ชาวโลกสุดเศร้า ไม่อยากเชื่อเกิดเหตุกราดยิงในเมืองไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/614253

วันที่ 08 ก.พ. 2563 เวลา 22:43 น.

ชาวโลกสุดเศร้า ไม่อยากเชื่อเกิดเหตุกราดยิงในเมืองไทย

เป็นเรื่องผิดปกติสำหรับประเทศที่ผู้คนอ่อนโยนอย่างประเทศไทย ขอเอาใจช่วยตัวประกัน – หวังว่าพวกเขาจะรอดมาได้อย่างปลอดภัย

หลังจากที่สำนักข่าวต่างๆ ได้รายงานข่าวเหตุกราดยิงที่จ. นครราชสีมา ผู้ติดตามข่าวจากหลายประเทศต่างรู้สึกเสียใจต่อโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้น บ้างก็รู้สึกตกใจที่เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นกับประเทศไทย

ในเฟซบุคของสำนักข่าว CNN มีผู้เข้ามาแสดงความเห็นอย่างมากมายเกี่ยวกับข่าวนี้ เช่น

Pat Syvoraphane บอกว่า – ว้าว! ข่าวทำร้ายหัวใจมาก … เป็นเรื่องน่าประหลาดใจมาก (ที่เรื่องนี้เกิดขึ้นกับ) ประเทศที่ปลอดภัยจากความรุนแรงจากปืน การฆ่าแบบสุ่มนี้ไม่ได้เป็นนิสัยของคนไทยเลย ผมขอภาวนาให้ประเทศไทย ภาวนาเพื่อนครราชสีมา

Ahty Nestor บอกว่า – หวังว่าพวกเขาจะจับชายคนนี้ได้ เป็นเหตุการณ์ที่ผิดปกติในประเทศไทย ขอให้โคราชปลอดภัย ประเทศไทยมีกองทัพที่ยอดเยี่ยมและจะจับเขาได้

ในเฟซบุคของสำนักข่าว BBC มีผู้แสดงความเห็นมากมายเช่นกัน เช่น

Donna Lewis บอกว่า – ภัยพิบัติต่างๆ เกิดขึ้นทั่วโลกและนี่แค่เริ่มต้นของปี ฉันหวังว่ามันจะไม่ดำเนินต่อไปเช่นนี้ … ขอให้ดวงวิญญาณของผู้สูญเสียพักผ่อนอย่างสงบ และฉันหวังว่าพวกเขาจะจับคนลงมือได้ก่อนที่จะทำให้เกิดความสูญเสียมากขึ้น

Anne Fletcher Jack Fisher บอกว่า – เป็นเรื่องผิดปกติสำหรับประเทศที่ผู้คนอ่อนโยนอย่างประเทศไทย ขอเอาใจช่วยตัวประกัน – หวังว่าพวกเขาจะรอดมาได้อย่างปลอดภัย

Bim Smith บอกว่า – หวังว่าพวกเขาจะจับชายคนนี้ได้ เป็นเหตุการณ์ที่ไม่ธรรมดาอย่างมากที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทย ขอให้โคราชปลอดภัย โคราช ประเทศไทยมีกองทัพที่ยอดเยี่ยมและจะจับเขาได้

Mollie Lipscombe บอกว่า – คิดถึงคนไทยทุกคน ฉันหวังว่าพวกเขาจะจับทหารคนนี้และลงโทษเขา คนไทยน่ารัก ฉันมีน้องสะใภ้ที่น่ารักจากประเทศไทย

Sue Medlicott บอกว่า – เป็นเรื่องผิดปกติที่ได้ยินคนไทยทำอะไรแบบนี้ …. น่าเศร้าสำหรับผู้ที่ตกเป็นเหยื่อทั้งหมด ..

Ablao Marjorie บอกว่า – ไม่มีที่ไหนในโลกที่ปลอดภัยหากคุณยังเดินไปไหนต่อไหน โปรดระวังตัว ขอไว้อาลัยผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ RIP และแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัว ผู้ต้องสงสัยเป็นโรคจิต ผมขอภาวนาให้กับคนไทย ขอให้ทุกคนปลอดภัย

Ekaba Thomas Men บอกว่า – คนที่อยู่ในกองทัพมักมีความหงุดหงิดใจ น่าเสียดายที่พวกเขาแทบจะไม่ได้รับคำปรึกษาและดูแลพวกเขาทางจิตใจ

พลเมืองอังกฤษติดโคโรนาไวรัส ขณะเที่ยวในฝรั่งเศส #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/614241

วันที่ 08 ก.พ. 2563 เวลา 17:51 น.

พลเมืองอังกฤษติดโคโรนาไวรัส ขณะเที่ยวในฝรั่งเศส

ครอบครัวอังกฤษ 5 ราย ติดเชื้อโคโรนาไวรัสจากคนที่มาจากสิงคโปร์ ระหว่างเที่ยวในฝรั่งเศส

นางAgnes Buzyn รัฐมนตรีสาธารณสุขฝรั่งเศสแถลงวันที่ 8 ก.พ. ระบุว่า ฝรั่งเศสพบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เพิ่มอีก 5 ราย เป็นครอบครัวชาวอังกฤษที่มาท่องเที่ยวในสกีรีสอร์ท Contamine Monjoie ในเมือง Savoie ทางตะวันออกของฝรั่งเศส

รายงานระบุว่า ครอบครัวนี้พำนักในชาเล่ต์หลังเดียวกัน พร้อมทั้งได้ติดต่อกับนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษอีกคนหนึ่งที่มีประวัติเพิ่งเดินทางมาจากสิงค์โปร์

“นักท่องเที่ยวอังกฤษรายนี้ได้พำนักอยู่ในสิงคโปร์ระหว่างวันที่ 20-23 ม.ค. ที่ผ่านมา กระทั่งเดินทางมายังฝรั่งเศสเมื่อวันที่ 24 ม.ค. ที่ผ่านมา” นาง Buzyn กล่าว

ด้วยเหตุนี้ ฝรั่งเศสได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบยังกระท่อมชาเล่ต์สองแห่งของสกีรีสอร์ทดังกล่าวแล้ว ขณะที่คนอังกฤษที่ติดเชื้อถูกส่งเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลพร้อมติดตามอาการอย่างใกล้ชิด โดยทั้งหมดไม่ได้มีอาการรุนแรงแต่อย่างใด ส่วนนักท่องเที่ยวอังกฤษอีก 6 รายซึ่งพำนักในชาเล่ต์หลังเดียวกันถูกกักตัวเพื่อตรวจสอบการติดเชื้อแล้ว

การพบผู้ติดเชื้อเพิ่ม 5 รายส่งผลให้ ขณะนี้ฝรั่งเศสมียอดผู้ติดเชื้อรวมทั้งสิ้น 11 คน

นักวิทย์จีนพบเชื้อโคโรนาไวรัสกลายพันธุ์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/614233

วันที่ 08 ก.พ. 2563 เวลา 15:52 น.

นักวิทย์จีนพบเชื้อโคโรนาไวรัสกลายพันธุ์

นักวิทยาศาสตร์จีนพบการกลายพันธุ์ของเชื้อโคโรนาไวรัส คาดเกิดขึ้นระหว่างเชื้อแพร่จากคนสู่คนที่อยู่ในครอบครัวเดียวกัน

ผลการวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร National Science Review ระบุว่า นักวิทยาศาสตร์จีนที่ศึกษาการติดเชื้อโคโรนาไวรัสจากผู้ป่วยในมณฑลกวางตุ้งพบว่ายีนของเชื้อโคโรนาไวรัสมีการเปลี่ยนแปลงในขณะที่เกิดการแพร่เชื้อในหมู่สมาชิกครอบครัว

โดยปกติแล้วไวรัสมีการกลายพันธุ์อยู่ตลอดเวลา แต่การกลายพันธุ์ส่วนใหญ่เป็นการกลายพันธุ์แบบเงียบ หรือ synonymous ส่วนการกลายพันธุ์อีกแบบหนึ่งที่เรียกว่า nonsynonymous จะทำให้เชื้อไวรัสเปลี่ยนแปลงในทางชีวภาพ ส่งผลให้เชื้อสามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมต่างๆ กันได้

ทีมนักวิจัยจากสถาบันวิจัย Institut Pasteur of Shanghai ของจีนที่ศึกษายีนของเชื้อไวรัสที่ได้จากผู้ติดเชื้อที่อยู่ในครอบครัวเดียวกัน พบว่าเชื้อโคโรนาไวรัสเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบ nonsynonymous นำมาซึ่งข้อสรุปเบื้องต้นว่าเชื้อโคโรนาไวรัสอาจพัฒนาตัวเองระหว่างที่เกิดการแพร่เชื้อจากคนสู่คน

ทีมวิจัยดังกล่าวยังเสนอให้ทีมแพทย์เฝ้าระวังการกลายพันธุ์ การวิวัฒนาการ และการปรับตัวของเชื้อโคโรนาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากแม้จะยังไม่ทราบผลกระทบจากการกลายพันธุ์ของเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่กำลังระบาดในขณะนี้ แต่เคยมีงานวิจัยก่อนหน้านี้ชี้ให้เห็นว่าการกลายพันธุ์มักจะทำให้เชื้อแพร่ระบาดในวงกว้าง มีความรุนแรง ทั้งยังเข้าไปบุกรุกภูมิคุ้มกันของผู้ที่ได้รับเชื้อและพัฒนาให้ตัวเองดื้อยาต้านไวรัส

มุมไบใช้สัญญาณจราจรแบบใหม่ บีบแตรดังยิ่งติดไฟแดงนาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/614229

วันที่ 08 ก.พ. 2563 เวลา 15:42 น.

มุมไบใช้สัญญาณจราจรแบบใหม่ บีบแตรดังยิ่งติดไฟแดงนาน

ตำรวจมุมไบปิ๊งไอเดีย เปิดไฟแดงนานขึ้นจนกว่าคนขับจะหยุดบีบแตร หวังลดมลพิษทางเสียง

ตำรวจนครมุมไบ รัฐมหาราษฏระ ของอินเดียเผยไอเดียสุดแยบยลเพื่อหวังลดมลพิษทางเสียงบนท้องถนน ด้วยการใช้สัญญาณไฟจราจรที่ใช้การวัดระดับความดังของเสียง ไว้ที่เสาสัญญาณไฟจราจร โดยหากพบว่ามีเสียงดังเกิน 85 เดซิเบล ไฟจราจรจะกลับไปตั้งเวลานับถอยหลังใหม่ ซึ่งจะทำให้เปิดไฟแดงนานขึ้นเดิม

วิธีการนี้ ตำรวจมุมไบได้เรื่มทดลองใช้ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2019 แล้ว โดยทางทวิตเตอร์ของตำรวจเมืองมุมไบ

ตำรวจเมืองมุมไบ ในประเทศอินเดีย ได้เริ่มทดลองใช้วิธีการดังกล่าวแล้วตั้งแต่เดิน พ.ย และ ธ.ค ปีที่แล้ว โดยได้ติดตั้งเครื่องวัดระดับความดังของเสียงไว้ที่เสาไฟจราจร หากพบว่ามีเสียงดังเกิน 85 เดซิเบล สัญญาณไฟจราจรจะกลับไปตั้งเวลานับถอยหลังใหม่ และเปิดไฟแดงให้นานกว่าเดิม

Pranay Ashok โฆษกตำรวจมุมไบ เผยว่าในช่วงแรกการทดลองนี้มีขึ้นที่สี่แยกสำคัญของเมืองเพียงไม่กี่จุด โดยกำหนดเวลาทดสอบวันละ 15 นาที แต่ขณะนี้ได้มีการขยายการทดสอบเพิ่มเป็น 10 จุดแล้ว และยังคงทำการทดสอบต่อไปตลอดจนถึงเดือนหน้า ซึ่งตำรวจหวังว่าวิธีการนี้จะถูกนำไปใช้กับงานจราจรของเมืองทั้งระบบ

ทั้งนี้ ช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ตำรวจเมืองมุมไบได้ทวีตคลิปวิดิโอ แนะนำโครงการดังกล่าว ซึ่งระบุข้อความว่า เมืองมุมไบ คือเมืองหลวงแห่งการบีบแตรของโลก ก่อนตามด้วยข้อความว่า นี่คือสัญญาณไฟจราจรแห่งการลงโทษ

อนึ่ง จากดัชนีการจราจรติดขัด TomTom ซึ่งจัดอันดับเมืองทั่วโลก ตามความแออัดบนท้องถนน ระบุว่าเมืองมุมไบคือเมืองที่มีการจราจรติดขัดแออัดอันดับสี่ของโลกในปี 2019

https://twitter.com/MumbaiPolice/status/1223090017397960705

พบชาวอเมริกันและญี่ปุ่นในอู่ฮั่น เสียชีวิตจากโคโรนาไวรัส นอกประเทศเป็นรายแรก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/614209

วันที่ 08 ก.พ. 2563 เวลา 12:49 น.

พบชาวอเมริกันและญี่ปุ่นในอู่ฮั่น เสียชีวิตจากโคโรนาไวรัส นอกประเทศเป็นรายแรก

ญี่ปุ่นพบพลเมืองเสียชีวิตขณะรักษาตัวในรพ.ที่อู่ฮั่น คาดติดเชื้อโคโรนา ส่วนสหรัฐพบชาวอเมริกันเสียชีวิตจากโคโรนานอกประเทศรายแรก

สำนักข่าวเกียวโดรายงานจากคำแถลงของกระทรวงต่างประเทศญี่ปุ่นว่า พบพลเมืองชายชาวญี่ปุ่นวัย 60 ปี เสียชีวิตขณะเข้ารับการรักษาตัวด้วยอาการปอดบวม ที่โรงพยาบาลในเมืองอู่ฮั่น โดยญี่ปุ่นยังไม่ได้ยืนว่าสาเหตุการเสียชีวิตเกิดจากเชื้อโคโรนา เพียงแต่ระบุว่าเป็นการเสียชีวิตของพลเมืองญี่ปุ่นที่เกี่ยวข้องกับไวรัสโคโรนานอกประเทศเป็นรายแรก

ด้านสำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากคำแถลงของสถานทูตสหรัฐในจีนเช่นกันว่า พบหญิงอเมริกันวัย 60 ปี ซึ่งเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล Jinyintan Hospital ที่เมืองอู่ฮั่น เสียชีวิตจากไวรัสโคโรนาเมื่อวันที่ 6 ก.พ.ที่ผ่านมา

โฆษกสถานทูตสหรัฐในกรุงปักกิ่งเผยกับรอยเตอร์ว่า “สถานทูตสหรัฐขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของชาวอเมริกันคนดังกล่าว ที่เสียชีวิตจากไวรัสโคโรนา เราขอเคารพความเป็นส่วนตัวของครอบครัวผู้เสียชีวิตโดยยังไม่เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม”

ทั้งนี้ การเสียชีวิตของหญิงอเมริกันรายดังกล่าว ถือเป็นพลเมืองต่างชาติรายแรกที่เสียชีวิตจากไวรัสในจีน

อนึ่ง ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากไวรัสดังกล่าวในจีนมีถึง 722 คนแล้ว จากการเปิดเผยของคณะกรรมาธิการสาธารณสุขแห่งชาติจีน ขณะที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อเฉพาะในจีนแผ่นดินใหญ่ที่ 34,546 ราย รักษาหายแล้ว 1,568 คน

สิงคโปร์แนะพลเมือง ใช้หน้ากากอนามัยที่แจกฟรีเมื่อรู้สึกป่วย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/614207

วันที่ 08 ก.พ. 2563 เวลา 11:58 น.

สิงคโปร์แนะพลเมือง ใช้หน้ากากอนามัยที่แจกฟรีเมื่อรู้สึกป่วย

หน้ากากอนามัยที่รัฐบาลสิงคโปร์แจกประชาชน ระบุชัดไม่จำเป็นต้องใช้หากยังสบายดี

สืบเนื่องจากที่รัฐบาลสิงคโปร์ได้มีมาตรการ แจกหน้ากากอนามัยฟรีครัวเรือนละ 4 ชิ้น จำนวน 1.3 ล้านครัวเรือน โดยเริ่มแจกตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา และจะได้รับแจกครบในวันที่ 9 ก.พ.นี้ รวมหน้ากากที่แจกทั้งสิ้น 5.2 ล้านชิ้น

ด้านเว็บไซต์ mustsharenews.com ซึ่งเป็นสื่อออนไลน์ของสิงคโปร์ได้แชร์ภาพตัวอย่างของหน้ากากอนามัยที่รัฐบาลสิงคโปร์แจกให้กับประชาชน โดยมีการบรรจุหน้ากากอนามัย 4 แผ่น ใส่ถุงซีลอย่างดี พร้อมกับข้อความที่ปรากฎบนซองหน้ากาที่รัฐบาลสิงคโปร์แนะนำต่อประชาชนว่า “ไม่ใช้หน้ากากอนามัย หากคุณยังสบายดี .. สวมหน้ากากอนามัยนี้ เมื่อคุณมีอาการไข้ ไอ หรือ น้ำมูลไหล หรือคุณเพิ่งหายจากอาการป่วย”

อย่างไรก็ดี ด้วยจำนวนหน้ากากอนามัยเพียง 4 แผ่นต่อครัวเรือน ส่งผลให้ชาวสิงคโปร์บางส่วน แสดงความคิดเห็นว่า อาจไม่เพียงพอต่อการใช้งานในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

เรื่องดังกล่าว นายแพทย์ Janil Puthucheary รัฐมนตรีอาวุโสกระทรวงการสื่อสารและสารสนเทศ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CNA ของสิงคโปร์ว่า จุดประสงค์ของการแจกหน้ากาก คือเมื่อชาวสิงคโปร์พบว่าตนเองป่วยและต้องการไปพบแพทย์ สามารถใช้หน้ากากเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อระหว่างไปโรงพยาบาล

“หากคุณป่วยและต้องไปพบแพทย์ที่คลินิกหรือโรงพยาบาล คุณจะมีหน้ากากอนามัยใช้เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ เมื่อคุณถึงโรงพยาบาล คุณจะได้รับหน้ากากอนามัยเพิ่มเท่าที่คุณต้องการ”

นายแพทย์ Janil ยังกล่าวอีกว่า “หากคุณสบายดี คุณไม่จำเป็นต้องใช้หน้ากากอนามัย .. ที่เราแจกหน้ากากอนามัย ก็เพื่อเมื่อคุณจำเป็นต้องใช้ คุณไม่จำเป็นต้องไปต่อคิวเพื่อหาซื้อให้เสียเวลา”

Photo : AFP/mustsharenews.com

กระทรวงต่างประเทศจีน ซาบซึ้งไทยมิตรแท้ ไม่จำกัดการเดินทางพลเมือง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/614198

วันที่ 08 ก.พ. 2563 เวลา 10:13 น.

กระทรวงต่างประเทศจีน ซาบซึ้งไทยมิตรแท้ ไม่จำกัดการเดินทางพลเมือง

โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีนซาบซึ้งไทย ไม่ปิดกั้นการเดินทางของชาวจีน ชมเปราะ “จีนไทยใช่อื่นไกลพี่น้องกัน ไทยเป็นเพื่อนแท้ในยามยาก”

สถานเอกอัคราชทูตจีนประจำประเทศไทย ได้เผยแพร่ข้อความของนางหัว ชุนหยิง โฆษกกระทรวงต่างประเทศของจีน ที่ได้กล่าวแสดงความซาบซึ้ง และชื่นชมในฐานะรัฐบาลจีนต่อประเทศไทยว่าเป็นมิตรแท้ในยามยาม แม้จีนกำลังเผชิญกับสถานการณ์โรคระบาด

ข้อความระบุว่า เมื่อวันที่ 7 ก.พ. ในการแถลงข่าวประจำวันของกระทรววต่างประเทศจีน ผู้สื่อข่าวจีนได้ถามนางหัว ชุนหยิง โฆษกกระทรวงต่างประเทศว่า เราทราบว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับความนิยมมากที่สุดสำหรับชาวจีนที่เดินทางไปต่างประเทศ แต่หลังจากเกิดการแพร่ระบาดครั้งนี้ ประเทศไทยไม่ได้ออกมาตรการในการจำกัดการเดินทางเข้าไทยสำหรับชาวจีน ทางฝ่ายจีนมีความคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้

โฆษกหญิงจีนกล่าวตอบว่า จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน ไทยเป็นเพื่อนแท้ในยามยาก ประเทศไทยเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นมิตร และเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาตร์อย่างรอบด้านของจีน ประเทศไทยได้ให้การสนับสนุนที่ดีเยี่ยมและความช่วยเหลืออย่างจริงใจต่อประเทศจีนในการต่อสู้กับโรคระบาดนี้ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีพระราชทานเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ให้กับฝ่ายจีน

อีกทั้ง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีโพสต์คลิปวิดีโอ กำมือและชูแขนขึ้น พร้อมทั้งกล่าวว่า ขอให้ทุกคนรวมใจกันเป็นหนึ่งเดียว สู้ๆทุกแวดวงสังคมไทยต่างก็แสดงออกถึงการสนับสนุนและน้ำใจที่มีต่อประเทศจีน โดยการโพสต์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ของไทย “อู่ฮั่นสู้ๆ อู่ฮั่นฉันรักเธอ ”เราเชื่อว่า มิตรภาพที่มีมาอย่างยาวนานระหว่างจีน – ไทยในยามทุกข์ยากนั้นจะยังคงปรากฏและเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และประชาชนทั้งสองประเทศจะมีความผูกพันใกล้ชิดยิ่งขึ้นต่อไป

มองอดีตวิเคราะห์ปัจจุบัน สัมพันธ์จีน-ไทยไม่ได้ราบรื่นเสมอไป #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/614187

วันที่ 07 ก.พ. 2563 เวลา 22:34 น.

มองอดีตวิเคราะห์ปัจจุบัน สัมพันธ์จีน-ไทยไม่ได้ราบรื่นเสมอไป

การกดขี่จีนในสยาม ไม่ใช่การเผชิญหน้าระหว่างไทยกับจีน แต่เป็นเรื่องของคนจีนที่ถูกทำให้เป็นไทยกับคนจีนที่ยังถือตัวเป็นจีนในไทย

ในวารสาร The China Critic ฉบับ 2 มกราคม 1936 เคยวิจารณ์ความสัมพันธ์อันทุลักทุเลของจีนและประเทศไทย ซึ่งในขณะนั้นยังเรียกว่าประเทศสยามเอาไว้อย่างน่าสนใจ เป็นเรื่องราวในอดีตที่สามารถนำมาวิเคราะห์ปัจจุยันและสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้

เวลานั้นสยามกับจีนยังไม่ได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเต็มที่ เพราะจีนติดพันสงครามญี่ปุ่น ส่วนสยามก็ไม่ได้ใส่ใจสงครามในจีนมากนักและยังเอียงญี่ปุ่นด้วยซ้ำ พร้อมๆ กับเกิดกวาดล้างลัทธิชาติจีนนิยมในหมู่คนจีนในประเทศสยาม โดยเฉพาะนโยบาย “นิยมไทย ไม่นิยมจีน” ของจอมพลป. พิบูลสงคราม ที่ทำให้คนจีนในสยามอยู่กันอย่างยากลำบาก และแค่อนเคืองรัฐบาลเป็นอันมา

เวลาเราพูดถึงการกดขี่คนจีนในไทยเรามักจะนึกถึงจอมพลป. พิบูลสงครามเป็นหลัก

แต่นอกจากหลวงจอมพลป. พิบูลสงคราม บทความในวารสาร The China Critic ยังออกชื่อหลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) กับพระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) ด้วยน้ำเสียงไม่พอใจอย่างมากเพราะทั้งคู่มีเชื้อจีนแท้ๆ แต่สนับสนุนนโยบายกีดกันคนจีน โดยเฉพาะนายหลุย พนมยงค์ น้องชายหลวงประดิษฐ์ ที่ต่อต้านจีนรุนแรงมาก

สำหรับท่านที่ยังไม่ทราบ หลวงประดิษฐ์ฯ มีบิดาแซ่ตั้ง (เฉิน) ส่วนพระยาพหลฯ มีทวดแซ่ลิ้ม (หลิน)

ตามผู้เขียนบทความคือ “หลินซีชุน” อธิบายเราจะพบว่ากระแสต้านจีนในสยามมีความยอกย้อนมาก เพราะชนชั้นนำในสยามทั้งก่อนและหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองมีเชื้อจีนเป็นจำนวนมาก แต่แทนที่จะช่วยลดกระแสกลับทำให้การต่อต้านรุนแรงขึ้น

สรุปแล้วผู้เขียนบอกว่า การกดขี่จีนในสยาม ไม่ใช่การเผชิญหน้าระหว่างไทยกับจีน แต่เปฺ็นคนจีนที่ถูกทำให้เป็นไทยกับคนจีนที่ยังถือตัวเป็นจีนในไทย

สาเหตุที่คนจีนในสยามลืมตัวเองว่าเป็นจีนและกลายเป็นไทยยิ่งกว่าไทยก็เพราะ

1. สมัยก่อนเวลาคนจีนออกจากประเทศ จะกลับเข้าไปไม่ได้ เพราะถือว่าทำผิดกฎหมาย ต้องปักหลักในต่างแดนไปจนตาย รัฐบาลจีนจะมองว่าพวกนี้เป็นพวกไม่พึงปรารถนา ต่างชาติจะฆ่าทิ้งก็ไม่แยแส เช่น คราวสเปนสังหารหมู่คนจีนที่มะนิลา และฮอลันดาฆ่าหมู่ชาวจีนที่ปัตตาเวียหรือจาการ์ตา ครั้งนั้นพวก จีนนอก (ชาวจีนที่ออกนอกประเทศ) ตายเป็นหมื่น พวกสเปนกับฮอลันดากลัวราชสำนักจีนจะเคืองถึงกับแต่งทูตไปชี้แจง แต่ราชสำนักต้าชิงบอกว่า ฆ่าไปเถิดเราไม่แคร์ พวกนี้ไม่ถือเป็นคนจีนอีก ด้วยเหตุนี้พวกจีนนอกจึงไม่รักรัฐบาลตัวเอง อีกทั้งสยามยังเดูแลค่อนข้างดี เพราะตอนนั้นขาดแรงงาน คนจีนจึงกลายเป็นไทยโดยง่าย แถมยังไต่เต้าเป็นขุนน้ำขุนนางอีก

2. ตามธรรมเนียมจีนไม่นับถือพวกที่ทิ้งแผ่นดินบ้านเกิด ละทิ้งสุสานบรรพชน ถือเป็นลูกหลานไม่ดี จีนนอกที่กลับบ้านเกิดพร้อมลูกที่เกิดนนอกจีน มักได้รับการดูถูกเหยียดหยาม หากจะเข้าชื่อในสกุลต้องเสียสินไหมเป็นเงินหลายร้อยเหรียญ แต่ถึงจะเสียเงินแล้วคนก็ยังดูถูก มักหาหญิงจีนแต่งงานด้วยยาก หากจะมีก็ต้องจ่ายสินสอดถึง 2 เท่าจากปกติ เพราะถูกกระทำย่ำยี ลูกจีนนอกจึงเลือกที่จะไม่กลับแผ่นดินบรรพชน และปักหลักในที่ต่างแดนที่ตัวเองเกิด

3. ไม่ยึดโยงวัฒนธรรมพ่อ (จีน) และถูกวัฒนธรรมแม่ (ไทย) กลืน ก่อนรัชกาลที่ 6 สยามมีโรงเรียนจีนน้อยมาก ทำให้ขาดการอบรมวัฒนธรรมพ่ออย่างเป็นรูปแบบ เมื่อจีนอพยพแต่งกับหญิงไทย ก็มักถูกข่ม เพราะธรรมเนียมไทยผู้หญิงเป็นใหญ่ในบ้าน และมักยกมรดกให้ลูกสาว จึงมักไม่อยากแต่งเข้าบ้านสามี ถ้าสามีจีนมีครอบครัวที่จีนอยู่แล้ว ภรรยาไทยจะพยายามให้สามีลืมความเป็นจีน เพื่อที่จะไม่ต้องแบ่งทรัพย์กับครอบครัวที่นั่น บางรายถึงกับจ้างมือสังหารฆ่าสามีจีนเพื่อจะเก็บทรัพย์เป็นของตัวแต่ผู้เดียว นอกจากนี้ คนจีนนอกและลูกจีนสยาม จะพยายามลืมความเป็นจีน และรับความเป็นไทย เพื่อจะได้ไต่เต้าเป็นใหญ่เป็นโตได้ง่ายในราชสำนัก

นี่เป็นเหตุผลของยุคก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อสังคมการเมืองเปลี่ยนแปลง สยามเริ่มมีคนมาก แรงงานจีนล้น คนไทยไม่มีงานทำ การจำกัดคนจีนจึงเริ่มขึ้น และรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

หลังปี 2475 เพราะการกวาดล้างคนจีนมักพ่วงกับการกวาดล้างคอมมิวนิสต์ อีกทั้งคนจีนยังรวมตัวกันเป็นสมาคมที่เข้มแข็ง แต่มิใช่เพื่อต่อต้านรัฐบาลสยาม เพราะเป็นการรวมเพื่อช่วยกู้ชาติจากการรุกรานของญี่ปุ่น

หากรัฐบาลสยามมองว่าคนจีนเป็นภัยคุกคามทั้งการเมือง อีกทั้งไทยยังนิยมญี่ปุ่น มองญี่ปุ่นเป็นฮีโร่และแบบอย่าง ในทางเศรษฐกิจก็รู้สึกไม่มั่นคงเพราะจีนคุมทุกอย่าง จึงสั่งปิดโรงเรียน สั่งให้เพิ่มโควต้าคนไทยในกิจการที่จีนเป็นเจ้าของ พยายามรวบกิจการข้าวมาเป็นของรัฐ เพราะอุตสาหกรรมโรงสีอยู่ในมือคนจีน

การกดดันชาวจีนในไทย ทำให้ชาวจีนในแผ่นดินใหญ่ ถึงกับต้องคว่ำบาตรสินค้าไทย คือข้าว ส่งผลให้การส่งออกข้าวลดลง

สรุปอีกครั้งตามความเข้าใจของผู้เขียน (หลี่ซีชุน) ก็คือ การกดขี่จีนในสยาม ไม่ใช่การเผชิญหน้าระหว่างไทยกับจีน แต่เป็นเรื่องของคนจีนที่ถูกทำให้เป็นไทยกับคนจีนที่ยังถือตัวเป็นจีนในไทย

ฟังแล้งงงไหมครับ?

บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน

ภาพประกอบจากหนังสือ Twentieth century impressions of Siam เป็นภาพพ่อค้าชาวจีนในประเทศสยามสมัยรัชกาลที่ 5 

ชาวจีนให้กำลังใจยิ้มสดใสของทีมแพทย์แม้จะต้องทนเจ็บปวด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/614082

วันที่ 07 ก.พ. 2563 เวลา 20:16 น.

ชาวจีนให้กำลังใจยิ้มสดใสของทีมแพทย์แม้จะต้องทนเจ็บปวด

หนึ่งในสมาชิกเวยปั๋วแสดงความเห็นว่า “ถึงแม้ว่าจะอยู่ท่ามกลางอันตราย แต่เธอก็ยังใช้รอยยิ้มที่บริสุทธิ์เพื่อแสดงถึงความไม่แยแสต่อความตาย”

ชาวโซเชียลเน็ตเวิร์กจีนต่างชื่นชมและให้กำลังใจพยาบาลส่วของโรงพยาบาลเทียนเหมินในเมืองอู่ฮั่น ซึ่งมีคนโพสต์ภาพของเธอขระที่เปิดหน้ากากป้องกันการติดเชื้ออกมา เผยให้เห็นรอยยิ้มที่น่าประทับใจ แม้ว่าร่างกายจะชุ่มไปด้วยเหงื่อและมีรอยกดทับของหน้ากากที่รัดใบหน้านานหลายชั่วโมง ระหว่างที่เธอทุ่มเทแรงกายแรงใจช่วยเหลือผู้ติดเชื้อ

หลังจากที่มีกาณโพสต์ภาพนี้ไปชาวเน็ตต่างแสดความเห็นกันถึง 3,000 กว่าครั้ง ความเห็นที่มีคนกดไลค์มากที่สุดบอกว่า “รอยยิ้มของเธอ ทำให้ฉันอยากร้องไห้” อีกท็อปเมนต์บอกว่า “รอยยิ้มที่สวยที่สุด”

หนึ่งในสมาชิกเวยปั๋วแสดงความเห็นว่า “ถึงแม้ว่าจะอยู่ท่ามกลางอันตราย แต่เธอก็ยังใช้รอยยิ้มที่บริสุทธิ์เพื่อแสดงถึงความไม่แยแสต่อความตาย”

อีกความเห็นบอกว่า “ฉันจินตนาการไม่ออกเลยว่าพวกเขาต้องใส่หน้ากากถึงวันละ 10 ชั่วโมงได้อย่างไร”

ชาวเน็ตบางคนยังส่งเสียงสะท้อนไปถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยว่า สภาพการกักตัวผู้ติดเชื้่อที่โรงพยาบาลเทียนเหมินแย่เกินไป โปรดช่วยเหลือทีมแพทย์ที่กำลังต่อสู้กับโรงคระบาดในแนวหน้าด้วย

คนไทยเชื่อทุนนิยมเป็นอันตรายมากว่าเป็นประโยชน์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/614081

วันที่ 07 ก.พ. 2563 เวลา 19:14 น.

คนไทยเชื่อทุนนิยมเป็นอันตรายมากว่าเป็นประโยชน์

จากการสำรวจความเห็นของชาวโลกพบว่าคนส่วนใหญ่ทั่วโลกเชื่อว่าลัทธิทุนนิยมในรูปแบบที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้กำลังก่อให้เกิดอันตรายมากกว่าที่จะสร้างประโยชน์

จากการสำรวจความเห็นของชาวโลกพบว่าคนส่วนใหญ่ทั่วโลกเชื่อว่าลัทธิทุนนิยมในรูปแบบที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้กำลังก่อให้เกิดอันตรายมากกว่าที่จะสร้างประโยชน์

ผลสำรวจนี้จัดทำขึ้นโดย “Edelman Trust Barometer” ซึ่งในเวลาสองทศวรรษที่ผ่านมาได้สำรวจความเห็นชาวโลกหลายหมื่นคนเกี่ยวกับไว้วางใจในสถาบันหลักของสังคม แต่ในปีนี้เป็นครั้งแรกที่ที่บริษัททำการสำรวจเกี่ยวกับทัศนะของชาวโลกเกี่ยวกับทุนนิยมมองอย่างไร

ผู้นำการศึกษาวิจัยกล่าวว่า จากการสำรวจก่อนหน้านี้แสดงให้เห็นถึงความไม่เท่าเทียมที่เพิ่มขึ้นในสังคม ทำให้พวกตั้งคำถามว่า ตอนนี้ประชาชนเริ่มสงสัยในระบอบประชาธิปไตยแบบทุนนิยมของโลกตะวันตกหรือไม่

David Bersoff หัวหน้านักวิจัยของบริษัท Edelman ตอบว่า “คำตอบคือใช่”

“ผู้คนกำลังตั้งคำถามถึงขนาดนั้นว่าสิ่งที่เรามีในวันนี้และโลกที่เราอาศัยอยู่ในวันนี้มีการปรับศักยภาพให้เหมาะกับการสร้างอนาคตที่ดีแล้วหรือไม่” Bersoff กล่าว

การสำรวจครั้งนี้ทำการสำรวจผู้คนมากกว่า 34,000 คนใน 28 ประเทศ ตั้งแต่ประเทศที่มีระบอบประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมตะวันตก เช่นสหรัฐและฝรั่งเศส ไปจนถึงระบอบการปกครองแตกต่างกัน เช่น จีนและรัสเซีย ปรากฎว่า56% ยอมรับว่า “ทุนนิยมที่มีอยู่ทุกวันนี้ทำอันตรายมากกว่าส่งผลดีต่อโลก”.

การสำรวจได้เริ่มทำกันในปี 2000 เพื่อสำรวจทฤษฎีของนักวิทยาศาสตร์ทางการเมือง ฟรานซิส ฟูกูยาม่า (Francis Fukuyama) ซึ่งหลังจากการล่มสลายของลัทธิคอมมิวนิสต์ เขาเป็นผู้ประกาศว่าระบอบทุนนิยมเสรีนิยมเอาชนะอุดมการณ์ของคู่แข่ง และเป็นตัวแทนของ “จุดจบของประวัติศาสตร์”

ข้อสรุปดังกล่าวของฟรานซิส ฟูกูยาม่า ถูกท้าทายจากนักวิจารณ์หลายคน ที่ชี้ว่าระบอบทุนนิยมเสรีนิยมยังไม่ใช่อุดมการณ์เดียวที่เหลืออยู่ในโลก ตั้งแต่อิทธิพลของจีนที่เพิ่มขึ้นไปจนถึงการเกิดขึ้นของผู้นำเผด็จการจำนวนมาก การกีดกันทางการค้า และความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นหลังจากวิกฤติการเงินโลกปี 2550/51

จากการสำรวจครั้งนี้ พบว่าประเทศที่ขาดความเชื่อมั่นในระบบทุนนิยมสูงที่สุดคือประเทศไทยโดยมีประชาชาชนไม่เชื่อใจทุนนิยมถึง 75% ตามด้วยอินเดียที่ 74% ฝรั่งเศสตามมาที่ 69% ปรากฎว่าชาวเอเชียส่วนใหญ่ไม่เชื่อในทุนนิบยม ตามด้วยชาวยุโรป ชาวตะวันออกกลาง แอฟริกัน และลาติอเมริกา

เฉพาะในออสเตรเลีย แคนาดา สหรัฐ เกาหลีใต้ ฮ่องกง และญี่ปุ่น ส่วนใหญ่เไม่เห็นด้วยกับคำกล่าวที่ว่าทุนนิยมเป็นผลเสียมากกว่าผลดี

การสำรวจนี้ยืนยันว่า ชาวโลกมีความกังวลเกี่ยวกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและความไม่มั่นคงในหน้าที่การงาน ไปจนถึงความไม่ไว้วางใจในสื่อ และความรู้สึกว่ารัฐบาลไม่สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้

นอกจากนี้ การสำรวจยังพบว่าชาวเอเชียมองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับแนวโน้มทางเศรษฐกิจของตนมากกว่าคนในทวีปอื่นๆ