะเลิศอันอันดับ 1 สิริประภา พรหมโยธา (มะปราง)รองชนะเลิศอันอันดับ 2   ลาภัสลดา ตาบประดับ (ลดา)รองชนะเลิศอันอันดับ 3   โซเฟียร์ สทอตต์ (โซเฟียร์)รองชนะเลิศอันอันดับ 4   เจนนิเฟอร์ พาร์คิน (เจนนี่)รองชนะเลิศอันอันดับ 5 ปภาดา ทำนา (มิ้นท์)

เข้าพบ ‘ทีมข่าวบันเทิงแนวหน้าออนไลน์’ และร่วมเข้าพูดคุยในรายการ  มัลลิกา SHOW  ทางช่องยูทูป ‘แนวหน้าออนไลน์’ โดยมี อัญชะลี ไพรีรัก และ  มัลลิกา บุญมีตระกูลมหาสุข เป็นพิธีกรร่วมพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน พร้อมทั้ง เชิญชวนประชาชน และผู้สนใจร่วมสัมผัสนวัตกรรมยานยนต์ ที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ และยกระดับคุณภาพชีวิตแห่งอนาคต ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2569 ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1–3 เมืองทองธานี

 ใครพลาดสามารถรับชมความสนุกนี้ในรายการ  มัลลิกา SHOW  ย้อนหลังทางช่องยูทูป ‘แนวหน้าออนไลน์’ 

เปิดโมเมนต์คู่รัก ‘มิว-ตุลย์’ ทริปล่องเรือทะเลหวานมาก เผยตื่นเต้นอยากแต่งชุดไทย

เปิดโมเมนต์คู่รัก ‘มิว-ตุลย์’ ทริปล่องเรือทะเลหวานมาก เผยตื่นเต้นอยากแต่งชุดไทย

เปิดโมเมนต์คู่รัก ‘มิว-ตุลย์’ ทริปล่องเรือทะเลหวานมาก เผยตื่นเต้นอยากแต่งชุดไทย

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.42 น.

เรียกเสียง ฮือฮา ….. ปนอิจฉากลางวงสัมภาษณ์จากทัพนักข่าวไปแบบเขินๆ สำหรับ  ตุลย์ ภากรณ์” ที่โดนแซวว่าช่วงนี้หวานฉ่ำกันมาก จากทริปล่องเรือสำราญสุดโรแมนติกของ 2 หนุ่ม ล่าสุดไปเจอตุลย์ในงานอีเวนท์ เลยขอใส่ใจความรักของทั้งคู่กันหน่อย แว่วมาว่ามีการแต่งเพลงสื่อรักฟีลซีรีส์ พร้อมอัปเดตเรื่องงานแต่งของทั้งสองกันหน่อย

หนุ่มตุลย์เล่าว่า ..  ครับ คือไปเที่ยวกันแล้วเหมือนเขาชอบทริปนั้นมากเพราะมันสบายเหมือนไปลงเรือแล้วก็เป็นเรือสำราญแล้วก็นอนอยู่แบบอาทิตย์นึงแล้วเขาก็บอก

ทุกเช้าที่ตื่นเขาแบบเปิดผ้าม่านมาแล้วมันมีแสงตกกระทบหน้าแล้วเขาก็นอนดูหน้าเราไปเรื่อยๆ  แล้วเราก็แบบ ขนาดนั้นเลยเหรอ

 ผมจะนอนแบบน่าเกลียด แต่เขาก็บอกว่า นี่แหละ คือรสชาติแห่งชีวิตมันไม่ต้องเพอร์เฟค แต่มันแบบมีความสุขอยู่กับสิ่งตรงหน้าเราพอแล้ว

เสียงแซวจากนักข่าว ขนลูกอ่า……

เคยตกรถไฟทริปนี้ด้วยกัน หรือว่าแบบฝนตกแล้วก็ไม่มีร่มสุดท้ายก็เหมือนในซีรีส์เลย เอาเสื้อมาคุมวิ่งกันสองคนเขาก็เหมือนแบบย้อนลับไปแล้วก็แบบโอ้โห ประทับใจ มันแบบกินใจ มันแบบอยู่ดีๆ มีคนมาเขียนเนื้อเพลง แล้วตอนแรกเขายังแทบไม่ได้บอกอะไรเลย แต่ว่าเราไปอ่านเนื้อแล้วเราจำได้ว่าเฮ้ยนี่มันเราที่เขาเคยพูดนี่

พอถามเรื่องถึงงานแต่งงาน “คือไม่เคยแต่งมันรู้สึกตื่นเต้นนะครับ แต่งรอบเดียวก็อยากให้มันปังๆ หน่อย ก็ยังไม่รู้เลยว่าชุดจะยังไง ใส่ชุดไทยดีไหม ก็อยากให้คนเห็นชุดไทยประเพณีวัฒนธรรมไทย หรือว่าใส่ธีมชุดญี่ปุ่น”

โมเมนต์ซึ้งๆ ของสองหนุ่ม จากงาน “Route Love Rhythm” Special B Day Fan Meet

โมเมนต์ซึ้งๆ ของสองหนุ่ม จากงาน “Route Love Rhythm” Special B Day Fan Meet

แม่ไม่ปลื้มสะใภ้ดารา’แม่เสี่ยโบ๊ท’เปิดใจไร้ปัญหาแม่ผัว-ลูกสะใภ้!เมื่อเจอ ‘พราวฟ้า’

แม่ไม่ปลื้มสะใภ้ดารา'แม่เสี่ยโบ๊ท'เปิดใจไร้ปัญหาแม่ผัว-ลูกสะใภ้!เมื่อเจอ 'พราวฟ้า'

แม่ไม่ปลื้มสะใภ้ดารา’แม่เสี่ยโบ๊ท’เปิดใจไร้ปัญหาแม่ผัว-ลูกสะใภ้!เมื่อเจอ ‘พราวฟ้า’

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.18 น.

 “พราวฟ้า การัญชิดา” และ “เสี่ยโบ๊ท ณัฐเดช” วันนี้เปิดตัวลูกสาวสุดน่ารัก “น้องนช่า พลอยครินทร์” วัย 8 เดือน เปิดตัวครั้งแรก พร้อมควง “คุณแม่ภาวิณี” ที่ยอมรับว่าเห่อหลานสาวหนักมาก รับขวัญด้วยทอง 25 บาท พราวฟ้าเผยมีอาการซึมเศร้าหลังคลอดถึงขั้นกระทบชีวิตคู่ เล่าเหตุการณ์จับกิ๊กเสี่ยโบ๊ทได้คาโทรศัพท์ หลังโอนเงินให้หลักหมื่น ผ่านทางรายการ คุยแซ่บshow ช่อง One31

คุณย่ามาด้วยวันนี้ นช่าดูสดใสมาก?

เสี่ยโบ๊ท : เข้ากับคนง่าย เจอคนแล้วแฮปปี้ เลี้ยงง่ายมาก 

 คุณย่าตื่นเต้นมั้ย มาให้สัมภาษณ์?

แม่ภาวิณี :   นิดหน่อย 

เสี่ยโบ๊ทแอบแซวว่าคุณย่าออกออกทีวี?

เสี่ยโบ๊ท : เขาชอบพี่เป็กกี้มากครับ 

แม่ภาวิณี : ตั้งแต่สมัยยังไม่ดังเลย สมัยก่อนเป็นเอฟซีเขา 

วันนี้ออกทีวี รู้สึกยังไง?

แม่ภาวิณี : บอกไม่ถูก เฉยๆ (หัวเราะ) 

พราวฟ้า : จริงๆ คุณยายอยากมาด้วย แอบงอนว่าทำไมไม่ได้มาด้วย 

ตั้งแต่นช่าอยู่ในท้อง ทุกคนก็ตั้งตารอ อยากได้ทอง 1 บาท ในแคมเปญทายชื่อนช่า สรุปมีคนโชคดีได้ทองมั้ย?

พราวฟ้า : ไม่มีใครทายถูกเลยค่ะ 

ไม่ค่อยมีใครใช้ชื่อนี้?

พราวฟ้า : ยังไม่ได้ยินว่าใครใช้ชื่อนี้ค่ะ

นช่า พลอยครินทร์ แปลว่าอะไร?

เสี่ยโบ๊ท : จริงๆ ชื่อนี้หลวงลุงสินตั้งให้ ตอนแรกเราตั้งกันเองแต่ดูเลอะเทอะ เพตรา ไปต่างประเทศ เลอะเทอะหมด ถ้าเราไม่มีคนกลางมาเคลียร์เรื่องนี้มันจะไม่จบ เลยให้หลวงลุงตั้งให้ หลวงลุงตั้งถูกใจเลย เพราะชื่อไม่เชย ชื่อจริงก็เพราะ

เลี้ยงง่ายมากไม่งอแงเลย?

เสี่ยโบ๊ท : เลี้ยงง่ายมาก ตั้งแต่ออกมาร้องอยู่สองอย่าง คือหิวกับง่วง ที่เหลือคือไม่งอแง 

ล่าสุดพาไปสนามมวย?

พราวฟ้า :   ถ้าเป็นเด็กคนอื่นต้องร้อง งอแงมากๆ เพราะไปอยู่ตั้งแต่ทุ่มนึง จนถึง 5 ทุ่ม มันเป็นช่วงเวลาที่น้องต้องนอนแล้ว แต่วันนั้นเขาสู้ชีวิตมาก เอ็นจอยกับแสงสีเสียง คือมันดังนะคะ ก็ชอบ คือเขามองโน่นมองนี่ มองไฟ 

คุณย่าเห่อนช่ากี่คะแนน?

พราวฟ้า : 110 เลยค่ะ คุณย่าจะมีเสียงเล็กเสียงน้อยตลอด 

แม่ภาวิณี : เวลาพูดเราไม่รู้ตัวว่าเล่นกับหลานแบบไหน 

พราวฟ้า :   จะถามว่าจำย่าได้หรือยัง 

รับขวัญด้วยทอง 25 บาท?

เสี่ยโบ๊ท : ปู่กับย่า ตอนนั้นทองยังไม่เยอะขนาดนี้

แม่ภาวิณี : สัญญากับพราวฟ้า ถ้าคลอดมาจะให้ 1 ล้านบาท แต่ปู่ปรึกษากันก็ให้เป็นทองดีกว่า ก็เลยให้ทอง กลายเป็นล้านกว่าบาท 

 ตอนนี้เป็น 2 ล้านบาท คุณพ่อเห่อขนาดไหน?

เสี่ยโบ๊ท :   ชอบมาก เรารอคอย สุดท้ายพอน้องออกมาก็ลุ้นตั้งแต่เดย์วัน ตั้งแต่ท้อง เส้นทางระหว่างนั้นก็ระมัดระวัง ก่อนคลอดก็ทะเลาะกันอีก จะผ่าหรือไม่ผ่า ทุกอย่างมันเครียด

วันที่จะคลอด นช่าเกิน 9 เดือน?

พราวฟ้า : 36 วีก 5 วันค่ะ 

พราวฟ้าอยากคลอดธรรมชาติ แม่ก็อยากให้คลอดธรรมชาติ แต่เสี่ยโบ๊ทบอกว่าไม่?

เสี่ยโบ๊ท : ผมกังวล ระหว่างนั้นนอนไม่หลับ เพราะเขามีอาการเจ็บหลอก เราก็รีบขับรถพาไปรพ. แต่ยังไม่ออก เราก็คิดว่าถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ เราไม่ไหวแล้ว 

พราวฟ้า : เขาไม่อยากตื่นเต้น 

เสี่ยโบ๊ท : มันตื่นเต้น คิดว่าถ้าถึงเวลานั้นจริงๆ เราจะทำได้ดีขนาดไหน ก็เลยปรึกษาคุณหมอว่าผ่าดีมั้ย จะได้รู้วันเวลาที่แน่นอน เราไม่ต้องกังวลมาก พราวฟ้าก็อยากจะยื้อ จะคลอดเอง อยากทำหน้าที่แม่ให้ดีที่สุด

โมเมนต์อีกคนอยากคลอดธรรมชาติ อีกคนปรึกษาหมอแล้วว่าผ่าได้มั้ย ก็มีปัญหาถกเถียงกัน มันแรงแค่ไหน?

พราวฟ้า : แรงเลยล่ะ ความรู้สึกหนูอยากทำหน้าที่แม่ให้ดีที่สุด แต่ในมุมพี่โบ๊ทก็เข้าใจว่านึกถึงความปลอดภัยของน้องเป็นหลัก เพราะคุณหมอบอกว่าตอนนี้น้ำคล่ำเหลือเลขตัวเดียวแล้วนะ อาจทำให้น้องสำลักขี้เทาได้ น้องพร้อมคลอดแล้ว แต่เขายังไม่ลงมาตรงอุ้งเชิงกราน เขากลับหัวแล้ว แต่ยังไม่ลงมาเหมือนคลอดได้เองตามธรรมชาติ 

เสี่ยโบ๊ท : สุดท้ายตัดสินใจว่าคงต้องผ่าแล้ว เราอยากได้ฤกษ์ดี เวลาดีด้วย ผมก็เชื่อว่านช่าไม่อยากรอ เขาอยากออกแล้ว แต่อยากออกแบบผ่ามากกว่า 

พราวฟ้าร้องไห้เลย?

พราวฟ้า : ร้องเลยค่ะ เพราะเราคาดหวังมาตลอดอุ้มท้อง 9 เดือน ว่าเราต้องคลอดธรรมชาติให้ได้ 

แทบน้อยมากไม่มีใครอยากเบ่ง มันเจ็บ แต่เขามีความเป็นแม่สูงมาก คุณย่าว่าไง?

แม่ภาวิณี : แล้วแต่เขา ย่าก็ผ่านะ ตอนมีโบ๊ทย่าอายุ 38 แก่แล้ว ตอนมีลูกสาวอายุ 42 หมอสั่งให้ทำหมันเลย ผ่าทั้งสองคน

วินาทีแรกที่เห็นหน้าลูก?

พราวฟ้า : เราก็ตื้นตัน ในที่สุดสิ่งที่เรารอคอยก็มาถึงแล้ว ประสบความสำเร็จแล้ว นี่เราเป็นแม่คนจริงๆ แล้วเหรอเนี่ย ฉันทำได้แล้วเหรอเนี่ย

เสี่ยโบ๊ท : ผมร้องคนแรกเลย ผมเห็นก่อนจังหวะหมอยกออกมา ผมก็น้ำตาไหลเลย 

จับมือภรรยาตอนผ่าคลอด เราหวิวมั้ย?

เสี่ยโบ๊ท : มันมีผ้าม่านกั้น เราอยู่ฝั่งหัวเตียง ไม่ให้เห็นจังหวะออกอะไร แต่ตอนเขายกขึ้นมา เราเห็นก่อน เราก็ร้องเลย ร้องด้วยความรู้สึกกลัว เพราะที่ผ่านมาอยู่ด้วยความกลัว กลัวเสียอีก กลัวไม่ได้อีก กลัวหลุดอีก แต่พอได้ปุ๊บก็รู้สึกว่ารอดแล้ว 

ตอนคลอดออกมาแล้ว 3 เดือนแรก ยากมาก มีอาการซึมเศร้าหลังคลอดหนักมากๆ?

พราวฟ้า : หนูว่าคุณแม่แรกคลอดน่าจะเป็นกันเยอะ สำหรับหนู รู้สึกว่าการปั๊มนมมันหวิว พอเริ่มหยิบเครื่องปั๊มนม ประมาณ 2 นาทีหนูจะรู้สึกเศร้า นมหนูมีเยอะค่ะ แต่เป็นความรู้สึกอยู่ดีๆ ก็วืดเองเลยค่ะ มันเศร้า แต่เวลาเข้าเต้ามีความสุขนะคะ แต่ไม่ชอบเวลาเอาเครื่องมาปั๊ม ก็เป็นประมาณ 2-3 เดือนแรก เรา 8 รอบต่อวัน 

ถ้าเสี่ยโบ๊ทไปทำงาน ไม่ได้อยู่ด้วย ยิ่งต้องปั๊มนมด้วยอาการจะยิ่งหนัก?

พราวฟ้า : ใช่ค่ะ เหมือนอยู่คนเดียวด้วย ไม่รู้จะพูดคุยกับใคร ไม่มีใครทำแทนเราได้ รู้นะว่าเป็นสิ่งที่เราต้องทำ แต่เราจะจัดการกับอารมณ์เรายังไงดี เพราะว่ามันเศร้า

เสี่ยโบ๊ทบอกว่าถ้าปั๊มแล้วเศร้าขนาดนี้ ก็ไม่ต้องปั๊มแล้ว?

พราวฟ้า : มีวันนึงที่พราวบ่นว่ามันเหนื่อย ความคาดหวังผู้หญิงตอนนั้น เวลาบ่นกับสามีเราอยากให้เขาปลอบเราว่าไม่เป็นไรนะ สู้ๆ เขาอยู่ช่วยตรงนี้ แต่วันนั้นเขาน่าจะเหนื่อยเหมือนกัน เขาน่าจะโมโห บอกว่างั้นไม่ต้องปั๊มแล้ว ลูกก็ไม่ต้องกินแล้ว มันเลยเศร้าหนักกว่าเดิมเลยทีนี้ (หัวเราะ)

จากเศร้าๆ จะเป็นหนังชีวิต คุณแม่รู้เรื่องเขาทะเลาะกันมั้ย?

แม่ภาวิณี : ไม่รู้ เขาไม่เล่า 

พราวฟ้า : ต่างคนต่างงอน เขาลงไปนอนชั้นล่างประมาณ 10 นาที เหมือนนอนไม่สบาย (หัวเราะ) ก็กลับมาเหมือนเดิม

เสี่ยโบ๊ท : ปวดหลัง เราก็เครียดเนอะ รู้ว่าเขาเหนื่อย แต่เราก็เหนื่อย เราก็ต้องตื่นพร้อมเขาทุก 3 ชม.เหมือนกัน ชีวิตก็เปลี่ยนหมดเลย เมื่อก่อนตื่นเที่ยง ตื่นสิบโมง หกโมงเช้าทุกวัน มา 3 เดือนเต็มๆ เราก็ต้องปรับเวลานอน ปรับตัวยังไม่ได้ แล้วคาดหวังอยากเป็นพ่อแม่ที่ดีที่สุด 

มีตื่นกลางคืนมั้ย?

เสี่ยโบ๊ท : กลางคืนนช่านอนกับพี่เลี้ยง เพราะถ้าปั๊มนมด้วยแล้วดูแลนช่าด้วยเขาไม่ไหวแน่นอน แต่เขาทุก 3 ชม.เป๊ะ เจ็บก็ต้องปั๊ม ทุก 3 ชม. เราก็ต้องรู้สึกตัวว่าเขาตื่นอีกแล้ว 

นอกจากทะเลาะกันเป็นครั้งคราว ภรรยาอารมณ์แปรปรวน เรารับมือยังไง?

เสี่ยโบ๊ท : จริงๆ ผมเหมือนซ้อมมาเรื่อยๆ แล้ว ตั้งแต่เขาปักเข็มแล้ว เริ่มฮอร์โมน เราเหมือนได้ซ้อม เพราะฮอร์โมนสวิงมาก นั่งๆ อยู่ก็ร้องไห้ ทุกวันนี้ไม่รู้จิตใครแข็งกว่ากัน เราต้องซ้อมตัวเองด้วย ต้องเข้าจังหวะให้ถูก แต่พอยื้อระยะนานไปเราก็เริ่มเหนื่อย แบตเราก็เริ่มอ่อน พอทะเลาะกันก็ต้องจับเข่าคุยกัน 

พราวฟ้า : หนูรู้แล้วพูดไปไม่เป็นผล ก็เลยจัดการกับความรู้สึกตัวเอง มันเป็นอะไรที่เราต้องทำ แค่นั้นค่ะ

เรื่องที่คิดว่าหนักสุดที่ต้องปรับ คือเรื่องอะไร?

เสี่ยโบ๊ท : เรื่องวางแผนอนาคตของครอบครัว 

คุณย่ารู้มั้ยคู่นี้ หลังจากนี้เขาจะประหยัดเพื่อลูกเลย?

แม่ภาวิณี : ไม่เชื่อ ใช้กันสะบัดเลยทั้งคู่ ไม่เชื่อเพราะเห็นพฤติกรรมเขา มรดกก็ยกให้หลาน (หัวเราะ) 

อะไรต้องประหยัด?

เสี่ยโบ๊ท : เมื่อก่อนสองคน กินเที่ยวก็เป็นเรื่องปกติ ใช้เงินซื้อของก็เป็นเรื่องที่เราอยากทำอะไรก็ทำ แต่ตอนนี้วางแผนแล้วว่าลูกกี่ขวบเข้าโรงเรียน ถ้าลูกอยากไปเมืองนอกทำยังไง ถ้าอนาคตต่อไป จะส่งเสริมเขาต่อไปแบบไหนให้ดีที่สุด 

ถามคุณย่า?

แม่ภาวิณี : เขาได้ไปเยอะแล้วค่ะ แต่งงานก็ทอง 100 บาท 

เดี๋ยวครบปีต้องมีทองอีก สัก 30 บาท เบิ้ลไปเรื่อยๆ ดีมั้ย?

แม่ภาวิณี : เป็นพวกใครกันแน่ (หัวเราะ) ไหนบอกอยู่ข้างย่า  

การเลี้ยงคนนึง ใช้เงินเยอะมั้ย?

แม่ภาวิณี : เยอะค่ะ สมัยก่อนคลอดที่สมิติเวช ดังที่สุด ตอนนั้นแม่อยู่ซอยทองหล่อ บ้านคุณพ่อคุณแม่ ไปคลอดที่นั่น คนแรกไปที่กรุงเทพฯ แล้วแท้ง มดลูกไม่ดี พอได้โบ๊ทต้องหาหมอที่โอเคตอนโบ๊ทคลอดมาก็ต้องเข้าตู้อบ หัวใจไม่ดี ใช้เงินเยอะมาก

เรื่องที่กวนใจมากๆ รับปากแล้วว่าจะไม่เกิดขึ้นในชีวิตเลย ได้ข่าวว่ามีสาวๆ ทักมาคุยด้วย มีอีกแล้วเหรอ?

เสี่ยโบ๊ท : ไม่ได้มีใครทักมาแล้ว ตอนนี้ผมบอกกับทุกคนไว้เลยนะ ทุกข้อความที่ทักผม พราวฟ้าเห็นหมด 

คุณทำการโอนเงินให้เขา 1 หมื่นทำไม?

พราวฟ้า : หลายบาท หลายครั้ง 

เสี่ยโบ๊ท : มาคุยแซ่บฯ ทีไร ผมเครียดทุกที (หัวเราะ) ที่ผมโอน คนนี้เป็นแฟนเก่าผม ผมยอมรับกับเขาตรงๆ เราเลิกกันตั้งแต่ผมอายุ 20 เขาลำบาก พ่อเขาป่วย แม่เขาไม่สบาย เขาขอความช่วยเหลือ เราก็ช่วยทีสองพัน ห้าพัน 

พราวฟ้า : สองพัน ห้าพัน แหม

เสี่ยโบ๊ท : แล้วบังเอิญเขามาเห็น พอดีน้องสาวเขาจะแต่งงาน เขาก็เชิญผมไป ผมก็จะไป แต่ด้วยความที่เราไม่ได้บอกเมียว่าจะไปงานแต่งน้องสาวแฟนเก่า บอกว่าเป็นงานแต่งเพื่อน เขาเลยสงสัย เพื่อนไม่มี แล้วจะไปงานแต่งใคร

พราวฟ้า :   แปลกไงคะ ปกติไปงานแต่งใครจะชวนพราวไปด้วย อันนี้บอกไปงานแต่งเพื่อน ซึ่งเพื่อนเขาไม่มีอยู่แล้ว 

เสี่ยโบ๊ท : เพื่อนน้อยดีกว่า

พราวฟ้า : เพื่อนไม่มี ไม่เคยเห็นเพื่อนเขาเลย ตั้งแต่ 7 ปีที่คบกันมา จะเป็นรุ่นพี่ รุ่นอะไร เราก็ตงิดมากเลย ขอดูโทรศัพท์ ดูไปดูมา คนนี้คุยเรื่องจะไปงานแต่งงาน โปรไฟล์เป็นผู้หญิง ก็คิดว่าไม่ใช่แล้ว ก็เลยถามความเป็นมาเป็นไป ก็สุดท้ายเป็นแฟนเก่านั่นแหละค่ะ ไม่รู้เขาลบหรือซ่อนก่อนหน้านั้นหรือเปล่า แต่เขาโอนหลายครั้ง แต่ไม่ได้นับว่าเท่าไหร่ค่ะ

เสี่ยโบ๊ท : โอนเรื่อยๆ ค่ะ

คุณย่าถ้าสามีทำแบบนี้ ทำยังไง?

แม่ภาวิณี : เป็นเรื่อง ไม่ได้เลยค่ะ เราอยู่เป็นคู่ครองกันแล้ว เราต้องมีจิตใจซื่อสัตย์ซึ่งกันและกัน เราก็จะว่าลูกค่ะ 

ลดช่องว่างระหว่างแม่ผัวกับลูกสะใภ้ ส่วนใหญ่แม่ผัวเข้าข้างลูกชายไว้ก่อน แต่คุณย่าน่ารักมาก คุณปู่เจ้าชู้มั้ย?

แม่ภาวิณี : ไม่ค่ะ ตอนท้องโบ๊ทเขามีแว็บ แต่จับได้ ก็จ้างนักสืบ (หัวเราะ) สมัยก่อนจ้างนักสืบ 8 พัน เขารู้หมดเลย ผู้หญิงคนนี้อยู่ที่ไหน แม่ก็โทรหาผู้หญิง ชื่อบี จำแม่นมากเลย ก็บอกว่าขอพูดกับภรรยาเสี่ยเน้าหน่อย เขาก็ตกใจ แต่คนพูดเหมือนกะเทย พอพูดปุ๊บเขาบอกไม่มี เขาเป็นแฟนของบี ก็จบไป แม่ก็มาพูดกับพ่อว่าถ้าเป็นแบบนี้แม่รับไม่ได้ ตอนนั้นเพิ่งคลอดโบ๊ท รับไม่ได้ให้เลิกไปเถอะ แม่เลี้ยงลูกแม่ได้ เขาบอกเขาจะไปได้ไง ลูกเขาน่ารัก ฝ่ายสามี พวกคุณลุงเขา ก็มารับไปทานข้าว ตอนนั้นทานไม่ได้เลย มันเครียดมาก กว่าจะทำใจได้เป็นปี ตอนหลังเขาก็เลยไม่มีปัญหาอีกเลย 

พราวฟ้าไม่ได้จ้างนักสืบ แต่ใช้วิธีดูจีพีเอส จากไฟล์ มาย ไอโฟนคุณย่าตั้งเอาไว้เลยว่าไม่อยากมีลูกสะใภ้ดารา จริงมั้ย?

แม่ภาวิณี : จริงค่ะ ตอนแรกโบ๊ทรู้จักพราวฟ้าไม่ถึง 2 เดือนเลย อยู่ๆ กลับมาบ้าน บอกคนนี้หวังแต่ง แม่ของขึ้นเลย อะไร เพิ่งรู้จักเขาแป๊บเดียว ศึกษาดูใจกันก่อน แล้วเป็นดาราเราก็เป็นห่วงลูก พักนึงโบ๊ทก็เริ่มเครียด พี่สาวแม่ก็บอกว่าไม่อยากมีหลานเหรอ ลูกรักใครเราก็ต้องรักตามนั้น โบ๊ทก็เลยเริ่มพาเข้ามาที่บ้าน เด็กคนนี้เป็นคนตรงเหมือนแม่ ไม่น่าเป็นไปได้ คนเราต้องแอ๊บใช่มั้ย แต่นี่มาครั้งแรก ไม่แอ๊บเลย 

แม่เคยเจอแอ๊บๆ เหรอ?

แม่ภาวิณี : เจอค่ะ มีครั้งนึงตามมาจากออสเตรเลียตอนเขากลับมา

เสี่ยโบ๊ท :   ไม่ต้องเล่าก็ได้ครับแม่ อดีตจบไปแล้ว พูดถึงปัจจุบัน (หัวเราะ) กลับไปเดี๋ยวคุยกันยาวอีก

 คุณย่าเปิดใจให้พราวฟ้าเพราะความตรง?

แม่ภาวิณี : ความตรง นิสัยเหมือนกันเลย ธรรมดาเข้ามาต้องพูดเอาดีใส่ตัว แต่นี่ถามอะไรเขาพูดตรงหมดเลย น่าจะเป็นวันนั้นแหละที่แม่ยอมรับพราวฟ้า 

เจอครั้งแรกก็ประทับใจเลย พราวฟ้าล่ะตอนเสี่ยโบ๊ทบอกว่าจะพาไปเจอคุณแม่ ตื่นเต้นมั้ย?

พราวฟ้า : ตื่นเต้นนะคะ เขาบอกไม่เคยพาผู้หญิงคนไหนไปเจอคุณพ่อคุณแม่เลย เราเป็นคนแรก 

แม่ภาวิณี : ไม่เคยพาคนไหนมาเลย แต่มีคนนเดียวที่มาที่บ้าน 

เสี่ยโบ๊ท : ขยันพูด คิวเขาแล้ว (หัวเราะ)  

แม่ภาวิณี : ตอนนั้นลูกสาวยังเล็กอยู่ ได้ยินเสียงลูกสาวลงมาก่อน เสียงผู้หญิงฟ้องเรื่องโบ๊ท วันนั้นโบ๊ทไม่อยู่ เขามาเอง สืบจนรู้ว่าบ้านอยู่ที่ไหน อายุมากกว่าโบ๊ทด้วย 

เวลาไปออสเตรเลียเช็กดีๆ นะ พอเจอคุณย่าครั้งแรก คณพราวฟ้าเป็นยังไง?

พราวฟ้า : จริงๆ มีความกังวลค่ะ เรายังไม่เคยเจอ เป็นครั้งแรก แต่คุณแม่น่ารัก ก็คุยกันอยู่นะคะ ตอนนั้น (หัวเราะ) พราวรู้กิตติศัพท์มาก่อนอยู่แล้วว่าคุณแม่เป็นคนหวงลูกชายมาก แล้วก่อนหน้านี้คบกันแล้ว แต่ก็เจอพี่โบ๊ทอาทิตย์ละวันสองวันเท่านั้นเพราะคุณแม่หวง โทรตามตลอดให้กลับบ้าน แต่พอเจอกันคุณแม่น่ารักค่ะ คุณพ่อก็น่ารัก

แม่ถูกรางวัลทุกงวด?

แม่ภาวิณี : คนเราจะถูกทุกงวดเป็นไปไม่ได้ แต่ถูกบ่อยเท่านั้นเอง อยู่ๆ ก็คิดมาเอง มีครั้งนึงไปไหว้หลวงปู่สุข คุณอาประทับทรง วันนั้นไปไหว้ท่านที่วัด กลับมาอีกสองวันหวยออก เรื่องจริงเลยนะ ล้างหน้าตรงหน้าผาก เห็น 7 กับ 2 เรามั่นใจมาก 72 ต้องมาแน่ แต่เราก็คิดว่า 77 ต้องมาด้วย งวดนั้นก็ออก 77 ก็รอดไป 

เสี่ยโบ๊ท : ถ้าคนไม่มีประสบการณ์จะคิดแบบนี้ไม่ได้ 

อย่าใช้คำว่ามีประสบการณ์ เซียนค่ะ ย่ามีหมอดูเด็ดมาก แม้กระทั่งของพราวฟ้าหาย โทรหาหมอดู ชี้จุดเจอเลย?

แม่ภาวิณี : แม่เป็นคนขี้ลืม วางอะไรเลอะเทอะ พอโทรไปเขาจะหาจนเจอ แม่มีลูกกรอกแมว สมัยก่อนเป็นรกเขาเอามาให้แม่ แม่ไม่เอา อยู่ๆ เขาคลอดมาใหม่ ทั้งตัวเลยสีขาว แม่บ้านคนลาวเขาสอนให้ทำความสะอาด แล้วยกมือไหว้ เอาผ้าห่อไว้ เขาบอกจะให้โชค 

มีแพลนจะมีคนต่อไปเมื่อไหร่?

เสี่ยโบ๊ท : ผมอยากมีครับ แต่ให้เขาพักนิดนึง

พราวฟ้าพร้อมเมื่อไหร่?

พราวฟ้า : อาจจะยังค่ะ (หัวเราะ)

 อยากมีกี่คน?

เสี่ยโบ๊ท : อยากได้ผู้ชายอีกคนครับ

 คุณย่าล่ะ?

แม่ภาวิณี : อยากให้มีหลายคน (หัวเราะ) ทองคำย่าพอมี 

‘อ็อด-ภิญโญ’หล่อเป๊ะในวัย81 ร่วมแสดงความยินดีหลานสาว ‘เซย่า’เรียนจบปริญญา

‘อ็อด-ภิญโญ’หล่อเป๊ะในวัย81 ร่วมแสดงความยินดีหลานสาว ‘เซย่า’เรียนจบปริญญา

‘อ็อด-ภิญโญ’หล่อเป๊ะในวัย81 ร่วมแสดงความยินดีหลานสาว ‘เซย่า’เรียนจบปริญญา

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.05 น.

สวยเก่งมากความสามารถนับเป็นความภูมิใจของครอบครัว ‘ทองเจือ’ และของคุณปู่  ภิญโญ ทองเจือ  เมื่อหลานสาวคนโต เซย่า -ณิชฎาทองเจือ รับปริญญาเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ศิลปากร อินเตอร์สาขา Digital Communication Design (หลักสูตรนานาชาติ) มหาวิทยาลัยศิลปากร

โดยคุณปู่เขียนข้อความว่า ‘หลานสาวเรียบจบที่ ศิลปากรอินเตอร์ ได้รับพระราชทานปริญญาเกียรตินิยมอันดับหนึ่งครับ’

สำหรับ เซย่า ทองเจือ หรือ ณิชฏา ทองเจือ เป็นลูกสาวคนโตของนักแสดงรุ่นใหญ่ พีท ทองเจือ และคุณแม่ “เจ็ง วิไลลักษณ์” มีพี่น้องทั้งหมด 3 คน โดยมีน้องสาว 1 คนคือ มิย่า ทองเจือ และน้องชาย 1 คือ โรเตอร์ ทองเจือ)  

‘ใบปอ วรัญญา’ Miss Motor show 2026 เชิญชวนร่วมงานบางกอกอินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47

‘ใบปอ วรัญญา’ Miss Motor show 2026 เชิญชวนร่วมงานบางกอกอินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47

‘ใบปอ วรัญญา’ Miss Motor show 2026 เชิญชวนร่วมงานบางกอกอินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.58 น.

Miss Motor show ประจำปี 2026  วรัญญา หอมจันทึก (ใบปอ) นำทีมรองชนะเลิศอันอันดับ 1 สิริประภา พรหมโยธา (มะปราง)รองชนะเลิศอันอันดับ 2   ลาภัสลดา ตาบประดับ (ลดา)รองชนะเลิศอันอันดับ 3   โซเฟียร์ สทอตต์ (โซเฟียร์)รองชนะเลิศอันอันดับ 4   เจนนิเฟอร์ พาร์คิน (เจนนี่)รองชนะเลิศอันอันดับ 5 ปภาดา ทำนา (มิ้นท์)

เข้าพบ ‘ทีมข่าวบันเทิงแนวหน้าออนไลน์’ และร่วมเข้าพูดคุยในรายการ  มัลลิกา SHOW  ทางช่องยูทูป ‘แนวหน้าออนไลน์’ โดยมี อัญชะลี ไพรีรัก และ  มัลลิกา บุญมีตระกูลมหาสุข เป็นพิธีกรร่วมพูดคุย  เชิญชวนประชาชน และผู้สนใจร่วมสัมผัสนวัตกรรมยานยนต์ ที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ และยกระดับคุณภาพชีวิตแห่งอนาคต ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2569 ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1–3 เมืองทองธานี

คืนแรกไร้เงา’กุญแจซอล’ร่วมงานสวดอภิธรรม ‘แม่มุกดา’คนในครอบครัวไม่พร้อมให้สัมภาษณ์

คืนแรกไร้เงา'กุญแจซอล'ร่วมงานสวดอภิธรรม 'แม่มุกดา'คนในครอบครัวไม่พร้อมให้สัมภาษณ์

คืนแรกไร้เงา’กุญแจซอล’ร่วมงานสวดอภิธรรม ‘แม่มุกดา’คนในครอบครัวไม่พร้อมให้สัมภาษณ์

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.44 น.

การจากไปของ คุณแม่มุกดา บุญทอง ภรรยาของนักแสดงรุ่นใหญ่ หนึ่ง นึกคิด บุญทอง ที่จากไปอย่างไม่มีวันกลับ หลังป่วยด้วยโรคมะเร็ง สร้างความเสียใจให้กับครอบครัว รวมถึงลูกหลานอย่างมาก  ซึ่งเมื่อวานนี้ทางครอบครัวได้จัดพิธีรดน้ำศพ และสวดพระอภิธรรมเป็นคืนแรก ที่ศาลา 1 วัดสัมมาชัญญาวาส บรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้าของสามีและลูกๆ โดยเฉพาะ หนึ่ง นึกคิด ผู้เป็นสามี ยังทำใจไม่ได้กับการจากไปของภรรยา เจ้าตัวมีสีหน้าโศกเศร้าอย่างเห็นได้ชัด และยังไม่พร้อมให้สัมภาษณ์  ภายในงานมีครอบครัว ญาติ ลูกหลาน รวมถึงเพื่อนในวงการบันเทิง มาร่วมพิธีรดน้ำศพร่างของ แม่มุกดา กันจำนวนมาก แต่ยังไร้เงาของ กุญแจซอล ป่านทอทอง ลูกสาวคนโต ที่ยังไม่ปรากฏตัวในงานศพของคุณแม่แต่อย่างใด

โดยก่อนหน้านี้ปี 2560 กุญแจซอล ได้ทะเลาะกับครอบครัว นึกคิด บุญทอง จากกรณีที่ตั้งท้องและหายออกจากบ้านไปอยู่กินกับสามีนักบิน โดยพ่อแม่ระบุว่าถูกสามีกุญแจซอลกีดกันไม่ให้เจอหลาน จนฝ่ายพ่อแม่ประกาศตัดขาดลูกสาว เพราะรู้สึกเสียใจและเชื่อว่าลูกถูกฝ่ายชายล้างสมอง ด้าน ‘กุญแจซอล’ก็เฟดตัวออกจากวงการบันเทิงเลือกที่จะใช้ชีวิตคู่กับสามี และอยากให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ อย่างไรก็ตามเมื่อปี 2563 กุญแจซอลพร้อมลูกและสามี หลังทราบข่าวการป่วยมะเร็งลำไส้ระยะ 4 ของคุณแม่มุกดา ก็ได้ไปร่วมโต๊ะทานข้าวกับเเม่มุกดารวมทั้งน้องสาวของกุญเเจซอล และได้ทำการขอขมาพ่อแม่พร้อมเคลียร์ใจกันแล้ว

สิ้นศิลปินแห่งชาติ ‘มัณฑนา โมรากุล’ด้วยโรคชราสิริอายุ 103 ปี

สิ้นศิลปินแห่งชาติ 'มัณฑนา โมรากุล'ด้วยโรคชราสิริอายุ 103 ปี

สิ้นศิลปินแห่งชาติ ‘มัณฑนา โมรากุล’ด้วยโรคชราสิริอายุ 103 ปี

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.01 น.

สิ้นศิลปินแห่งชาติ มัณฑนา โมรากุล นักร้องหญิงคนแรกของวงดนตรีกรมโฆษณาการ #นักร้องรุ่นแรกของวงสุนทราภรณ์  ศิลปินผู้ความสุขด้านเสียงเพลงแก่พี่น้องชาวไทยช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒เสียชีวิตอย่างสงบด้วยโรคชรา สิริอายุ 103 ปี  เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม2569 ที่ผ่านมา ณ บ้านพุทธมณฑลสาย 2 นับเป็นการสูญเสียครั้งสำคัญอีกครั้งกับการจากไปของศิลปินชั้นครู

สำหรับ“มัณฑนา โมรากุล”ศิลปินแห่งชาติ เจ้าของบทเพลง น้ำเหนือป่า และจันทร์แจ่มฟ้า ที่เคยโด่งดังในอดีต และอีกหลากหลายบทเพลง อาทิ ธรรมชาติกล่อมขวัญ, ศาสนารัก, เด่นดวงดาว, เมื่อไหร่จะให้พบ, เรณูดอกฟ้า  สิ้นรักสิ้นสุข, อาลัยรัก, จุฬาตรีคูณ, สายลมว่าว, ชั่วชีวิต และลาแล้วจามจุรี เป็นต้น นักร้องผู้มอบความสุขด้านเสียงเพลง และใช้บทเพลงช่วยขับกล่อมในช่วงก่อนและระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งช่วงนั้นกิจกรรมบันเทิงต่างๆ มีไม่มากนัก เพราะเป็นระยะที่ขาดแคลนภาพยนตร์ที่จะฉายตามโรงภาพยนตร์ต่างๆ จึงเป็นช่วงที่ผู้คนหาความสุขเล็กๆ น้อยๆ ผ่านบทเพลงอันไพเราะเหล่านี้  เพื่อช่วยคลายเหงา คลายกังวล ในระหว่างที่ต้องใช้ชีวิตในช่วงสงคราม มัณฑนา โมรากุล  ศิลปินแห่งชาติ  สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทยสากล-ขับร้อง ) พุทธศักราช ๒๕๕๒  เกิดเมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๔๖๖  ณ วังสวนสุพรรณของท่านเจ้าคุณพระประยูรวงศ์  ในรัชการลที่ ๕ อำเภอดุสิต กรุงเทพมหานคร บิดาชื่อ หลวงสิริราชทรัพย์ เดิมชื่อ ชัย โมรากุล เป็นชาวจีน ที่รับราชการในกรมบัญชีกลาง มารดาชื่อ ผัน โมรากุล เป็นลูกหม่อมเครือ เครือสุวรรณ ซึ่งอยู่ในวังสวนสุพรรณ ในฐานะครูละคร สมรสกับนายบุญยงค์ เกียรติวงศ์ มีบุตร-ธิดา ๔ คน คือ นางธนพร พลสุวัตติ์ นางนิชนา โมรากุล นายธำรง เกียรติวงศ์ และนางสาวยุวนุช เกียรติวงศ์  สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ที่โรงเรียนเสาวภา กรุงเทพฯ

มัณฑนา โมรากุล เป็นนักร้องที่มีชื่อเสียงโดดเด่นมาตลอดตั้งแต่เริ่มร้องเพลงที่กรมโฆษณาการ เริ่มมีผลงานขับร้องเพลงอัดแผ่นเสียงครั้งแรก โดยใช้ชื่อว่า จุรี โมรากุล ขณะนันอายุเพียง ๑๔ -๑๕ ปีเท่านั้น คือ น้ำเหนือป่า  จันทร์แจ่มฟ้า  ต่อมาได้เล่นละครของครูพจน์ จารุวณิช เรื่องแม่ค้าทุเรียน และได้ร้องเพลงเอกของเรื่อง คือ เพลงทุเรียนดีๆ แต่งโดยครูพิมพ์ พวงนาค เป็นเพลงที่ได้รับความนิยมสูงสุดในยุคนั้น และยังมีโอกาสไปร่วมร้องเพลงกับวงดนตรีสากลของกรมโฆษณาการ

โดยการชักชวนของอธิบดีกรมโฆษณาการ เนื่องจากชื่นชอบในน้ำเสียงและลีลาการร้องเพลง จึงได้ร่วมร้องเพลงในงานวันคล้ายวันประสูติผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน  จากนั้นก็ได้เข้ารับราชการเป็นนักร้องสตรีคนแรกประจำของวงของกรมโฆษณาการ  พ.ศ. ๒๔๘๒  และในช่วงที่รับราชการในกรมโฆษณาการนางมัณฑนาได้ขับร้องเพลงปลุกใจ และเพลงพระราชนิพนธ์ รวมถึงเพลงไทยสากลประเภทต่างๆ ไว้เป็นจำนวนมากกว่า 200 เพลง ซึ่งเป็นหน้าที่สำคัญและได้ผลดีเยี่ยม จนเป็นนักร้องยอดนิยมของประชาชนและของทางราชการ โดยได้ร้องเพลงออกอากาศทางวิทยุ และแสดงละครวิทยุเป็นประจำตลอดยุคสงครามโลกครั้งที่ ๒ สิ้นสงครามแล้วยังได้ทำหน้าที่เป็นศิลปินนักร้อง อีกทั้งได้แต่งเพลงและแสดงละครเวทีเพิ่มขึ้นอีก

มัณฑนา โมรากุล ได้ฝึกร้องเพลงครั้งแรก กับ “มิสแมคแคน” ตั้งแต่อายุ ๖ ขวบ ที่ในโบสถ์พระคริสต์ จังหวัดนครศรีธรรมราช และเริ่มหัดร้องเพลงไทยเดิมกับ ครูเจอ บุรานนท์ (มารดาของ สุลาลีวัลย์ สุวรรณทัต)ที่ในวังสวนสุพรรณ ภายหลังเกิดแรงบันดาลใจจากการขับร้องเพลงไทยสากลของ จำรัส สุวคนธ์ บวกกับมีความชื่นชอบในการขับร้องเพลงไทยสากลอยู่แล้ว จึงได้ฝึกหัดขับร้องเพลงไทยสากลอย่างจริงจัง จาก ครูสกนธ์ มิตรานนท์, ครูเวส สุนทรจามร และครูสริ ยงยุทธ ซึ่งเป็นครูเพลงของ “วงสุนทราภรณ์” รวมถึงฝึกฝนด้วยตนเองด้วย  ทำให้มีความชำนาญในด้านการร้องเพลงไทยเดิมและเพลงไทยสากล และมีการพัฒนาการขับร้องเพลงจากการทดลองด้วยตนเองจนมีลีลาการขับร้องที่ฟังดูเป็นธรรมชาติ  มีเสียงหนาและมั่นคง แต่สะท้อนอารมณ์ที่อ่อนไหวได้ดี เข้าใจอารมณ์เพลงได้อย่างถ่องแท้ อีกทั้งยังร้องเพลงได้ชัดเจนออกเสียงอักขระได้ถูกต้อง มีศิลปะการขับร้องที่เป็นเอกลักษณ์ มีเสียงไพเราะกังวานหวานใส มีอารมณ์มีชีวิตชีวา สามารถทำเสียงให้เศร้าได้โดยธรรมชาติ ทำให้เกิดความประทับใจแก่ผู้ฟัง เช่น เพลงแสนวิโยค, รักจำพราก, สิ้นรักสิ้นสุข, อารมณ์รัก ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีความเฉลียวฉลาดตีความหมายของบทเพลงแตกฉานทุกเพลง แม้เพลงที่มีเสียงครึ่งเสียงมาก ๆ ร้องยาก อย่างเพลง สวนรัก, ดาวที่อับแสงและทาสประเพณี

เพลงที่ถ่ายทอดออกมาได้อย่างแนบเนียนเป็นที่กินใจผู้ฟังอย่างยากที่จะหานักร้องรุ่นหลัง ๆ ทำได้เหมือน ฟังได้จาก เพลงสายลมครวญ เพลงที่ขับร้องเหมือนพูด เช่น เพลงสมหมวก ผลงานประพันธ์เนื้อร้อง เช่น เพลงใจหนอใจ  เพลงวาสนากระต่ายน้อย เสียงดุเหว่า สุดคะนึง รักมีกรรม ฯลฯ  โดยได้ประพันธ์ร่วมกับครูเวศ สุนทรจามร และครูแก้ว อัจฉริยะกุล

ตลอด 70กว่าปี บนเส้นทางของการเป็นศิลปินนักร้องได้มอบความสุขในด้านเสียงเพลงมาโดยตลอดและถือว่าเป็นนักร้องเพลงสุนทราภรณ์ ที่เป็นนักร้องแม่แบบให้นักร้องรุ่นหลังๆ แม้แต่ รวงทอง ทองลั่นทม ศิลปินแห่งชาติ และบุษยา รังสี  อีกทั้งมีผลงานที่สร้างชื่อเสียงกับวงดนตรีสุนทราภรณ์ ซึ่งรวมอยู่  CD แฟนคลับสุนทราภรณ์ ที่ยังหาซื้อได้ในปัจจุบันทั้งเพลงเดี่ยว และ เพลงคู่ อาทิ บัวกลางบึง,

 วังน้ำวน,วังบัวบาน, ดอกใกล้มือ, ภูกระดึง, ผู้แพ้รัก, สิ้นรักสิ้นสุข, จันทน์กะพ้อร่วง,สาส์นรัก, ศาสนารัก, สายลมครวญ, เมื่อไหร่จะให้พบ, สาริกาชมเดือน,อาลัยลา, เรณูดอกฟ้า, หากภาพเธอมีวิญญาณ, ทางที่ต้องกลับ,ปางหลัง, ภาพลวงตา, ผีเสื้อยามเช้าและเพลินเพลงค่ำ  ฯลฯ

ท่านนับเป็นนักร้องหญิงรุ่นบุกเบิกที่โดดเด่นของกรมโฆษณาการ ที่อยู่ในความทรงจำของผู้ฟังตลอดมาจนถึงปัจจุบัน  โดยเฉพาะผู้ฟังเพลงรุ่นเก่ายังคงชื่นชอบไม่เปลี่ยนแปลง

นอกจากงานในสายการขับร้องและประพันธ์เพลงแล้ว  ภายหลังจากที่ท่านลาออกจากราชการแล้ว ได้ร่วมกับสามีทำกิจการ #โรงภาพยนตร์ศรีพรานนก และเคยเป็นผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง #มารรัก เมื่อปี 2515 นำแสดงโดย ไพโรจน์ ใจสิงห์ และมยุรฉัตร เหมือนประสิทธิเวช กำกับการแสดงโดย สะอาด เปี่ยมพงษ์สานต์ ภาพยนตร์เรื่องนี้ ใช้เพลง “ชีวิตลำเค็ญ” เป็นเพลงประกอบ โดยนำมาให้ลัดดา ศรีวรนันท์มาขับร้องใหม่

จากนั้นท่านได้ร่วมขับร้องเพลงในรายการโทรทัศน์เป็นครั้งคราว จนถึง พ.ศ.๒๕๑๕ จึงเลิกขับร้องเพลงอย่างถาวรด้วยเหตุผลทางสุขภาพ และใช้ชีวิตอย่างสงบกับบุตรธิดา ที่บ้านย่านพุทธมณฑลสาย ๒ แต่ยังได้ปรากฏตัวตามงานคอนเสิร์ตการกุศลบ้างเป็นบางโอกาส

ขอบคุณข้อมูล ดาราภาพยนตร์