อภิสิทธิ์ออนทัวร์ใต้ ขึ้นปราศรัยภูเก็ต แฟนคลับแซวหล่ออย่างแรง

อภิสิทธิ์ออนทัวร์ใต้ ขึ้นปราศรัยภูเก็ต แฟนคลับแซวหล่ออย่างแรง

อภิสิทธิ์ออนทัวร์ใต้ ขึ้นปราศรัยภูเก็ต แฟนคลับแซวหล่ออย่างแรง

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 20.29 น.

อภิสิทธิ์ ปราศรัยภูเก็ต ขอสัญญาใจ รวมพลังไล่ทุนเทา-คนโกง ยอมรับออนทัวร์ใต้ เพราะกระแสใช้กระสุน-ทุนเทามาแรง ชูนโยบายกระจายอำนาจ-พัฒนาพื้นที่ ขอคะแนน

30 มกราคม 2569 ที่ จ.ภูเก็ต นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กล่าวบนเวทีปราศรัยใหญ่ ที่สะพานหิน จ.ภูเก็ต โดยย้ำถึงการขอแรงจากประชาชนให้ช่วยสร้างการเมืองสุจริต เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา เช่น ปัญหาเศรษฐกิจ และปัญหาทุนเทา  ทั้งนี้ในพื้นที่จ.ภูเก็ต ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าก่อน คือ การจราจรที่แออัด สำหรับโครงการที่นักการเมืองเถียงกันเรื่องการแก้ปัญหาจราจร ตนนั่งฟังฐานะคนนอกการเมืองเถียงกันแต่ทำไม่ได้ ตนแปลกใจว่ามีพรรคการเมืองหนึ่ง โจมตีพรรคประชาธิปัตย์ ว่า ประชาชนเคยเลือกพรรคประชาธิปัตย์เป็น สส.ตั้งนาน แต่ทำไมไม่พัฒนาพื้นที่ ทั้งที่สส.คือปากเสียงของประชาชน แต่คนที่ต้องผลักดันโครงการต่างๆ คือ รัฐมนตรีที่ทำหน้าที่ในกระทรวง ซึ่งพรรคที่โจมตีประชาธิปัตย์ คือคนที่นั่งคุมกระทรวงได้ยาวนานที่สุด แต่ไม่ได้ทำอะไร พอจะเลือกตั้งกลับมาขู่ประชาชนว่าหากไม่เลือกไม่มีโครงการมา ตนมองว่ารู้จักคนภูเก็ตน้อยไป

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนั้นคือ ปัญหาขยะล้นเมือง มีนักการเมืองมาพูดว่าให้เอาขยะไปทิ้งที่ จ.พังงา ซึ่งตนไม่ทราบว่าเขาจะหาเสียงที่จ.พังงาอย่าไร นอกจากนั้นคือเรื่องน้ำท่วม ทั้งนี้เมื่อพรรคประชาธิปัตย์มา จะมีวิธีแก้ปัญหาคือการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมีอำนาจพัฒนาพื้นที่ 

“วันนี้ไปสู่อนาคตอยากให้ประเทศไทยโตเร็วเท่าภูเก็ต จะเป็นบทเรียน และเมื่อทรัพยากรมาช่วยภูเก็ต สมดุลกับปัญหาแล้วจะพัฒนาพื้นที่ให้เต็มศักยภาพของพื้นที่ จ.ภูเก็ตเป็นได้หลายอย่าง ไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทั้งเกาะ ซึ่งใต้เกาะอาจเป็นฮับของการเดินเรือน ในเมืองเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม แหล่งค้าขาย  ถัดไปมีพื้นที่ทำธุรกิจท่องเที่ยวและสุขภาพ บางพื้นที่ทำเกษตรกรที่อิงกับเทคโนโลยีมีมูลค่าสูง หรือพื้นที่ทางเหนือสร้างที่อยู่อาศัยเพื่อดึงบุคลากรชั้นนำทั่วโลก ซึ่งเป็นไปได้หากมีการกระจายอำนาจ หรือสร้างเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษภูเก็ตมหานคร” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต่อว่า เมื่อบ้านเมืองสุจริต ไม่มีการหากินบนช่องทางไม่ถูกต้อง และจัดระเบียบ เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์ ทั้งนี้ตนไม่ได้พาดพิงพรรคอื่น ขอแค่เรื่องกัญชา ขึ้นต้นบอกว่าการแพทย์ ลงท้ายเป็นปัญหายาเสพติดและการท่องเที่ยวที่ต่างประเทศบอกห้ามคนในประเทศนั้นมาเที่ยวในประเทศไทยดังนั้นต้องตั้งต้นกันใหม่ ทำการเมืองสุจริตให้เศรษฐกิจเติบโตยั่งยืน พรรคประชาธิปัตย์คิดมาแล้วทำได้แน่นอน ทั้งนี้ในประเด็นที่ต้องตั้งหลักอาจไม่ทันการณ์กับความเดือดร้อนของประชาชน ต้องมีนโยบายช่วยเหลือประชาชนทุกกลุ่มทุกวัย เช่น สำหรับเด็กที่ติดหนี้ กยศ. จะไม่ฟ้อง แต่จะหางานให้เพื่อใช้หนี้ กยศ.ให้ได้ เบี้ยผู้สูงอายุ 1,000 บาทถ้วนหน้า เป็นต้น

นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงนโยบายหวยจังหวัด ทุกเดือน โดยจะได้รางวัลสูงสุด 1 ล้านบาท แม้คนที่เล่นจะถูกเก็บ 10 บาทเพื่อเป็นรางวัลให้คนถูกรางวัล ส่วนที่เหลือจะเป็นเงินออมของประชาชน อย่างไรก็ดีหวยส่วนงวดที่แล้ว 72 แต่วันที่ 8 ก.พ. จะออก 27 ทั้งนี้หากให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลต้องเลือกพรรคประชาธิปัตย์ให้ถล่มทลาย ซึ่งเขตละแสนคะแนนถือว่าเป็นเรื่องที่ยาก แต่ขอให้เลือก สส.เขต วันนี้หลายพรรคเห็นผลสำรวจทราบว่ากระแส ไม่เอา 2 ใบ โดยให้บัญชีรายชื่อกับพรรคประชาธิปัตย์ ส่วนเขาขอ สส.เขต ตนขอบอกว่าอย่าให้ อย่าแบ่งคะแนนเด็ดขาด หากอยากให้พรรคประชาธิปัตย์มีกำลังในสภาฯต้องกาพรรคประชาธิปัตย์ทั้ง 2 ใบ 

“ที่ผมลงมาวันนี้ ยอมรับว่าให้มาช่วยแม้กระแสคนใต้ให้พรรคประชาธิปัตย์ แต่ไม่มาไม่ได้ ตั้งแต่ยุบสภาถึงวันนี้ เป็นเรื่องกระแส แต่จากวันนี้ถึงวันเลือกตั้งเป็นเรื่องกระสุน ซึ่งทุนเทากำลังแปลงร่างเป็นแบงค์เทาและเริ่มจดชื่อแล้ว ทั้งนี้ได้เวลาไล่ทุนเทา ไล่คนซื้อเสียงออกจากภาคใต้ เพื่อให้พรรคประชาธิปัตย์ยืนเคียงข้างประชาชนที่เลือกการเมืองสุจริต ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันเพื่อประโยชน์ของคนไทยทุกคน ผมขอสัญญาใจขอประชาชนเลือกประชาธิปัตย์เพื่อร่วมปฏิบัติการไทยหายจนด้วยกัน” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ทั้งนี้ก่อนลงเวที นายอภิสิทธิ์ ได้ไปรับกระดาษจากข้างเวที ก่อนกล่าวว่า มีคนเขียนมา หลายคนบอกว่าไม่เอาเทา ผมบอกว่ามีบางเรื่อง ผมก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เทาเดียวที่ต้องทน คือ ผมสีเทา ทั้งนี้มีคนเขียนมาบอกว่า “ผมเทาหล่อจังเลย หล่ออย่างแรง อย่าย้อมผม ชอบแบบนี้” 

ภูมิธรรม แฉเลือกตั้ง 69 ซื้อเสียงมหาศาล วอน ปชช.เลือก สส.โดยไม่เห็นแก่เงิน

ภูมิธรรม แฉเลือกตั้ง 69 ซื้อเสียงมหาศาล วอน ปชช.เลือก สส.โดยไม่เห็นแก่เงิน

ภูมิธรรม แฉเลือกตั้ง 69 ซื้อเสียงมหาศาล วอน ปชช.เลือก สส.โดยไม่เห็นแก่เงิน

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 20.21 น.

เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 นายภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง เรามักได้เห็นปัญหาที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบการเลือกตั้ง นั่นคือการใช้เงินซื้อเสียง การใช้อำนาจรัฐ และเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปแทรกแซง กลั่นแกล้ง หรือคุกคามผู้สมัครของพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม โดยไม่คำนึงถึงกติกาที่กำหนดไว้

นายภูมิธรรม ระบุต่อว่า ขณะนี้พรรคได้รับการร้องเรียนในหลายพื้นที่ เช่น กาญจนบุรี ศรีสะเกษ กาฬสินธุ์ อุบลราชธานี เป็นต้น ถึงพฤติการณ์ที่น่ากังวลอย่างยิ่งคือ ผู้บริหารของบางพรรคการเมือง ซึ่งมีอำนาจรัฐอยู่ในมือใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบชักจูงและสั่งการเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ทุกระดับ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ ให้เข้ามามีบทบาทเสมือนเป็นหัวคะแนน เอื้อประโยชน์ให้กับผู้สมัครของพรรคตนเอง รวมทั้งข่มขู่คุกคามผู้สมัครของ พรรคการเมืองอื่น โดยมีการแลกเปลี่ยนด้วยผลประโยชน์หรือความก้าวหน้า ในตำแหน่งหน้าที่

นายภูมิธรรม ระบุด้วยว่า นอกจากนี้ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ยังได้รับรายงานถึงการใช้เงินซื้อเสียงจำนวนมหาศาลอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน การกระทำเช่นนี้ ถือเป็นการบ่อนทำลาย หลักการเลือกตั้งที่สุจริต เที่ยงธรรม และเสมอภาค ซึ่งเป็นหัวใจของระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ดังนั้น เจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ไม่ควรใช้อำนาจรัฐที่เกินขอบเขต เข้าแทรกแซงกระบวนการเลือกตั้ง เพราะการกระทำเช่นนี้ เป็นความผิดต่อรัฐธรรมนูญ รวมทั้งกฎหมายลูก และกฎหมายอาญา ซึ่งถือว่าเป็นความผิดอย่างร้ายแรงที่จะติดตัวไป

“ผมขอเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง เจ้าหน้าที่รัฐทุกส่วน ทุกระดับ รวมทั้งพรรคการเมืองทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ตามกรอบกฎหมายอย่างเคร่งครัด และประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง พิจารณาเลือก สส.และพรรค โดยไม่เห็นแก่เงินซื้อเสียง การเลือกตั้งที่โปร่งใสและบริสุทธิ์เท่านั้น ที่จะนำไปสู่ความมั่นคง ความสงบ และความน่าเชื่อถือของระบบการเมืองในสายตาประชาชน หากปล่อยให้มีการใช้อำนาจรัฐ เอื้อฝ่ายตน หรือใช้เงินซื้อเสียง  ไม่ว่าด้วยรูปแบบใด ล้วนไม่เป็นผลดีต่อประเทศ และทำร้ายประชาธิปไตยในระยะยาว เพราะสิ่งที่ประเทศนี้ควรได้เห็นในการเลือกตั้ง ไม่ใช่ชัยชนะจากการใช้อำนาจรัฐ หรือจากเงินที่ทุ่มในการซื้อเสียง แต่คือ ชัยชนะที่มาจากเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง” นายภูมิธรรม ระบุ

นายภูมิธรรม ระบุต่อว่า ตนหวังว่าทุกพรรคการเมือง ทุกหน่วยงานของรัฐ และข้าราชการทุกภาคส่วนจะยึดกติกา เคารพประชาชน และปล่อยให้การเลือกตั้งเดินหน้าไปอย่างบริสุทธิ์ โปร่งใส และเป็นธรรม นี่คือความรับผิดชอบร่วมกันต่ออนาคตของประเทศ และต่อระบอบประชาธิปไตยของคนไทยทุกคนไม่ต้องกลัวกลไกอำนาจรัฐ ที่ผิดกฎหมาย อย่าให้ใครมาชี้นำ การตัดสินใจของเรา เลือกคนที่รัก เลือกพรรคที่ชอบ ด้วยหัวใจของเราเอง

เอกนิติ การันตี พิสูจน์แล้วดึงเศรษฐกิจไทยขึ้นจากหล่ม เลือกคนทำเป็น เลือก ภท.ชีวิตดีขึ้น

เอกนิติ การันตี พิสูจน์แล้วดึงเศรษฐกิจไทยขึ้นจากหล่ม เลือกคนทำเป็น เลือก ภท.ชีวิตดีขึ้น

เอกนิติ การันตี พิสูจน์แล้วดึงเศรษฐกิจไทยขึ้นจากหล่ม เลือกคนทำเป็น เลือก ภท.ชีวิตดีขึ้น

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 20.13 น.

“เอกนิติ”การันตี พิสูจน์แล้วดึงเศรษฐกิจไทยขึ้นจากหล่ม เลือกคนทำเป็น เลือก”ภท.”ชีวิตดีขึ้น ยันไร้ประชานิยม ชูนโยบาย 10 พลัส ลั่นอยากเห็นรอยยิ้มคนไทยมีความสุข ยืนได้บนขาของตัวเอง ด้วยการให้”เบ็ดตกปลา”ไม่ใช่ให้ปลาไปแล้วจบ

เมื่อเวลา 18.45 น.วันที่ 30 มกราคม 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวปราศรัยใหญ่เวทีกรุงเทพฯ พรรคภูมิใจไทย ตอนหนึ่งว่า ถ้าตนไม่เข้ามาเศรษฐกิจไทยจะยิ่งแย่ ประเทศไทยจะติดหล่ม ถ้าเราไม่สามารถยกรถเศรษฐกิจขึ้นมาได้จะยิ่งดิ่งมากกว่านี้ เราถึงได้ออกแบบนโยบายเศรษฐกิจให้เริ่มต้นยกเศรษฐกิจไทยขึ้นจากหล่มมาได้ ทั้งโครงการคนละครึ่งพลัส ทำให้มีชีวิตที่ดีขึ้น รายได้ของประเทศก็มาจากกลุ่มเอสเอ็มอี ตนเข้ามาทำงานทิ้งชีวิตราชการไป 6 ปี ออกมาทำให้ประเทศไทยดีขึ้น ข้อมูลล่าสุดออกมาว่าประเทศไทยพ้นจากหล่มเรียบร้อยแล้ว มูลค่าเศรษฐกิจไทยปีที่แล้วทั้งปีประมาณ 300,000 ล้านบาท จากการที่ไปประชุมดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ รู้สึกว่าน่ากลัวเพราะโลกแบ่งขั้วกัน มีการพูดว่าทุกคนมีสิทธิ์เลือกจะอยู่บนโต๊ะเจรจา บนโต๊ะอาหารหรือจะเป็นอาหารให้เขากิน ซึ่งประเทศไทยเราพาคนไทยไปอยู่บนโต๊ะอาหารเรียบร้อยแล้ว

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า เราต้องการให้ประเทศไทยมีโอกาสทางเศรษฐกิจในเวทีโลก ถ้าเราไม่หาพันธมิตร เราไม่สามารถเจรจาผู้ขายได้ เราจะไม่มีการลงทุนในประเทศไทย และเราจะไม่สามารถไปต่อรองกับใครได้ คนก็จะตกงาน ธุรกิจก็จะขาดทุน เราไปเจรจาที่ดาวอส 3 วัน สามารถดึงการลงทุนมาได้ 500,000 ล้านบาท นี่คือการที่เราไปอยู่ตรงโต๊ะเจรจา นอกจากนี้ ยังดึงเทคโนโลยีที่ ต้องมีการสอนทักษะให้คนไทยด้วย

“ฝันของผมอยากเห็นรอยยิ้มของคนไทย อยากเห็นคนไทยมีความสุข ให้คนไทยยืนได้บนขาตัวเอง เราถึงไม่ทำนโยบายประชานิยม ไม่ทำนโยบายแจก แต่เราต้องการทำให้คนไทยมีทักษะที่ดีขึ้น เราต้องการให้เบ็ดเขาไปตกปลาไม่ได้ให้ปลาเขาไปกินแล้วจบ นี่คือหลักการของพรรคภูมิใจไทย ผมทำงานรับตำแหน่งมาจนยุบสภาวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ทำงานมา 73 วัน สิ่งที่พิสูจน์คือนโยบาย 10 พลัส เราทำจริง เราไม่ได้พูดอย่างเดียว และเราก็ทำเป็น สิ่งที่อยากจะขอหลังประเทศไทยขึ้นจากหล่ม คือต้องให้รถยนต์ของคนไทยมันขับเคลื่อนไปได้ ต้องพร้อมที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยเข้มแข็งขึ้น เราจะได้มีรายได้มากขึ้น มีหนี้ลดลง แต่อยู่บนวินัยการเงินการคลัง ทั้งนี้ เรามาเป็นรัฐบาลอยู่ 73 วัน เศรษฐกิจไทยออกจากหล่มได้ ไม่ใช่ใครก็ได้ แต่คนที่ทำเป็นทำดี มันมีน้อย นโยบายดีมีชัยไปกว่าครึ่ง แต่ถ้าทำเป็นต้องเลือกพรรคภูมิใจไทย เพื่อจะได้ชีวิตดีขึ้นไม่น้อยกว่า 10 เท่า” นายเอกนิติ กล่าว

ยศชนัน-จุลพันธ์ นำทัพปราศรัยใหญ่เชียงราย ชูแก้จน-ปราบยาเสพติด

ยศชนัน-จุลพันธ์ นำทัพปราศรัยใหญ่เชียงราย ชูแก้จน-ปราบยาเสพติด

ยศชนัน-จุลพันธ์ นำทัพปราศรัยใหญ่เชียงราย ชูแก้จน-ปราบยาเสพติด

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 20.04 น.

“ยศชนัน-จุลพันธ์”นำทัพปราศรัยใหญ่เชียงราย ชูแก้จน-ปราบยาเสพติด ขอคะแนนดันนายกฯ ลูกหลานคนเมือง

เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 พรรคเพื่อไทย (พท.) เปิดเวทีปราศรัยใหญ่ที่ จ.เชียงราย นำโดย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ร่วมด้วยขุนพลฝีปากกล้าอย่าง นายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานรัฐสภา และ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่พบปะประชาชนและช่วยหาเสียงให้ผู้สมัคร สส.เชียงราย นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช เขต 2 เบอร์ 2 , นายชัยยนต์ ศรีสมุทร เขต 6 เบอร์ 4 และ นายสง่า พรมเมือง เขต 7 เบอร์ 8 บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก

นายยงยุทธ ติยะไพรัช ขึ้นปราศรัยย้ำให้ชาวแม่จันและชาวเชียงราย เขต 2 ช่วยกันรักษาแชมป์ให้นางสาวปิยะรัฐชย์ พร้อมหยิบยกปัญหาความเดือดร้อนในพื้นที่ โดยเฉพาะกลุ่มทุนสีเทา ที่ทำธุรกิจผิดกฎหมายทั้งยาเสพติดและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ (สแกมเมอร์) “มีบางพรรคการเมืองสุมหัวกันและกำลังมาแรงในเขตนี้ ขอพี่น้องอย่าหลงเชื่อและให้ระวังเรื่องการสวมสิทธิมาเลือกตั้งแทน ที่สำคัญอย่าเห็นแก่การซื้อเสียง เพราะเงินที่เขานำมาแจกเป็นเงินสกปรกจากขบวนการค้ายา เป็นเงินที่ฝังดินไว้แล้วขุดมาใช้ ถ้าพี่น้องได้รับมาลองดมดูจะรู้ว่ามีกลิ่นอับ ทางเดียวที่จะปราบปรามขบวนการนี้ได้ คือวันที่ 8 ก.พ. ต้องเลือกเพื่อไทยให้ถล่มทลาย เมื่อเราได้เป็นรัฐบาลจะปราบปรามเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด”

นายจุลพันธ์ ยืนยันว่าผู้สมัครของพรรคทุกคนมี “ดีเอ็นเอเพื่อไทย” ที่ไม่เคยทิ้งประชาชน มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ทั้งการผลักดัน พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ และการแก้ปัญหาน้ำท่วม จึงขอคะแนนเสียงชาวเชียงรายส่ง สส.เข้าสภา เพื่อโหวต ศ.ดร.ยศชนัน เป็นนายกรัฐมนตรี

นายจุลพันธ์ กล่าวถึงนโยบายด้วยว่า พรรคเน้นการเดินหน้าด้วยนโยบายสร้างสรรค์ ไม่สาดโคลน โดยเตรียมมาตรการล้างหนี้สินประชาชนทั้งในและนอกระบบ เกษตรกรจะมี “คูปองแลกปุ๋ย-กล้าพันธุ์ฟรี” และ “ประกันกำไรสินค้าเกษตร 30%” เป็นหลักประกันว่าทำเกษตรแล้วจะไม่ขาดทุน

นอกจากนี้ ยังประกาศชัยชนะเหนือความยากจนด้วยนโยบาย “คนไทยไร้จน” เติมเงินให้ผู้มีรายได้น้อยให้ครบ 3,000 บาทต่อเดือน (ครอบคลุม 3.4 ล้านราย) รวมถึงนโยบายสร้างเศรษฐีเงินล้าน โดยการนำภาษีจากธุรกิจใต้ดินนับแสนล้านบาทขึ้นมาบนดินเพื่อพัฒนาประเทศ และเดินหน้ารัฐบาลดิจิทัลเพื่อขจัดปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน

“ถ้าคนเชียงรายยังมีหัวใจสีแดงอยู่ ขอโอกาสอีกครั้ง เลือกพรรคเพื่อไทยทั้งสองใบให้ยกจังหวัด” นายจุลพันธ์ กล่าวทิ้งท้าย

ขณะที่ นายณัฐวุฒิ ปราศรัยดุเดือดพาดพิงถึงพรรคภูมิใจไทย (ภท.) และนายอนุทิน ระบุว่า ทุกพรรคต่างก็รักชาติ แต่ประชาชนอาจไม่ได้รักผู้นำบางคน พร้อมวิพากษ์วิจารณ์การใช้งบประมาณกว่า 4,000 ล้านบาท จัดงานโมโตจีพีบนที่ดินเขากระโดงที่มีปัญหาข้อพิพาท และการยุบสภาหลังทำงานเพียงไม่กี่เดือน ว่าเป็นเหมือน “รัฐบาลหนูทดลอง”

นายณัฐวุฒิ ยังเตือนนักการเมืองที่ข้องเกี่ยวกับยาเสพติด ว่า หากเพื่อไทยเป็นรัฐบาลจะปราบปรามขั้นเด็ดขาด พร้อมอ้อนวอนชาวเชียงรายให้รวมพลังเลือกพรรคสีแดง อย่าเลือกผู้ที่มีปัญหาเรื่องคุณสมบัติ

“รวมพลังกันอีกทีเถอะพี่น้อง ครั้งนี้เราจะพลาดไม่ได้ ขอให้เลือกเพื่อไทยยกจังหวัด ส่ง ศ.ดร.ยศชนัน ลูกหลานคนเมืองเข้าไปเป็นนายกฯ” นายณัฐวุฒิ กล่าว

ปิดท้ายที่ นายยศชนัน ขึ้นเวทีปราศรัยด้วยภาษาคำเมือง โดยระบุว่า ตนเดินทางไปหาเสียงมาทั่วภาคเหนือ และตั้งใจกลับมารายงานตัวกับพี่น้องชาวเชียงราย เพราะมีความผูกพันจากการเคยเรียนที่นี่ถึง 3 ปี (อนุบาล 1 – ป.1) จึงถือว่าชีวิตนี้เป็นหนี้บุญคุณคนเชียงราย

“ถ้าเราได้นายกฯ เป็นคนเหนือ เวลาพูดจาก็สื่อสารกันง่าย เพราะเป็นภาษาเดียวกัน ผมเข้าใจปัญหาของพี่น้องดี จึงอยากขอโอกาสเข้ามารับใช้ และขอเหมา สส.ทั้ง 7 เขต เพื่อผลักดันเชียงรายให้เป็นเมืองแห่งความสุข สะอาด ปลอดภัย เป็นนครแห่งศิลปวัฒนธรรม การค้าสากล และมีคุณภาพชีวิตที่ดี ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ผมพร้อมเปลี่ยนความฝันของชาวเชียงรายให้เป็นความจริงและทำทันที” นายยศชนัน กล่าวทิ้งท้าย

ซาบีดา เปรียบ อนุทิน เป็นกัปตันเที่ยวบินสูง พร้อมพาชาติฝ่าวิกฤตเดินไปอย่างมั่นคง

ซาบีดา เปรียบ อนุทิน เป็นกัปตันเที่ยวบินสูง พร้อมพาชาติฝ่าวิกฤตเดินไปอย่างมั่นคง

ซาบีดา เปรียบ อนุทิน เป็นกัปตันเที่ยวบินสูง พร้อมพาชาติฝ่าวิกฤตเดินไปอย่างมั่นคง

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.29 น.

“ซาบีดา”ปลุกคนไทยสามัคคี อยากให้เป็นการเมืองสร้างสรรค์ ไร้ขัดแย้ง-แบ่งสีเสื้อ เลือก”ภท.”พาประเทศเดินไปข้างหน้า เปรียบ”อนุทิน”เป็นกัปตันเที่ยวบินสูง มีประสบการณ์ พร้อมพาชาติฝ่าวิกฤตเดินไปอย่างมั่นคง ด้าน”ท็อป วราวุธ”อ้อนเข้าคูหากาเบอร์ 37 ไม่เสียของ

เมื่อเวลา 17.50 น.วันที่ 30 มกราคม 2569 ที่สวนลุมพีนี เขตปทุมวัน น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ผู้สมัคร สส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ขึ้นกล่าวปราศรัยใหญ่เวทีกรุงเทพฯ พรรคภูมิใจไทย ว่า เราจะสร้างประเทศที่น่าอยู่ได้ คือการรวมใจของคนไทยทุกคน ไม่เอาแล้วเรื่องความขัดแย้งอยากให้ประเทศไทยได้ไปต่อ ไม่อยากสร้างสีเสื้อ ไม่อยากสร้างความขัดแย้งใดๆ ทั้งสิ้น อยากให้รวมพลังกัน วันนี้ไม่ต้องดูสีเสื้อว่าใครใส่เสื้ออะไร แต่อยากให้ทุกคนมองหน้าสบตากันว่าเราจะพาประเทศไทยเดินไปทางไหน ประเทศไทยต้องมีความหวัง เราต้องส่งสายตาที่เป็นความหวังให้กับประเทศนี้พรรคภูมิใจไทยไม่อยากสร้างเงื่อนไขการสร้างประเทศ แต่สิ่งสำคัญคือเราอยากสร้างความสามัคคี อยากเป็นการเมืองที่สร้างสรรค์

น.ส.ซาบีดา กล่าวต่อว่า โลกมีความผันผวน มีสถานการณ์ไม่แน่นอนประเทศไทยต้องร่วมมือกันทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนในการนำพาประเทศไปสู่เส้นทางที่ประสบความสำเร็จ แม้พรรคภูมิใจไทยจะเป็นรัฐบาลที่มีอายุสั้น แต่สามารถสร้างความเชื่อมั่นกลับสู่เวทีโลกได้ เราได้พิสูจน์แล้ว เราได้ทำให้ดูแล้ว และทำสำเร็จมาแล้ว อยากจะขอโอกาสให้พรรคภูมิใจไทยได้เข้าไปดูแลประชาชน ขอเป็นตัวแทนแห่งพรรคการเมืองที่สร้างความสามัคคี ที่มีความรักจะมอบให้กับประชาชน ทำการเมืองที่สร้างสรรค์ ขอสร้างบ้านสร้างเมืองด้วยความรักของคนทั้งประเทศ ดังนั้น ต้องการเบอร์ 37 เพื่อความสำเร็จของประเทศไทย

น.ส.ซาบีดา กล่าวอีกว่า อยากให้ประชาชนมาสร้างปรากฏการณ์สีน้ำเงินเลือกภูมิใจไทยให้ขาด นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พิสูจน์ให้เห็นแล้ว เปรียบนายอนุทิน เป็นกัปตันขับเครื่องบิน เป็นกัปตันที่มีเที่ยวบินสูง มีประสบการณ์ และมีความพร้อมจะพาประเทศไทยเดินทางไปอย่างเข้มแข็งมั่นคง ฝ่าทุกวิกฤตเพื่อให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในเวทีโลกได้ วันนี้เราจะอยู่บนเครื่องบินลำนี้โดยประชาชนไม่ต้องอดทน แต่อยู่ด้วยความรัก ความสามัคคี อยู่ได้อย่างมีความสุข ให้คนไทยมีสุขภาพที่ดี มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีระบบการศึกษาที่ดี และที่สำคัญเป็นประเทศไทยที่ทุกคนมีความภาคภูมิใจ

จากนั้นเวลา 18.05 น.นายวราวุธ ศิลปอาชา ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ขึ้นกล่าวปราศรัยตอนหนึ่งว่า เวทีเราไม่มาดราม่ากัน เวทีนี้เราไม่ได้มาทะเลาะกัน แต่เราเอาความจริงมาเสนอมาพูดให้พี่น้องคนไทยฟัง ตนมาอยู่ภูมิใจไทยแล้ว รู้สึกว่าภูมิใจที่ได้มาอยู่ในพรรคการเมืองที่มีนโยบายที่ครอบคลุม มีนโยบายดูแลคนไทยในทุกๆส่วน นอกจากนโยบายแล้ววันนี้เรายังมอบบุคลากรให้ ทั้ง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ , นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย และ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว แคนดิเดตนายกฯพรรคภูมิใจไทย ทั้ง 3 คน ที่เข้ามาอยู่ในสนามการเมือง จะเรียกความมั่นใจเรียกความเชื่อใจจากคนไทย นี่คือสาเหตุที่เราต้องเข้าคูหากาเบอร์ 37 บัตรสีชมพู ไม่ใช่มี 3 คน กา 3 ทีไม่ได้ จะรักแค่ไหนจะชอบแค่ไหนก็กาได้ทีเดียว อย่าไปแบ่งให้พรรคอื่น อย่าไปแบ่งให้คนอื่น กาไปแล้วมันเสียของ กาแล้วไม่เสียของต้องเบอร์ 37 แล้วพรรคภูมิใจไทยเราจะเข้ามาทำต่อ แค่ 2 เดือน เรายังทำได้ขนาดนี้ อีก 4 ปี เราจะทำได้ขนาดไหน

ศาลปกครองนัด 3 ก.พ. พิพากษาคำฟ้อง กกต.จัดลงทะเบียนประชามติแค่ 3 วัน

ศาลปกครองนัด 3 ก.พ. พิพากษาคำฟ้อง กกต.จัดลงทะเบียนประชามติแค่ 3 วัน

ศาลปกครองนัด 3 ก.พ. พิพากษาคำฟ้อง กกต.จัดลงทะเบียนประชามติแค่ 3 วัน

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.09 น.

เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักประชาสัมพันธ์ สำนักงานศาลปกครอง แจ้งว่า ในวันอังคารที่ 3 ก.พ.2569 เวลา 13.30 น.ศาลปกครองกลางนัดอ่านคำพิพากษาในคดีที่มีผู้ยื่นฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กรณีกำหนดให้มีการลงทะเบียนประชามตินอกเขต เพียง 3 วัน คือ วันที่ 3 – 5 ม.ค.2569 ซึ่งระบบไม่สามารถรองรับการลงทะเบียนจำนวนมากพร้อมกันได้ ประกอบกับไม่มีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบอย่างทั่วถึง เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าได้ แต่ไม่สามารถลงทะเบียนประชามตินอกเขตได้ รวมทั้งมีประชาชนผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า แต่ไม่ได้ลงทะเบียนประชามตินอกเขตเช่นเดียวกับผู้ฟ้องคดีมากถึง 812,369 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 33.7 ของ ผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าทั้งหมด เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย

ภูมิใจไทยกระหึ่มกรุง! เอกนัฏ เปิดหัวซัดแสบ ทำบางพรรคสะดุ้งเฮือก

ภูมิใจไทยกระหึ่มกรุง! เอกนัฏ เปิดหัวซัดแสบ ทำบางพรรคสะดุ้งเฮือก

ภูมิใจไทยกระหึ่มกรุง! เอกนัฏ เปิดหัวซัดแสบ ทำบางพรรคสะดุ้งเฮือก

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.54 น.

ภูมิใจไทยกระหึ่ม! คิกออฟเปิดปราศรัยใหญ่กลางกรุง “เอกนัฏ”เปิดหัวซัดแสบ ทำ”บางพรรค”สะดุ้งเฮือก ไม่หลุดพ้นวัฒนธรรมสร้างวาทกรรม-วาดฝันสวยหรู ก่อนเลือกตั้งจ้อเก่งอย่างนั้นอย่างนี้ ทำคนหลงลมปาก ถึงเวลาจริงตีเงียบ ยัน”ภท.”พูดแล้วทำจริง ลั่นไม่จำเป็นต้องมาเลือกแบบยุทธศาสตร์ เอาตรงไปตรงมา เปิดเผย ขอประชาชนเปิดใจฟัง”อนุทิน-แกนนำพรรค”ก่อน แล้วค่อยตัดสินใจฝากอนาคตบ้านเมือง

เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 ตั้งแต่เวลา 16.00 น.ที่สวนลุมพีนี เขตปทุมวัน กทม. พรรคภูมิใจไทย (ภท.) มีการเปิดปราศรัยกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นการเปิดปราศรัยใหญ่ทางการเมืองครั้งแรก ก่อนที่จะมีเลือกตั้งใหญ่ในวันที่ 8 ก.พ.นี้ โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนทุกเพศทุกวัยเข้ามาร่วมรับฟังการปราศรัยเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ ได้มีการวางคิวแกนนำพรรคภูมิใจไทยขึ้นเวทีปราศรัยถึงนโยบายต่างๆ ต่อประชาชน ดังนี้ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ แม่ทัพหาเสียงพื้นที่ กทม.พรรคภูมิใจไทย , น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ , นายวราวุธ ศิลปอาชา ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ , นางศุภจี สุธรรมพันธ์ุ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย , นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย และปิดท้ายการปราศรัยที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในช่วงเวลาประมาณ 19.00 น.

โดยในเวลา 17.30 น. นายเอกนัฏ ขึ้นปราศรัยเป็นคนแรก โดยกล่าวตอนหนึ่งว่า สโลแกนพรรคภูมิใจไทย คือพูดแล้วทำ ปกติตนเป็นคนที่ไม่ค่อยพูด แต่เหลือเวลาอีก 8 วันจะมีการเลือกตั้ง เป็นเวลาสำคัญที่นอกจากทำแล้ว เราต้องพูดบ้าง ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง ทุกพรรคการเมือง นักการเมืองทุกคน พูดเก่ง ขยันเหลือเกิน วาดความฝันจะได้โน่นนี่ ประเทศจะดีแบบนั้น แบบนี้ แต่ถึงเวลาจริงๆ มีกี่ครั้งที่ทำให้คนตาดำๆแบบเราต้องฝันสลาย ตนฟังมาตลอดตั้งแต่มีการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ตนเห็นว่าที่ผ่านมาไม่ได้หนีจากวัฒนธรรมเดิมๆเลย ไปตามเวทีหาเสียง เวทีดีเบต ยังไม่หลุดพ้นกับวัฒนธรรมในการสร้างวาทกรรมวาดฝันให้สวยหรู แต่ถึงเวลาจริงๆ ทำได้หรือไม่ แต่พรรคภูมิใจไทยพูดแล้วทำ วันนี้ถ้าเราไม่พูดความจริง ประเทศจะไม่หลุดพ้นกับดักทางการเมือง ที่มาฉุดรั้งประเทศไม่ให้พัฒนา

“เลือกตั้งคราวที่แล้วใครจำได้บ้าง ทหารมีไว้ทำไม กองทัพมีไว้ทำไม รถถังไม่ต้องมีเอารถไถดีกว่ามั้ย เรือรบไม่ต้องมีเอาเรือประมงดีกว่ามั้ย สร้างวาทกรรมทำให้คนหลงเชื่อ แต่ถึงเวลาจริง ต้องสู้กันจริง หายไปไหน เสียงดังตอนเลือกตั้ง แต่ถึงเวลาต้องทำจริง เงียบ หายไปหมดเลย พอรัฐบาลภายใต้พรรคภูมิใจไทย นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จัดการปัญหาชายแดนเรียบร้อย ความสงบจบที่ประเทศไทยชนะ พื้นที่ตามชายแดนที่ถูกทหารวั่งตรงข้ามรุกล้ำเข้ามา วันนี้รัฐบาลภายในการนำของนายกฯ อนุทิน รับจบเรียบร้อย ผมเลยมาพูด แต่พอพูดเสร็จ เขาบอกว่าพรรคภูมิใจไทยหาเสียงด้วยการสร้างกระแสชาตินิยม แล้วใครให้มาด้อยค่าทหารตั้งแต่แรก บอกสงครามไม่มีจริง แล้วที่ระเบิดตกใส่โรงพยาบาล เซเว่น ปั๊มน้ำมัน มันระเบิดจริงมั้ย มีคนตายจริงมั้ย แล้วจะให้เราอยู่เฉยๆ หรือ นี่คือเหตุผลที่ทำไมเราต้องมาพูดความจริง” นายเอกนัฏ กล่าว

นายเอกนัฏ กล่าวด้วยว่า ยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยพูดความจริง เหลือเวลาอีก 8 วันจะเลือกตั้ง ถ้าเราไปหลงกับความเชื่อวาทกรรมสร้างความปลุกปั่นทางการเมือง ในที่สุดบ้านเมืองจะหนีไม่พ้นกับดักการเมือง ขณะที่เรื่องประกันสังคม ตนเห็นด้วย เจ็บใจเหมือนกัน อยากให้ระบบดังกล่าวถูกต้อง โปร่งใส เอาเงินของประชาชนที่อยู่ในระบบไปใช้ไปลงทุนแล้วคืนกลับมาเป็นสิทธิประโยชน์ให้กับเราเหมือน แต่ตนหวังว่าการปลุกกระแสในช่วงนี้ ไม่ใช่การหวังผลทางการเมือง สร้างความโกรธเกลียดให้กับเราเพียงแค่หวังแต้มทางการเมือง เพราะ 2 ปีที่ผ่านมา มีการเลือกตั้งตัวแทนของบอร์ดฝ่ายลูกจ้างที่ไปหาเสียงว่าเป็นตัวแทนของคณะก้าวหน้า แค่ชื่อก็รู้แล้วว่ามาจากใคร เพราะฉะนั้นอย่าดังแค่ตอนนี้ อย่าให้เหมือนเลือกตั้งคราวที่แล้ว ที่บอกไม่ต้องมีทหาร ไม่ต้องมีกองทัพ พอเกิดสงครามจริง ก็เงียบ หากได้มีโอกาสเข้าไปทำงานอย่าดังเฉพาะตอนเลือกตั้ง หลังเลือกตั้งให้ดังด้วย

“พรรคภูมิใจไทย เราทำจริง เรื่องปราบทุนเทา เรื่องจัดการอุตสาหกรรมศูนย์เหรียญ ผมเป็นคนที่ยืนเป็นหลักให้เจ้าหน้าที่ ให้ข้าราชการทำงานอย่างเต็มที่ เช่นเดียวกันพอมาเลือกตั้งก็มาสร้างวาทกรรม ว่าน้ำเงินอุ้มเทา ผมถามว่า ตอนที่ส่งเครื่องบินไปเสิร์ฟไข่ใส่กาสิโนฝั่งเขมร มีใครโทรไปสั่งให้หยุดหรือไม่ ไม่มี ราบเป็นหน้ากลองไปหมด แล้วเม็ดเงินที่ถูกพัวพันกับขบวนการสแกมเมอร์ ตอนแรกก็บอกว่ารัฐบาลภูมิใจไทยไม่ทำอะไร แต่เราอายัดบัญชีเม็ดเงินหมื่นกว่าล้าน รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยทำเป็นรัฐบาลแรก เอ็มโอยูก็ไปเซ็นกับต่างชาติให้มาร่วมกันจัดการกับปัญหา แต่เอ็มโอยูที่สุ่มเสี่ยงว่าประเทศไทยจะเสียเปรียบเสียท่าให้กับสแกมเมอร์ เราก็ยกเลิก การจับกุมดำเนินคดีไปถึงกลุ่มการเมืองที่อยู่เบื้องหลังการตั้งกาสิโน ทุนเทาต่างประเทศ หรือการจัดการข้าราชการที่ไปซื้อเอทีเคในช่วงหนึ่งมาก็จัดการไปหมด ตอนแรกบอกเราไม่ทำ พอจัดการไปหมด เขาบอกว่าทำเร็วเกินไปในช่วงเลือกตั้ง แต่ภูมิใจไทยบอกแล้ว ความยุติธรรม ความถูกต้อง ต้องทำทันที วันนี้มีวิกฤตมากมายที่ประเทศต้องเผชิญ เป็นความจริงที่พูดไปแล้วอาจรับได้ยาก เป็นความจริงที่ต้องมาพูดกันเพื่อให้ประชาชนตัดสินใจ เพราะประเทศไทยจะต้องอยู่ในความเสี่ยงแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว” นายเอกนัฏ กล่าว

นายเอกนัฏ กล่าวด้วยว่า ไม่ต้องไปพูดว่าเลือกแบบยุทธศาสตร์ เราเอาตรงไปตรงมา เพราะเราหาเสียงเปิดเผย เลือกแบบไหนได้แบบนั้น ตนขอเชิญชวนทุกคนเปิดใจฟังแกนนำของพรรครวมถึงนายอนุทิน ที่จะขึ้นมาปราศรัยก่อน แล้วค่อยตัดสินใจว่าเที่ยวนี้อนาคตของบ้านเมืองท่านจะฝากไว้กับใคร

– 006

หญิงหน่อย ลั่นขอเข้าไปรื้อ 30 บาทรักษาทุกโรค ก่อนระบบล่มสลาย

หญิงหน่อย ลั่นขอเข้าไปรื้อ 30 บาทรักษาทุกโรค ก่อนระบบล่มสลาย

หญิงหน่อย ลั่นขอเข้าไปรื้อ 30 บาทรักษาทุกโรค ก่อนระบบล่มสลาย

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.31 น.

“หญิงหน่อย”ลั่นขอเข้าไปรื้อ 30 บาทรักษาทุกโรค ก่อนระบบล่มสลาย ชี้การจัดงบประมาณไม่โปร่งใส ใส่งบประมาณให้โรงพยาบาลแค่ 10% เก็บไว้ส่วนกลางถึง 90% ทำโรงพยาบาลเจ๊ง โรงพยาบาลรัฐกว่า 326 แห่ง ประสบภาวะเงินบำรุงติดลบรวมกว่า 8,287 ล้านบาท คนไข้ตาย-หมอพยาบาลทำงานหนัก ย้ำสมัยเป็น รมว.จ่ายงบ 90% ให้ รพ.เพราะไม่โกง

เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) ลงพื้นที่ อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ รับฟังปัญหาจากประชาชนที่สะท้อนถึงวิกฤตระบบบัตรทอง โดยมีกรณีสลดคนไข้เสียชีวิตจากการเกี่ยงรับตัวระหว่างโรงพยาบาล เนื่องจากปัญหาปมงบประมาณ

คุณหญิงสุดารัตน์ ระบุว่า ปัจจุบันระบบ 30 บาท กำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤต และกลายเป็นระบบ Sick Care หรือเน้นการรักษาหลังจากเจ็บป่วย แทนที่จะเป็น Healthcare ที่เน้นการดูแลสุขภาพไม่ให้คนป่วย เพราะการจัดงบประมาณที่ผิดหลักการ และส่อแววไม่โปร่งใส

จากการตรวจสอบข้อมูลสถิติงบประมาณรายหัวปีล่าสุดประมาณ 4,100 บาท นั้น คุณหญิงสุดารัตน์ชี้ให้เห็นความผิดปกติในการจัดสรรงบประมาณที่ทำให้โรงพยาบาลเดินหน้าต่อไม่ได้ ดังนี้

– งบผู้ป่วยนอก (OPD) จ่ายให้โรงพยาบาลจริงเพียงประมาณ 400 กว่าบาท

– งบส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค ประมาณ 600 กว่าบาท ถูกเก็บกองไว้ที่ส่วนกลาง

– งบผู้ป่วยใน (IPD) โรงพยาบาลต้องสำรองจ่ายไปก่อนแล้วรอเบิกคืน ซึ่งมีความล่าช้าและยุ่งยาก

ดังนั้น จะเห็นว่างบประมาณถูกดึงไว้ที่ส่วนกลางถึง 90% ในขณะที่โรงพยาบาลได้รับงบตรงเพียง 10% ทำให้หน่วยบริการขาดสภาพคล่องอย่างหนัก

“โรงพยาบาลขาดทุนซ้ำซาก เพราะการได้รับงบเบื้องต้นเพียง 10% ทำให้โรงพยาบาลไม่มีเงินหมุนเวียนเพียงพอ จนเสี่ยงต่อสภาวะล่มสลายของระบบ 30 บาท ใช้งบประมาณมหาศาล แต่โรงพยาบาลเจ๋ง คนไข้ตาย บุคลากรรับภาระหนักจนถอดใจ เงินไม่พอ คนไม่พอ ทำให้หมอและพยาบาลต้องทำงานหนักเกินขีดจำกัด ส่งผลให้มีการลาออกจากระบบเป็นจำนวนมาก” คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าว และว่า วิกฤตนี้ส่งผลให้โรงพยาบาลรัฐกว่า 326 แห่ง ประสบภาวะเงินบำรุงติดลบรวมกว่า 8,287 ล้านบาท และโรงพยาบาลเอกชนจำนวนมากต้องตัดสินใจถอนตัวออกจากระบบ เนื่องจากไม่สามารถแบกรับภาระการขาดทุนได้

คุณหญิงสุดารัตน์ ย้ำว่า หากโครงสร้างการจัดสรรงบประมาณยังเป็นเช่นนี้ โรงพยาบาลเกี่ยงกันรับเคสเพราะกลัวค่าใช้จ่ายบานปลายจนเบิกไม่ได้ ดังเช่นกรณีที่มีประชาชนมาร้องเรียนว่าพี่สาวเสียชีวิตจากการส่งตัวที่ล่าช้า

“สุดารัตน์ พรรคไทยสร้างไทย ขออาสาเข้าไปปรับรื้อระบบงบประมาณ 30 บาท โดยเฉพาะระบบการเก็บงบไว้ที่ส่วนกลางถึง 90% ซึ่งต่างจากสมัยที่ตนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่กระจายงบ 90% ให้โรงพยาบาลโดยตรง เพื่อประสิทธิภาพในการรักษาที่มีคุณภาพ และจะช่วยลดภาระการขาดทุนของโรงพยาบาล และหยุดยั้งการล่มสลายของระบบ 30 บาทรักษาทุกโรคได้” คุณหญิงสุดารัตน์ ระบุทิ้งท้าย

– 006

กกต.พร้อมตั้งสำนวนไต่สวน คดีเบิกจ่ายเงินผิดปกติ ทันทีที่ข้อมูล’แบงก์ชาติ’ถึงมือ

กกต.พร้อมตั้งสำนวนไต่สวน คดีเบิกจ่ายเงินผิดปกติ ทันทีที่ข้อมูล'แบงก์ชาติ'ถึงมือ

กกต.พร้อมตั้งสำนวนไต่สวน คดีเบิกจ่ายเงินผิดปกติ ทันทีที่ข้อมูล’แบงก์ชาติ’ถึงมือ

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.22 น.

ประธาน กกต.พร้อมตั้งสำนวนไต่สวน คดีเบิกจ่ายเงินผิดปกติ ทันทีที่ข้อมูล”แบงก์ชาติ”มาถึงมือ เผยเรื่องร้องซื้อสิทธิขายเสียงยังน้อย ส่วนใหญ่ร้องหาเสียงไม่ชอบ ระบุบัตรเลือกตั้งนอกราชฯ รับมีบางประเทศล่าช้า แต่เชื่อจะไม่มีปัญหา

เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 ที่ลิโด คอนเน็ค สยามสแควร์ กรุงเทพฯ นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการขอรายละเอียดการโอนหรือการเบิกจ่ายเงินในกรณีที่มีความผิดปกติ ในช่วงระยะเวลาการจัดการเลือกตั้ง สส.จากต่อธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ว่า เมื่อวันที่ 29 ม.ค.ที่ผ่านมา กกต.ได้มีการประชุมเรื่องนี้ โดยขอข้อมูลจาก ธปท.เกี่ยวกับการการโอนหรือการเบิกจ่ายเงินในกรณีที่มีความผิดปกติ และวันนี้ได้ส่งรองเลขาธิการ กกต.ไปประสานแล้ว ซึ่งทาง ธปท.ได้รับปากจะทยอยส่งข้อมูลให้โดยเร็ว เพื่อที่ กกต.จะได้นำข้อมูลมาประกอบสำนวนไต่สวนต่อไป อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่ได้รับข้อมูลจาก ธปท. ถ้าได้รับข้อมูลแล้ว กกต.จะรีบประชุมโดยเร็ว

ส่วนกรณีคุณสมบัติ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อย  ผู้สมัคร สส.สงขลา เขต 2 พรรคประชาชน (ปชน.) อ.ก.พ.กระทรวงสาธารณสุข มีมติให้ออกจากราชการนั้น ทาง ผอ.กกต.สงขลา ได้ประสานขอข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข แต่ขณะนี้ยังไม่ได้รับข้อมูลกลับมา และ กกต.สงขลา ยังไม่ทราบข้อมูลที่ชัดเจนว่า นพ.สุภัทร ถูกดำเนินทางวินัยเรื่องอะไร และเข้าข่ายมีลักษณะต้องห้ามหรือไม่

ผู้สื่อข่าวถามว่า การมีคำสั่งปลด นพ.สุภัทร ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ จะทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบการเลือกตั้ง หรือไม่นั้น ประธาน กกต.กล่าวว่า ไม่มี เราต้องไปดูกระบวนการทางวินัยของกระทรวงสาธารณสุข ต้องรอรายงานว่า นพ.สุภัทร ถูกลงโทษทางวินัยเรื่องอะไร ขณะนี้ยังถือว่า นพ.สุภัทร ยังมีคุณสมบัติเป็นผู้สมัคร สส.สงขลา เขต 2 อยู่

ประธาน กกต.ยังกล่าวถึงความพร้อมในการจัดการเลือกตั้งล่วงหน้าวันที่ 1 กุมภาพันธ์ นี้ ว่า ขณะนี้สำนักงานฯ ได้เตรียมความพร้อมของหน่วยเลือกตั้งไว้หมดแล้ว ขอเชิญชวนประชาชนให้ออกมาใช้สิทธิใช้เสียงยังหน่วยเลือกตั้งที่ได้ลงทะเบียนไว้ ซึ่งทาง กกต.ก็มีข้อห้ามในเรื่องของจำหน่วย จ่าย แจกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตั้งแต่เวลา 18.00 น.ของวันที่ 31 มกราคม ไปจนถึงเวลา 18.00 น.ของวันที่ 1 กุมภาพันธ์

ส่วนการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร ขณะนี้มีการทยอยส่งบัตรเลือกตั้งกลับมายังประเทศไทยแล้ว ตั้งแต่เมื่อวันที่ 25 มกราคม ที่ผ่านมา แต่ยังไม่ได้คัดแยก คาดว่าจะมีประเทศอื่นๆ ทยอยส่งกลับมาอีกเรื่อยๆ เชื่อว่าจะไม่มีปัญหาอะไร เพราะสถานทูตทุกแห่งได้ติดตามในเรื่องนี้อยู่แล้ว ส่วนที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในบางประเทศ ยังไม่ได้รับบัตรบางประเภทนั้น ได้มีการประสานไปยังสถานทูตแล้ว ซึ่งได้มีการแก้ไขปัญหาด้วยการขยายระยะเวลาจัดส่ง เชื่อว่าจะส่งกลับมาทันเวลา

สำหรับข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการซื้อสิทธิขายเสียง นายณรงค์ กล่าวว่า กกต.เน้นย้ำเรื่องนี้มาตลอด เพราะเรามีความพร้อมในการจัดการเลือกตั้ง รวมถึงมีการรณรงค์ให้ประชาชนรักษาสิทธิของตัวเอง หากทราบว่ามีการซื้อสิทธิขายเสียงอยู่ในพื้นที่ไหน ก็จะลงพื้นที่ไปหาข้อมูลเพิ่มเติมทันที เพื่อสืบสวนสอบสวนต่อไป ขณะนี้มีเรื่องร้องเรียนเข้ามาแล้วประมาณ 60 เรื่อง ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการหาเสียงหลอกลวง หรือการหาเสียงโดยไม่ชอบ ส่วนการซื้อสิทธิ์ขายเสียงมีบ้าง แต่ไม่เยอะ

นายกฯนำคณะรัฐมนตรีบำเพ็ญกุศลสตมวาร ถวายพระราชกุศล สมเด็จพระพันปีหลวง ณ ทำเนียบรัฐบาล

นายกฯนำคณะรัฐมนตรีบำเพ็ญกุศลสตมวาร ถวายพระราชกุศล สมเด็จพระพันปีหลวง ณ ทำเนียบรัฐบาล

นายกฯนำคณะรัฐมนตรีบำเพ็ญกุศลสตมวาร ถวายพระราชกุศล สมเด็จพระพันปีหลวง ณ ทำเนียบรัฐบาล

วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.04 น.

นายกฯ อนุทิน นำคณะรัฐมนตรี บำเพ็ญกุศลและทำบุญตักบาตรถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสตมวาร และร่วมกิจกรรม “รวมพลังแห่งความภักดี”

วันที่ 31 มกราคม 2569 เวลา 07.30 น. ณ ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศลและทำบุญตักบาตรถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสตมวาร (100 วัน) และกิจกรรมแสดงความอาลัย “รวมพลังแห่งความภักดี”

เมื่อนายกรัฐมนตรีเดินทางถึงตึกสันติไมตรี (หลังนอก) พระสงฆ์ จำนวน 10 รูป ขึ้นนั่งอาสน์สงฆ์ นายกรัฐมนตรีจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย จุดเครื่องทองน้อยหน้าพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จากนั้นเจ้าหน้าที่อาราธนาศีล พระสงฆ์ให้ศีล และสวดพระพุทธมนต์ นายกรัฐมนตรีถวายเครื่องไทยธรรมสมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร และถวายผ้าไตร จำนวน 10 ไตร พระสงฆ์อนุโมทนา นายกรัฐมนตรีกรวดน้ำ และกราบลาพระรัตนตรัย นายกรัฐมนตรีถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์ฯ จากนั้นนายกรัฐมนตรี ร่วมพิธีตักบาตร ณ บริเวณด้านหน้าตึกสันติไมตรี โดยพระสงฆ์เดินออกรับบิณฑบาต จำนวน 93 รูป 

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีตักบาตร นายกรัฐมนตรีและนางสาวธนนนท์ นิรามิษ พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี และผู้ร่วมพิธี เข้าร่วมกิจกรรม “รวมพลังแห่งความภักดี” ณ สนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า นายกรัฐมนตรีถวายความเคารพหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ฯ และกล่าวแสดงความอาลัยและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ความว่า

“ข้าพระพุทธเจ้า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี คู่สมรส ข้าราชการ และพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า ต่างน้อมจิตมั่น ร้อยรวมดวงใจเป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อแสดงความจงรักภักดี และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ตลอดระยะเวลากว่า 7 ทศวรรษ ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่นานัปการเพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกร ทรงเป็นศูนย์รวมแห่งขวัญและกำลังใจของพสกนิกรชาวไทยทั้งชาติ เป็นแบบอย่างแห่งการทรงงาน ด้วยพระราชวิริยะอุตสาหะ และพระปรีชาสามารถอันหาที่เปรียบมิได้ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่ทรงริเริ่ม ได้ก่อเกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎรในทุกภูมิภาค ทั้งด้านความเป็นอยู่ สิ่งแวดล้อม ศิลปวัฒนธรรม โดยเฉพาะการส่งเสริมอาชีพ และการอนุรักษ์งานหัตถศิลป์ไทยให้ธำรงไว้ และยังคงผลิดอกออกผล ยังประโยชน์ยิ่งแก่ผืนแผ่นดินไทย จวบจนกาลปัจจุบัน

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้น ที่ทรงมีต่อปวงประชาประดุจดั่ง “พระแม่ของแผ่นดิน” ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย จักขอสืบสานพระราชปณิธาน ด้วยความจงรักภักดี และจะยึดมั่นในการปฏิบัติดี เพื่อสร้างสรรค์คุณประโยชน์ แก่ประเทศชาติ และประชาชนสืบไป

วันที่ 31 มกราคม พุทธศักราช 2569 เป็นวาระครบ 100 วัน สตมวาร แห่งการเสด็จสวรรคต รัฐบาลจึงกำหนดจัดพิธีบำเพ็ญกุศล และกิจกรรมแสดงความอาลัย “รวมพลังแห่งความภักดี” เพื่ออุทิศถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ในโอกาสนี้ ขอให้ผู้ที่ชุมนุมกัน ณ สถานที่แห่งนี้ และสถานที่ต่าง ๆ พร้อมใจกันยืนสงบนิ่ง เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และขอเทิดทูนพระองค์ไว้ เหนือเกล้าเหนือกระหม่อม ตราบนิจนิรันดร์”

จากนั้นนายกรัฐมนตรี และผู้ร่วมพิธียืนสงบนิ่งถวายความอาลัยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นเวลา 1 นาที ก่อนถวายความเคารพหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ฯ เป็นอันเสร็จพิธี

ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมพิธี ประกอบด้วยคณะรัฐมนตรี และคู่สมรส หัวหน้าส่วนราชการในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี หัวหน้าส่วนราชการและรองหัวหน้าส่วนราชการในทำเนียบรัฐบาล และผู้นำ 4 ศาสนา (คริสต์ อิสลาม พราหมณ์-ฮินดู ซิกข์) ประมาณ 900 คน