สืบสานประเพณีหนุ่มสาวญี่ปุ่นแต่งชุดโบราณร่วมพิธีบรรลุความเป็นผู้ใหญ่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/611823

  • วันที่ 15 ม.ค. 2563 เวลา 22:14 น.

สืบสานประเพณีหนุ่มสาวญี่ปุ่นแต่งชุดโบราณร่วมพิธีบรรลุความเป็นผู้ใหญ่

นักศึกษาชายหญิงสวมเครื่องแต่งกายชนชั้นสูงโบราณของญี่ปุ่น เพื่อเข้าร่วมพิธีบรรลุนิติภาวะที่มหาวิทยาลัยโคกุงักกุอิน ในกรุงโตเกียวในวันที่ 11 มกราคม 2563 โดยในพิธีนี้จะมีการสวมหมวกขุนนางให้กับนักศึกษาชาย และสวมเครื่องประดับศีรษะให้นักศึกษาหญิง เหมือนกับพิธีบรรลุความเป็นผู้ใหญ่ในยุคโบราณ

ทั้งนี้ เมื่อถึงเดือนมกราคมของทุกปี วัยรุ่นที่มีอายุครบ 20 ปีจะทำการฉลองพิธีบรรลุนิติภาวะ โดยทั้งหญิงและชายจะสวมชุดกิโมโนอย่างเป็นทางการ เดินทางไปสวดมนต์ขอพรที่ศาลเจ้าชินโต และฟังสุนทรพจน์จากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเกี่ยวกับความรับผิดชอบของพวกเขาในฐานะผู้ใหญ่คนใหม่ของสังคม

ภาพถ่ายโดย CHARLY TRIBALLEAU / AFP

ภาพถ่ายโดย CHARLY TRIBALLEAU / AFP

ภาพถ่ายโดย CHARLY TRIBALLEAU / AFP

ภาพถ่ายโดย CHARLY TRIBALLEAU / AFP

ภาพถ่ายโดย CHARLY TRIBALLEAU / AFP

ภาพถ่ายโดย CHARLY TRIBALLEAU / AFP

ภาพถ่ายโดย CHARLY TRIBALLEAU / AFP

จับเวียดนามขโมยสุนัขมาแล่ขาย ปีเดียวฆ่าไป14ตัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/611829

  • วันที่ 15 ม.ค. 2563 เวลา 21:21 น.

จับเวียดนามขโมยสุนัขมาแล่ขาย ปีเดียวฆ่าไป14ตัน

ตำรวจในจังหวัดดั๊กนง ประเทศเวียดนาม จับกุมผู้จ้องหา 3 คน ในข้อหาขโมยสุนัขมาแล่เป็นเนื้อขายไปรับประทาน รวมแล้วมีสุนัขน้ำหนักรวมประมาณ 14 ตันถูกลักพาไปโดยคนกลุ่มนี้เมื่อปีที่แล้ว

สำนักข่าว VnExpress รายงานว่า ผู้ต้องหากลุ่มนี้ทำการขายเนื้่อสุนัขที่ขโมยมาคิดเป็นเงิน 40,000 ด่องต่อกิโลกรัม หรือประมาณ 52 บาท โดยขายให้กับร้านอาหารในท้องถิ่น

มีรายงานว่า ผู้ต้องหาได้ขโมยเนื้อสุนัขถึง 14 ตันตั้งแต่ปีที่แล้ว โยคำนวณจากน้ำหนักเฉลี่ยของสุนัข 1 ตัวหนัก 15 กิโลกรัม และมีสุนัขเกือบ 1,000 ตัวที่ผ่านมือคนกลุ่มนี้ ตำรวจกล่าวว่า ผู้ต้องหายังขโมยสุนับถึงคืนละ 5 – 7 ตัว

ทั้งนี้ การรับประทานเนื้อสุนัขเป็นเรื่องปกติในเวียดนาม และไม่มีกฎหมายต่อต้านการค้าเนื้อสุนัข นอกจากนี้ การขโมยสุนัขจะไม่ถือว่ามีความผิดทางอาญา หากสุนัขมีมูลค่าไม่เกิน 2 ล้านด่อง หรือ 2,600 บาท

ในวันเดียวกัน VnExpress รายงานว่ามีการยึดเนื้อแมวจำนวนถึง 600 กิโลกรัมที่จังหวัดห่าติ๋ญ ซึ่งถูกซุกซ่อนมาพร้อมกับรถโดยสารประจำทาง คาดว่ามีแนวทั้งสิ้น 120 ตัว

เช่นเดียวกัน เวียดนามไม่มีกฎหมายห้ามการฆ่า ขาย และกินเนื้อแมว แต่อาจเอาผิดได้จากการขนย้ายสินค้าที่ไม่มีที่มาระบุชัดเจน

เนื้อแมวเป็นอาหารที่นิยมรับประทานในเวียดนามเช่นกัน

สาวจีนยอมอดข้าวจนขาดสารอาหาร เพื่อเก็บเงินรักษาน้องชาย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/611825

  • วันที่ 15 ม.ค. 2563 เวลา 20:20 น.

สาวจีนยอมอดข้าวจนขาดสารอาหาร เพื่อเก็บเงินรักษาน้องชาย

หญิงสาวชาวจีนที่เสียสละยอมกินแต่ข้าวกับพริกดองเพื่อเก็บเงินรักษาน้องชาย เสียชีวิตจากโรคแทรกซ้อนจากภาวะขาดสารอาหาร

เว็บไซต์ Thepaper.cn รายงานว่า อู๋ฮัวเยี่ยน หญิงสาววัย 24 ปีจากมณฑลกุ้ยโจวทางตอนใต้ของจีน เสียชีวิตจากภาวะไตและหัวใจล้มเหลวเนื่องจากขาดสารอาหาร หลังจากรับประทานแต่ข้าวกับพริกดองมา 5 ปีเต็ม เพราะต้องเก็บเงินไว้รักษาน้องชายที่มีอาการป่วยทางจิต

เรื่องราวชีวิตของเธอสร้างความช็อกให้กับชาวจีนทั้งประเทศหลังมีภาพของเธอน้ำหนักเพียง 22 กิโลกรัมปรากฏขึ้นเมื่อปีที่แล้ว

อู๋ฮัวเยี่ยนเกิดในครอบครัวยากไร้ในพื้นที่ชนบทห่างไกลในมณฑลกุ้ยโจวทางตอนใต้ของจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ยากจนที่สุดของประเทศ

แม่ของอู๋เสียชีวิตขณะที่เธออายุเพียง 4 ขวบ หลังจากนั้นเธอก็อาศัยอยู่กับพ่อและอู๋เจียงหลง น้องชายที่มีอาการป่วยทางจิตและต้องเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง รายได้อันน้อยนิดของครอบครัวส่วนใหญ่จึงหมดไปกับการรักษาน้องชายของเธอ

อู๋ต้องพบกับการสูญเสียอีกครั้งในวัย 18 ปีเมื่อพ่อจากไปอีก 1 คน ทิ้งให้สองพี่น้องต้องดูแลกันและกันด้วยเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลเดือนละ 300 หยวน หรือ 1,318 บาท

ระหว่างนี้ สองพี่น้องอาศัยยู่กับย่า เมื่อย่าเสียชีวิตก็มาอยู่กับลุงและป้าซึ่งฐานะขัดสนเช่นกัน

แม้ว่าอู๋จะต้องคอยดูแลน้องชายแต่เธอก็ยังไม่ทิ้งการเรียน หลังจบชั้นมัธยมปลายอู๋เข้าศึกษาต่อที่วิทยาลัยอาชีวะโดยได้รับทุนการศึกษาปีละ 7,000 หยวน หรือ 30,748 บาท

ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลน้องชายแต่ละเดือนค่อนข้างสูง ทำให้เงินที่ได้รับจากรัฐบาลไม่พอใช้ ในที่สุดพี่สาวอย่างอู๋จึงตัดสินใจลดเงินค่าอาหารของตัวเองเหลือวันละ 2 หยวน หรือ 8.78 บาทเพื่อนำเงินมารักษาน้องชาย

รายงานระบุว่าอู๋รับประทานเพียงข้าวกับพริกดองเป็นเวลากว่า 5 ปี จนกระทั่งร่างกายรับไม่ไหว เธอเริ่มมีปัญหาในการเดินและหายใจจึงเข้าไปตรวจสุขภาพในโรงพยาบาล และพบว่ามีปัญหาเกี่ยวกับไตและหัวใจอันเนื่องมาจากภาวะขาดสารอาหาร ทั้งยังผมร่วงร่วมด้วย

เมื่อต้องใช้เงินรักษาทั้งตัวเองและน้องชายเช่นนี้ เธอจึงขอความช่วยเหลือจากชาวจีนและองค์กรต่างๆ จนสื่อจีนตีพิมพ์ข่าวเธอไปทั่วประเทศ

เมื่อเพื่อนร่วมชาติได้เห็นภาพหญิงสาวที่น้ำหนักตัวเพียง 22 กิโลกรัม สูง 135 เซนติเมตร เงินช่วยเหลือจึงหลั่งไหลมาอย่างต่อเนื่อง รวมเกือบ 1 ล้านหยวน

อู๋เคยให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ Chongqing Morning Post ว่า “ย่าและพ่อของฉันล้วนเสียชีวิตเพราะไม่มีเงินรักษา ฉันไม่อยากพบเจอสถานการณ์นี้ ที่ต้องนั่งรอความตายเพียงเพราะความยากจน”

เมื่อเดือน พ.ย.ปีที่แล้ว สุขภาพของอู๋เริ่มแย่ลง เธอถูกย้ายตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลใหญ่ในเมืองกุ้ยหยาง แต่แพทย์ก็ไม่สามารถยื้อชีวิตเธอไว้ อู่จากไปในวัยเพียง 24 ปีเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

เรื่องราวของอู๋ทำให้ชาวจีนส่วนหนึ่งตั้งคำถามอีกครั้งว่าเหตุใดรัฐบาลจึงไม่ให้ความช่วยเหลือครอบครัวเธอให้มากกว่าที่เป็นอยู่ เพราะก่อนหน้านี้ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีนเคยประกาศว่าจะกำจัดความยากจนให้ได้ภายในปีนี้

ทั้งนี้ ในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจของจีนเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ความยากจนไม่เคยหายไปจากประเทศนี้ ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติของจีนระบุว่าในปี 2017 ชาวชนบทของจีน 30.46 ล้านคนยังมีรายได้อยู่ในระดับยากจน คือต่ำกว่าวันละ 57.47 บาท

ขณะที่รายงานจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เมื่อปี 2018 ระบุว่าจีนเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำมากที่สุดในโลก

ภาพ : Youtube/People’s China Daily

ภูเขาไฟตาอัลยังไม่ระเบิดตามนัด ชาวบ้านหมดความอดทนแห่หนีกลับ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/611816

  • วันที่ 15 ม.ค. 2563 เวลา 17:35 น.

ภูเขาไฟตาอัลยังไม่ระเบิดตามนัด ชาวบ้านหมดความอดทนแห่หนีกลับ

ภูเขาไฟตาอัลลา ในฟิลิปปินส์ที่ปะทุขึ้นตั้งแต่สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาและหน่วยงานด้านวิทยาภูเขาไฟของฟิลิปปินส์เตือนว่าอาจเกิดระเบิดเวลาใดก็ได้ แต่จนถึงเวลานี้ก๋ยังไม่เกิดการระเบิดครั้งใหญ่ แต่ยังพ่นเถ้าถ่านออกมาปกคลุมพื้นที่โดยรอบ

ด้วยความที่ไร้วี่แววระเบิดตามคาด ทำให้เจ้าหน้าที่ของฟิลิปปินส์ต้องพยายามป้องกันผู้อพยพหลายพันคนไม่ให้กลับบ้านในพื้นที่ที่ถูกคุกคามจากการระเบิดของภูเขาไฟซึ่งอยู่ทางใต้ของกรุงมะนิลาประมาณ 65 กิโลเมตร

ประชาชนราว 40,000 คนเข้าลี้ภัยในศูนย์พักพิงตั้งแต่ภูเขาไฟปล่อยเถ้าถ่านและลาวาพุ่งสูงตระหง่านเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

Photo by Ted ALJIBE / AFP

ต่อมาตำรวจได้ตั้งเขตห้ามเดินทางและสั่งให้ประชาชนในเมืองที่มีความเสี่ยงรอบๆ ภูเขาต้องอพยพหนีภัย

แต่ไม่กี่วันต่อมาชาวบ้านเริ่มหมดความอดทนและเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่เปิดทางเพื่อกลับบ้าน แม้หน่วยงานเกี่ยวกับแผ่นดินไหวของประเทศจะเตือนว่าภูเขาไฟสามารถปลดปล่อยการปะทุที่ทรงพลังได้ทุกเมื่อ

Photo by Ted ALJIBE / AFP

เมลวิน กาสิเลา กล่าวว่าเขาและเพื่อนบ้านของเขาในเมืองตาลิซัยจำเป็นต้องให้อาหารปศุสัตว์ และขนย้ายเถ้าถ่านหนาเตอะออกจากหลังคาเพระอาจรับน้ำหนักไม่ไหวจนพังลงมา

ชุมชนของพวกเขาตั้งอยู่บนชายฝั่งของทะเลสาบที่กว้างใหญ่ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม แต่ก็ป็นที่ตั้งของภูเขาไฟที่อยู่กลางทะเลสาบ และยังเป็นในภูเขาไฟมีความเคลื่อนไหวรุนแรงที่สุดของประเทศ

Photo by Ted ALJIBE / AFP

ผู้คนรอบๆ ภูเขาไฟต้องออกจากบ้านเรือนของตนโดยได้รับแจ้งล่วงหน้าเพียงไม่นาน หลายคนมีเสื้อผ้าติดตัวไม่กี่ชิ้นเท่านั้น เมื่อถึงจุดลี้ภัยแล้วยังไม่อาจกลับบ้านได้ เพราะมีการนำกองกำลังทหารมาประจำการตามจุดตรวจในบางพื้นที่รวมถึงตาลิซัย เจ้าหน้าที่ย้ำว่าเพื่อความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัย อย่างไรก็ตามบางพื้นที่อนุญาตให้ประชาชนกลับไปได้ช่วงสั้นๆ แม้ว่าจะอันตรายมากก็ตาม

นักวิทยาแผ่นดินไหวได้สังเกตเห็นเหตุการณ์แผ่นดินไหวและรอยแยกที่เกิดขึ้นตามถนน ซึ่งบ่งชี้ว่าแมกมายังคงเคลื่อนที่และภูเขาไฟตาอัลยังคงเป็นอันตรายมาก

ไทย-อินโดแลกเปลี่ยนข่าวกรองสู้กลุ่มก่อความไม่สงบภาคใต้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/611801

  • วันที่ 15 ม.ค. 2563 เวลา 16:25 น.

ไทย-อินโดแลกเปลี่ยนข่าวกรองสู้กลุ่มก่อความไม่สงบภาคใต้

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ไทยและอินโดนีเซียลงนามในข้อตกลงการแบ่งปันข่าวกรอง โดยพล.อ. อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. ของไทย กล่าวว่า ความตกลงนี้จะช่วยจำกัดการเคลื่อนไหวของผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ของประเทLไทย

สำนักข่าว Reuters อ้างเนื้อหาของข้อตกลง ไทยและอินโดนีเซียจะแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับ “การเคลื่อนไหวของพวกหัวรุนแรง กลุ่มกบฏ หรือกลุ่มผู้กระทำความผิดที่ทำลายความมั่นคงของชาติ”

ทั้ง 2 ฝ่ายลงนามข้อตกลงระหว่างที่พล.อ. อภิรัชต์เดินทางเยือนจังหวัดอาเจะห์ ประเทศอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ โดยพล.อ. อภิรัชต์กล่าวว่า ข้อตกลงนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการจำกัดเสรีภาพในการดำเนินงานของกลุ่ม (ก่อความไม่สงบ) โดยทั้ง 2 ฝ่ายจะแบ่งปันข้อมูลและเฝ้าระวังบุคคลที่ควรจะต้องจับตา

พล.อ. อภิรัชต์กล่าวว่า ในอดีตประเทศอินโดนีเซียโดยเฉพาะจังหวัดอาเจะห์ถูกใช้เป็นฐานทำกิจกรรมโดยกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในไทย เพื่อฝึกอบรม กบดาน และวางแผนปฏิบัติการก่อความไม่สงบประเทศไทย

นายพล Perkasa ของอินโดนีเซียไม่ได้กล่าวถึงกลุ่มติดอาวุธอย่างที่เฉพาะเจาะจง ที่รัฐบาลอินโดนีเซียร้องขอให้ประเทศไทยช่วยตรวจสอบ เพียงแต่บอกว่าทั้ง 2 ฝ่ายเน้นถึงความร่วมมือระดับภูมิภาค

“ในการจัดการปัญหาด้านความความมั่นคงใดๆ ก็ตามเราควรจัดการกับปัญหานี้ด้วยกัน” นายพล Perkasa กล่าว

ภัยคุกคามต่ออินโดนีเซีย ได้แก่ กลุ่มอิสลามหัวรุนแรงเช่น Jemaah Islamiyah และกลุ่มอื่นๆ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากขบวนการรัฐอิสลาม (Islamic State )

อาเจะห์เคยมีปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ขจากความพยายามแบ่งแยกดินแดนของกลุ่มกบฏ จนคร่าชีวิตประชาชนไปถึง 15,000 คนในช่วงสามทศวรรษ จนกระทั่งมีข้อตกลงสันติภาพในปี 2005 โดยรัฐบาลอนุญาตให้ส่วนปกครองท้องถิ่นของอาเจะห์ใช้กฎหมายอิสลามได้

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของไทย พล.อ. อภิรัชต์กล่าวว่า ไม่ได้คาดหวังว่าจะมีการเจรจาสันติภาพกับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบภาคใต้ โดยกล่าวว่าดินแดนของราชอาณาจักรไทยไม่สามารถแบ่งแยกได้ แต่ยังมีคนที่แบ่งแยกดินแดนอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นจึงไม่อาจบรรลุสันติภาพได้

บริษัทญี่ปุ่นในประเทศไทยจะลดการขึ้นค่าแรง เหตุต้นทุนเพิ่ม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/611783

  • วันที่ 15 ม.ค. 2563 เวลา 15:40 น.

บริษัทญี่ปุ่นในประเทศไทยจะลดการขึ้นค่าแรง เหตุต้นทุนเพิ่ม

บริษัทญี่ปุ่นที่ประกอบธุรกิจในประเทศไทยกำลังวางแผนที่จะเสนอการปรับขึ้นค่าแรงเฉลี่ย 4.0% ในปีนี้ (2563) ซึ่งลดลง 0.2% จากอัตราของปีก่อนหน้านี้ จากการสำรวจโดย NNA และรายงานข่าวโดยสำนักข่าว Kyodo

จากการสำรวจที่ดำเนินการในช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายน พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด 477 คน มีอยู่ 381 คนหรือ 79.9% กล่าวว่าพวกเขามีแผนการที่จะขึ้นเงินเดือน ส่วนเงินโบนัสที่วางแผนว่าจะจะจ่ายให้อยู่ที่ 2.9 เดือน

ในภาคการขนส่งมีแผนเพิ่มเงินเดือนเฉลี่ 3.1% ลดลง 0.5% จากอัตราของปีที่ แล้วขณะที่อุตสาหกรรมยานยนต์มีตัวเลขอยู่ที่ 3.9% ลดลง 0.4 จุด

รายงานการปรับขึ้นค่าแรงขั้นสูงสุดอยู่ในภาคการเงินอยู่ที่ 4.7% เพิ่มขึ้น 0.1% จุดเทียบกับปีที่แล้ว ตามด้วยภาคอาหาร การค้า บริการจะปรับเพิ่ม 4.3% ในภาคค้าส่งและค้าปลีกเพิ่มขึ้น 0.4%

บริษัทที่ตอบแบบสอบถามมากกว่าครึ่งกล่าวว่าพวกเขาวางแผนที่จะปรับขึ้นค่าแรงในเดือนเมษายนหรือมกราคม โดยขนาดของการเพิ่มเงินเดือนขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เช่นผลการปฏิบัติงานของพนักงาน การเข้าทำงาน และอัตราเงินเฟ้อ

ในแง่ของต้นทุนแรงงาน 88.9% ของผู้ตอบแบบสอบถามรู้สึกว่าต้นทุนแรงงานเพิ่มขึ้น โดย 57.2% ระบุว่าค่าใช้จ่ายในปัจจุบันได้ถึงขีดจำกัดแล้ว และ 28.9% ระบุว่าพวกเขาสามารถทนต่อการเพิ่มขึ้น 20% ได้

บริษัท 351 แห่งกล่าวว่าพวกเขาวางแผนที่จะจัดการกับปัญหานี้โดยการปรับโครงสร้างการจ้างงาน บริษัท 315 รายจะแก้ปัญหาโดยเพิ่มยอดขาย และบริษัท 131 รายจะลดแรงงานญี่ปุ่นลง และบริษัท 130 รายจะหันมาใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์

โรคปอดปริศนาจากจีนระบาดถึงญี่ปุ่น ยังไม่ตัดความเป็นไปได้ติดจากคนสู่คน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/611898

  • วันที่ 15 ม.ค. 2563 เวลา 15:00 น.

โรคปอดปริศนาจากจีนระบาดถึงญี่ปุ่น ยังไม่ตัดความเป็นไปได้ติดจากคนสู่คน

ทางการญี่ปุ่นยืนยัน พบผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่กลุ่มเดียวกับโรคซาร์สที่ระบาดในเมืองอู่ฮั่นของจีนเป็นรายแรกของญี่ปุ่น ด้านผู้เชี่ยวชาญไม่ตัดความเป็นไปได้ว่าเชื้ออาจแพร่จากคนสู่คน

ญี่ปุ่นพบผู้ติดเชื้อรายแรกของประเทศ

กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่น เผยว่าผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เป็นชายในช่วงวัย 30 ปี อาศัยอยู่ใน จ.คะนะงะวะ ทางตอนใต้ของญี่ปุ่น และมีอาการไข้สูงตั้งแต่วันที่ 3 ม.ค.ที่ผ่านมาขณะเดินทางอยู่ในเมืองอู่ฮั่นของจีน

ขณะนี้คนไข้รายดังกล่าวฟื้นตัวและออกจากโรงพยาบาลแล้ว จากการซักประวัติไม่พบว่าคนไข้เคยเดินทางไปที่ตลาดขายอาหารทะเลที่เป็นจุดที่พบเชื้อแพร่ระบาด

ผู้ติดเชื้อในไทย

องค์การอนามัยโลกเผยว่าหญิงวัย 61 ปีผู้ติดเชื้อรายแรกในประเทศไทย ไม่ได้เดินทางไปที่ตลาดอาหารทะเลในเมืองอู่ฮั่นของจีน แต่เคยไปเดินตลาดสดในท้องถิ่นของเมืองอู่ฮั่นตามปกติก่อนที่จะมีอาการป่วยในวันที่ 5 ม.ค.

ลีโอ พูน นักวิทยาไวรัสจากมหาวิทยาลัยฮ่องกง ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์คนแรกๆ ที่สามารถถอดรหัสไวรัสซาร์สเผยว่า มีความเป็นไปได้ 2 กรณีสำหรับผู้ติดเชื้อในไทยคือ คนไข้อาจได้รับเชื้อจากสัตว์มาจากตลาดอื่น หมายความว่าแหล่งที่มาของเชื้อไวรัสอาจแพร่กระจายในวงกว้างกว่าที่คาดไว้

อีกความเป็นไปได้คือ ได้รับเชื้อจากคนอื่น หมายความว่าเชื้อไวรัสอาจแพร่จากคนสู่คน หากเป็นกรณีนี้จากเชื้อไวรัสที่ระบาดอยู่ในพื้นที่วงจำกัดอาจกลายเป็นการระบาดไปทั่วโลก โดยพูนเชื่อว่าเคสของไทยน่าจะเป็นกรณีแรกมากว่า แต่ก็ยังไม่ตัดความเป็นไปได้ว่าเชื้อสามารถแพร่จากคนสู่คนได้

มีโอกาสแพร่จากคนสู่คนไหม

คำถามนี้สำคัญมาก เนื่องจากชาวจีนกำลังจะเริ่มการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงตรุษจีน และคาดว่าชาวจีนนับล้านคนจะเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ รวมทั้งประเทศไทย

ที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขของจีนและองค์การอนามัยโลกยืนยันมาตลอดว่ายังไม่มีหลักฐานชี้ชัดว่าเชื้อแพร่ระบาดจากคนสู่คน และยังไม่มีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้ ทว่าล่าสุดหน่วยงานสาธารณสุขของเมืองอู่ฮั่นเผยว่า ไม่ตัดความเป็นไปได้ที่เชื้อจะแพร่จากคนสู่คน

หน่วยงานสาธารณสุขเมืองอู่ฮั่นพบเคสสามีภรรยาที่ติดเชื้อ โดยสามีซึ่งทำงานที่ตลาดอาหารทะเลในเมืองอู่ฮั่นที่พบเชื้อมีอาการป่วยก่อน ขณะที่ภรรยาไม่เคยไปตลาดดังกล่าว และยังมีผู้ป่วยอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่เคยไปตลาดอาหารทะเลนั้นเช่นกัน

จวงจู๋จวิน หัวหน้าแผนกโรคติดต่อจากศูนย์คุ้มครองสุขภาพฮ่องกงเผยว่า เป็นไปได้ว่าสามีเป็นผู้แพร่เชื้อให้ภรรยา ดังนั้นจึงยังไม่ตัดความเป็นไปได้ที่เชื้อจะระบาดจากคนสู่คน แต่เป็นไปได้น้อย เนื่องจากจนถึงตอนนี้ยังไม่มีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขติดเชื้อจากผู้ป่วย

ไม่รุนแรงเท่าซาร์ส

จนถึงตอนนี้ ความรุนแรงของเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ยังไม่ร้ายแรงเท่าไวรัสซาร์สหรือเมอร์สที่เคยระบาดก่อนหน้านี้ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเป็นไข้ ไอ หรือหายใจลำบาก

ขณะที่ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐ ประกาศเตือนไวรัสดังกล่าวในระดับ 1 ซึ่งต่ำที่สุดจากทั้งหมด 3 ระดับ ให้นักท่องเที่ยวในเมืองอู่ฮั่นใช้ความระมัดระวังตามปกติ

ซเดเนค ฮริบ นายกเทศมนตรีกรุงปราก ผู้ไม่ยอมอ่อนข้อให้จีน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/611800

  • วันที่ 14 ม.ค. 2563 เวลา 19:00 น.

ซเดเนค ฮริบ นายกเทศมนตรีกรุงปราก ผู้ไม่ยอมอ่อนข้อให้จีน

นายกเทศมนตรีกรุงปรากของสาธารณรัฐเชก โจมตีรัฐบาลจีนว่าเชื่อถือไม่ได้ พร้อมฉีกสัญญาเมืองพี่เมืองน้องกับกรุงปักกิ่งของจีน แล้วหันไปเซ็นกับกรุงไทเปของไต้หวันแทน

นายกเทศมนตรี ซเดเนค ฮริบ แห่งกรุงปรากของสาธารณรัฐเชก เขียนบทความแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับรัฐบาลจีนลงในหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ Welt am Sonntag ของเยอรมนีว่า จีนเต็มไปด้วยความไม่เป็นมิตร และยังพยายามครอบงำความคิดของชาวเชก

ฮริบเขียนบทความดังกล่าวเพื่ออธิบายการฉีกสัญญาการเป็นเมืองพี่เมืองน้องระหว่างกรุงปรากกับกรุงปักกิ่งของจีนเมื่อเดือน ต.ค.ปีที่แล้ว ซึ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสาธารณรัฐเชกแย่ลง ท่ามกลางความพยายามกระชับความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศของประธานาธิบดี มิลอช เซมาน ของสาธารณรัฐเชก

เมื่อปี 2016 สภากรุงปรากไฟเขียวทำบันทึกข้อตกลงให้กรุงปรากเป็นเมืองพี่เมืองน้องกับกรุงปักกิ่งของจีน แต่ต่อมาซเดเนคถอนตัวจากข้อตกลงนี้ โดยให้เหตุผลว่ากังวลเกี่ยวกับนโยบายหนึ่งประเทศสองระบบของจีน และไม่สามารถลงนามในสัญญาที่บังคับให้ทางการกรุงปรากแสดงเจตนารมณ์ที่ขัดกับความเป็นอิสระของทิเบตและไต้หวันได้

โดยซเดเนคแย้งว่าข้อตกลงที่ระบุให้จีนมีอำนาจอธิปไตเหนือไต้หวันเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเมือง ไม่เหมาะที่จะนำมาใส่ไว้ในข้อตกลงเมืองพี่เมืองน้องที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรม

อย่างที่ทราบกันว่าไต้หวันเป็นประเด็นอ่อนไหวทางการทูตสำหรับจีน เนื่องจากจีนถือว่าไต้หวันเป็นดินแดนหนึ่งของตัวเอง และมักจะกดดันให้รัฐบาลต่างๆ เคารพหลักการนี้ด้วย

นอกจากนี้ นายกเทศมนตรีกรุงปรากยังเผยอีกว่า สัญญาที่จีนเคยรับปากว่าจะเข้ามาลงทุนในสาธารณรัฐเชกก็ยังไม่เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม มีแต่การเข้าถือสิทธิ์ในบริษัทหรือสปอร์ตคลับที่มีอยู่แล้ว ไม่ใช่การลงทุนที่ก่อให้เกิดการจ้างงานใหม่หรือเกิดการแลกเปลี่ยนโนว์ฮาวอย่างที่จีนเคยรับปากไว้

ซเดเนคและเคอเหวินเจ๋อ นายกเทศมนตรีกรุงไทเปของไต้หวัน ร่วมลงนามข้อตกลงเมืองพี่เมืองน้องที่ศาลาว่าการกรุงปราก Photo by Michal CIZEK / AFP

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ซเดเนคและเคอเหวินเจ๋อ นายกเทศมนตรีกรุงไทเปได้ร่วมลงนามข้อตกลงเมืองพี่เมืองน้อง รวมทั้งข้อตกลงทางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวระหว่างกัน

ในวันถัดมาทางการกรุงปักกิ่งของจีนได้ประกาศยุติการติดต่อราชการกับทางการกรุงปราก และเตือนว่าทางการปรากกำลังตัดสินใจผิดพลาดเกี่ยวกับหลักการหนึ่งประเทศสองระบบของจีน

ไม่บ่อยนักที่ผู้นำท้องถิ่นกล้าแข็งข้อกับรัฐบาลประเทศมหาอำนาจอย่างจีน ทั้งยังสวนทางกับนโยบายของ มิลอส เซมาน ผู้นำประเทศที่พยายามกระชับความสัมพันธ์กับจีนมาตั้งแต่ปี 2012 ถึงขั้นแต่งตั้งที่ปรึกษาชาวจีนและประกาศว่าต้องการเรียนรู้วิธีทำให้สังคมมีเสถียรภาพจากผู้นำคอมมิวนิสต์ของจีน

แต่นับตั้งแต่ซเดเนคได้รับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีกรุงปรากเมื่อเดือน พ.ย. 2018 ความสัมพันธ์กับจีนก็เปลี่ยนไป

เมื่อครั้งที่เขาเพิ่งเข้ารับตำแหน่งได้ราว 1 เดือน ระหว่างที่สาธารณรัฐเชกเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะทูตจากต่างประเทศ เขาเคยปฏิเสธคำขอของทูตจากจีนให้ไล่ทูตจากไต้หวันออกจากห้องประชุมมาแล้ว

และเมื่อเดือน มี.ค.ปีที่แล้ว ซเดเนคยังสั่งให้กลับมาชักธงชาติธิเบตเหนือศาลาว่าการกรุงปรากซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่เริ่มมาตั้งแต่ วาตสลัฟ ฮาแว็ล ประธานาธิบดีคนแรกหลังยุคคอมมิวนิสต์ของสาธารณรัฐเชก เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าปรากสนับสนุนการแยกตัวเป็นอิสระจากจีนของทิเบต ก่อนที่จะถูก อาเดรียนา กรานาโชวา นายกเทศมนตรีคนก่อนสั่งให้ปลดเมื่อปี 2014

และในช่วงเวลาเดียวกันซเดเนคยังให้การต้อนรับการเยือนของ ลอบซัง ซังเกย์ นายกรัฐมนตรีรัฐบาลพลัดถิ่นธิเบต ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้รัฐบาลจีนอย่างมาก

การไม่ยอมสยบต่อรัฐบาลจีนทำให้ซเดเนคได้รับเสียงชื่นชมจากชาวเชกในฐานะที่ช่วยฟื้นฟูภาพลักษณ์การเคารพสิทธิมนุษยชนและสิทธิในการเลือกรูปแบบการปกครองของตัวเองของประเทศ ในห้วงเวลาที่การเมืองของเชกถูกครอบงำโดยนักการเมืองฝั่งประชานิยมอย่างประธานาธิบดีเซมานผู้มีแนวคิดนิยมจีน

ด้านเส้นทางการเข้าสู่การเมืองของซเดเนค อดีตแพทย์วัย 38 ปีจากพรรค Czech Pirate Party ค่อนข้างแตกต่างจากคนอื่น เพราะเขาไม่ได้ถูกเลือกเข้ามาโดยตรง พรรคของซเดเนคได้คะแนนเป็นอันดับ 2 ก่อนจะรวบรวมเก้าอี้เพิ่มเติมจนได้คะแนนเสียงเพียงพอในการฟอร์มทีม โดยสภาโหวตให้ซเดเนคเป็นนายกเทศมนตรีเมื่อวันที่ 15 พ.ย. 2018 ในฐานะที่เขาได้คะแนนเสียงจากชาวกรุงปรากมากที่สุดในบรรดาพรรคร่วม

แม้ก่อนลงเล่นการเมืองซเดเนคเคยเป็นนักเรียนแพทย์แลกเปลี่ยนในกรุงไทเปของไต้หวันราว 2 เดือน และยังได้รับประกาศนียบัตรให้เป็นพลเมืองกิตติมศักดิ์ของไต้หวัน แต่เขายืนยันว่าข้อเรียกร้องให้จีนลบข้อข้อความที่ระบุให้ปรากเคารพหลักการหนึ่งประเทศสองระบบของจีนออกจากข้อตกลงเกิดจากการตัดสินใจร่วมกันของสภากรุงปราก ไม่ใช่ความคิดเห็นส่วนตัว

เพนกวิน “Pengsoo” ไอดอลมาดกวนตัวใหม่ ที่ดังกว่าบอยแบนด์กิมจิ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/611712

  • วันที่ 14 ม.ค. 2563 เวลา 18:28 น.

เพนกวิน “Pengsoo” ไอดอลมาดกวนตัวใหม่ ที่ดังกว่าบอยแบนด์กิมจิ

ถอดรหัสมาสคอตเพนกวินธรรมดาๆ แต่ครองใจคนเกาหลีได้ทุกเพศทุกวัย และยังมีแววว่าจะโกอินเตอร์ตามคนดังฝั่งกิมจิไปอีกตัว

นอกจากบอยแบนด์เกิร์ลกรุ๊ปที่เกาหลีใต้ส่งออกไปโด่งดังทั่วโลกแล้ว เร็วๆ นี้ได้มีไอดอลแดนกิมจิคนใหม่ถือกำเนิดขึ้นมาอีก 1 คน

จริงๆ จะเรียกว่าคนก็ไม่ถูกนัก ต้องเรียกว่าตัวมากกว่า เพราะไอดอลที่ว่านี้เป็นเพนกวินที่ชื่อว่า “เพงซู” (Pengsoo) มาสคอตที่มาแรงแซงทางโค้งและกำลังได้รับความนิยมอยู่ในเกาหลีใต้ ณ วินาทีนี้

สถานีวิทยุทางการศึกษาของเกาหลีใต้ (EBS) ที่ตัดสายสะดือให้เจ้าเพงซูระบุประวัติส่วนตัวของมันไว้ว่า เป็นเพนกวินที่ไม่มีเพศ อายุ 10 ปี มาพร้อมส่วนสูง 210 เซนติเมตร ชอบใส่หูฟังกับแว่นตา พูดจาตรงไปตรงมา ออกแนวห้าวๆ ด้วยเสียงที่เหมือนกับคนวัยกลางคน

เดิมทีผู้สร้างตั้งเป้าหมายว่าจะให้เจ้าเพนกวินมาดกวนตัวนี้เข้าไปครองใจเด็กๆ แต่ตอนนี้นอกจากเด็กๆ แล้ว เพงซูยังเป็นที่ชื่อนชอบของคนในยุคมิลเลนเนียล (คนในวัยเลข 2 และเลข 3) ที่มองว่าความห้าวของเพงซูเป็นความต่างที่น่าสนใจ

ความดังของเจ้าเพงซูอยู่ในระดับที่ไม่ธรรมดา นับตั้งแต่เปิดตัวเมื่อเดือน เม.ย.ปีที่แล้วจนถึงตอนนี้มีผู้ติดตามในยูทูบแชนแนล Giant Peng TV แล้วกว่า 1.86 ล้าน

แน่นอนว่าดังเป็นพลุแตกแบบนี้ย่อมมีบรรดารายการทีวีเชิญตัวไปร่วมมากมาย แถมเมื่อปีที่แล้วชาวเกาหลีใต้ยังโหวตให้เพงซูเป็น “บุคคลแห่งปี 2019” ทั้งที่มันไม่ใช่คน เอาชนะบอยแบนด์ชื่อดังที่เป็นกระแสไปทั่วโลกอย่าง BTS หรือแม้แต่ประธานาธิบด มุนแจอิน ของเกาหลีใต้ขาดลอย

เพงซูเดินทางจากทวีปแอนตาร์กติกมายังเกาหลีใต้เพื่อจะมาเป็นซุปตาร์ โดยมีเป้าหมายหลักคือการโค่นตำแหน่งความดังของ Pororo หรือโพโรโระ เพนกวินป่วน ก๊วนขั้วโลก ตัวการ์ตูนเพนกวินน่ารักนิสัยดีที่เป็นที่รักของเด็กๆ ทั้งในเกาหลีและในบ้านเรา ซึ่งเปิดตัวเมื่อปี 2003

เพงซูพบปะแฟนคลับในงานแฟนมีตที่เมืองปูซาน ภาพ : EBS

ทำไมมาสคอตมาดกวนตัวนี้ถึงครองใจคนเกาหลี

ผู้สร้างเพงซูเชื่อว่าเบื้องหลังความสำเร็จของเพงซูคือความต่าง ซึ่งก็คือนิสัยห้าวๆ ตรงไปตรงมา แตกต่างจากคาแรกเตอร์ตัวการ์ตูนอื่นๆ ของ EBS ที่มักจะสุภาพเรียบร้อย เน้นประโยชน์เพื่อการศึกษามากกว่า

เพงซูไม่ยึดติดกับระดับสูงต่ำตามลำดับชั้นในสังคม แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีความใสซื่อแบบเด็กๆ

ตัวอย่างเช่น หลายครั้งที่เพงซูเอ่ยถึงคิมมยองจุง ประธาน EBS ในรายการทีวี มักจะไม่ใช้คำว่า “Sajangnim” ซึ่งเป็นคำที่ผู้น้อยใช้เรียกผู้ใหญ่หรือผู้ที่อยู่ในตำแหน่งสูงกว่าเพื่อแสดงความเคารพของชาวเกาหลี

นอกจากนี้ ยังมักจะหยอกล้อผู้บังคับบัญชา เช่น เมื่อเกิดปัญหาก็มักจะโทษว่าเป็นความผิดของเจ้านาย

พูดง่ายๆ ก็คือเพงซูจะปฏิบัติกับคนทุกคนอย่างเท่าเทียมกันไม่ว่าคนคนนั้นจะอยู่ในตำแหน่งใด ซึ่งกลายเป็นเสน่ห์ประจำตัวที่ทำให้ชาวเกาหลีใต้หลายๆ คนชื่นชอบ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งพนักงานออฟฟิศ อาทิ ฮาอินฮวาน นักวิเคราะห์จากบริษัทอสังหาริมทรัพย์ Meritz Securities Co ในกรุงโซล พูดถึงเหตุผลที่ชอบเพนกวินตัวนี้ว่า “เพงซูพูดในสิ่งที่ชาวออฟฟิศในวัยยี่สิบกว่าสามสิบกว่าได้แต่คิด แต่ไม่กล้าพูด” หนึ่งในนั้นก็คือการเรียกหัวหน้าโดยไม่ต้องใช้คำยกย่อง

นอกจากนี้ เอกลักษณ์ของเพงซูอีกอย่างหนึ่งคือ เป็นจอมโวที่บอกว่าตัวเองเป็นซูเปอร์สตาร์ ซึ่งขัดกับธรรมเนียมของสังคมเกาหลีใต้ที่มักจะนอบน้อมถ่อมตัว

ความกล้าพูดกล้าทำในสิ่งที่ตรงข้ามกับธรรมเนียมปฏิบัติและนิสัยของคนเกาหลีใต้จึงทำให้เพงซูเข้าไปอยู่ในใจคนมิลเลนเนียลได้ไม่ยาก เพราะเหมือนเป็นตัวแทนความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง

นอกจากนี้ การขยายช่องทางการรับชมจากในทีวีมายังยูทูบที่มีทั้งคลิปทั่วไปที่มีเพงซูปรากฏตัวและคลิปในเวอร์ชั่นเบื้องหลังที่ไม่ได้ออกอากาศในทีวีทำให้คนทุกเพศทุกวัยรวมทั้งผู้สูงอายุในวัย 60 ปีขึ้นไปรับชมเพงซูได้มากขึ้น แถมยังเป็นการเพิ่มช่องทางการหารายได้อีกทางหนึ่ง

อีซุงฮี แฟนคลับวัย 60 ปีจากเกาะเชจูเผยว่า เธอดูคลิปเพงซูในยูทูบทุกวันนับตั้งแต่รู้จักการ์ตูนตัวนี้ เพราะช่วยทำให้ชีวิตวัยเกษียณของเธอมีชีวิตชีวาขึ้น

และเธอยังซื้ออีโมติคอนเพงซูในแอพพลิเคชั่น KakaoTalk ส่งให้เพื่อนๆ ด้วย

ขณะที่หลายบริษัทในเกาหลีใต้พลอยได้รับอานิสงส์จากความดังของเพงซูหลายเจ้า ไม่ว่าจะเป็น Uangel ผู้ผลิตคอนเทนต์ออนไลน์ในกรุงโซล พบว่าเมื่อปลายปีที่แล้วหุ้นของบริษัทเพิ่มขึ้นถึง 50% หลังจากลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับ EBS เพื่อโปรโมทเนื้อหาของ EBS ผ่านแพลตฟอร์มของบริษัท

หรือจะเป็นร้านจำหน่ายหนังสือออนไลน์ Yes 24 ที่หุ้นขึ้นทันทีหลังประกาศว่าจะแจกของที่ระลึกเกี่ยวกับเพงซูกับผู้ที่ซื้อหนังสือที่ตีพิมพ์โดย EBS

ฮาอินฮวาน มองว่าในที่สุดเพงซูจะสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากกว่าโพโรโระ (จากข้อมูลของสถาบันสนับสนุนกิจการขนาดเล็กและขนาดย่อม (SBA) ของเกาหลีใต้ พบว่าแบรนด์โพโรโระมีมูลค่าราว 380,000 ล้านวอน หรือราว 9,943 ล้านบาท และสร้างมูลค่าเพิ่มได้ราว 500,000 ล้านวอน หรือราว 13,083 ล้านบาท) เนื่องจากเป็นที่นิยมในกลุ่มคนมิลเลนเนียลที่มีกำลังซื้อสูง ซึ่งจะทำให้คาแรกเตอร์ของเพงซูสร้างกำไรได้ในระยะยาว

ขณะที่สถาบันเศรษฐศาสตร์อุตสาหกรรมและการค้าของเกาหลีใต้ (KIET) มองว่าเพงซูมีศักยภาพในการโกอินเตอร์

นักศึกษาอิหร่านเดินเลี่ยงเหยียบภาพธงชาติสหรัฐ-อิสราเอล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/611703

  • วันที่ 14 ม.ค. 2563 เวลา 17:43 น.

นักศึกษาอิหร่านเดินเลี่ยงเหยียบภาพธงชาติสหรัฐ-อิสราเอล

ชมคลิป นักศึกษาอิหร่านเดินเลี่ยงเหยียบภาพธงชาติสหรัฐ-อิสราเอล ระบุศัตรูของอิหร่านคือผู้นำสูงสุด

ภาพจากคลิปวิดิโอที่กลายเป็นไวรัลในโลกออนไลน์ แสดงให้เห็นกลุ่มนักศึกษาจากมหาวิทยาลัย Shahid Beheshti ซึ่งเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆ รวมตัวเดินขบวนเพื่อประท้วงรัฐบาลอิหร่านช่วงวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หลังจากทื่อิหร่านได้แถลงยอมรับความผิดพลาด จากการยิงมิสไซล์ใส่เครื่องบินยูเครนจนประสบเหตุตก เป็นเหตุให้มีผู้โดยสารและลูกเรือเสียชีวิตรวม 176 ราย

คำประกาศยอมรับความผิดพลาดของรัฐบาลอิหร่าน ได้สร้างความไม่พอใจเป็นอย่างมากต่อประชาชนชาวอิหร่าน โดยเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ชาวอิหร่านนับพันคนได้กรุงเตหะรานได้ออกมาเดินขบวนประท้วงรัฐบาลรวมถึง อยาตุลลอฮ์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุด โดยเรียกร้องให้ลาออกจากตำแหน่ง เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อการยิงพลาด

ผู้ประท้วงบางส่วนประกาศในการประท้วงว่า “ขอให้ความตายมาสู่เผด็จการ” และมีหนึ่งในวิดีโอคลิป ที่เผยแพร่ มีผู้ประท้วงส่วนหนึ่งตะโกนว่า “คาเมเนอี น่าละอาย ออกนอกประเทศไปซะ”

https://twitter.com/Atlantide4world/status/1216332460897841152

คลิปวิดิโอนี้ได้รับการส่งต่อกันเป็นวงกว้างในชาวอิหร่าน แสดงให้เห็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัย Shahid Beheshti ขณะกำลังเดินขบวนออกจากมหาวิทยาลัยเพื่อเข้าร่วมประท้วงแสดงความไม่พอใจ แต่ต้องเดินผ่านบริเวณที่มีการวาดภาพธงชาติสหรัฐ กับธงชาติอิสราเอลไว้ที่พื้น โดยนักศึกษาส่วนใหญ่ได้เดินเลี่ยงภาพวาดธงชาติของทั้งสองประเทศ

นาง Masih Alinejad ผู้สื่อข่าวท้องถิ่นของอิหร่านได้แชร์คลิปดังกล่าวผ่านทวิตเตอร์ พร้อมระบุข้อความว่า “เป็นเรื่องน่าอับอายในระบบการปกครองของอิหร่านและการโฆษณาชวนเชื่อของพวกเขา ครั้งหนึ่งผู้คนอิหร่านเคยร้องเพลงสาปส่งอเมริกา แต่ตอนนี้พวกเขาตะโกนขับไล่ เผด็จการสาธารณรัฐอิสลาม(อิหร่าน)”

ตลอดช่วงการปกครองของอยาตุลลอฮ์ อาลี คาเมเนอี หลายพื้นที่ในอิหร่านได้ปรากฎภาพวาดตามที่สาธารณะซึ่งโฆษณาชวนเชื่อสร้างความเกลียดชังต่อชาติตะวันตกโดยเฉพาะกับสหรัฐ

การประท้วงดังกล่าวส่งผลให้เมื่อวันที่ 12 ม.ค. ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ทวีตข้อความเป็นภาษาฟาร์ซี ซึ่งเป็นภาษาถิ่นของอิหร่านโดยระบุว่า

“ถึงประชาชนชาวอิหร่านผู้กล้าหาญและทนทุกข์ทรมานมาอย่างยาวนาน ผมยืนอยู่เคียงข้างพวกคุณตั้งแต่ที่ผมเริ่มเข้ามารับตำแหน่งประธานาธิบดี และคณะบริหารของผมจะยังคงอยู่เคียงข้างพวกคุณต่อไป”

“จะต้องไม่เกิดเหตุการณ์สังหารหมู่ผู้ประท้วงอีก หรือการปิดการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต โลกกำลังจับตาอยู่”