โฆษกรัฐบาล เผย สิงคโปร์สนใจแลนด์บริดจ์ ซัดฝ่ายค้านอย่าด้อยค่า ชี้ รบ.ประเมินรอบคอบ

โฆษกรัฐบาล เผย สิงคโปร์สนใจแลนด์บริดจ์ ซัดฝ่ายค้านอย่าด้อยค่า ชี้ รบ.ประเมินรอบคอบ

โฆษกรัฐบาล เผย สิงคโปร์สนใจแลนด์บริดจ์ ซัดฝ่ายค้านอย่าด้อยค่า ชี้ รบ.ประเมินรอบคอบ

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.04 น.

โฆษกรัฐบาล เผย วงคุย นายกฯ-รมว.กลาโหมสิงคโปร์ ชื่นมื่น ระบุ สิงคโปร์สนใจแลนด์บริดจ์ ซัดฝ่ายค้านอย่าด้อยค่า ชี้ รบ.ประเมินคุ้มทุนทางศก.รอบคอบ ลั่น ไม่เสนอกระดาษเปล่าเข้า ครม.แน่นอน 

เมื่อวันที่ 27 เม.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เดินทางเข้าปฏิบัติงานที่ทำเนียบรัฐบาล โดยเมื่อเดินทางมาถึงนายกฯได้ขึ้นไปสักการะองค์นรสิงห์

จากนั้นเวลา 10.00 น. นายชาง ชุน ชิง รัฐมนตรีประสานงานด้านบริการภาครัฐและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสาธารณรัฐสิงคโปร์ เข้าเยี่ยมคารวะนายกฯ เนื่องในโอกาสเยือนประเทศไทยเพื่อแนะนำตนเอง โดยมีพล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม เข้าร่วมด้วย ทันทีที่มาถึงนายอนุทิน ได้ลงมาให้การต้อนรับ พร้อมกับจับมือ และกล่าวทักทาย ก่อนจะแนะนำพล.ท.อดุลย์ 

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 27 เมษายน ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังนายชาง ชุน ชิง รัฐมนตรีประสานงานด้านบริการภาครัฐและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สาธารณรัฐสิงคโปร์ เข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ว่า บรรยากาศเป็นไปอย่างเป็นกันเองอย่างมาก เพราะความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสิงคโปร์ มีมาอย่างยาวนานและแน่นแฟ้น โดยเฉพาะความสัมพันธ์ของผู้นำทั้ง 2 ประเทศ ซึ่งก่อนหน้านี้ นายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ก็ได้โทรศัพท์แสดงความยินดีกับนายอนุทิน ภายหลังได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ภายหลังได้รับการแต่งตั้ง

น.ส.รัชดา กล่าวว่า มีการหารือประเด็นสำคัญหลายประเด็น อาทิ ความร่วมมือด้านความมั่นคง ด้านการทหาร ซึ่งสิงคโปร์ได้ขอบคุณประเทศไทย ที่มีบทบาทในการฝึกคอบร้าโกลด์ ประจำปี 2569 ซึ่งเรื่องนี้จะดำเนินต่อไป เพราะถือเป็นพันธกิจระหว่างประเทศไทยกับสิงคโปร์ร่วมกัน 

นอกจากนี้ นายอนุทินยังเสนอเรื่องความร่วมมือในการพัฒนาอุตสาหกรรมการบิน และอุตสาหกรรมทางทะเล เพราะทั้งสองประเทศมีความได้เปรียบด้านยุทธศาสตร์ และในเรื่องการบิน สิงคโปร์มีความทันสมัย เป็นที่ยอมรับ ขณะเดียวกัน ประเทศไทยก็ยังมีพื้นที่รองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมการบิน และอุตสาหกรรมทางทะเล ซึ่งรัฐมนตรีสิงคโปร์ก็เห็นด้วย ในการร่วมผลักดันเรื่องเหล่านี้ต่อไป

น.ส.รัชดา กล่าวว่า ยังมีการหารือถึงประเด็นความมั่นคงด้านพลังงาน ซึ่งทั้ง 2 ประเทศเห็นพ้องว่า เราควรจับมือผลักดัน การสร้างความพอเพียงในภูมิภาค ทางด้านพลังงานฟอสซิล และพลังงานแสงอาทิตย์ 

น.ส.รัชดา กล่าวอีกว่า ส่วนในเรื่องโครงการแลนด์บริจด์ รัฐมนตรีสิงคโปร์ให้ความสนใจ เพราะเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ และหากมีความชัดเจนและสามารถผลักดันได้ ก็จะมีนักลงทุนจากสิงคโปร์ รวมถึงชาติอื่นๆ มาร่วมพัฒนาโครงการนี้

ผู้สื่อข่าวถามว่า สิงคโปร์จะมาช่วยสนับสนุนนักลงทุน หรือมาช่วยเรื่องอะไร น.ส.รัชดา กล่าวว่า ยังไม่คุยลงลึกในรายละเอียด แต่เขารับทราบความน่าสนใจของโครงการนี้ และเห็นโอกาสว่าถ้าทำได้จริง โครงการนี้จะสร้างโอกาสให้กับประเทศไทยและภูมิภาค

เมื่อถามว่า สิงคโปร์พร้อมร่วมมือผลักดันโครงการนี้กับไทยใช่หรือไม่ น.ส.รัชดา กล่าวว่า ยังไม่ได้ลงรายละเอียด แต่รัฐมนตรีของสิงคโปร์กำลังติดตามโครงการนี้อยู่ เพราะเรื่องนี้ต้องผลักดัน และมีความชัดเจนจากรัฐบาลในระดับต่อๆ ไป ถึงจะค่อยมีการพูดถึงการลงทุน 

เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านระบุว่า ยังไม่มีการแสดงตัวเลขความคุ้มทุน แต่รัฐบาลพยายามผลักดันโครงการนี้แล้ว น.ส.รัชดา กล่าวว่า เรื่องนี้มีการผลักดันมาหลายปีแล้ว และโครงการใหญ่ๆ จะต้องมีการวิเคราะห์ความคุ้มทุนทางเศรษฐกิจ และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งทุกอย่างจะต้องเรียบร้อยก่อนนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพราะฉะนั้นขอบคุณฝ่ายค้านที่มีความกังวลในเรื่องนี้ แต่ขอให้มั่นใจว่า ไม่มีทางที่รัฐบาลจะอนุมัติโครงการกระดาษเปล่าได้หรอก และไม่สามารถอยู่ๆ จะซุกแล้วทำเลย โดยที่ไม่ให้ประชาชนรู้ ดังนั้นอย่าได้กังวล ทุกอย่างโปร่งใส และย้ำว่าโครงการนี้ เป็นการนำเงินจากเอกชนมาลงทุน

เมื่อถามว่า จะทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่อย่างไร เพราะเหมือนยังมีแรงต้าน น.ส.รัชดา กล่าวว่า ไม่ใช่เฉพาะโครงการแลนด์บริดจ์ แต่ทุกโครงการขนาดใหญ่ ต้อง ทำความเข้าใจกับประชาชน ทุกความกังวลเราต้องรับฟัง และเราต้องสื่อสารเรื่อยๆ เพราะขณะนี้การสื่อสารกับประชาชนไม่ง่าย ต้องทำต่อเนื่อง ไม่ใช่ครั้งเดียว ซึ่งนายกฯ เน้นย้ำอยู่แล้วว่า จะทำอะไรต้องเข้าใจหัวอกประชาชน และสื่อสารให้เข้าใจว่าเราทำอะไร เพื่ออะไร

เมื่อถามว่า มั่นใจหรือไม่ว่าโครงการนี้จะสำเร็จและเกิดขึ้นจริง น.ส.รัชดา กล่าวว่า เป็นความตั้งใจที่ดีของรัฐบาล เพื่อประโยชน์ของประชาชน และหวังว่าประชาชนจะเห็นโอกาสทางเศรษฐกิจ

เมื่อถามว่าดูเหมือนหลายประเทศให้ความสนใจประเทศไทย ทั้งประเทศจีนและสิงคโปร์ ยังมีประเทศอื่นอีกหรือไม่ น.ส.รัชดา กล่าวว่า ขออย่าด้อยค่าศักยภาพของประเทศไทยว่าคนโน้นก็ไม่สนใจคนนี้ก็ไม่สนใจ ซึ่งไม่ได้เป็นความจริง เรามีความน่าเชื่อถือทางด้านการเงินการคลัง ซึ่งในรอบ2ปีที่ผ่านมาไทยกลับมาอยู่ในอันดับประเทศที่นักลงทุนสนใจอยากลงทุน และประเทศไทยไม่ได้ขาดแคลนน้ำมัน แต่เรามีปัญหาเรื่องราคาน้ำมันซึ่งทั่วโลกเป็นหมด มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เป็นความมั่นคงและมีความน่าสนใจที่ประเทศอื่นไม่มี แต่ทำไมยังมีคนบางกลุ่มคิดด้อยค่าทำลายความน่าเชื่อถือ 

“อย่าคิดว่าพวกคุณพูดกันเองเพื่อที่จะสร้างประเด็นทางการเมืองแค่ในประเทศ ทุกคำพูดที่คุณด้อยค่าประเทศไทยต่างชาติก็ฟังอยู่ และยิ่งคนที่มีตำแหน่งทางการเมืองออกมาพูดในลักษณะดูว่าประเทศไทยไม่น่าเชื่อถือแบบนี้ไม่มีใครได้ประโยชน์ เพราะฉะนั้นขอให้โฟกัสการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลที่ความเหมาะสม ความกังวล ขอให้วิพากษ์วิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ ประเด็นที่คิดว่าประเทศไทยไม่มีศักยภาพ นั่นไม่ใช่ประเทศไทย” น.ส.รัชดา กล่าว

ศุภจี แจงกระทู้ถามสว. ยันใช้การตลาดแบบใหม่ เกษตรกร ไม่ต้องเร่ขายสินค้าริมถนน ดึงอินฟลูฯ ช่วย

ศุภจี แจงกระทู้ถามสว. ยันใช้การตลาดแบบใหม่ เกษตรกร ไม่ต้องเร่ขายสินค้าริมถนน ดึงอินฟลูฯ ช่วย

ศุภจี แจงกระทู้ถามสว. ยันใช้การตลาดแบบใหม่ เกษตรกร ไม่ต้องเร่ขายสินค้าริมถนน ดึงอินฟลูฯ ช่วย

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.40 น.

ศุภจี แจงกระทู้ถามสว. ยันใช้การตลาดแบบใหม่ เกษตรกร ไม่ต้องเร่ขายสินค้าริมถนน ดึงอินฟลูฯ ทั้งไทย-จีน ช่วยผลักดันสินค้า

เมื่อวันที่ 27 เม.ย.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณากระทู้ถามเป็นหนังสือ โดยนายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ตั้งกระทู้ถามนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ กรณีการดำเนินโครงการจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการมหานครผลไม้ครงวงจร จ.จันทบุรี  ที่พบถูกเลื่อนการทำโครงการดังกล่าวทั้งที่มีการอนุมัติจากรัฐบาลถึง 2 ครั้ง และผ่านการทำประชาพิจารณ์จากคนในพื้นที่ซึ่งได้รับความเห็นชอบ ทำให้ชาวสวนในพื้นที่ขาดโอกาสในการขายสินค้าและเสียโอกาสให้กับกลุ่มทุนต่างชาติที่ชิงขายสินค้าตัดหน้าและพบการกดราคาสินค้าผลไม้ของชาวสวนไทย ทั้งนี้โครงการศึกษามากว่า 20 ปีและมีความพร้อมทุกอย่าง ดังนั้นขอถามถึงความชัดเจนว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) จะเดินหน้าและนำเข้าที่ประชุม ครม. เมื่อใด 

โดยนางศุภจี ชี้แจงว่า การจัดการพืชเกษตร รัฐบาลสนใจมุ่งมั่นทำให้ดี เกษตรกรทำรายได้ตั้งต้น 6% ของจีดีพี แต่มีแรงงาน 30% ถือไม่มีความสมดุล หากแก้ไขได้ จะทำให้คนใประเทศกินดีอยู่ดี เป็นความตั้งใจของรัฐบาลให้สินค้าเกษตรมีเสถียรภาพ อย่างไรก็ดีการดูแลสินค้าเกษตรต้องบูรณาการการแก้ปัญหาทุกภาคส่วน ขณะที่ในพื้นที่ จ.จันทบุรี  ตนได้ลงพื้นที่ได้เห็นล้งที่ทำถูกต้อง ทั้งนี้มีล้งจำนวมากที่ให้ทีมงานตรวจดูแล  หากไม่ดีต้องจัดการรวมถึงดูแลเรื่องคุณภาพ 

“ที่คุยกันไม่เฉพาะตลาดกลาง แต่คือศูนย์บริหารผลไม้องค์รวม รวมถึงการแปรรูปสินค้าเกษตร สำหรับทุเรียนที่มีผลผลิตจำนวนมาก ได้ดูห้องเย็นเพื่อยืดอายุของผลไม้ อย่างไรก็ดีเรื่องที่ตั้งคำถามจะขอรับไปดูแล ไม่เฉพาะตลาดกลางแต่ดูเรื่องแปรรูปเพื่อให้สินค้าเกษตรเพิ่มมูลค่าและเกษตรกรมีรายได้มากขึ้น” นายศุภจี กล่าว 

นางศุภจี กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ได้เตรียมทำการตลาดแบบใหม่และต่อเนื่อง โดยจะให้อินฟลูเอนเซอร์จากประเทศจีนมาไลฟ์ที่ล้งไทย และให้อินฟลูเอนเซอร์ภายในประเทศช่วยกันผลักดัน เพราะมีสินค้าที่ต้องผลักดันจำนวนมาก ดังนั้นเกษตรกรไม่ต้องนำผลไม้เร่ขายริมถนนอีกต่อไป

โสภณ วอนวางการเมืองไว้ก่อน ผนึกกำลังแก้กฎหมาย ปลดล็อกประเทศโดยไม่ต้องใช้งบเพิ่ม

โสภณ วอนวางการเมืองไว้ก่อน ผนึกกำลังแก้กฎหมาย ปลดล็อกประเทศโดยไม่ต้องใช้งบเพิ่ม

โสภณ วอนวางการเมืองไว้ก่อน ผนึกกำลังแก้กฎหมาย ปลดล็อกประเทศโดยไม่ต้องใช้งบเพิ่ม

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.10 น.

โสภณ เปิดงานสภาฯ พบประชาชน ร่วมแก้ปัญหายาเสพติด ชี้ ต้องบูรณาการร่วมกันทุกภาคส่วน ภายใต้งบประมาณที่กระจัดกระจาย บอก วางการเมืองไว้ก่อน ผนึกกำลังแก้กม. ปลดล็อกประเทศโดยไม่ต้องใช้งบเพิ่ม

เมื่อวันที่ 27 เม.ย.2569 ที่รัฐสภา สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จัดโครงการสภาผู้แทนราษฎรพบปะประชาชน กิจกรรมส่งเสริมบทบาทสภาผู้แทนราษฎรในการแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการ โดยนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวปาฐกถา พิเศษหัวข้อความสำเร็จในการแก้ไขปัญหายาเสพติดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ว่า ปัญหายังคงมีเพิ่มขึ้นที่จะสร้างความรุนแรงให้กับสังคมไทย ตลอดจนขนาดนี้สังคมกำลังเกิดวิกฤตการณ์ ภูมิรัฐศาสตร์ ความขัดแย้งวิกฤตการณ์ การแข่งขันทางการค้าวิกฤตการณ์ โรคอุบัติใหม่ รุมโหมกระหน่ำมายังโลกนี้ประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบ และผลกระทบที่สำคัญคือวิกฤตการณ์ตะวันออกกลาง ที่กระทบต่อเศรษฐกิจมหาศาล ในฐานะนิติบัญญัติได้ฟังฝ่ายบริหารและความเดือดร้อนของประชาชน

นายโซภณ กล่าวต่อว่า จากประสบการณ์ที่ได้ต่อสู้กับยาเสพติดมาตลอด3ปี เมื่อครั้งได้เป็นรองนายกฯ ก็ได้สัมผัสกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด และได้เห็นปัญหาคือหน่วยงานของยาเสพติดมีภารกิจทุกกระทรวง ทุกกรม งบประมาณกระจัดกระจาย แต่สิ่งที่เป็นอุปสรรคคือ ต่างคนต่างทำ ดังนั้นจึงเห็นว่าควรเน้นไปที่การบูรณาการ ซึ่งครั้งนี้เรามีโอกาสได้ระดมสมองกันจากหลายๆจังหวัด ถ้าประสบความสำเร็จได้จะเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของประเทศ เพราะคำว่าบูรณาการเป็นยาของราชการมาโดยตลอด ถ้าวันนี้ได้ข้อสรุปแล้วนำไปสู่การปฏิบัติในช่วงที่ประเทศกำลังเจอวิกฤตกับงบประมาณที่มีอย่างจำกัด วันนี้จึงอยากเห็นการบูรณาการในการใช้เงินร่วมกันของแต่ละภาคส่วน 

“เราต้องไปเอกซเรย์กฎหมาย ว่ากฎหมายเพียงพอแล้วหรือยัง ผมในฐานะประธานรัฐสภา สิ่งที่มีความตั้งใจคือสถาบันนิติบัญญัติจะต้องเป็นสถาบันหนึ่งในการขับเคลื่อนประเทศนี้ พร้อมกับฝ่ายบริหาร นั่นคือใช้กฎหมายแก้ปัญหาของประเทศ ฉะนั้น ผมอยากเห็นสมาชิกรัฐสภา ต้องร่วมมือมีการแก้ปัญหา กฎหมายหรือกฎระเบียบต่างๆที่เป็นอุปสรรคต่างๆทั้งเรื่องการลงทุนหรือเรื่องการเสพติดให้เร็วที่สุด เป็นกฎหมาย ที่อยากใช้คำว่าวางการเมืองไว้ก่อนได้หรือไม่ เรามาร่วมกันทำงานจริงๆ เพราะอยากเห็นประเทศนี้ที่ไม่ต้องลงทุนด้วยงบประมาณ การแก้กฎหมายที่อำนวยความสะดวกและผลักดันให้ประเทศนี้เดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ต้องลงทุน เราไม่อยากเห็นกฎหมายบางกฎหมายหมดอายุผู้แทนแล้วยังประกาศใช้ไม่ได้ ฉะนั้น สิ่งที่เราต้องร่วมกันจริงๆคือบางเรื่องต้องลดคำว่าการเมืองออก ถ้าเห็นพ้องต้องกันในการขับเคลื่อนประเทศนี้ ”นายโสภณ กล่าว

รองเลขาฯ นายกฯ ยันเดินหน้าแลนด์บริดจ์รองรับสู้รบตะวันออกกลาง เชื่อคนไทยได้ประโยชน์

รองเลขาฯ นายกฯ ยันเดินหน้าแลนด์บริดจ์รองรับสู้รบตะวันออกกลาง เชื่อคนไทยได้ประโยชน์

รองเลขาฯ นายกฯ ยันเดินหน้าแลนด์บริดจ์รองรับสู้รบตะวันออกกลาง เชื่อคนไทยได้ประโยชน์

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.56 น.

รองเลขาฯ นายกฯ ไหว้ศาลตายายสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ ก่อนประเดิมทำงานช่วย พิพัฒน์ ยันเดินหน้าแลนด์บริดจ์รองรับสู้รบตะวันออกกลาง เชื่อคนไทยได้ประโยชน์ แย้มมีข่าวดี ลดค่าทางด่วน รอรายละเอียดในเร็วๆ นี้ 

เมื่อเวลา 08.20 น.วันที่ 27 เม.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสาโรจน์ สามารถ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ประจำรองนายกฯ (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาล โดยมีการวางพวงมาลัยดอกดาวเรือง ที่ศาลตายาย หลังได้รับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ 

นายสาโรจน์ เปิดเผยความคืบหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ ภายหลังนายพิพัฒน์ เตรียมผลักดันโครงการนี้ให้เกิดขึ้นในรัฐบาล ว่า เป็นความตั้งใจที่จะทำให้โครงการนี้เกิดขึ้น เพราะมีการศึกษามาอย่างยาวนานแล้ว ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็มีนโยบายที่จะผลักดัน ในช่วงที่ไม่รู้ว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น และเมื่อรัฐบาลนี้เข้ามาก็เจอเหตุการณ์สงครามตะวันออกกลางที่หลายฝ่ายไม่คาดคิด ดังนั้นถ้าโครงการนี้เกิดขึ้น ก็จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศ ทั้งในวันนี้และอนาคต 

นายสาโรจน์ กล่าวว่า แม้โครงการนี้จะใช้งบประมาณมาก แต่สิ่งที่จะได้รับนั้น สามารถที่จะเชื่อมทะเลทั้งสองฟากฝั่ง รวมถึงเป็นการไม่ประมาทจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดในอนาคตด้วย 

ดังนั้นจึงจำเป็นต้องคิดและศึกษา ดำเนินการ และริเริ่ม ดังนั้นส่วนตัวคิดว่านายพิพัฒน์ น่าจะผลักดันเรื่องนี้ให้เกิดผลสำเร็จ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราคาดการณ์ไว้ และตั้งใจว่าหากทำเสร็จทุกอย่างจะเกิดประโยชน์ต่อประชาชน 

ผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสต่อต้านในพื้นที่ นายสาโรจน์ กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องว่ากันไปตามความจริง เพราะความต่างย่อมมีในสังคมอยู่แล้ว แต่ต้องเอาเหตุเอาผลมาฟังกัน ซึ่งเรื่องนี้นายพิพัฒน์ ได้กำชับและพร้อมที่จะรับฟัง และต้องยึดความคิดเห็นของประชาชนเป็นหลัก

ผู้สื่อข่าวยังถามถึงกรณีที่นายพิพัฒน์ เคยมีแนวคิดลดค่าทางด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชน โครงการนี้มีคืบหน้าอย่างไรบ้าง นายสาโรจน์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเป้าหมายที่ต้องการลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชน ส่วนตัวเห็นว่านายพิพัฒน์ ในฐานะนั่งในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มีการพูดจาตรงไปตรงมา และสิ่งสำคัญคือเป็นคนคิดดี และมองประชาชนเป็นที่ตั้ง เชื่อว่าโครงการนี้จะเกิด จบ และเสร็จอย่างแน่นอน ซึ่งมีอยู่ในแผนของทีมงานเรียบร้อยแล้ว ส่วนรายละเอียดจะเป็นอย่างไร นายพิพัฒน์ จะเป็นคนเปิดเผยเอง แต่ส่วนตัวเชื่อว่าจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้

พิพัฒน์ เผยยังไม่เคาะนโยบายลดค่าทางด่วน ย้ำ ลงพื้นที่สำรวจแลนด์บริดจ์ พ.ค.นี้

พิพัฒน์ เผยยังไม่เคาะนโยบายลดค่าทางด่วน ย้ำ ลงพื้นที่สำรวจแลนด์บริดจ์ พ.ค.นี้

พิพัฒน์ เผยยังไม่เคาะนโยบายลดค่าทางด่วน ย้ำ ลงพื้นที่สำรวจแลนด์บริดจ์ พ.ค.นี้

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.46 น.

พิพัฒน์ เผยยังไม่เคาะนโยบายลดค่าทางด่วน ย้ำ ลงพื้นที่สำรวจแลนด์บริดจ์ พ.ค.นี้  ชี้แค่ระดมความเห็น ยังไม่ทําประชาพิจารณ์

เมื่อวันที่ 27 เม.ย.2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงแนวคิดการผลักดันนโยบายลดค่าทางด่วนการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เหลือไม่เกิน 50 บาท ตลอดสายทุกเส้นทาง จะดําเนินการเมื่อใด ว่า ขณะนี้ยังไม่ดำเนินการ และยังไม่มีอะไรเลย ก่อนถามกลับสื่อมวลชนว่าเอาข่าวมาจากไหน ใครเอาข่าวมาพูด ตนไม่รู้ และยังไม่ทราบเลย 

ผู้สื่อข่าวถามกรณีมีข่าวว่านายกรัฐมนตรีจะเรียกประชุมทีมเศรษฐกิจวันนี้ นายพิพัฒน์ ปฏิเสธว่า ตนไม่ทราบ 

เมื่อถามถึงการลงพื้นที่เพื่อติดตามโครงการแลนด์บริดจ์ในพื้นที่ภาคใต้ ช่วงเดือนพฤษภาคม นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ต้องขอหารือวิธีระดมความคิดเห็นก่อน พร้อมย้ำว่ายังไม่มีการทําประชาพิจารณ์ใดๆ

รมว.กห.ไทย ต้อนรับสิงคโปร์ ถกแผนเสริมทัพ-ไซเบอร์-อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

รมว.กห.ไทย ต้อนรับสิงคโปร์ ถกแผนเสริมทัพ-ไซเบอร์-อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

รมว.กห.ไทย ต้อนรับสิงคโปร์ ถกแผนเสริมทัพ-ไซเบอร์-อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.40 น.

รมว.กห.ไทย- สิงคโปร์ ถกยกระดับความมั่นคง ดันร่วมมือทหาร-ไซเบอร์ ปกป้องโครงสร้างพื้นฐานใต้ทะเล

27 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 08.45 น. ที่กระทรวงกลาโหม พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ให้การต้อนรับนาย Chan Chun Sing รมว.กลาโหมสาธารณรัฐสิงคโปร์ ในโอกาสเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการครั้งแรกภายหลังเข้ารับตำแหน่ง ณ ห้องรับรองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

ทั้งสองฝ่ายได้หารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างไทยกับสิงคโปร์ บนพื้นฐานของความไว้เนื้อเชื่อใจ และความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่มีมาอย่างยาวนาน

การหารือครอบคลุมแนวทางการยกระดับความร่วมมือทางทหารในหลายมิติ ได้แก่ การฝึกร่วม การพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และความมั่นคงทางไซเบอร์ ตลอดจนการเสริมสร้างบทบาทของอาเซียนผ่านกรอบ ASEAN Defence Ministers’ Meeting และ ASEAN Defence Ministers’ Meeting-Plus รวมถึงประเด็นความมั่นคงของโครงสร้างพื้นฐานสำคัญใต้ทะเล (Critical Underwater Infrastructure: CUI) ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงความสำคัญ และพร้อมขับเคลื่อนความร่วมมือร่วมกัน โดยฝ่ายไทยอยู่ระหว่างการพิจารณาร่างเอกสารที่เกี่ยวข้อง

การหารือครั้งนี้สะท้อนความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างกระทรวงกลาโหมของทั้งสองประเทศ และนับเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับความร่วมมือทางทหารให้เกิดผลเป็นรูปธรรม อันจะนำไปสู่การเสริมสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพของภูมิภาคอย่างยั่งยืนต่อไป

ทร. จัดเพิ่ม AWAV 8×8 สะเทินน้ำสะเทินบก ฝีมือคนไทย เสริมทัพชายแดนตะวันออก

ทร. จัดเพิ่ม AWAV 8x8 สะเทินน้ำสะเทินบก ฝีมือคนไทย เสริมทัพชายแดนตะวันออก

ทร. จัดเพิ่ม AWAV 8×8 สะเทินน้ำสะเทินบก ฝีมือคนไทย เสริมทัพชายแดนตะวันออก

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.16 น.

ทร.แจงจัดหา AWAV 8×8 สะเทินน้ำสะเทินบก เพิ่ม เสริมเขี้ยวเล็บชายแดนตะวันออก ดันอุตฯป้องกันประเทศฝีมือคนไทย ลดนำเข้า

เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 ที่กองบัญชาการกองทัพเรือ (บก.ทร.) พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ชี้แจงถึงความจำเป็นในการจัดหารถยานเกราะล้อยางสะเทินน้ำสะเทินบกแบบ AWAV 8×8 เพิ่มเติม จากบริษัท ชัยเสรีเม็ททอลแอนด์รับเบอร์ จำกัด ว่าเป็นการดำเนินการต่อเนื่องเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถของกองทัพเรือให้สอดคล้องกับสถานการณ์ความมั่นคงตามแนวชายแดนด้านตะวันออกในปัจจุบัน การป้องกันอธิปไตยทางทะเล และการตอบสนองต่อภัยคุกคามรูปแบบใหม่ รวมถึงภารกิจช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ฉุกเฉิน

ยานเกราะ AWAV 8×8 ได้รับการออกแบบโดยทีมวิศวกรคนไทย และผลิตโดยแรงงาน รวมถึงเครื่องมือเครื่องจักรภายในประเทศ สะท้อนศักยภาพของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีการใช้วัสดุภายในประเทศในสัดส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของมูลค่าการผลิต อันเป็นการสนับสนุนห่วงโซ่อุตสาหกรรมในประเทศ ลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ และสร้างความมั่นคงทางอุตสาหกรรมในระยะยาว ตัวรถเป็นระบบขับเคลื่อน 8×8 มีความคล่องตัวสูง สามารถปฏิบัติการได้ในทุกภูมิประเทศ รองรับการปฏิบัติการร่วมกับเรือยกพลขึ้นบก (LPD) ของกองทัพเรือได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

ด้านการป้องกันและอำนาจการยิง AWAV มีมาตรฐานการป้องกันกระสุนและแรงระเบิดตามเกณฑ์ STANAG พร้อมติดตั้งปืนกลและระบบควบคุม อีกทั้งยังติดตั้งระบบสื่อสารซึ่งสามารถเชื่อมโยงเข้ากับโครงข่ายสื่อสารทางทหารของกองทัพเรือได้อย่างสมบูรณ์ ยานเกราะดังกล่าวยังผ่านมาตรฐานด้านความคงทนต่อสภาพแวดล้อมตาม MIL-STD ซึ่งเป็นมาตรฐานทางทหารสากล สะท้อนถึงความพร้อมในการใช้งานในทุกสภาพแวดล้อมการรบ ทั้งในทะเลและบนบก

กองทัพเรือได้จัดหารถ AWAV เข้าประจำการแล้วจำนวน 7 คัน และจากผลการใช้งานพบว่าสามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความพร้อมรบสูง และตอบสนองต่อภารกิจได้ตรงตามความต้องการของหน่วยปฏิบัติ จึงมีความจำเป็นในการจัดหาเพิ่มเติม เพื่อให้เพียงพอต่อการจัดกำลังและรองรับแผนการปฏิบัติการในอนาคต

การจัดหา AWAV เพิ่มเติมในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการยกระดับขีดความสามารถของกองทัพเรือเท่านั้น แต่ยังเป็นการขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยอย่างเป็นรูปธรรม และเสริมสร้างขีดความสามารถของบุคลากรไทยให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว อันจะนำไปสู่ความมั่นคงของชาติทั้งในมิติทางทหารและเศรษฐกิจ

โสภณ เตรียมนำรายชื่อ ณัฐพงษ์ ทูลเกล้าฯ นั่งผู้นำฝ่ายค้านวันนี้

โสภณ เตรียมนำรายชื่อ ณัฐพงษ์ ทูลเกล้าฯ นั่งผู้นำฝ่ายค้านวันนี้

โสภณ เตรียมนำรายชื่อ ณัฐพงษ์ ทูลเกล้าฯ นั่งผู้นำฝ่ายค้านวันนี้

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.12 น.

โสภณ เตรียมนำรายชื่อ ณัฐพงษ์ ทูลเกล้าฯ นั่งผู้นำฝ่ายค้านวันนี้

เมื่อวันที่ 27 เม.ย.2569 เวลา 08.30 น.ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ภายหลังพรรคประชาชน ยังคงให้นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ เป็นหัวหน้าพรรคประชาชน และเป็นพรรคอันดับหนึ่งฝั่งฝ่ายค้าน และตามรัฐธรรมนูญ จะดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านว่า เมื่อกระบวนการดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว สามารถยื่นทูลเกล้าฯ ได้ตามขั้นตอน 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการทูลเกล้าฯ รายชื่อผ้นำฝ่ายค้าน เรื่องดำเนินการอยู่ในขั้นของเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งวันนี้จะนำเอกสารให้ประธานลงนาม จากนั้นจะส่งให้สำนักพระราชวังดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

เอ็ดดี้ ชำแหละการศึกษาชายแดนใต้ เมื่อห้องเรียนกลายเป็นสนามชี้อนาคต

เอ็ดดี้ ชำแหละการศึกษาชายแดนใต้ เมื่อห้องเรียนกลายเป็นสนามชี้อนาคต

เอ็ดดี้ ชำแหละการศึกษาชายแดนใต้ เมื่อห้องเรียนกลายเป็นสนามชี้อนาคต

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.07 น.

เอ็ดดี้ ชำแหละการศึกษาชายแดนใต้ เมื่อห้องเรียนกลายเป็นสนามชี้อนาคต

เมื่อวันที่ 27 เม.ย.2569 นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ อัษฎางค์ นักวิชาการอิสระ ได้โพสต์ภาพข้อความของบุคคลหนึ่ง ที่มีเนื้อหาระบุว่า “เมื่อห้องเรียนกลายเป็นสนามชี้อนาคตชายแดนใต้ ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ได้อยู่แค่ในป่าเขา ไม่ได้อยู่แค่ในเหตุรุนแรง และไม่ได้อยู่แค่ในแฟ้มคดีความมั่นคง แต่อยู่ใน “ห้องเรียน” ด้วยเพราะห้องเรียนคือจุดเริ่มต้นของการหล่อหลอมภาษา ความคิด อัตลักษณ์ ความทรงจำทางประวัติศาสตร์ และความรู้สึกว่าเด็กคนหนึ่ง “เป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย” หรือไม่

มีข้อมูลระบุว่า รัฐใช้งบอุดหนุนด้านการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ประมาณ 1,475 ล้านบาทต่อปี ขณะที่ข้อมูลจาก ศอ.บต. ระบุว่าเด็กไทยในพื้นที่ประมาณ 49% ยังไม่สามารถฟัง พูด อ่าน หรือเขียนภาษาไทยได้เหมาะสมตามวัย ตัวเลขนี้ไม่ใช่แค่ปัญหาภาษา แต่มันคือสัญญาณเตือนว่า ระบบการศึกษาบางส่วนในพื้นที่ยังไม่สามารถเชื่อมเยาวชนเข้ากับสังคมไทย โอกาสทางเศรษฐกิจ การศึกษาต่อ ตลาดแรงงาน และความเป็นพลเมืองได้อย่างเพียงพอ

ต้องพูดให้ชัดตั้งแต่ต้นว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “การเรียนศาสนา” การศึกษาศาสนาเป็นสิทธิ เป็นวิถีชีวิต และเป็นรากฐานสำคัญของชุมชนมุสลิม รัฐที่ฉลาดต้องไม่ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าอิสลามถูกมองเป็นภัย หรือปอเนาะกับตาดีกาถูกมองเป็นศัตรูของรัฐ แต่ปัญหาอยู่ที่ “ช่องว่างของระบบ” ช่องว่างระหว่างการศึกษาศาสนากับมาตรฐานรัฐสมัยใหม่ ช่องว่างระหว่างเงินอุดหนุนกับการประเมินผล ช่องว่างระหว่างอัตลักษณ์ท้องถิ่นกับความเป็นพลเมืองไทย และช่องว่างระหว่างการเรียนศาสนากับโอกาสชีวิตของเด็กในโลกจริง

ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีตาดีกา 1,952 แห่ง และปอเนาะ 552 แห่ง ตัวเลขนี้สะท้อนว่า สถานศึกษาศาสนาไม่ใช่พื้นที่เล็ก ๆ ที่อยู่นอกระบบ แต่เป็นโครงสร้างการเรียนรู้ขนาดใหญ่ที่เข้าถึงเยาวชนจำนวนมาก โดยเฉพาะเยาวชนมุสลิมในพื้นที่

ถ้ามองในด้านวัฒนธรรม ตาดีกาและปอเนาะคือพื้นที่รักษาศาสนา ภาษา และอัตลักษณ์ของชุมชน แต่ถ้ามองในด้านรัฐศาสตร์และความมั่นคง คำถามสำคัญคือ ใครเป็นผู้หล่อหลอมความคิดของเด็กเหล่านี้ หลักสูตรเป็นอย่างไร ครูมีมาตรฐานแค่ไหน เนื้อหาตรวจสอบได้หรือไม่ และเด็กที่ผ่านระบบเหล่านี้มีเส้นทางชีวิตไปต่ออย่างไร

ตรงนี้คือจุดที่รัฐไทยกังวล เพราะสถานศึกษาบางรูปแบบมีความยืดหยุ่นสูง ทั้งเรื่องผู้สอน หลักสูตร เนื้อหา เวลาเรียน วิธีประเมินผล และการตรวจสอบจากรัฐ

ถ้าผู้สอนมีความรู้รอบด้าน มีทัศนคติสมดุล และเข้าใจสังคมพหุวัฒนธรรม เด็กจะได้ทั้งศาสนา คุณธรรม และความเข้าใจโลก แต่ถ้าผู้สอนบางรายมีแนวคิดสุดโต่ง หรือถ่ายทอดประวัติศาสตร์แบบบิดเบือน เด็กก็อาจถูกหล่อหลอมให้มองรัฐไทยและสังคมไทยในทางลบได้

หลังเหตุการณ์ความรุนแรงวันที่ 15 ต.ค. 2568 เจ้าหน้าที่ตรวจพบสัญลักษณ์ BRN ตำราปลุกระดม และตำราเกี่ยวกับอาวุธในปอเนาะบางแห่ง ประเด็นนี้ไม่ควรถูกใช้เพื่อเหมารวมปอเนาะทั้งหมด แต่สะท้อนว่า ช่องว่างของระบบการศึกษานอกระบบอาจถูกใช้เป็นพื้นที่แทรกซึมทางความคิดในบางกรณีได้ แต่ปัญหาที่ใหญ่กว่าความมั่นคง คือ “เพดานของโอกาสชีวิต”

หากเด็กเรียนอยู่ในระบบที่เน้นศาสนาเป็นหลัก แต่ขาดภาษาไทย ความรู้สามัญ ภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และทักษะอาชีพ เด็กอาจมีความรู้ศาสนา แต่ไม่สามารถแข่งขันในตลาดแรงงาน เข้าสู่ระบบอุดมศึกษา หรือเคลื่อนตัวทางเศรษฐกิจได้เท่าที่ควร การศึกษาศาสนาควรเป็นฐานทางคุณธรรมและอัตลักษณ์ ไม่ใช่เพดานของโอกาสชีวิต

เด็กในจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ควรถูกบังคับให้เลือกระหว่าง “เป็นมุสลิมที่ดี” กับ “เป็นพลเมืองไทยที่มีอนาคต” รัฐต้องทำให้เด็กเห็นว่า เขาสามารถเป็นทั้งสองอย่างได้พร้อมกัน เป็นมุสลิมที่ดีได้ รักษาภาษามลายูได้ เรียนอาหรับเพื่อศาสนาได้ แต่ก็ต้องใช้ภาษาไทยได้ดีพอที่จะเรียนต่อ ทำงาน ติดต่อรัฐ ใช้สิทธิพลเมือง และมองเห็นที่ยืนของตัวเองในสังคมไทย

ภาษาไทยจึงต้องเป็น “สะพาน” ไม่ใช่ “อาวุธทางวัฒนธรรม” ถ้ารัฐสอนภาษาไทยด้วยท่าทีเหมือนจะกลืนอัตลักษณ์ท้องถิ่น ชุมชนจะระแวง แต่ถ้ารัฐทำให้เด็กและผู้ปกครองเห็นว่า ภาษาไทยคือประตูไปสู่การศึกษา อาชีพ กฎหมาย ราชการ เศรษฐกิจ และอนาคตที่กว้างขึ้น ภาษาไทยจะไม่ถูกมองเป็นเครื่องมือของการครอบงำ แต่จะเป็นเครื่องมือของการเปิดชีวิต

ทางออกจึงไม่ใช่การเข้าไป “จัดการศาสนา” แต่คือการเข้าไป “จัดการช่องว่างของระบบ” และสิ่งแรกที่รัฐต้องตอบให้ได้คือ ใครเป็นเจ้าภาพ?

ปัญหาชายแดนใต้ไม่เคยขาดแผน แต่ขาดกลไกเจ้าภาพที่มีอำนาจจริง ประสานงานได้จริง และได้รับความไว้วางใจจากชุมชน หากให้ฝ่ายความมั่นคงนำเต็มตัว ชุมชนอาจมองว่านี่คือการแทรกแซงศาสนา หากให้กระทรวงศึกษาธิการทำฝ่ายเดียว ก็อาจขาดข้อมูลพื้นที่และมิติความมั่นคง

หากให้ ศอ.บต. ทำลำพัง ก็อาจติดข้อจำกัดด้านอำนาจ งบประมาณ และการประสานงาน โครงสร้างที่เหมาะสมจึงไม่ควรเป็นความมั่นคงนำเต็มตัว แต่ควรเป็น “พลเรือนนำ ความมั่นคงสนับสนุน”

กระทรวงศึกษาธิการเป็นแกนด้านมาตรฐานการศึกษา ศอ.บต. เป็นแกนด้านการพัฒนาและความไว้วางใจ กอ.รมน. สนับสนุนข้อมูลความเสี่ยงเฉพาะจุด ไม่ใช่นำนโยบายการศึกษา

ส่วนสำนักจุฬาราชมนตรี คณะกรรมการอิสลาม ผู้นำศาสนา ครูท้องถิ่น ผู้ปกครอง และชุมชน ต้องร่วมเป็นเจ้าของกระบวนการ เพราะนโยบายนี้จะสำเร็จไม่ได้ หากรัฐคิดเอง พูดเอง และสั่งเองฝ่ายเดียว

ระยะแรก รัฐต้องสร้างความไว้วางใจก่อน ต้องสื่อสารให้ชัดว่า รัฐไม่ได้ต้องการปิดปอเนาะ ไม่ได้ต้องการลบตาดีกา และไม่ได้มองอิสลามเป็นภัย แต่ต้องการให้เด็กมุสลิมในพื้นที่มีทั้งศาสนา ภาษาไทย ความรู้สามัญ ทักษะอาชีพ และอนาคตที่กว้างขึ้น

ถ้าชุมชนรู้สึกว่ารัฐกำลังควบคุมศาสนา มาตรการทั้งหมดจะถูกต่อต้านตั้งแต่ยังไม่เริ่ม แต่ถ้าชุมชนเห็นว่ารัฐกำลังเปิดอนาคตให้ลูกหลาน ความร่วมมือจะเกิดขึ้นได้ง่ายกว่า ระยะต่อมา จึงค่อยสร้างมาตรฐานร่วม เด็กต้องมีทักษะภาษาไทยตามวัย มีความรู้พื้นฐานด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี

ครูต้องผ่านการอบรมขั้นต่ำด้านการสอนและสังคมพหุวัฒนธรรมเนื้อหาต้องไม่บ่มเพาะความเกลียดชัง และสถานศึกษาที่รับเงินรัฐต้องยอมรับการประเมินผลที่โปร่งใส รัฐไม่จำเป็นต้องควบคุมทุกคำสอนทางศาสนา
แต่รัฐมีสิทธิและหน้าที่รับประกันว่า เด็กที่อยู่ในประเทศไทยต้องไม่ถูกปิดกั้นจากภาษา ทักษะ และอนาคตในสังคมไทย

เงินอุดหนุนก็ต้องเปลี่ยนจากการจ่ายตามจำนวนหัว มาเป็นเครื่องมือยกระดับคุณภาพ รัฐควรจ่ายเงินพื้นฐานเพื่อให้สถานศึกษาดำเนินการได้ แต่ควรมีเงินเพิ่มตามคุณภาพ เช่น เด็กอ่านเขียนภาษาไทยดีขึ้น ครูผ่านการอบรม หลักสูตรได้รับการรับรอง หรือมีระบบแนะแนวอาชีพ

วิธีนี้จะทำให้สถานศึกษาไม่รู้สึกว่ารัฐเข้ามาลงโทษ แต่เห็นว่าการยกระดับมาตรฐานทำให้ได้รับการสนับสนุนมากขึ้น

จุดชี้ขาดอีกเรื่องคือ โต๊ะครู บาบอ และครูศาสนา คนเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงผู้สอน แต่เป็นผู้มีสถานะทางสังคมและศีลธรรมในชุมชน สถานะนั้นผูกกับระบบเดิมที่เขาเป็นศูนย์กลาง ตรงนี้คือแรงต้านที่แท้จริง และเงินอย่างเดียวแก้ไม่ได้

หากรัฐเข้าไปด้วยภาษาของการควบคุม เขาจะรู้สึกว่าสูญเสียทั้งศักดิ์ศรีและอิทธิพลพร้อมกัน ผลที่ตามมาอาจไม่ใช่การต่อต้านเปิดหน้า แต่เป็นความร่วมมือปลายปากและแรงต้านเงียบที่ลึกกว่า

รัฐจึงต้องเปลี่ยนโต๊ะครูจาก “ผู้ถูกกำกับ” เป็น “หุ้นส่วนของการยกระดับการศึกษา” ให้การอบรมที่เพิ่มคุณค่า ไม่ใช่ลดอำนาจ ให้การรับรองสถานะอย่างเป็นทางการ ให้ค่าตอบแทนที่สะท้อนบทบาทที่แท้จริง ให้โควตาทุนแก่ลูกศิษย์ที่เรียนดี และเปิดโอกาสเชื่อมกับเครือข่ายการศึกษาศาสนาสายกลางในต่างประเทศ

ถ้ารัฐทำให้โต๊ะครูเห็นว่า การร่วมมือกับรัฐทำให้เขามีเกียรติมากขึ้น มีทรัพยากรมากขึ้น และลูกศิษย์มีอนาคตมากขึ้น ความร่วมมือจะเกิดขึ้นจริง แต่ถ้าทำให้เขารู้สึกว่าถูกรัฐจับผิด ความร่วมมือจะกลายเป็นแรงต้านเงียบที่ดับนโยบายทุกข้อก่อนที่จะเริ่มต้น สุดท้าย รัฐต้องสร้างเส้นทางอนาคตให้เด็ก ทุนเรียนต่อสายสามัญ ทุนอาชีวะ ทุนครูสองภาษา โควตาเข้ามหาวิทยาลัย ฝึกงานกับธุรกิจฮาลาล เส้นทางอาชีพในภาครัฐ ท้องถิ่น และเอกชน ถ้าเด็กเห็นว่าเรียนแล้วมีอนาคต มีงาน มีรายได้ และมีศักดิ์ศรี เขาจะมีแรงจูงใจอยู่กับระบบปกติ

แต่ถ้าเด็กเรียนแล้วมองไม่เห็นทางไปต่อ ความรู้สึกแปลกแยกจะถูกผลิตซ้ำ และพื้นที่นั้นจะถูกเติมเต็มโดยแนวคิดสุดโต่ง

ข้อควรระวังคือ มาตรการอย่างลูกเสือ เนตรนารี หรือนักศึกษาวิชาทหาร แม้อาจมีประโยชน์ในด้านวินัย ภาวะผู้นำ และความสัมพันธ์ข้ามกลุ่ม แต่หากทำแบบแข็งหรือมีกลิ่นอายบังคับมากเกินไป ชุมชนอาจรู้สึกว่ารัฐกำลังทำให้โรงเรียนกลายเป็นพื้นที่ควบคุมทางความมั่นคง

กิจกรรมเยาวชนจึงควรออกแบบให้สร้างสรรค์ เช่น กีฬา ศิลปะ เทคโนโลยี อาสาสมัคร สิ่งแวดล้อม ภาวะผู้นำ และการทำงานร่วมกันข้ามศาสนา มากกว่าภาพของการฝึกระเบียบเพียงอย่างเดียว

สรุปให้ชัดที่สุด ตาดีกา ปอเนาะ และสถาบันสอนศาสนา ไม่ใช่ปัญหาโดยตัวเอง แต่ระบบที่ไม่มีมาตรฐาน ไม่มีการตรวจสอบ ไม่มีการเชื่อมต่อกับทักษะชีวิต และเปิดช่องให้การบิดเบือนความคิดต่างหาก คือปัญหา เงินอุดหนุนไม่ใช่ปัญหาโดยตัวเอง แต่การให้เงินโดยไม่มีระบบประเมินผลที่ชัดเจนต่างหาก คือปัญหา 

การเรียนศาสนาไม่ใช่ปัญหาโดยตัวเอง แต่การเรียนศาสนาโดยตัดขาดจากภาษาไทย ความรู้สามัญ ทักษะอาชีพ และความเป็นพลเมืองต่างหาก คือปัญหา

ทางออกจึงไม่ใช่การปิดกั้นศาสนา แต่คือการเปิดอนาคตให้เด็ก ให้เด็กเรียนศาสนาได้ แต่ต้องอ่านออกเขียนได้ ใช้ภาษาไทยได้ เข้าใจโลกได้ มีอาชีพได้ อยู่ร่วมกับคนต่างศาสนาได้ และมองเห็นว่าตัวเองมีที่ยืนในสังคมไทย

ศึกนี้ชนะไม่ได้ด้วยคำสั่งอย่างเดียว แต่ต้องชนะด้วยความไว้วางใจ มาตรฐาน และแรงจูงใจที่ทำให้ชุมชนอยากเดินไปกับรัฐเอง เพราะถ้ารัฐปล่อยช่องว่างไว้ คนอื่นจะเข้ามาเติมช่องว่างนั้นแทน และเมื่อรัฐเสียเยาวชนในสนามความคิดแล้ว การชนะในสนามความมั่นคงก็แทบไม่มีวันจบ”

รัฐบาลปลื้ม หลัง นิด้าโพล เผยปชช.พอใจช่วยค่าครองชีพ จ่อออกมาตรการ ค่าไฟ-ไทยช่วยไทย พลัส

รัฐบาลปลื้ม หลัง นิด้าโพล เผยปชช.พอใจช่วยค่าครองชีพ จ่อออกมาตรการ ค่าไฟ-ไทยช่วยไทย พลัส

รัฐบาลปลื้ม หลัง นิด้าโพล เผยปชช.พอใจช่วยค่าครองชีพ จ่อออกมาตรการ ค่าไฟ-ไทยช่วยไทย พลัส

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.32 น.

รัฐบาลติดตามความเห็นประชาชน หลัง นิด้าโพล ชี้ 12 มาตรการช่วยค่าครองชีพ ตอบโจทย์ประชาชน ขณะที่ ก.พลังงาน เตรียมเสนอ ครม. มาตรการช่วยค่าไฟ-ไทยช่วยไทย พลัส เริ่ม มิ.ย.นี้

เมื่อวันที่ 27 เม.ย.2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลติดตามทุกความคิดเห็นและยินดีที่ประชาชนได้รับทราบมาตรการและเข้าใจถึงความตั้งใจของรัฐบาลในการช่วยเหลือค่าครองชีพ บรรเทาความเดือดร้อนประชาชนแบบพุ่งเป้า หลังจาก  “นิด้าโพล” เผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อมาตรการช่วยค่าครองชีพ เรื่อง  “พอหรือเปล่า มาตรการช่วยค่าครองชีพ”  ในช่วง 20-21 เม.ย.  พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ตอบรับเชิงบวกต่อ 12 มาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของรัฐบาล โดยเฉพาะมาตรการสินเชื่อเพื่อภาคการเกษตร และการอุดหนุนค่าน้ำมัน ที่สามารถช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

โดยโครงการสินเชื่อ “ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” สำหรับภาคการเกษตร วงเงินไม่เกิน 100,000 บาท ได้รับการตอบรับสูงสุด ผู้ตอบแบบสอบถาม ร้อยละ 71.30 เห็นว่าเหมาะสมดี  

ขณะที่ มาตรการช่วยเหลือภาคขนส่งและผู้ประกอบการรถสาธารณะได้รับเสียงตอบรับในระดับสูงเช่นกัน อาทิ การอุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มรถมินิบัส รถตู้โดยสาร และรถสองแถวในกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่อเนื่อง โดยมีผู้เห็นว่าเหมาะสมร้อยละ 68.78 ขณะที่รถโดยสารไม่ประจำทางประเภทมินิบัสหรือรถตู้โดยสาร ร้อยละ 66.87 รถโดยสารไม่ประจำทางประเภทรถบัส ร้อยละ 65.50 และรถบรรทุกน้อยกว่า 10 ล้อ (รวมรถกระบะ) ร้อยละ 65.26

รวมทั้ง มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบอาชีพบริการสาธารณะ โดยการอุดหนุนค่าน้ำมันรถแท็กซี่ มีผู้เห็นว่าเหมาะสมร้อยละ 64.12 รถจักรยานยนต์รับจ้างสาธารณะ ร้อยละ 62.14 รวมถึงรถบรรทุกตั้งแต่ 10 ล้อขึ้นไป ร้อยละ 62.51 สะท้อนว่าประชาชนส่วนใหญ่ เห็นด้วยกับแนวทางลดต้นทุนการเดินทางและการขนส่งสินค้า

สำหรับโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำของธนาคารออมสิน เพื่อสนับสนุนการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ และจัดซื้อรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ EV มีผู้เห็นว่าเหมาะสมร้อยละ 56.49 สะท้อนว่า มาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและเทคโนโลยีสมัยใหม่ กำลังได้รับความสนใจมากขึ้น

นางสาวรัชดายังเผยว่าในส่วนของมาตรการเพิ่มเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจาก 300 บาท เป็น 400 บาท  ที่ประชาชนคาดหวังให้มีการช่วยเหลือเพิ่มเติมนั้น  รัฐบาลได้เตรียมมาตรการช่วยค่าครองชีพอื่นๆ ควบคู่กันไปด้วย เช่น มาตรการช่วยค่าไฟฟ้า โดยกระทรวงพลังงานเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี และคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ลดค่าไฟสำหรับผู้ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยกว่า 14 ล้านครัวเรือน สำหรับประชาชนที่ใช้เกิน 200 หน่วยนั้น จะพยายามลดเรต 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาท ซึ่งรัฐบาลพยายามปรับโครงสร้างราคาให้เป็นขั้นบันได คือ ยิ่งใช้น้อย เรตราคาค่าไฟก็จะต่ำ หากใช้มาก เรตค่าไฟก็จะแพง  

สำหรับประชาชนที่ใช้ไฟเกิน 200 หน่วย อาจพิจารณาการติดโซลาร์เซลล์ ซึ่งรัฐบาลจะมีสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การลดหย่อนภาษี และรับซื้อไฟที่ผลิตเกิน รวมถึงการลดขั้นตอนต่างๆ  นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังเร่งรัดมาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส”  ซึ่งเพิ่มเติม “คนละครึ่ง พลัส“ ให้มากยิ่งขึ้น โดยคาดว่า จะเริ่มใช้จ่ายได้ภายในเดือนมิถุนายน  นี้

“ผลโพลต่างๆ ถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการติดตามเสียงสะท้อนของประชาชน รัฐบาลพร้อมนำทุกความเห็นมาร่วมออกแบบและกำหนดนโยบายสาธารณะ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ประชาชน  สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ  พร้อมๆ ปรับโครงสร้างประเทศในระยะยาว ” นางสาวรัชดา กล่าว