ปินส์ออกหมายจับอดีตผบ.ตร.ฐานทุจริตคดียาเสพติด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/611973

  • วันที่ 17 ม.ค. 2563 เวลา 10:53 น.

ปินส์ออกหมายจับอดีตผบ.ตร.ฐานทุจริตคดียาเสพติด

อดีตผบ.ตร.มือปราบยาเสพติดของฟิลิปปินส์ พร้อมกับพวก ถูกจับข้อหาทุจริตคดียาเสพติด

นาย Oscar Albayalde อดีตผู้บัญชาการตำรวจฟิลิปปินส์ ผู้เป็นมือขวาในภารกิจปราบปรามยาเสพติด ตามนโยบายการประกาศสงครามยาเสพติดของประธานาธิบดีดูเตอร์เต ถูกกระทรวงยุติธรรมของฟิลิปปินส์ออกหมายจับ จากการที่พบว่าเขาปกป้องลูกน้องซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องในกับคดีค้ายาเสพติด

นาย Albayalde ซึ่งลาออกจากตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการตำรวจของฟิลิปปินส์เมื่อเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา โดยในช่วงเวลาปีกว่าที่เขาดำรงตำแหน่งผบ.ตร.ฟิลิปปินส์ ได้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับภารกิจปราบปรามยาเสพติด ตามนโยบายของประธานาธิบดีดูเตอร์เตนับตั้งแต่ที่เขาครองอำนาจเป็นผู้นำฟิลิปปินส์เมื่อปี 2016 ซึ่งส่งผลให้มีรายงานพบว่าผู้ต้องสงสัยที่อาจเกี่ยวข้องกับยาเสพติดถูกวิสามัญด้วยระบบศาลเตี้ยเป็นจำนวนหลายพันคน

กระทรวงยุติธรรมฟิลิปปินส์เผยว่า ทางอัยการพบหลักฐานที่เชื่อว่า อดีตผบ.ตร.ผู้นี้พบพร่องในหน้าที่ จากการไม่สั่งลงโทษลูกน้องที่ทำของกลางเป็นยาเสพติดจำนวน 163 กิโลกรัม และเงินสดราว 517,000 ดอลลาร์ สูญหายจากการบุกเข้าจับกุมแก๊งค้ายา

นอกจากอดีตผบ.ตร.แล้ว กระทรวงยุติธรรมยังออกหมายจับเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงที่มีส่วนเกี่ยวข้องอีก 13 นาย ในข้อหาทุจริตคดียาเสพติด และรับสินบนจากแก๊งค้ายาในท้องถิ่น

ด้านนาย Albayalde ได้ออกแถลงการณ์ถึงคำประกาศจับดังกล่าวว่าตนเองพร้อมเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีของศาล โดยเขาเชื่อว่าสุดท้าย กระบวนการศาลจะช่วยยืนยันความบริสุทธิ์ของตน ทั้งนี้ หากพบว่ามีความผิดจริง เขาอาจเจอโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี

คำทำนายของ World War Z? โรคระบาดลึกลับในจีนสู่สงครามกับไต้หวัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/611948

  • วันที่ 16 ม.ค. 2563 เวลา 21:12 น.

คำทำนายของ World War Z? โรคระบาดลึกลับในจีนสู่สงครามกับไต้หวัน

โรคระบาดลึกลับที่เกิดขึ้นในจีน และความไม่ไว้จีนเกี่ยวกับการแก้ปัญหาเรื่องนี้ กลายเป็นต้นเหตุให้ฮอลลีวูดมักใช้จีนเป็นฉากหลังของเรื่องราวการระบาดระดับโลกอยู่บ่อยๆ

เมื่อปี 2011 มีภาพยนต์เรื่อง Contagion เกี่ยวกับการระบาดของโรคลึกลับในสหรัฐ จนนำไปสู่การสืบหาที่มาของโรคซึ่งเบื้องต้นผู้ป่วยคนแรกคือหญิงชาวอเมริกันชื่อ Beth (แสดงโดยกวินเน็ธ พัลโทรว์) ที่เพิ่งเดินทางกลับจากฮ่องกง หลังจากนั้นมีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตทั่วโลกถึง 2.5 ล้านคนในสหรัฐ และ 26 ล้านคนทั่วโลก

(คำเตือน! ต่อไปนี้มีเนื้อหาบทสรุปของภาพยนต์) นักระบาดวิทยาจึงสืบค้นที่มาของโรคระบาดจากเส้นทางของผู้ป่วยคนแรก โดยเดินทางไปยังฮ่องกง และร่วมมือกับเจ้าหน้าที่จีน และพบว่าเธอติดต่อกับผู้ป่วย 3 คนที่คาสิโนในมาเก๊า

ส่วนต้นเหตุของโรคมาจากบริษัทที่ Beth (กวินเน็ธ พัลโทรว์) ทำงานให้นั้น ดำเนินการถางป่าดงดิบในจีน (คาดว่าเป็นมณฑลกวางตุ้ง) ทำให้ค้างค้าวถูกรบกวน มีค้างคาวตัวหนึ่งกินกล้วยแล้วบินคาบมันมาตกลงสู่พื้น กล้วยชิ้นนั้นถูกลูกหมูกินไป ส่วนลูกหมูถูกขายให้กับคาสิโนในมาเก๊า พ่อครัวจับเนื้อหมูแล้วออกไปจับมือกับ Beth โดยไม่ได้ล้างมือ และนี่คือต้นเหตุการระบาดของโรคที่เกิดจากการผสมของไวรัสค้างคาวและหมู โดยที่ Beth คือ “คนไข้หมายเลขศูนย์” (Patient Zero) หมายถึงคนไข้คนแรกของการระบาดครั้งใหญ่

ในตอนท้ายๆ ของภาพยนต์ แพทย์จัดเก็บเชื้อโรคตัวนี้ร่วมกับเชื้อ H1N1 หรือ ไข้หวัดสเปน และ SARS

ซาร์ส คือโรคระบาดที่สร้างความปั่นป่วนให้กับจีนและเอเชียในช่วงต้นและกลางทศวรรษที่ 2000 จนกระทั่งจีน “สร้าง” โรคระบาดตัวใหม่อีกครั้งเมื่อเข้าสู่ทศวรรษที่ 2020

เนื้อเรื่องของ Contagion ได้รับแรงนับดาลใจจากการระบาดของไข้หวัดนกและซาร์สในจีน/เอเชีย แม้ว่าการระบาดจะจบไปนานนับสิบปีแล้ว แต่โรคลึกลับโรคใหม่กำลังทำให้ความกลัวนี้กลับมารบกวนจิตใจเราอีกครั้ง

การระบาดของซาร์สเริ่มต้นที่กวางตุ้ง (เหมือนกับเรื่อง Contagion) ในเดือนพฤศจิกายน 2545 มีรายงานผู้ป่วยรายแรกจากอำเภอซุ่นเต๋อ เมืองฝอซาน มณฑลกวางตุ้งได้รับการรักษาในโรงพยาบาลประชาชนแห่งแรกที่ฝอซาน แต่ผู้ป่วยเสียชีวิตหลังจากนั้นไม่นานและไม่มีการวินิจฉัยที่แน่ชัดเกี่ยวกับสาเหตุการเสียชีวิตของเขา แม้รัฐบาลจีนจะดำเนินการบางอย่างเพื่อควบคุม

แต่เจ้าหน้าที่รัฐบาลจีนไม่ได้แจ้งให้องค์การอนามัยโลกทราบถึงการระบาดของโรคจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2546 การปกปิดนี้ทำให้เกิดความล่าช้าในการควบคุมการแพร่ระบาดของโรค และทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลจีนอย่างหนักหน่วง และรัฐบาลจีนได้ขอโทษในความล่าช้าในเวลาต่อมา

เราจะเห็นได้ว่าความกลัวของชาวโลกและฮอลลีวูดต่อความไม่โปร่งใสในจีน ทำให้มันกลายเป็นประเด็นโจมตีในภาพยนต์ และ Contagion ไม่ใช่ภาพยนต์เรื่องเดียวที่ “กล่าวโทษจีน” ในเรื่องนี้

โรคระบาดที่ยังไม่มีชื่อที่เกิดขึ้นในจีนและท่าทีแข็งกร้าวของไต้หวันที่อาจกลายเป็นการเผชิญหน้าด้วยสงคราม อาจฟังดูแล้วไม่เห็นจะเกี่ยวกัน แต่ทั้ง 2 เรื่องเป็นเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องกันในนิยายเรื่อง World War Z

เมื่อพูดถึง World War Z สิ่งแรกที่เรานึกถึงคงจะเป็นภาพยนต์ชื่อเดียวกันเมื่อปี 2013 แต่ความจริงแล้ว World War Z เป็นนิยายมาก่อน แม้ว่าองค์ประกอบของนิยายแทบจะต่างจากภาพยนต์โดยสิ้นเชิง และนิยายดูเหมือนจะมีความสมจริงมากกว่า

นิยายเริ่มต้นด้วยการระบาดของโรคลึกลับในภาคกลางของจีนแถบเทศบาลฉงชิ่ง ซึ่งจะว่าไปแแล้วก็ไม่ไกลนักจากการค้นพบ “โรคลึกลับ” ที่เมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ยที่กำลังทำให้ชาวโลกกำลังอยู่ในขณะนี้

โรคลึกลับในนิยายเกิดขึ้นเมื่อนายแพทย์ Kwang Jingshu ถูกเรียกตัวมากลางดึกเมื่อให้มาดูค้นไข้จากเมืองต้าชางที่มีอาการไข้สูง ผิวสีเทา และตัวสั่นรุนแรง เมื่อจะเก็บตัวอย่างเลือด สิ่งที่ออกมาคือของเหลวสีน้ำตาล คุณหมอ Kwang เรียกคนไข้คนนี้ในภายหลังว่า “คนไข้หมายเลขศูนย์” (Patient Zero)

ในเวลาต่อมาคุณหมอ Kwang ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมตัวไว้ คาดว่าเพื่อป้องกันไม่ให้ข่าวรั่วไหล แต่ก็สายเกินการณ์ เพราะโรคระบาดลึกลับได้แพร่จากคนไข้หมายเลขศูนย์ไปทั่วประเทศจีนอย่างรวดเร็ว สิ่งที่แตกต่างระหว่างนิยายกับภาพยนต์ก็คือคนไข้ หรือซอมบี้ในนิยายเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า ส่วนในภาพยนต์วิ่งเข้าใส่เหยื่อรวดเร็วปานเสือชีต้าห์

เมื่อจีนรู้ว่าซ่อนความลับเอาไว้ไม่ได้อีกต่อไป จึงพยายามเบี่ยงเบนความสนใจด้วยการกระตุ้นให้เกิดความรุนแรงกับไต้หวัน และทำให้สหรัฐที่เป็นแบ็คอัพให้ไต้หวันต้องเตรียมพร้อมกับ “สงครามโลกครั้งที่ 3” ไปด้วย ทำให้ละเลยภัยคุกคามจากสงครามของโรคระบาด หรือ World War Z

ความจริงก็คือจีนกำลังระดมกำลังทหารครั้งใหญ่เพื่อปราบสงครามกับซอมบี้ต่างหาก

ปรากฎว่าเพราะตลาดมืดจากการค้าอวัยวะมนุษย์ในจีนยิ่งทำให้สถานกาณณ์ยแย่ลง เพราะชิ้นส่วนมนุษย์ที่ติดเชื้อถูกส่งไปยังต่างประเทศ และทำให้โรคระบาดแพร่ออกไปในดินแดนอื่น โดยที่สงครามกับไต้หวันไม่ได้ช่วยให้กลบข่าวการระบาดได้อีกต่อไป

นี่คือเรื่องราวในนิยายไม่ได้เกิดขึ้นจริงๆ แต่มันสะท้อนวิธีคิดของนักเขียนหนังสือและนักเขียนบทภาพยนต์ในสหรัฐที่มีต่อจีน

เป็นเรื่องบังเอิญที่ในตอนนี้ องค์ประกอบในนิยาย World War Z เกิดมาคล้ายกับสถานการณ์จริงๆ ที่มีการระบาดในแถบภาคกลางของจีน ในแถบแม่น้ำแยงซีเกียงเหมือนกัน และสถานการณ์ระหว่างช่องแคบไต้หวันก็คุกรุ่นเหมือนกัน ผิดกันตรงที่ในสถานการณ์จริงไต้หวันเป็นฝ่ายประกาศท่าทีแข็งกร้าวต่อจีน (ด้วยการยืนยันในเอกราชจากปากคำของไช่อิงเหวิน)

แต่สิ่งหนึ่งที่เรายังไม่รู้ว่าจะเหมือนภาพยนต์หรือไม่ก็คือ เรายังไม่รู้ว่าโรคลึกลับที่อู่ฮันติดต่อกันทางใด?

บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน

หิมะญี่ปุ่นตกน้อยสุดในรอบ 59 ปีเพราะโลกร้อน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/611945

  • วันที่ 16 ม.ค. 2563 เวลา 20:34 น.

หิมะญี่ปุ่นตกน้อยสุดในรอบ 59 ปีเพราะโลกร้อน

สกีรีสอร์ทชื่อดังของญี่ปุ่นหลายแห่งต้องปิดให้บริการในช่วงไฮซีซั่น ส่วนผู้จัดการแข่งขันสกีระดับนานาชาติต้องระดมขนหิมะมาจากพื้นที่อื่น

กรมอุตุนิยมวิทยาของญี่ปุ่นรายงานว่า นับตั้งแต่เดือน ธ.ค.ปีที่แล้วจนถึงปัจจุบัน มีหิมะตกในพื้นที่ทางตอนเหนือของญี่ปุ่นเฉลี่ยเพียง 38% ขณะที่ทางตะวันตกมีหิมะเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยปริมาณหิมะดังกล่าวถือว่าน้อยที่สุดตั้งแต่เริ่มบันทึกในปี 1961 หรือเมื่อ 59 ปีที่แล้ว

ทางกรมอุตุนิยมวิทยาเผยว่าแม้จะมีหลายปัจจัยที่ทำให้ปริมาณหิมะในฤดูหนาวปีนี้น้อยลง แต่ภาวะโลกร้อนคือหนึ่งในสาเหตุนั้น

ด้านสื่อท้องถิ่นรายงานว่าสกีรีสอร์ททั่วญี่ปุ่นกว่า 1 ใน 3 ต้องปิดให้บริการตั้งแต่ช่วงต้นปี เนื่องจากหิมะน้อยไม่เหมาะกับการเล่นสกี

อย่างไรก็ดี แม้ว่าสกีรีสอร์ทบางแห่ง อาทิ ไดเซ็น ไวท์ รีสอร์ท ใน จ.ทตโตริ ทางตะวันตกของประเทศ จะใช้เครื่องจักรในการผลิตหิมะเทียม แต่นับตั้งแต่วันที่ 6 ม.ค.ที่ผ่านมาอากาศก็ร้อนขึ้นจนหิมะเทียมบนลานสกียังละลาย

การหายไปของหิมะไม่เพียงกระทบกับกิจการสกีรีสอร์ทเท่านั้น แต่ยังส่งผลไปถึงกิจการที่เกี่ยวข้องกับหิมะ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ร้านเช่าอุปกรณ์เล่นสกี ไปจนถึงการจัดการแข่งขันสกีนานาชาติใน จ.ยะมะงะตะ และการเทศกาลหิมะในเมืองซัปโปโร ที่ต้องนำหิมะจากเมืองใกล้เคียงใส่รถบรรทุกเข้ามาในพื้นที่

ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาคาดว่าอุณหภูมิจะอุ่นขึ้นไปจนถึงเดือน ก.พ.

หมายเหตุ ภาพประกอบเป็นนักกีฬาญี่ปุ่นเข้าร่วมแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเยาวชนฤดูหนาวที่เมืองโลซานน์ของสวิตเซอร์แลนด์

โพลล์ชี้คนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่เห็นประโยชน์ในการรวมกลุ่มอาเซียน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/611921

  • วันที่ 16 ม.ค. 2563 เวลา 19:00 น.

โพลล์ชี้คนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่เห็นประโยชน์ในการรวมกลุ่มอาเซียน

ถึงเวลาแล้วที่ประชาคมอาเซียนต้องกลับมาทบทวนบทบาทหลังจากรวมตัวกันมาแล้ว 52 ปี

สถาบัน ISEAS-Yusof Ishak ซึ่งเป็นคลังสมอง (think tank) ของสิงคโปร์ สำรวจความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ นักวิเคราะห์ และผู้นำธุรกิจ 1,308 คนจากประเทศอาเซียน ในหัวข้อ The State of Southeast Asia (รัฐอาเซียน) พบว่า 75% ของผู้ตอบแบบสอบถามรู้สึกว่าไม่เห็นผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมจากกลุ่มอาเซียน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่อยู่ที่ 73%

งานวิจัยดังกล่าวระบุว่า ความจริงที่ว่าผู้ตอบแบบสอบถามเกือบ 3 ใน 4 ไม่เชื่อมั่นในการรวมตัวกันชี้ให้เห็นว่าถึงเวลาแล้วที่ประเทศสมาชิกอาเซียนจะทบทวนบทบาทของประชาคมอาเซียนหลังจากก่อตั้งมา 52 ปี ทว่าก็ให้ข้อสังเกตว่าแม้ผลวิจัยจะออกมาเช่นนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าอาเซียนไม่ได้ก่อให้เกิดผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรม

เฮืองถิฮา จากสถาบัน ISEAS-Yusof Ishak ที่ร่วมการวิจัยครั้งนี้ด้วยเผยว่า สาเหตุที่ประชาคมอาเซียนไม่สามารถบรรลุผลที่เป็นรูปธรรมมาจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง เนื่องจากอาเซียนเกิดจากการรวมตัวกันระหว่างรัฐบาล 10 ประเทศ ข้อตกลงต่างๆ ของอาเซียนต้องนำไปปฏิบัติในระดับประเทศจึงจะค่อยๆ เห็นผลในระดับท้องถิ่น ดังนั้นความล่าช้าในการนำไปปฏิบัติในระดับประเทศจึงกลายเป็นอุปสรรคในการยังประโยชน์ในระดับบุคคล

นอกจากนี้ ผู้ตอบแบบสอบถามยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับปัญหาต่างๆ ในอาเซียน โดยมีปัญหาหลัก 3 ข้อ ได้แก่ ความไร้เสถียรภาพของการเมืองภายในแต่ละประเทศ ผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำ และภาวะโลกร้อน

ขณะที่ผู้ตอบแบบสอบถาม 73.2% กังวลว่าอาเซียนจะกลายเป็นสนามวัดพลังของประเทศมหาอำนาจอย่างจีนและสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่อยู่ที่ 62%

ผู้ตอบแบบสอบถามชาวกัมพูชา ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และสิงคโปร์รู้สึกกังวลมากว่าอาเซียนจะกลายเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของจีนกับสหรัฐ โดยรายงานระบุว่าสาเหตุที่ประเทศเหล่านี้สัมผัสได้ถึงการแข่งขันของสองมหาอำนาจเพราะมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับสหรัฐและจีนมากกว่าประเทศอื่น รวมทั้งต้องพึ่งพาจีนในแง่เศรษฐกิจสหรัฐคือตลาดส่งออกรายใหญ่ของกัมพูชา ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ส่วนจีนเป็นแหล่งที่ทั้งสามประเทศนี้นำเข้าสินค้ามากที่สุด

ขณะที่ปัญหาชาวโรฮีนจาในรัฐยะไข่ของเมียนมานั้น ผู้ตอบแบบสอบถาม 55% โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศมุสลิมอย่างอินโดนีเซีย มาเลเซีย และบรูไน ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งและไม่เห็นด้วยที่อาเซียนจะเข้าไปจัดการ เนื่องจากอาเซียนยึดหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศสมาชิก

จริงหรือ? หยุดถุงพลาสติกแล้วกระทบเศรษฐกิจ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/611933

  • วันที่ 16 ม.ค. 2563 เวลา 18:49 น.

PostToday Podcast:Deep Talk Ep.24 หาคำตอบกับคำถามถึงการแบนถุงพลาสติกที่ว่า งดใช้ถุงพลาสติกแล้วกระทบต่อเศรษฐกิจหรือไม่

“Deep Talk ถอดรหัสสตาร์ทอัพ” Podcast ที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้กำลังไล่ล่าความสำเร็จทางธุรกิจ

***************************

รับฟังเฉพาะเสียงได้ที่ soundcloud PostToday

ประมวลภาพภารกิจปกป้อง ‘โคอาล่า’ บนเกาะจิงโจ้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/611928

  • วันที่ 16 ม.ค. 2563 เวลา 18:01 น.

ประมวลภาพภารกิจปกป้อง 'โคอาล่า' บนเกาะจิงโจ้

“ที่อยู่ของพวกมันไม่เหลือแล้ว ต้นไม้ที่เคยเป็นบ้าน และแหล่งอาหารให้โคอาล่าตอนนี้แถบไม่เหลือเลย”

ภาพของโคอาล่าบาดเจ็บตัวหนึ่ง นั่งอยู่ข้างเคียงซากของเพื่อนโคอาล่าอีกตัว ที่ตายจากเหตุไฟป่าบนเกาะจิงโจ้ (kangaroo island) ทางใต้ของเมืองแอดิเลดในรัฐเซาท์ออสเตรเลีย เป็นหนึ่งในภาพอันน่าสะเทือนใจของบรรดาอาสาสมัครพิทักษ์สัตว์ในออสเตรเลีย ซึ่งลงพื้นที่ให้การช่วยเหลือบรรดาสัตว์ป่าหลากชนิดที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตไฟป่าเกาะจิงโจ้พบเจอ

ภาพโคอาล่าที่บาดเจ็บนั่งเคียงข้างซากเพื่อนของมัน ถูกถ่ายโดยเจ้าหน้าที่ทีมกู้ภัยสัตว์ Humane Society International ในออสเตรเลีย ซึ่งต่อมาเจ้าหน้าที่ได้ให้ความช่วยเหลือโคอาล่าตัวที่บาดเจ็บดังกล่าวไปรักษาตัว อันเป็นหนึ่งในภารกิจหลักที่สำคัญบนเกาะจิงโจ้ทางใต้ของออสเตรเลียในขณะนี้

 

Humane Society International เป็นหนึ่งในหลายๆองค์กรในออสเตรเลียที่ส่งอาสาสมัครลงยังพื้นที่ เช่นเดียวกับกองทัพออสเตรเลีย ต่างก็ส่งทีมสัตว์แพทย์และอาสาสมัครของกองทัพ ในการช่วยเหลือและกู้ภัยสัตว์หลากหลายสายพันธุ์ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุไฟป่ารุนแรงบนเกาะซึ่งได้ทำลายพื้นที่ไปแล้วมากกว่า 1 ใน 3 ของเกาะ โดยเกือบครึ่งของป่าบนเกาะถูกไฟเผาผลาญทำลาย จำนวนนี้กว่า 80% เป็นแหล่งอาศัยและแหล่งอาหารของโคอาล่า

Byron Manning หนึ่งในอาสาสมัครเผยกับสื่อสหรัฐว่า “ไฟป่าที่เผาผลาญทำลายที่อยู่ของพวกมันไม่เหลือแล้ว ต้นไม้ที่เคยเป็นบ้าน และแหล่งอาหารให้โคอาล่าตอนนี้แถบไม่เหลือเลย”

เจ้าหน้าที่อาสาสมัครที่ลงพื้นที่บนเกาะจิงโจ้แห่งนี้ ซึ่งได้ฉายาว่า “กาลาปากอสแห่งออสเตรเลีย” ต่างกำลังทำงานแข่งกับเวลาในการช่วยเหลือพวกมันให้ได้มากที่สุด เพื่อที่สามารถ “รับประกันประชากร” เพื่อฟื้นฟูจำนวนโคอาล่าในอนาคตได้

จากการลงพื้นที่ของอาสาสมัครบนเกาะหลายทีม พบว่าโคอาล่าหลายตัวตายจากการบาดเจ็บ ขณะที่บางตัวตายกลางกองเพลิง

เกาะจิงโจ้ถือเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของโคอาล่าที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในออสเตรเลีย รวมถึงเป็นเขตอนุรักษ์สัตว์ป่าที่เป็นบ้านของบรรดาสัตว์ท้องถิ่นของออสเตรเลียหลากหลายสายพันธุ์ ประเมินว่ามีโคอาล่าที่อาศัยตามธรรมชาติบนเกาะจิงโจ้แห่งนี้ราวๆ 30,000 ตัว ตาย จากเหตุไฟป่าบนเกาะซึ่งยืดเยื้อมาเป็นเวลาหลายสัปดาห์นับตั้งแต่เดือนธันวาคมของปีที่แล้ว

Steven Selwood สัตว์แพทย์จากศูนย์จัดการช่วยเหลือสัตว์ฉุกเฉินแห่งรัฐเซาท์ออสเตรเลีย ประเมินว่า แต่เดิมบนเกาะมีโคอาล่าตามธรรมชาติอยู่มากกว่า 40,000 ตัว แต่หลังเหตุไฟป่า คาดว่ามีจำนวนโคอาล่าตามธรรมชาติอาจเหลือไม่ถึง 9,000 ตัว

ลูกโคอาล่ากำพร้าในการดูแลของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลสัตว์บนเกาะจิงโจ้

เจ้าหน้าที่จากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮัตสันเบย์ (Hanson Bay Wildlife Sanctuary) บนเกาะเผยว่า แม้เป็นการยากที่จะระบุถึงจำนวนที่แน่นอนของสัตว์บนเกาะซึ่งมีทั้งโคอาล่า วอลลาบี และจิงโจ้ ว่าตายไปเป็นจำนวนมากน้อยเท่าใด แต่เจ้าหน้าที่ของเขตฯสามารถเก็บกู้ร่างของสัตว์เหล่านี้ได้ราวๆ 700-800 ร่างแล้ว

ไรอัน เทต ผู้ฝึกสุนัขจาก Tate Animal Training Enterprise เป็นอีกหนึ่งทีมอาสาสมัครที่ลงพื้นที่ค้นหาเผยผ่านสื่อว่า เขาได้ใช้เทคนิคการดมกลิ่นของสุนัขฝึกในการค้นหาโคอาล่ากับเจ้าเทย์เลอร์ สุนัขเพศเมียวัย 4 ปี พันธุ์อิงลิช สปริงเกอร์ สเปเนียล โดยอาศัยกลิ่นจากอุจจาระและขนของโคอาล่า ซึ่งเทย์เลอร์ก็ทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม มันได้ช่วยชีวิตโคอาล่าไปแล้วถึง 15 ตัว

ทั้งนี้ รัฐบาลออสเตรเลียได้อนุมัติงบประมาณฉุกเฉินสำหรับโครงการฟื้นฟูสัตว์ป่าเป็นจำนวนเงิน 50 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย โดยมุ่งเน้นที่สัตว์พื้นเมืองสายพันธฺุ์ท้องถิ่นของออสเตรเลียเป็นหลัก

โคอาล่าตัวหนึ่งที่เสียชีวิตกลางเปลวเพลิงของไฟป่าบนเกาะจิงโจ้

 

โคอาล่าตัวหนึ่งที่เสียชีวิตกลางเปลวเพลิงของไฟป่าบนเกาะจิงโจ้

 

 

 

 

 

 

ภาพ: AFP / THIRD PARTY

โรคปอดปริศนาจากจีนระบาดถึงญี่ปุ่น ยังไม่ตัดความเป็นไปได้ติดจากคนสู่คน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/611904

  • วันที่ 16 ม.ค. 2563 เวลา 15:26 น.

โรคปอดปริศนาจากจีนระบาดถึงญี่ปุ่น ยังไม่ตัดความเป็นไปได้ติดจากคนสู่คน

ทางการญี่ปุ่นยืนยัน พบผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่กลุ่มเดียวกับโรคซาร์สที่ระบาดในเมืองอู่ฮั่นของจีนเป็นรายแรกของญี่ปุ่น ด้านผู้เชี่ยวชาญไม่ตัดความเป็นไปได้ว่าเชื้ออาจแพร่จากคนสู่คน

ญี่ปุ่นพบผู้ติดเชื้อรายแรกของประเทศ

กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่น เผยว่าผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เป็นชายในช่วงวัย 30 ปี อาศัยอยู่ใน จ.คะนะงะวะ ทางตอนใต้ของญี่ปุ่น และมีอาการไข้สูงตั้งแต่วันที่ 3 ม.ค.ที่ผ่านมาขณะเดินทางอยู่ในเมืองอู่ฮั่นของจีน

ขณะนี้คนไข้รายดังกล่าวฟื้นตัวและออกจากโรงพยาบาลแล้ว จากการซักประวัติไม่พบว่าคนไข้เคยเดินทางไปที่ตลาดขายอาหารทะเลที่เป็นจุดที่พบเชื้อแพร่ระบาด

ผู้ติดเชื้อในไทย

องค์การอนามัยโลกเผยว่าหญิงวัย 61 ปีผู้ติดเชื้อรายแรกในประเทศไทย ไม่ได้เดินทางไปที่ตลาดอาหารทะเลในเมืองอู่ฮั่นของจีน แต่เคยไปเดินตลาดสดในท้องถิ่นของเมืองอู่ฮั่นตามปกติก่อนที่จะมีอาการป่วยในวันที่ 5 ม.ค.

ลีโอ พูน นักวิทยาไวรัสจากมหาวิทยาลัยฮ่องกง ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์คนแรกๆ ที่สามารถถอดรหัสไวรัสซาร์สเผยว่า มีความเป็นไปได้ 2 กรณีสำหรับผู้ติดเชื้อในไทยคือ คนไข้อาจได้รับเชื้อจากสัตว์มาจากตลาดอื่น หมายความว่าแหล่งที่มาของเชื้อไวรัสอาจแพร่กระจายในวงกว้างกว่าที่คาดไว้

อีกความเป็นไปได้คือ ได้รับเชื้อจากคนอื่น หมายความว่าเชื้อไวรัสอาจแพร่จากคนสู่คน หากเป็นกรณีนี้จากเชื้อไวรัสที่ระบาดอยู่ในพื้นที่วงจำกัดอาจกลายเป็นการระบาดไปทั่วโลก โดยพูนเชื่อว่าเคสของไทยน่าจะเป็นกรณีแรกมากว่า แต่ก็ยังไม่ตัดความเป็นไปได้ว่าเชื้อสามารถแพร่จากคนสู่คนได้

มีโอกาสแพร่จากคนสู่คนไหม

คำถามนี้สำคัญมาก เนื่องจากชาวจีนกำลังจะเริ่มการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงตรุษจีน และคาดว่าชาวจีนนับล้านคนจะเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ รวมทั้งประเทศไทย

ที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขของจีนและองค์การอนามัยโลกยืนยันมาตลอดว่ายังไม่มีหลักฐานชี้ชัดว่าเชื้อแพร่ระบาดจากคนสู่คน และยังไม่มีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้ ทว่าล่าสุดหน่วยงานสาธารณสุขของเมืองอู่ฮั่นเผยว่า ไม่ตัดความเป็นไปได้ที่เชื้อจะแพร่จากคนสู่คน

หน่วยงานสาธารณสุขเมืองอู่ฮั่นพบเคสสามีภรรยาที่ติดเชื้อ โดยสามีซึ่งทำงานที่ตลาดอาหารทะเลในเมืองอู่ฮั่นที่พบเชื้อมีอาการป่วยก่อน ขณะที่ภรรยาไม่เคยไปตลาดดังกล่าว และยังมีผู้ป่วยอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่เคยไปตลาดอาหารทะเลนั้นเช่นกัน

จวงจู๋จวิน หัวหน้าแผนกโรคติดต่อจากศูนย์คุ้มครองสุขภาพฮ่องกงเผยว่า เป็นไปได้ว่าสามีเป็นผู้แพร่เชื้อให้ภรรยา ดังนั้นจึงยังไม่ตัดความเป็นไปได้ที่เชื้อจะระบาดจากคนสู่คน แต่เป็นไปได้น้อย เนื่องจากจนถึงตอนนี้ยังไม่มีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขติดเชื้อจากผู้ป่วย

ไม่รุนแรงเท่าซาร์ส

จนถึงตอนนี้ ความรุนแรงของเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ยังไม่ร้ายแรงเท่าไวรัสซาร์สหรือเมอร์สที่เคยระบาดก่อนหน้านี้ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเป็นไข้ ไอ หรือหายใจลำบาก

ขณะที่ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐ ประกาศเตือนไวรัสดังกล่าวในระดับ 1 ซึ่งต่ำที่สุดจากทั้งหมด 3 ระดับ ให้นักท่องเที่ยวในเมืองอู่ฮั่นใช้ความระมัดระวังตามปกติ

มีอะไรในข้อตกลงการค้าจีน-สหรัฐ เฟสแรก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/611897

  • วันที่ 16 ม.ค. 2563 เวลา 14:31 น.

มีอะไรในข้อตกลงการค้าจีน-สหรัฐ เฟสแรก

ใครได้ใครเสีย หลังสหรัฐ-จีน สงบศึกสงครามการค้า ลงนามเทรดดีลเฟสแรกแล้ว

วันที่ 15 ม.ค. ตามเวลาท้องถิ่นในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประธานาธิบดีโดนัดล์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ และนายหลิว เฮ่อ รองนายกรัฐมนตรี และที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของผู้นำจีน ได้ร่วมกันลงนามในข้อตกลงการค้าระยะแรกระหว่างจีนกับสหรัฐแล้ว ที่ทำเนียบขาว

ประธานาธิบดีทรัมป์ กล่าวตอนหนึ่งในระหว่างการลงนามว่า “ข้อตกลงนี้เป็นเพียงขั้นแรกของการปูทางที่ถูกต้องในการย้อนกลับไปแก้ไขความผิดพลาด ที่จะช่วยเรียกคืนความยุติธรรมทางการค้าให้กับชาวอเมริกันในทุกภาคส่วน”

ด้านคณะผู้แทนจีนกล่าวว่า ข้อตกลงนี้จะช่วยให้ทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน พร้อมทั้งส่งเสริมความร่วมมือและความสัมพันธ์ของทั้งชาติให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยในการนี้นายเฮ่อ ได้อ่านจดหมายเปิดผลึกจากประธานาธิบดีสี ซึ่งมีสาระสำคัญว่า รัฐบาลปักกิ่งมีความยินดีต่อการร่วมลงนามในข้อตกลงการค้าระยะเริ่มต้น ซึ่งเป็นสัญญาณบวกว่าสหรัฐและจีนจะเดินหน้าการเจรจาเพื่อแก้ไขความขัดแย้งทางการค้าต่อไป

ข้อตกลงเฟสแรกจำนวน 86 หน้า ที่ทรัมป์กับผู้แทนฯจีนลงนามร่วมกัน เป็นผลสืบเนื่องหลังจากที่ทั้งจีนและสหรัฐใช้เวลาหารือทางการค้ากันมานานเกือบ 2 ปี ซึ่งผลักดันให้มหาอำนาจทั้งสองชาติเข้าสู่สังเวียนสงครามการค้าในลักษณะตาต่อตาฟันต่อฟัน

 

สำหรับรายละเอียดที่เป็นรูปธรรมในข้อตกลงการค้าเฟสแรกนี้ ประกอบด้วย

  • จีนให้คำมั่นซื้อสินค้า”หลากหลายชนิด” จากสหรัฐเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้นสองแสนล้าน ภายในเวลา 2 ปี
  • จำนวนนี้แบ่งเป็น จีนซื้อสินค้าและบริการจากสหรัฐในปี 2020 ที่มูลค่า 77,000 ล้านดอลลาร์ และเพิ่มขึ้นเป็น 123,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2021 เพื่อให้ครบมูลค่ารวม 2 แสนล้านตามข้อตกลง
  • เมื่อนำมูลค่าการส่งออกของสหรัฐในปัจจุบัน รวมเข้ากับมูลค่าสินค้าและบริการที่จีนจะซื้อจากสหรัฐตามข้อตกเฟสแรก จะส่งผลให้สหรัฐมีมูลค่าการส่งออกไปยังจีนทะยานขึ้นเป็น 263,000 ล้านดอลลาร์ ในปี 2020 และจะเพิ่มสูงขึ้นถึง 309,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2021
  • สินค้าด้านอุตสาหกรรมจากสหรัฐ มูลค่า 32,900 ล้านดอลลาร์ ใน 2020 และเพิ่ม 44,800 ล้านดอลลาร์ใน 2021
  • สินค้าเกษตรสหรัฐ 12,500 ล้านดอลลาร์ ในปี 2020 และเพิ่มเป็น 19,500 ล้านดอลลาร์ ในปี 2021
  • สินค้าพลังงานสหรัฐ 18,500 ล้านดอลลาร์ในปี2020 เพิ่มเป็น 33,900 ล้านดอลลาร์ในปี 2021
  • สินค้าบริการ มูลค่า 12,800 ล้านดอลลาร์ในปี 2020 เพิ่มเป็น 25,100 ล้านดอลลาร์ใน 2021
  • สินค้าภาคการผลิต อาทิ ผลิตภัณฑ์เหล็ก ตู้เย็น เครื่องบริภัณฑ์อุตสาหกรรม อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์ยา รถยนต์ เครื่องมือด้าน Optical instrument
  • สินค้าเกษตร อาทิ เมล็ดพืชน้ำมัน ถั่วเหลือง ข้าวโพด เนื้อสัตว์ ธัญพืช ฝ้าย และอาหารทะเล
  • สินค้าบริการ อาทิ บริการทางการเงิน ประกันภัย เทเลคอม ระบบคลาวด์และอุปกรณ์ทางคอมพิวเตอร์
  • จีนให้คำมั่นเข้มงวดด้านทรัพย์สินทางปัญหา ส่วนสหรัฐใช้ข้อแลกเปลี่ยนทางภาษีโดยสหรัฐจะลดอัตราภาษีที่บังคับใช้กับสินค้าจีนก่อนหน้านี้ลงครึ่งหนึ่ง จาก 15% ลงมาอยู่ที่ 7.5% ต่อมูลค่าการนำเข้าสินค้าจากจีน 120,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • ข้อตกลงการค้าระยะแรกนี้จะมีผลบังคับใช้ภายใน 30 วันนับจากวันที่ลงนาม

จีนยังไม่ได้ยกเลิกกำแพงภาษีสินค้าเกษตรของสหรัฐ ซึ่งหมายความว่าสินค้าเกษตรของสหรัฐยังคงต้องคำนวณการส่งออก “ตามความต้องการตามตลาด” ของจีนต่อไป ซึ่งเรื่องดังกล่าวส่งผลกระทบต่อสินค้าประเภทถั่วเหลืองของสหรัฐ เนื่องจากต้องแข่งกับผู้ส่งเจ้าใหญ่รายอื่นๆอย่างบราซิล อีกทั้งเกษตรกรผู้ผลิตถั่วเหลืองในสหรัฐเตรียมถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยวในเร็วๆนี้ บรรดาภาคการเกษตรในสหรัฐจีงเรียกร้องให้รัฐบาลวอชิงตันเร่งบรรลุการเจรจาในเฟสสองโดยเร็ว

 

ใครได้ใครเสีย?

สำหรับประธานาธิบดีทรัมป์ซึ่งกำลังเตรียมลงศึกเลือกตั้งในปีนี้ สามารถใช้ความสำเร็จในข้อตกลงเทรดดีลในแคมเปญหาเสียงเลือกตั้งสมัยสอง

Xu Xiaochun นักวิเคราะห์จาก Moody’s Analytics ตั้งข้อสังเกตว่า จีนดูเหมือนจะไม่ได้รับผลประโยชน์ใดๆมากนักจากข้อตกลงเฟสแรกนี้”

การเติบโตทางเศรษฐกิจในจีนได้ผลักดันให้จีนอาจต้องพึ่งพาปัจจัยการผลิตจากนอกประเทศ โดยเฉพาะความต้องการสินค้าเกษตรและพลังงานภายในประเทศจีนเพิ่มสูงขึ้น รัฐบาลปักกิ่งจึงจำเป็นต้องใช้การนำเข้าจากต่างประเทศเพื่อทดแทนความต้องการในประเทศ โดยเฉพาะการนำเข้าจากสหรัฐ

นาย Larry Kudlow ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของทำเนียบขาวเผยผ่านสื่อว่า ข้อตกลงนี้จะช่วยให้จีดีพีสหรัฐโตขึ้นอย่างน้อย 0.5% ตลอดปี 2020-2021

สังเกตได้จากในข้อตกลงข้างตนที่่ระบุว่า จีนจะซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐตามความต้องการของ “สภาวะตลาด” ซึ่งไม่ได้กำหนดระยะเวลาการซื้อที่แน่นอน เพียงแต่กำหนดในเชิงมูลค่าเท่านั้น

ด้านสำนักข่าว CCTV ของทางการจีนรายงานข่าวการลงนามเทรดดีลว่า ข้อตกลงนี้จะช่วยเติมเต็มความต้องการของสินค้าประเภทนม สัตว์ปีก เนื้อวัว และเนื้อหมูแปรรูปของผู้บริโภคในจีน

ทั้งนี้ ข้อตกลงเฟสแรกเต็มไปด้วยสัญญาที่จีนจะซื้อสินค้าจากสหรัฐ ในขณะที่สหรัฐยอมลดกำแพงภาษีลงครึ่งหนึ่งเท่านั้น  ขณะที่ข้อตกลงการค้าในเฟสสองนั้น ยังคงไม่ชัดเจนว่าทั้งสองชาติจะบรรลุการเจรจาได้เมื่อใด โดยประธานาธิบดีทรัมป์ได้กล่าวในการลงนามว่า เขาอาจเตรียมเดินทางไปเยือนจีนในไม่นานนี้ อย่างไรก็ดี หลายฝ่ายคาดว่าเทรดดีลเฟสสอง อาจเกิดขึ้นไม่ทันช่วงการลงคะแนนเลือกตั้งผู้นำสหรัฐในเดือนพฤศจิกายนปีนี้แน่นอน

ปัญหาอากาศพิษทำเวียดนาม สูญเงินแต่ละปีเกือบ 4 แสนล้านบาท #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/611869

  • วันที่ 16 ม.ค. 2563 เวลา 11:54 น.

ปัญหาอากาศพิษทำเวียดนาม สูญเงินแต่ละปีเกือบ 4 แสนล้านบาท

ปัญหามลพิษในเวียดนาม ทำประเทศสูญเสียทางเศรษฐกิจเกือบ 4 แสนล้าน เผยคนตายจากอากาศมากกว่าอุบัติเหตุถึง 3 เท่า

vnexpress สื่อท้องถิ่นของเวียดนามรายงานว่า ปัญหามลพิษทางอากาศซึ่งเวียดนามเผชิญในหลายเมืองทั่วประเทศ รวมถึงกรุงฮานอย และนครโฮจิมินห์ กำลังสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจให้กับประเทศแต่ละปีเป็นมูลค่าสูงราว 10,000 – 13,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราวๆเกือบ 4 แสนล้านบาท

รายงานดังกล่าวมีจากการวิจัยของศาสตราจารย์ Dinh Duc Truong แห่งภาควิชาสิ่งแวดล้อมและการผังเมือง จากมหาวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์แห่งชาติเวียดนาม National Economics University (NEU) โดยประเมินว่า ปัญหามลพิษของประเทศได้ส่งผลกระทบต่อมูลค่าทางเศรษฐกิจเป็นปริมาณราวๆ 4-5% ของจีดีพีเวียดนาม

การสูญเสียทางเศรษฐกิจดังกล่าวมาจาก ค่าใช้จ่าด้านสุขภาพของประชาชน ค่าใช้จ่ายด้านการจัดหาเคริ่องฟอกอากาศ ผลกระทบทางสุขภาพในระยะยาวของประชาชนเนื่องจากมลพิษทางอากาศ ซึ่งทั้งหมดล้วนส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รวมถึงภาพลักษณ์ของประเทศในระดับนานาชาติ

รายงานยังเผยอีกว่า จากการศึกษาผลกระทบทางอากาศในเวียดนามระยะยาวเป็นเวลา 10 ปี พบว่าแต่ละปีมีชาวเวียดนามราวๆ 50,000 คน เสียชีวิตจากสาเหตุด้านมลพิษทางอากาศโดยตรง ซึ่งถือว่ามากเป็น 3 เท่าจากยอดของผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนน

ศ.Dinh Duc Truong เผยว่า ปัจจัยเหตุของมลพิษในเวียดนามเกิดจาก 3 สาเหตุหลักๆคือ ภาคพลังงาน เนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของเวียดนามอย่างก้าวกระโดด ส่งผลให้ทั้งภาคการผลิต อุตสาหกรรม และการบริการทั่วประเทศมีความต้องการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นอย่างสูง โดยระหว่างปี 2006-2014 ความต้องการใช้พลังงานสูงขึ้นถึง 13%

ปัจจัยสองคือ เวียดนามพึ่งพาพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก ซึ่งพบว่า การผลิตไฟฟ้าในเวียดนามถึงเกือบร้อยละ 90% มาจากพลังงานฟอสซิล จำนวนนี้มากกว่า 36% มาจากถ่านหิน และยังคงมีความต้องการใช้พลังงานอย่างต่อเนื่องปัจจัยที่สามคือ ด้วยแรงงานราคาถูก เวียดนามจึงเป็นเป้าหมายการลงทุนบรรดานักลงทุนทั่วโลก จึงเป็นที่มาของความต้องการใช้พลังงานตามสองปัจจัยแรก ซึ่งก่อให้เกิดมลพิษในเวียดนามที่เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ดี บรรดาหน่วยงานท้องถิ่นของเวียดนาม โทษว่าต้นเหตุของการเกิดมลพิษทางอากาศมาจาก การก่อสร้าง จำนวนรถยนต์ส่วนบุคคลที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงจากบรรดาโรงงานอุตสาหกรรมหนักหลายแห่ง

ครม.รัสเซียลาออกยกชุด เปิดทางปูตินแก้รธน.อยู่ยาว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/611857

  • วันที่ 16 ม.ค. 2563 เวลา 10:50 น.

ครม.รัสเซียลาออกยกชุด เปิดทางปูตินแก้รธน.อยู่ยาว

รัฐบาลรัสเซียลาออกยกชุด เปิดทางปูตินเสนอแก้รัฐธรรมนูญสืบทอดอำนาจยาว

ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย วัย 67ปี ได้ประกาศในระหว่างแถลงนโยบายประจำปีต่อสภาดูม่า ว่า เขามีแนวคิดเรื่องการปฏิรูปรัฐธรรมนูญของประเทศ ซึ่งใช้มาเป็นระยะเวลานานเกือบ 30 ปี ในหลายประเด็น โดยเน้นไปที่การปรับโครงสร้างเพื่อย้ายถ่ายโอนอำนาจบางส่วนจากประธานาธิบดีในปัจจุบัน ไปยังรัฐสภาและนายกรัฐมนตรี

การแถลงนี้ ปูตินระบุว่า ควรแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ชัดเจนว่าเสนอให้เพิ่มบทบาทและความรับผิดชอบให้มากขึ้น แก่สภาผู้แทนราษฏร ในการประกาศแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ต่างจากเดิมที่ประธานาธิบดีเป็นผู้แต่งตั้งแล้วให้สภาผู้แทนเห็นชอบ

เสนอเพิ่มบทบาทของที่ปรึกษาในนามสภาแห่งรัฐ ซึ่งประกอบด้วยผู้นำจากภูมิภาคต่างๆของรัสเซีย โดยมีปูตินเป็นประธาน เสนอแก้บทบัญญัติที่จำกัดวาระการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดีได้ไม่เกิน 2 สมัยติด (สมัยดำรงตำแหน่งวาระละ 6 ปี) ซึ่งปัจจุบันปูตินครองอำนาจผู้นำรัสเซียเป็นสมัยที่ 4 แล้ว จากสมัยแรกดำรงตำแหน่งสองวาระ ระหว่างปี  2000 – 2008 จากนั้นปูตินได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีรัสเซีย ก่อนจะกลับเข้ามารับตำแหน่งผู้นำรัสเซียอีกครั้งในปี 2012 เป็นสมัยที่สองในสองวาระติดเช่นกัน

นั่นหมายความว่าตามข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญเดิม ปูตินไม่สามารถดำรงตำแหน่งผู้นำรัสเซียต่อไปได้ภายหลังปี 2024 ซึ่งเขาจะหมดวาระการดำรงตำแหน่ง

นอกจากนี้ปูตินยังเสนอแก้กฎหมายห้ามไม่ให้ผู้สมัครประธานาธิบดีมีสัญชาติอื่น โดยเสนอให้ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนต่อไปต้องใช้ชีวิตอยู่ในรัสเซียอย่างน้อย 25 ปี

ประเด็นที่ว่า ผู้สมัครชิงตำแหน่งผู้นำรัสเซียคนต่อไปควรใช้ชีวิตอยู่ในรัสเซียอย่างน้อย 25 ปีนั้น จะส่งผลให้นายมิคาอิล ฮอโดร์คอฟสกี้ นักธุรกิจชาวรัสเซียซึ่งเป็นคู่แข่งของปูตินในการเลือกตั้งปี 2024 และปัจจุบันลี้ภัยอยู่ในต่างประเทศ จะหมดสิทธิ์ลงชิงเลือกตั้งโดยปริยาย

แผนดังกล่าวของปูติน หลายฝ่ายมั่นใจว่าเขาเตรียมครองอำนาจในรัสเซียต่อไปอีกนาน หลังจากที่ปูตินเตรียมจะหมดวาระในอีก 4 ปีข้างหน้า หลังเขาปกครองรัฐบาลรัสเซียทั้งในฐานะประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1999

หลังคำแถลงดังกล่าว นายกรัฐมนตรีดิมิดทรึ เมดเวเดฟ นายกรัฐมนตรีรัสเซีย พร้อมคณะรัฐมนตรี ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งยกชุดทันที

ทั้งนี้ ปธน.ปูติน ได้ออกแถลงการณ์ขอบคุณนายกรัฐมนตรีเมดเวเยฟ สำหรับการทุ่มเททำงานหนัก โดยระบุว่ายังมีอีกหลายอย่างที่ยังไม่เสร็จเรียบร้อย และรอการสานต่อ โดยจากนี้เมดเวเดฟจะเปลี่ยนไปรับตำแหน่งรองเลขาธิการสภาความมั่นคง และปูตินได้แต่งตั้งนายมิคาอิล มิชูสทิน ที่ปรึกษาด้านภาษีของรัฐบาลมอสโก รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่แทน

อย่างไรก็ดี ยังไม่ชัดเจนว่า”อนาคตทางการเมือง”ของปูตินหลังจากหมดวาระในปี 2024 จะเป็นอย่างไร แต่คำประกาศดังกล่าวถือเป็นเรื่องเซอร์ไพรซ์อย่างมากต่อการเมืองในรัสเซีย