‘สีจิ้นผิง’ ย้ำ ‘จีน-สหรัฐฯ’ พยายามร่วมกัน เพื่อโลกสันติสุข

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/678591

วันที่ 20 มี.ค. 2565 เวลา 08:59 น.‘สีจิ้นผิง’ ย้ำ ‘จีน-สหรัฐฯ’ พยายามร่วมกัน เพื่อโลกสันติสุข

สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ได้สนทนากับโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ผ่านระบบวิดีโอตามคำเชิญของไบเดน เมื่อวันศุกร์ (18 มี.ค.) ที่ผ่านมา

สีจิ้นผิงกล่าวว่าจีนและสหรัฐฯ ไม่เพียงต้องชี้นำความสัมพันธ์ทวิภาคีให้เดินบนทิศทางที่ถูกต้อง แต่ยังต้องแบกรับความรับผิดชอบและพันธกิจระหว่างประเทศเพื่อสันติภาพและความสงบสุขของโลกด้วย

ภูมิทัศน์ระหว่างประเทศเกิดพัฒนาการสำคัญใหม่ๆ นับตั้งแต่การประชุมออนไลน์ระหว่างผู้นำทั้งสองครั้งแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีก่อน โดยสีจิ้นผิงระบุว่ากระแสสันติภาพและการพัฒนากำลังเผชิญความท้าทายร้ายแรง และโลกไม่ได้สงบสุขหรือมั่นคง

“วิกฤตยูเครนไม่ใช่สิ่งที่เราอยากเห็น” สีจิ้นผิงกล่าว

สีจิ้นผิงชี้ว่าวิกฤตดังกล่าวแสดงให้เห็นอีกครั้งว่าประเทศต่างๆ ไม่ควรใช้การสู้รบแก้ปัญหา ความขัดแย้งและการเผชิญหน้าไม่ได้เป็นประโยชน์กับใคร สันติภาพและความมั่นคงคือสิ่งที่ประชาคมนานาชาติควรรักษาไว้มากที่สุด

“ด้วยฐานะสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) และประเทศเศรษฐกิจชั้นนำของโลก เราไม่เพียงต้องชี้นำความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ให้เดินหน้าบนเส้นทางที่ถูกต้อง แต่ยังต้องแบกรับความรับผิดชอบและพันธกิจระหว่างประเทศเพื่อสันติภาพและความสงบสุขของโลกด้วย”

เนื้อหาข่าวและภาพจากสำนักข่าวซินหัว

ปูตินอาจแพ้ในสงครามข่าวสาร แต่เซเลนสกีอาจแพ้ในสมรภูมิจริง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/678576

วันที่ 19 มี.ค. 2565 เวลา 17:16 น.ปูตินอาจแพ้ในสงครามข่าวสาร แต่เซเลนสกีอาจแพ้ในสมรภูมิจริง

ผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารชี้ปูตินอาจแพ้ในสงครามข่าวสาร แต่เซเลนสกีอาจแพ้ในสมรภูมิจริง

บิลล์ รอจจิโอ (Bill Roggio) นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารจาก Foundation for Defense of Democracies และบรรณาธิการวารสาร Long war ระบุว่า ปูตินอาจพ่ายแพ้ในสงครามข่าวสาร แต่เซเลนสกีอาจพ่ายแพ้ในสมรภูมิสู้รบจริง และตะวันตกไม่ควรหลอกตัวเองว่ายูเครนจะชนะ

ในขณะที่สงครามยูเครนกำลังจะเข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 การสู้รบขยายวงไปยังเมืองต่างๆ และตามชนบท เช่นเดียวกับสงครามข้อมูลข่าวสารที่แพร่สะพัดไปตามอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดีย

รอจจิโอระบุว่า ในสมรภูมิจริง การสู้รบของรัสเซียในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นไปอย่างช้าๆ ทว่าสิ่งที่ถูกมองว่าเป็นการหยุดชะงักอาจเป็นผลมาจากการที่รัสเซียใช้เวลาในการจัดกองกำลังให้เข้าที่เข้าทางและปรับปรุงโลจิสติกส์เสียใหม่

ในสงครามข่าวสารของฝั่งตะวันตก พวกเราได้รับการบอกเล่าตั้งแต่วันแรกๆ ของความขัดแย้งว่ากองทัพรัสเซียจะต้องแตก เนื่องจากมีการบาดเจ็บล้มตายมากและการหนีทัพ การสูญเสียรถถัง ยานพาหระหุ้มเกราะ กระสุนปืนใหญ่ และเครื่องบิน รวมทั้งเสียงคัดค้านจากภายในประเทศ

รอจจิโอบอกว่า คลิปวิดีโอความเสียหาย ความพ่ายแพ้ของรัสเซียมีให้เห็นมากมายในสื่อต่างๆ แต่น่าแปลกใจที่รายงานการสูญเสียของฝั่งยูเครนมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

นอกจากนี้ ตลอด 3 สัปดาห์ที่สู้รบกัน วลาดิมีร์ ปูติน ยังคงเป็นประธานาธิบดี และกองกำลังและอาวุธยุทโธปกรณ์ของรัสเซียยังไม่พังทลาย แต่กำลังเคลื่อนอย่างช้าๆ แม้จะไม่สมบูรณ์และไม่เป็นระเบียบ

ด้านยูเครนชนะสงครามบนโซเชียลมีเดียและสื่ออย่างเบ็ดเสร็จ สิ่งนี้ทำให้ชาวตะวันตกทั่วไปปลาบปลื้มกับชัยชนะที่เอนเอียงไปทางฝั่งยูเครน

อีกทั้งเพนตากอนยังบรรยายสรุปเกี่ยวกับสงครามในแต่ละวันแม้ว่าสหรัฐจะไม่ได้ทำสงครามนั้นเองก็ตาม ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

รอจจิโอบอกว่า การประเมินของเพนตากอนมักจะใกล้เคียงการการประเมินจากรัฐบาลยูเครน และว่านี่ไม่ใช่การประณามการใช้ข้อมูลข่าวสารและการบิดเบือนข่าวสารของตะวันตก

แทคติกเหล่านี้มีบทบาทในการบริหารจัดการความขัดแย้ง แต่วะวันตกไม่ควรหลอกตัวเองด้วยความเชื่อที่ว่ายูเครนจะรอดพ้นด้วยความคิดเพ้อฝัน

รัสเซียทำแคมเปญบิดเบือนข่าวสารอย่างงุ่มง่ามเพื่อแสดงให้เห็นว่าประชาชนของตัวเองเป็นหนึ่งเดียวกันในสิ่งที่ปูตินเรียกว่า “ปฏิบัติการพิเศษทางการทหาร”

เมื่อวันศุกร์ (18 มี.ค.) รัสเซียจัดการรวมตัวเป็นกลุ่มใหญ่เพื่อแสดงให้เห็นว่าชาวรัสเซียยังหนุนหลังปูติน ขณะที่ชาวรัสเซียนับพันคนถูกจับกุมเพราะประท้วงการทำสงคราม

ปูตินยังเตือนบรรดาผู้ที่ไม่เห็นด้วยในรัสเซีย โดยเปรียบเทียบคนเหล่านั้นเป็นแมลงตัวเล็กๆ และส่งสัญญาณว่าจะมีการควบคุมเข้มงวดขึ้น รวมทั้งการผ่านกำหมายที่กำหนดให้การประท้วงเป็นสิ่งผิดกฎหมาย โดยผู้ประท้วงอาจถูกปรับหรือจำคุก

รอจจิโอระบุว่า ผู้นำที่ต้องการสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกันจะไม่ใช้แทคติกเหล่านี้

ในขณะที่แต่ละฝ่ายพยายามโปรโมทเกี่ยวกับความสำเร็จของตัวเอง สัญญาณหนึ่งที่เป็นไปได้ของสภาพที่แท้จริงของการป้องกันประเทศยูเครนคือ การเป็นสมาชิกนาโต ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ปูตินเปิดฉากทำสงคราม

หากไม่ได้เป็นสมาชิกนาโต เซเลนสกีต้องพึ่งพาตะวันตกในการจัดหาอาวุธ การคว่ำบาตร การห้ามค้าขาย และการสนับสนุนในรูปแบบอื่นๆ ยังต้องคอยดูกันต่อไปว่าความพยายามเหล่านี้จะเพียงพอสำหรับการหันหลังให้รัสเซียหรือไม่

ความจริงอย่างหนึ่งคือ ชาวยูเครนต่อต้านอย่างแข็งกร้าวในทุกหนทุกแห่งเพื่อปกป้องเมืองของตัวเองและทำให้รัสเซียต้องจ่ายค่าตอบแทนในทุกๆ ตารางนิ้วของแผ่นดิน

แต่การไม่ยึดกรุงเคียฟให้ได้อย่างรวดเร็วและการล่มสลายของรัฐบาลประธานาธิบดรเซเลนสกีทำให้การโจมตียูเครนของรัสเซียต้องใช้เวลานาน การทำสงครามตามรูปแบบกินเวลานาน ชัยชนะอย่างรวดเร็วเกิดได้ยาก

รอจจิโอระบุว่า เราต้องไม่ลืมว่าสหรัฐใช้เวลา 3 สัปดาห์มนการยึดกรุงแบกแดด และ 42 วันในการมีชัยในอิรักเมื่อปี 2003 แต่กองทัพรัสเซียมีประสิทธิภาพน้อยกว่ากองทัพสหรัฐ อีกทั้งชาวยูเครนยังมีความเป็นนักสู้และมีแรงกระตุ้นมากกว่ากองทัพของ ซัดดัม ฮุสเซน

รอจจิโอบอกว่า อย่างที่ผมได้เขียนไว้ก่อนหน้านี้ การรุกรานของรัสเซียได้เริ่มดำเนินการในหลายด้านและมีเป้าหมายหลัก 4 แห่งคือ เมืองหลวงของกรุงเคียฟ, คาร์คิฟ เมืองใหญ่อันดับสองของยูเครนและทางเหนือ, ทางตะวันออก รวมถึงพื้นที่ทางตะวันตกของภูมิภาคดอนบัส และทางใต้ รวมถึงท่าเรือในทะเลดำและทะเลอาซอฟ

กองทัพรัสเซียใช้ทั้งการจัดทัพและสงครามปิดล้อมในความพยายามที่จะบรรลุเป้าหมายในการทำลายกองทัพและรัฐบาลของยูเครนและพิชิตพื้นที่เป็นกว้างของยูเครน

ที่ใดที่ชาวยูเครนต่อต้านอย่างแข็งกร้าว กองกำลังของรัสเซียก็เลี่ยงเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์หลักอื่นๆ ในขณะเดียวกันรัสเซียก็พยายามที่จะล้อมเมืองและโจมตีด้วยการโจมตีทางอากาศและด้วยปืนใหญ่ดังเช่นทางตะเหนือของเมืองคาร์คิฟที่มหารรัสเซียทำลายกำแพงทางตอนเหนือของเมือง และขณะนี้กองทัพรัสเซียกำลังพยายามปิดล้อมเมืองคาร์คิฟไปพร้อมๆ กับการระดมยิงกระสุนปืนใหญ่เข้าใส่ ทั้งยังส่งทหารลงไปทางใต้มุ่งหน้าไปยังเมืองอิซุมซึ่งเจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐบอกว่าถูกยึดวานนี้

หากรัสเซียสามารถรุกคืบไปทางตอนใต้ของเมืองอิซุมก็จะสามารถปิดล้อมกองทัพยูเครนที่อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของยูเครนและตัดขาดทหารกลุ่มนี้จากการส่งเสบียง

รอจจิโอบอกว่า นี่เป็นกลยุทธ์ที่คลาสสิก เมื่อกองกำลังถูกล้อมก็จะขาดแคลนสิ่งของจำเป็นต่างๆ อาทิ อาหาร และอาวุธ เมื่อไม่มีอาสุธก็ไม่สามารถป้องกันตัวเอง

ส่วนทางใต้รัสเซียควบคุมพื้นที่ชายฝั่งที่สำคัญทั้งหมดแล้ว ยกเว้นโอเดสซาและมาริอูปอล โดยเมืองมาริอูปอลถูกปิดล้อมอย่างเบ็ดเสร็จและกำลังถูกทั้งกระสุนปืนใหญ่และความหิวโหยเล่นงาน

จากจุดนี้กองทัพรัสเซียกำลังรุกคืบไปทางเหนืออย่างช้าๆ ส่วนฝั่งตะวันตก เมืองโอเดสซากลายเป็นจุดที่ตียากสำหรับรัสเซียเนื่องจากยังหาช่องทางบุกเข้าเมืองไม่ได้

กองกำลังรัสเซียบางกลุ่มกำลังรุกคืบไปทางเหนือมุ่งหน้าเมืองครีวิริกโดยเป้าหมายน่าจะอยู่ที่เมืองดนีโปร หากรัสเซียไปถึงเมืองดนีโปร ฝั่งตะวันออกของยูเครนทั้งหมดเสี่ยงจะตกอยู่ในมือรัสเซีย

ส่วนในกรุงเคียฟและรอบๆ สถานการณ์ค่อนข้างทรงๆ สำหรับยูเครน แต่ทหารรัสเซียกระจายอยู่แถบชานเมือง และมีเฉพาะพื้นที่ทางใต้ของกรุงเคียฟเท่านั้นที่เปิด

รอจจิโอบอกว่า ยูเครนน่าจะให้ความสำคัญกับการป้องกันเมืองหลวงเป็นอันดับแรก อย่างไรก็ดี วิธีนี้จะเป็นการดึงทรัพยากรจากแนวหน้าอื่นๆ ทางตะวันตกของเคียฟ กองกำลังรัสเซียยกระดับการโจมตี โดยยิงขีปนาวุธใส่ฐานทัพยูเครนหลายแห่ง รวมทั้งฐานทัพอากาศสำคัญใกล้กับชายแดนโปแลนด์

ในขณะที่แคมเปญด้านข้อมูลข่าวสารได้บดบังความเป็นจริงของสถานการณ์ภาคพื้นดิน แต่สิ่งที่ชัดเจนก็คือกองทัพรัสเซียไม่ก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อนาโต ทว่าสำหรับประเทศเล็กๆ ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกนาโตอย่างมอลโดวา สถานการณ์ไม่ดีนัก (อ่านบทความเรื่อง ‘มอลโดวา’ ประเทศเล็กๆ ที่อาจเผชิญชะตากรรมเดียวกับยูเครน ที่นี่)

ไม่ว่ากองทัพรัสเซียจะประสบความสำเร็จในยูเครนอย่างไร ปฏิบัติการครั้งนี้ได้เผยให้เห็นข้อบกพร่องร้ายแรงเกี่ยวกับความสามารถในการทำสงครามกับศัตรูที่มีอาวุธเหนือชั้นและยุทธวิธีที่ซับซ้อน

กองทัพอากาศรัสเซียไม่สามารถหรือไม่ต้องการช่วงชิงความเหนือกว่าทางอากาศทั่วทั้งยูเครนจากฝ่ายตรงข้ามที่มีความสามารถน้อยกว่าทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับประสิทธิภาพของกองทัพอากาศรัสเซียในการทำสงครามกับตะวันตก

สมรรถนะทางอากาศของนาโตเหนือกว่าของยูเครนมาก และมีอานุภาพร้ายแรงกว่าอาวุธ กองกำลังภาคพื้นดิน และการส่งกำลังสนับสนุนของรัสเซีย

โดยสรุปแล้ว ยูเครนกำลังซื้อเวลา ค่อยๆ สละเมืองอย่างช้าๆ และตัดทอนอาวุธและทหารราบของรัสเซียไปเรื่อยๆ ขณะที่กลยุทธ์ของรัสเซียก็ต้องใช้เวลาเช่นกัน แนวหน้าที่รุกคืบจากหลายทิศทางกำลังบดขยี้กองกำลังยูเครน และการปิดล้อมเมืองต่างๆ ก็ต้องการเวลาในการปฏิบัติ ซึ่งต้องคอยดูกันต่อไปว่าเวลาจะอยู่ข้างรัสเวียหรือยูเครน ซึ่งเป็นไปได้ทั้งสองทาง

รอจจิโอทิ้งท้ายว่า สงครามเป็นเรื่องเกี่ยวกับความมุ่งมั่น – ความมุ่งมั่นที่จะเสียสละทหาร พลเรือน วัสดุ และผืนแผ่นดิน เพื่อกำหนดเงื่อนไขสำหรับชัยชนะ และทั้งสองฝ่ายได้แสดงให้เห็นว่าพวกเขามีความมุ่งมั่นที่จะต่อสู้ต่อไป

Stephanie Lecocq/Pool via REUTERS/File Photo, Sputnik/Mikhail Klimentyev/Kremlin via REUTERS

เปิดใจอาสาสมัครต่างชาติที่เทยูเครนหลังถูกรัสเซียถล่มฐานฝึก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/678566

วันที่ 19 มี.ค. 2565 เวลา 14:20 น.เปิดใจอาสาสมัครต่างชาติที่เทยูเครนหลังถูกรัสเซียถล่มฐานฝึก

อาสาสมัครชาวอังกฤษรายหนึ่งเผ่นกลับบ้านหลังเหยียบยูเครนแค่ 9 ชั่วโมง

อาสาสมัครชาวต่างชาติที่เดินทางไปรบกับกองทัพรัสเซียหลายคนพากันหนีออกจากยูเครนหลังรัสเซียยิงขีปนาวุธถล่มฐานฝึกซ้อม เพราะไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจว่าจะเจอความเป็นจริงอันโหดร้ายของการทำสงครามกับกองทัพที่ทันสมัยของรัสเซีย

หลังจากประธานาธิบดี โวโลดิมีร์ เซเลนสกี ประกาศรับสมัครอาสาสมัครต่างชาติมาช่วยรบกับรัสเซียก็มีช่าวต่างชาติจากกว่า 50 ประเทศ รวมทั้งสหรัฐ อังกฤษ และแคนาดาขันอาสากว่า 16,000 คน

ทว่าเมื่อวันที่ 13 มี.ค. รัสเซียยิงขีปนาวุธถล่มฐานฝึกซ้อมของอาสาสมัครเหล่านี้ในเมืองยาโวริฟใกล้กับชายแดนโปแลนด์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 35 รายส่วนใหญ่เป็นชาวยูเครน และบาดเจ็บอีก 134 รายตามตัวเลขของทางการยูเครน แต่รัสเซียอ้างว่ามีผู้เสียชีวิตมากกว่านี้

เหตุการณ์นี้ทำให้อาสาสมัครต่างชาติหลายคนที่ไม่พอใจเรื่องการจัดการที่ไม่ค่อยดี การขาดแคลนอาวุธและการฝึกซ้อม และการเซ็นสัญญาที่ไม่กำหนดเวลาสิ้นสุดที่ชัดเจนเป็นทุนเดิมกันอยู่แล้ว เริ่มเปลี่ยนใจกลับบ้านกันมากขึ้น

หนึ่งในนั้นคือ เจสเปอร์ โซเดอร์ (Jesper Söder) ชาวสวีเดนที่เล่าถึงการโจมตีเมื่อวันที่ 13 กับสำนักข่าว AP ว่า “นรกชัดๆ ทั้งเสียงยิง เสียงตะโกน ความหวาดกลัว ไหนจะระเบิดกับขีปนาวุธอีก”

หลังถูกโจมตีโซเดอร์และกลุ่มอาสาสมัครต่างชาติรวมทั้งชาวสแกนดิเนเวีย อังกฤษ และอเมริกันออกจากฐานฝึกซ้อมกลับไปยังชายแดนโปแลนด์

ทหารผ่านศึกชาวอเมริกันที่ใช้ชื่อว่า ฮิว (Hieu) ที่รอดชีวิตจากการถูกรัสเซียโจมตีเผยกับ Task & Purpose ว่า “ผมรอดเพราะขีปนาวุธตกใส่โครงสร้างที่แข็งแรงแทนที่จะเป็นเต็นท์ที่ผมอยู่ ยูเครนเสนอจะพาคนที่ไม่ต้องการรบแล้วหลังถูกขีปนาวุธถล่มกลับไปยังชายแดน”

ฮิวซึ่งเป็นอดีตพลรถถัง M1 Abrams ที่เคยไปรบที่อัฟกานิสถานเมื่อปี 2012 เล่าว่า อาสาสมัครที่อยู่ในเต็นท์เดียวกับเขา 23 คน มีเพียง 7 คนที่ตัดสินใจอยู่ต่อ

ส่วนในชุมชนออนไลน์ยอดฮิตอย่าง Reddit ผู้ใช้คนหนึ่งซึ่งลบบัญชีไปแล้วโพสต์คลิปให้เห็นสภาพหลังการโจมตีลงในฟอรัม “อาสาสมัครเพื่อยูเครน” พร้อมกับเตือนว่า ให้คิดดีๆ ก่อนไปยูเครน เพราะสถานการณ์แย่มาก

“ไปร่วมกับกองกำลังต่างชาติเลยพวก ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม แต่ให้คิดให้ดีว่าเคียฟจะแย่แค่ไหน แล้วก็รู้ไว้ด้วยว่ารัสเซียมีเครื่องบินรบ และพวกนายแทบจะไม่มีอะไรเลย แล้วจงยอมรับว่ามีโอกาสตาย พวกเราที่ออกมา รวมทั้งกองกำลังพิเศษจากหลายๆ ประเทศแค่ต้องการลดความเสี่ยง ไม่มีใครอยากตายในการต่อสู้ที่ไม่เป็นธรรมหรอก และหลังจากโดนขีปนาวุธถล่มอย่างหนักวันนี้ ผมอยากให้พวกคุณคิดให้ดีก่อนจะไป”

เจ้าของบัญชีรายนี้ระบุอีกว่า “มีชาวต่างชาต 60 คนรวมทั้งผมออกมาหลังถูกโจมตี พวกเขาส่งคนที่ไม่เคยฝึกซ้อมไปแนวหน้าโดยมีกระสุนน้อยนิดกับอากาห่วยๆ แล้วคนพวกนี้ก็ถูกฆ่า…พวกที่ยังอยู่จะถูกส่งไปที่เคียฟและอีกหลายคนจะต้องตาย กองกำลังต่างชาติมีกำลังคนน้อยกว่า และมีผู้นำยูเครนบ้าๆ อีก 2-3 คนเท่านั้น”

เช่นเดียวกับ เจค ไพรเดย์ (Jake Priday) ครูจากเมืองคาร์ดิฟฟ์ของอังกฤษบอกกับ The Economist ว่า เขาออกมาจากยูเครนหลังไปเหยียบที่นั่นได้เพียง 9 ชั่วโมง หลังจากทราบว่าจะต้องเซ็นสัญญาที่ผูกกับกฎอัยการศึกซึ่งกำหนดให้พวกเขารบโดยไม่มีกำหนดตายตัว โดยไม่มีการอธิบายขยายความใดๆ จากยูเครน

“สำหรับผมมันคือการหลอกลวง” ครูวัย 25 ซึ่งผ่านการเป็นทหารมาแล้วเผย “พวกเขาขายฝันให้คุณ คุณสามารถช่วยชาวยูเครน! แล้วจากนั้นคุณกลับถูกส่งตัวไปยังที่ที่แย่ที่สุดในสมรภูมิ”

ไพรเดย์ยังกังวลว่าหากถูกรัสเซียจับตัวไปจะเกิดอะไรขึ้น เพราะก่อนหน้านี้รัสเซียประกาศเตือนว่านักรบต่างชาติจะถูกดำเนินคดีในฐานะอาชญากร เจสัน เฮ (Jason Haigh) อดีตแพทย์ทหารที่เคยไปรบในอิรักเผยกับ The Sun เมื่อช่วงต้นเดือนว่า เขาออกมาจากยูเครนแล้วหลังจากเผชิญหน้ากับกองกำลังทหารและยุทโธปกรณ์ของรัสเซียระหว่างสู้รบที่เมืองอันโตนอฟในช่วงแรกๆ ของสงครามยูเครน

อดีตแพทย์ทหารวัย 34 ถูกฝูงเครื่องบินเจ็ตของรัสเซียยิงจรวดใส่ระหว่างร่วมกับกองทัพยูเครนมุ่งหน้าไปยังสนามบินฮอสโตเมลในกรุงเคียฟ ก่อนที่เฮลิคอปเตอร์โจมตีของรัสเซียอีกฝูงหนึ่งจะตามมาสมทบ

เขาเล่าว่า “ทันใดนั้นประตูนรกก็เปิดรอต้อนรับพวกเรา พวกเราเกือบถูกถล่ม ผมไม่เคยเจอการยิงที่มีอานุภาพขนาดนี้มาก่อน และไม่คิดว่าคนในยุคนี้เคยเห็นเหมือนกัน อิรักกับอัฟกานิสถานแตกต่างอย่างสิ้นเชิง กองทัพรัสเซียทันสมัยมาก”

เฮเล่าอีกว่าหลังการสู้รบ เขากับเพื่อนชาวอเมริกันอีก 1 คนถูกเจ้าหน้าที่ยูเครนคุมตัวและทุบตีจนสะบักสะบอมเพราะคิดว่าเป็นฝ่ายรัสเซียและถูกนำตัวไปสอบสวนที่ฐาน 3 ชั่วโมง แต่สุดท้ายก็ถูกปล่อยตัวออกมา เขาตัดสินใจขึ้นรถไฟหนีไปยังเมืองลวิวก่อนจะข้ามชายแดนเข้าโปแลนด์

อีกคนหนึ่งคือ เบ็น สแปนน์ (Ben Spann) ชาวอังกฤษเผยกับ Sky News ว่า เขาตัดสินใจออกมาจากสมรภูมิยูเครนเพราะกลัวว่าจะต้องเจอกับ “ภารกิจฆ่าตัวตาย” ทั้งยังไม่กล้าบอกภรรยากับลูกชายว่าไปรบที่ยูเครน โดยเขาไปช่วยยูเครนเพราะคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่ควรทำ แต่ยอมรับภายหลังว่า “เป็นฝันร้ายสุดๆ”

สแปนน์เล่าว่า หลังนั่งเครื่องบินจากสนามบินลอนดอนสแตนสเต็ดไปยังเมืองสเชชชินของโปแลนด์เมื่อวันที่ 2 มี.ค. และได้พบกับอดีตทหารอังกฤษ 4 คนที่มีแผนจะเข้าไปรบในยูเครนจึงข้ามพรมแดนไปด้วยกัน

พวกเขาอยู่ในเซฟเฮ้าส์เล็กๆ หลังหนึ่งเป็นเวลา 5 วัน จู่ๆ หน่วยสวาทของยูเครน 10 คนก็บุกเข้าไปแล้วใช้ปืน AK-47 หลายกระบอกจ่อที่ศีรษะราว 20-30 นาทีเพื่อค้นตัวและสอบสวนจนเข้าใจว่าพวกเขามาช่วยรบ

ทว่าหลังจากต้องเดินทางไปยังพื้นที่ที่อันตรายกว่าเดิมในยูเครนโดยไม่มีอาวุธติดตัว สแปนน์ก็ตัดสินใจกลับบ้านทันที

REUTERS/Alexandros Avramidis

ไทคูนน้ำมันมะกันโกยเงินอื้อหลังสงครามดันราคาพุ่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/678549

วันที่ 19 มี.ค. 2565 เวลา 11:00 น.ไทคูนน้ำมันมะกันโกยเงินอื้อหลังสงครามดันราคาพุ่ง

ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นทำให้ไทคูนน้ำมันของสหรัฐบางคนติดโผ 500 คนที่มั่งคั่งที่สุดในโลก

Bloomberg รายงานว่า ไทคูนน้ำมันอเมริกันหลายคนได้อานิสงส์จากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นเพราะสงครามในยูเครนจนบางคนติดโผบุคคลที่มั่งคั่งที่สุดในโลก 500 คนเป็นครั้งแรก

ข้อมูลของ Bloomberg Billionaires Index พบว่า ขณะนี้นักธุรกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติชาวอเมริกันมีทรัพย์สินรวมกันกว่า 239,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นเกือบ 10% นับตั้งแต่รัสเซียบุกยูเครนเมื่อวันที่ 24 ก.พ.ที่ผ่านมา เนื่องจากราคาน้ำมันขยับขึ้นไปเกือบแตะจุดสูงสุดจากการที่มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐและยุโรปสกัดการส่งออกของรัสเซีย

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นถึง 32% นับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากโจมตี โดยเมื่อวันศุกร์ราคาอยู่ที่ 106 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นผลดีกับบริษัทที่ผลิต ขาย และขนส่งน้ำมัน

Bloomberg ระบุว่า อันดับความมั่งคั่ง Bloomberg Billionaires Index ของ แฮโรลด์ แฮมม์ ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Continental Resources ขยับขึ้นไป 28 อันดับไปอยู่ที่อันดับ 93 ด้วยทรัพย์สิน 18,600 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วน ริชาร์ด คินเดอร์ จากบริษัทท่อส่งน้ำมัน Kinder Morgan มีทรัพย์สิน 8,500 ล้านเหรียญสหรัฐ

ความต้องการก๊าซธรรมชาติเหลวที่เพิ่มมากขึ้นส่งผลให้ ไมเคิล เอส. สมิธ ผู้ก่อตั้ง Freeport LNG ติดโผบุคคลที่มั่งคั่งที่สุด 500 คนของโลกเป็นครั้งแรก โดยอยู่ในอันดับ 409 ด้วยทรัพย์สิน 6,200 ล้านเหรียญสหรัฐ และบริษัทของสมิธจะได้ประโยชน์เพิ่มขึ้นหากยุโรปซึ่งขณะนี้ใช้ก๊าซธรรมชาติจากรัสเซีย 40% หันมาซื้อก๊าซจากสหรัฐ

อย่างไรก็ดี แม้แต่ช่วงก่อนสงครามยูเครน ตัวเลขรายได้ของธุรกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสหรัฐก็ขยายตัวขึ้นอยู่แล้วจากความต้องการใช้น้ำมันที่กลับมาอีกครั้งหลังช่วง Covid-19 ระบาด

นอกจากนี้ ยังมีบริษัทเอกชนอีกหลายแห่งที่ได้อานิสงส์ในครั้งนี้ อาทิ Lafayette ของ เจฟเฟอรี ฮิลเดอแบรนด์ มีทรัพย์สิน 12,000 ล้านเหรียญสหรัฐ, ออทรี สตีเวนส์ เจ้าของ Endeavor Energy Resources มีทรัพย์สิน 5,200 ล้านเหรียญสหรัฐ

REUTERS/Eric Gaillard

ไบเดนขู่คว่ำบาตรหากจีนช่วยเหลือรัสเซีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/678543

วันที่ 19 มี.ค. 2565 เวลา 09:51 น.ไบเดนขู่คว่ำบาตรหากจีนช่วยเหลือรัสเซีย

ไบเดนยกหูคุยสีจิ้นผิงครั้งแรกนับตั้งแต่รัสเซียบุกยูเครนโดยขู่ว่าจะคว่ำบาตรหากจีนช่วยรัสเซีย

ประธานาธิบดี โจ ไบเดน และประธานาธิบดี สีจิ้นผิง พูดคุยกันทางโทรศัพท์ครั้งแรกนับตั้งแต่รัสเซียบุกยูเครนเมื่อ 3 สัปดาห์ก่อน เมื่อช่วงค่ำของวานนี้ โดยใช้เวลาสนทนากันราว 1 ชั่วโมง 50 นาที

ตอนหนึ่งของบทสนทนาผู้นำสหรัฐเอ่ยกับผู้นำจีนตรงๆ ว่า จีนต้องยอมรับกับผลที่จะเกิดขึ้นตามมาหากให้การสนับสนุนไม่ว่าในทางใดก็ตามแก่รัสเซีย และเตือนอีกว่า มาตรการที่จะเกิดขึ้นอาจไม่ได้มาจากรัฐบาลวอชิงตันฝ่ายเดียว แต่จะมาจาก พันธมิตรในยุโรปด้วย

ต่อมาทำเนียบขาวขยายความเรื่องนี้ ว่าผลกระทบที่จะตามมาอาจเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจและการค้าของจีนซึ่งมีมูลค่ามหาศาลขณะที่สหภาพยุโรป ( EU ) ยังปฏิเสธให้ความเห็นอย่างเป็นทางการว่าหากสหรัฐคว่ำบาตรจีนด้วยเหตุผลเกี่ยวข้องกับสงครามในยูเครนจริง EU จะร่วมด้วยหรือไม่

ด้านสีจิ้นผิงบอกกับไบเดนว่า สงครามในยูเครนควรยุติโดยเร็วที่สุดและเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกนาโต (NATO) เจรจากับรัสเซีย “ลำดับความสำคัญสูงสุดในขณะนี้คือการเจรจา หลีกเลี่ยงการบาดเจ็บล้มตายของพลเรือน ป้องกันวิกฤตด้านมนุษยธรรม ยุติการต่อสู้และยุติสงครามโดยเร็วที่สุด”

สำนักข่าว Xinhua รายงานว่า สีจิ้นผิงเผยกับไบเดนว่า ไม่มีใครอยากให้เกิดความขัดแย้งและการเผชิญหน้าอย่างที่เป็นอยู่ในยูเครนในขณะนี้ “วิกฤตในยูเครนคือสิ่งที่เราไม่ต้องการให้เกิด”

ความสัมพันธ์แบบรัฐต่อรัฐไม่สามารถพัฒนาไปสู่เวทีแห่งการเผชิญหน้า และสันติภาพและความปลอดภัยเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดของประชาคมระหว่างประเทศ

สีจิ้นผิงเผยอีกว่า ความสัมพันธ์ของสองประเทศมหาอำนาจควรมุ่งหน้าไปตามเส้นทางที่ถูกต้อง ไม่ควรนำมาสู่การใช้อาวุธ และทั้งสองประเทศควรแบกรับความรับผิดชอบระหว่างประเทศและพยายามทำให้โลกสงบ

ปูตินอ้างยูเครนกำลังเตะถ่วงการเจรจาสงบศึก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/678522

วันที่ 18 มี.ค. 2565 เวลา 18:28 น.ปูตินอ้างยูเครนกำลังเตะถ่วงการเจรจาสงบศึก

ปูตินบอกกับผู้นำเยอรมนีว่ายูเครนพยายามขัดขวางการเจรจาสงบศึกกับรัสเซีย

Reuters รายงานว่า ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน บอกกับนายกรัฐมนตรี โอลาฟ ชอลซ์ ของเยอรมนีระหว่างการพูดคุยทางโทรศัพท์ว่า ยูเครนพยายามทำให้การเจรจาสันติภาพกับรัสเซียชะงัก แต่รัสเซียยังคงมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าเจรจาต่อไป

“รัฐบาลเคียฟกำลังพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อชะลอกระบวนการเจรจาด้วยการเสนอข้อเสนอที่ไม่สมจริงมากขึ้นเรื่อยๆ” คำแถลงการณ์สรุปประเด็นการหารือจากเครมลินระบุ “อย่างไรก็ดี ฝั่งรัสเซียพร้อมที่จะดำเนินการค้นหาแนวทางแก้ไขต่อไปตามแนวทางที่เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว”

ด้าน ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกเครมลินเผยกับผู้สื่อข่าวว่า คณะผู้แทนรัสเซียแสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการทำงานให้เร็วขึ้นกว่าที่กำลังทำอยู่ในขณะนี้ “น่าเสียดายที่คณะผู้แทนยูเครนยังไม่พร้อมที่จะเร่งการเจรจา ถึงอย่างนั้นกระบวนการเจรจายังคงดำเนินต่อไป”

Reuters ระบุว่า ก่อนหน้านี้รัสเซียเกือบจะยอมรับรูปแบบที่จะทำให้ยูเครนเป็นกลางซึ่งเป็นหนึ่งในข้อเรียกร้องหลักของรัสเซีย

ส่วนยูเครนเผยว่ายินดีเจรจา แต่จะไม่ยอมแพ้หรือยอมรับข้อเสนอของรัสเซีย และยังคงยืนหยัดในจุดยืนว่ายังมีอธิปไตยเหนือดินแดนที่ถูกรัสเซียและกองกำลังที่รัสเซียหนุนหลังยึดตั้งแต่ปี 2014

Sputnik/Andrey Gorshkov/Kremlin via REUTERS

ยูเครนอาลัยฮีโร่หญิง แม่ของลูก 12 คน สละชีวิตในสนามรบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/678523

วันที่ 18 มี.ค. 2565 เวลา 19:00 น.ยูเครนอาลัยฮีโร่หญิง แม่ของลูก 12 คน สละชีวิตในสนามรบ

ยูเครนสรรเสริญฮีโร่ของชาติ แพทย์ทหารหญิงสละชีวิตในสนามรบ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่ายูเครนอาลัยต่อการจากไปของโอลกา เซมิเดียโนวา (Olga Semidyanova) แพทย์ทหารชาวยูเครน วัย 48 ปี ที่สละชีวิตในสงครามอันดุเดือดกับกองทัพรัสเซีย

รายงานระบุว่าโอลกาได้รับบาดเจ็บที่ท้องในสนามรบในเมืองโดเนตสก์ทางตะวันออกของยูเครน ก่อนที่จะเสียชีวิตในเวลาต่อมา ท่ามกลางคำสรรเสริญว่าเธอคือฮีโร่ของชาติอย่างแท้จริง

In Ukraine, a combat medic, 48-year-old mother Olga Semidyanova, died. She left 12 children (6 of them are adopted).According to Olga’s relatives, the woman died on March 3, but it is still impossible to bury her, since her body cannot be taken out due to hostilities. pic.twitter.com/89PtrLj5Rr— NEXTA (@nexta_tv) March 16, 2022

The Sun สื่ออังกฤษรายงานว่า จูเลีย ลูกสาวของโอลกากล่าวว่าเธอทำหน้าที่ช่วยชีวิตคนอื่นจนวินาทีสุดท้ายของชีวิต “เธอช่วยชีวิตทหารคนอื่นๆ ไว้ เรายังมีภาพถ่ายจากสถานที่นั้น แต่ตอนนี้ด้วยการสู้รบที่ยังคงหนักหน่วงทำให้เราฝังศพแม่ไม่ได้”

ที่น่าเศร้าไปกว่านั้นคือโอลกาเป็นแม่ของลูกๆ 12 คน เป็นลูกแท้ๆ 6 คน และรับอุปการะเด็กจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าอีก 6 คน ทำให้โอลกาเคยได้รับรางวัลสมญานาม Mother Heroine (แม่ผู้เป็นวีรสตรี) ซึ่งจะมอบให้กับคุณแม่ที่มีลูกมากกว่า 5 คน

อันตอน เฮรัชเชนโก ที่ปรึกษากระทรวงมหาดไทยของยูเครนกล่าวสรรเสริญโอลกา โดยระบุว่าเธอปกป้องประเทศชาติจนถึงที่สุด เธอคือฮีโร่ของยูเครน และเป็นฮีโร่สำหรับเขาด้วย

48-year-old Olga Semidyanova died in battle with Russian Armed Forces. She had been a Military Medic since 2014 in the Donetsk region.Olga Semidyanova was awarded the Mother-Heroine status as a mother of six children and six more adopted.#StandWithUkraine#closeUAskyNOW pic.twitter.com/gGI0eXKAjd— MFA of Ukraine (@MFA_Ukraine) March 17, 2022

เรื่องราวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความหวาดกลัวของประชาชนชาวยูเครน เมื่อกองทัพรัสเซียยังคงเดินหน้าโจมตีประเทศต่อเนื่องเป็นเป็นเวลา 3 สัปดาห์แล้ว ขณะที่ความสูญเสียของทั้งสองฝ่ายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าทหารรัสเซียสังหารประชาชนผู้บริสุทธิ์ โดยวิดีโอหนึ่งที่ถูกพูดถึงอย่างมากบนโลกออนไลน์เมื่อวานนี้ปรากฏภาพอันน่าสลดเมื่อรถถังของกองทัพรัสเซียสังหารพลเรือนชาวยูเครนผู้สูงวัยขณะกำลังเดินอยู่บนถนนเพียงลำพัง ด้านกองทัพยูเครนแชร์คลิปวิดีโอจากเมืองมาริอูโปลที่ถูกปิดล้อมและถูกทำลายโดยทหารรัสเซีย

ทั้งนี้ เมืองมาริอูโปลได้รับความเสียหายจากการโจมตีของรัสเซียในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมีรายงานว่าประชาชนกำลังประสบกับปัญหาความเจ็บป่วยและความหิวโหย เมื่อสัปดาห์ก่อนยังมีรายงานว่ารัสเซียยิงขีปนาวุธเข้าโจมตีโรงพยาบาลแม่และเด็กโดยมีภาพที่น่าสยดสยองพาดหัวข่าวไปทั่วโลก

‘มอลโดวา’ ประเทศเล็กๆ ที่อาจเผชิญชะตากรรมเดียวกับยูเครน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/678507

วันที่ 18 มี.ค. 2565 เวลา 16:00 น.'มอลโดวา' ประเทศเล็กๆ ที่อาจเผชิญชะตากรรมเดียวกับยูเครน

นักวิเคราะห์เตือนปูตินยังมี ‘เป้าหมายต่อไป’ ซึ่งไม่หยุดอยู่แค่ยูเครน

สงครามในยูเครนต่อเนื่องมาเป็นเวลา 3 สัปดาห์แล้ว ขณะที่หลายฝ่ายเตือนว่าประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียอาจไม่หยุดแค่ยูเครน โดยก่อนหน้านี้แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอ้างถึงภาพถ่ายทางดาวเทียมที่แสดงให้เห็นว่ารัสเซียกำลังระดมกองกำลัง อาวุธยุทโธปกรณ์ และปืนใหญ่ตามแนวชายแดนของเบลารุส ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนโปแลนด์ไปทางตะวันออกเพียง 10 ไมล์

เมื่อถูก เดวิด เมียร์ ของ ABC News ถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่ปูตินจะไปไกลกว่ายูเครน บลิงเคนตอบว่า “แน่นอนว่ามันเป็นไปได้”

เช่นเดียวกับประธานาธิบดีกิตานัส นาวเซดา ของลิทัวเนีย ซึ่งกล่าวกับบลิงเคนว่าปูตินจะไม่หยุดอยู่แค่ยูเครน พร้อมเรียกร้องให้นานาชาติให้ความช่วยเหลือยูเครน ก่อนที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งในระดับโลก หรือสงครามโลกครั้งที่ 3

ขณะที่บลิงเคนเน้นย้ำถึงมาตรา 5 ภายใต้สนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือของ NATO “มีความเป็นไปได้ที่รัสเซียจะไม่หยุดอยู่แค่ยูเครน แต่มีบางสิ่งที่ทรงพลังมากที่ขวางทางสิ่งนั้น และมันคือสิ่งเราเรียกว่ามาตรา 5 หมายความว่า การโจมตีประเทศใดประเทศหนึ่งที่เป็นสมาชิก NATO คือการโจมตีทุกประเทศที่เป็นสมาชิก NATO ประธานาธิบดี (โจ ไบเดน) มีความชัดเจนมากว่าเราจะปกป้องทุกตารางนิ้วของดินแดน NATO”

ล่าสุด อาเดรียโน โบโซนี ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ของ Rane บริษัทด้านการบริหารจัดการความเสี่ยงกล่าวกับ CNBC โดยเตือนว่าปูตินอาจกำลังพิจารณาเป้าหมายต่อไปของเขา ซึ่งก็คือ “มอลโดวา” ซึ่งอยู่ติดกับพรมแดนด้านตะวันตกเฉียงใต้ของยูเครน

“หากความขัดแย้งขยายออกไปนอกยูเครน มอลโดวาก็เป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเสี่ยงมากที่สุด”

ทว่า มอลโดวาไม่ได้เป็นสมาชิกของ NATO และไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของสหภาพยุโรป (EU) เช่นเดียวกับยูเครน แม้ว่าจะมีความพยายามจะเป็นทั้งสองอย่าง แต่ก็อยู่ในสถานการณ์คล้ายกับยูเครนคืออดีตสาธารณรัฐโซเวียตแห่งนี้มีประชากรกลุ่มแบ่งแยกดินแดนโปรรัสเซียจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่อยู่ในรัฐทรานส์นิสเตรียบริเวณชายแดนยูเครน

ทรานส์นิสเตรีย ปกครองโดยผู้นำที่ได้รับการสนับสนุนจากรัสเซีย ซึ่งถือได้ว่าเป็นโอกาสทางยุทธศาสตร์ของรัสเซีย โดยขณะนี้รัสเซียได้รวบรวมกำลังพลในพื้นที่ดังกล่าวแล้ว 1,500 นาย

โบโซนีมองว่าปูตินอาจรับรองภูมิภาคดังกล่าวเป็นรัฐอิสระก่อนที่จะทำการบุกประเทศ เช่นเดียวกับที่เขาทำกับโดเนตสก์และลูฮันสก์ ก่อนที่จะเปิดปฏิบัติการทางทหารอย่างเต็มรูปแบบในยูเครน หรืออาจสร้างสถานการณ์บางอย่างเพื่อเปิดทางให้เข้าไปแทรกแซง

“สำหรับผมมันเป็นเรื่องที่น่าสนใจที่รัสเซียยังไม่รับรองสถานะรัฐอิสระของทรานส์นิสเตรีย อย่างที่ทำกับโดเนตสก์และลูฮันสก์ เมื่อไรก็ตามที่รัสเซียทำเช่นนั้นมันจะเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่าพวกเขากำลังคิดที่จะนำความขัดแย้งไปยังมอลโดวา” โบโซนีกล่าว

นอกจากนี้การบุกมอลโดวาอาจเป็นอีกทางหนึ่งที่รัสเซียจะสามารถเปิดประตูไปสู่พรมแดนด้านตะวันตกเฉียงใต้ของยูเครนได้ โดยปูตินอาจกำลังมองหาแผนสองขณะที่รัสเซียยังไม่สามารถยึดกรุงเคียฟได้สำเร็จ

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณที่แน่ชัดว่าปูตินกำลังวางแผนกลยุทธ์ดังกล่าวในมอลโดวา ซึ่งโบโซนีอธิบายว่ามันเป็นสถานการณ์ที่มีความน่าจะเป็นต่ำ แต่ความเสี่ยงสูง เพราะหากรัสเซียทำเช่นนั้นจะนำพาความทุกข์ยากไปยังผู้อยู่อาศัยในมอลโดวา 2.6 ล้านคน และยังมีผู้ที่อพยพไปจากยูเครนราว 350,000 คน

ขณะที่คลินตัน วัตตส์ นักวิจัยจากสถาบันวิจัยนโยบายต่างประเทศแห่งการต่อต้านของมอลโดวามองว่าหากมอลโดวาตกอยู่ในชะตากรรมแบบเดียวกับยูเครนพวกเขาอ่อนแอมาก และจะมีการต่อต้านเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลย

ทั้งนี้ มอลโดวาเป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดในยุโรปโดยพิจารณาจาก GDP ต่อหัว และมีขีดความสามารถทางการทหารน้อยกว่ายูเครนมาก

รายงานระบุว่าหากสิ่งนี้เกิดขึ้นจริง มอลโดวาอาจเผชิญกับชะตากรรมที่คล้ายกับยูเครน คือถูกขังอยู่ในความขัดแย้งกับมหาอำนาจระดับโลก ในขณะที่พันธมิตรตะวันตกเฝ้าดูจากข้างสนาม

ขณะที่มอลโดวาน่าเป็นห่วงกว่าอดีตชาติในสหภาพโซเวียตอื่นๆ อย่างลิทัวเนีย ลัตเวีย และเอสโตเนีย ซึ่งต่างกังวลถึงความมั่นคงของตนขณะที่ภัยคุกคามจากรัสเซียเพิ่มสูงขึ้น แต่ทั้ง 3 ประเทศเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรปและ NATO

“ตอนนี้เป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะรู้สึกปลอดภัย” ประธานาธิบดีไมอา ซานดู ของมอลโดวากล่าวกับบลิงเคนระหว่างการประชุมเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา

Photo by REUTERS/Michael Klimentyev/RIA Novosti/Kremlin

อดีตที่ปรึกษาเพนตากอนชี้ตะวันตกป้อนอาวุธให้ยูเครนเพื่อยืดสงคราม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/678497

วันที่ 18 มี.ค. 2565 เวลา 14:41 น.อดีตที่ปรึกษาเพนตากอนชี้ตะวันตกป้อนอาวุธให้ยูเครนเพื่อยืดสงคราม

อดีตที่ปรึกษากระทรวงกลาโหมสหรัฐบอกว่าตะวันตกให้วามหวังลมๆ แล้งๆ กับยูเครน และเดินหน้าป้อนอาวุธให้เพื่อให้สงครามยืดเยื้อ

Russia Today รายงานว่า ดักลาส แม็คเกรเกอร์ อดีตที่ปรึกษากระทรวงกลาโหมสหรัฐเผยว่า รัสเซียประสบความสำเร็จในการทำลายล้างกองทัพยูเครน แต่บรรดารัฐบาลตะวันตกกลับเข้าใจผิดว่ากระบวนการต่างๆ ที่ออกแบบมาเพื่อหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บล้มตายของพลเรือนสะท้อนถึงความอ่อนแอของรัสเซีย และตะวันตกยังเดินหน้าป้อนอาวุธในยูเครนเพื่อให้สงครามยืดเยื้อ

แม็คเกรเกอร์ให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์ข่าว Grayzone ว่า ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย ออกคำสั่งอย่างเข้มงวดตั้งแต่แรกเพื่อหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บล้มตายของพลเรือนและความเสียหายทางทรัพย์สิน

แม็คเกรเกอร์บอกอีกว่า คำสั่งดังกล่าวทำให้การรุกคืบของรัสเซียช้าลง “จนถึงจุดที่ให้ความหวังผิดๆ กับชาวยูเครน…แต่คนในตะวันตกฉวยโอกาสนี้พยายามโน้มน้าวให้ชาวโลกเชื่อว่ารัสเซียกำลังจะพ่ายแพ้ ทั้งที่จริงๆ แล้วมันตรงกันข้าม”

“สงครามไม่ว่าจะมีจุดประสงค์ใดผ่านการตัดสินใจมาแล้ว” นายพลเกษียณกล่าว “ปฏิบัติการทั้งหมดตั้งแต่วันแรกพุ่งเป้าไปที่การทำลายกองกำลังยูเครน ซึ่งส่วนใหญ่สำเร็จแล้ว”

แม็คเกรเกอร์กล่าวต่อว่า กองกำลังยูเครนที่ยังเคลื่อนไหวอยู่ถูกปิดล้อมอย่างเบ็ดเสร็จ ถูกตัดขาด และถูกโดดเดี่ยวในหลายๆ เมือง รวมทั้งกองกำลังกว่า 60,000 นายที่อยู่ตามพรมแดนโดเนตสก์ซึ่งเสบียงกำลังร่อยหรอ

อย่างไรก็ดี รายงานข่าวเกี่ยวกับการสู้รบเพิกเฉยต่อข้อเท็จจริงนี้และวาดภาพให้ทหารรัสเซียไร้ความสามารถตามที่วุฒิสมาชิกสหรัฐบางคนพูด เนื่องจากรัสเซียไม่ได้ยึดกรุงเคียฟในเวลาเพียงไม่กี่วัน โดยเรื่องนี้ถูกนำไปใช้เป็นข้ออ้างของกลุ่มที่สนับสนุนให้นาโตเข้ามาแทรกแซงและกำหนดเขตห้ามบิน รวมทั้งคนที่ต้องการส่งอาวุธเข้าไปในเคียฟเพิ่ม

“เห็นได้ชัดว่าวอชิงตันต้องการให้เรื่องนี้ดำเนินต่อไปให้นานที่สุด ด้วยความหวังว่ารัสเซียจะพ่ายแพ้อย่างหมดรูป แต่ผมว่ามันไม่เกิดขึ้นหรอก” แม็คเกรเกอร์เผยกับ Grayzone นายพลรายนี้กล่าวอีกว่า ปัญหาใหญ่ขณะนี้คือ ไม่มีความจริงในโลกตะวันตก มีแต่ความหวังลมๆ แล้งๆ ว่ายูเครนจะประสบความสำเร็จซึ่งไม่จริง “การโกหกคำโตที่ผมได้ยินทางโทรทัศน์บ่อยๆ คือ กองทัพรัสเซียได้รับคำสั่งให้ฆ่าพลเมืองยูเครน มันไร้สาระมาก”

ประธานาธิบดี โวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครนเพิ่งขอให้สภาคองเกรสส่งเครื่องบินรบ ขีปนาวุธ และอาวุธยุทโธปกรณ์อื่นๆ ไปยังกรุงเคียฟและกำหนดเขตห้ามบินเหนือน่านฟ้ายูเครน และยังกล่าวทำนองเดียวกันนี้กับสมาชิกสภาแคนาดา

อย่างไรก็ดี แม็คเกรเกอร์เชื่อว่า การส่งอาวุธดังกล่าวจะไม่มีผลกระทบใดๆ และการปฏิเสธการเจรจาหยุดยิงของเซเลนสกีมีแต่จะทำให้ชาวยูเครนถูกสังหารมากขึ้น

REUTERS/Gleb Garanich

เกาหลีใต้คลายมาตรการ แม้โควิดรายวันทะลุ 6 แสน ยอดตายทุบสถิติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/678486

วันที่ 18 มี.ค. 2565 เวลา 13:00 น.เกาหลีใต้คลายมาตรการ แม้โควิดรายวันทะลุ 6 แสน ยอดตายทุบสถิติ

เกาหลีใต้เดินหน้าคลายมาตรการคุมโควิด ขณะที่ยอดผู้ติดเชื้อ-เสียชีวิตพุ่งอย่างต่อเนื่อง

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่ารัฐบาลเกาหลีใต้ยังคงเดินหน้าผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรคและข้อจำกัดโควิด-19 ขณะที่ประชาชนก็มีท่าทีสนับสนุนความเคลื่อนไหวดังกล่าว

แม้ว่าวานนี้ (17 มี.ค.) เกาหลีใต้รายงานผู้ป่วยโควิด-19 สูงเป็นประวัติการณ์ที่ 621,328 ราย ส่วนผู้เสียชีวิตรายวัน 429 รายทำสถิติใหม่เช่นกัน โดยก่อนหน้านี้รัฐบาลเผยตัวเลขคาดการณ์ผู้ติดเชื้อในประเทศรายวันอาจแตะระดับ 400,000 คน

โดยนับตั้งแต่วันที่ 21 มี.ค. รัฐบาลมีมติผ่อนคลายข้อจำกัดการรวมกลุ่มในที่สาธารณะจาก 6 คนเป็น 8 คน รวมถึงการยกเลิกข้อจำกัดการเว้นระยะห่างทางสังคมเกือบทั้งหมดในไม่กี่วันข้างหน้า

หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีการขยายเวลาปิดร้านอาหารเป็น 23.00 น. และยกเลิกการบังคับแสดงหลักฐานการฉีดวัคซีนก่อนเข้ารับบริการ นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะยกเลิกมาตรการกักตัวสำหรับผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศที่ได้รับวัคซีนแล้ว แต่ยังคงมาตรการสวมหน้ากากอนามัยในที่สาธารณะ

โดยสำนักงานควบคุมและป้องกันโรคของเกาหลี (KDCA) กล่าวว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนที่แพร่เชื้ออย่างรวดเร็วผลักดันให้มีผู้ป่วยในประเทศพุ่งขึ้นอย่างก้าวประโดด ในขณะที่ผลสำรวจจากสาธารณชนส่วนใหญ่มองว่าตนเองมีโอกาสที่จะติดเชื้อสูง แต่มีเพียงไม่กี่คนที่กังวลผลกระทบด้านสุขภาพที่ร้ายแรง

ข้อมูลจากรัฐบาลเปิดเผยว่าผู้ติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนที่ได้รับรายงานในช่วงปีที่ผ่านมาจำนวน 141,000 ราย พบว่าไม่มีผู้เสียชีวิตในกลุ่มผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 60 ปีที่ได้รับการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น

ทั้งนี้ ชาวเกาหลี 86.6% ของประชากรทั้งหมด 52 ล้านคนได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว โดยเกือบ 63% ได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้น

Photo by REUTERS/Heo Ran