6 ไฮไลท์ห้ามพลาด WOC Bangkok 2026 เทศกาลกาแฟระดับโลกครั้งแรกในไทย

6 ไฮไลท์ห้ามพลาด WOC Bangkok 2026 เทศกาลกาแฟระดับโลกครั้งแรกในไทย

6 ไฮไลท์ห้ามพลาด WOC Bangkok 2026 เทศกาลกาแฟระดับโลกครั้งแรกในไทย

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.12 น.

World of Coffee Bangkok 2026 เทศกาลกาแฟระดับโลกที่ ปักหมุดกลางกรุงเทพฯ ถือเป็นประเทศที่ 3 หลังประสบความสำเร็จจากการจัดงานในเอเชียครั้งแรกที่เมืองปูซาน เกาหลีใต้ ปี 2024 และกรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย ปี 2025 ตอกย้ำศักยภาพอุตสาหกรรมกาแฟไทยศูนย์กลางอาเซียน โดยเฉพาะกลุ่มกาแฟพิเศษ (Specialty Coffee) ที่โดดเด่นในช่วงตลอด 10 ปีที่ผ่านมา พร้อมเชื่อมตลาดสู่เวทีโลก ร่วมดื่มด่ำวัฒนธรรมกาแฟจากทั่วโลกได้ตั้งแต่วันที่ 7-9 พฤษภาคม นี้ ณ ไบเทคบุรี (BITEC) 

WOC เวทีขับเคลื่อนมาตรฐานใหม่แห่งโลกกาแฟพิเศษ

World of Coffee (WOC) เป็นงานแสดงสินค้ากาแฟระดับโลกที่สำคัญสุดสำหรับอุตสาหกรรมกาแฟพิเศษ (Specialty Coffee) ก่อตั้งโดยสมาคมกาแฟพิเศษ Specialty Coffee Association  (SCA) มาตั้งแต่ปี 1999 ปัจจุบันมีการจัด WOC ทั่วทุกทวีปในโลก ถือเป็นจุดนัดพบประจำปีของมืออาชีพในวงการ เพื่อเชื่อมโยงตั้งแต่เกษตรกร โรงคั่ว ไปจนถึงบาริสต้าเข้าด้วยกัน ซึ่งงานนี้ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่แสดงสินค้าและเจรจาธุรกิจเพื่อขยายตลาดไปยังภูมิภาคใหม่ๆ เท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีแจ้งเกิดของนวัตกรรมล้ำสมัยและมาตรฐานใหม่ในวงการ ผ่านการเป็นเจ้าภาพจัดงานแข่งบาริสต้าชิงแชมป์โลก โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการยกระดับคุณภาพกาแฟควบคู่ไปกับการสร้างความยั่งยืนและความเป็นธรรมให้กับทุกคนในห่วงโซ่กาแฟทั่วโลก

Mr. Kangmin Kim, Project Manager EXPORUM บริษัทผู้จัดงานอีเวนต์ระดับโลก ที่มีบทบาทสำคัญในการจัดงาน WOC ในทวีปเอเชีย ร่วมกับ SCA กล่าวว่า ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมคาเฟ่ที่มีชีวิตชีวา และเป็นตลาดผู้บริโภคที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้มีธุรกิจกาแฟที่ได้รับความนิยมสูงและมีเทศกาลกาแฟมากมายจัดขึ้นตลอดปี แต่สิ่งที่ทำให้งาน World of Coffee (WOC) แตกต่างและเป็นโอกาสทองที่ผู้ประกอบการ HORECA (กลุ่มธุรกิจในอุตสาหกรรมการบริการอาหารและที่พัก) และผู้ประกอบการร้านกาแฟไม่ควรพลาด คือการเป็นศูนย์กลางที่พาบทสนทนาระดับโลก และผู้มีบทบาทในอุตสาหกรรมกาแฟจากทั่วโลกเข้ามาสู่ตลาดไทยโดยตรง

งาน WOC Bangkok จึงเป็นโอกาสที่จะได้พบปะกับผู้เชี่ยวชาญระดับโลกและเข้าถึงนวัตกรรมเครื่องจักรและอุปกรณ์ล่าสุด (อาทิ เครื่องชง Espresso รุ่นใหม่, เครื่องบดความแม่นยำสูง, เครื่องคั่วอัจฉริยะ, หรือซอฟท์แวร์บริหารร้าน) จากผู้ประกอบการชั้นนำกว่า 600 บูท จาก 40 ประเทศทั่วโลก ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถเรียนรู้โมเดลธุรกิจใหม่ๆ และยกระดับคุณภาพการผลิตเพื่อพัฒนาธุรกิจ โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปต่างประเทศ ขณะเดียวกัน ก็ยังเป็นโอกาสทองของกลุ่ม B2C (Business-to-Customer) ในการกระทบไหล่บาริสต้าแชมป์โลก ซึ่งจะมาชงกาแฟจากเมล็ดพันธุ์ยอดเยี่ยมที่คัดสรรมาให้ทดลองชิมภายในงาน

นอกจากนี้ จะทำให้เมล็ดกาแฟไทยได้รับการชิมจาก Q-graders และผู้ซื้อที่ทรงอิทธิพลระดับโลก คาดว่าจะดึงดูดบริษัทกว่า 400 แห่งจาก 40 ประเทศ สร้างรายได้มหาศาลจากการท่องเที่ยวและการค้า อีกทั้งการยอมรับในฝีมือคนไทย โดยที่ผ่านมาไทยเคยส่งแชมป์ระดับประเทศไปคว้าทั้งตำแหน่งแชมป์โลก และ คว้าลำดับสูงๆ ในเวทีโลกมาแล้ว งานนี้จึงเปรียบเสมือนการเปิดบ้านต้อนรับชุมชนกาแฟจากทั่วโลก และยืนยันว่าไทยคือผู้นำกาแฟพิเศษระดับโลก

(ซ้าย)  กิจจา วงศ์วารี และ Mr. Kangmin Kim

โอกาสครั้งใหญ่ของธุรกิจกาแฟไทยเชื่อมสู่ตลาดเวทีโลก

นายกิจจา วงศ์วารี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อโรม่า กรุ๊ป ในฐานะผู้ประกอบการไทย มองว่า การมาเยือนของงานกาแฟระดับโลก WOC Bangkok ในปี 2026 เป็นโอกาสครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมกาแฟไทยทั้งระบบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ครอบคลุมทั้งรายเล็กและรายใหญ่ เพราะงานนี้สะท้อนมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรมกาแฟโลกที่จะเข้ามาปฏิวัติมุมมองและการทำธุรกิจในไทย โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านจากการแข่งขันด้านราคาไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มด้วย Storytelling และนวัตกรรม ซึ่งจะเปิดโอกาสให้เกษตรกรต้นน้ำได้พบกับผู้ซื้อ และโรงคั่วระดับสากลโดยตรง ทำให้เกิดการเรียนรู้มาตรฐานการผลิตกาแฟพิเศษ (Specialty Coffee) ที่ทั่วโลกต้องการ เพื่อยกระดับเมล็ดกาแฟไทยให้ข้ามขีดจำกัดจาก Local สู่ Global ได้ในอนาคต  นอกจากนี้ ผู้ประกอบการรายย่อยและ SME ยังสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีการคั่วและการสกัดกาแฟที่ทันสมัยที่สุด รวมถึงเรียนรู้โมเดลธุรกิจคาเฟ่ยุคใหม่ที่เน้นความยั่งยืน ซึ่งเป็นหัวใจที่คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญ รวมถึงบาริสต้าเองก็มีโอกาสในการพัฒนาทักษะและเสริมความรู้จากกูรูตัวจริง ที่จะมาแชร์ประสบการณ์และแรงบันดาลใจภายในงาน

 เปิดประสบการณ์ใหม่ในงาน World of Coffee Bangkok 2026 เทศกาลกาแฟระดับโลกที่รวมผู้มีบทบาทในอุตสาหกรรมกาแฟจากทั่วโลกไว้ในที่เดียว พบกับผู้ประกอบการชั้นนำกว่า 600 บูท จาก 40 แห่งทั่วโลก พร้อมขับเคลื่อนอนาคตของวงการกาแฟทั้งในระดับภูมิภาคและระดับสากล

ห้ามพลาด! 6  ไฮไลท์น่าสนใจในงาน WOC Bangkok

 1. การแข่งขัน World Cup Tasters Championship (WCTC): การแข่งขันระดับโลกที่เป็นไฮไลท์ของงาน เป็นการทดสอบประสาทสัมผัสที่กดดันและรวดเร็ว / กติกา: แข่งแบบ “Triangulation” (สามถ้วย) โดยมีสองถ้วยที่เหมือนกัน และหนึ่งถ้วยที่ต่างออกไป ผู้แข่งต้องหาถ้วยที่ต่างให้เจอในเวลาที่สั้นที่สุด / ประวัติศาสตร์: บอส-ฉัตรเฉลิม เลิศเอนกวัฒนา คือแชมป์โลกชาวไทยคนแรก (ปี 2025) ในประวัติศาสตร์ และนี่คือครั้งแรกที่ไทยเป็นเจ้าภาพการแข่งระดับโลกรายการนี้=https://readthecloud.com/boss-chatchalerm-lertanekwattana/  / ตัวแทนประเทศไทย: ปุณณภพ สุวรรณจิตร์ Senior Barista จากร้าน Bottomless Coffee Roasters  จะเป็นผู้เข้าแข่งขันจากประเทศไทยคนแรกที่ได้แข่งเวทีระดับโลกในบ้านเกิด

2. Producer Village: พื้นที่สำหรับนำเสนอศักยภาพของกาแฟพิเศษไทย โซนนี้จัดขึ้นภายใต้ความร่วมมือกับสมาคมกาแฟพิเศษไทย (SCATH) และ The Cloud โดยรวบรวมเกษตรกรและผู้ผลิตกาแฟคุณภาพของไทยไว้ในพื้นที่เดียว เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสประสบการณ์กาแฟพิเศษไทยอย่างแท้จริง พร้อมเรียนรู้และเชื่อมต่อกับผู้คนเบื้องหลังกาแฟแต่ละแก้วอย่างใกล้ชิด

3. พบปะแชมป์โลกตัวจริง: ที่คัดสรรเมล็ดกาแฟที่ยอดเยี่ยม กระจายตัวอยู่ในโซนต่าง ๆ ทั่วงาน ไม่ว่าจะเป็น ULT Coffee Roaster (Japan):โดย Boram Um, 2023 World Barista Champion, CATUR (Indonesia): โดย Mikael Jasin, 2024 World Barista Champion, Momos Coffee (South Korea): โดย Juyeon Jeon, 2019 World Barista Champion,m Homebody Union (Australia): โดย Anthony Douglas, 2022 World Barista Champion, Captain George (China): George Jinyang Peng, 2025 WBrC Champion

4.Roaster Village (หมู่บ้านโรงคั่ว): โซนสำคัญในงาน World of Coffee รวบรวมโรงคั่วที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจากทั่วโลก  พบผู้ผลิต: ผู้เยี่ยมชมสามารถชิมกาแฟ ฟังเรื่องราวจากคนคั่ว และซื้อเมล็ดกาแฟหายากได้โดยตรง / ความหลากหลาย: มีทั้งโรงคั่วชื่อดังของไทยและแบรนด์ดังระดับโลก มาให้ทำความรู้จักในพื้นที่เดียว เช่น GLITCH TOKYO จากประเทศญี่ปุ่น, MAME จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และ EVERHĀOS Coffee Roasters แบรนด์กาแฟสาย Light Roast จากเกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย เป็นต้น ดูรายชื่อ Exhibitor ได้ที่ https://asia.worldofcoffee.org/roaster-village

5. โซนชิมและการเรียนรู้ Cupping Rooms: ห้องชิมกาแฟสำหรับผู้ที่ชื่นชอบกาแฟและอยากชิมกาแฟจากแหล่งต่างๆ  ดูรายละเอียดตารางได้ที่ https://asia.worldofcoffee.org/cupping-rooms Brew Bar: บาร์กาแฟที่ชงโดยแชมป์โลกและผู้เชี่ยวชาญ ดูรายละเอียดตารางได้ที่ https://asia.worldofcoffee.org/brew-bars SCA Lecture Series: การบรรยายโดยผู้เชี่ยวชาญ ที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ประกอบการและผู้ที่อยู่ในวงการกาแฟ พร้อมนำเสนอข้อมูลที่ลงมือทำได้จริง เพื่อให้ความรู้ และพร้อมรับมือกับความท้าทายและโอกาสในอุตสาหกรรม ดูรายละเอียดตารางได้ที่ https://asia.worldofcoffee.org/sca-lecture-series

6. นวัตกรรมใน Exhibition Floor: การเปิดตัวเทคโนโลยีล่าสุดจากบริษัทกว่า 600 บูท เช่น: เครื่องชง Espresso รุ่นใหม่และเครื่องบดความแม่นยำสูง ซอฟต์แวร์คั่วกาแฟระบบ AI และบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน นวัตกรรมเครื่องกรองน้ำที่ออกแบบมาเพื่อสภาพน้ำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยเฉพาะ

รายละเอียดเพิ่มเติมและซื้อบัตรเข้างานได้ที่ https://asia.worldofcoffee.org/

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ เสด็จฯไปทรงบาตร เนื่องในโอกาสครบรอบ 133 ปี สภากาชาดไทย

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ  เสด็จฯไปทรงบาตร  เนื่องในโอกาสครบรอบ 133 ปี สภากาชาดไทย

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ เสด็จฯไปทรงบาตร เนื่องในโอกาสครบรอบ 133 ปี สภากาชาดไทย

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.12 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย เสด็จพระราชดำเนินไปยังสถานเสาวภา สภากาชาดไทย เขตปทุมวัน ในการนี้ทรงวางพานพุ่มถวายราชสักการะพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จากนั้นทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทรงบาตรพระสงฆ์ร่วมกับคณะผู้บริหารและบุคลากรสภากาชาดไทย เนื่องในโอกาสวันสถาปนาสภากาชาดไทย ครบ 133 ปี เมื่อวันศุกร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569 เวลา 07.00 น.

โอกาสนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย  พระราชทานพระราโชวาทแก่คณะผู้บริหารและบุคลากรของสภากาชาดไทย เพื่อความเป็นสิริมงคลและเป็นขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ ความว่า “วันนี้เป็นวันที่เราจัดกันมาเป็นประจำ ทุกๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับสภากาชาดไทยก็มาร่วมกันทำบุญ พบปะกัน ในช่วงนี้ผู้ทำงานเกี่ยวข้องกับสภากาชาดเห็นจะต้องทำงานตามหลักสภากาชาดมากกว่าปกติ เพราะตอนนี้มีเรื่องต่างๆ ที่เรารู้ และเรื่องเกี่ยวกับภัยธรรมชาติต่างๆ นานา ที่เรามีวิธีการมีเรื่องสมัยใหม่มีแอพ ที่ช่วยการทำงานได้ไม่มากก็น้อย เห็นทั้งผู้ที่อยู่ในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคต่างๆ ทำงานกันอย่างแข็งขัน ตอนนี้ก็ตระเวนไปดูตามจังหวัดต่างๆ การทำงานมีหลักอยู่ว่าเราต้องร่วมกันและช่วยตัวเอง ตอนนี้ยากที่จะให้ใครที่อื่นมาช่วยเหลือถ้าไม่ใช่คนไทยด้วยกัน เพราะแต่ละคนแต่ละฝ่ายก็มีปัญหากันอยู่ในประเทศเขาด้วยกันทั้งสิ้น เท่าที่เห็นน่าชื่นชมคนไทยทุกคนรวมถึงสภากาชาดไทยเป็นผู้นำ ปีนี้ทำงานที่สภากาชาดมาครบ 50 ปี ได้เห็นอะไรๆ มามาก มีสิ่งที่ทำกันต่อเนื่องก็คิดว่าจะตั้งใจทำต่อไป อาจจะมีวิธีการใหม่ๆ ทั้งด้านแนวความคิดและเทคโนโลยี ขอให้ทุกท่านมีกำลังใจเข้มแข็งมีสุขภาพอนามัยที่ดี พร้อมด้วยสิ่งดีๆ ทั้งกายและใจ มีสุขสวัสดีทุกเมื่อตลอดไป”

 จากนั้นเสด็จพระราชดำเนินไปยังอาคารเทิดพระเกียรติสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) พระราชทานพระราชวโรกาสให้ เตช บุนนาค เลขาธิการสภากาชาดไทย เฝ้าทูลละอองพระบาท ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายของที่ระลึก จากนั้นทรงทอดพระเนตรวีดิทัศน์ “ใต้ร่มพระบารมี 69 ปี องค์สภานายิกาสภากาชาดไทย” เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในพระราชกรณียกิจตลอดระยะเวลา 69 ปี ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงดำรงตำแหน่งสภานายิกาสภากาชาดไทย

จากนั้นพระราชทานพระราชวโรกาสให้ เตช บุนนาค เลขาธิการสภากาชาดไทย พร้อมคณะผู้บริหารสภากาชาดไทย เฝ้าทูลละอองพระบาท กราบบังคมทูลถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ วันที่ 2 เมษายน 2569 และทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเค้ก

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2436 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดตั้งสภาอุณาโลมแดงแห่งชาติสยาม และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมรับไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ อีกทั้งยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้แต่งตั้ง สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า เป็น “สภาชนนี” และ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็น “สภานายิกา” ในปี 2449 สภาอุณาโลมแดงแห่งชาติสยาม เปลี่ยนชื่อเป็น “สภากาชาดสยาม” และในปี 2482 จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น “สภากาชาดไทย” จวบจนปัจจุบัน โดยสภากาชาดไทยเป็นองค์กรสาธารณกุศลระดับชาติที่ดำเนินการเพื่อมนุษยธรรมตามหลักการกาชาดสากล ที่มุ่งเน้นการส่งเสริมและช่วยเหลือประชาชน ผู้ตกทุกข์ยากและผู้ด้อยโอกาส ด้วยจิตสาธารณะให้มีสุขภาวะที่ดี โดยการให้บริการทางการแพทย์และสุขภาพอนามัย การบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัย การบริการโลหิต และการส่งเสริมคุณภาพชีวิต

บอกลาโรค ‘รองช้ำ’ เจาะลึกความลับเอ็นฝ่าเท้า พร้อมนวัตกรรมรักษาให้หายขาด

บอกลาโรค ‘รองช้ำ’ เจาะลึกความลับเอ็นฝ่าเท้า พร้อมนวัตกรรมรักษาให้หายขาด

บอกลาโรค ‘รองช้ำ’ เจาะลึกความลับเอ็นฝ่าเท้า พร้อมนวัตกรรมรักษาให้หายขาด

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เคยหรือไม่? ตื่นเช้ามาด้วยความสดชื่น แต่พอหย่อนเท้าลงข้างเตียงเพียงก้าวแรกแตะพื้นกลับ “เจ็บจี๊ด” เหมือนโดนเข็มแทงที่ส้นเท้า หรือบางทีนั่งทำงานเพลิน ๆ พอจะลุกไปกินข้าวก็ต้องเดินกะเผลกในช่วง 5-10 ก้าวแรก ซึ่งถ้าคุณมีอาการแบบนี้ แสดงว่า “โรครองช้ำ” (Plantar Fasciitis) กำลังแอบมาทักทายเข้าให้แล้ว!

ทำไม? ต้องเจ็บตอน “ก้าวแรก”

อาการคลาสสิก Morning Pain หรือ Starting Pain นี้ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลกระดูกและข้อ ข้อดีมีสุข มีคำอธิบายง่ายๆ คือในช่วงที่เรานอนหลับหรือนั่งพักนานๆ เส้นเอ็นฝ่าเท้าจะอยู่ในสภาวะ “หย่อนตัว” แต่พอลุกขึ้นยืนปุ๊บ เส้นเอ็นจะถูกกระชากให้ตึงทันทีเหมือนหนังยางที่ถูกดึงแรง ๆ จนเกิดความเจ็บปวด พอเดินไปสัก 15-20 นาที เอ็นเริ่มยืดหยุ่น อาการจะค่อยๆ ทุเลาลง…แต่นั่นไม่ได้แปลว่าโรคหายไปนะ

เช็กลิสต์: ใครเสี่ยงจะเป็น “นักเจ็บก้าวแรก”

อาการเจ็บรองช้ำ เป็นผลมาจากเอ็นฝ่าเท้าอักเสบ โดยชนวนเหตุสำคัญที่สุดคือ เส้นเอ็นตึง ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่ใช่เพียงแค่ผู้สูงวัย แต่ผู้หญิงอาจจะมีความเสี่ยงสูงกว่าผู้ชายอยู่บ้าง เพราะเกิดมาพร้อมสรีระที่กล้ามเนื้อน่องและเอ็นฝ่าเท้าตึงกว่าปกติโดยธรรมชาติ เมื่อบวกกับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต เช่น การสวมรองเท้าส้นสูง หรือรองเท้าแฟชันที่ไม่ซัพพอร์ตอุ้งเท้า แรงกดทับทั้งหมดจะตกลงที่เส้นเอ็นฝ่าเท้าโดยตรง

อาการเจ็บรองช้ำไม่ได้แค่น่ารำคาญ แต่ยังส่งผลต่อการใช้ชีวิตในระยะยาว หลายคนเริ่มหลีกเลี่ยงการเดิน การออกกำลังกาย หรือแม้แต่กิจกรรมที่เคยชอบ เพราะกลัวความเจ็บจะกลับมา ทำให้สุขภาพโดยรวมแย่ลงแบบไม่รู้ตัว ซึ่งสาเหตุหลัก ๆ มาจาก 3 ปัจจัย  1.สายเอ็นตึง (The Tight Body): บางคนเกิดมาพร้อมต้นทุน “น่องตึง” หรือ “เอ็นฝ่าเท้าตึง”  ซึ่งเป็นสาเหตุอันดับหนึ่ง ถ้าพื้นฐานเอ็นเราไม่ยืดหยุ่น แค่ใช้ชีวิตปกติก็เจ็บได้แล้ว 2.สาย Hard Working: คนที่ต้องยืนหรือเดินนานๆ เช่น พ่อค้าแม่ค้า, คุณครู, เชฟ หรือแม้แต่นักช้อปสายแข็งที่เดินห้างทั้งวัน 3.สายแฟชั่นเลือกรองเท้าผิด: รองเท้าพื้นแข็งเกินไป รองเท้าแบนราบ (Flat Shoes) ที่ไม่มีส่วนซัพพอร์ตอุ้งเท้า รวมถึงน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น ก็เป็นแรงกดทับที่ทำให้เอ็นฝ่าเท้าแบกรับภาระหนักเกินไป

ป้องกันและรักษาอย่างไรให้ตรงจุด?

1. การดูแลตัวเอง: “ยืด” เท่านั้นคือทางรอด :  วิธีป้องกันที่ได้ผลชะงัดที่สุดคือ การยืดน่องและนวดเอ็นฝ่าเท้า หมั่นทำสม่ำเสมอให้เอ็นมีความยืดหยุ่น (น่องนิ่ม = เท้าไม่เจ็บ) ลองหาลูกเทนนิสมาคลึงใต้ฝ่าเท้าตอนนั่งทำงาน หรือยืดเหยียดน่องก่อนก้าวลงจากเตียง จะช่วยลดการบาดเจ็บได้มหาศาล

2. การรักษาแบบไม่ต้องผ่าตัด “เทคโนโลยีช่วยได้” :  หากอาการเริ่มรบกวนชีวิตประจำวัน การทำเครื่องมือกายภาพบำบัดด้วย   Shockwave (ช็อกเวฟ) หรือการใช้คลื่นเสียงความถี่สูงยิงเข้าไปกระตุ้นจุดที่อักเสบ คือทางเลือกยอดฮิตที่ช่วยให้คนไข้กว่า 90% หายเจ็บได้โดยไม่ต้องกินยาต่อเนื่อง

3. นวัตกรรม “ส่องกล้อง” ทางเลือกสุดท้ายที่หายไว : สำหรับใครที่เป็นเรื้อรังมานานจนมี “กระดูกงอก” ทิ่มฝ่าเท้า ปัจจุบันมีเทคโนโลยีการผ่าตัดส่องกล้องแผลเล็ก (Endoscopic Surgery) เพียง 0.5 ซม. เข้าไปกรอกระดูกงอกและยืดเอ็นให้หย่อนลง แผลเล็ก เจ็บน้อย และเดินคล่องได้ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ ไม่ต้องกลัวแผลเป็นใหญ่ที่ฝ่าเท้าอีกต่อไป

อย่าปล่อยให้ความเจ็บเป็นเรื่องชินชา

อาการเจ็บจาก “รองช้ำ” อาจดูเป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าปล่อยไว้นานจนกลายเป็นความเจ็บเรื้อรัง ที่พรากความสนุกในการใช้ชีวิตและการเดินทางของคุณไป ลองสำรวจก้าวแรกในวันพรุ่งนี้ให้ดี ถ้าเริ่มเจ็บ! อย่ารอจนทนไม่ไหว รีบรักษาแต่เนิ่น ๆ ซึ่งโรงพยาบาลกระดูกและข้อ ข้อดีมีสุข มีทั้งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษา และนวัตกรรมการรักษาที่ตอบโจทย์ ไม่ว่าจะเป็น Shockwave Therapyการใช้คลื่นเสียงความถี่สูงยิงเข้าไปกระตุ้นจุดที่อักเสบ และ Endoscopic Surgery (ผ่าตัดส่องกล้องแผลเล็ก) สำหรับเคสที่เป็นมานานจนมีกระดูกงอก ทำให้การผ่าตัดในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอีกต่อไป

เพราะก้าวแรกของวันควรเป็นก้าวที่เปี่ยมไปด้วยพลัง ไม่ใช่ความเจ็บปวด…เริ่มดูแลเท้าของคุณตั้งแต่วันนี้ เพื่อก้าวที่มั่นใจในทุกๆ วัน

คุณแหน : 28 เมษายน 2569

คุณแหน : 28 เมษายน 2569

คุณแหน : 28 เมษายน 2569

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • ฝรั่งอุทานว่า “He’s figure of controversies” รับรองว่าใครที่ติดตามผลงานของ ฯพณฯประธานาธิบดีทรัมป์ ต้องตื่นเต้นเร้าใจพลัสไมเกรนด้วย ล่าสุดทรัมป์เปิดแนวรบใหม่อีกแล้ว ซึ่งครั้งนี้อเมริกันชนถึงกับขนลุกบางคนเคร่งศาสนาถึงกับปิดหูไม่อยากรับรู้ เพราะเป็นครั้งแรกในรอบ 250 ปีตั้งแต่สหรัฐอเมริกาได้รับเอกราชที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีความเห็นขัดแย้งเรื่องสันติภาพกับ องค์สันตะปาปา Pope Leo XIV ในที่สาธารณะ… เมื่อเร็วๆนี้ องค์สันตะปาปา ทรงมีดำรัสกับชาวคริสต์ผู้มาเฝ้ารับศีล ณ St. Peter’s Basilica ว่า “…พอแล้วสำหรับการยกย่องไอดอลและเงินทอง, พอแล้วสำหรับการแสดงแสนยานุภาพทางทหาร, พอแล้วสำหรับสงคราม”…สัปดาห์นี้แล้ว ท่านประธานาธิบดี ขู่ยื่นคำขาดให้อิหร่านยอมตามเงื่อนไขของสหรัฐฯ มิฉะนั้นศรีวิไลเซชั่น(ในอิหร่าน) จะถึงกาลดับสูญ ไม่มีวันกลับคืนเช่นเดิม (อิหร่านเคยเป็นอาณาจักรรุ่งเรืองมาแต่ก่อนคริสตกาล)…
  • เกิดอาการประหวั่นพรั่นพรึงกันไปทั้งโลก เมื่อต่างตระหนักว่า “The New World Order” (ระเบียบโลกใหม่) ถูกนำมาใช้บังคับในปัจจุบันและนี่คืออีกชื่อหนึ่งของ “The Junkle Law” นั่นเอง การใช้กฎโหดดังกล่าว ด้วยการรุกล้ำอธิปไตยชาติอื่นอย่างไม่ต้องเกรงใจใคร เสือกระดาษ UN ก็ได้แต่เรียกประชุมประณาม แต่ไม่มีน้ำยาจะแก้ไขเหตุการณ์ได้ ทว่าก็มีคนสมองเพชรเช่น เหล่า บริษัท “Think Tank” ของสิงคโปร์เล็งเห็นเหตุการณ์เช่นนี้มาล่วงหน้านานแล้ว “ช่องแคบมะละกา” ที่มีเส้นทางเดินเรือขนสินค้ากว่า 30% ของการค้าทางทะเลโลก กลายเป็นจุดอ่อนเป้าหมายของการทำปิดล้อมบล็อคเขตยามสงคราม ยุทธศาสตร์สำคัญของสิงคโปร์คือการสร้างกองทัพเรือดำน้ำที่มีประสิทธิภาพเพื่อ 1) คุ้มครองกองเรือพาณิชย์ของสิงคโปร์และพันธมิตร 2) ใช้พลังอำนาจล่องหนใต้สมุทรเข้าทำลายฝ่ายบล็อคเขตได้ 3) Deterrent (ป้องกันยับยั้ง) ตัวอย่างของอำนาจการบล็อกเขตน่านน้ำเร็วๆนี้ เราได้เห็นชัดเจนแล้วในกรณีเวเนซุเอล่า, ช่องแคบฮอร์มุซ, และช่องแคบบับเอลมันเดบ (ทะเลแดง) ถึงบางอ้อแล้วเราจึงได้เห็นว่าทำไมประเทศขนาดเล็กอย่างสิงคโปร์จึงต้องมีกองทัพเรือดำน้ำที่มีประสิทธิภาพถึง 14 ลำ…
  • รายการ ”ลายกนก ยกสยาม” เมื่อวันก่อน อุบลรัตน์ เถาน้อย และ กนก รักษ์วงศ์สกุล สัมภาษณ์ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการ มูลนิธิชัยพัฒนา เล่าว่าเมื่อครั้งเป็นเด็ก ที่บ้านท่านในจ.เพชรบุรี ใส่บาตรพระภิกษุวันละ 100 รูป ท่านจึงซึมซับในพระบวรพุทธศาสนามาตั้งแต่นั้น อีกทั้งในชีวิตได้เข้าสู่พิธีบรรพชามาหลายครั้งหลายหนเลยทีเดียว…
  • ราชินีรุ่น 65 อาทิ อารีย์ กังวาลเนาวรัตน์ , ธนิษฐา มณีโชติ จะมีงานสังสรรค์กันในวันที่ 10 พ.ค.ที่ รร. ดิเอมเมอรัลด์ ก่อนหน้านี้ มีการซ้อมใหญ่การแสดงในวันงาน… ทราบมาว่าคราวนี้มีเพื่อนจากญี่ปุ่น และ สหรัฐฯบินมาแสดงสดๆ แต่จะไม่เปิดเผย ขออุ๊บไว้ก่อน เพื่อเพิ่มดีกรีความตื่นเต้นของเพื่อนๆ…
  • เพื่อนๆชาวราชินีรุ่น 63 อาทิ พล.ต.ท.วสันต์-รัชนี วัสสานนท์ ,ศิริรัตน์ อายุวัฒน์ ใจแผ้ว โชติกะพุกกณะ ,ประพิมพรรณ สิทธิมงคล ฯลฯ ต่างมาอาลัยเพื่อนรัก ภณิดา บานชื่น ในวันฌาปนกิจ ที่วัดพระศรีมหาธาตุ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา…
  • ทั้ง Healthy & Fun ไปพร้อมๆกัน ผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ มารดาของรองนายกฯ และ รมว.คลัง ดร.เอกนิติ สมัครเรียนไลน์แด๊นซ์พร้อม อิสริยา ลูกสาว เข้าเรียนกับเพื่อนต่างวัยแต่ใจตรงกัน สนุกสนานเป็นที่ยิ่ง !!…

บารอนเนส

โก โฮลเซลล์ เร่งช่วยชาวสวน ดันผลไม้ฤดูกาลสู่ตลาด จัดเต็มเทศกาลผลไม้ไทยตลอดพฤษภาคม

โก โฮลเซลล์ เร่งช่วยชาวสวน ดันผลไม้ฤดูกาลสู่ตลาด จัดเต็มเทศกาลผลไม้ไทยตลอดพฤษภาคม

โก โฮลเซลล์ เร่งช่วยชาวสวน ดันผลไม้ฤดูกาลสู่ตลาด จัดเต็มเทศกาลผลไม้ไทยตลอดพฤษภาคม

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.44 น.

โก โฮลเซลล์ (GO WHOLESALE) ศูนย์ค้าส่งวัตถุดิบอาหารที่มีความสดใหม่ตลอดเวลา เพื่อผู้ประกอบการ ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ขานรับนโยบาย “ขับเคลื่อนมาตรการบริหารจัดการผลไม้ ปี 2569” ของกระทรวงพาณิชย์อย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี ปีนี้รับซื้อผลไม้ฤดูกาลเพิ่มจากปีก่อนถึง 41 % กระจายสู่ทุกช่องทางขายทั้งออฟไลน์ ออนไลน์ พร้อมอัดกิจกรรมการตลาด จัดเทศกาลผลไม้ไทย บุฟเฟต์ทุเรียน ส่งเสริมการขายตลอดเดือนพฤษภาคม สร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่เกษตรกรไทย ฝ่าฟันวิกฤติเศรษฐกิจไปด้วยกัน

ในโอกาสนี้ โก โฮลเซลล์ ได้เข้าร่วมมหกรรมคิกออฟรณรงค์บริโภคทุเรียนและผลไม้ไทย และกิจกรรมปล่อยขบวนคาราวานผลไม้เข้าสู่ห้างโมเดิร์น   เทรด ซึ่งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่โดยกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ณ จังหวัดจันทบุรี โดยมี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีปล่อยขบวนคาราวาน เพื่อเป็นสัญลักษณ์ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการผลักดันผลไม้ไทยสู่ตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับปี 2569 นี้ โก โฮลเซลล์ วางแผนการรับซื้อผลไม้ฤดูกาล ได้แก่ ทุเรียน เงาะ และมังคุด รวมกว่า 470 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 41%  พร้อมจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่องทั้งออฟไลน์และออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น การจัดเทศกาล “Thailand The Land of Tropical Fruits” เพื่อผลักดันการบริโภคผลไม้ไทยด้วยโปรโมชั่นพิเศษ เน้นกลุ่มเป้าหมายคือผู้ประกอบการร้านอาหาร ธุรกิจโฮเรก้า และผู้บริโภคทั่วไป

นอกจากนี้ยังจัดกิจกรรม “บุฟเฟต์ทุเรียน & ผลไม้เมืองร้อน” เปิดประสบการณ์สัมผัสรสชาติของราชาผลไม้อย่างทุเรียนหลากหลายสายพันธุ์ รวมถึงผลไม้ฤดูกาล อาทิ เงาะ มังคุด สละ มะม่วง และของหวานอื่นๆ ตลอดระยะเวลา 1 ชั่วโมงเต็ม ในราคาสุดพิเศษ สำหรับผู้ใหญ่ 599 บาทต่อคน (699 บาท สำหรับสาขาหาดใหญ่ ภูเก็ต และราไวย์) และสำหรับเด็กอายุไม่เกิน 12 ปี ส่วนสูงไม่เกิน 130 เซนติเมตร ราคา 359 บาทต่อคน โดยเปิดให้บริการวันละ 2 รอบ ได้แก่ เวลา 11.00 – 12.00 น. และ 15.00 – 16.00 น. จำกัดจำนวนเพียงรอบละ 25 คน และหากมาเป็นกลุ่มตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป รับส่วนลด 50 บาทต่อคน รวมทั้งยังมีกิจกรรมพิเศษ (เฉพาะสาขา) ดึงมืออาชีพ อย่าง เชฟบูม-รณหาญ จงวิวัฒน์จิตต์ มารังสรรค์เมนู                  “บิงซูทุเรียน” วันที่ 1 พฤษภาคม ที่สาขาพระราม 2 และเชฟภู-ภูรินท์ พัฒนวิริยะวาณิช มาสเตอร์เชฟ ซีซั่น 4 ที่มาแสดงฝีมือ “ทาร์ตทุเรียน” วันที่ 3 พฤษภาคม สาขารังสิต เน้นการชูวัตถุดิบผลไม้ไทยให้โดดเด่นในทุกเมนู  กิจกรรม “บุฟเฟต์ทุเรียน & ผลไม้เมืองร้อน”  จะจัดใน 11 สาขาของ โก โฮลเซลล์ ตลอดเดือนพฤษภาคมนี้ ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและรายละเอียดสาขาที่จัดกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : gowholesaleth

ทั้งนี้ ข้อมูลการคาดการณ์ปริมาณผลผลิตผลไม้ในฤดูกาลผลิตปี 2569 จากผลไม้ 9 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน ลำไย สับปะรด มะม่วง มังคุด ส้มเขียวหวาน เงาะ ลองกอง และลิ้นจี่ คาดการณ์ว่าจะมีผลผลิตรวม 6.91 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2568 จำนวน 3.8 แสนตัน หรือเพิ่มขึ้น 5.8%  โดยเฉพาะทุเรียน คาดว่าปีนี้จะมีผลผลิตรวม 1.89 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 21% หรือประมาณ 330,000 ตัน เนื่องจากแนวโน้มการขยายตัวของพื้นที่เพาะปลูกและสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยต่อการออกผลผลิต

ด้วยนโยบายการยืนหยัดสนับสนุนเกษตรกรไทย  “โก โฮลเซลล์” พร้อมเดินหน้ารับซื้อผลผลิตจากพี่น้องเกษตรกรอย่างต่อเนื่องในทุกสถานการณ์ เพื่อขยายช่องทางจำหน่ายไปยัง โก โฮลเซลล์ ทั้ง 14 สาขา และแอปพลิเคชั่น GO WHOLESALE ได้อย่างทันท่วงที บรรเทาปัญหาผลผลิตล้นตลาด ช่วยเกษตรกรไทยมีรายได้มั่นคง 

How to รีเซ็ตร่างกายจากภายใน เคล็ดลับ ง่ายๆ เริ่มที่ระบบเมตาบอลิซึม

How to รีเซ็ตร่างกายจากภายใน เคล็ดลับ ง่ายๆ เริ่มที่ระบบเมตาบอลิซึม

How to รีเซ็ตร่างกายจากภายใน เคล็ดลับ ง่ายๆ เริ่มที่ระบบเมตาบอลิซึม

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.38 น.

สุขภาพเมตาบอลิซึม หรือระบบเผาผลาญ กำลังกลายเป็นหนึ่งในเทรนด์การดูแลสุขภาพยุคใหม่ โดยหลายคนมักเข้าใจว่าเมตาบอลิซึมที่ดีคือการควบคุมน้ำหนักหรือระดับน้ำตาลในเลือดเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว เมตาบอลิซึม คือความสามารถของร่างกายในการเปลี่ยนอาหารให้เป็นพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการรักษาสมดุลของระดับน้ำตาล ไขมันในเลือด ความดันโลหิต และการควบคุมน้ำหนัก โดยไม่ก่อให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง สุขภาพเมตาบอลิซึมที่ดีไม่ได้เกิดจากพฤติกรรมเพียงอย่างเดียว แต่เป็นระบบการทำงานที่เชื่อมโยงกันทั้งร่างกาย ตั้งแต่โครงสร้างร่างกาย สุขภาพลำไส้ ระบบภูมิคุ้มกัน ผิวพรรณ การนอนหลับ การเคลื่อนไหว ฮอร์โมน ไปจนถึงระบบประสาท

ในภูมิภาคเอเชีย ปัญหาสุขภาพด้านหัวใจและเมตาบอลิซึมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยพบว่าคนเอเชียมีความเสี่ยงด้านเมตาบอลิซึมแม้มีค่า BMI ต่ำกว่าชาวตะวันตก เมื่อรวมกับปัจจัยอย่างการขยายตัวของเมือง อาหารที่เปลี่ยนไป และพฤติกรรมเนือยนิ่งมากขึ้น จึงยิ่งจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับสุขภาพเมตาบอลิซึมตั้งแต่เนิ่น ๆ ผ่านโภชนาการที่สมดุลและไลฟ์สไตล์ที่ดีอย่างสม่ำเสมอ

ด้าน ดร.ภญ. วิภาดา แซ่เล้า ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการศึกษาและฝึกอบรมด้านโภชนาการเอเชียแปซิฟิก จากเฮอร์บาไลฟ์ เห็นถึงความสำคัญของการดูแลระบบเมตาบอลิซึมที่มีผลต่อการสร้างสมดุลให้กับทั้งร่างกาย  เผยเคล็ดลับการดูแลสุขภาพเมตาบอลิซึมง่าย ๆ ให้ทุกคน

เคล็ดลับที่ 1 ให้ความสำคัญกับองค์ประกอบของร่างกายมากกว่าตัวเลขน้ำหนัก

เมตาบอลิซึม ไม่ได้ขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ “องค์ประกอบของร่างกาย” โดยเฉพาะสัดส่วนระหว่างกล้ามเนื้อและไขมัน ซึ่งสะท้อนสุขภาพเมตาบอลิซึมได้ดีกว่าค่า BMI เพราะกล้ามเนื้อเป็นเนื้อเยื่อที่ใช้พลังงานสูง ยิ่งมีกล้ามเนื้อมาก ร่างกายก็ยิ่งเผาผลาญพลังงานได้ดีแม้ในขณะพัก ในขณะที่ไขมันก็มีบทบาทสำคัญ เป็นแหล่งพลังงานสำรองและเป็นองค์ประกอบหลักของผนังเซลล์ซึ่งช่วยปกป้องเซลล์ไว้ภายใน แต่หากมีไขมันสะสมมากเกินไป โดยเฉพาะไขมันรอบอวัยวะภายใน อาจรบกวนสมดุลของเมตาบอลิซึมและเพิ่มการอักเสบในร่างกาย

ดังนั้น การบริโภคไขมันดี เช่น โอเมก้า-3 จากปลา ถั่ว เมล็ดพืช และน้ำมันมะกอก ร่วมกับสารอาหารอื่นอย่างสมดุล จะช่วยสนับสนุนการทำงานของเมตาบอลิซึม โดยจากงานวิจัยพบว่าโอเมก้า-3 ช่วยเสริมสร้างและซ่อมแซมกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกาย ช่วยดูแลน้ำหนักผ่านการเพิ่มการผลิตพลังงานในระดับเซลล์ และช่วยให้อินซูลินทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงช่วยรักษามวลกล้ามเนื้อในผู้สูงวัย

เคล็ดลับที่ 2 รู้จักควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

ระดับน้ำตาลในเลือดที่เหมาะสมเป็นหัวใจสำคัญของเมตาบอลิซึม เมื่อรับประทานคาร์โบไฮเดรต น้ำตาลจะเข้าสู่กระแสเลือด และอินซูลินจะทำหน้าที่นำน้ำตาลเข้าสู่เซลล์เพื่อใช้เป็นพลังงาน แต่หากบริโภคคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยว เช่น แป้งขัดขาว น้ำตาล หรืออาหารที่ขาดใยอาหารและโปรตีนบ่อยๆ จะทำให้ระดับน้ำตาลพุ่งขึ้นและลงซ้ำๆ จนส่งผลกระทบต่อสมดุลเมตาบอลิซึม การเลือกอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ (Low-GI) ร่วมกับโปรตีน ไขมันดี และใยอาหาร จะช่วยให้ร่างกายควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและพลังงานได้ดีขึ้น

นอกจากนี้ การรับประทานอาหารให้เป็นเวลา และหลีกเลี่ยงอาหารมื้อดึก ยังช่วยให้เมตาบอลิซึมสอดคล้องกับนาฬิกาชีวิต และช่วยใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

เคล็ดลับที่ 3 ไม่มองข้ามสุขภาพลำไส้

ลำไส้ ถูกเรียกว่าเป็น “สมองที่สองของร่างกาย” และยังเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อเมตาบอลิซึม เนื่องจากมีจุลินทรีย์นับล้านล้านตัวในลำไส้ที่มีบทบาทในการย่อยอาหาร การดูดซึมสารอาหาร และการควบคุมพลังงาน หากลำไส้มีสุขภาพดี จะช่วยให้เมตาบอลิซึมทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่หากเสียสมดุล อาจส่งผลต่อการสะสมไขมันและการใช้พลังงาน

การดูแลสุขภาพลำไส้สามารถทำได้ผ่านการรับประทานอาหารที่มีโปรไบโอติก  และพรีไบโอติก เช่น จุลินทรีย์สุขภาพ และใยอาหาร รวมถึงการมีไลฟ์สไตล์ที่แอคทีฟอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน ลดการอักเสบ และสนับสนุนเมตาบอลิซึมในระยะยาว

เคล็ดลับที่ 4 พักผ่อนให้พอ ช่วยรีเซ็ตสมดุลร่างกาย

การนอนหลับอย่างมีคุณภาพและการจัดการความเครียดที่ดี มีบทบาทสำคัญต่อระบบฮอร์โมนและระบบประสาท ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับเมตาบอลิซึม ซึ่งการพักผ่อนที่เพียงพอจะช่วยควบคุมระดับคอร์ติซอล ความไวของอินซูลิน ฮอร์โมนความหิว ระดับพลังงาน และน้ำตาลในเลือด

ผิวพรรณกับสุขภาพระบบเผาผลาญ

แม้ระบบเผาผลาญจะทำงานอยู่เบื้องหลังภายในร่างกาย แต่บางครั้งก็แสดงออกมาเราให้เห็นผ่าน “ผิวหนัง” ซึ่งเป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดของร่างกาย แม้ว่าสุขภาพผิวจะไม่ใช่ตัวกำหนดการทำงานของระบบเผาผลาญโดยตรง แต่มันสามารถสะท้อนถึงความไม่สมดุลภายในที่เชื่อมโยงกับสุขภาพลำไส้ การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด องค์ประกอบของร่างกาย การนอนหลับ และความเครียดได้

เทรนด์ Glass Skin หรือผิวที่ดูใสฉ่ำวาวที่เป็นที่นิยมอย่างมากในภูมิภาคนี้ เริ่มต้นได้จากการบำรุงร่างกายจากภายใน ซึ่งการได้รับโปรตีนที่เพียงพอจะช่วยสนับสนุนการซ่อมแซมและผลัดเซลล์ผิว ในขณะที่ผักและผลไม้หลากสีจะช่วยเติมสารอาหารที่อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามิน A, C, E และสารพฤกษเคมี (Phytonutrients) ช่วยปกป้องผิวจากอนุมูลอิสระ และช่วยเสริมสร้างคอลลาเจน นอกจากนี้การดื่มน้ำให้เพียงพอและการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบถ้วนหลากหลาย ยังช่วยรักษาโครงสร้างและความยืดหยุ่นของผิว ซึ่งสารอาหารเหล่านี้ไม่เพียงแต่สนับสนุนการทำงานของระบบเผาผลาญให้แข็งแรง แต่ยังช่วยเสริมความสามารถของร่างกายในการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและส่งสารอาหารไปเลี้ยงเซลล์ผิวได้ดียิ่งขึ้น

หัวใจของสุขภาพระบบเผาผลาญที่ดีคือการทำงานสอดประสานกันของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย หากเราเลือกสิ่งที่ดีต่อสุขภาพในทุก ๆ วันอย่างสม่ำเสมอ สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้ระบบเผาผลาญแข็งแรงขึ้น ส่งผลให้สุขภาพโดยรวมดีขึ้น และนำไปสู่การมีสุขภาวะที่ยั่งยืนในระยะยาว

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเฮอร์บาไลฟ์ สามารถเยี่ยมชมได้ที่ www.herbalife.com ช่องทาง Social Media: Facebook/HerbalifeThailandOfficial และ Instagram/HerbalifeThailandOfficial

หรือ แผนกบริการลูกค้า 02-6601600 หรือ Line OA: Herbalife

อากาศร้อนจัด เสี่ยง ‘ฮีทสโตรก’ ภาวะฉุกเฉินที่ไม่ควรมองข้าม

อากาศร้อนจัด เสี่ยง ‘ฮีทสโตรก’ ภาวะฉุกเฉินที่ไม่ควรมองข้าม

อากาศร้อนจัด เสี่ยง ‘ฮีทสโตรก’ ภาวะฉุกเฉินที่ไม่ควรมองข้าม

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.35 น.

ในช่วงที่อุณหภูมิสูงหรือสภาพอากาศร้อนจัด โดยเฉพาะในภูมิอากาศเขตร้อนอย่างประเทศไทย ภาวะเจ็บป่วยจากความร้อน (Heat-related illness) สามารถเกิดขึ้นได้ง่าย หนึ่งในภาวะที่มีความรุนแรงที่สุดคือ ฮีทสโตรก (Heatstroke) หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า โรคลมแดด ซึ่งถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการดูแลอย่างทันท่วงที

นพ. วีระพล บ่อหิรัญรัตน์ อายุรแพทย์เวชบำบัดวิกฤต  โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล อธิบายว่า ภาวะนี้เกิดขึ้นเมื่อระบบควบคุมอุณหภูมิของร่างกายไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ส่งผลให้ อุณหภูมิแกนกลางของร่างกาย (core body temperature) สูงเกิน 40 องศาเซลเซียส และอาจส่งผลกระทบต่อระบบสำคัญของร่างกาย เช่น ระบบประสาท ระบบไหลเวียนโลหิต และอวัยวะสำคัญหลายระบบ หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้

นพ. วีระพล บ่อหิรัญรัตน์

ฮีทสโตรก (Heatstroke) คืออะไร

ฮีทสโตรก (Heatstroke) เป็นภาวะที่เกิดจากการที่ร่างกายได้รับความร้อนสะสมมากเกินไป จนระบบควบคุมอุณหภูมิภายในร่างกายล้มเหลว (thermoregulatory failure) ส่งผลให้อุณหภูมิร่างกายเพิ่มสูงอย่างรวดเร็ว

ภาวะดังกล่าวอาจเกิดขึ้นจากหลายปัจจัย เช่น การอยู่กลางแดดเป็นเวลานาน การทำกิจกรรมหรือออกกำลังกายหนักในสภาพอากาศร้อน สภาพอากาศที่มีทั้งอุณหภูมิสูงและความชื้นสูง ภาวะขาดน้ำ เมื่ออุณหภูมิในร่างกายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ร่างกายจะไม่สามารถระบายความร้อนผ่านเหงื่อหรือการไหลเวียนเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เกิดความผิดปกติของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย

อาการของฮีทสโตรกที่ควรสังเกต

อาการของฮีทสโตรกมักเริ่มจากอาการของความเครียดจากความร้อน (heat stress) ก่อน และอาจรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว อาการที่พบได้ ได้แก่ อุณหภูมิร่างกายสูงผิดปกติ ไม่มีเหงื่อออกแม้อยู่ในสภาพอากาศร้อน กระหายน้ำอย่างมาก ปวดศีรษะ หรือเวียนศีรษะ หน้ามืด หรือรู้สึกอ่อนแรงผิดปกติ คลื่นไส้ อาเจียน หัวใจเต้นเร็ว หายใจเร็วหรือหอบ ผิวหนังแดงหรือร้อน กระสับกระส่าย สับสน หรือซึมลง ในบางกรณี หากภาวะรุนแรงขึ้น อาจเกิดอาการชักหมดสติ หรือภาวะหัวใจหยุดเต้น

เนื่องจากฮีทสโตรกสามารถดำเนินโรคได้อย่างรวดเร็ว การรับรู้สัญญาณเตือนและได้รับการประเมินทางการแพทย์อย่างเหมาะสมจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

การปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อสงสัยภาวะฮีทสโตรก

หากพบผู้ที่มีอาการสงสัยภาวะฮีทสโตรก ควรดำเนินการช่วยเหลือเบื้องต้นเพื่อช่วยลดอุณหภูมิร่างกาย พร้อมทั้งรีบนำส่งโรงพยาบาล

แนวทางการช่วยเหลือเบื้องต้น ได้แก่ เคลื่อนย้ายผู้มีอาการไปยังบริเวณที่ร่มหรือมีอากาศถ่ายเท ให้ผู้ป่วยนอนราบ และยกขาเล็กน้อยเพื่อช่วยการไหลเวียนเลือด คลายเสื้อผ้าให้หลวมเพื่อลดการกักเก็บความร้อน ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นเช็ดตัว โดยเฉพาะบริเวณคอ รักแร้ และศีรษะ ใช้พัดลมหรืออุปกรณ์ช่วยระบายความร้อน หากผู้ป่วยรู้สึกตัวดี อาจให้จิบน้ำเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ หลังจากการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ควรรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด เพื่อให้แพทย์ประเมินอาการและให้การดูแลตามความเหมาะสม

กลุ่มบุคคลที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดฮีทสโตรก

แม้ว่าภาวะฮีทสโตรกสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่มีบางกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงกว่าปกติ ได้แก่ ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก

นักกีฬา หรือผู้ที่ออกกำลังกายกลางแจ้ง ผู้ที่ทำงานกลางแจ้งหรือในสภาพแวดล้อมที่ร้อน ผู้ที่พักผ่อนไม่เพียงพอ ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคอ้วน

ในทางคลินิก แพทย์มักพิจารณาปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ร่วมกับอาการทางร่างกายและสภาพแวดล้อม เพื่อประเมินความรุนแรงของภาวะที่เกิดขึ้น

แนวทางการป้องกันฮีทสโตรกในชีวิตประจำวัน

แม้ว่าภาวะฮีทสโตรกจะเป็นภาวะที่มีความรุนแรง แต่ในหลายกรณีสามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ได้แก่ หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงอากาศร้อนจัด :  ควรหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นเวลานาน โดยเฉพาะในช่วงกลางวันที่มีอุณหภูมิสูง หากจำเป็นต้องทำกิจกรรม ควรเลือกช่วงเวลาเช้าตรู่หรือช่วงเย็น

ดื่มน้ำอย่างเพียงพอ: การดื่มน้ำอย่างเหมาะสมช่วยลดความเสี่ยงภาวะขาดน้ำ โดยเฉพาะในผู้ที่ทำงานใช้แรงหรือออกกำลังกาย อาจต้องเพิ่มปริมาณน้ำตามความเหมาะสมของกิจกรรม

หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำ ซ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีน เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กาแฟ หรือเครื่องดื่มกระตุ้น อาจเพิ่มการขับปัสสาวะและทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำมากขึ้น

 เลือกสวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี :  เสื้อผ้าที่มีเนื้อผ้าเบาบาง ระบายอากาศได้ดี และไม่รัดแน่น สามารถช่วยให้ร่างกายระบายความร้อนได้ดีขึ้น

ป้องกันร่างกายจากแสงแดด : การสวมหมวก แว่นกันแดด หรือใช้อุปกรณ์ป้องกันแสงแดด สามารถช่วยลดการรับความร้อนจากแสงแดดโดยตรง

‘TCEB’ ประกาศ ประเทศไทยเสนอชื่อเป็นเจ้าภาพ ‘WorldPride 2030’

‘TCEB’ ประกาศ ประเทศไทยเสนอชื่อเป็นเจ้าภาพ ‘WorldPride 2030’

‘TCEB’ ประกาศ ประเทศไทยเสนอชื่อเป็นเจ้าภาพ ‘WorldPride 2030’

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.04 น.

TCEB นำโดย ดร.ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ สสปน. (TCEB) พร้อมด้วยพันธมิตรภาคประชาสังคม ภาครัฐ และภาคเอกชน อาทิ กรุงเทพมหานคร ,กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ,กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ,บริษัท นฤมิตไพรด์ จำกัด ผู้จัดงาน “Bangkok Pride Festival” ,มูลนิธิเครือข่ายเพื่อนกะเทยเพื่อสิทธิมนุษยชน (ThaiTGA) ,มูลนิธิเพื่อสิทธิและความเป็นธรรมทางเพศ (for-sogi) และเครือข่ายผู้จัดงานไพรด์ทั่วประเทศ (Pride City Network) เป็นต้น ร่วมผนึกกำลังจัดงานใหญ่ประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพการจัดงาน“WorldPride 2030” ครั้งที่ 1/2569 พร้อมร่วมแถลงข่าวครั้งประวัติศาสตร์ประกาศ “ประเทศไทยเสนอชื่อเป็นเจ้าภาพ WorldPride 2030” เพื่อประกาศความพร้อมว่ากรุงเทพมหานคร ประเทศไทย พร้อมปักหมุดหมายเป็นเจ้าภาพจัดงาน Bangkok WorldPride ปี 2030 และมุ่งสู่เป้าหมายผลักดัน “กรุงเทพฯ” เป็นมหานครแห่งความหลากหลายและความเท่าเทียมระดับโลก ในวันพุธที่ 6 พฤษภาคม 2569 เวลา  16.00 -18.00 น. ที่ Next Tech ชั้น 4 ศูนย์การค้า สยามพารากอน

ดร.ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ สสปน. (TCEB) กล่าวว่า “TCEB ได้รับมอบหมายตามนโยบายรัฐบาล ให้ดำเนินการเตรียมประมูลสิทธิ์การเป็นเจ้าภาพจัดงาน WorldPride 2030 ในปี พ.ศ.2573 เพื่อยกระดับประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางระดับโลกสำหรับกลุ่มความหลากหลายทางเพศ (LGBTQIAN+) โดยนายกรัฐมนตรี ได้แต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพการจัดงาน WorldPride 2030 เพื่อทำหน้าที่ขับเคลื่อนเชิงนโยบายให้ประเทศไทยได้รับสิทธิ์ในการเป็นเจ้าภาพอย่างมีประสิทธิภาพ”

TK Park ชวนศิลปินตัวน้อยมาปล่อยของในเวิร์กชอปศิลปะโมเสก

TK Park ชวนศิลปินตัวน้อยมาปล่อยของในเวิร์กชอปศิลปะโมเสก

TK Park ชวนศิลปินตัวน้อยมาปล่อยของในเวิร์กชอปศิลปะโมเสก

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.01 น.

โค้งสุดท้าย! TK Park ชวนศิลปินตัวน้อยมาปล่อยของ รับซัมเมอร์สุดสร้างสรรค์ ในเวิร์กชอปศิลปะโมเสก TK Summer Learning ตอน “Bloom in Pieces”

สถาบันอุทยานการเรียนรู้ (TK Park) ชวนคุณพ่อคุณแม่จูงมือเด็ก ๆ มาเปลี่ยนวันว่างช่วงปิดเทอมให้เป็นพื้นที่แห่งจินตนาการ กับกิจกรรมไฮไลต์ส่งท้ายเดือนเมษายน TK Summer Learning ตอน “Bloom in Pieces: แต้มสีโมเสก เบ่งบานในแจกัน” เวิร์กชอปสุดละเมียดละไมที่จะเปลี่ยนเศษสีชิ้นเล็ก ๆ ให้กลายเป็นผลงานศิลปะชิ้นเอก

ในกิจกรรมนี้ เด็ก ๆ อายุ 7 – 12 ปี จะได้สัมผัสประสบการณ์การเป็นจิตรกรตัวน้อย เรียนรู้วิชา “Botanical Illustration” หรือการวาดภาพพฤกษศาสตร์ โดยมี ครูพี่ป๊อป-โกสินทร์ โกศินานนท์ ศิลปินเจ้าของเพจ Tutorbykroopop มาเป็นผู้ถ่ายทอดเทคนิคการสังเกตความงามของดอกไม้ และการสร้างสรรค์ศิลปะโมเสก (Mosaic Art) ลงบนภาชนะจริง ซึ่งนอกจากจะช่วยฝึกสมาธิและการประสานงานระหว่างมือและสายตาแล้ว ยังช่วยเสริมสร้างความมั่นใจผ่านกระบวนการลงมือทำด้วยตัวเอง

ตลอด 2 วันของการเรียนรู้ น้องๆ จะได้ทำความรู้จักพื้นฐานศิลปะโมเสก ผ่านการตัดปะกระดาษ เรียนรู้วัสดุและอุปกรณ์ ก่อนลงมือสร้างสรรค์ผลงานบนภาชนะจริง ฝึกสมาธิ เสริมความมั่นใจจากการจัดดอกไม้ลงในภาชนะโมเสกของตนเอง และปิดท้ายด้วยการวาดภาพดอกไม้ พร้อมปิดท้ายด้วยการร่วมจัดนิทรรศการสวนดอกไม้ของเหล่าศิลปินตัวน้อย ซึ่งจะเปิดให้ผู้ปกครองเข้าชมอีกด้วย

“Bloom in Pieces: แต้มสีโมเสก เบ่งบานในแจกัน” จะจัดขึ้นในวันพุธที่ 29 – วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน 2569 เวลา 13.00 – 16.00 น. ณ ศูนย์การเรียนรู้อเนกประสงค์ อุทยานการเรียนรู้ TK Park ชั้น 8 เซ็นทรัลเวิลด์ รับสมัครเด็กอายุ 7 – 12 ปี จำนวนจำกัดเพียง 30 คน ค่าสมัคร 550 บาท รวมค่าอุปกรณ์และอาหารว่าง  ผู้สนใจสามารถสมัครล่วงหน้าได้ที่ bit.ly/49PHjYG

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ปารีณา ธีระกุลชัย (เรนเดียร์) โทร. 0 2257 4300 หรือ LINE: @TKpark และเกี่ยวค้นหาเกี่ยวกับ TK Park ได้บนเว็บไซต์ http://www.tkpark.or.th หรือ Facebook: tkparkclub

‘มอลลี่-นิสา ศรีคำดี’ ศิลปินไทยผู้อยู่เบื้องหลัง Crybaby คาแรคเตอร์ IP มูลค่าหมื่นล้านบาท

‘มอลลี่-นิสา ศรีคำดี’ ศิลปินไทยผู้อยู่เบื้องหลัง Crybaby คาแรคเตอร์ IP มูลค่าหมื่นล้านบาท

‘มอลลี่-นิสา ศรีคำดี’ ศิลปินไทยผู้อยู่เบื้องหลัง Crybaby คาแรคเตอร์ IP มูลค่าหมื่นล้านบาท

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.59 น.

จากกระแสการเติบโตอย่างต่อเนื่องของตลาดอาร์ตทอย (Art Toy) ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา “Crybaby” ได้ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในคาแรคเตอร์ IP (Intellectual Property: IP) ที่มีอัตราการเติบโตโดดเด่น และได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในกลุ่มนักสะสมทั่วโลก

ข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ตลาดอาร์ตทอยมีการขยายตัวอย่างก้าวกระโดดในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา จากตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) สู่กระแสหลัก (Mass Market) โดยมีกลุ่มผู้บริโภคหลักคือ Gen Z และกลุ่ม White-Collar อายุระหว่าง 15–40 ปี ขณะที่ข้อมูลจาก HTF Market Intelligence ประเมินว่า มูลค่าตลาดอาร์ตทอยโลกในปี 2566 อยู่ที่ 8,517.81 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 4.26 ต่อปี แตะระดับ 10,938.96 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573  โดยภูมิภาคหลัก ได้แก่ เอเชีย อเมริกาเหนือ และยุโรป

ศิลปินไทยผู้อยู่เบื้องหลัง Crybaby คาแรคเตอร์ IP มูลค่าหมื่นล้านบาท

เบื้องหลังความสำเร็จของ “Crybaby” คือศิลปินชาวไทย นิสา ศรีคำดี หรือ “มอลลี่” ผู้ต่อยอดความหลงใหลในงานศิลปะสู่การสร้างคาแรคเตอร์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผ่านการถ่ายทอด “อารมณ์” เป็นหัวใจสำคัญของการออกแบบ โดยทุกผลงานสะท้อนเรื่องราวและความหมายเบื้องหลัง ทำให้สามารถเชื่อมโยงกับผู้คนในหลากหลายวัฒนธรรม และสร้าง Emotional Engagement ได้อย่างลึกซึ้ง

นิสา ศรีคำดี หรือ “มอลลี่” 

จากรายงาน Annual Results Announcement ประจำปี 2025 ของ Pop Mart ระบุว่า “Crybaby” สร้างรายได้สูงถึง 2,930,000,000 หยวน หรือระดับหมื่นล้านบาท เติบโตมากกว่า 150% ติดอันดับ Top 3 คาแรคเตอร์ IP ที่ทำรายได้สูงสุด ภายในระยะเวลาเพียง 6 ปีที่ร่วมงานกัน ส่งผลให้ “มอลลี่” ก้าวขึ้นเป็นศิลปินไทยรายแรกและรายเดียวในสังกัด Pop Mart สะท้อนศักยภาพของครีเอเตอร์ไทยในเวทีโลก

ขยาย Ecosystem ผ่านการ Collaboration กับแบรนด์ระดับโลก

“Crybaby” ได้ต่อยอดจากอาร์ตทอยสู่การสร้าง Business Ecosystem ผ่านการ Collaboration กับแบรนด์ชั้นนำในหลากหลายอุตสาหกรรม ทั้งแฟชั่น ไลฟ์สไตล์ และ Licensing Products เพื่อขยาย Touchpoint และการเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง ในเชิงภูมิศาสตร์ แบรนด์มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยตลาดอเมริกาเหนือก้าวขึ้นเป็นตลาดใหญ่อันดับสองรองจากจีน สะท้อนศักยภาพการขยายตัวในระดับ Global

จาก Art Toy สู่ Contemporary Art & Experience Economy

แม้ “Crybaby” จะเป็นที่รู้จักในฐานะอาร์ตทอย แต่การต่อยอดไม่ได้จำกัดอยู่เพียงสินค้า Collectible โดยยังครอบคลุมงานศิลปะหลากหลายแขนง อาทิ จิตรกรรม ประติมากรรม เซรามิก และงานคราฟต์ ควบคู่การสร้างประสบการณ์ร่วมกับผู้บริโภค (Experience-driven Engagement)

ล่าสุด มอลลี่ได้เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี Apple แบรนด์ระดับโลก ผ่านการนำ “Crybaby” ไปพัฒนาเป็นกิจกรรม Workshop เพื่อสร้าง Engagement Experience กับผู้เข้าร่วมงาน

มอลลี่ กล่าวว่า “เราอยากให้ Crybaby เป็นมากกว่างานสะสม แต่เป็นสื่อกลางที่เชื่อมโยงผู้คนผ่านประสบการณ์และอารมณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญในการพัฒนางานในระยะยาว”

ในปี 2027 “Crybaby” จะครบรอบ 10 ปีของการเดินทางบนเส้นทางศิลปะและธุรกิจ ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของการพัฒนาคาแรคเตอร์ IP ไทยสู่ระดับสากล โดยเตรียมเปิดตัวโปรเจกต์ใหม่และความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ในหลากหลายมิติ เพื่อขยายขอบเขตของคาแรคเตอร์และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

About Artist

มด นิสา ศรีคำดี หรือ “มอลลี่” คือศิลปินชาวไทย ผู้สร้างสรรค์ “Crybaby” คาแรคเตอร์เจ้าน้ำตาที่โดดเด่นด้วยการถ่ายทอดความเปราะบาง การเรียนรู้ข้ามผ่าน และเติบโตทางอารมณ์อย่างจริงใจและลึกซึ้ง ผลงานของเธอได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยเฉพาะในกลุ่มนักสะสมอาร์ตทอยและผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับ emotional connection และ self-expression ก่อนต่อยอดสู่ความร่วมมือกับแบรนด์ชั้นนำระดับโลก ส่งผลให้ “Crybaby” เติบโตอย่างรวดเร็วในฐานะคาแรคเตอร์ที่โดดเด่นในวงการอาร์ตทอยและศิลปะร่วมสมัย

Fun fact; โดยทั่วไป ผู้คนมักเข้าใจว่า Crybaby เป็นเด็กหญิง ทว่าแท้จริงแล้ว Crybaby ไม่ได้มีเพศสภาพ ไม่ใช่มนุษย์ หากแต่เป็นตัวแทนเชิงนามธรรมของอารมณ์และความรู้สึก ที่ถูกถ่ายทอดผ่านเอกลักษณ์สำคัญอย่าง “หยดน้ำตา” ซึ่งปรากฏในหลากหลายรูปลักษณ์ตามแต่ละดีไซน์ ขณะเดียวกัน คาแรกเตอร์ Crybaby ต้นแบบยังได้รับแรงบันดาลใจจาก “ส้มฉุน” สุนัขตัวโปรดของศิลปินที่เสียไป สะท้อนมิติทางอารมณ์ที่ลึกซึ้งและเปี่ยมด้วยความหมาย

About Molly Factory

Molly Factory คือสตูดิโอสร้างสรรค์อาร์ตทอยและสินค้าที่ระลึกจากประเทศไทย ก่อตั้งโดยมอลลี่และเพื่อน ที่มุ่งพัฒนาคาแรคเตอร์และผลงานศิลปะร่วมสมัยให้มีเอกลักษณ์และเข้าถึงผู้คนในวงกว้าง ผ่านการผสมผสานระหว่างศิลปะ การออกแบบ และการเล่าเรื่องอย่างมีมิติ โดยผลงานของ Molly Factory สะท้อนอารมณ์ ความรู้สึก และประสบการณ์ของผู้คนในรูปแบบที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง

อัพเดทข่าวสารของ Molly factory ได้ที่ : Facebook : facebook.com/mollyfactory

Instagram : crybaby_molly_ และ mollyfactory.official Website : https://mollyfactory.art/