เปิดยอดผู้สมัครชิง ผู้ว่าฯกทม.-สก. วันแรก เขตคลองสามวา มากสุด 10 คน

เปิดยอดผู้สมัครชิง ผู้ว่าฯกทม.-สก. วันแรก เขตคลองสามวา มากสุด 10 คน

เปิดยอดผู้สมัครชิง ผู้ว่าฯกทม.-สก. วันแรก เขตคลองสามวา มากสุด 10 คน

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.37 น.

ยอดสมัครชิงผู้ว่าฯกทม. วันแรก 16 คน / ส.ก. 50 เขต รวม 241 คน ”เขตคลองสามวา“ มากสุด 10 คน ปลัดกทม. เผยภาพรวมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย 

เวลา 13.00 น. วันที่ 28 พ.ค. บรรยากาศการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(ผู้ว่าฯกทม.) ในช่วงบ่าย ในส่วนของผู้ว่าฯ กทม. มีผู้สมัครเพิ่มอีก 2 คน ได้แก่ นายโอฬาร ตั้งตราตระกูล หมายเลข 15 และ นางสาวศรีรัฎน์ ช่างเพ็ชร หมายเลข 16

ในเวลา 16.30 น. นายณรงค์ เรืองศรี ปลัดกรุงเทพมหานคร ในฐานะผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร (ผอ.กกต.ทถ.กทม.) ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ โดยมี นางวรญาณี กลิ่นหอมหวล ผู้อำนวยการสำนักปกครองและทะเบียน สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร ร่วมตรวจเยี่ยม

นายณรงค์ กล่าวว่า ภาพรวมการเปิดรับสมัครส.ก.และผู้ว่าฯ กทม.วันแรก เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ในส่วนของผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. รวมทั้งสิ้น 16 คน ดังนี้ ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี หมายเลข 1 นายสมัย ละเลิศ หมายเลข 2 นายพงษ์ศักดิ์ พัวพรพงษ์ หมายเลข 3 นายประทีป วัชรโชคเกษม หมายเลข 4 นายอนุชา บูรพชัยศรี พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 นายพิศาล กิตติเยาวมาลย์ หมายเลข 6 นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ กลุ่มกรุงเทพบินได้ หมายเลข 7 นายวีรพจน์ ลือประสิทธิ์สกุล หมายเลข 8 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ หมายเลข 9 นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร พรรคประชาชน หมายเลข 10 นายประยูร ครองยศ หมายเลข 11 พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช พรรคเศรษฐกิจ หมายเลข 12 นายคมสัน พันธุ์วิชาติกุล หมายเลข 13 นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข หมายเลข14 นายโอฬาร ตั้งตราตระกูล หมายเลข 15 นางสาวศรีรัฏน์ ช่างเพ็ชร หมายเลข 16

ส่วนผู้สมัครส.ก. ทั้ง 50 เขต มีจำนวนทั้งสิ้น 241 คน ดังนี้ 1.เขตคลองเตย 2 คน 2.คลองสาน 5 คน 3.คลองสามวา 10 คน 4.คันนายาว 9 คน 5.จตุจักร 4 คน 6.จอมทอง 4 คน 7.ดอนเมือง 5 คน 8.ดินแดง 5 คน 9.ดุสิต 4 คน 10.ตลิ่งชัน 4 คน 11.ทวีวัฒนา 5 คน 12.ทุ่งครุ 5 คน 13.ธนบุรี 5 คน 14.บางกอกน้อย 4 คน 15.บางกอกใหญ่ 3 คน 16.บางกะปิ 5 คน 17.บางขุนเทียน 4 คน 18.บางเขน 4 คน 19.บางคอแหลม 5 คน 20.บางแค 4 คน 21.บางซื่อ 5 คน 22.บางนา 4 คน 23.บางบอน 5 คน 24.บางพลัด 4 คน 25.บางรัก 4 คน 26.บึงกุ่ม 6 คน 27.ปทุมวัน 4 คน 28.ประเวศ 5 คน 29.ป้อมปราบศัตรูพ่าย 3 คน 30.พญาไท 7 คน 31.พระโขนง 5 คน 32.พระนคร 5 คน 33.ภาษีเจริญ 7 คน 34.มีนบุรี 4 คน 35.ยานนาวา 7 คน 36.ราชเทวี 4 คน 37.ราษฎร์บูรณะ 5 คน 38.ลาดกระบัง 6 คน 39.ลาดพร้าว 4 คน 40.วังทองหลาง 5 คน 41.วัฒนา 5 คน 42.สวนหลวง 5 คน 43.สะพานสูง 4 คน 44.สัมพันธวงศ์ 3 คน 45.สาทร 5 คน 46.สายไหม 5 คน 47.หนองแขม 5 คน 48.หนองจอก 4 คน 49.หลักสี่ 5 คน 50.ห้วยขวาง 5 คน 

ทั้งนี้ กทม.ยังคงเปิดรับสมัครเลือกตั้ง ส.ก.และ ผู้ว่าฯกทม. จนถึงวันที่ 1 มิ.ย.69 เวลา 08.30 – 16.30 น. ณ ห้องบางกอก ชั้นB2 อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง 

สำหรับผู้ประสงค์สมัครรับเลือกตั้งส.ก.และผู้ว่าฯกทม. ขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติและจัดเตรียมเอกสารประกอบการสมัครให้ครบถ้วนก่อนวันสมัคร โดยผู้สมัครสมาชิก ส.ก. ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปี และไม่จำกัดวุฒิการศึกษา ส่วนผู้สมัคร ผู้ว่าฯกทม.  ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 35 ปี และสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า ทั้งนี้ ผู้สมัครทั้งสองประเภทต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตกรุงเทพมหานครติดต่อกันไม่น้อยกว่า 1 ปี นับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง และต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่น

หลักฐานสำคัญที่ใช้ประกอบการสมัคร ได้แก่ ใบสมัครรับเลือกตั้ง รูปถ่าย สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน ใบรับรองแพทย์ รวมถึงหลักฐานการศึกษาในกรณีสมัครผู้ว่าฯกทม. และหลักฐานการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาย้อนหลัง 3 ปี หรือหนังสือยืนยันกรณีไม่ได้เสียภาษี โดยค่าธรรมเนียมการสมัครสมาชิกส.ก. จำนวน 10,000 บาท และผู้ว่าฯกทม. จำนวน 50,000 บาท

อย่างไรก็ตามขอเน้นย้ำให้ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ก.และผู้ว่าฯกทม.ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การจัดทำและติดป้ายหาเสียงอย่างเคร่งครัด โดยประกาศหาเสียง ต้องมีขนาดไม่เกิน 30 x 42 เซนติเมตร จัดทำได้ไม่เกิน 10 เท่าของจำนวนหน่วยเลือกตั้งในเขตเลือกตั้ง และปิดได้เฉพาะป้ายปิดประกาศของสำนักงานเขต โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร และหน่วยงานสังกัดกรุงเทพมหานครที่กำหนดไว้แห่งละ 1 แผ่นเท่านั้น โดยต้องแจ้งหัวหน้าหน่วยงานก่อนทุกครั้ง ส่วนแผ่นป้ายหาเสียงต้องมีขนาดไม่เกิน 130 x 245 เซนติเมตร และจัดทำได้ไม่เกิน 5 เท่าของจำนวนหน่วยเลือกตั้งในเขตเลือกตั้ง

ทั้งนี้ ห้ามมิให้ผู้สมัครปิดประกาศหรือติดแผ่นป้ายนอกเขตเลือกตั้งที่ตนสมัครโดยเด็ดขาด รวมถึงห้ามติดตั้งแผ่นป้ายในจุดที่กีดขวางการจราจร บดบังทัศนวิสัย หรือติดตั้งบนพื้นที่ต้องห้าม เช่น ผิวการจราจร เกาะกลางถนน สะพานลอย ป้ายหรือสัญญาณไฟจราจร รั้วหรือผนังอาคารของทางราชการ ศาลาที่พักผู้โดยสารและบริเวณโดยรอบภายในระยะ 10 เมตร สวนสาธารณะ วงเวียน ถนนโดยรอบพระบรมมหาราชวัง ถนนโดยรอบพระราชวังสวนจิตรลดา ลานพระบรมรูปทรงม้า ถนนราชดำเนินนอก ถนนราชดำเนินกลาง และถนนราชดำเนินใน เป็นต้น โดยกรณีกำหนดเป็นถนน ให้หมายความรวมถึงซอยที่แยกจากถนนดังกล่าวด้วย ซึ่งการติดประกาศในซอยจะต้องมีระยะห่างจากปากซอยไม่น้อยกว่า 10 เมตร หากพบการฝ่าฝืนหรือไม่แก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนด เจ้าหน้าที่มีอำนาจรื้อถอนได้ทันที โดยผู้สมัครจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย และอาจถูกนำไปเป็นเหตุในการสืบสวนหรือไต่สวนตามระเบียบของคณะกรรมการการเลือกตั้งต่อไป

ประชาธิปัตย์ ซัด แลนด์บริดจ์ ขายฝัน-ไม่คุ้มทุน แถมยังใจแคบ ส่งสัญญาณคว่ำตั้ง กมธ.

ประชาธิปัตย์ ซัด แลนด์บริดจ์ ขายฝัน-ไม่คุ้มทุน แถมยังใจแคบ ส่งสัญญาณคว่ำตั้ง กมธ.

ประชาธิปัตย์ ซัด แลนด์บริดจ์ ขายฝัน-ไม่คุ้มทุน แถมยังใจแคบ ส่งสัญญาณคว่ำตั้ง กมธ.

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.29 น.

ใจแคบไปนิด! ’กรณ์‘ ชิงปูด ’ซีกรัฐบาล‘ ส่งสัญญาณขวางตั้ง ’กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์‘ ด้าน ‘อภิสิทธิ์’ อัด ‘ขายฝัน-ไม่คุ้มทุน’ ลั่นใต้ไม่ใช่ ‘ทางผ่านเรือต่างชาติ-ซื้อชายที่ดิน’ แต่ต้องการโครงสร้างพื้นฐานอุ้มช่วยเกษตรกรเชื่อมโลก ชี้เอางบฯมาใช้พัฒนา ‘มอเตอร์เวย์’ ได้ยันชายแดน

วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 15.30 น. ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นำแถลงภายหลังเสนอญัตติด่วน เรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาปัญหาการดำเนินงานโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์)ว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ค้านโครงการแลนด์บริดจ์  เพราะไม่ได้มองแค่เรื่องความไม่คุ้มทุน  หรือไม่ต้องการให้ภาคใต้พัฒนา แต่พรรคประชาธิปัตย์มองว่าด้วยเงินลงทุนจำนวนเดียวกันหรือน้อยกว่าด้วยซ้ำ พี่น้องชาวใต้สามารถมีมอเตอร์เวย์ที่วิ่งตั้งแต่กรุงเทพฯไปถึงชายแดน  มีรถไฟรางคู่ที่เป็นระบบไฟฟ้า เชื่อมโยงกับมาเลเซียได้ สามารถที่จะขยายเครือข่ายทั้งถนน ราง ในแนวขวางของภาคใต้ พัฒนาท่าเรือสองฝั่งเพื่อรองรับสินค้าของคนใต้ได้  

“เพราะฉะนั้นสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์อยากย้ำ คือผู้ที่จะพยายามสนับสนุนหรือผู้ที่คัดค้านไม่ต้องการเห็นความเจริญ เป็นเรื่องตรงกันข้าม  เรามองว่าภาคใต้ไม่ใช่แค่ทางผ่านสำหรับเรือต่างชาติ ไม่ใช่แค่การสร้างโอกาสสำหรับคนขายที่ดินในบริเวณนั้น แต่ภาคใต้ต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องมาช่วยเกษตรกรและผู้ผลิตที่สามารถเชื่อมกับโลกเชื่อมกับประเทศเพื่อนบ้านได้ตามแนวทางที่เราเสนอ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว

ด้านนายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้เสนอญัตติกล่าวว่า ตนได้แสดงความเห็น เรื่องความคุ้มค่า โดยเฉพาะความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ในเรื่องของแลนด์บริดจ์เป็นเรื่องการขายฝัน มันเป็นไปไม่ได้ จะไม่มีการประหยัดในแง่ของเวลา หรือต้นทุน หรือบริษัทเดินเรือที่จะมาใช้แลนด์บริดจ์แทนที่จะวิ่งผ่านช่องแคบมะละกา ตามที่รัฐบาลอ้างไว้ เมื่อตัวเลขมีความชัดเจน มีตัวฟ้องว่าโครงการนี้ไม่คุ้มทุน ยิ่งเป็นเหตุผลว่าไม่ควรมีการดำเนินการ เพราะผลกระทบในด้านอื่นๆ หนักหนาสาหัสมาก ไม่ว่าจะเป็นสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ ความมั่นคง วิถีชีวิตชาวบ้าน เหล่านี้เกือบคำนวณออกมาเป็นเม็ดเงินไม่ได้ จึงถือเป็นภาระที่เราต้องต่อสู้เพื่อนำข้อมูลข้อเท็จจริงสู่ประชาชน สำหรับสาเหตุที่มีการเสนอญัตติ เพื่อขอให้มีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมา เพื่อให้สส.ที่ประชาชนเลือกมา มีโอกาสได้ร่วมพิจารณา ร่วมติดตาม และเสนอแนะแนวความคิดจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากการศึกษาของเราต่อรัฐบาล แต่ตนได้รับสัญญาณจากฝั่งรัฐบาลมาว่าจะไม่ยอมให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯขึ้นมา พูดตามตรง ตนมองว่าใจแคบไปนิด

นายกรณ์ กล่าวต่อว่า วันนี้นายกรัฐมนตรีก็มีการจัดตั้งคณะกรรมการศึกษาเรื่องนี้เพิ่มเติม โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เป็นประธาน ตนไม่เห็นว่าเป็นภาระเพิ่มเติมต่องบประมาณหรือต่อใคร ในการเปิดโอกาสให้พวกเราที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ศึกษาข้อมูลชุดเดียวกัน บวกกับข้อมูลอื่นที่หาได้คู่ขนานกันไปกับคณะกรรมการของรัฐบาล จะได้มีความครบถ้วน และโครงการแบบนี้สุดท้ายถ้าจะตัดสินใจเดินหน้า มันต้องมีความสมานฉันท์ มีการยอมรับในระดับหนึ่งในสังคม อาจไม่เห็นด้วยทุกคน แต่ก็มีกระบวนการที่ชอบธรรมและโปร่งใสเกิดขึ้น แต่วันนี้มันไม่ใช่ เพราะฉะนั้น จะไปหวังว่าจะใช้อำนาจอย่างเดียวในการผลักดันโครงการ โดยไม่ใส่ใจกับความรู้สึกหรือความคิดของประชาชน มีแต่จะเกิดความขัดแย้ง ตามที่ปรากฏหลายกรณีแล้วด้วยเรื่องแลนด์บริดจ์ในภาคใต้ จึงอยากขอให้ทางรัฐบาลทบทวนตั้ง กมธ. เพราะสุดท้ายท่านก็เป็นผู้ตัดสินใจอยู่ดี แต่อย่างน้อยความชอบธรรมในกระบวนการจะมีมากขึ้น

ขณะที่นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การประเมินความคุ้มค่าของสภาพัฒน์ และ สนข. มีความต่างกัน แต่สิ่งที่ยังไม่มีการศึกษาคือผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมโดยตรง เพราะในรายงานของ สนข. มีการพูดถึงงบประมาณในการเยียวยาด้านสิ่งแวดล้อมอยู่ที่ 16,000 ล้านบาท ในขณะที่เรากำลังสูญเสียโอกาสอย่างใหญ่หลวง เพราะเป็นพื้นที่ที่องค์การยูเนสโก ให้ความสำคัญในเรื่องการท่องเที่ยว และความหลากหลายทางชีวภาพที่ประเมินค่าไม่ได้ เมื่อเทียบกับความอ่อนไหวทางสภาพภูมิอากาศในวันนี้ ดังนั้นเราจำเป็นต้องมีการตั้งคณะกรรมธิการวิสามัญเพื่อจะดูให้รอบด้าน จะมองแค่เม็ดเงินในปัจจุบันตามหลักเศรษฐศาสตร์ไม่ได้แล้ว

สนาม สก. คึกคัก สุชัย คว้าเบอร์ 1 ลั่น พร้อมลุยงาน พึ่งพาได้เหมือนเดิม

สนาม สก. คึกคัก สุชัย คว้าเบอร์ 1 ลั่น พร้อมลุยงาน พึ่งพาได้เหมือนเดิม

สนาม สก. คึกคัก สุชัย คว้าเบอร์ 1 ลั่น พร้อมลุยงาน พึ่งพาได้เหมือนเดิม

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.18 น.

เลือกตั้ง สก.คลองเตยคึกคัก “สุชัย พงษ์เพียรชอบ” คว้าเบอร์ 1 พร้อมลุย “ทำงานจริง ลงพื้นที่จริง ชัดเจน จริงใจ พึ่งพาได้” กองเชียร์ล้นหลาม

เมื่อวันที่ 28 พ.ค.69 เวลา 07.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศการรับสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ณ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 (ดินแดง) เป็นไปด้วยความคึกคัก โดยนายสุชัย พงษ์เพียรชอบ หรือ ต่าย ผู้สมัคร สก. เขตคลองเตย สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ได้เดินทางมาถึงพร้อมกับคณะผู้บริหารพรรค และผู้สมัครทุกคน

สุชัย พงษ์เพียรชอบ

โดยปรากฎว่า นายสุชัย ได้เป็นผู้สมัครเบอร์ 1 จากนั้น ได้เดินพบปะพ่อแม่พึ่น้องชาวคลองเตย ที่มารอให้กำลังใจ และเข้ามาคล้องพวงมาลัยพรัอมถ่ายภาพร่วมกัน เป็นจำนวนมาก บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก

“ผมขอขอบคุณพ่อแม่พี่น้องชาวคลองเตยทุกท่าน ที่มาให้กำลังใจ วันนี้ผมขออาสา ลงสมัครอีกครั้ง เพื่อสานงานต่อที่เริ่มไว้ และดูแลพัฒนาคลองเตยให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ผมพร้อมลุย ทำงานจริง ลงพื้นที่จริง ชัดเจน จริงใจ พึ่งพาได้เหมือนเดิมครับ“ นายสุชัย กล่าว

สุชัย พงษ์เพียรชอบ
สุชัย พงษ์เพียรชอบ
สุชัย พงษ์เพียรชอบ
สุชัย พงษ์เพียรชอบ
สุชัย พงษ์เพียรชอบ

ทักษิณ ยิ้มแย้มรายงานตัวคุมประพฤติ ครั้งที่ 1 ทักทายสื่อ บอกสุขภาพดีตามประสาคนแก่

ทักษิณ ยิ้มแย้มรายงานตัวคุมประพฤติ ครั้งที่ 1 ทักทายสื่อ  บอกสุขภาพดีตามประสาคนแก่

ทักษิณ ยิ้มแย้มรายงานตัวคุมประพฤติ ครั้งที่ 1 ทักทายสื่อ บอกสุขภาพดีตามประสาคนแก่

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.12 น.

“ทักษิณ”ยิ้มแย้ม รายงานตัวพักโทษคุมประพฤติครั้งแรก หลังเลื่อนนัดจาก 25 พ.ค. ยังคงติดกำไล EM ข้อเท้าซ้าย พร้อมทักทายสื่อ บอกไม่มีอะไร ดีๆ ก่อนใช้เวลารายงานตัว 10 นาที พบ “รองอธิบดีกรมคุมประพฤติ” เผยความรู้สึกหลังรายงานตัวเสร็จ “ตามประสาคนแก่ วันนี้ถือเป็น Formality“ 

วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 เวลา 14.09 น. ที่สำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 ถนนวังหลัง แขวงบ้านช่างหล่อ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาด้วยรถยนต์ส่วนบุคคล ยี่ห้อ Mercedes-Maybach S 580 e (เมอร์เซเดส-มายบัค) สีทูโทน ทะเบียน พท 4444 กรุงเทพมหานคร เพื่อเข้าพบพนักงานคุมประพฤติ รายงานตัวคุมประพฤติครั้งที่ 1 ภายหลังจากที่ได้พักโทษคุมประพฤติไปเมื่อวันที่ 11 พ.ค.69 ที่ผ่านมา ซึ่งเดิมทีแรก นายทักษิณ จะต้องรายงานตัวคุมประพฤติเมื่อวันที่ 25 พ.ค.69 แต่ได้มีการแจ้งขอเลื่อนมาเป็นวันที่ 28 พ.ค.69 ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวสังเกตว่าเมื่อนายทักษิณมาถึง นายทักษิณสวมเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีขาว กางเกงยีนส์สีกรมท่า รองเท้าหนังหุ้มส้นสีดำ มีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ยกมือไหว้สื่อมวลชน โดยมีนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของนายทักษิณ เดินทางมาด้วย ซึ่งผู้สื่อข่าวสังเกตด้วยว่าที่บริเวณข้อเท้าข้างซ้ายของนายทักษิณยังคงมีการสวมกำไล EM ดังเดิม

และเมื่อผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามนายทักษิณว่าเป็นอย่างไรบ้าง สุขภาพเป็นอย่างไรบ้างนั้น นายทักษิณได้ยิ้มแย้มและตอบผู้สื่อข่าวว่า “ดี ๆ ไม่มีอะไร“ ก่อนที่นายทักษิณและทนายวิญญัติได้เดินขึ้นอาคารสำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 เพื่อไปรายงานตัวครั้งที่ 1 กับเจ้าพนักงานคุมประพฤติ อย่างไรก็ดี ผู้สื่อข่าวสังเกตว่าเมื่อช่วงเวลา 13.30 น. ที่ผ่านมา ได้มีรถยนต์ส่วนตัวของนายสิทธิ สุธีวงศ์ รองอธิบดีกรมคุมประพฤติ ได้ขับเข้ามาภายในสำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 เพื่อรอรับรายงานตัวอดีตนายกฯ

ต่อมาเวลา 14.19 น. ผ่านไปเพียง 10 นาที นายทักษิณ และทนายวิญญัติ ได้เดินลงจากอาคารสำนักงานคุมประพฤติฯ โดยนายทักษิณได้สวมกอดและขอบคุณคนเสื้อแดง พร้อมพูดคุยเล็กน้อยที่ได้เดินทางมาให้กำลังใจตั้งแต่ช่วงเช้า จากนั้นนายทักษิณได้หันมาพูดคุยกับทนายวิญญัติสั้น ๆ ก่อนที่ผู้สื่อข่าวจะสอบถามว่าการรายงานตัววันนี้เป็นอย่างไรบ้างเนื่องจากไม่ได้เจอถึง 17 วัน โดยนายทักษิณได้ยิ้มและตอบว่า ตามประสาคนแก่ แต่เมื่อถามว่าการรายงานตัววันแรกเป็นไปด้วยดีหรือไม่นั้น นายทักษิณได้ตอบว่า วันนี้ก็ไม่มีอะไร ถือเป็น formality (พิธีการ) ก่อนที่จะขึ้นรถยนต์ส่วนตัวและเดินทางกลับออกจากสำนักงานคุมประพฤติฯ 

ผู้ว่าฯ สตง. แจงสภาฯ คืบหน้าปม ตึก สตง.ถล่ม ศาลนัดสืบพยานปากแรก 2 มิ.ย.นี้

ผู้ว่าฯ สตง. แจงสภาฯ คืบหน้าปม ตึก สตง.ถล่ม ศาลนัดสืบพยานปากแรก 2 มิ.ย.นี้

ผู้ว่าฯ สตง. แจงสภาฯ คืบหน้าปม ตึก สตง.ถล่ม ศาลนัดสืบพยานปากแรก 2 มิ.ย.นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.04 น.

‘ผู้ว่า สตง.’ แจงคืบหน้าสภาฯ  2 มิ.ย.นี้ ศาลนัดสืบพยานปากแรกคดี ’ตึก สตง.ถล่ม‘ 

วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 15.00 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณารับทราบประกาศคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน เรื่อง นโยบายการตรวจเงินแผ่นดิน ประจำปี 2569 โดยนายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าการการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) ชี้แจงต่อสภาฯวาระหลังจากที่มี สส.อภิปรายซักถามต่อประเด็นตึกสตง.ถล่ม ว่า หลังเหตุการณ์ตึกถล่มเกิดขึ้น ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ  และแถลงผลการตรวจสอบ เมื่อ 30 มิ.ย. 68 ว่าเหตุที่ตึกถล่มเพราะการออกแบบที่ผิดพลาด และบริษัทที่ก่อสร้างนั้นก่อสร้างไม่เป็นไปตามแบบ จากนั้นได้ส่งเรื่องให้พนักงานสืบสวนดำเนินการไต่สวน และส่งอัยการส่งฟ้องบริษัทออกแบบ บริษัทก่อสร้าง และบริษัทจ้างควบคุมงาน รวม 23 ราย เมื่อ7 ส.ค. 68 แล้ว และศาลได้นัดสืบพยานปากแรกในวันที่ 2 มิ.ย.นี้  จึงเป็นความคืบหน้าของกรณีดังกล่าว 

‘สุจินต์’รับสนองฯ เป็นผู้ตรวจการฯคนใหม่ ดันแก้ระบบร้องทุกข์รูปแบบเดียวทั่วปท.

'สุจินต์'รับสนองฯ เป็นผู้ตรวจการฯคนใหม่ ดันแก้ระบบร้องทุกข์รูปแบบเดียวทั่วปท.

‘สุจินต์’รับสนองฯ เป็นผู้ตรวจการฯคนใหม่ ดันแก้ระบบร้องทุกข์รูปแบบเดียวทั่วปท.

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.27 น.

“สุจินต์ ไชยชุมศักดิ์” รับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ เป็นผู้ตรวจการแผ่นดินคนใหม่ เน้นย้ำการทำงานร่วมกัน เตรียมดันแก้ระบบร้องทุกข์เป็นรูปแบบเดียวทั่วประเทศ และเตรียมหารือหน่วยงานรัฐ นำเรื่องร้องเรียน 5,000 เรื่อง มาวิเคราะห์ทำ Quick Win แก้ปัญหา

เมื่อวันที่ 28 พ.ค.2569 ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน จัดพิธีรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งให้นายสุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยมีนายทรงศัก สายเชื้อ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน และพลตำรวจเอก สรายุทธ สงวนโภคัย ผู้ตรวจการแผ่นดิน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารข้าราชการสำนักงานผู้ตรวจการประเด็นเข้าร่วมพิธี

นางสาวคมขวัญ กาญจนกุญชร รองเลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน รักษาการแทนเลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เชิญพระบรมราชโองการวางหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และนายเมธี มั่นคง รองเลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน อ่านประกาศพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง จากนั้นนายสุจินต์ เปิดกรวยดอกไม้ถวายราชสักการะ และถวายบังคมต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเดินทางเข้าสักการะพระพรหมเจ้าที่ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำศูนย์ราชการ เพื่อความเป็นสิริมงคลก่อนเข้าทำงาน

นายสุจินต์ ได้เน้นย้ำถึงแนวทางการทำงานในหน้าที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยจะยึดประชาชนเป็นกลางกลาง มีความเที่ยงธรรม เป็นกลางและโปร่งใสขับเคลื่อนการทำงานในเชิงระบบและทำงานเชิงรุกและบูรณาการร่วมกัน เพราะความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐและกฎหมายเป็นงานหลักของผู้ตรวจฯ การแก้ปัญหาจะต้องใช้การทำงานเป็นทีมของผู้ตรวจการแผ่นดินทั้ง 3 คน และสำนักงานต้องทำงานเป็นหนึ่งเดียวกัน ต้องมีวิสัยทัศน์และเป้าหมายไปในทิศทางเดียวกัน ส่วนการแก้ไขความเดือดร้อน หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องต้องปรับเปลี่ยนช่องทางหรือกลไกร้องทุกข์ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ง่าย หน่วยงานรัฐเข้าใจ มีการใช้เอไอเข้ามาช่วยให้รูปแบบการร้องเรียนเป็นแบบเดียวกัน

ขณะที่การแก้ไขปัญหาจะต้องแก้เชิงระบบ โดยจะต้องนำอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานรัฐตามมาตรา 5 ของรัฐธรรมนูญ และเรื่องร้องเรียนมาวิเคราะห์แยกปัญหา สามารถทำให้ปัญหาลดลงได้ ตนในฐานะที่เคยเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด เห็นปัญหาเรื่องร้องเรียนของประชาชนที่อาศัยบ้านจัดสรรส่วนมาก คือโรงจอดรถทรุด เพราะไม่ตอกเสาเข็ม เป็นภาระให้ประชาชนต้องจ่ายค่าซ่อมแซมสูง จึงได้มีการพูดคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกกฎหมายควบคุมบังคับให้บริษัทรับสร้างบ้านทั่วประเทศ เพื่อไม่ให้เกิดซ้ำ ทั้งนี้ปัญหาเชิงระบบจะต้องนำเรื่องร้องเรียนกว่า 5,000 เรื่องมาวิเคราะห์ว่าเรื่องใดจะสามารถทำเป็น Quick Win โดยผู้ตรวจการแผ่นดินที่ดูแลเรื่องกฎระเบียบสามารถพูดคุยกับหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องและวางแนวทางการขับเคลื่อนร่วมกัน จากนี้ก็จะหารือการทำงานร่วมกับผู้ตรวจการแผ่นดินอีก 2 คน

ส่วนอีกหนึ่งปัญหาโครงสร้างเชิงระบบคือนอมินีที่มีชาวต่างชาติเข้ามาถือครองที่ดินและพื้นที่การเกษตร มีแนวคิดในการผลักดันเรื่องนี้อย่างไร นายสุจินต์กล่าวว่า ปัญหานอมินีเกี่ยวพันกับกฎหมายหลายฉบับ เช่น กรณีการได้สัญชาติ หรือการถือครองที่ดิน เมื่อวานที่ผ่านมาก็ได้มีการหารือร่วมกับหน่วยงานมหาดไทย เมื่อตรวจสอบเรื่องของการถือครองที่ดิน ก็พบว่ามีการแปลงสัญชาติมาอย่างถูกต้อง ได้รับสัญชาติ ดังนั้น จึงจะต้องไปดูกระบวนการหรือกลไกของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ส่วนตัวคิดว่าเป็นปัญหาใหญ่ หากไปดูต้นทางของปัญหาจริงๆ ว่ากระบวนการเป็นอย่างไรต้องเป็นความร่วมมือของหลายๆหน่วยงาน ซึ่งผู้ตรวจการแผ่นดินจะทำหน้าที่ประสานส่วนราชการ รวมถึงปัญหาที่ได้รับเรื่องร้องเรียนมาวิเคราะห์ และเสนอแนะให้แก้กฎหมายในเชิงระบบเพื่อป้องกันการถือครองหรือการเป็นนอมินีไม่สามารถทำได้ง่าย เพื่อไม่ให้ต้องมาแก้ไขปัญหาในภายหลัง

ในฐานะที่ทำงานร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่น รับทราบถึงปัญหาจะมีการประสานเพื่อปิดช่องว่างอย่างไร นายสุจินต์ กล่าวว่า สิ่งแรกที่ต้องดูคือการได้มาซึ่งสัญชาติ ต้องกลับไปดูที่สำนักทะเบียน ซึ่งมีกฎระเบียบบังคับอยู่แล้ว แต่ต้องดูว่ากฎหมายเป็นจุดอ่อนหรือไม่ เพราะเมื่อได้รับสัญชาติก็จะมีในเรื่องของการถือครองที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ ก็สามารถทำได้หมด หรืออาจจะเกี่ยวพันไปถึงเรื่องของการสมรส โดยเรื่องนี้ไม่ถือว่าซับซ้อนแต่ต้องดูรายละเอียดและหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยอมรับว่าเรื่องนี้กระทบต่อประเทศไทยมาก โดยเฉพาะภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบันที่เกิดการเคลื่อนย้ายของประชากรทั่วโลกและเกิดความขัดแย้งในพื้นที่ต่างๆ ย้ำว่าจำเป็นต้องหาข้อสรุปให้ได้เร็วๆรวมถึงการปรับปรุงระเบียบกฎหมายเพื่อให้การถือครองลดลงให้ได้

ส่วนการประสานความร่วมมือกับรัฐบาลนั้นเชื่อว่าเมื่อได้มีการประสานและได้ทำความเข้าใจกัน ซึ่งรัฐบาลก็มีเรื่องดีๆในการดูแลประชาชน ผู้ตรวจการแผ่นดินก็จะเสริมเติมเต็มและหารือกัน และทำให้รัฐบาลมองเห็นภาพการร้องทุกข์ ที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

เติมพลังใจ! ‘รอมฎอน’ แชะภาพคู่ ส่งกำลังใจให้ ‘ฐปณีย์’ ชาวเน็ตแห่คอมเมนต์

เติมพลังใจ! ‘รอมฎอน’ แชะภาพคู่ ส่งกำลังใจให้ ‘ฐปณีย์’ ชาวเน็ตแห่คอมเมนต์

เติมพลังใจ! ‘รอมฎอน’ แชะภาพคู่ ส่งกำลังใจให้ ‘ฐปณีย์’ ชาวเน็ตแห่คอมเมนต์

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.22 น.

วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 นาย รอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ภาพคู่กับ แยม-ฐปณีย์ เอียดศรีไชย พร้อมข้อความ ระบุว่า  เติมกำลังพลังใจให้กันและกันครับ แต่ละคนมีบทบาทและหน้าที่ต่างกัน เราต่างรู้ว่าตนเองกำลังทำอะไรและเพื่ออะไรอยู่ เชื่อมั่นในการทำงานที่ซื่อตรงของพี่แยมเสมอมาครับ 

บันทึกไว้หน่อยหลังวงประชุม กมธ.พัฒนาการเมืองฯ ที่พิจารณาเรื่อง #ไอโอ #ปฏิบัติการข่าวสาร และการเผยแพร่ #ความเกลียดชัง อำนาจรัฐต้องไม่บ่อนทำลายประชาชน (และผู้บังคับบัญชา) ของตนเอง!

ด่วน!นายกฯสั่งถอนวาระ ตั้ง หมอคดีชั้น 14 นั่งผู้ช่วย ผบ.ตร.

ด่วน!นายกฯสั่งถอนวาระ ตั้ง หมอคดีชั้น 14 นั่งผู้ช่วย ผบ.ตร.

ด่วน!นายกฯสั่งถอนวาระ ตั้ง หมอคดีชั้น 14 นั่งผู้ช่วย ผบ.ตร.

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.52 น.

28 พฤษภาคม 2569 จากกรณีคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) นัดประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ครั้งที่ 5/2569 ในวันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม 2569 เวลา 13.30 น. ณ ห้องประชุมศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีวาระการคัดเลือกแต่งตั้งข้าราชการตำรวจนอกวาระประจำปี จำนวน 2 ตำแหน่ง คือการเสนอแต่งตั้ง พล.ต.ท.ทวีศิลป์ เวชวิทารณ์ นายแพทย์ใหญ่ โรงพยาบาลตำรวจ ขึ้นดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) พร้อมทั้งเสนอโยกย้าย พล.ต.ท.ไพบูลย์ เจียมอนุกูลกิจ นายแพทย์ (สบ 8) รักษาราชการแทนนายแพทย์ใหญ่ โรงพยาบาลตำรวจ ไปดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ใหญ่ โรงพยาบาลตำรวจ 

ซึ่งประเด็นดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมอย่างมาก เนื่องจาก พล.ต.ท.ทวีศิลป์ เคยถูกแพทย์สภา ลงโทษพักใบอนุญาต จากกรณีเกี่ยวกับการเข้าพักรักษาตัวของ นายทักษิณ ชินวัตร ที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ 

ล่าสุด แนวหน้าออนไลน์ ได้รับการเปิดเผยจากแหล่งข่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน ก.ตร.ได้สั่งถอนวาระการแต่งตั้ง พล.ต.ท.ทวีศิลป์ ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้ช่วย ผบ.ตร.ออกไปแล้ว

อนึ่ง พล.ต.ท.ทวีศิลป์ จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน 2569

ร้องสอบ‘อธิบดีปกครอง’ เผยแชทไลน์อ้างเชื่อมโยงอุ้ม‘พรรคสีน้ำเงิน’

ร้องสอบ‘อธิบดีปกครอง’ เผยแชทไลน์อ้างเชื่อมโยงอุ้ม‘พรรคสีน้ำเงิน’

ร้องสอบ‘อธิบดีปกครอง’ เผยแชทไลน์อ้างเชื่อมโยงอุ้ม‘พรรคสีน้ำเงิน’

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.47 น.

28 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนาย อั๋นบุรีรัมย์ พร้อมด้วย นายเฉลิมพงศ์ แสงดี สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน ร่วมกันแถลงข่าวกรณีข้าราชการระดับสูงในกระทรวงมหาดไทยปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยนายภัทรพงศ์ กล่าวว่า ระบุว่า วันนี้เดินทางมาเป็นตัวแทนของ 2 ส่วน ได้แก่ กลุ่มของปลัดจังหวัดภูเก็ต และกลุ่มข้าราชการน้ำดีจากภาคใต้ เพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการ หลังเกิดกรณีคำสั่งย้าย 5 เสือฝ่ายปกครองจังหวัดภูเก็ต ไปช่วยราชการที่กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ประกอบด้วย 1.นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ปลัดจังหวัดภูเก็ต 2.นายศิวัชฐ์ ระวังกุล นายอำเภอเมืองภูเก็ต 3.นางวิไลลักษณ์ เรืองผล นายอำเภอถลาง 4.นายอัครพล สุทธิรักษ์ จิตต์สุภาพ นายอำเภอกะทู้ และ 5.ดนัย สุขสกุล ป้องกันจังหวัดภูเก็ต

นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้สังคมรับรู้ผ่านกระแสข่าวว่า การย้ายข้าราชการระดับสูงของจังหวัดภูเก็ตอาจเกี่ยวข้องกับการทุจริต รับส่วย หรือรับสินบน แต่เมื่อได้ตรวจสอบคำสั่งย้ายอย่างละเอียดกลับพบว่า ในเอกสารคำสั่งไม่ได้ระบุถึงการทุจริตหรือการกระทำผิดใดๆ เพียงแต่ใช้ข้อความว่า เพื่อประโยชน์ของทางราชการเท่านั้น จึงทำให้เกิดข้อสงสัยว่า แท้จริงแล้วการโยกย้ายดังกล่าวมีสาเหตุจากเรื่องทางการเมือง หรือเกี่ยวข้องกับเครือข่ายอำนาจบางกลุ่มหรือไม่  ทั้งนี้ ก่อนการเลือกตั้งที่ผ่านมา มีการโยกย้ายปลัดจังหวัดกว่า 40 จังหวัด จากทั้งหมด 76 จังหวัดทั่วประเทศ รวมถึงมีการย้ายนายอำเภอกว่า 203 อำเภอ จาก 787 อำเภอ ซึ่งบุคคลเหล่านี้ล้วนมีบทบาทสำคัญเกี่ยวข้องกับการจัดการเลือกตั้ง ทั้งการทำหน้าที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้ง การควบคุมหน่วยเลือกตั้ง การดูแลการพิมพ์บัตรเลือกตั้ง และการบริหารกลไกฝ่ายปกครองในพื้นที่ จึงตั้งข้อสังเกตว่า การโยกย้ายครั้งใหญ่ดังกล่าวอาจเป็นส่วนหนึ่งของเกมการเมืองเพื่อควบคุมกลไกการเลือกตั้งหรือไม่

นายภัทรพงศ์ ยังกล่าวถึงกระบวนการพิมพ์บัตรเลือกตั้ง ซึ่งพิมพ์โดยโรงพิมพ์อาสารักษาดินแดน กรมการปกครอง ซึ่งครั้งล่าสุดคือปี 2544 ทำให้เกิดคำถามถึงความโปร่งใสของกระบวนการทั้งหมด และมองว่าประเด็นสำคัญในวันนี้คือการตรวจสอบว่า มี เครือข่ายสีน้ำเงิน ใช้กลไกของรัฐเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมืองหรือไม่ ซึ่งตนมีหลักฐานเป็นข้อความสนทนาในแอปพลิเคชันไลน์ ซึ่งเมื่อทดลองค้นหาหมายเลขโทรศัพท์พบชื่อของ นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ก่อนย้ายมาเป็นอธิบดีกรมการปกครองในช่วงที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ซึ่งข้อความดังกล่าวเป็นการสื่อสารระหว่างอธิบดีกรมการปกครองกับ นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร อดีตปลัดจังหวัดภูเก็ตที่พึ่งถูกย้ายไปช่วยราชการยังกรมการปกครอง โดยเป็นการสนทนาในช่วงก่อนการเลือกตั้งประมาณ 10 วัน ซึ่งในบทสนทนามีการรายงานข้อมูลผลโพลการเลือกตั้งในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ว่าพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์มีคะแนนนิยมเท่าใด รวมถึงมีข้อความที่อ้างว่าอธิบดีกรมการปกครองขอให้ช่วยพรรคการเมืองสีน้ำเงินด้วย

นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า หากข้อความดังกล่าวเป็นเรื่องจริง ถือเป็นเรื่องร้ายแรง เพราะเป็นการสั่งการให้ข้าราชการเข้าไปช่วยเหลือพรรคการเมือง ทั้งที่ข้าราชการต้องวางตัวเป็นกลาง พร้อมตั้งคำถามว่า คิดได้อย่างไร ที่จะให้ฝ่ายปกครองเข้าไปเกี่ยวข้องกับการแข่งขันทางการเมือง โดยนายรุ่งเรืองตอบรับในลักษณะเอาตัวรอด แต่ท้ายที่สุดผลการเลือกตั้งในจังหวัดภูเก็ตกลับไม่มีผู้สมัครจากพรรคสีน้ำเงินได้รับเลือกตั้ง มีเพียงผู้แทนจากพรรคสีส้มและพรรคสีเขียวเท่านั้น จึงตั้งข้อสังเกตว่า เรื่องดังกล่าวอาจเป็นชนวนเหตุที่นำไปสู่การตรวจสอบย้อนหลังและการโยกย้ายข้าราชการในจังหวัดภูเก็ตหลังการเลือกตั้งหรือไม่ โดยบุคคลที่มีอำนาจกำกับดูแลฝ่ายปกครองทั่วประเทศ ทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน รวมถึงกระบวนการจัดการเลือกตั้ง คืออธิบดีกรมการปกครอง ดังนั้นหากมีการใช้อำนาจรัฐเพื่อประโยชน์ทางการเมืองจริง ย่อมส่งผลกระทบต่อความสุจริตเที่ยงธรรมของการเลือกตั้งที่ผ่านมา

นายภัทรพงศ์ กล้าวด้วยว่า นอกจากนี้ ตนเตรียมนำข้อมูลและหลักฐานทั้งหมดไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ในฐานะผู้ร้อง เพื่อขอให้ตรวจสอบและวินิจฉัยการเลือกตั้งที่ผ่านมา รวมถึงตรวจสอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยในวันนี้จะยื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการ เพื่อขอให้บรรจุเรื่องเข้าสู่วาระเร่งด่วน และเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับผู้ร้องเรียน ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มข้าราชการจากจังหวัดภูเก็ต ข้าราชการในพื้นที่ภาคใต้ และประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

ด้าน นายเฉลิมพงศ์ กล่าวว่า วันนี้เดินทางมารับเรื่องร้องเรียนจาก นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ปลัดจังหวัดภูเก็ต รวมถึงข้าราชการฝ่ายปกครองอีก 5 คน ประกอบด้วย นายอำเภอเมืองภูเก็ต นายอำเภอกะทู้ นายอำเภอถลาง และปลัดฝ่ายปกครองจังหวัดภูเก็ต ที่ถูกสั่งย้ายไปช่วยราชการที่กรมการปกครอง ทั้งนี้ สาเหตุสำคัญเกี่ยวข้องกับการดำเนินการตรวจสอบพื้นที่หาดบางเทา หาดฟรีดอม และหาดนุ้ย ซึ่งมีประเด็นเชื่อมโยงกับกลุ่มการเมือง ผู้มีอิทธิพล และรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตบางราย โดยมองว่า กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงระบอบสีน้ำเงินที่มีการใช้อำนาจผ่านกลไกฝ่ายปกครองทั่วประเทศ ทัเงนี้โครงสร้างครอบคลุมทั่วประเทศ ตั้งแต่ปลัดจังหวัดทั้ง 77 จังหวัด นายอำเภอ 887 อำเภอ กำนันผู้ใหญ่บ้านกว่า 7,255 ตำบล และผู้ใหญ่บ้านกว่า 75,668 หมู่บ้าน หากมีการสั่งการทางการเมืองจริง จะถือเป็นเรื่องอันตรายต่อระบอบประชาธิปไตย เพราะข้าราชการควรต้องวางตัวเป็นกลางในการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม มีการตั้งข้อสังเกตว่า ข้าราชการคนใดที่ไม่ปฏิบัติตามระบบของ สีน้ำเงิน อาจถูกโยกย้ายหรือถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง

“ขอเรียกร้องไปยังนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส ซื่อสัตย์สุจริต และให้ความเป็นธรรมกับข้าราชการและประชาชน รวมถึงตรวจสอบบุคคลที่อาจอยู่เบื้องหลังการใช้อิทธิพลในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต โดยเฉพาะกรณีการบุกรุกพื้นที่สาธารณะซึ่งอยู่ระหว่างกระบวนการดำเนินคดี” นายเฉลิมพงศ์ กล่าว

สส.ต้องไม่มีเอกสิทธิ์เหนือประชาชน หมอวรงค์ หนุนสภาฯโหวตส่งตัว ชนนพัฒฐ์ ให้ DSI

สส.ต้องไม่มีเอกสิทธิ์เหนือประชาชน หมอวรงค์ หนุนสภาฯโหวตส่งตัว ชนนพัฒฐ์ ให้ DSI

สส.ต้องไม่มีเอกสิทธิ์เหนือประชาชน หมอวรงค์ หนุนสภาฯโหวตส่งตัว ชนนพัฒฐ์ ให้ DSI

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.33 น.

วันนี้ 28พ.ค.2569 เมื่อเวลา14.30น. ที่รัฐสภา นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี แถลงถึงจุดยืนของพรรคไทยภักดีต่อกรณีการขอมติสภาผู้แทนราษฎร เพื่อส่งตัวนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม ให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ไปสอบสวนและแจ้งข้อกล่าวหาในคดีที่เกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ว่า เจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 125 แม้จะคุ้มครอง สส.ที่อยู่ในช่วงสมัยประชุมสภา ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญคือต้องไม่เป็นการกลั่นแกล้งกันทางการเมือง ดังนั้นการที่ดีเอสไอจะเชิญตัวนายชนนพัฒฐ์ไปสอบปากคำ เป็นการกลั่นแกล้งทางการเมืองหรือไม่ หรือ เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกระบวนการยุติธรรมของดีเอสไอ ตนเชื่อว่าทุกคนและสื่อมวลชนมีคำตอบอยู่ในใจอยู่แล้ว ว่าเรื่องนี้คือเหตุผลอะไร 

นพ.วรงค์ กล่าวต่อว่า ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ทุกพรรคการเมืองประกาศชัดเจน ว่าจะต่อต้านทุนเทา ดังนั้นตนขอถามไปยังเพื่อนสมาชิกที่ต้องตัดสินใจ ว่าการที่เพื่อนสส.คนหนึ่งเกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ รวมถึงความผิดฐานร่วมกันเป็นอั้งยี่ และองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ดังนั้นต้องถามว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับทุนเทาหรือไม่ หาก สส.ตัดสินใจผิดพลาด ประชาชนก็จะตั้งคำถามว่าปกป้องทุนเทาหรือไม่  และหากนายชนนพัฒฐ์ไม่ใช่สส. มีสิทธิ์ที่จะเลื่อนไม่ไปรายงานตัวต่อดีเอสไอหรือไม่ หากเราปล่อยให้สส.ใช้เอกสิทธิ์อย่างไม่เหมาะสม ประชาชนอาจจะมองว่าสส.ใช้เอกสิทธิ์มากเกินไป

วรงค์ เดชกิจวิกรม

“จุดยืนของพรรคไทยภักดียืนหยัดถึงความถูกต้องและยืนหยัดถึงความการต้องทำลายระบบเอกสิทธิ์ของ สส.ที่มากเกินกว่าประชาชน  และพรรคไทยภักดียังต้องการให้เห็นถึงการบังคับใช้กฎหมายที่เท่าเทียมกัน  จึงอยากจะเรียกร้องไปยังเพื่อนสมาชิกทุกคนในการตัดสินใจว่าพรรคไทยภักดีมีจุดยืนที่หากจะมีการโหวตควรโหวตและมีบทสรุปให้ดีเอสไอสามารถออกหนังสือเชิญตัวนายชนนพัฒฐ์ไปให้ปากคำได้” นพ.วรงค์ กล่าว

วรงค์ เดชกิจวิกรม
วรงค์ เดชกิจวิกรม