รมต.ต่างประเทศสหรัฐขู่จีนเจอลงโทษแน่ถ้าช่วยรัสเซีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/678482

วันที่ 18 มี.ค. 2565 เวลา 12:23 น.รมต.ต่างประเทศสหรัฐขู่จีนเจอลงโทษแน่ถ้าช่วยรัสเซีย

สหรัฐเตือนจีนจะเจอบทลงโทษถ้าให้ความช่วยเหลือทางทหารแก่รัสเซีย

แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐเผยว่า สหรัฐจะลงโทษจีนถ้าประธานาธิบดี สีจิ้นผิง เลือกให้ความช่วยเหลือทางการทหารแก่รัสเซียเพื่อทำสงครามในยูเครน

“เรากังวลว่าพวกเขากำลังพิจารณาช่วยเหลือรัสเซียโดยตรงด้วยยุทโธปกรณ์ทางทหารเพื่อใช้ในยูเครน” บลิงเคนเผยระหว่างแถลงข่าว “ประธานาธิบดีไบเดนจะพูดคุยกับประธานาธิบดีสีจิ้นผิงและจะพูดให้ชัดเจนว่าจีนต้องรับผิดชอบต่อการกระทำใดๆ ก็ตามที่เป็นการสนับสนุนการรุกรานของรัสเซีย และเราจะไม่ลังเลที่จะลงโทษ”

บลิงเคนถือเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงสุดของสรัฐที่เตือนจีนตรงๆ ถึงการให้ความช่วยเหลือทางการทหารแก่รัสเซีย โดยบอกว่าเพราะความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับรัสเซีย จีนจึงมีหน้าที่พิเศษในการโน้มน้าวให้ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน หยุดยั้งสงคราม

แต่ “ดูเหมือนว่าจีนกำลังทำตรงกันข้ามด้วยการไม่ประณามการรุกราน ในขณะที่พยายามแสดงตนเป็นคนไกล่เกลี่ยที่เป็นกลาง” บลิงเคนเผย

ด้านทำเนียบขาวประกาศว่า ไบเดนจะหารือกับสีจิ้นผิงวันนี้เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับสงครามในยูเครนและการแข่งขันระหว่างสหรัฐและจีน รวมถึงประเด็นอื่นๆ

เจน ซากี โฆษกทำเนียบขาวเผยว่า “นี่เป็นโอกาสที่ประธานาธิบดีไบเดนจะประเมินจุดยืนของประธานาธิบดีสี” และกล่าวอีกว่า ยังไม่มีคำตำหนิจากจีนต่อสิ่งที่รัสเซียกำลังกระทำ ซึ่งขัดกับจุดยืนทุกอย่างของจีน รวมทั้งหลักพื้นฐานของกฎบัตรสหประชาชาติ และหลักการพื้นฐานของการเคารพอธิปไตยของประเทศอื่น

“ดังนั้นที่จีนไม่ประณามการกระทำของรัสเซียแสดงให้เห็นถึงความจริงมากมาย และมันไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความจริงมากมายในรัสเซียและยูเครนเท่านั้น แต่เห็นไปทั่วโลก”

Yoan Valat/Pool via REUTERS/File Photo

ปูติน-เซเลนสกี ต้องการอะไรจึงจะยุติความขัดแย้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/678476

วันที่ 18 มี.ค. 2565 เวลา 11:15 น.ปูติน-เซเลนสกี ต้องการอะไรจึงจะยุติความขัดแย้ง

จะทำได้หรือไม่? เปิดเงื่อนไขของทั้งสองฝ่ายที่จะนำไปสู่การยุติสงคราม

เมื่อคืนวันที่ 17 มี.ค. ที่ผ่านมา มิคาอิล โพโดยัค ผู้ช่วยของประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครนเปิดเผยว่าผู้นำยูเครนจะพบกับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

เช่นเดียวกับดมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลรัสเซียซึ่งกล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าการเจรจาระหว่างผู้นำทั้งสองนั้นมีความเป็นไปได้ ขณะที่สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนดำเนินมากว่า 20 วันแล้ว และสองผู้นำเปิดเผยความต้องการของตนอย่างชัดเจน

ประธานาธิบดีเซเลนสกีปราศัยต่อสาธารณชนเมื่อวันที่ 17 มี.ค. ว่าสิ่งที่เขาให้ความสำคัญมากที่สุดในการเจรจาสันติภาพกับรัสเซียนั้นมีความชัดเจนอย่างยิ่ง ซึ่งนั่นก็คือการยุติสงคราม, การรับประกันความมั่นคง, อำนาจอธิปไตยของยูเครน, การฟื้นฟูบูรณภาพเหนือดินแดนยูเครน, การรับประกันอย่างแท้จริงสำหรับยูเครน และการปกป้องอย่างแท้จริงสำหรับยูเครน

ในวันเดัยวกัน ประธานาธิบดีปูตินเผยข้อเรียกร้องของเขาสำหรับข้อตกลงสันติภาพกับยูเครน ระหว่างการสนทนาทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีเรเจป เทย์ยิบ เออร์ดวน ของตุรกี ที่เสนอเป็นตัวกลางในการเจรจาระหว่างทั้งสองฝ่าย

บีบีซีรายงานว่าความต้องการของปูตินแบ่งเป็น 2 ประเด็นใหญ่ๆ ด้วยกัน โดยประเด็นแรกนั้นไม่ยากนักสำหรับยูเครน ซึ่งก็คือยูเครนต้องวางตัวเป็นกลาง และไม่เข้าร่วมกับองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ต้องปลดอาวุธเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่เป็นภัยคุกคามต่อรัสเซีย ต้องคุ้มครองคนที่พูดภาษารัสเซียในยูเครน และขจัดระบอบนาซี

ส่วนประเด็นที่สองค่อนข้างยากพอสมควร เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการรับรองสถานะของดินแดนโดเนตสก์-ลูฮันสก์ ในภูมิภาคดอนบัส ทางตะวันออกของยูเครน ที่รัสเซียรับรองสถานะเป็นรัฐอิสระอย่างเป็นทางการซึ่งถือเป็นการเติมเชื้อไฟลงในสงคราม เนื่องจากดินแดนทั้งสองมีปัญหาแบ่งแยกดินแดนระหว่างยูเครนและกลุ่มโปรรัสเซีย

ทั้งนี้ โดเนตสก์และลูฮันสก์แยกตัวออกมาตั้งสาธารณรัฐเอกราช ซึ่งไม่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ แต่สาธารณรัฐทั้งสองยอมรับว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของสหพันธัรฐรัสเซีย

อย่างไรก็ตาม ปูตินกล่าวว่าจะต้องมีการเจรจาแบบเห็นหน้ากันระหว่างตนและเซเลนสกีก่อนที่จะบรรลุข้อตกลงในประเด็นเหล่านี้ โดยเซเลนสกีกล่าวแล้วว่าพร้อมที่จะพบกับประธานาธิบดีรัสเซียและเจรจาแบบตัวต่อตัว

Photo by State Emergency Service of Ukraine/Handout via REUTERS

รบกันโลกขาดทุน แต่นักค้าสงคราม ‘บางชาติ’ รวยเละ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/678457

วันที่ 17 มี.ค. 2565 เวลา 20:39 น.รบกันโลกขาดทุน แต่นักค้าสงคราม 'บางชาติ' รวยเละ

น้ำมันขึ้น ของแพง ชีวิตขัดสน อยู่อย่างหวาดกลัว ในช่วงเวลาแห่งสงคราม ยังมีบางคนได้กำไร และคนเหล่านั้นมีผลประโยชน์โดยตรงกับสงครามในฐานะผู้ลงทุนและผู้กำหนดนโยบายสงคราม

2 วันก่อนหาที่รัสเซียจะรุกรานยูเครน มาจอรี เทย์เลอร์ กรีน (Marjorie Taylor Greene) สมาชิกสภาผู้แทนราษฏรฝ่ายขวาจัดและหมกมุ่นกับทฤษฎีสมคบคิด ลงทุนซื้อหุ้นของ Lockheed Martin บริษัทผลิตอาวุธชั้นนำของโลกเป็นเงิน 15,000 ดอลลาร์ (เกือบ 5 แสนบาท)

มันอาจจะเป็นความบังเอิญก็ได้ แต่มันย้อนแย้งตรงที่กรีนเคยทวีตว่า “สงครามคือธุรกิจใหญ่ของผู้นำเรา ตั้งแต่ผู้ผลิตอุปกรณ์ป้องกันไปจนถึงการซื้อ/ขาย ไปจนถึงการตัดสินใจว่าสงครามและข่าวลือเรื่องสงครามส่งผลกระทบอย่างไรต่อตลาดต่างประเทศที่บริษัทของเราส่งออกงานในอเมริกาที่อิงกับพันธมิตรและศัตรู ทั้งหมดล้วนแต่เป็นเรื่องธุรกิจ”

และกรีนบอกว่า “น่าเศร้าที่กลยุทธ์นโยบายต่างประเทศของอเมริกาในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาทำเพื่อผลกำไรขององค์กรธุรกิจมากกว่า ไม่ใช่เพื่อความมั่นคงของอเมริกาและผลประโยชน์ของชาติของเราเอง”

ข้อความเหล่านี้จะทรงพลังมากหากมันออกมาจากนักการเมืองที่ไม่ได้ทำตัวคัดค้านไบเดนแบบหัวชนฝา และเพิ่งลงทุนไปหยกๆ กับบริษัทผลิตอาวุธที่ทำรายได้มหาศาลจากสงครามในยูเครน

และไม่ใช่แค่กรีนเท่านั้นที่ลงทุนกับธุรกิจอาวุธ แต่ยังมีสมาชิกคองเกรสอีกจำนวนหนึ่งด้วย ซ้ำร้ายคนเหล่านี้ยังมีอิทธิพลต่อนโยบายด้านความมั่นคงด้วย

เมื่อต้นเดือนมีนาคม สภาผู้แทนราษฎรผ่านร่างกฎหมายการอนุมัติการป้องกันประเทศมูลค่าเกือบ 770,000 ล้านดอลลาร์ ตอนนี้กำลังรอการลงคะแนนเสียงของวุฒิสภาและรอลายเซ็นของไบเดน

นักการเมืองเหล่านี้มีหุ้นในธุรกิจ “ป้องกันประเทศ” ย่อมมีส่วนได้ส่วนเสียกับเงินเป็นล้านล้านแน่นอน

ยังไม่นับการสนับสนุนเป็นเม็ดเงินหลายล้านผ่านการล็อบบี้รัฐบาลสหรัฐรวมถึงรัฐสภาโดยบรรดาบริษัทด้านการป้องกันประเทศที่สมาชิกสภาคองเกรสลงทุน

ตามข้อมูลของ OpenSecrets (เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ตั้งอยู่ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ที่ติดตามข้อมูลเกี่ยวกับการเงินของแคมเปญและการล็อบบี้) ในปี 2020 บริษัท Lockheed Martin ใช้เงินไปเกือบ 14 ล้านเหรียญสหรัฐ General Dynamics ใช้เงินไปเกือบ 11 ล้านเหรียญสหรัฐ และ Honeywell ใช้เงินไปเกือบ 5 ล้านเหรียญสหรัฐ

ถามว่ามันคุ้มไหม? ลองดูหุ้นของธุรกิจผลิตอาวุธก็มีปฏิกิริยาในแง่บวกกับแนวโน้มสงคราม

ราคาหุ้นของ Lockheed Martin ขึ้นมา 16.42% ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา เอาจริงๆ มันขึ้นแบบพุ่งพรวดตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์หรือวันที่รัสเซียรุกรานยูเครน จาก 395.17 ดอลลาร์ต่อหุ้นในวันนั้นมันขึ้นมาเรื่อยๆ จนอยู่ที่ 456.61 ดอลลาร์เมื่อถึงวันที่ 1 มีนาคมและค้างอยู่ที่ 400 กว่าดอลลาร์นับแต่นั้น

หนึ่งในอาวุธถูกโฆษณาผ่านสื่อมากที่สุดในสงครามยูเครนคือ จรวดต่อต้านรถถัง Javelin สื่อตะวันตกรายแล้วรายเล่าช่วยพีอาร์ให้อาวุธชิ้นนี้ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตามว่ามันคือตัวพิฆาตยานเกราะของรัสเซีย

แบบนี้ไม่ให้หุ้นของผู้ผลิต Javelin พุ่งไม่หยุดก็แปลกแล้ว

เช่นเดียวกับ Raytheon ผู้ผลิตขีปนาวุธ Stinger ที่ถูกยกเป็นพระเอกในสงครามยูเครนเช่นกันราคาหุ้นเพิ่ม 3.64% ในช่วง 1 เดือน BAE Systems บริษัทอาวุธของอังกฤษหุ้นขึ้นมา 20.30% ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา

นี่เป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น แม้ไม่อยากจะโชว์ตัวเลขมากเพราะกลัวผู้อ่านจะเบื่อ แต่ต้องทำเพื่อให้เห็นว่าสงครามกำลังทำเงินเข้ากระเป๋าใคร

ถามว่าบริษัทเหล่านี้รู้หรือเปล่าว่าว่าตัวเองกำลังจะมี “บุญหล่นทับ” ตอบว่ารู้แน่นอน เพราะแนวโน้มสงครามคือความมั่งคั่งของพวกเขา

ย้อนกลับไปในเดือนมกราคม Raytheon Technologies มีแถลงประกาศผลประกอบการไตรมาส 4 ปีกลาย เกร็ก เฮเยส (Greg Hayes) ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทบอกว่า “เรากำลังเห็น … โอกาสในการขายระหว่างประเทศ แค่ลองกลับไปดูเมื่อสัปดาห์ที่แล้วซึ่งเราเห็นโดรนโจมตีในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งได้โจมตีโรงงานอื่นๆ บางแห่งของพวกเขา และแน่นอน ความตึงเครียดในยุโรปตะวันออก ความตึงเครียดในทะเลจีนใต้ สิ่งเหล่านี้สร้างแรงกดดันต่อการใช้จ่ายด้านกลาโหมบางส่วนที่นั่น …

ดังผมคาดหวังอย่างเต็มที่ว่าเราจะได้เห็นผลกำไรบางอย่างจากมัน”

เราจะเห็นว่าหายนะในยุโรปนั้นมีใครได้กำไร และเอเชียควรจะสำเหนียกว่าตัวเองกำลังเป็นแหล่งเงินแหล่งทองให้ธุรกิจเหล่านี้ร่ำรวยต่อไป ดังที่เขากล่าวว่า “ความตึงเครียดในทะเลจีนใต้ สิ่งเหล่านี้สร้างแรงกดดันต่อการใช้จ่ายด้านกลาโหมบางส่วนที่นั่น” และยังเสริมว่า “ผมจะบอกว่าหากจะมีการสู้รบกัน ไม่ว่าจะเป็นในตะวันออกกลางหรือในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก”

การเอ่ยถึงภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะขณะที่สหรัฐ “ปั่น” ยุโรปให้เกิดสงครามเสร็จแล้ว ก็หันมาปั่นเอเชียให้เกิดความวุ่นวายต่อไป ดังที่ที่ปรึกษาทำเนียบขาวฝ่ายกิจการอินโด-แปซิฟิกบอกว่า สหรัฐต้องเปิดแนวรอบสองด้านคือตะวันตกและตะวันออก และไบเดนจะคุยกับผู้นำอาเซียนด้วยตัวเองเพื่อสกัดการขยายตัวของอิทธิพลจีน

หากเอเชียและไทยไม่ตระหนักเรื่องนี้และหมกกมุ่นอยู่กับการเชียร์สงครามในยุโรป สักวันสงครามจะมาถึงเรา เราจะกลายเป็น “ปุ๋ย” ให้ธุรกิจสงครามเก็บดอกเก็บผลจากต้นไม้แห่งความตายกันต่อไป

บริษัทค้าอาวุธเหมือนกับธุรกิจขายโลงศพอยู่อย่างหนึ่ง ยิ่งคนตายมาก ยิ่งทำรายได้มาก แต่ไม่ได้หมายความว่าธุรกิจเหล่านี้ยินดีกับความทุกข์ของมนุษย์ ธุรกิจเหล่านี้ “เป็นส่วนหนึ่งของความเป็นมนุษยชาติ”

ผู้เขียนไม่ได้บอกว่าธุรกิจค้าอาวุธเป็นความเลวร้าย ในฐานะมนุษย์เราไม่อาจหนีสงครามได้ แม้ว่าเราจะต้องการสันติภาพแค่ไหนก็ตาม

ตราบใดที่มนุษย์ยังกระหายในอำนาจ ตราบนั้นยังมีสงคราม นี่เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

สิ่งที่เรียกว่า “สันติภาพยาวนาน” (Long peace) นั้นไม่ได้หมายความปลอดสงคราม แต่เต็มไปด้วยสงครามยิบย่อยมากมาย ทั้งสงครามกลางเมืองและการรุกรานโดยอ้างความชอบธรรมต่างๆ นานา (ซึ่งชาติตะวันตกชอบทำ)

สงครามเล็กๆ และสงครามตัวแทนเหล่านี้คือสิ่งค้ำจุนสันติภาพในวงกว้าง เพราะทำให้ชาติมหาอำนาจไม่ต้องปะทะกันเอง ดังนั้นธุรกิจเกี่ยวกับสงครามจึงอยู่ได้เรื่อยมา

สิ่งนี้เรียกว่า “เศรษฐกิจสงครามถาวร” (Permanent war economy) นั่นคือทฤษฎีที่ระบุว่าแม้โลกจะสิ้นสงครามใหญ่ๆ แล้ว (เช่นสงครามโลกครั้งที่ 2 ) แต่สหรัฐจะยังอุดหนุนเศรษฐกิจสงครามหรือการใช้จ่ายอย่างหนักด้านอาวุธต่อไป เพื่อให้อุตสาหกรรมทหารช่วยพยุงเศรษฐกิจเอาไว้ เช่น รักษาอัตราการจ้างงาน

จึงไม่น่าแปลกใจว่าสหรัฐจะไปข้องแวะกับความขัดแย้งไม่หยุดหย่อน ก็เพื่อให้เศรษฐกิจสงครามดำรงอยู่ไปได้เรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด แต่เมื่อไม่มีสงคราม งบประมาณกลาโหมก็ยังเพิ่มไม่หยุด (และสูงที่สุดในโลก) เพราะอะไร?

นั่นก็เพราะว่านักการเมืองได้เงินจาก “เศรษฐกิจสงครามถาวร”

นอกจากตัวอย่างตอนเปิดบทความแล้ว ยังมีอีกตัวอย่างหนึ่ง

จากรายงานของ Center for Responsive Politics ในปี 2016 ระบุว่า “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ 70 คนได้ลงนามในจดหมายถึงผู้นำของคณะอนุกรรมการจัดสรรงบประมาณป้องกันประเทศของสภาผู้แทนราษฎร (House Defense Appropriations) เพื่อเรียกร้องให้มีการสนับสนุนโครงการต่อไป (โครงการ F-35 ของ Lockheed ซึ่งประสบปัญหาก่อนหน้านั้น) ในรอบปี 2016 สมาชิกสภานิติบัญญัติ 70 คนนั้นได้รับเงินเกือบ 3.5 ล้านดอลลาร์จากภาคการป้องกัน” และ “โดยรวมแล้วได้รับเงินรวมเกือบ 578,000 ดอลลาร์จาก Lockheed Martin ในรอบปี 2016 คิดเป็นเกือบ 17% ของงบประมาณในการป้องกันประเทศ”

เงินมันดีขนาดนี้จะไม่ให้สนับสนุนสงครามกันได้อย่างไร?

หรือถ้าปั่นสงครามกันสำเร็จแล้วจะให้มันจบกันง่ายๆ จะได้หรือ?

น่าตลกที่ชาติตะวันตกประณามว่าปูตินหวังจะเป็นจักรพรรดิ (พระเจ้าซาร์องค์ใหม่) และต้องการฟื้นจักรวรรดิรัสเซีย แต่การกระทำของพวกตะวันตกเป็น “จักรวรรดินิยม” เสียยิ่งกว่า พวกนี้ครอบงำโลกแบบ “อีแอบ” ไม่ได้รุกรานเพื่อกินแผ่นดินเหมือนสมัยก่อน แต่จะครอบงำทางใดทางหนึ่งเนียนๆ เพื่อดูดทรัพากรและขายสินค้าของตน สินค้าที่ทำกำไรที่สุดอย่างหนึ่งคืออาวุธสงคราม

แต่สงครามยูเครน-รัสเซียมันไม่ใช่สงครามตัวแทนอีกแล้ว มันคือสงครามเต็มรูปแบบที่หากไม่ระวังอาจกลายเป็น “มหาสงคราม” ได้

สหรัฐอยู่ในภาวะมหาอำนาจเดี่ยวนานเกินไปหลังการสิ้นสุดสภาพโซเวียต ทำให้เกิดอาการ “ผยอง” ว่าตนเป็นผู้ควบคุมระเบียบโลก เมื่อรัสเซียแกร่งขึ้นมาอีกและจีนผงาดขึ้น แนวโน้มของ “ช้างสารชนกัน” ก็เกิดขึ้นอีก

ดังในแถลงประกาศผลประกอบการของ Lockheed Martin เมื่อเดือนมกราคม ความตอนหนึ่งบอกว่า “และโดยเฉพาะอย่างยิ่งรัสเซียในปัจจุบันนี้ และจีน มีการแข่งขันด้านอำนาจครั้งยิ่งใหญ่เกิดขึ้นอีกครั้ง ซึ่งรวมถึงการป้องกันประเทศและการคุกคามต่อการป้องกันประเทศ และประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาก็คือเมื่อสภาพแวดล้อมเหล่านั้นมีวิวัฒนาการขึ้นมา เราจะไม่ได้นั่งเฉยๆ แล้วดูมันเกิดขึ้น ดังนั้นผมจึงคงพูดเรื่องตัวเลขไม่ได้ แต่ผมคิดว่า และผมกังวลเป็นการส่วนตัวว่าภัยคุกคามกำลังคืบคลานเข้ามา และเราจำเป็นต้องตอบสนองต่อสิ่งนั้น”

ต่างจากโลงศพที่รอคนตายมาใช้โดยไม่ได้ไปทำให้ใครเขาตาย อาวุธสามารถป้องกันความตายก็ได้ เอาชีวิตคนแบบไร้เหตุผลก็ได้ ดังนั้นคนทำธุรกิจนี้ (หรือคนที่ลงทุนกับของพวกนี้) จึงต้องประคับประคองจิตใจตัวเองดีๆ ไม่ให้ยินดีกับผลกำไรของตนบนหายนะคนอื่น

แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงมีสักกี่คนที่ “ใจพระ” ขนาดนั้น?

แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น บริษัทอาวุธเหล่านี้แค่ทำหน้าที่ของตนเอง คือสร้างและขายอาวุธ คนที่ควรจะถูกตำหนิที่สุดคือ “นักการเมือง” ที่สามารถลดผลกำไรบริษัทอาวุธได้ สามารถช่วยเราไม่ต้องเสียภาษีเพื่ออุดหนุนน้ำมันได้ และทำให้บริษัทพลังงานหมดโอกาสสวาปามน้ำพักน้ำแรงจากพวกเรา

ทั้งหมดนี้ทำได้ด้วยการเลี่ยงสงคราม ซึ่งไม่ใช่แค่รัสเซียเลี่ยง ยูเครนเลี่ยง จีนเบี่ยง แต่ยังรวมถึงพวก “นักปั่น” บางประเทศที่ไม่ได้ขัดแย้งกับใครโดยตรง แต่มายุ่มย่ามจนภูมิภาคต่างๆ เดือดร้อนกันไปหมด

ในขณะที่บทความนี้ถูกเขียนขึ้น รัสเซียเผยความคืบหน้าเจรจาสันติภาพเรื่องทำให้ยูเครนเป็นกลางคือปลอดจากการแทรกแซงของนาโตชาติตะวันตก เซเลนสกีบอกว่ายูเครนจะไม่ร่วมนาโตแล้ว และที่ปรึกษาของเขาบอกว่าอีกไม่นานจะได้ดีลสันติภาพ

ทันทีที่ผู้เขียนเห็นความเคลื่อนไหวเหล่านี้ เกิดความคิดขึ้นมาว่าสงครามที่จบไวๆ แบบนี้ต้องมีคนไม่ชอบแน่ แล้วก็จริง ขณะที่ดีลกำลังจะผ่านออกมา ชาติตะวันตกก็ยังคว่ำบาตรรัสเซียไม่หยุด

หรือบางครั้ง ตอนเช้ามีข่าวว่าการเจรจาระหว่างรัสเซียกับยูเครนทำท่าจะไปได้สวย ตอนค่ำๆ จะมีข่าวจากฝั่งตะวันตกว่ารัสเซียไม่จริงใจ

การโดดเดี่ยวรัสเซียเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ แต่การบีบให้รัสเซียจนมุมนั้น มองอย่างไรก็ไม่สมเหตุสมผล สงครามโลกครั้งที่แล้วเหตุส่วนหนึ่งมาจากการบีบอีกฝ่ายให้จนมุมมากเกินไปด้วย

เราต้องมองสถานการณ์ด้วยความจริงว่า มีผู้ได้รับประโยชน์จากความขัดแย้งจริงๆ และมันมีกระบวนการเพื่อกอบโกยจากความขัดแย้งนั้น

ขณะที่เราติดตามข่าวสงคราม เราถูกสื่อชี้นำทัศนะของเราแบบไม่รู้ตัวให้สนับสนุนการใช้จ่ายเพื่อสงคราม เราจะตื่นตะลึงกับแสนยานุภาพของอาวุธ ถูกสื่อตะวันตกปั่นหัวให้กลัวสงครามเกิดเหตุ ทั้งหมดนี้คือการพีอาร์แบบแอบแฝงให้สนับสนุนนโยบายเพิ่มงบประมาณทางทหาร

กระบวนการข้างต้นจะได้ผลดีในโลกตะวันตกและพันธมิตรของสหรัฐ เราจะเห็นว่าบางประเทศประกาศเพิ่มงบประมาณทางทหารจนทุบสถิติ โดยที่มติมหาชนไม่ได้คัดค้านแถมยังคล้อยตาม

แน่นอนว่าความรู้สึกจะถูกคุกคามเป็นเงื่อนไขจำเป็นให้ต้องซื้ออาวุธเพิ่ม แต่ภัยคุกคามนี้เป็น “ความจริง” หรือ “สิ่งที่ปลุกปั่นขึ้นมา” นั้นต้องพิจารณาให้ดี

ผู้เขียนไม่ได้คัดค้านงบประมาณทหาร ไม่เสนอให้ลด ไม่ได้เสนอให้เพิ่ม แต่เสนอให้ตรึกตรองโดยใช้ความจริงไม่ใช่อารมณ์ความรู้สึก ถ้ามันมีภัยคุกคามจริงๆ การซื้ออาวุธเพิ่มเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่ก็เป็นเรื่องน่าเสียดายที่แทนที่เราจะทุ่มเงินและกำลังคนไปกับนวัตกรรมเพื่อชีวิตที่ดีกว่าหลังจากผ่านการระบาดใหญ่มาหมาด เรากลับซื้ออาวุธมาฆ่าฟันกันเสียนี่

โดยที่คนส่วนใหญ่ของโลกไม่ได้ประโยชน์โพดผลอะไร ซ้ำยังจนลงเพราะเศรษฐกิจพัง ขณะเดียวกันก็ต้องจ่ายภาษีหนักขึ้นเพียงเพื่อให้นักการเมืองและ “ทหารอาชีพ” (รวมถึงทหารที่อยากเป็นนักการเมืองแบบทางลัด) ไปซื้ออาวุธและยังได้เงินทางอ้อมจากการล็อบบี้ของนักค้าสงครามอีก

สงครามนั้นทำให้คนรวยกระจุก แต่คนจนลงทั่วแผ่นดิน

ป.ล. 

ความขัดแย้งอย่างกรณียูเครนสามารถหลีกเลี่ยงได้ด้วยการถ่วงดุลอำนาจ ยุโรปควรจะถอดเสื้อนาโตออกเสียก่อนเวลาคุยเรื่องความเป็นกลางของยูเครน เพราะอย่างไรเสียยุโรปตะวันตกก็ไม่สามารถยกแผ่นดินย้ายหนีจากรัสเซียได้ จะเป็นการดีหากทำให้ยูเครนเป็นแนวกันชนกับรัสเซีย

แต่ยุโรปหลงตามตามเกมส์สมาชิกนาโตที่อยู่ไกลออกไป อย่างพวกอมริกาเหนือละพวกประเทศหมู่เกาะในยุโรป (ประเทศกลุ่มแองโกลคือพวกพูดภาษาอังกฤษทั้งสิ้น) พวกนี้มักยุให้ยุโรปเผชิญหน้ากับรัสเซีย โยดที่ตัวเองอยู่ไกลไม่ต้องรับผลกระทบ แต่ทรัพย์ไปเต็มๆ

ผลคือเมื่อเกิดสงครามขึ้น พวกยุโรปตะวันออกกลายเป็นหมูให้ประเทศอุตสาหกรรมสงครามหากิน เราจะเห็นดีลหรือข้อเสนอซื้อขายเครื่องบินรบของบริษัทใหญ่สัญชาติอเมริกันหลายดีลในช่วงเดือนเดียว ยังไม่นับการเพิ่มงบประมาณมหาศาลของยุโรป พวกที่รับทรัพย์ก็คืออุตสาหกรรมทหารอเมริกันและบริษัทอาวุธในประเทศนั้นๆ

ส่วนชาวยุโรปตาดำๆ ก็ต้องจ่ายภาษีให้พวกพ่อค้าสงครามกันตามระเบียบ พร้อมกับทยกับของแพง น้ำมันแพง และสุขภาพจิตที่เสียไปเพราะภัยสงครามมาจ่อหน้าประตูบ้าน

ดังที่ปูตินกล่าวว่า “ผมอยากให้คนตะวันตกธรรมดาๆ ได้ยินผมเหมือนกัน คุณได้รับบอกกล่าวอย่างสม่ำเสมอว่าปัญหาในปัจจุบันของคุณเป็นผลมาจากการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ของรัสเซีย และคุณต้องจ่ายเงินจากกระเป๋าของคุณเองสำหรับการพยายามตอบโต้การคุกคามของรัสเซียที่ถูกกล่าวหานั้น ทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องโกหก”

ในสายตาหลายๆ คน ปูตินเองก็ไม่ใช่คนดีอะไรนัก แต่ฝ่ายตรงข้ามกับปูตินก็ไม่ใช่พ่อพระเช่นกัน

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน

TOPSHOT – A member of the Japanese Self-Defense Force Amphibious Rapid Deployment Brigade holds position while a US Marine Corps MV-22 Osprey tilt-rotor aircraft takes off during a joint exercise with US Marine Corps personnel at the Higashifuji training area in Gotemba, Shizuoka Prefecture on March 15, 2022. (Photo by Charly TRIBALLEAU / AFP)

เมื่อไบเดนตราหน้าปูติน ‘อาชญากรสงคราม’ แต่ตัวเองก็มือเปื้อนเลือด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/678436

วันที่ 17 มี.ค. 2565 เวลา 17:00 น.เมื่อไบเดนตราหน้าปูติน ‘อาชญากรสงคราม’ แต่ตัวเองก็มือเปื้อนเลือด

สมัยที่ไบเดนเป็นรองประธานาธิบดีให้กับโอบามา การถล่มกลุ่มตอลีบันในอัฟกานิสถานคร่าชีวิตพลเมืองไปไม่น้อย

หลังจากสงวนท่าทีมานานในที่สุดประธานาธิบดี โจ ไบเดน ของสหรัฐก็กล้าวหาว่า ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียเป็น “อาชญากรสงคราม” จากการรุกรานยูเครน

การพูดในครั้งนี้ของผู้นำสหรัฐถือเป็นคำพูดที่รุนแรงที่สุดจากฝั่งสหรัฐนับตั้งแต่สงครามเปิดฉากขึ้นเมื่อ 3 สัปดาห์ก่อน ทั้งที่ก่อนหน้านี้ทั้งไบเดนและผู้นำประเทศอื่นเลี่ยงการเรียกสิ่งที่รัสเซียทำกับยูเครนว่าเป็นอาชญากรสงครามเพื่อรอผลการสอบสวนว่าควรจะใช้คำนี้หรือไม่

หลายคนมองว่าคำว่าอาชญากรสงครามไม่ควรออกจากปากของไบเดน เพราะมือของเขาก็เปื้อนเลือดไม่ต่างจากปูติน

ในขณะที่ บารัก โอบามา ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีระหว่างปี 2009-2017 ซึ่งมีไบเดนเป็นรองประธานาธิบดีนั้น ปฏิบัติการกวาดล้างกลุ่มตอลีบันในอัฟกานิสถานของกองทัพสหรัฐได้คร่าชีวิตประชาชนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ไปนับหมื่นคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2015 และ 2016 ที่ยอดผู้เสียชีวิตทุบสถิติตัวเลขประจำปี

ปี 2009

เป็นปีที่พลเมืองอัฟกันเสียชีวิตมากที่สุดอีกครั้งหนึ่งในสงครามที่นำโดยสหรัฐซึ่งเริ่มต้นในช่วงปลายปี 2001 สำนักงานเพื่อปฏิบัติภารกิจช่วยเหลืออัฟกานิสถานของสหประชาชาติ (UNAMA) ระบุว่ามีพลเมืองเสียชีวิตจากสงคราม 2,412 ราย เพิ่มจากปี 2008 ถึง 14%

เหตุการณ์ที่สำคัญของปี 2009 ได้แก่

  • 9 เม.ย. กองกำลังที่นำโดยสหรัฐสังหารประชาชน 4 คน (ผู้ชาย 1 ผู้หญิง 1 และเด็ก 2 รวมทั้งทารกในครรภ์อีก 1) ระหว่างการบุกจู่โจมตอนกลางคืนในจังหวัดโคสต์ ตอนแรกสหรัฐชี้แจงว่าผู้เสียชีวิต 4 คนเป็นกลุ่มก่อการร้ายที่มีอาวุธ แต่ภายหลังยอมรับว่าทั้งคนเจ็บและเสียชีวิตเป็นพลเรือน
  • 4 พ.ค. เครื่องบินทิ้งระเบิด B-1B ของสหรัฐสังหารพลเมืองอัฟกันราว 20 กว่าคน หรืออาจมากถึง 147 คน ในปฏิบัติการโจมตีทางอากาศหมู่บ้านกราไนในจังหวัดฟาเราะห์ หลังจากรัฐบาลอัฟกานิสถานสอบสวนพบว่าตัวเลขชาวบ้านที่เสียชีวิตอย่างเป็นทางการคือ 140 คน ในจำนวนนี้เป็นเด็กถึง 93 คน และผู้ชาย 22 คน
  • ขณะที่การสอบสวนของสหรัฐคาดว่ามีชาวบ้านเสียชีวิต 26 คน แต่ก็ยอมรับในรายงานว่าไม่สามารถระบุตัวเลขที่แน่ชัดได้ว่าพลเมืองเสียชีวิตจากปฏิบัติการครั้งนี้กี่คน รายงานสรุปว่า การโจมตีทางอากาศอย่างน้อย 2 ครั้งไม่ควรถูกสั่งการ และเรียกร้องให้กองทัพเปลี่ยนกฎในการโจมตีทางอากาศและทำการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ใหม่
  • 4 ก.ย. ทางตอนเหนือของเมืองคุนดุซมีคนเสียชีวิตราว 70-90 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพลเมือง จากการโจมตีทางอากาศของสหรัฐที่กองทัพกองกำลังสนับสนุนด้านความมั่นคงระหว่างประเทศ (ISAF) ของเยอรมนี หลังจากกลุ่มผู้ก่อการร้ายปล้นรถบรรทุกน้ำมัน 2 คันที่กำลังมุ่งหน้าไปทาจิกิสถานเพื่อส่งเสบียงให้กองกำลังนาโต

      หลังรถบรรทุกติดหล่มใกล้กับแม่น้ำคุนดุซ ผู้ก่อการร้ายเปิดวาล์วน้ำมันเพื่อให้รถเบาขึ้น บรรดาชาวบ้านที่ทราบข่าวพากันมารองน้ำมันโดยไม่สนคำเตือนว่าอาจมีการโจมตีทางอากาศ เมื่อข่าวแพร่ออกไปชาวบ้านจากหมู่บ้านใกล้เคียงมารุมล้อมรถบบรทุกน้ำมันราว 500 คน

      ราว 02.30 น. เครื่องบินรบ F-15E Strike Eagle ของสหรัฐทิ้งระเบิดหนัก 500 ปอนด์ 2 ลูกใส่รถบบรทุกน้ำมันทั้งสองคันจนเกิดไฟลุกไหม้เผาร่างชาวบ้านไปหลายคน คลิปวิดีโอที่ถ่ายในช่วงเช้าเผยให้เห็นร่างชาวบ้านที่ไหม้เกรียมจำนวนมากบริเวณริมแม่น้ำ

ปี 2010

UNAMA ระบุว่าพลเมืองอัฟกันเสียชีวิตจากสงคราม 2,777 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2009 15% ในจำนวนนี้ 440 คน (15.9%) เสียชีวิตจากกองกำลังที่นำโดยสหรัฐ ลดลงจากปีก่อน 26% ในจำนวนนี้ 171 คนเสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศ

ปี 2011

ครึ่งปีแรกของปี 2011 สงครามในอัฟกานิสถานที่นำโดยสหรัฐส่งผลให้ตัวเลขพลเมืองที่เสียชีวิตสูงขึ้นอีกครั้ง เนื่องจากความรุนแรงทวีขึ้น จากข้อมูลของ UNAMA พบว่าครึ่งปีแรกชาวอัฟกันเสียชีวิต 1,462 คน เพิ่มขึ้น 15% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ตัวเลขผู้เสียชีวิตทั้งปีอยู่ที่ 3,021 คน

เหตุการณ์ที่สำคัญของปี 2011 ได้แก่

  • ก.พ. การสอบสวนโดยรัฐบาลอัฟกันได้ข้อสรุปว่า พลเมือง 65 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้หญิงและเด็ก 50 คน เสียชีวิตจากปฏิบัติการของนาโตในจังหวัดโคนาร์ นาโตโต้แย้งข้อสรุปดังกล่าว แต่ประธานาธิบดีโอบามาขอโทษต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
  • 1 มี.ค. พลปืนประจำเฮลิคอปเตอร์สหรัฐสังหารเด็กชายอัฟกันอายุระหว่าง 7-13 ปีที่กำลังเก็บฟืน 9 คน ส่วนอีก 1 คนได้รับบาดเจ็บ
  • 9 มี.ค. กองกำลังพิเศษสหรัฐสังหาร ฮาจิ ยาร์ โมฮัมหมัด ญาติของประธานาธิบดี ฮามิด คาร์ไซ ของอัฟกานิสถาน ระหว่างปฏิบัติการร่วมกับนาโตและกองกำลังอัฟกานิสถานโจมตีเป้าหมายในเมืองกันดาฮาร์ตอนกลางคืน
  • 24 มี.ค. โดรน RAF Reaper ซึ่งคบคุมระยะไกลจากฐานทัพอากาศสหรัฐในรัฐเนวาดาสังหารพลเมือง 4 คน (ผู้หญิง 2 เด็ก 2) ส่วนอีก 2 คนบาดเจ็บในเมืองเนาซัดของจังหวัด เฮลมันด์

ปี 2012

รายงานของ UNAMA ระบุว่า ตัวเลขพลเมืองอัฟกันที่เสียชีวิตหรือบาดเจ็บในปี 2012 ลดลงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เริ่มเก็บข้อมูล โดยมีผู้เสียชีวิต 2,769 คน บาดเจ็บ 4,821 คน

เหตุการณ์ที่สำคัญของปี 2012 ได้แก่

  • 17 ก.พ. ปฏิบัติการโจมตีโคนาร์ตอนกลางคืนในหุบเขาเดวา กัลส่งผลให้พลเมืองเสียชีวิต 6 คน
  • 11 มี.ค. พลเมืองอย่างน้อย 16 คนถูกสังหารหลังจากทหารสหรัฐบุกเข้าไปในบ้านของพวกเขาในจังหวัดกันดาฮาร์แล้วเปิดฉากยิง เรียกเหตุการณ์นี้ว่า การสังหารหมู่กันดาฮาร์
  • 8 มิ.ย. การโจมตีทางอากาศร่วมกันระหว่างกองทัพสหรัฐและนาโตในช่วงเช้าตรู่ที่พุ่งเป้ามาที่ผู้บัญชาการของกลุ่มตอลีบันซึ่งพาลูกสมุนเข้าไปหลบในบ้านชาวบ้านที่กำลังจัดพิธีแต่งงานในจังหวัดโลการ์ ส่งผลให้พลเมืองอัฟกันเสียชีวิต 18 คน โดยครึ่งหนึ่งเป็นเด็ก

      ในเวลาต่อมา จอห์น อัลเลน ผู้บัญชาการกองกำลังสหรัฐในอัฟกานิสถานและผู้บัญชาการกองกำลังนาโตบินไปขอโทษครอบครัวผู้เสียชีวิตด้วยตัวเอง นับเป็นครั้งแรกที่มีการยอมรับว่าการโจมตีทางอากาศของกองกำลังร่วมสหรัฐทำให้พลเรือนเสียชีวิต อัลเลนยังชี้แจงว่าสหรัฐไม่ทราบว่ามีพลเรือนอยู่ในบ้านเป้าหมาย ส่วนแพทย์รายหนึ่งที่ได้พูดคุยกับผู้รอดชีวิตบอกว่า นักรบตอลีบันขัดขวางไม่ให้ชาวบ้านหนีหลังจากกองกำลังร่วมบอกให้พลเรือนออกมาจากตัวบ้าน

ปี 2013

องค์การสหประชาชาติ (UN) ระบุว่ามีพลเมืองเสียชีวิต 2,969 คน บาดเจ็บ 5,669 คน

ปี 2014

UN ระบุว่ามีพลเมืองเสียชีวิต 3,710 คน บาดเจ็บ 6,825 คน

ปี 2015

UN ระบุว่ามีพลเมืองเสียชีวิต 3,545 คน บาดเจ็บ 7,457 คน

ปี 2016

UN ระบุว่ามีพลเมืองเสียชีวิต 3,498 คน บาดเจ็บ 7,920 คน

ปี 2017

UN คาดว่าตั้งแต่เดือน ม.ค.-มิ.ย. มีพลเมืองเสียชีวิต 1,662 คน

REUTERS/Tom Brenner

นักฆ่าพลีชีพ ‘โดรนกามิกาเซ’ อเมริกัน-รัสเซียของใครจะแน่กว่ากัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/678434

วันที่ 17 มี.ค. 2565 เวลา 18:30 น.นักฆ่าพลีชีพ 'โดรนกามิกาเซ' อเมริกัน-รัสเซียของใครจะแน่กว่ากัน

เทียบจะๆ โดรนสังหารที่สหรัฐจะส่งให้ยูเครน และโดรนรัสเซียที่ตกลงสู่กรุงเคียฟ

เจ้าหน้าที่สหรัฐเผยต่อ NBC News ว่าเมื่อวันที่ 16 มี.ค. รัฐบาลสหรัฐประกาศแผนการช่วยเหลือทางทหารให้แก่ยูเครน ซึ่งหนึ่งในนั้นรวมถึงการจัดหาโดรนนักฆ่ามากกว่า 100 ลำที่ผลิตในสหรัฐ ซึ่งเป็นขีปนาวุธนำวิถีล้ำสมัยที่สามารถโจมตีกองทหารรัสเซียได้อย่างแม่นยำจากระยะไกล

โดยขีปนาวุธดังกล่าวมี 2 รุ่นด้วยกันคือ Switchblade 300 และ Switchblade 600 จากผู้ผลิต AeroVironment ซึ่งยังไม่ชัดเจนว่าสหรัฐจะจัดหารุ่นใดให้แก่ยูเครน หรืออาจให้ทั้ง 2 รุ่นก็เป็นไปได้

ด้านบริษัทผู้ผลิตออกแถลงการณ์เพียงว่า “เรายืนหยัดเคียงข้างพันธมิตรและประเทศอธิปไตย ในการใช้สิทธิของพวกเขาเพื่อปกป้องบ้านเกิดเมืองนอนและชีวิตของพวกเขา เมื่อสิทธิขั้นพื้นฐานถูกคุกคาม AeroVironment ยืนเคียงข้างประชาชนชาวยูเครนและประเทศสมาชิก NATO ทั้งหมด”

โดรนสหรัฐโหดแค่ไหน

AeroVironment Switchblade เป็นโดรนยุทโธปกรณ์ขนาดเล็กที่พัฒนาโดย AeroVironment ซึ่งถูกออกแบบให้เป็น “โดรนกามิกาเซ” (kamikaze drone) เป็นอาวุธแบบใช้ครั้งเดียว ซึ่งมีการติดตั้งกล้อง ระบบนำทาง ระเบิด และสามารถตั้งโปรแกรมให้โจมตีเป้าหมายที่อยู่ห่างออกไปเป็นไมล์โดยอัตโนมัติ สามารถบังคับทิศทางรอบๆ เป้าหมายได้จนกว่าจะถึงเวลาโจมตี โดยสามารถพุ่งชนและทำลายเป้าหมายด้วยหัวรบระเบิด

Switchblade มีขนาดเล็กพอที่จะใส่ในกระเป๋าเป้ และสามารถเปิดตัวได้จากทั้งทางบก ทางทะเล และทางอากาศ ซึ่งประกอบได้ด้วย 2 รุ่นด้วยกัน ได้แก่ Switchblade 300 และ Switchblade 600

โดรนนักฆ่าของสหรัฐมีพิสัยไกล 10 กิโลเมตร ความเร็วสูงสุดกว่า 100 ไมล์ต่อชั่วโมง เพดานบิน 15,000 ฟุต สนนราคาอยู่ที่ 6,000 เหรียญสหรัฐ

US will deliver these loitering suicide drones to Ukraine . Switchblade 300:Operational range: 10 kmFlight ceiling: 15.000 ft Maximum speed: 160 km/h@Ninja998998 @sfrantzman pic.twitter.com/JIe7NXqpPE— Felix Woessner (@FeWoessner) March 16, 2022

โดย Switchblade 300 ได้รับการออกแบบมาสำหรับจู่โจมผู้คน มีความยาว 2 ฟุต หนัก 6 ปอนด์ ทำให้มีขนาดเล็กและเบาเพียงพอที่ทหารเพียงนายเดียวจะสามารถพกพาได้ สามารถควบคุมได้ไกลถึง 6.2 ไมล์ แต่ใช้งานได้เพียง 10 นาทีเท่านั้น ทำให้ไม่เหมาะกับการสอดแนม แต่มีประโยชน์สำหรับการจู่โจมเป้าหมายระยะไกล โดยหัวรบมีประจุระเบิดเทียบเท่ากับระเบิดขนาด 40 มม. ขนาดที่เล็กและการบินที่เงียบทำให้ยากต่อการตรวจจับหรือพยายามสกัดกั้น

ส่วน Switchblade 600 ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่า มีไว้สำหรับทำลายรถถังและยานหุ้มเกราะอื่นๆ ด้วยหัวรบที่แข็งแรง รุ่นนี้มีน้ำหนัก 50 ปอนด์ ซึ่งบินได้นาน 40 นาที สูงสุด 50 ไมล์ และโจมตีด้วยความเร็วถึง 115 ไมล์ต่อชั่วโมง

Switchblade สามารถยกเลิกภารกิจได้กลางคัน หากสถานการณ์เปลี่ยนไปหลังจากเปิดตัว หมายความว่ามันสามารถเปลี่ยนไปโจมตีเป้าหมายรองหรือทำลายตัวเองได้โดยไม่ก่อให้เกิดการบาดเจ็บล้มตายหรือความเสียหายต่อทรัพย์สิน

โดยแหล่งข่าวกล่าวกับ NBC กองทัพสหรัฐเคยใช้ Switchblade ในการต่อสู้ในอัฟกานิสถานมาแล้ว อย่างไรก็ตามขณะนี้สหราชอาณาจักรเป็นประเทศเดียวในต่างประเทศที่ได้รับอนุญาตให้ซื้อ Switchblade จากสหรัฐ

โดรนกามิกาเซของรัสเซีย

The National News ระบุว่าตอนนี้กองทัพรัสเซียเข้าประชิดกรุงเคียฟ เมืองหวงของยูเครน มากพอที่จะยิงโดรนกามิกาเซพิสัยใกล้ที่อาจโจมตีประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกีของยูเครนได้เลย

ขณะที่มีรายงานระบุว่าพบโดรนสังหาร Aero Kub ตกลงสู่ย่านเก่าแก่ในกรุงเคียฟแล้ว ใกล้กับอาคารราชการและสถานทูต อาจหมายความว่ารัสเซียกำลังตามล่าเป้าหมายบางอย่างในเคียฟอยู่

โดรนกามิกาเซขนาดเล็กของรัสเซียได้รับออกแบบมาเพื่อโจมตีเป้าหมายที่อยู่นิ่ง เคลื่อนที่ได้ไกลสูงสุด 40 กิโลเมตร ความเร็วสูงสุด 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตรวจจับได้ยาก ติดตั้งกล้องและวัตถุระเบิดหนัก 1 กก. เคยมีรายงานว่ากองทัพรัสเซียประสบความสำเร็จในการใช้โดรนรุ่นนี้โจมตีผู้ก่อความไม่สงบในเมืองอิดลิบ ประเทศซีเรีย

โดรนสังหาร Aero Kub สร้างขึ้นโดย Kalashnikov ซึ่งเป็นที่รู้จักจากปืนไรเฟิล AK-47 โดยโดรนดังกล่าวเพิ่งเริ่มปฏิบัติการเมื่อปีที่แล้ว โดรนสามารถสอดแนมตำแหน่งได้ โจมตีเป้าหมายที่อยู่นิ่งได้ด้วยพลังระเบิดขนาดใหญ่ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าสามารถทำลายยานหุ้มเกราะได้

โดรนจะถูกควบคุมผ่านวิดีโอที่ส่งกลับมาแบบเรียลไทม์ ดังนั้นจะขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้ควบคุม และความคล่องแคล่วของโดรนในการไปถึงเป้าหมาย โดยระยะเวลาบินค่อนข้างสั้นคือ 30 นาที หมายความว่าผู้ควบคุมโดรนจะต้องอยู่ใกล้กับเป้าหมายพอสมควร

El ejército ruso comenzará a recibir municiones merodeadoras #KUB fabricadas por ZALA Aero (Kalashnikov Concern) a partir de 2022.El ciclo de sus pruebas estatales se ha completado con éxito. pic.twitter.com/0aXs4QtsVM— Drones de guerra (@dronesdeguerra) December 16, 2021

แซม แครนนี่-อีแวนส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกองทัพรัสเซีย กล่าวว่ามีความเป็นไปได้ที่รัสเซียจะใช้โดรนนี้จู่โจมผู้นำยูเครน หากสามารถหาตัวเขาพบ แต่ถ้านั่นคือเป้าหมายของรัสเซียจริงๆ แซมมองว่ารัสเซียน่าจะใช้ขีปนาวุธร่อนที่มีความซับซ้อนกว่านี้

พร้อมเสริมว่ารัสเซียอาจใช้ Aero Kub สำหรับการเฝ้าระวังเท่านั้น “พวกเขาไม่มีวิธีการลาดตระเวนที่สะดวกกว่านี้ ดังนั้นพวกเขาจึงอาจใช้สิ่งที่มีอยู่เพื่อให้ได้ภาพว่าเกิดอะไรขึ้น”

เจเรมี บินนี่ ผู้เชี่ยวชาญด้านโดรนจาก Jane’s Defense Weekly ชี้ว่าโดรนดังกล่าวบินได้ไม่นานนักและมีหัวรบที่ค่อนข้างเล็ก ซึ่งเหมาะกับเป้าหมายที่อยู่นิ่งเท่านั้น ไม่เหมาะสำหรับการสังหาร เนื่องจากคุณจะต้องแน่ใจว่าเป้าหมายยังคงอยู่ที่เดิมทุกประการ

Photo by REUTERS/Gleb Garanich

เตือนจีนเหยียบเรือสองแคมไม่ได้ เจอคว่ำบาตรแน่ถ้าหนุนหลังรัสเซีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/678427

วันที่ 17 มี.ค. 2565 เวลา 15:16 น.เตือนจีนเหยียบเรือสองแคมไม่ได้ เจอคว่ำบาตรแน่ถ้าหนุนหลังรัสเซีย

ชาติตะวันตกยังคงขู่จีนไม่หยุด แม้ว่าจีนจะแสดงท่าทีแบ่งรับแบ่งสู้เกี่ยวกับสงครามในยูเครน และพยายามหลีกเลี่ยงผลกระทบจากความจัดแย้งนี้

นายกรัฐมนตรีสกอตต์ มอร์ริสันของออสเตรเลียกล่าวว่าจีนจะต้องเผชิญกับผลที่ตามมาหากจีนสนับสนุนการโจมตีของรัสเซียในยูเครน พร้อมชี้ว่าหากจีนเคลื่อนไหวแบบนั้นจะเป็น “สิ่งที่น่ารังเกียจ” พร้อมขู่ที่จะใช้มาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศกับจีน

ผู้สื่อข่าวได้ซักถามนายกรัฐมนตรีออสเตรเลียว่า “คณะกรรมการความมั่นคงแห่งชาติมีการประชุมในวันนี้ มีการพิจารณาถึงการคว่ำบาตรต่อจีนฐานเงียบเฉยต่อรัสเซียหรือไม่?”

มอร์ริสันตอบว่า “สิ่งหนึ่งที่รบกวนจิตใจผมตั้งแต่เริ่มแรก นอกเหนือจากสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนในแง่ของการรุกรานยูเครนอย่างรุนแรงและผิดกฎหมายของรัสเซียแล้ว ก็คือความเงียบงันอันเยือกเย็นที่เราเห็นจากประเทศจีน และผมคิดว่าความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับรัสเซียยังขาดความโปร่งใสอย่างแท้จริง ในเวลาที่ประเทศอื่นๆ ในโลกกำลังใช้มาตรการคว่ำบาตรกับรัสเซียและพยายามลงโทษอย่างหนักต่อพวกเขา (รัสเซีย) ต่อการกระทำที่รุนแรงและก้าวร้าว”

มอร์ริสันกล่าวต่อไปว่า “จีนได้ผ่อนคลายข้อจำกัดทางการค้าหรือมาตรการทางการค้ากับรัสเซียเกี่ยวกับข้าวสาลีเป็นต้น (ซึ่งเป็นสินค้าสำคัญของรัสเซียและข้างสาลีของรัสเซียมีความสำคัญต่อตลาดโลกมาก) ตอนนี้นี่เป็นการส่งสัญญาณที่น่ากลัว จีนพยายามแสดงตนว่ามีบทบาทเชิงบวกในกิจการระดับโลกเพื่อรักษาสันติภาพและเสถียรภาพ การขาดความโปร่งใสในความสัมพันธ์กับรัสเซียเป็นปัญหาใหญ่ในภูมิภาคของเรา ไม่ใช่แค่กับระบอบเสรีประชาธิปไตยเท่านั้น และผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ปัญหาเหล่านี้จะต้องชัดเจน”

ผู้สื่อข่าวได้ซักถามต่อไปว่ามีความเป็นไปได้ที่จะคว่ำบาตรจีนกรณีปิดปากเงียบเรื่องการกระทำของรัสเซียหรือไม่? 

มอร์ริสันตอบว่า “เราจะเดินหน้าสอดคล้องกับหุ้นส่วนและพันธมิตรในประเด็นเหล่านี้ และสหรัฐฯ ได้ออกแถลงการณ์ที่ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้และเราสนับสนุนข้อความเหล่านั้น เราสนับสนุนคำกล่าวเหล่านั้น และสนับสนุนเพราะเราคิดว่าเป็นสิ่งสำคัญที่คนทั้งโลกต้องร่วมมือกันเพื่อยุติความรุนแรงและการรุกรานที่เลวร้ายของรัสเซียในยูเครน ไม่มีการเหยียบเรือสองแคม เนื่องจากจีนดูเหมือนจะยืนอยู่ตรงกลางระหว่างข้อเรียกร้องของยูเครนและรัสเซีย ไม่มีการเหยียบเรือสองแคม ส่วนที่เหลือของโลกไม่ได้ไม่หันเหไปทางนั้นเลย”

เด็กรัสเซียถูกบูลลี่จนไม่อยากไปโรงเรียน เพราะสงครามยูเครน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/678388

วันที่ 17 มี.ค. 2565 เวลา 12:00 น.เด็กรัสเซียถูกบูลลี่จนไม่อยากไปโรงเรียน เพราะสงครามยูเครน

เด็กรัสเซียกำลังตกเป็นเหยื่อของการบูลลี่ในโรงเรียน เนื่องจากสงครามยูเครน

Save the Children กลุ่มสิทธิมนุษยชนสำหรับเด็กระบุว่าเด็กรัสเซียกำลังตกเป็นเหยื่อของการกลั่นแกล้งในโรงเรียนและบนโลกออนไลน์ เนื่องจากความเกลียดชังที่ถาโถมใส่สัญชาติของพวกเขา หลังจากที่รัสเซียเปิดปฏิบัติการทางทหารในยูเครน

RT สำนักข่าวรัสเซียรายงานว่าจอน คริสเตียน แลงจ์ ที่ปรึกษาอาวุโสของ Save the Children กล่าวกับสถานีโทรทัศน์ TV2 ของเดนมาร์กเมื่อวันที่ 15 มี.ค. ที่ผ่านมาว่า ผู้ปกครองหลายคนเล่าว่าเด็กๆ อ้างว่าปวดท้องเพราะพวกเขาไม่อยากไปโรงเรียน

แลงจ์กล่าวว่าตอนนี้เด็กรัสเซียต้องเจอกับการเลือกปฏิบัติคล้ายกับที่เด็กเอเชียเผชิญหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งทาง Save the Children ได้ลงพื้นที่ไปในโรงเรียนต่างๆ เพื่อปลูกจิตสำนึกเด็กๆ เกี่ยวกับการกลั่นแกล้ง และเสนอแนะวิธีการพูดคุยเกี่ยวกับสงครามในยูเครนโดยไม่ทำให้เด็กรัสเซียต้องรู้สึกอับอาย

แลงจ์กล่าวว่าการกลั่นแกล้งในโรงเรียนมักเกิดจากการที่เด็กๆ ได้ยินผู้ปกครองพูดคุยเกี่ยวกับสงครามและกองทหารรัสเซียที่บ้าน นอกจากนี้บนโลกออนไลน์ยังมีถ้อยคำแสดงความเกลียดชังที่พุ่งเป้าไปที่รัสเซียซึ่งถูกแพร่กระจายอย่างรวดเร็วในโรงเรียน

“เราต้องระวัง เพราะสิ่งที่เราพูดถูกส่งไปถึงเด็กๆ ในโรงเรียน” แลงจ์เสริมว่าเด็กจำนวนมากไปโรงเรียนด้วยความกังวลว่าจะไม่มีใครเล่นด้วย เพราะเขาคือชาวรัสเซีย

ความรู้สึกต่อต้านรัสเซียทวีความรุนแรงขึ้นท่ามกลางความรุนแรงในยูเครน ไม่ใช่แค่ถูกกลั่นแกล้งจากเด็กๆ ในโรงเรียนเท่านั้น แต่ก่อนหน้านี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกา อย่างอีริก สวอลเวลล์ ก็เคยเอ่ยปากว่านักเรียนรัสเซียทุกคนที่เรียนในอเมริกาควรถูกไล่ออกจากประเทศ

Photo by REUTERS/Kaylee Greenlee Beal

รัสเซียเอาคืนบ้าง สั่งยึดเครื่องบินสหรัฐ-ยุโรปหลายร้อยลำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/678380

วันที่ 17 มี.ค. 2565 เวลา 11:09 น.รัสเซียเอาคืนบ้าง สั่งยึดเครื่องบินสหรัฐ-ยุโรปหลายร้อยลำ

รัสเซียเริ่มแล้ว หลังปูตินลงนามกฎหมายเปิดทางสายการบินรัสเซียยึดเครื่องบินที่เช่าจากต่างชาติไว้ใช้ในประเทศ

หลังจากที่ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียลงนามกฎหมายเปิดทางให้บริษัทสายการบินรัสเซียสามารถยึดเครื่องบินที่เช่าจากต่างประเทศเพื่อใช้บินภายในประเทศได้ ซึ่งเชื่อว่ามีเครื่องบินที่ถูกสร้างโดยตะวันตกไม่ต่ำกว่า 500 ลำ มูลค่า 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐประจำอยู่ในฝูงบินของบริษัทสายการบินรัสเซียในตอนนี้

ล่าสุด CNN รายงานว่ารัสเซียได้ยึดเครื่องบินพาณิชย์หลายร้อยลำของบริษัทสหรัฐและยุโรป เป็นสัญญาณถึงความท้าทายของอุตสาหกรรมการบินที่ต้องเผชิญท่ามกลางวิกฤตยูเครน

นอกจากกฎหมายดังกล่าวจะส่งผลให้สายการบินของรัสเซียสามารถเก็บเครื่องบินที่เช่าจากต่างประเทศไว้และใช้งานเครื่องบินดังกล่าวในเส้นทางภายในประเทศได้แล้ว ยังทำให้บริษัทต่างชาติสามารถเรียกคืนเครื่องบินของตนได้ยากขึ้นโดยไม่ได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลรัสเซีย

ก่อนหน้านี้ สหรัฐและยุโรปได้ออกมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย ซึ่งกำหนดให้บริษัทให้เช่าเครื่องบิน ต้องยึดเครื่องบินทุกลำที่ให้สายการบินรัสเซียเช่าไป ภายในสิ้นเดือนนี้

อย่างไรก็ตามบริษัทให้เช่าเครื่องบินยังไม่ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวล่าสุดของรัสเซีย และไม่ชัดเจนว่าพวกเขาต้องการเครื่องบินเหล่านั้นคืนหรือไม่ แต่เครื่องบืนเหล่านั้นจะไม่สามารถเข้าถึงชิ้นส่วนอะไหล่จากบริษัทผู้ผลิตเครื่องบินได้

ทั้งนี้ ผู้ผลิตเครื่องบืนจากตะวันตก เช่น Airbus ( EADSF ) และ Boeing ( BA )ได้ยุติการเข้าถึงอะไหล่ของสายการบินรัสเซียในการเข้าถึงชิ้นส่วนอะไหล่ที่พวกเขาต้องการเพื่อบำรุงรักษาเครื่องบิน ขณะที่สายการบินของรัสเซียให้บริการเครื่องบิน Airbus 305 ลำ และ Boeing 332 ลำ

นอกจากนี้รัสเซียยังมีเครื่องบินเจ็ตประจำภูมิภาค 83 ลำที่ผลิตโดยผู้ผลิตตะวันตก เช่น Bombardier, Embraer และ ATR

เบ็ตซี สไนเดอร์ นักวิเคราะห์สินเชื่อที่ครอบคลุมบริษัทให้เช่าเครื่องบินของ Standard & Poor’s กล่าวว่า รัสเซียไม่ต้องการเครื่องบินทุกลำที่ยึด เนื่องจากผลกระทบด้านเศรษฐกิจจากมาตรการคว่ำบาตรจะลดความจำเป็นในการเดินทางทางอากาศลงอย่างมาก

สไนเดอร์เสริมว่า “เศรษฐกิจรัสเซียกำลังถดถอย จะไม่มีใครเข้าและออกจากรัสเซีย พลเมืองรัสเซียกำลังสูญเสียเงินของพวกเขา ดังนั้นพวกเขาจึงไม่มีเงินที่จะเดินทางต่อไป เป็นไปได้ว่าธุรกิจสายการบินจะได้รับผลกระทบอย่างมาก”

ด้านโรเบิร์ต แมนน์ ที่ปรึกษาและนักวิเคราะห์สายการบินกล่าวว่า หากรัสเซียไม่มีอำนาจในการผลิตชิ้นส่วนเครื่องบินก็ไม่ควรผลิตเอง “คุณไม่รู้หรอกว่าใช้มาตรฐานอะไร คุณได้คุณสมบัติภายในที่ถูกต้องหรือไม่ เมื่อคุณใส่เข้าไปในส่วนเทอร์ไบน์ของเครื่องยนต์ มันจะทำงานเหมือนที่ได้รับการออกแบบหรือไม่ เมื่อคุณไม่มีเครื่องบิน เครือข่ายของคุณจะเล็กลง และคุณสามารถบินได้น้อยลงทุกวันๆ จนกว่าคุณจะไม่มีสายการบิน”

ขณะที่ริชาร์ด อาบูลาฟา กรรมการผู้จัดการของ AeroDynamic Advisory มองว่าภายในหนึ่งปีรัสเซียจะต้องยุติอุตสาหกรรมการบินทุกประเภท

Photo by REUTERS/Marina

ปูตินลั่นโลกตะวันตกกำลังพังทลาย โลกรับกรรมเพราะยื้ออำนาจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/678360

วันที่ 17 มี.ค. 2565 เวลา 09:04 น.ปูตินลั่นโลกตะวันตกกำลังพังทลาย โลกรับกรรมเพราะยื้ออำนาจ

ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ได้กล่าวสุนทรพจน์เกี่ยวกับวิกฤตยูเครนเมื่อวันพุธ ขณะที่เขาได้พบกับผู้นำระดับภูมิภาคเพื่อหารือเกี่ยวกับมาตรการสนับสนุนทางเศรษฐกิจและสังคม เพื่อตอบโต้คลื่นของการคว่ำบาตรต่อต้านรัสเซีย

ความขัดแย้งเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ปูตินเน้นย้ำว่า การดำเนินการ “ปฏิบัติการพิเศษทางทหาร” เป็นทางเลือกเดียวที่รัสเซียจะต้องทำให้ยุติการนองเลือดที่ยาวนานหลายปีในยูเครนตะวันออก แต่ถ้าการจำกัดขอบเขตการแทรกแซงให้เหลือเพียงสาธารณรัฐดอนบาส ก็จะเป็นเพียงผลักดันปัญหาไป “แนวหน้า” ทางทิศตะวันตก แทนที่จะคลี่คลายสถานการณ์ทั้งหมด

ปูตินกล่าวเสริมว่า “พลเรือนเกือบ 14,000 คน รวมทั้งเด็ก ถูกสังหาร” ในความขัดแย้งดังกล่าว และยูเครนเตรียมพร้อมสำหรับการรุกในวงกว้างเพื่อยึดสาธารณรัฐดอนบาสอีกครั้ง ทางการยูเครนยังพยายามโจมตีไครเมีย ซึ่งแยกตัวออกจากประเทศเมื่อปี 2014 และเข้าร่วมรัสเซียผ่านการลงประชามติ

“ด้วยการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกาและประเทศตะวันตกอื่นๆ ยูเครนตั้งใจเตรียมรับมือกับสถานการณ์การใช้กำลัง การสังหารหมู่ และการกวาดล้างชาติพันธุ์ในดอนบาส การโจมตีครั้งใหญ่ที่ดอนบาสและไครเมียในเวลาต่อมาเป็นเพียงเรื่องของเวลา อย่างไรก็ตาม กองกำลังติดอาวุธของเราได้ทำลายแผนเหล่านี้” ปูตินกล่าว

รัฐบาลยูเครนแสวงหาอาวุธทำลายล้างสูง

ปูตินกล่าวว่า “มีเครือข่ายห้องปฏิบัติการหลายสิบแห่งในยูเครน ซึ่งโครงการทางชีววิทยาทางทหารได้ดำเนินการภายใต้คำแนะนำและด้วยการสนับสนุนทางการเงินของกระทรวงกลาโหม รวมถึงการทดลองกับสายพันธุ์โคโรนาไวรัส, แอนแทรกซ์, อหิวาตกโรค, โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร และโรคร้ายแรงอื่นๆ” ปูติน กล่าวพร้อมเสริมว่าขณะนี้ “ความพยายามอย่างบ้าคลั่ง” กำลังดำเนินการอยู่เพื่อปกปิด “ร่องรอยของโปรแกรมลับเหล่านี้”

ยูเครนถูกจัดตั้งให้เป็น ‘ฝ่ายต่อต้านรัสเซีย’

ปูตินกล่าวว่า “เราเห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าระบอบการปกครองของเคียฟ (รัฐบาลยูเครน) ซึ่งบรรดาเจ้านายของตะวันตกได้จัดตั้งขึ้นมาเพื่อทำภารกิจในการสร้าง ‘การต่อต้านรัสเซีย’ ที่ก้าวร้าว ไม่สนใจชะตากรรมของชาวยูเครนเอง” 

“ยังชัดเจนอีกด้วยว่าผู้บงการชาวตะวันตกกำลังผลักดันให้ทางการเคียฟดำเนินการนองเลือดต่อไป พวกเขาได้รับชุดอาวุธเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ พวกเขาได้รับข่าวกรอง พวกเขายังได้รับความช่วยเหลืออื่น ๆ รวมถึงที่ปรึกษาทางทหารและทหารรับจ้าง”

อำนาจของโลกตะวันตกกำลังผุกร่อน

ปูตินเชื่อว่าในท้ายที่สุด ความปรารถนาของชาติตะวันตกที่จะคงไว้ซึ่งอำนาจเหนือโลกนั้นเป็นรากเหง้าของความวุ่นวายในยูเครนที่ดำเนินอยู่ตลอด เช่นเดียวกับวิกฤตการณ์ในส่วนอื่นๆ ของโลก 

“วันนี้ โลกทั้งใบต้องชดใช้ให้กับความทะเยอทะยานของตะวันตก ต่อความพยายามในทุกวิถีทางที่จะคงไว้ซึ่งอำนาจที่ล่มสลายของมัน” เขากล่าว

ปูตินกล่าวว่า ตัวอย่างเช่น ผลกระทบของการคว่ำบาตรต่อต้านรัสเซีย ที่บังคับใช้เหนือความขัดแย้งในยูเครน เกิดขึ้นแล้วกับประชาชนทั่วไปในตะวันตก ในขณะที่ชนชั้นสูงของโลกตะวันตกพยายามจะโทษรัสเซีย 

“ผมอยากให้คนตะวันตกธรรมดาๆ ได้ยินผมเหมือนกัน คุณได้รับแจ้งอย่างสม่ำเสมอว่าปัญหาในปัจจุบันของคุณเป็นผลมาจากการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ของรัสเซีย และคุณต้องจ่ายเงินจากกระเป๋าของคุณเองสำหรับการพยายามตอบโต้การคุกคามของรัสเซียที่ถูกกล่าวหานั้น ทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องโกหก” ปูติน กล่าว

จากสำนักข่าว RT

Photo – Sputnik/Mikhail Klimentyev/Kremlin via REUTERS/File Photo

Fed ขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 4 ปี ส่งสัญญาณอาจขึ้นอีก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/678357

วันที่ 17 มี.ค. 2565 เวลา 08:26 น.Fed ขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 4 ปี ส่งสัญญาณอาจขึ้นอีก

ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ครั้งแรกในรอบหลายปี

ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2561 และได้วางแผนเชิงรุกเพื่อผลักดันต้นทุนการกู้ยืมให้อยู่ในระดับที่จำกัดในปีหน้า โดยมีเป้าหมายหลักจากการต่อสู้กับการระบาดใหญ่ของโคโรนาไวรัส ไปจนถึงการรับมือกับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่เกิดจากเงินเฟ้อที่มากเกินไปและสงครามในยูเครน

คณะกรรมการตลาดกลางแห่งสหพันธรัฐของธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด (Fed) เริ่มการเคลื่อนไหวเพื่อกระชับนโยบายการเงินด้วยการเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.25 จุดของอัตราเงินกองทุนของรัฐบาลกลางเป้าหมาย ยกเกณฑ์มาตรฐานที่สำคัญนั้นจากระดับใกล้ศูนย์ในปัจจุบัน

จากการคาดการณ์ใหม่ของเฟดแสดงให้เห็นว่าผู้กำหนดนโยบายพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนการต่อสู้เรื่องเงินเฟ้อของตนให้อยู่ในระดับสูง มีเพียงผู้กำหนดนโยบายคนเดียวคือเจมส์ บุลลาร์ด ประธานเฟดแห่งเซนต์หลุยส์ ซึ่งไม่เห็นด้วยสนับสนุนแนวทางที่อาจมุ่งสู่การขึ้นดอกเบี้ยมากยิ่งขึ้นไปอีก

ผู้กำหนดนโยบายส่วนใหญ่มองอัตราเงินกองทุนของรัฐบาลกลางจะเพิ่มขึ้นเป็นช่วงระหว่าง 1.75% ถึง 2% ภายในสิ้นปี 2565 ซึ่งเทียบเท่ากับการเพิ่มอัตราร้อยละ 0.25 จุดในการประชุมนโยบาย 6 ครั้งที่เหลือของเฟดในปีนี้ พวกเขาคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 2.8% ในปีหน้า ซึ่งสูงกว่าระดับ 2.4% โดยกำหนดนโยบายรู้สึกว่าอัตราดังกล่าวจะช่วยชะลอเศรษฐกิจ

ประธานเฟด เจอโรม พาวเวลล์กล่าวหลังจากสิ้นสุดการประชุมนโยบายสองวันล่าสุดกล่าวว่าเศรษฐกิจแข็งแกร่งพอที่จะต้านทานการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยและรักษาการจ้างงานที่แข็งแกร่งในปัจจุบันและการเติบโตของค่าจ้างและเฟดจำเป็นต้องมุ่งเน้นไปที่การจำกัดผลกระทบที่จะเกิดกับครัวเรือนชาวอเมริกันต่อการขึ้นราคา

แต่อัตราเงินเฟ้อก็คาดว่าจะยังคงสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของเฟดจนถึงปี 2024 และพาวเวลล์กล่าวว่าเจ้าหน้าที่จะไม่ลังเลที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างจริงจังหากไม่เห็นการปรับปรุงเรื่องเงินเฟ้อ

“วิธีที่เราคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คือการประชุมทุกครั้งเป็นการประชุมสด” ในเรื่องการขึ้นอัตราดอกเบี้ย พาวเวลล์กล่าวในการแถลงข่าว โดยเน้นว่าเฟดสามารถเพิ่มอัตราดอกเบี้ยได้ด้วยการเทียบเคียงการถือครองพันธบัตรจำนวนมหาศาล “เรากำลังจะดูสภาวการณ์ที่กำลังพัฒนาอยู่ในตอนนี้ และถ้าเราสรุปได้ว่าควรหยุดพักให้เร็วกว่านี้เพื่อย้ายการพักออกไป เราก็จะทำเช่นนั้น” (การพักหมายถึงการหยุดการขึ้นอัตราดอกเบี้ย) 

การเพิ่มอัตราดอกเบี้ยมีเป้าหมายเพื่อชะลออัตราเงินเฟ้อโดยควบคุมความต้องการสินค้าที่มีราคาสูง เช่น บ้าน รถยนต์ หรือโครงการปรับปรุงบ้านที่มีต้นทุนแพงขึ้น ซึ่งสามารถชะลอการเติบโตทางเศรษฐกิจและอาจเพิ่มการว่างงาน

เศรษฐกิจอาจชะลอตัวแล้วด้วยเหตุผลอื่น ผู้กำหนดนโยบายของเฟดได้ลดประมาณการการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศสำหรับปี 2565 เป็น 2.8% จากที่คาดการณ์ไว้ที่ 4% ในเดือนธันวาคม เนื่องจากพวกเขาเริ่มวิเคราะห์ความเสี่ยงใหม่ที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญอยู่

“นั่นเป็นเพียงการประเมินเบื้องต้นเกี่ยวกับผลกระทบของการรั่วไหลของสงครามในยุโรปตะวันออก ซึ่งจะกระทบเศรษฐกิจของเราผ่านช่องทางต่างๆ” พาวเวลล์กล่าว “คุณกำลังเห็นราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อ GDP ในระดับหนึ่ง”

Photo – Tom Williams/Pool via REUTERS/File Photo