รัสเซียเตือนคว่ำบาตรน้ำมันจะส่งผลกระทบต่อทุกคน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/678710

วันที่ 21 มี.ค. 2565 เวลา 18:23 น.รัสเซียเตือนคว่ำบาตรน้ำมันจะส่งผลกระทบต่อทุกคน

“การคว่ำบาตรน้ำมันจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อตลาดน้ำมันโลก และจะส่งผลเสียอย่างมากต่อความสมดุลของพลังงานในยุโรป นี่คงเป็นเรื่องยากสำหรับชาวยุโรป การตัดสินใจเช่นนี้จะส่งผลกระทบต่อทุกคน” โฆษกรัฐบาลรัสเซียกล่าว

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่าหลังจากที่บางประเทศในสหภาพยุโรปเรียกร้องให้มีการคว่ำบาตรน้ำมันและก๊าซของรัสเซีย ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลรัสเซียกล่าวเมื่อวันที่ 21 มี.ค. โดยระบุว่าการห้ามนำเข้าน้ำมันและก๊าซจากรัสเซียจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อทุกคนเป็นวงกว้าง

“การคว่ำบาตรดังกล่าวจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อตลาดน้ำมันทั่วโลก และจะส่งผลเสียอย่างมากต่อความสมดุลของพลังงานในทวีปยุโรป” เปสคอฟกล่าว

เปสคอฟเสริมว่ายุโรปจะได้รับผลกระทบอย่างหนักในกรณีที่มีการคว่ำบาตรน้ำมันของรัสเซีย แต่ชาวอเมริกันจะได้รับผลกระทบน้อยกว่าชาวยุโรปมาก “นี่คงเป็นเรื่องยากสำหรับชาวยุโรป การตัดสินใจเช่นนี้จะส่งผลกระทบต่อทุกคน”

อย่างไรก็ตาม ยังมีความไม่ลงรอยกันระหว่าง 27 ประเทศในสหภาพยุโรปว่าจะปฏิบัติตามแนวทางของสหรัฐหรือไม่ ซึ่งประกาศห้ามนำเข้าน้ำมันและก๊าซของรัสเซียไปแล้ว และสหราชอาณาจักรซึ่งระบุว่าจะทำภายในสิ้นปี 2022

เนื่องจากประเทศในสหภาพยุโรปพึ่งพาพลังงานของรัสเซียมากกว่า โดยนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียกว่าร้อยละ 40 นำเข้าน้ำมันร้อยละ 27 และนำเข้าถ่านหินเกือบครึ่งหนึ่งของการนำเข้าทั้งหมด

โดยบางประเทศอย่างเช่นผู้นำลัตเวียกำลังกดดันให้ยุโรปคว่ำบาตรพลังงานรัสเซีย โดยมองว่าหากหยุดพึ่งพาพลังงานของรัสเซียก็จะเป็นการหยุดการระดมทางทหารของรัสเซียด้วย ขณะที่เยอรมนีและฮังการีเป็นหนึ่งในประเทศที่ไม่เห็นด้วย แม้ว่าจะตัดเงินหลายร้อยล้านยูโรต่อวันไปยังรัสเซีย แต่จะกระทบต่อเศรษฐกิจของยุโรปและผลักดันราคาน้ำมันให้พุ่งสูงขึ้นไปอีก

โดยในวันที่ 21 มี.ค. รัฐมนตรีต่างประเทศของสหภาพยุโรปมีกำหนดประชุมเพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการ์ในยูเครน และการคว่ำบาตรที่อาจเกิดขึ้น

ด้านประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครนเรียกร้องให้ผู้นำยุโรปยุติการค้ากับรัสเซียทั้งหมด เพื่อกดดันให้รัสเซียยุติการปฏิบัติการทางทหารในยูเครนที่ต่อเนื่องมาเป็นเวลาเกือบ 1 เดือนแล้ว

เซเลนสกีกล่าวว่า “โปรดอย่าสนับสนุนอาวุธสงครามของรัสเซีย ไม่มีเงินยูโรสำหรับผู้บุกรุก ปิดพอร์ตทั้งหมดของคุณอย่าให้พวกเขา อย่าส่งออกสินค้าของคุณ ปฏิเสธแหล่งพลังงาน กดดันให้รัสเซียออกจากยูเครน”

ขณะที่อเล็กซานเดอร์ โนวัก รองนายกรัฐมนตรีรัสเซียกล่าวกับสำนักข่าวอินเทอร์แฟกซ์ว่าการที่สหรัฐและอังกฤษคว่ำบาตรน้ำมันของรัสเซีย จะส่งผลกระทบต่อรัสเซียเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพราะทั้งสองซื้อน้ำมันดิบรัสเซียในปริมาณไม่มาก พร้อมเผยว่าการผลิตน้ำมันและก๊าซของประเทศยังคงดำเนินต่อไปตามปกติ แม้ว่าจะถูกคว่ำบาตรก็ตาม

Photo by REUTERS/Evgenia Novozhenina

โบอิ้ง 737 สายการบิน China Eastern ดิ่งตกพร้อมกว่าร้อยคนบนเครื่อง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/678693

วันที่ 21 มี.ค. 2565 เวลา 15:55 น.โบอิ้ง 737 สายการบิน China Eastern ดิ่งตกพร้อมกว่าร้อยคนบนเครื่อง

โบอิ้ง 737 ของสายการบิน China Eastern ตกพร้อม 132 คนบนเครื่อง

บลูมเบิร์กอ้างสื่อทางการของจีนรายงานว่าเครื่องบินโบอิ้ง 737-800 อายุ 6 ปี ของสายการบินไชน่า อีสเทิร์น (China Eastern Airlines Corp.) สายการบินที่ใหญ่เป็นอันดับสองในประเทศจีน เที่ยวบิน MU 5735 ซึ่งบรรทุกผู้โดยสาร 123 คนและลูกเรือ 9 คน ตกในเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน

จากข้อมูลของ FlightRadar24 ระบุว่าเที่ยวบินดังกล่าวออกเดินทางเวลา 13:11 น. จากคุนหมิง มณฑลยูนนาน ทางตะวันตกเฉียงใต้ ไปยังกวางโจว มณฑลกวางตุ้ง ทางตอนใต้ของจีน โดยมีกำหนดลงจอดเวลา 15:05 น.

การติดตามเที่ยวบินสิ้นสุดเวลา 14:22 น. ที่ระดับความสูง 3225 ฟุต ด้วยความเร็ว 376 นอต โดยชาวบ้านใกล้กับจุดเกิดเหตุได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่นเมื่อเวลาประมาณ 14:40 น. ตามเวลาท้องถิ่น

China Eastern Airlines 737 carrying 133 people crashes in southern China – CCTV. More to follow. pic.twitter.com/cga0VJPFNA— Breaking Aviation News & Videos (@aviationbrk) March 21, 2022

สำนักข่าวซินหัว สื่อทางการของจีนรายงานก่อนหน้านี้ว่าเครื่องบินลำนี้บรรทุกคนได้ 133 คน โดยขณะนี้เครื่องบินดังกล่าวตกลงสู่ภูเขาและเกิดเพลิงไหม้ ซึ่งหน่วยกู้ภัยกำลังเข้าใกล้จุดเกิดเหตุ ชาวบ้านรายหนึ่งบอกว่าเครื่องบินพังทลาย ขณะที่พื้นที่ป่าใกล้เคียงเกิดเพลิงลุกไหม้ไปด้วย ล่าสุดเพลิงสงบแล้ว

เบื้องต้นยังไม่ทราบสาเหตุและจำนวนผู้เสียชีวิต โดยทีมกู้ภัยกำลังเข้าช่วยเหลือแต่เนื่องจากตกบริเวณภูเขาทำให้การเดินทางค่อนข้างลำบาก ขณะที่หน้าเว็บไซต์ China Eastern เปลี่ยนเป็นสีขาว-ดำ และระงับเครื่องบินโดยสารโบอิ้ง 737-800 ทั้งหมดของสายการบิน

Final moments of MU5735 reportedly shows the 737 in a steep dive before crashing into terrain in Guangxi Zhuang. pic.twitter.com/Jwf0lWdoI9— Breaking Aviation News & Videos (@aviationbrk) March 21, 2022

ขณะที่หุ้นโบอิ้งร่วง 6.8% สู่ 179.97 เหรียญสหรัฐในการซื้อขายล่วงหน้าของสหรัฐ ส่วนหุ้นในไชน่า อีสเทิร์น ซึ่งมีฐานอยู่ในเซี่ยงไฮ้ร่วงลงมากถึง 6.4% ในการซื้อขายในฮ่องกง

เหตุการณ์สำคัญครั้งล่าสุดที่ China Eastern ประสบคือในเดือนมิถุนายน 2013 เมื่อเครื่องบิน Embraer ไถลออกจากรันเวย์ขณะลงจอดที่สนามบินเซี่ยงไฮ้ ตามรายงานของ Aviaion Safety Network

ตามเว็บไซต์ของ Aviation Safety Network ระบุว่านี่เป็นอุบัติเหตุร้ายแรงครั้งแรกที่เกี่ยวข้องกับเครื่องบินโบอิ้ง 737-800 นับตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2020

Aviation Safety Network ระบุว่าอุบัติเหตุเครื่องบินเจ็ตที่มีผู้เสียชีวิตครั้งสุดท้ายของจีนคือในปี 2010 โดยมีผู้เสียชีวิต 44 คนจากทั้งหมด 96 คน เมื่อเครื่องบิน Embraer E-190 ของสายการบิน Henan Airlines ตกขณะเข้าใกล้สนามบินอี้ชุนในทัศนวิสัยต่ำ

Photo by REUTERS/Aly Song

จีนยันไม่ได้ช่วยรัสเซียโจมตียูเครน พร้อมแสดงจุดยืนต่อต้านสงคราม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/678664

วันที่ 21 มี.ค. 2565 เวลา 11:09 น.จีนยันไม่ได้ช่วยรัสเซียโจมตียูเครน พร้อมแสดงจุดยืนต่อต้านสงคราม

จีนแสดงจุดยืนต่อต้านสงคราม พร้อมทำทุกอย่างเพื่อบรรเทาวิกฤต ลั่นจีนเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของปัญหา

CBS News เปิดเผยบทสัมภาษณ์ของฉิน กัง เอกอัครราชทูตจีนประจำสหรัฐอเมริกา ซึ่งให้สัมภาษณ์ในรายการ Face the Nation เมื่อวันที่ 20 มี.ค. ตามเวลาท้องถิ่น โดยยืนยันว่าจีนไม่ได้ให้ความช่วยเหลือด้านอาวุธกับฝ่ายใดในสงครามยูเครน และพร้อมจะทำทุกวิถีทางเพื่อบรรเทาวิกฤตที่เกิดขึ้น

สืบเนื่องจากที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐ ได้สนทนาทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่รัสเซียบุกยูเครน เมื่อช่วงค่ำวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยผู้นำสหรัฐเอ่ยกับผู้นำจีนตรงๆ ว่า จีนต้องยอมรับกับผลที่จะเกิดขึ้นตามมาหากให้การสนับสนุนไม่ว่าในทางใดก็ตามแก่รัสเซีย

มาร์กาเร็ต เบรนแนน ผู้ดำเนินรายการถามต่อนายกังว่าจีนจะเดินหน้าให้ความช่วยเหลือประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียหรือไม่ ซึ่งกังกล่าวว่าประธานาธิบดีสี จิ้นผิง แสดงจุดยืนอย่างชัดเจน นั่นคือจีนยืนหยัดเพื่อสันติภาพ และต่อต้านสงคราม

พร้อมเสริมว่า “เป็นประเทศที่รักสันติภาพ เราเกลียดที่จะเห็นสถานการณ์ในยูเครนมาถึงวันนี้ แบบนี้ และเราเรียกร้องให้หยุดยิงทันที และเรากำลังส่งเสริมการเจรจาสันติภาพ”

เมื่อถูกถามว่าจีนได้มอบความช่วยเหลือด้านอาวุธและเงินไปยังรัสเซียหรือไม่ กังตอบว่ามีข้อมูลเท็จที่อ้างว่าจีนให้ความช่วยเหลือทางทหารแก่รัสเซีย สิ่งที่จีนทำคือให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ส่งอาหาร ยา ถุงนอน และของใช้สำหรับทารก ไม่ใช่อาวุธ

“เราต่อต้านสงคราม อย่างที่บอก เราจะทำทุกอย่างเพื่อบรรเทาวิกฤติ”

ส่วนเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับรัสเซีย กังเผยว่าจีนและรัสเซียมีความสัมพันธ์ที่ไว้วางใจกันได้ และถูกสร้างขึ้นมาเป็นเวลาหลายปี มีความสนใจร่วมกันมากมาย ทำให้จีนอยู่ในจุดที่ไม่เหมือนกับประเทศอื่นๆ ในความพยายามเพื่อการเจรจาสันติภาพ

โดยยืนยันว่าผู้นำจีนได้ขอให้ปูตินนึกถึงการกลับมาเจรจาสันติภาพกับยูเครนอีกครั้ง ซึ่งผู้นำรัสเซียก็รับฟัง และเราได้เห็นการเจรจาสันติภาพมา 4 ครั้งแล้ว ความสัมพันธ์ที่เชื่อถือได้ของจีนกับรัสเซียเป็นความพยายามระหว่างประเทศในการแก้ปัญหาวิกฤตด้วยสันติวิธี

“จีนเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของปัญหา”

กังกล่าวว่าจีนสนับสนุนวัตถุประสงค์และหลักการของสหประชาชาติ รวมทั้งการเคารพอธิปไตยชองชาติและบูรณภาพแห่งดินแดนของทุกประเทศ รวมทั้งยูเครน แต่ในขณะเดียวกันมีความซับซ้อนในประวัติศาสตร์ของปัญหายูเครน

แต่ที่จีนไม่ประณามการบุกรุกของรัสเซียในยูเครนเนื่องจากมองว่า การประณามไม่ได้แก้ปัญหา “ผมจะแปลกในถ้ารัสเซียจะยอมถอยกลับเพราะการประณาม จีนยังคงส่งเสริมการเจรจาสันติภาพและเรียกร้องให้มีการหยุดยิงทันที และคุณก็รู้ การประณามอย่างเดียวไม่ได้ช่วยอะไร เราต้องการปัญญา เราต้องการความกล้าหาญ และเราต้องการการทูตที่ดี”

Photo by Ukrainian Armed Forces/via Reuters TV/Handout via REUTERS

สหรัฐประกาศกองทัพเมียนมาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โรฮิงญา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/678651

วันที่ 21 มี.ค. 2565 เวลา 09:35 น.สหรัฐประกาศกองทัพเมียนมาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โรฮิงญา

จากการรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์ รัฐบาลไบเดนได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าความรุนแรงที่ก่อขึ้นต่อชนกลุ่มน้อยโรฮิงญาโดยกองทัพเมียนมาร์มีความร้ายแรงเท่ากับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ จะประกาศการตัดสินใจในวันจันทร์นี้ที่พิพิธภัณฑ์อนุสรณ์สถานการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของสหรัฐฯ ในกรุงวอชิงตัน เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ กล่าวกับรอยเตอร์ ซึ่งปัจจุบันมีการจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับชะตากรรมของชาวโรฮิงญา เป็นเวลาเกือบ 14 เดือนหลังจากที่เขาเข้ารับตำแหน่งและให้คำมั่นที่จะดำเนินการทบทวนความรุนแรงต่อชาวโรฮิงญาอีกครั้ง

กองกำลังติดอาวุธของเมียนมาร์เริ่มปฏิบัติการทางทหารในปี 2560 ซึ่งบังคับชาวโรฮิงญามุสลิมอย่างน้อย 730,000 คนจากบ้านเรือนของพวกเขาและเข้าไปลี้ภัยในบังกลาเทศ ซึ่งพวกเขาเล่าถึงการสังหาร การข่มขืนหมู่ และการลอบวางเพลิง ในปี 2564 กองทัพเมียนมาร์เข้ายึดอำนาจในการทำรัฐประหาร

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และสำนักงานกฎหมายภายนอกรัฐบาลได้รวบรวมหลักฐานเพื่อพยายามยืนยันถึงความร้ายแรงของเหตุทารุณดังกล่าวโดยเร็ว แต่แล้ว ไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสมัยโดนัลด์ ทรัมป์กลับปฏิเสธที่จะตัดสินใจกระทำการใดๆ

บลิงเคนสั่งด้วยตัวเองให้มี “การวิเคราะห์ทางกฎหมายและข้อเท็จจริง” การวิเคราะห์สรุปได้ว่ากองทัพเมียนมากำลังก่อการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และรัฐบาลวอชิงตันเชื่อว่าการตัดสินใจประณามกองทัพเมียนมาอย่างเป็นทางการจะเพิ่มแรงกดดันจากนานาชาติในการให้รัฐบาลเผด็จการทหารรับผิดชอบ

“มันจะทำให้พวกเขา (กองทัพเมียนมา) ยากที่จะล่วงละเมิดต่อไป” เจ้าหน้าที่อาวุโสคนหนึ่งของกระทรวงการต่างประเทศกล่าว

กองทัพเมียนมาร์ปฏิเสธการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮิงญา ซึ่งถูกปฏิเสธไม่ให้สัญชาติเมียนมาร์ และกล่าวว่า กำลังดำเนินการปราบปรามผู้ก่อการร้ายในปี 2560

ภารกิจค้นหาข้อเท็จจริงของสหประชาชาติสรุปในปี 2561 ว่าปฏิบัติการของกองทัพเมียนมามี “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” (genocidal acts) รวมอยู่ด้วยแต่ รัฐบาลวอชิงตันกล่าวถึงความโหดร้ายในขณะนั้นว่าเป็น “การกวาดล้างชาติพันธุ์” (ethnic cleansing) ซึ่งเป็นคำที่ไม่มีคำจำกัดความทางกฎหมายภายใต้กฎหมายอาญาระหว่างประเทศ

“นี่เป็นสัญญาณบอกกับโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเหยื่อและผู้รอดชีวิตในชุมชนโรฮิงญา และในวงกว้างมากขึ้นว่าสหรัฐฯ ตระหนักถึงความรุนแรงของสิ่งที่เกิดขึ้น” เจ้าหน้าที่อาวุโสของกระทรวงการต่างประเทศคนที่สองกล่าวกับรอยเตอร์

การพิจารณาว่าการกระทำใดๆ เป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จะไม่ได้ทำให้เกิดการลงโทษบุคคล/รัฐบาลนั้นโดยอัตโนมัติโดยสหรัฐฯ

นับตั้งแต่สงครามเย็น กระทรวงการต่างประเทศได้ใช้คำนี้อย่างเป็นทางการถึง 6 ครั้งเพื่อระบุถึงการสังหารหมู่ในบอสเนีย รวันดา อิรัก และดาร์ฟูร์ การโจมตีของกลุ่มไอเอสต่อชาวยาซิดีและชนกลุ่มน้อยอื่นๆ และล่าสุดเมื่อไม่นานนี้ใช้กับการปฏิบัติต่อชาวอุยกูร์ของจีนและชาวมุสลิมอื่นๆ วึ่งจีนปฏิเสธข้อหาการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

นอกจากนี้ บิลงเคนจะประกาศเงินทุนเพิ่มเติม 1 ล้านดอลลาร์สำหรับกลไกการสืบสวนอิสระสำหรับเมียนมาร์ (IIMM) ซึ่งเป็นหน่วยงานของสหประชาชาติที่ตั้งอยู่ในเมืองเจนีวา ซึ่งกำลังรวบรวมหลักฐานสำหรับการดำเนินคดีที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

“มันจะเป็นการยกระดับจุดยืนของเรา ในขณะที่เราพยายามสร้างการสนับสนุนจากนานาชาติ เพื่อพยายามป้องกันความโหดร้ายที่จะเกิดขึ้นต่อไป และจัดการกับสิ่งเหล่านั้น” เจ้าหน้าที่คนแรก กล่าว

เจฟฟ์ แมร์คลีย์ วุฒิสมาชิกสหรัฐ สมาชิกคณะกรรมการความสัมพันธ์ต่างประเทศของวุฒิสภา ซึ่งนำคณะผู้แทนรัฐสภาไปยังเมียนมาร์และบังกลาเทศในปี 2560 ยินดีกับการเคลื่อนไหว

“แม้ว่าการตัดสินใจนี้จะล่าช้าไปนานแล้ว แต่ก็ยังเป็นขั้นตอนที่ทรงพลังและมีความสำคัญอย่างยิ่งในการถือเอาระบอบการปกครองที่โหดร้ายนี้มาพิจารณา” เมอร์คลีย์กล่าวในแถลงการณ์

Photo -เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของบังกลาเทศดูแลผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาหลังจากเดินทางมาถึงเตกนาฟ (Teknaf) เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2020 โดยชาวโรฮิงญา 32 คนเสียชีวิตบนเรือลากอวนประมงที่แออัดในอ่าวเบงกอลเป็นเวลาเกือบสองเดือน และหลายร้อยคนที่  “หิวโหย” ได้รับการช่วยเหลือจากเรือ / AFP / Suzauddin RUBEL

ต่อหน้านาโตทำท่าจะรับยูเครนเข้ากลุ่ม ลับหลังไม่ยอมรับ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/678647

วันที่ 21 มี.ค. 2565 เวลา 09:08 น. ต่อหน้านาโตทำท่าจะรับยูเครนเข้ากลุ่ม ลับหลังไม่ยอมรับ

นาโต (NATO) ปฏิเสธที่จะยอมรับยูเครนเมื่อมีการพูดคุยกันในที่ส่วนตัว แต่ในที่สาธารณะยังคงแสดงท่าทีว่ามีโอกาสดังกล่าว ประธานาธิบดีของประเทศยูเครนให้สัมภาษณ์กับ CNN

มูลเหตุสำคัญที่ทำให้รัสเซียต้องรุกรานยูเครนก็เพื่อหยุดยั้งการแสวงหาสมาชิกขององค์การนาโตเพิ่มเติมในกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออก หรือแนวทาง “มุ่งตะวันออก” ซึ่งในที่สุดนาโตก็ขยับมาถึงยูเครนซึ่งเป็นเพื่อนบ้านประชิดพรมแดนรัสเซียและมีความเกี่ยวข้องกับรัสเซียอย่างมากในทางการเมืองและวัฒนธรรม

ขณะที่ผู้นำยูเครนก็แสดงท่าทีต้องการเป็นสมาชิกนาโต โดยมีคำเตือนจากรัสเซียจากรัสเซียไม่ให้ยูเครนและนาโตกระทการดังกล่าว จนในที่สุดรัสเซียก็ส่งกำลังทหารรุกรานยูเครนด้วยข้ออ้างว่า “เพื่อทำให้ยูเครนปลอดจากกองทัพ” ซึ่งเชื่อได้ว่าหมายถึงการทำให้ยูเครนไม่กลายเป็นฐานที่มั่นทางทหารเหมือนสมาชิกนาโตอื่นๆ ในยุโรปตะวันออก เพราะเป็นการเผชิญหน้าและคุกคามรัสเซียโดยตรง

แต่ล่าสุด ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน เปิดเผยจุดยืนที่แท้จริงของพันธมิตรนาโตที่นำโดยสหรัฐฯ เกี่ยวกับแนวโน้มที่ยูเครนจะเข้าร่วมนาโต ในการให้สัมภาษณ์กับ CNN เมื่อวันอาทิตย์ ว่านาโตแสดงท่าทีหน้าไหว้หลังหลอกเกี่ยวกับการรับยูเครนเป็นสมาชิก

“ผมขอพวกเขาเป็นการส่วนตัวให้พวกเขาพูดโดยตรงว่าเรา (นาโต) จะรับคุณ (ยูเครน) เข้าสู่นาโตในหนึ่งปีหรือสองหรือห้าปี เพียงแค่พูดโดยตรงและชัดเจน หรือเพียงแค่ปฏิเสธ และคำตอบก็ชัดเจนมาก คุณ (ยูเครน) จะไม่เป็นสมาชิกของนาโต แต่ในที่สาธารณะ ประตูจะยังคงเปิดอยู่” เซเลนสกี กล่าว

เซเลนสกีหมายความว่าเขาได้พูดคคุยกับนาโตแล้วเป็นการส่วนตัว คำตอบก็คือยูเครนจะไม่เป็นสมาชิกนาโตอย่างแน่นอน และเมื่อพูดถึงเรื่องนี้ในที่สาธารณะนาโตกลับทำเหมือนว่ายังให้โอกาสยูเครนอยู่

เซเลนสกีชี้ว่า “ถ้าเราเป็นสมาชิกนาโต สงครามก็คงไม่เริ่มต้นขึ้น ผมต้องการรับการค้ำประกันความปลอดภัยสำหรับประเทศของผม เพื่อประชาชนของผม” เซเลนสกี กล่าวกับ CNN

“ถ้าสมาชิกนาโตพร้อมที่จะเห็นเราเป็นพันธมิตรก็จงทำทันทีเพราะมีคนตายทุกวัน… ถ้าอยากเห็นเราอยู่ในสถานะครึ่งๆ กลางๆ ซึ่งเราไม่เข้าใจว่า (นาโต) จะรับเราได้หรือไม่ – คุณไม่สามารถทำให้เราอยู่ในสถานการณ์นี้ คุณไม่สามารถบังคับให้เราอยู่ในสถานะอิหลักอิเหลื่อได้” เซเลนสกี กล่าว

Photo by Handout / UKRAINIAN PRESIDENTIAL PRESS SERVICE / AFP

จีนมั่นใจยืนอยู่ข้างที่ถูกต้องในสงครามยูเครน-รัสเซีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/678621

วันที่ 20 มี.ค. 2565 เวลา 16:18 น.จีนมั่นใจยืนอยู่ข้างที่ถูกต้องในสงครามยูเครน-รัสเซีย

ถือเป็นสัญญาณตอบโต้ท่าทีข่มขู่ของผู้นำสหรัฐที่บอกว่าจีนจะต้องรับผลที่ตามมาให้การสนับสนุนการรุกรานยูเครน

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า หวางอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศจีนกล่าวว่า จีนยืนอยู่ในด้านที่ถูกต้องทางประวัติศาสตร์เหนือวิกฤตยูเครน และเวลาจะเป็นตัวพิสูจน์ และจุดยืนของจีนก็สอดคล้องกับความปรารถนาของประเทศส่วนใหญ่

“จีนจะไม่ยอมรับการบีบบังคับหรือแรงกดดันจากภายนอก และต่อต้านข้อกล่าวหาและความสงสัยที่ไม่มีมูลเกี่ยวกับจีน” หวางกล่าวกับผู้สื่อข่าวในเย็นวันเสาร์ ตามคำแถลงที่เผยแพร่โดยกระทรวงต่างประเทศจีนเมื่อวันอาทิตย์

ความเห็นของหวางมีขึ้นหลังจากประธานาธิบดีโจ ไบเดน แห่งสหรัฐฯ เตือนประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ของจีนเมื่อวันศุกร์ถึง “ผลที่ตามมา” หากรัฐบาลปักกิ่งให้การสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรมต่อการรุกรานยูเครนของรัสเซีย

ระหว่างการสนทนาทางวิดีโอ สีบอกกับไบเดนว่าสงครามในยูเครนจะต้องยุติโดยเร็วที่สุด และเรียกร้องให้ชาติต่างๆ ของนาโตจัดการเจรจากับรัฐบาลมอสโก อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้โยนความผิดให้รัสเซีย 

หวางกล่าวว่าข้อความที่สำคัญที่สุดที่สีส่งไปคือจีนเป็นกำลังสำคัญในการรักษาสันติภาพของโลกมาโดยตลอด

“เรายืนหยัดเพื่อรักษาสันติภาพและต่อต้านสงครามมาโดยตลอด” หวางกล่าว พร้อมย้ำว่าจีนจะตัดสินใจอย่างเป็นอิสระ

“จุดยืนของจีนมีวัตถุประสงค์และยุติธรรม และสอดคล้องกับความต้องการของประเทศส่วนใหญ่ เวลาจะพิสูจน์ว่าคำกล่าวอ้างของจีนอยู่ในด้านที่ถูกต้องของประวัติศาสตร์”

เมื่อวันเสาร์ รองรัฐมนตรีต่างประเทศ เล่ออวี้เฉิง กล่าวว่ามาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตกที่มีต่อรัสเซียต่อยูเครนนั้น “อุกอาจ” มากขึ้นเรื่อยๆ

สหรัฐฯ และพันธมิตรในยุโรปและเอเชียได้กำหนดมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียต่อการรุกรานเพื่อนบ้านในวันที่ 24 ก.พ. ซึ่งพวกเขาเรียกว่าสงครามรุกราน แต่ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน เขาบอกว่าเป็น “ปฏิบัติการพิเศษ” เพื่อทำให้ยูเครนปลอดทหารและ “ทำลายล้างพวกนาซี” ในยูเครน

รัฐบาลปักกิ่งยังกล่าวซ้ำแล้วซ้ำอีกว่ารัสเซียมีข้อกังวลด้านความปลอดภัยที่มีความชอบธรรม ซึ่งควรได้รับการแก้ไขและเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการฑูต ในขณะเดียวกันจีนก็กล่าวว่ายอมรับอธิปไตยของยูเครน

Source – REUTERS

Photo – REUTERS/Michael Dalder/File Photo

ศรีลังกาเศรษฐกิจสาหัส ชายสองคนเสียชีวิตขณะรอคิวน้ำมัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/678626

วันที่ 20 มี.ค. 2565 เวลา 18:20 น.ศรีลังกาเศรษฐกิจสาหัส ชายสองคนเสียชีวิตขณะรอคิวน้ำมัน

ศรีลังกาเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจที่ลากยาวตั้งแต่ปีที่แล้ว และมาพบกับราคาน้ำมันแพงแลข้าวของแพงซ้ำเติม จนคร่าชีวิตประชาชนไปเห็นๆ

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานอ้างข้อมูลจากตำรวจศรีลังกาที่กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่าชายสองคนจู่ๆ ก็ล้มทรุดลงกับพื้นและเสียชีวิตขณะรอในแถวเพื่อซื้อเชื้อเพลิง โดย 2 กรณีนี้เกิดขึ้นในคิวน้ำมันคนละคิวกัน ท่ามกลางราคาที่พุ่งสูงขึ้นซึ่งนำไปสู่อัตราเงินเฟ้อที่สูงเป็นประวัติการณ์

นลิน ธัลดูวา โฆษกตำรวจในโคลัมโบ เมืองหลวงของโคลอมโบ เปิดเผยว่า ผู้เสียชีวิตทั้ง 2 คนอยู่ในวัย 70 ปี เสียชีวิตระหว่างรอน้ำมันและน้ำมันก๊าดโดยเหตุการณ์ทั้งสองเกิดขึ้นในสองส่วนของประเทศที่ต่างกัน

เป็นเวลาหลายสัปดาห์ที่ผู้คนเข้าคิวรอที่ปั๊ม บ่อยครั้งหลายชั่วโมง และศรีลังกาวิกฤตขนาดต้องตัดกระแสไฟฟ้า

“คนหนึ่งเป็นคนขับสามล้ออายุ 70 ??ปี ซึ่งเป็นผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคหัวใจ ในขณะที่คนที่สองอายุ 72 ปี ทั้งคู่เข้าแถวรอรับน้ำมันเชื้อเพลิงประมาณ 4 ชั่วโมง” ธัลดูวา กล่าว

เมื่อวันอาทิตย์ ศรีลังการะงับการดำเนินงานที่โรงกลั่นน้ำมันเพียงแห่งเดียวหลังจากสต็อกน้ำมันดิบหมด อโศกา รันวาลา ประธานสหภาพพนักงานปิโตรเลียมทั่วไป กล่าว

การใช้น้ำมันก๊าดเพิ่มขึ้นหลังจากครอบครัวที่มีรายได้น้อยเริ่มเปลี่ยนจากการใช้ก๊าซหุงต้มเนื่องจากการเพิ่มขึ้นของราคาก๊าซ ในวันอาทิตย์ที่ Laugfs Gas ซัพพลายเออร์รายใหญ่อันดับสองของประเทศขึ้นราคาเป็น 1,359 รูปี (4.94 ดอลลาร์สหรัฐฯ) ต่อถังขนาด 12.5 กก. บริษัท กล่าวในแถลงการณ์

ศรีลังกาประสบปัญหาในการหาเงินดอลลาร์เพื่อจ่ายค่าขนส่งน้ำมันที่แพงขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่เดือนมกราคม โดยทุนสำรองเงินตราต่างประเทศลดลงเหลือ 2,310 ล้านดอลลาร์ในเดือนกุมภาพันธ์

ในเดือนกุมภาพันธ์ อัตราเงินเฟ้อของศรีลังกาแตะ 15.1% สูงที่สุดในเอเชีย โดยอัตราเงินเฟ้อด้านอาหารพุ่งสูงถึง 25.7% ข้อมูลล่าสุดของรัฐบาลเปิดเผย

เมื่อต้นเดือนนี้ ธนาคารกลางของศรีลังกาลอยค่าเงินรูปี ทำให้ค่าเงินร่วงลงมากกว่า 30% อัตราแลกเปลี่ยนที่ประมาณ 275 รูปีต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคานมผงเพิ่มขึ้น 250 รูปี (0.90 ดอลลาร์สหรัฐ) สำหรับแพ็ค 400 กรัมในวันเสาร์ กระตุ้นให้เจ้าของร้านอาหารขึ้นค่าชานมหนึ่งถ้วยเป็น 100 รูปี

Photo – ผู้คนยืนต่อคิวซื้อน้ำมันก๊าดสำหรับใช้ในบ้านที่ปั๊มน้ำมันในโคลัมโบเมื่อวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2565 (ภาพโดย Ishara S. KODIKARA / AFP)

สหรัฐแนะตุรกีส่งระบบขีปนาวุธรัสเซียที่ซื้อมาไปช่วยยูเครน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/678605

วันที่ 20 มี.ค. 2565 เวลา 12:55 น.สหรัฐแนะตุรกีส่งระบบขีปนาวุธรัสเซียที่ซื้อมาไปช่วยยูเครน

สหรัฐยังคงเจรจากับสาชิกของนาโตเพื่อให้ส่งอาวุธของประเทศนั้นๆ ไปช่วยยูเครนทำสงครามกับรัสเซีย

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า สหรัฐฯ ได้แจ้งกับตุรกีอย่างไม่เป็นทางการถึงความเป็นไปได้ที่จะให้ตุรกีส่งระบบป้องกันขีปนาวุธ S-400 ที่ผลิตโดยรัสเซียไปยังยูเครน เพื่อช่วยต่อสู้กับกองกำลังรัสเซียที่รุกราน 

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เสนอแนะในช่วงเดือนที่ผ่านมากับคู่เจรจาชาวตุรกี แต่ไม่มีการร้องขออย่างเฉพาะเจาะจงหรือเป็นทางการ แหล่งข่าวกล่าวกับรอยเตอร์ พวกเขากล่าวว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ ในระหว่างการเยือนตุรกีของรองรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศเวนดี เชอร์แมนเมื่อต้นเดือนนี้

รัฐบาลไบเดนได้ขอให้พันธมิตรที่เคยใช้อุปกรณ์และระบบที่ผลิตในรัสเซีย ซึ่งรวมถึง S-300 และ S-400 พิจารณาส่งอาวุธเหล่านี้ไปยังยูเครน เพื่อป้องกันการรุกรานของรัสเซียที่เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 24 ก.พ.

แนวคิดนี้ ซึ่งนักวิเคราะห์กล่าวว่าแน่นอนว่าจะต้องถูกโจมตีโดยตุรกี เป็นส่วนหนึ่งของการอภิปรายในวงกว้างระหว่างเชอร์แมนและเจ้าหน้าที่ของตุรกีว่าสหรัฐฯ และพันธมิตรสามารถทำอะไรได้มากกว่าเพื่อสนับสนุนยูเครน และปรับปรุงความสัมพันธ์ทวิภาคี

ทางการตุรกีไม่ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับข้อเสนอแนะหรือข้อเสนอใดๆ ของสหรัฐฯ ที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายโอนไปยังยูเครนของระบบ S-400 ของตุรกี ซึ่งเป็นประเด็นที่ขัดแย้งกันมานานระหว่างพันธมิตรนาโต้ทั้งสองประเทศ

เจ้าหน้าที่กระทรวงต่างประเทศตุรกีไม่สามารถแสดงความคิดเห็นได้ทันที

แหล่งข่าวและนักวิเคราะห์ของตุรกีกล่าวว่าข้อเสนอแนะใด ๆ ดังกล่าวจะไม่น่าจะเป็นสิ่งที่ทำได้สำหรับตุรกี โดยอ้างถึงปัญหาตั้งแต่อุปสรรคทางเทคนิคที่เกี่ยวข้องกับการติดตั้งและการใช้งาน S-400 ในยูเครน ไปจนถึงข้อกังวลทางการเมือง เช่น การที่ตุรกีจะถูกตอบโต้จากรัสเซีย

รัฐบาลวอชิงตันได้ขอให้รัฐบาลอังการากำจัดแบตเตอรี่ขีปนาวุธพื้นสู่อากาศที่สร้างโดยรัสเซียหลายครั้งตั้งแต่การส่งมอบครั้งแรกมาถึงในเดือนกรกฎาคม 2019 สหรัฐฯ ได้กำหนดมาตรการคว่ำบาตรอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศของตุรกีและถอนตุรกีซึ่งเป็นสมาชิกนาโตออกจากโครงการเครื่องบินขับไล่ไอพ่น F-35 

รัฐบาลอังการากล่าวว่า ถูกบังคับให้เลือกใช้ S-400 ของรัสเซียเนื่องจากพันธมิตรนาโตไม่ได้จัดหาอาวุธให้ตามเงื่อนไขที่น่าพอใจ

เจ้าหน้าที่สหรัฐกระตือรือร้นที่จะยึดช่วงเวลานี้เพื่อดึงตุรกีกลับเข้าสู่วงโคจรอำนาจของรัฐบาลวอชิงตัน ความพยายามที่จะหาวิธีที่ “สร้างสรรค์” ในการปรับปรุงความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดได้เร่งตัวขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา แม้ว่าจะยังไม่มีข้อเสนอใดที่ได้รับความสนใจ แหล่งข่าวจากสหรัฐฯ และตุรกีกล่าว

“ดิฉันคิดว่าทุกคนรู้ว่า S-400 เป็นปัญหาที่มีมายาวนาน และบางทีนี่อาจเป็นช่วงเวลาที่เราสามารถหาวิธีใหม่ในการแก้ปัญหานี้” เชอร์แมนบอกกับสถานีโทรทัศน์ตุรกี Haberturk ในการให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 5 มีนาคม

ไม่ชัดเจนว่าเธอหมายถึงอะไร และกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐไม่ได้ตอบคำถามเกี่ยวกับความคิดเห็นของเธอ ทำเนียบขาวไม่ตอบสนองต่อคำร้องขอความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อเสนอแนะในระหว่างการเยือนตุรกีของเธอ

ความพยายามดังกล่าวยังเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในวงกว้างโดยฝ่ายบริหารของไบเดน เพื่อตอบสนองต่อคำวิงวอนของประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครนที่จะให้ช่วยปกป้องท้องฟ้าของยูเครน โดยระบบป้องกันภัยทางอากาศที่ผลิตในรัสเซียหรือโซเวียต เช่น S-300 ที่พันธมิตรนาโตรายอื่นมีและ S-400 เป็นที่ต้องการจากยูเครน

แหล่งข่าวรายหนึ่งที่ทราบความคิดของรัฐบาลสหรัฐฯ กล่าวว่า ความเป็นไปได้ที่รัฐบาลวอชิงตันเสนอเรื่องนี้เป็นผลมาจากความพยายามครั้งใหม่ที่จะปรับปรุงความสัมพันธ์ในช่วงเวลาที่รัฐบาลอังการาตื่นตระหนกกับการรุกรานยูเครนของรัสเซีย

ประธานาธิบดีแอร์โดอัน ประธานาธิบดีตุรกีไม่ได้รับแจ้งเตือนจากประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียเกี่ยวกับแผนการโจมตียูเครนอย่างเต็มรูปแบบ แหล่งข่าวอีกรายหนึ่งที่คุ้นเคยกับการอภิปรายดังกล่าว 

ตุรกีมีพรมแดนทางทะเลร่วมกับยูเครนและรัสเซียในทะเลดำ และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับทั้งสองประเทศ โดยกล่าวว่าการรุกรานเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้และแสดงความสนับสนุนต่อยูเครน แต่ยังคัดค้านการคว่ำบาตรมอสโกในขณะที่เสนอตัวเป็นผู้ไกล่เกลี่ย

นักวิเคราะห์กล่าวว่า รัฐบาลอังการาใช้คำพูดของตนอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้ขุ่นเคืองต่อรัสเซียซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดด้านพลังงาน การป้องกันประเทศ และการท่องเที่ยว แต่รัฐบาลอังการายังขายโดรนทหารให้กับยูเครน และลงนามในข้อตกลงเพื่อร่วมผลิตมากขึ้น ซึ่งทำให้รัฐบาลที่เครมลินไม่พอใจ ตุรกียังคัดค้านนโยบายของรัสเซียในซีเรียและลิเบีย รวมถึงการผนวกไครเมียในปี 2557

“(ตอนนี้) ตุรกีสามารถถ่วงดุลที่อันตรายเอาไว้ได้ แต่การถ่ายโอน S-400 ของรัสเซียจะสร้างความโกรธเคืองต่อรัสเซียอย่างแน่นอน” อารอน สไตน์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของสถาบันวิจัยนโยบายต่างประเทศในฟิลาเดลเฟีย กล่าว “และสำหรับแอร์โดอันแล้ว S-400 ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจอธิปไตยของตุรกี ดังนั้นการแลกเปลี่ยนมันจึงไม่ใช่เรื่องที่ยอมรับได้”

Source – REUTERS

Photo – REUTERS/File Photo

อเมริกาไม่ต้อนรับ? ชาวยูเครนเข้าได้ ส่วนคนรัสเซียหมดสิทธิ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/678598

วันที่ 20 มี.ค. 2565 เวลา 11:01 น.อเมริกาไม่ต้อนรับ? ชาวยูเครนเข้าได้ ส่วนคนรัสเซียหมดสิทธิ์

ติดอยู่ที่ชายแดนเม็กซิโก ชาวรัสเซียที่ต่อต้านสงครามไม่รู้อนาคตของตัวเอง ได้แต่มองดูชาวยูเครนเดินทางเข้าสู่สหรัฐอเมริกา

สำนักข่าวรอยเตอร์ (รายงานจากติฮัวนา ประเทศเม็กซิโก) ชาวรัสเซียที่พยายามจะเข้าสู่สหรัฐอเมริกาที่ชายแดนเม็กซิกันรู้สึกท้อแท้ที่พวกเขาไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าประเทศเหมือนที่ชาวยูเครน แม้จะดั้นด้นออกจากบ้านเกิดของตนเพื่อแสดงจุดยืนต่อต้านการบุกยูเครนของปูตินก็ตาม

เจ้าหน้าที่สหรัฐอนุญาตให้ชาวยูเครนหลายสิบคนเข้าประเทศได้ในสัปดาห์นี้ แต่ชาวรัสเซียยังคงไม่รู้ชะตากรรม ทำให้บางคนต้องตั้งค่ายพักแรมบนทางเท้าข้างรั้วลวดหนาม ขัดต่อคำเตือนจากทางการเม็กซิโกที่สั่งให้ออกไป

อิริรา โซลกินา (Irina Zolkina) ครูคณิตศาสตร์ที่ออกจากมอสโกพร้อมกับลูกสี่คนและแฟนของลูกสาวของเธอ ต้องน้ำตาไหลเมื่อวันพฤหัสบดีตอนที่เจ้าหน้าที่ชายแดนสหรัฐดูหนังสือเดินทางรัสเซียกองหนึ่งของเธอและส่ายหัวโดยบอกว่าพวกเขาจะต้องรอ แต่หลังจากนั้นไม่นานเจ้าหน้าที่อเมริกันกลับนำชายยูเครนหกคนเข้าไปในประเทศได้

“มีความหวาดกลัวเป็นเวลาหลายปีที่เราอาศัยอยู่ … ในรัสเซียก็เลวร้ายเช่นกัน” เธอบอกกับรอยเตอร์ในเมืองติฮัวนา ชายแดนเม็กซิโกตรงข้ามซานดิเอโก แคลิฟอร์เนีย

โซลกินาแสดงวิดีโอของ BBC ให้สำนักข่าวรอยเตอร์ดูว่าเธอถูกจับกุมในข้อหาเข้าร่วมการประท้วงต่อต้านสงครามเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันที่รัสเซียบุกยูเครน

เธอได้รับการปล่อยตัวในอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมา และออกจากรัสเซียพร้อมลูกๆ ของเธอในสัปดาห์ต่อมา โดยเดินทางผ่านทาชเคนต์ (เมืองหลวงของประเทศอุซเบกิสถาน) และอิสตันบูล (นครใหญ่ของตุรกี) ก่อนถึงกันกูน เมืองรีสอร์ทริมชายหาดในเม็กซิโก ซึ่งเป็นจุดนัดพบร่วมกันสำหรับชาวรัสเซียที่มุ่งหน้าไปยังชายแดนสหรัฐฯ

ชาวยูเครนกว่า 3 ล้านคนกลายเป็นผู้ลี้ภัย ตามรายงานขององค์การสหประชาชาติ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในประเทศที่มีพรมแดนติดกับยูเครน รัสเซียหลายพันคนได้ออกจากประเทศแล้ว ตามรายงานของสื่อ

ชาวยูเครนบางคนที่ข้ามฟากในติฮัวนาได้รับอนุญาตให้อยู่ในสหรัฐอเมริกาเป็นเวลาหนึ่งปี

เมื่อต่อข้อซักถามเกี่ยวกับชาวยูเครนและชาวรัสเซียที่ชายแดน อเลฮันโดร มายอร์กัส (Alejandro Mayorkas) รัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐฯ กล่าวว่ารัฐบาลกำลังช่วยเหลือผู้คนที่หลบหนีออกจากยูเครน และโครงการอื่นๆ กำลังได้รับการพิจารณาเพื่อขยายความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

พรมแดนสหรัฐฯ-เม็กซิโกปิดให้บริการสำหรับผู้ขอลี้ภัยส่วนใหญ่ภายใต้นโยบายการระบาดใหญ่ของโคโรนาไวรัส

ต่อข้อซักถามถึงนโยบายปัจจุบันที่มีต่อรัสเซีย โฆษกกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิกล่าวว่า หน่วยงานได้ยกเว้นคำสั่งดังกล่าวเป็นกรณีๆ ไปสำหรับ “บุคคลที่มีความเสี่ยงโดยเฉพาะ”

‘ไม่ยุติธรรม’

ชาวรัสเซียอีกหลายสิบคนต้องใช้เวลาหลายวันที่ชายแดน ต้องหาห่มผ้าห่มหนาๆ มาคลุมเท้าเวลานอนพิงกำแพงชายแดน โดยหวังว่าเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ จะได้ยินคำวิงวอนขอความคุ้มครองจากพวกเขา

“ไม่ยุติธรรมเลยที่เราเข้าไปข้างในไม่ได้” มาร์ค วัย 32 ปี ผู้จัดการร้านอาหารที่มาจากมอสโกกับภรรยาของเขา โดยบินมายังเม็กซิโกผ่านตุรกีและเยอรมนีเมื่อต้นเดือนมีนาคม กล่าว

ทั้งสองคนถูกจับกุมเป็นเวลา 3 วันในปีที่แล้วหลังจากการประท้วงเพื่อสนับสนุนผู้นำฝ่ายค้าน อเล็กเซ นาวัลนี (Alexei Navalny) ที่ถูกจำคุก มาร์ก ผู้ขอให้ระงับการเปิดเผยนามสกุลของเขากล่าวว่าการกลับไปรัสเซียไม่ใช่ทางเลือกหลังจากกฎหมายใหม่ที่กำหนดโทษจำคุกสูงสุด 15 ปีสำหรับการกระทำที่ทำลายชื่อเสียงของกองทัพรัสเซีย

“นี่คือการตัดสินใจของเราที่จะอยู่ที่นี่และนั่งรออยู่กับพื้น” มาร์คกล่าว โดยนั่งบนผ้าห่มพร้อมมองดูนักท่องเที่ยวหลายร้อยคนและพลเมืองสหรัฐฯ เข้าไปในซานดิเอโก “ถ้าเราพ้นไปจากที่นี่ได้ ทุกคนจะลืมปัญหานี้ทันที”

ระหว่างเดือนตุลาคม พ.ศ. 2564 ถึงมกราคม ข้อมูลของรัฐบาลสหรัฐฯ แสดงให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่ชายแดนพบชาวรัสเซียประมาณ 6,400 คน ซึ่งบางคนกล่าวว่าพวกเขาไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลและขณะนี้อยู่ในสหรัฐอเมริกา สถานทูตรัสเซียกล่าวในแถลงการณ์ว่าได้ติดต่อทางการสหรัฐฯ เกี่ยวกับพลเมืองเหล่านั้นแล้ว

ในเมืองติฮัวนาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เจ้าหน้าที่เม็กซิกันได้แจกใบปลิวในภาษารัสเซียที่มีรายชื่อที่พักพิงสำหรับผู้อพยพในบริเวณใกล้เคียง และจดหมายระบุว่าชาวรัสเซียสามารถขอลี้ภัยได้ แต่ไม่ควรตั้งค่ายที่ชายแดนที่พลุกพล่าน

การอยู่ที่นั่นเป็น “ความเสี่ยงที่สหรัฐฯ จะตัดสินใจปิดจุดผ่านแดนด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยภายใน” จดหมายที่ลงนามโดยเอ็นริเก ลูเซโร (Enrique Lucero) ผู้อำนวยการด้านการย้ายถิ่นของติวฮัวนากล่าว

แต่สำหรับตอนนี้ชาวรัสเซียยังคงต้องปักหลักที่นี่กันต่อไป

มิคาอิล ชลิอัคคอฟ (Mikhail Shliachkov) วัย 35 ปี นั่งบนเปลใต้ร่มกันแดดเพื่อปกปิดแสงแดดจ้า กล่าวว่า เขาตัดสินใจที่จะมาเม็กซิโกกับภรรยาในวันรุ่งขึ้นหลังการรุกราน โดยกลัวว่าเขาจะถูกเรียกให้ไปสู้กับญาติสนิทในยูเครน

“ฉันไม่อยากฆ่าพี่น้องของผม รู้ไหม” เขากล่าวพร้อมแสดงรูปถ่ายสูติบัตรที่ระบุว่าแม่ของเขาเกิดในยูเครน

ขณะที่ชาวรัสเซียรออยู่ เจ้าหน้าที่ชายแดนสหรัฐฯ ได้หันหลังให้กับผู้ขอลี้ภัยจากไนจีเรีย โคลอมเบีย ฮอนดูรัส และเม็กซิโก ซึ่งจุดชนวนให้เกิดการร้องเรียนเรื่องการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม

เควิน ซัลกาโด วัย 19 ปี ชาวเม็กซิกันจากรัฐมิโชอากัง ระบุว่า พ่อของเขาและน้องชายวัย 16 ปี ซึ่งเป็นสมาชิกตำรวจชุมชน ถูกสังหารทั้งคู่

“ทำไมพวกเขาถึงปล่อยให้คนยูเครนผ่านไปได้ … ใครช่วยอธิบายให้เราฟังได้ไหม?

Photo – ชาวรัสเซียและยูเครนโอบกอดกันขณะที่ชาวรัสเซียรอวีซ่าด้านมนุษยธรรมที่ท่าเรือซานอิซิโดรทางเข้าชายแดนสหรัฐฯ ในติฮัวนา  ประเทศเม็กซิโก 18 มีนาคม 2565 – REUTERS / Jorge Duenes

จีนชี้อย่าบีบมหาอำนาจนิวเคลียร์ให้จนมุม คว่ำบาตรรัสเซียอุกอาจมากขึ้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/678593

วันที่ 20 มี.ค. 2565 เวลา 09:26 น.จีนชี้อย่าบีบมหาอำนาจนิวเคลียร์ให้จนมุม คว่ำบาตรรัสเซียอุกอาจมากขึ้น

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลจีนกล่าวเมื่อวันเสาร์ว่าการคว่ำบาตรของชาติตะวันตกที่มีต่อรัสเซียต่อยูเครนนั้น “อุกอาจ” มากขึ้น

รองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน เล่ออวี้เฉิง (Le Yucheng) ยังกล่าวเห็นด้วยการการต่อต้านของรัสซียต่อนโยบาย “มุ่งตะวันตออก” ของนาโต ที่แผ่อิทธิพลและรับสมาชิกใหม่ในยุโรปตะวันออกจนเผชิญหน้ากับรัสเซีย โดยเล่ออวี้เฉิงกล่าวว่าพันธมิตรนาโตไม่ควรขยายไปทางตะวันออกอีก เท่ากับให้มหาอำนาจนิวเคลียร์เช่นรัสเซียต้อง “จนมุม”

จีนยังไม่ได้ประณามการกระทำของรัสเซียในยูเครนหรือเรียกว่าเป็นการบุกรุก แม้ว่าจะได้แสดงความกังวลอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับสงครามก็ตาม รัฐบาลปักกิ่งยังคัดค้านการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อรัสเซียต่อยูเครนด้วย โดยระบุว่าเป็นการกระทำแต่ฝ่ายเดียวของนาโตและชาติพันธมิตรตะวันตก และไม่ได้รับอนุญาตจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

“มาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซียกำลังทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ” เล่อ กล่าวในการประชุมความมั่นคงในกรุงปักกิ่ง และเสริมว่า พลเมืองรัสเซียกำลังถูกลิดรอนทรัพย์สินจากต่างประเทศ “โดยไม่มีเหตุผล”

“ประวัติศาสตร์ได้พิสูจน์ครั้งแล้วครั้งเล่าว่าการคว่ำบาตรไม่สามารถแก้ปัญหาได้ การคว่ำบาตรจะทำร้ายคนธรรมดาเท่านั้น ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและการเงิน… และทำให้เศรษฐกิจโลกแย่ลง”

รัสเซียเรียกการกระทำของตนในยูเครนว่า “ปฏิบัติการพิเศษ” โดยระบุว่าไม่ได้ตั้งใจเพื่อยึดครองดินแดน แต่เพื่อทำลายขีดความสามารถทางทหารของเพื่อนบ้าน และกวาดล้างแนวคิดชาตินิยมที่อันตรายในยูเครน

ในการหารือระหว่างโจ ไบเดน และสี จิ้นผิง เมื่อวันศุกร์ ทำเนียบขาวกล่าวว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้เตือนถึง “ผลที่ตามมา” ของจีน หากปักกิ่งให้การสนับสนุนด้านวัตถุแก่การโจมตีของรัสเซีย 

มอสโกเรียกร้องการค้ำประกันที่มีผลผูกพันทางกฎหมายจากนาโตว่าจะหยุดการขยายและกลับสู่พรมแดนในปี 1997

“การแสวงหาความความมั่นคงอย่างสมบูรณ์ (โดย นาโต) นี้นำไปสู่การไม่มีความมั่นคงอย่างสมบูรณ์” เล่อกล่าว “ยิ่งผลที่ตามมาจากการบังคับอำนาจหลักโดยเฉพาะอย่างยิ่งมหาอำนาจนิวเคลียร์จนเข้าไปที่มุมนั้น เป็นเป็นเรื่องที่จินตนาการไม่ได้เอาเลย”

ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี กล่าวในสัปดาห์นี้ว่า ยูเครนสามารถยอมรับการค้ำประกันความมั่นคงระหว่างประเทศ ส่งสัญญาณว่ายูเครนจะรามือจากเป้าหมายอันยาวนานที่ต้องการจะเข้าร่วมนาโต

Source – Reuters 

Photo – Sputnik/Sergey Guneev/Kremlin via REUTERS